ข่าวบันเทิง

อีกเวอร์ชั่น! ชม “ฟอลคอน-ท้าวทองกีบม้า” จากภาพนิ่งของตัวอย่างหนังเรื่อง “SÏAM”

ในขณะที่ละครโทรทัศน์ “บุพเพสันนิวาส” กำลังฮิตทั่วบ้านทั่วเมือง

ก็มีอีกหนึ่งโปรเจ็คท์ภาพยนตร์ของผู้กำกับลูกครึ่งไอริช-ไทย (ที่ทำหนังไทยมาหลายเรื่อง) ซึ่งกำลังถูกพัฒนาขึ้น โดยท้องเรื่องของหนังเรื่องนี้จะอยู่ในยุคสมัยเดียวกันกับเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ใน “บุพเพสันนิวาส”

หนังเรื่องนี้มีชื่อว่า “SÏAM” ผลงานการกำกับของ “ทอม วอลเลอร์” แห่ง De Warrenne Pictures ซึ่งเคยกำกับหนังพูดไทยอย่าง “ศพไม่เงียบ” และ “เพชฌฆาต” มาแล้ว

ตามข้อมูลที่ถูกประชาสัมพันธ์เอาไว้ในช่วงเริ่มต้นโปรเจ็คท์ หนังเรื่องนี้จะเล่าเรื่องราวในช่วงที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส ส่งบาทหลวงคณะเยสุอิตกลุ่มหนึ่งเข้ามายังอยุธยาเมื่อ ค.ศ.1685 เพื่อหวังเปลี่ยนแปลงราชอาณาจักรแห่งนี้ให้กลายเป็นดินแดนคาทอลิก กลุ่มบาทหลวงได้ดำเนินกโลบายดังกล่าวโดยร่วมมือกับ “คอนสแตนติน ฟอลคอน” หรือ ออกญาวิชเยนทร์ ขุนนางต่างชาติซึ่งเป็นที่โปรดปรานของสมเด็จพระนารายณ์

อย่างไรก็ตาม เมื่อสมเด็จพระนารายณ์ทรงประชวรหนัก แผนการยึดครองอยุธยาของฝรั่งเศสกลับประสบกับความยากลำบาก เพราะเกิดเหตุรัฐประหารอันนองเลือดและการปฏิวัติขึ้นในสยาม

ก่อนหน้านี้ ทางทีมงานผู้สร้างได้เริ่มเผยแพร่ภาพนิ่งจากการถ่ายทำตัวอย่างของหนังเรื่องนี้ (น่าจะเพื่อโปรโมทและหาทุนสร้าง) ในช่วงกลางปี 2017 ก่อนจะเงียบหายไป

แต่เมื่อกระแส “บุพเพสันนิวาส” กำลังมาแรง เพจเฟซบุ๊กของภาพยนตร์ก็ได้ทยอยปล่อยภาพนิ่งชุดใหม่จากหนังตัวอย่างออกมาอีกรอบ โดยเป็นภาพตัวละครที่มีบทบาทเด่นอยู่ในละครเรื่องดังของช่อง 3 เช่นกัน ได้แก่ “ฟอลคอน” และ “ท้าวทองกีบม้า”

ว่าแล้วก็ไปชมภาพนิ่งจากหนังตัวอย่างของ “SÏAM” กันเลยดีกว่า

ฟอลคอน

ฟอลคอน รับบทโดย เดวิด อัศวนนท์

ท้าวทองกีบม้า

ท้าวทองกีบม้า สอง

ท้าวทองกีบม้า รับบทโดย มิญช์ภัส งามเกิดธีรสีห์ นางแบบดาวรุ่ง จะเห็นได้ว่าผู้สร้างพยายามขับเน้นการมีเชื้อสายญี่ปุ่นของตัวละครรายนี้ มากกว่าการมีเชื้อสายโปรตุเกส

พระเพทราชา

พระเพทราชา รับบทโดย วิทยา ปานศรีงาม

หลวงสรศักดิ์

หลวงสรศักดิ์ (พระเจ้าเสือ) รับบทโดย เวย์ ปริญญา อินทชัย

ariya

อารียา (Ariya) ตัวละครนำหญิงซึ่งน่าจะถูกสมมุติขึ้น รับบทโดย มัจฉา โมซิมันน์ (อีกหนึ่งนางแบบดาวรุ่ง ล่าสุด เธอเหมือนจะกลายเป็นนักแสดงในสังกัด GMM ไปแล้วด้วย)

หลุยส์ 14

พระเจ้าหลุยส์ที่ 14

ลาลูแบร์

ซีมง เดอ ลา ลูแบร์

โฟแบง

เชอวาเลีย เดอ ฟอร์แบง

อย่างไรก็ดี ยังไม่มีรายละเอียดชัดเจนว่าหนังเรื่องนี้ถ่ายทำไปถึงขั้นไหนแล้ว? และมีแผนจะเข้าฉายเมื่อไหร่?

ที่มาภาพ-ข้อมูล: เพจเฟซบุ๊ก SÏAM และ http://www.dewarrenne.com/

Advertisements
คนมองหนัง

“บุพเพสันนิวาส-ศรีอโยธยา” ละคร 2 เรื่อง ที่มีปฏิสัมพันธ์กับ “อดีต” คนละแบบ

หมายเหตุ ทีแรกเมื่อ 1-2 สัปดาห์ก่อน กะจะเขียนถึงภาพรวมของ “ศรีอโยธยา” ซีซั่นแรก หลังละครเพิ่งปิดฉากลง แต่ก็ผลัดวันประกันพรุ่งเรื่อยมา กระทั่ง “บุพเพสันนิวาส” จากทางฝั่งช่อง 3 เริ่มสร้างกระแสโด่งดังสนั่นจอไปทั่วประเทศพอดี จึงตัดสินใจเขียนถึงละครสองเรื่องนี้พร้อมๆ กันเสียเลยในคราวเดียว

อดีตที่สืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน กับ ปัจจุบันที่ตัดตอนย้อนกลับไปยังอดีต

ข้อแรกสุด คือ เมื่อมองเผินๆ “ศรีอโยธยา” ของ ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล หรือหม่อมน้อย และ “บุพเพสันนิวาส” ของภวัต พนังคศิริ (เคยกำกับภาพยนตร์ที่มีมาตรฐานใช้ได้เลยอย่าง “นาคปรก”) เหมือนจะมีเนื้อเรื่องคล้ายๆ กัน โดยต่างพูดถึงตัวละครยุคปัจจุบันที่ย้อนอดีตกลับไปยังเหตุการณ์ (อิง) ประวัติศาสตร์สมัยอยุธยา

ทว่า หากดูละครละเอียดๆ แล้ว เราจะพบว่าทั้งสองเรื่องมีปฏิสัมพันธ์กับ “อดีต” ต่างกันอย่างสำคัญ

“ศรีอโยธยา” นั้นพูดถึงความเชื่อมโยงสืบเนื่องทางอารยธรรม-ภูมิปัญญา-คุณค่า ที่ตกทอดจากอดีตมาสู่ปัจจุบัน โดยไม่ขาดตอน

ขณะที่ “บุพเพสันนิวาส” พูดถึงการเดินทางย้อนกลับไปยังอดีตอย่างฉับพลัน ทันที และตัดตอน จนนำไปสู่สายสัมพันธ์อันแปลกแยกระหว่างยุคสมัย (แต่แน่นอน ย่อมเข้าใจและปรับประสานเข้าหากันได้ในท้ายสุด)

ความต่อเนื่องเชื่อมโยงจาก “อดีต” สู่ “ปัจจุบัน” ใน “ศรีอโยธยา”

ท่ามกลางความยืดเยื้อ การสลับไปมาระหว่างเหตุการณ์อดีตกับปัจจุบันที่มีความคืบหน้าน้อยมาก และองค์ประกอบที่แลดูแปลกๆ ตลกๆ (ในทางที่ค่อนข้างแย่) และความไม่สนุก-ไม่น่าติดตามนานัปการ

จุดน่าสนใจ ซึ่งอาจเป็นประเด็นหลักที่หม่อมน้อยต้องการนำเสนอใน “ศรีอโยธยา” ก็คือ “ความต่อเนื่องเชื่อมโยง” หรือการสืบทอดส่งมอบคุณค่า-อารยธรรม-วัฒนธรรม-ศิลปกรรม (อันสูงส่ง) ฯลฯ (ลองฟังเพลงประกอบละครดู) โดยไม่ขาดสาย ไม่ขาดตอน จากอดีตมาสู่ปัจจุบัน

ผ่านพล็อตหลักๆ ว่าด้วยการมีชีวิตคงอยู่ข้ามกาลเวลา (ภายในพื้นที่เฉพาะอันศักดิ์สิทธิ์) ของลูกหลานเจ้าพระยาพิชัยฯ อย่าง “บุษบาบรรณ” “คุณทองหยิบ” และเหล่าบริวาร (ได้รับอิทธิพลจากนิยาย “เรือนมยุรา” มาอย่างเด่นชัด) และการกลับชาติมาเกิดของเจ้าฟ้า-เจ้านายทรงกรมหลายพระองค์ (ตลอดจนขุนนางใกล้ชิด) ในยุคปัจจุบัน

โดยส่วนตัว ฉากหนึ่งของช่วงปลายซีซั่นแรก ซึ่งอธิบายแนวคิดข้างต้นได้น่าสนใจมากๆ (แม้หลายคนจะเห็นว่ามันมีรายละเอียดหลายประการที่ตลกและผิดพลาด) คือ ฉากที่เจ้าฟ้าสุทัศ/วายุ เจอดวงพระวิญญาณพระเจ้าเสือ แล้วพระเจ้าเสือก็พาเจ้าฟ้าสุทัศ (วายุ) ไปล่องเรือตามลำน้ำ เพื่อผ่านพบกับพระมหากษัตริย์รัชกาลต่างๆ ในราชวงศ์บ้านพลูหลวง

ต่อมา เมื่อเจ้าฟ้าสุทัศไปเข้าเฝ้าฯ พระภิกษุพระเจ้าอุทุมพร ขุนหลวงหาวัดก็ตรัสว่าพระเจ้าเสือเคยเสด็จฯ มาพบพระองค์ ในลักษณะนี้เช่นกัน

การย้อนอดีต/การแทนที่โดยฉับพลันแบบ “บุพเพสันนิวาส”

ต่างจาก “ศรีอโยธยา” ละครทีวีเรื่องดังแห่งปีอย่าง “บุพเพสันนิวาส” กลับดำเนินเรื่องโดยการนำตัวละครจากยุคปัจจุบัน เดินทางย้อนเวลากลับไปยังอดีต เพื่อฉายภาพให้เห็นกระบวนการปะทะกันระหว่างความแปลกแยกแตกต่างของยุคสมัย โดยมีศูนย์กลางการปะทะสังสรรค์อยู่ที่ตัวละคร “การะเกด/เกศสุรางค์” (ตัวอย่างมีให้เห็นเต็มไปหมด ผ่านคลิปสั้นๆ หรือมีมต่างๆ ที่แชร์กันในโซเชียลมีเดีย)

นอกจากนี้ การย้อนเวลากลับไปยังอดีตของตัวละครนำในละครเรื่องนี้ ยังเป็นการ “แทนที่โดยฉับพลัน” ของตัวละครต่างยุคต่างอุปนิสัยสองราย คือ ตัวละครคนหนึ่งตายลงในโลกปัจจุบัน แล้ววิญญาณก็ล่องลอยเข้าไปสิงร่างตัวละครอีกคนที่เสียชีวิตลงในอดีต

ดังที่บอกไป (และดังที่ได้รับชมกันอยู่ในละคร) “การแทนที่โดยฉับพลัน” เช่นนี้ ย่อมนำไปสู่การปะทะ/เทียบเคียง/วางชน (ในลักษณะ “ตัดตอน” ช่วงเวลา) ระหว่างคุณค่า-รสนิยม-วัฒนธรรมต่างชุดต่างประเภท (อย่างน้อย ก็ “ณ เบื้องต้น”) จนก่อให้เกิดอาการประหลาดใจแก่ตัวละครนำและคนดูหน้าจอซ้ำแล้วซ้ำเล่า มิใช่ความสืบเนื่องเชื่อมโยงที่ส่งต่อกันมาอย่างราบรื่นเรื่อยเรียงเป็นวิถีปกติ ซึ่งปรากฏใน “ศรีอโยธยา”

ความแตกต่างนำไปสู่อะไร?

จากการประเมินส่วนตัว ผมรู้สึกว่า “การย้อนอดีตแบบแทนที่โดยฉับพลัน” ใน “บุพเพสันนิวาส” นั้นแสดงให้เห็นถึง “ความไม่ต่อเนื่องทางประวัติศาสตร์” เมื่อไม่ต่อเนื่อง ก็นำไปสู่ “ช่องว่าง” ของความไม่รู้และความผิดแผกแตกต่าง ก่อนจะลงเอยด้วย “การเล่นสนุก” กับ “ช่องว่าง” แห่งความไม่รู้ หรือ “ช่องว่าง” ระหว่างค่านิยมที่ต่างกันเหล่านั้น

อย่างไรก็ดี ดูเหมือนจะมีเงื่อนไขอื่นๆ เข้ามาหนุนส่ง “การเล่นสนุก” ข้างต้นด้วยเช่นกัน

เพราะต้องยอมรับว่า “การเล่นสนุก” ทำนองนี้ สามารถเกิดขึ้นมาได้ด้วยสถานภาพ/ตำแหน่งแห่งที่บางประเภทของตัวละครนำ ถ้าตัวละครเอกของ “บุพเพสันนิวาส” ถูกกำหนดให้มีสถานภาพเป็นเจ้านายชั้นสูงหรือขุนนางที่รับใช้เจ้านายอย่างใกล้ชิด (เหมือนบรรดาตัวละครนำของ “ศรีอโยธยา”) เธอก็คงไม่สามารถ “เล่นสนุก” หรือ “สร้างอารมณ์ขัน” ได้อย่างที่เป็นอยู่

หรือจะว่าไปแล้ว การนำเสนอภาพของการปะทะกันระหว่างยุคสมัย ก็ไม่ได้เกิดใน “บุพเพสันนิวาส” เป็นเรื่องแรก แต่พอละครเรื่องนี้เลือกจะแนะนำตัวหรือทำความรู้จักมักคุ้นกับผู้ชม ด้วยเหตุการณ์ปะทะสังสรรค์/ความแปลกแยกในวิถีชีวิตประจำวัน (ตั้งแต่เรื่องส้วม, อาหารการกิน, ไปจนถึงผายปอด ฯลฯ) ไม่ใช่เรื่องหนักๆ ในประเด็นประวัติศาสตร์การเมือง

“การเล่นสนุก” กับยุคสมัย จึงถูกนำเสนอออกมาได้อย่าง “สนุกสนาน” จริงๆ

ตรงข้ามกับกรณีของ “ศรีอโยธยา”

การขับเน้นไปที่ภาวะสืบเนื่องเชื่อมโยงเป็นเนื้อเดียวกันในทางประวัติศาสตร์ กลับยิ่งส่งผลให้ประวัติศาสตร์กลายสภาพเป็นภูมิปัญญา-ความศักดิ์สิทธิ์ ที่ยิ่งใหญ่ ไพศาล ตระการตา ซับซ้อน ยากเข้าถึง หรือ “เล่นสนุก” ด้วยไม่ง่ายนัก

ขณะเดียวกัน ผู้สร้างก็ดูเหมือนจะตั้งสมมติฐานเอาไว้ว่าภูมิปัญญาหรือมรดกทางวัฒนธรรมที่ตกทอดสืบสานกันมาอย่างยาวนาน นั้นไม่มีความแปลกแยกใดๆ เลยกับปัจจุบัน เห็นได้จากการที่ “พิมาน/พระพิมานสถานมงคล” ไม่มีอาการแปลกประหลาดใจหรือทำตัวผิดที่ผิดทางสักเท่าไหร่นัก เมื่อระลึกอดีตชาติของตนเองได้ เช่นเดียวกับตัวละครที่กลับชาติมาเกิดรายอื่นๆ (แต่พวกเขาอาจจะมีอาการซาบซึ้ง ปีติใจ ให้เห็น)

(ฉากที่อาจารย์พวงแก้ว คุณน้าของพิมาน -ชาติที่แล้ว คือ กรมขุนวิมลภักดี- แซววายุ -เจ้าฟ้าสุทัศ ในอดีตชาติ- ว่า “โถ่! น่าสงสาร องค์เจ้าฟ้าสุทัศ” นั้นก็แสดงให้เห็นถึงภาวะปะปนกันของอดีตกับปัจจุบัน อาจารย์จากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ จึงเจรจากับเพื่อนรุ่นน้องของหลานชาย ประหนึ่งพระมารดากำลังสนทนากับพระราชโอรสในอดีตชาติ)

(คลิกชมนาทีที่ 13.51-13.55 ของคลิปนี้)

ด้วยเหตุนี้ ตัวละครนำในยุคปัจจุบันของ “ศรีอโยธยา” จึงล้วนเผชิญหน้ากับ “อดีต” โดยตระหนักรู้ถึงภาวะเหลื่อมซ้อนของมิติเวลา ตระหนักรู้ถึงพันธะความเชื่อมโยงทางประวัติศาสตร์ และต่างใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับภาวะดังกล่าวในฐานะ “สัจจะ” ประการหนึ่ง อย่างมิผิดแผกแปลกแยก

ปัญหา คือ พอเรายิ่งรู้สึกว่าตัวเองรู้อะไรมากเท่าไหร่ พร้อมทั้งรู้สึกว่าสิ่งที่เราหยั่งรู้นั้นยิ่งใหญ่เที่ยงแท้เพียงไร เราก็ยิ่งไม่มีแนวโน้มที่จะเปิด “ช่องว่าง” เพื่อผ่อนคลายตนเองและ “เล่นสนุก” กับองค์ความรู้ที่เราเชื่อว่าเราเข้าถึงโดยสมบูรณ์แล้ว

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าหม่อมน้อยจะไม่พยายาม “เล่นสนุก” เอาเลย

อย่างน้อยการดำรงอยู่ของ “พระกำนัลนารี (สังข์)” ก็น่าจะสื่อถึงอารมณ์อยาก “สนุก” ของผู้กำกับท่านนี้มากพอสมควร เพียงแต่คนดูจะรู้สึกสนุกสนานขำขันกับตัวละครรายนี้หรือไม่? ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง

พระกำนัลนารี

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

เปิดตัว “พระสังข์-นางรจนา-เจ้าเงาะป่า” ใน “สังข์ทอง 2561”

ข่าวล่าสุด – “สังข์ทอง 2561” ปิดกล้อง เตรียมลาจอ 16 มี.ค. 62 พร้อมสร้างสถิติ 110 ตอน!

แน่นอนล้านเปอร์เซ็นต์แล้วว่า หลังจาก “เทพสามฤดู 2560” อวสานลงในวันเสาร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2561

ละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องใหม่จากค่ายสามเศียรที่จะลงจอช่อง 7 ต่อทันที ในวันอาทิตย์ที่ 25 กุมภาพันธ์ 2561 ก็คือ “สังข์ทอง”

ผู้ที่จะมารับบท “พระสังข์” ในฉบับนี้ คือ “ม่อน สุรศักดิ์ สุวรรณวงษ์” (ผลงานล่าสุด อุทัยเทวี) ส่วน “นางรจนา” เวอร์ชั่นนี้ คือ “ปูเป้ เกศรินทร์ น้อยผึ้ง” (ผลงานล่าสุด ได้แก่ การรับบทเป็นเพชรราชกุมาร ในสี่ยอดกุมาร) ขณะที่ “เจ้าเงาะ” จะสวมบทโดย “ปอนด์ โอภาภูมิ ชิตาพัณณ์” นักแสดงสารพัดประโยชน์เจ้าประจำในช่วงหลายปีหลังของค่ายสามเศียร (ผลงานล่าสุด คือ การรับบทเป็นท้าวคันธมาศ พ่อของสุวรรณอัมพร-อัปษรสวรรค์ ในเทพสามฤดู)

คลิกอ่าน เปิดตัว “หกพระพี่นาง” แห่ง “สังข์ทอง 2561”

คลิกอ่าน เปิดตัว “หกเขย” ที่หลากหลายทั้ง “ชาติพันธุ์” และ “เพศสภาพ” ใน “สังข์ทอง 2561”

คลิกอ่าน ดาราจักรๆ วงศ์ๆ มาจากไหน?: วิเคราะห์นักแสดง “3 กลุ่มหลัก” ของค่ายสามเศียร

“สังข์ทอง” ฉบับล่าสุด ยังคงกำกับโดย “ภิพัชพนธ์ อภิวรสิทธิ์” (หนำเลี้ยบ) และเขียนบทโดย “ภาวิต” (รัมภา ภิรมย์ภักดี)

ก่อนหน้านี้ ดาราวิดีโอ/ดีด้า/สามเศียร เคยสร้าง “สังข์ทอง” มาแล้วสองหน

หนแรกใน พ.ศ.2524 (สมัยยังถ่ายทำด้วยฟิล์ม 16 มม.) หนต่อมาใน พ.ศ.2550-51 ซึ่งออกอากาศยาวนานหนึ่งปีเต็ม นับจากวันที่ 29 ธันวาคม 2550 ถึงวันที่ 28 ธันวาคม 2551

สังข์ทอง 43

ขณะที่ค่ายเมืองละครของช่อง 3 ก็เคยผลิต “สังข์ทอง” ออกมาเหมือนกัน เมื่อ พ.ศ.2543

เท่ากับว่าจาก พ.ศ.2524 ถึงปัจจุบัน “สังข์ทอง” ถูกนำมาสร้างเป็นละครโทรทัศน์จักรๆ วงศ์ๆ สี่ครั้งในรอบ 37 ปี (โดยมีระยะห่างระหว่างเวอร์ชั่น คือ 19 ปี, 7 ปี และ 10 ปีตามลำดับ)

คลิกอ่าน “เจ้าเงาะกล้ามสวย 2561”: เมื่อ “ตัวตลกบ้าใบ้” ขอแสดงบทบาท “พระเอกรูป (ร่าง) งาม”

คลิกอ่าน “รจนาสวมรูปเงาะ” นวัตกรรมสุดแหวกแนวที่ไม่เคยมีมาก่อน! ของ “สังข์ทอง 2561”

คลิกอ่าน พ่อ “รจนา” ชื่อ “ท้าวสามนต์” ไม่ใช่ “ท้าวสามล”!

คลิกอ่าน เรตติ้งล่าสุด “สังข์ทอง” – “แว่นตาท้าวสามนต์” ไม่ใช่ของใหม่ มีมาตั้งแต่ต้นรัตนโกสินทร์!

คลิกอ่าน “สังข์ทอง” พิชิตเรตติ้ง 7.0-MV ฮิต “รจนาร่ำไห้”-เส้นทางสายบันเทิงของ “พระธิดาปัทมา”

คลิกอ่าน “สังข์ทอง” ยังมีเรตติ้งเกิน 8-วรรคทอง “คนเหมือนกัน” โดย “เจ้าชายไชยันต์”

คลิกอ่าน “แม่เฒ่าสุเมธา” แห่ง “สังข์ทอง” เธอเป็นอีกคนที่มีดีกรีไม่ธรรมดา!

คลิกอ่าน มาแว้ว! MV “อะไรเอ่ย” (หกเขยลุยเงาะ) เวอร์ชั่นใหม่

คลิกอ่าน อำลา “เจ้าเงาะ” – เปิดตัว “พยนตรา”

รวมสกู๊ปน่าสนใจอื่นๆ เกี่ยวกับละครจักรๆ วงศ์ๆ “สังข์ทอง”

คลิกอ่าน สองนคราเรตติ้งทีวีไทย “พระสังข์ถอดรูป” ชนะ “เปิดตัวฆาตกรฆ่าประเสริฐ” มากน้อยแค่ไหน?

คลิกอ่าน “สังข์ทอง” เรตติ้งทะลุ 8! – เมื่อนักแสดงต้องคลอดลูก กับภูมิปัญญาแก้ปัญหาสไตล์ “สามเศียร”

คลิกอ่าน ซีนตลกสุดใน “สังข์ทอง”, เรตติ้งเฉียด 8?, เจ็ดเขยล่าเนื้อ และร่วมอนุโมทนาบุญ “ไพโรจน์”

คลิกอ่าน “สังข์ทอง” ครองแชมป์เรตติ้งแบบชิลๆ แถมงานอีเวนต์-โชว์ตัวเริ่มเข้า

คลิกอ่าน “สังข์ทอง” ครองแชมป์เรตติ้งอันดับ 1 ของประเทศ – “พระสังข์” ฉบับนี้ ฟุดฟิดฟอไฟด้วยนะเออ!

คลิกอ่าน ข้อสังเกตต่อภาพรวมเรตติ้ง “สังข์ทอง 2561”

คลิกอ่าน ชวนอ่านปริญญานิพนธ์ “อารมณ์ขันในบทละครนอกเรื่องสังข์ทองฯ”

คลิกอ่าน เรตติ้ง “สังข์ทอง” ทะลุ7 ทั้งเสาร์-อาทิตย์ – งานศึกษา “บ้านตายาย” ในละครจักรๆ วงศ์ๆ

หมายเหตุ ติดตามอ่านเกร็ด-ข้อมูล-ความรู้เกี่ยวกับละครพื้นบ้าน จักรๆ วงศ์ๆ เพิ่มเติม ได้ที่เพจ จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

ข่าวบันเทิง

“มังกรหยก 2017” : มังกรหยก เวอร์ชั่นที่เต็มไปด้วย “ผู้หญิงสวย”

คอหนังจีนหลายท่าน คงมีโอกาสได้รับชมซีรีส์ “มังกรหยก 2017” ผ่านช่องทางออนไลน์กันบ้างแล้ว

ขอละไม่กล่าวถึงเนื้อเรื่องว่าสนุกสนานเข้มข้นเพียงใด หรือตีความผิดเพี้ยนจากฉบับนิยายมากน้อยแค่ไหน (จริงๆ ฉบับนิยายเอง ก็ถูกรีไรต์ใหม่โดยกิมย้งเช่นกัน)

แต่อยากจะหยิบ “จุดเด่น” ข้อหนึ่งของ “มังกรหยก 2017” มานำเสนอ

ซึ่งหลายคนที่ได้ดูคงจะสังเกตเห็นเหมือนกันว่า “เฮ้ย! พวกนักแสดงหญิงที่มีบทบาทเดินเรื่อง (ไม่ใช่ตัวประกอบผ่านไปผ่านมา พูดจาแค่ไม่กี่ประโยค) ในซีรีส์เรื่องนี้ นี่สวยเกือบทั้งหมดเลยว่ะ”

ในเวอร์ชั่นก่อนๆ ความสวย-น่ารักอาจวนเวียนอยู่แถวๆ “อึ้งย้ง” หรือ “มกเนี่ยมชื้อ”

ทว่า ในเวอร์ชั่น 2017 ความสวยของนักแสดงหญิง “มังกรหยก” ได้แพร่กระจายไปไกลกว่านั้นมาก จนสุดที่หลายคนจะคาดคิด

ลองมาดูรูปนักแสดงหญิงใน “มังกรหยก 2017” กันเลยดีกว่า

%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%ab%e0%b8%a2%e0%b8%81-%e0%b8%ad%e0%b8%b6%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%a2%e0%b9%89%e0%b8%87
นางเอกอย่าง “อึ้งย้ง” ที่ทั้งสวยและน่ารัก
%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%ab%e0%b8%a2%e0%b8%81-%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad
“มกเนี่ยมชื้อ” ทั้งสวย หวาน และเศร้า
%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%ab%e0%b8%a2%e0%b8%81-%e0%b8%ae%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%b4
“องค์หญิงฮัวเจิง” ธิดาเจงกิสข่าน อดีตคู่หมั่นก๊วยเจ๋ง ก็สวย-น่ารักทีเดียว
%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%ab%e0%b8%a2%e0%b8%81-%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%87
“เปาะเซียะเยียก” แม่เอี้ยคังก็สวยมากๆ
%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%ab%e0%b8%a2%e0%b8%81-%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%81%e0%b9%8a%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%8b%e0%b8%87
กระทั่ง “หลีเพ้ง” แม่ก๊วยเจ๋ง ก็สวยผิดมาตรฐานเดิมๆ
%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%ab%e0%b8%a2%e0%b8%81-%e0%b8%9a%e0%b9%8a%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%ae%e0%b8%a7%e0%b8%87
“เหมยเชาฟง” หรือ ศพเหล็กแห่งลมทมิฬคู่พิฆาต ก็สวยคมยิ่งนัก
%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%ab%e0%b8%a2%e0%b8%81-%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%87%e0%b8%94
“หันเสียวย้ง” หรือ นักกระบี่หญิงแคว้นอ้วก น้องเล็กแห่งเจ็ดประหลาดกังหนำ และอาจารย์เจ็ดของลูกเจ๋ง ก็น่าจะเป็น “อาจารย์เจ็ด” ที่สวยที่สุด
%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%ab%e0%b8%a2%e0%b8%81-%e0%b8%8b%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%81%e0%b8%a2%e0%b8%b5%e0%b9%88
ความสวยยังลามไปถึง “ซุนปุกยี่” หรือผู้วิสุทธิ์พเนจร นักพรตหญิงแห่งช้วนจินก่า ซึ่งในหนัง-ละครหลายเวอร์ชั่นที่ผ่านมา เราแทบไม่เคยได้สัมผัสกับ “ความสวย” ของตัวละครรายนี้
แม่นางเทีย
แม่นาง “เที้ยเอี้ยวเกีย” ก็เป็นอีกคนที่งามมากๆ แถมในละครเวอร์ชั่นนี้ยังเพิ่มเติมภูมิหลังให้นางเป็นศิษย์ของซุนปุกยี่ และมีศักดิ์เป็นหลานศิษย์ของ “อึ้งเอี๊ยะซือ” (เพราะเป็นลูกสาวของ “บู๊เม้งฮวง”)
%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%ab%e0%b8%a2%e0%b8%81-%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b9%87%e0%b8%87%e0%b9%82%e0%b8%81%e0%b8%a7-%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%9a%e0%b8%b9%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b9%8c
“เอ็งโกว” กับลุคสวยมากๆ ภายใต้ผมขาวโพลน ยังไม่นับว่าเป็นเรื่องแปลก เพราะเธอคืออดีตสนมของราชันทักษิณ
%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%ab%e0%b8%a2%e0%b8%81-%e0%b8%aa%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%82%e0%b8%81%e0%b8%a7
แต่ถ้าขนาด “ส่ากู” ยังสวยน่ารักขนาดนี้ “มังกรหยก 2017” คงต้องถูกจัดให้เป็น “เวอร์ชั่นสวยเว่อร์” แล้วแหละ

อย่างไรก็ตาม ไม่รู้ว่าการที่นักแสดงหญิง ทั้งตัวหลัก-ตัวรอง-ตัวสมทบ ต่าง “สวย” สูสีกันหมดอย่างนี้ จะเป็น “ผลดี” หรือ “ผลเสีย” (ทำให้ผู้ชมโฟกัสตัวละครผิดราย) มากกว่ากัน

ขอบคุณภาพจากเพจเฟซบุ๊ก The Crazy Sisters Channel