คนมองหนัง

4 หนังที่นึกถึง ก่อนเลือกตั้ง 24 มีนา

หลายวันก่อน เห็น The Matter ทำสกู๊ป “ก่อนเลือกตั้งดูอะไร หนังเรื่องไหนที่คนในแวดวงหนังไทยชวนดู”

เลยลองมานั่งทำลิสต์เล่นๆ ดูบ้างว่า ถ้าให้คิดอย่างไวๆ มีหนังเรื่องไหนที่ตัวเองนึกถึงก่อนหน้าการเลือกตั้งวันที่ 24 มีนาคม 2562

ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ คือ

October Sonata รักที่รอคอย

october sonata

เหตุผลที่นึกถึงหนังไทยอันยอดเยี่ยมเรื่องนี้ ก็เพราะผลงานของ “สมเกียรติ์ วิทุรานิช” ได้เน้นย้ำให้เราตระหนักว่าการต่อสู้ทางอุดมการณ์การเมืองนั้นเป็นการต่อสู้ในทางยาว ไม่จบสิ้นลงง่ายๆ

และเราอาจไม่ได้มองเห็นหรือลิ้มรสความสำเร็จของมันในชั่วชีวิตของตนเอง

แม้จะน่าท้อถอยเหนื่อยหน่าย แต่ในทางกลับกัน การท่องไปบนเส้นทางการต่อสู้อันยาวไกลดังกล่าวก็ต้องอาศัยความอดทน (ที่จะรอคอย) ความหวัง ความฝัน และความรัก อันมิเคยเหือดแห้งหายไปไหน เป็นแรงบันดาลใจ/แรงขับเคลื่อนสำคัญ

อ่านบทความที่เขียนถึงหนังเรื่องนี้ได้ที่นี่

Bodyguards and Assassins

shi-yue-wei-cheng-2009-1130628-1-2-1

เวลาหงุดหงิดงุนงงกับกฎกติกาในการได้มาซึ่ง ส.ส. ของการเลือกตั้ง 24 มีนาคม ผมมักถึงหนังฮ่องกงเรื่องนี้

ประการแรก คือ พอพูดเรื่องการนำคะแนน “ไม่ตกน้ำ” ของผู้สมัครทั้งหลายที่พ่ายแพ้ในการชิงตำแหน่ง ส.ส.เขต ไปใช้คำนวณหาจำนวน ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ที่พรรคการเมืองต้นสังกัดของผู้สมัคร ส.ส.เขต รายนั้นๆ พึงได้รับแล้ว

ผมมักรู้สึกว่าบรรดาผู้สมัคร ส.ส. เขต ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่บนหมากกระดานเลือกตั้งรอบนี้ ช่างมีชะตากรรมคล้ายคลึงกับเหล่า “พยัคฆ์พิทักษ์ซุนยัดเซ็น” เสียจริงๆ

เพราะพวกเขาต้องยอมเสียสละตนเอง เพื่อสัมฤทธิผลทางการเมืองของบุคคลอื่น (ต้องตายเพื่อผู้นำการปฏิวัติ ต้องแพ้ในสนามเลือกตั้งเพื่อทำให้พรรคมี ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์)

ประการต่อมา แม้กระทั่งเมื่อพูดถึงการลงคะแนนเสียงเชิงยุทธศาสตร์ ผมก็มักนึกย้อนไปยังวิธีคิดแบบ “พยัคฆ์พิทักษ์ซุนยัดเซ็น” เช่นกัน

เพราะกลยุทธการต่อสู้เหล่านี้ คือ การพยายามจำกัดกรอบความคิดจินตนาการให้คนเล็กคนน้อยต้องยอมเสียสละหรือไม่เป็นตัวของตัวเองแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ เพื่อเป้าประสงค์ทางการเมืองที่ยิ่งใหญ่กว่าชีวิต โลกทัศน์ และความรู้สึกในฐานะปัจเจกบุคคล ของพวกเขา

ซึ่งก็ยังไม่มีใครสามารถฟันธงได้แน่ชัดว่าสิ่งยิ่งใหญ่นั้น มันเป็นรูปธรรมจับต้องได้หรือเป็นเพียงแค่นามธรรมอันเลื่อนลอย

No

no

ภาพยนตร์ชิลีที่เล่าเรื่องการโค่นล้ม “เผด็จการปิโนเชต์” ด้วยการลงคะแนนโหวตโนของประชาชน

แต่เหนือกว่านั้น ผมคิดว่าหนังเรื่องนี้ได้แสดงให้เห็นถึงขั้นตอนการเอาชนะระบอบการเมืองเก่า ด้วยวิธีคิด/จินตนาการ/กระบวนการสร้างสรรค์และสื่อสารภาพแทนแบบใหม่ๆ

ซึ่งสามารถปลุกเร้าผู้คนส่วนใหญ่ให้ฟื้นคืนความหวัง และมีพลังใจจะต่อสู้กับ “อำนาจดิบ/อำนาจเผด็จการ” (โดยปราศจากกำลังอาวุธ)

อ่านบทความที่เขียนถึงหนังเรื่องนี้ได้ที่นี่

ไทบ้าน เดอะซีรีส์

จักรวาล ไทบ้าน

ถ้าอยากเข้าใจโหวตเตอร์จำนวนมากของประเทศ ซึ่งเป็นคนอีสานร่วมสมัย ผู้ดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางพลวัตความเปลี่ยนแปลงทั้งจากภายในและภายนอกภูมิภาค/ชุมชนของพวกเขา ผมว่าเราก็ควรจะหาภาพยนตร์ไทยชุดนี้มาดู

แต่แน่นอนแหละว่า ผู้มีอำนาจหลายส่วนนั้นแทบจะไม่เข้าใจประชาชนกลุ่มดังกล่าวเลย และไม่เคยคิดอยากดูหนังอินดี้อีสานเซ็ตนี้ด้วย

นอกจากนั้น โดยตัวของมันเอง ก็มิอาจปฏิเสธได้ว่า “ไทบ้าน เดอซีรีส์” มีสถานภาพของการเป็น “โปรเจ็คท์ทางการเมือง” ซ่อนแฝงอยู่

และก็เป็น “การเมือง” ในแบบที่คนร่างรัฐธรรมนูญ กองทัพ และพรรคการเมืองบางพรรค ไม่มีทางเข้าใจอีกเช่นกัน

อ่านบทความที่เขียนถึงหนังเรื่องนี้ได้ที่นี่

Advertisements
คนมองหนัง

บทสัมภาษณ์อภิชาติพงศ์ใน Film Comment: ปีโนเชต์, อเมริกา, อดีตผู้นำ และหุ่นเชิด

เมื่อ “อภิชาติพงศ์” ขึ้นปก Film Comment บทสัมภาษณ์ว่าด้วยการโหวตคว่ำปีโนเชต์ บทบาทสหรัฐยุคสงครามเย็น และอนุสาวรีย์ “อดีตผู้นำ” ที่ขอนแก่น

(มติชนสุดสัปดาห์ 11-17 มีนาคม 2559)

นิตยสารภาพยนตร์ชื่อดังระดับนานาชาติอย่าง “Film Comment” ฉบับเดือนมีนาคม-เมษายน 2016 ได้นำภาพผู้กำกับหนังชาวไทย “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” มาขึ้นหน้าปก

โดยในเล่ม “วิโอเล็ต ลุคคา” บรรณาธิการดิจิทัลของนิตยสารเล่มนี้ ได้เขียนรายงานขนาดยาวเกี่ยวกับภาพยนตร์ “รักที่ขอนแก่น” ของอภิชาติพงศ์ ภายใต้ชื่อว่า “Dream State” (สภาวะแห่งความฝัน)

อันประกอบไปด้วยบทความปริทัศน์ว่าด้วยหนังเรื่องนี้ และบทสัมภาษณ์คนไทยเจ้าของผลงาน

ต่อไปนี้ คือเนื้อหาน่าสนใจบางส่วนจากบทสัมภาษณ์ดังกล่าว

: ไม่กี่วันก่อนหน้าการสัมภาษณ์ครั้งนี้ คุณเพิ่งนำภาพยนตร์ชิลีเรื่อง “No” ผลงานของ “พาโบล ลาเรน” ไปจัดฉายที่เทศกาลภาพยนตร์คัดสรร Cinema Diverse ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ทำไมคุณถึงเลือกหนังเรื่องนั้นไปฉาย?

(หมายเหตุผู้แปล – ภาพยนตร์เรื่อง “No” เล่าถึงกระบวนการรณรงค์ที่นำไปสู่การลงคะแนนเสียง “โหวต โน” ล้มล้างระบอบการปกครองของนายพลออกุสโต ปีโนเชต์ ในประเทศชิลี)

มันเป็นกระจกเงาที่เหมาะสมกับประเทศไทยแบบสุดๆ นอกจากนี้ มันยังเกือบจะเป็นเรื่องแฟนตาซีสุดเหลือเชื่อด้วย เพราะเรา (คนไทย) ไม่ได้รับโอกาสให้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งใดๆ ตลอดปีที่ผ่านมา

จริงๆ แล้ว ผมก็เป็นหนึ่งในคนที่เดินทางไปลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งล่าสุด แต่หลังจากนั้น ก็เกิดเหตุรัฐประหาร คะแนนเสียงของผมจึงหมดความหมาย

ภาพยนตร์เรื่อง “No” ถือเป็นงานอันยอดเยี่ยมที่ช่วยจุดประกายความหวังให้แก่พวกเราว่า “สักวันหนึ่ง เราจะได้เจอสถานการณ์อย่างที่เคยเกิดขึ้นในชิลี”

สำหรับกรณีของชิลียุคปีโนเชต์ ประชาชนที่นั่นต้องรอคอยยาวนานถึง 16 ปี กว่าจะได้ออกไปเลือกตั้ง, 16 ปี เป็นเวลาที่นานมากพอ ซึ่งจะทำให้หลายๆ คน “ลืม”

ในกรณีของประเทศไทยยุคปัจจุบัน อะไรต่อมิอะไรมันเพิ่งผ่านไปแค่ 2 ปีเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ พวกเราจึงยังต้องเผชิญหน้ากับการถูกละเมิดสิทธิความเป็นมนุษย์ในลักษณะนี้ไปอีกนาน

มันอาจต้องใช้เวลามากถึง 10 หรือ 15 ปี กว่าที่เราคนไทยจะได้ระบอบประชาธิปไตยแท้จริงกลับคืนมา ถึงเวลานั้น ผมอาจไม่ได้ทำหนังอีกแล้ว แต่สำหรับผู้ชมจำนวนมากที่เข้าไปดูหนังเรื่อง “No” ผมต้องการจะสื่อสารให้พวกเขาตระหนักว่า

“อย่าลืมนะ ในอนาคต พวกเราจะสามารถสร้างหนังทำนองนี้ขึ้นมาได้ในประเทศของเรา”

: “รักที่ขอนแก่น” ได้ลงโรงฉายในเมืองไทยหรือยัง?

ยัง จริงๆ ผมอยากจะฉายนะ แต่ผมไม่แน่ใจว่าตอนนี้ถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมหรือไม่ เพราะมีระบบเซ็นเซอร์มากมายเกิดขึ้นในเมืองไทย ณ ขณะนี้

ขณะเดียวกัน ผมก็เป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยส่วนบุคคล ของคนที่มีความข้องเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้

: ในหนังเรื่อง “รักที่ขอนแก่น” เจ้าแม่ศักดิ์สิทธิ์ ผู้ปรากฏกายต่อหน้าตัวละคร “ป้าเจน” มีที่มาจากประเทศลาว คุณช่วยกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับลาวหน่อยได้ไหม?

ตำนานเล่าขานว่าเจ้าแม่เหล่านั้นคือเจ้าหญิงชาวลาว และในยุคสมัยอดีต ภาคอีสานของไทยกับลาวก็ถือเป็นอาณาจักรเดียวกัน

ส่วนผมเองก็ไม่ค่อยมีความรู้สึกที่ดีนักกับกรุงเทพฯ เพราะผมเติบโตขึ้นมาในภาคอีสาน ยิ่งศึกษาประวัติศาสตร์มากขึ้น ผมก็ยิ่งรู้สึกโศกเศร้ามากขึ้น ว่าเพราะการรวมประเทศในครั้งนั้น วัฒนธรรมอันหลากหลายจึงสูญหายไป และไม่ถูกปลุกให้ฟื้นตื่นขึ้นมามีชีวิตชีวากระทั่งบัดนี้

ดังนั้น ในงานช่วงหลังๆ ผมจึงพยายามสืบสาวลงลึกไปในอาณาบริเวณแถบนี้ จนเกือบๆ จะมีอาการคลั่งไคล้ใหลหลงกับการเดินทางไปสัมผัสและนำเอาอดีตคืนกลับมา

เช่นเดียวกับคุณเจนจิรา พงพัศ (ผู้รับบทเป็นตัวละคร “ป้าเจน” ในหนังหลายเรื่องของอภิชาติพงศ์) ซึ่งพ่อผู้ให้กำเนิดเธอเป็นคนลาว ด้วยเหตุนี้ เมื่อประเทศถูกแยกขาดออกจากกัน เธอจึงต้องพลัดพรากกับผู้เป็นพ่อ

: ประวัติศาสตร์ของพื้นที่แถบนี้ยังเกี่ยวพันกับการแพร่กระจายของลัทธิคอมมิวนิสต์ ซึ่งถูกทำให้ซับซ้อนมากยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อรัฐบาลอเมริกันเข้ามายุ่งเกี่ยวกับกิจการของไทย?

รัฐบาลสหรัฐเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับรัฐบาลไทยอย่างสำคัญมากๆ ในการต่อต้านคอมมิวนิสต์ ซึ่งแพร่กระจายจากเวียดนาม ผ่านลาว มาถึงไทย

คนไทยจำนวนไม่น้อยรู้สึกจับใจกับแนวคิดของลัทธิคอมมิวนิสต์ ซึ่งให้ความหวังถึงอนาคตที่ดีกว่าเดิม ดังนั้น รัฐบาลไทยจึงร่วมมือกับสหรัฐในการกำจัดคอมมิวนิสต์

แต่ขณะเดียวกัน สหรัฐก็มีส่วนสร้างปีศาจหลายต่อหลายตนขึ้นมาในสังคมไทย (หัวเราะ) และหนึ่งในปีศาจเหล่านั้น (อดีตนายกรัฐมนตรีคนหนึ่ง) ก็ปรากฏกายขึ้นเป็นภาพนูนต่ำบนฝาผนังในภาพยนตร์เรื่องนี้

: คุณเลือกสรรสถานที่ถ่ายทำอย่างไร?

ขอนแก่นคือบ้านเกิดของผม ผมจึงรู้จักสถานที่ทุกแห่ง ซึ่งใช้ในการถ่ายทำ โดยส่วนใหญ่ ผมเลือกสถานที่ถ่ายทำจากความทรงจำส่วนตัว ซึ่งเติบโตมากับโรงพยาบาล โรงหนัง และโรงเรียน ผมพยายามผนวกสถานที่เหล่านี้เข้ามาในหนัง

และในช่วงเตรียมงานก่อนการถ่ายทำจริง ผมก็ย้ายไปเขียนบทภาพยนตร์ที่จังหวัดบ้านเกิด เพราะผมเริ่มรู้สึกว่า เรื่องที่ต้องการเล่า ชักจะมีความเป็นส่วนตัวมากขึ้นเรื่อยๆ

ที่นั่นมีภาพประติมากรรมนูนต่ำเป็นรูปหนึ่งในอดีตนายกฯ ของระบอบการปกครองที่โหดร้ายที่สุด แน่นอน ผู้คนยังให้ความเคารพนับถือเขา สืบเนื่องมาจากเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อชนิดต่างๆ

จังหวัดขอนแก่น บ้านเกิดผม มีอนุสาวรีย์ของอดีตผู้นำคนนี้ตั้งอยู่ เพราะเขาได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในผู้นำการพัฒนามาสู่ภาคอีสาน แต่สำหรับผม มันกลับค่อนข้างเป็นเรื่องน่าตกใจ ที่ได้มาเห็นรูปปั้นและภาพสลักเล่าเรื่องราวชีวิตของเขาที่นี่

: อยากให้คุณช่วยอธิบายความหมายของซีนที่มีผู้คนจำนวนมากเดินไปมาอย่างไร้เป้าหมาย แถวๆ ทะเลสาบ?

ผมค้นพบว่า บางครั้ง นักแสดงประกอบ (เอ็กซ์ตรา) มักแสดงหนังได้ไม่ดีนัก แต่ในซีนดังกล่าว ผมกลับรู้สึกว่าภาพที่ออกมามันสวยจริงๆ เพราะมันแสดงให้เห็นถึงกระบวนการถ่ายทำหนัง ซึ่งทุกๆ อย่าง จะถูกควบคุมเอาไว้หมด มันจึงเป็นเรื่องของมนุษย์ที่ถูกกำกับบงการให้กลายเป็นเพียงหุ่นเชิด

ดังนั้น ในซีนทะเลสาบ ผมจึงต้องการเน้นย้ำถึงแนวคิดเรื่องการเชิดหุ่นกับการถ่ายหนัง ตลอดจนความรู้สึกที่ผมมีต่อเมืองไทย ณ ยุคปัจจุบัน

: เมื่อปีก่อน คุณมีงานกึ่งละครเวทีที่เกาหลีใต้ ชื่อ “Fever Room” ซึ่งเหมือนจะเป็นส่วนขยายของหนังเรื่อง “รักที่ขอนแก่น”?

(หมายเหตุผู้แปล – “Fever Room” เป็นงานแสดงสดประกอบภาพเคลื่อนไหวบนเวที ที่ใช้ชื่อไทยว่า “เมืองแสงหมด”)

งานทั้งสองชิ้นอยู่ในโลกใบเดียวกัน อยู่ในความฝันของการป่วยไข้คล้ายๆ กัน หรือจริงๆ แล้ว มันออกจะเป็นฝันร้ายมากกว่า

งานทั้งสองชิ้นใช้สองนักแสดงนำร่วมกัน คือ ป้าเจน และทหารผู้นอนหลับฝันชื่ออิฐ พูดถึงความฝันแบบเดียวกัน และสื่อแสดงถึงภาพของห้องความทรงจำอันเจ็บป่วยเหมือนๆ กัน

แต่ “เมืองแสงหมด” มีความเป็นนามธรรมมากกว่า เพราะไม่ได้มุ่งเล่าเรื่องราวใดๆ อย่างเด่นชัด งานสองชิ้นนี้จึงเปรียบเสมือนฝาแฝด ที่มีรูปลักษณ์ต่างกัน

นี่เป็นครั้งแรก ที่ผมได้ทำงานละครเวที และเมื่อก้าวขึ้นไปบนเวทีหลังการแสดงจบลง ผมก็รู้สึกราวกับว่า “สิ่งนี้แหละคือภาพยนตร์”

เพราะข้างบนเวที คือ สถานที่ที่เรื่องราวในหนังบังเกิดขึ้น และคนดูตรงเบื้องหน้าเวทีก็อยู่ในสภาวะที่ใกล้เคียงที่สุด กับการได้เดินทางเข้าไปในโลกของภาพยนตร์ หรือบางทีอาจเป็นการท่องเข้าไปในครรภ์ของมารดา ก่อนที่ทารกชื่อภาพยนตร์จะถือกำเนิดออกมา

ผมจึงคิดว่า บางที คนดูอาจรู้สึกว่าตนเองกำลังมีส่วนร่วมกับงานชิ้นนี้อยู่ เพราะนักแสดงและผู้ชมต่างประกอบกิจกรรมอยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน และเมื่อแสงไฟบนเวทีสาดส่องกลับไปยังเหล่าคนดู นี่ก็เป็นการสะท้อน (หรือสลับแลก) สถานะกันไปมา ระหว่างผู้ดูกับผู้ถูกดู

มันเลยสอดคล้องกันพอดีกับแนวคิดของ “รักที่ขอนแก่น” รวมทั้งแนวคิดเรื่องการฝันและการหลับ เพราะบางคราว คุณก็มีประสบการณ์กับอะไรบางอย่าง ในลักษณะผลุบๆ โผล่ๆ หรือเข้านอกออกใน

หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง มันคือการที่เราได้พยายามทดลองเปลี่ยนแปลงมุมมองต่อสรรพสิ่งต่างๆ นั่นเอง

ที่มา http://www.filmcomment.com/article/apichatpong-weerasethakul-cemetery-of-splendor/

 

ข่าวบันเทิง

“เจ้ย” ขึ้นปก Film Comment และเหตุผลที่เขาฉาย “No” ให้คนไทยชม

นิตยสารภาพยนตร์ชื่อดังระดับนานาชาติอย่าง “Film Comment” ฉบับเดือนมีนาคม-เมษายน 2016 ได้นำภาพผู้กำกับหนังชาวไทย “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” มาขึ้นหน้าปก

โดยในเล่ม “วิโอเล็ต ลุคคา” บรรณาธิการดิจิทัลของนิตยสารเล่มนี้ ได้เขียนรายงานขนาดยาวเกี่ยวกับภาพยนตร์ “รักที่ขอนแก่น” ของอภิชาติพงศ์ ภายใต้ชื่อว่า “Dream State” (สภาวะแห่งความฝัน)

อันประกอบไปด้วยบทความปริทัศน์ว่าด้วยหนังเรื่องนี้ และบทสัมภาษณ์คนไทยผู้เป็นเจ้าของผลงาน

ในคำถามแรกของบทสนทนา ลุคคาได้ถามอภิชาติพงศ์ ถึงเหตุผลที่เขาเพิ่งนำเอาภาพยนตร์ชิลีเรื่อง “No” ซึ่งเล่าถึงกระบวนการรณรงค์ที่นำไปสู่การลงคะแนนเสียง “โหวต โน” ล้มล้างระบอบการปกครองของนายพลออกุสโต ปีโนเชต์ ในประเทศชิลี มาฉายให้คนดูหนังชาวไทยได้รับชม

ดังรายละเอียดต่อไปนี้

joe film comment

ไม่กี่วันก่อนหน้าการสัมภาษณ์ครั้งนี้ คุณเพิ่งนำภาพยนตร์ชิลีเรื่อง “No” ผลงานของ “พาโบล ลาเรน” ไปจัดฉายที่เทศกาลภาพยนตร์คัดสรร Cinema Diverse ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ทำไมคุณถึงเลือกหนังเรื่องนั้นไปฉาย?

มันเป็นกระจกเงาที่เหมาะสมกับประเทศไทยแบบสุดๆ นอกจากนี้ มันยังเกือบจะเป็นเรื่องแฟนตาซีสุดเหลือเชื่อด้วย เพราะเรา (คนไทย) ไม่ได้รับโอกาสให้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งใดๆ ตลอดปีที่ผ่านมา

จริงๆ แล้ว ผมก็เป็นหนึ่งในคนที่เดินทางไปลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งล่าสุด แต่หลังจากนั้น ก็เกิดเหตุรัฐประหาร คะแนนเสียงของผมจึงหมดความหมาย

ภาพยนตร์เรื่อง “No” ถือเป็นงานอันยอดเยี่ยมที่ช่วยจุดประกายความหวังให้แก่พวกเราว่า “สักวันหนึ่ง เราจะได้เจอสถานการณ์อย่างที่เคยเกิดขึ้นในชิลี”

สำหรับกรณีของชิลียุคปีโนเชต์ ประชาชนที่นั่นต้องรอคอยยาวนานถึง 16 ปี กว่าจะได้ออกไปเลือกตั้ง, 16 ปี เป็นเวลาที่นานมากพอ ซึ่งจะทำให้หลายๆ คน “ลืม”

ในกรณีของประเทศไทยยุคปัจจุบัน อะไรต่อมิอะไรมันเพิ่งผ่านไปแค่ 2 ปีเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ พวกเราจึงยังต้องเผชิญหน้ากับการถูกละเมิดสิทธิความเป็นมนุษย์ในลักษณะนี้ไปอีกนาน

มันอาจต้องใช้เวลามากถึง 10 หรือ 15 ปี กว่าที่เราคนไทยจะได้ระบอบประชาธิปไตยแท้จริงกลับคืนมา ถึงเวลานั้น ผมอาจไม่ได้ทำหนังอีกแล้ว แต่สำหรับผู้ชมจำนวนมากที่เข้าไปดูหนังเรื่อง “No” ผมต้องการจะสื่อสารให้พวกเขาตระหนักว่า

“อย่าลืมนะ ในอนาคต พวกเราจะสามารถสร้างหนังทำนองนี้ขึ้นมาได้ในประเทศของเรา”

ติดตามอ่านงานแปลบทสัมภาษณ์ชิ้นนี้ ฉบับยาว (แต่ไม่ใช่ฉบับเต็ม) ได้ที่มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 11-17 มีนาคม 2559

ข่าวบันเทิง, คนมองหนัง

เสาร์นี้ มีฉายหนังการเมืองชิลีชิ้นเยี่ยม เสวนาปิดท้ายโดย “อภิชาติพงศ์” (อ่านบทวิจารณ์ “No” ของคนมองหนัง)

เทศกาลภาพยนตร์คัดสรร Cinema Diverse: Director’s Choice 2015

วันที่ : 06 กุมภาพันธ์ 2559

สถานที่: ห้องออดิทอเรียม ชั้น 5 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

เวลา 16.30 – 21.00 น.

ที่นั่งมีจำนวนจำกัด (220 ที่นั่ง) ขอสงวนสิทธิ์ให้แก่ผู้ที่มาเข้าคิวลงทะเบียนตามลำดับก่อน 1 ท่านต่อ 1 ที่นั่ง ภายหลังภาพยนตร์ฉายจบแล้วจะเปิดให้ผู้ที่สนใจเข้าร่วมการพูดคุยได้ทุกท่าน

เทศกาลภาพยนตร์คัดสรรกลับมาอีกครั้งกับ 5 ภาพยนตร์นานาชาติที่คัดเลือกโดย 5 ผู้กำกับภาพยนตร์ไทยชื่อดัง ร่วมรับชมภาพยนตร์จากหลากหลายประเทศพร้อมพูดคุยภาษาภาพยนตร์กับผู้กำกับทั้ง 5 ภายหลังการฉาย

no apichatpong

กิจกรรมนี้จะจัดขึ้นทุกสองเดือน ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2558 – กุมภาพันธ์ 2559 สำหรับการจัดฉายครั้งที่ห้าซึ่งเป็นครั้งสุดท้าย ในวันเสาร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2559 พบกับภาพยนตร์จากประเทศชิลี No (2012) กำกับภาพยนตร์โดย พาโบล ลาร์เรน และคัดสรรโดย อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวไทยเจ้าของผลงาน รักที่ขอนแก่น, ลุงบุญมีระลึกชาติ, แสงศตวรรษ และ สัตว์ประหลาด

No เล่าเรื่องราวเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ของประเทศชิลี เมื่อแผนการโฆษณาได้ถูกนำมาใช้ในการหาเสียงทางการเมืองเป็นครั้งแรก แคมเปญการเมืองที่หนังพูดถึงคือการลงประชามติครั้งประวัติศาสตร์ในปี 1988 ของประเทศชิลี ซึ่งเป็นการลงมติ “ยอม” หรือ “ไม่ยอม” ให้ผู้นำเผด็จการทหาร นายพล เอากุสโต้ ปีโนเช่ต์ อยู่ในอำนาจต่อไปอีก 8 ปี โดยด้านผู้นำพรรคฝ่ายค้านได้ชักชวนให้นักโฆษณาหนุ่มไฟแรง เรเน่ ซาเวดร้า (กาเอล การ์เซีย เบอร์นัล) มาช่วยวางแผนแคมเปญต่อต้าน แม้ว่าจะเสียเปรียบในทุกด้านและโดนแทรกแซงจากฝ่ายรัฐบาล แต่ทีมงานของเขาก็ไม่ย่อท้อ มุ่งหน้าคิดแผนการเพื่อเอาชนะการเลือกตั้งและปลดปล่อยชิลีจากการปกครองแบบเผด็จการ No ได้รับคำชื่นชมมากมาย รวมทั้งได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ครั้งที่ 85 สาขาภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยมอีกด้วย

“ดูภาพยนตร์เรื่องนี้แล้วได้ย้อนดูตัว ว่าตั้งแต่เกิดมา เราเป็นหุ่นเชิดของกลุ่มอำนาจไม่กี่กลุ่ม แม้แต่คำว่าประชาธิปไตยก็มีนัยยะ เมื่อโตขึ้น ถึงจะมองเห็นสายที่ผูกไว้ ก็ไม่สามารถตัดมันออกได้ จึงได้เพียงแต่ยิ้มอย่างที่บทบอกมา จนบางครั้งเผลอไป นึกว่าเสรีและความสุข มีอยู่จริง” อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล

ร่วมชม No พร้อมพูดคุยภายหลังการชมภาพยนตร์กับ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล และ ก้อง ฤทธิ์ดี นักเขียนและนักวิจารณ์ภาพยนตร์

ไม่เสียค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วมกิจกรรม

ไม่ต้องสำรองที่นั่งล่วงหน้า

*มีบทบรรยายภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

*ภาพยนตร์เริ่มฉายเวลา 17.30 น.

*การพูดคุยหลังภาพยนตร์จะมีการแปลเป็นภาษาอังกฤษด้วย

*ภาพยนตร์เรื่องนี้เหมาะสมกับผู้มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร 02 214 6630-8 ต่อ 528 Email: activity@bacc.or.th

http://www.bacc.or.th

http://www.facebook.com/baccpage

—–

อ่านบทวิจารณ์ No สองเวอรฺ์ชั่น โดย คนมองหนัง

บทวิจารณ์ผ่านเพจเฟซบุ๊ก (21 มีนาคม 2556)

no_press_book-1

หนึ่ง เพิ่งไปดูหนังชิลีเรื่อง “No” มา ถ้าเข้าฉายที่เมืองไทย หรือมีดีวีดีออกมา (หรือโหลดดูทางเน็ตได้) คอหนังการเมืองไม่ควรพลาดนะครับ

หนังเล่าเรื่องช่วงปลายสมัยปิโนเชต์ ซึ่งผู้นำเผด็จการถูกนานาชาติบีบให้จัดการลงประชามติ เพื่อให้ประชาชนตัดสินใจจะให้เขาอยู่ในตำแหน่งต่อไปหรือไม่

ตัวเลือกของประชามติจึงมีอยู่สองชอยส์ คือ Yes (ให้ปิโนเชต์อยู่ในตำแหน่งต่อไป) และ No (ให้ลงจากตำแหน่ง)

โดยกม.ประชามติระบุให้ทางฝ่ายที่รณรงค์ “โหวตเยส” และ “โหวตโน” ต้องทำรายการประชาสัมพันธ์ทางโทรทัศน์เป็นเวลา 27 วัน ฝ่ายละ 15 นาทีต่อวัน (คือไม่ให้มีการผูกขาดประชาสัมพันธ์ด้านเดียว)

ซึ่งหนังเรื่องนี้ก็โฟกัสไปที่ทีมทำแคมเปญ “โหวตโน” โดยมีตัวละครหลักเป็น “ผู้กำกับ/ครีเอทีฟ?” โฆษณาดาวรุ่ง ลูกชายของนักการเมืองฝ่ายอดีตประธานาธิบดีอัลเยนเด้ที่โดนปิโนเชต์ทำรัฐประหาร ซึ่งมีหน้าที่การงานและวิถีชีวิตที่ดีภายใต้ระบอบอำนาจปัจจุบัน แต่แล้วเขากลับเลือกมาเป็น “มันสมอง” ให้กับทีม “โหวตโน”

สอง หนังมันก็เป็นการฉายภาพให้เห็นการต่อสู้กันระหว่างทีมรณรงค์สองฝ่าย ฝ่าย “โหวตโน” เอง พอพระเอกซึ่งเป็นคนทำโฆษณาเข้าไป ก็เสนอให้ปรับ “ภาพแทน” และ “เนื้อหา” ของแคมเปญ จากการมุ่งเน้นไปที่ “เหยื่อทางการเมือง” แบบหดหู่โกรธแค้น ไปสู่การวาดภาพถึงอนาคตของประเทศที่ดีกว่า พร้อมกับการแฝงอารมณ์ขันลงไป (คือถ้าเทียบกับเมืองไทย ผมว่าพระเอกคงออกแนว “บ.ก.ลายจุด”)

ด้านฝ่าย “โหวต เยส” จากที่ตอนแรกเริ่มต้นด้วยการทำสารคดีพร็อพพาแกนดาแบบปกติ และมุ่งเน้นไปที่ผลงานด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลปิโนเชต์ ก็ต้องปรับกลยุทธ์ตาม เป็นการเลียนแบบ/ตอบโต้แคมเปญของอีกฝ่าย นอกจากนี้ ยังมีการเล่นเกมใต้ดินประกอบ เมื่อฝ่ายรัฐบาล ส่งคนไปข่มขู่คุกคามพวกคนทำแคมเปญของฝ่าย “โหวตโน”

(แต่ขณะเดียวกัน เมื่อหนังเน้นไปเฉพาะที่ “กลุ่มผู้ผลิตสื่อ” จนไม่ได้สนใจ “คนดูแคมเปญ” สักเท่าไหร่ ตอนช่วงไคลแม็กซ์สุดท้าย ที่แสดงผลประชามติ หนังเลยไม่ค่อยมีพลังมากนัก เพราะผลแพ้ชนะจากการลงประชามติมันยึดโยงกับประชาชนที่มาลงคะแนนและเป็นคนดูแคมเปญทางโทรทัศน์น่ะ มันไม่ได้ยึดโยงอยู่กับแค่คนสร้างหรือผลิตแคมเปญเท่านั้น)

สาม แต่ขณะเดียวกัน ท่ามกลาง “สงครามภาพแทน” ของทีมรณรงค์สองฝ่าย มันก็มีความซับซ้อนอยู่หลายอย่าง

อย่างแรกเลยคือ ในฝ่าย “โหวตโน” เอง ทีแรกก็มีคนที่แอนตี้พระเอก ที่ไปปรับเปลี่ยนจุดโฟกัสของแคมเปญ เช่น คนที่สูญเสียญาติพี่น้องไปเพราะระบอบปิโนเชต์ ก็ไม่รู้สึกขำหรืออารมณ์ดีไปกับแคมเปญที่พระเอกเสนอ นอกจากนี้ มันยังมีการตั้งธงที่ต่างกัน เช่น นักการเมืองฝ่ายซ้าย/ประชาธิปไตยบางคนก็เห็นว่า การลงประชามติครั้งนี้มันเป็นแค่พิธีกรรมสร้างความชอบธรรมให้ระบอบปิโนเชต์ได้ดำเนินต่อไป ยังไงปิโนเชต์ก็ชนะ ฝ่ายประชาธิปไตยสู้ไม่ไหวหรอก ดังนั้น สิ่งที่ฝ่ายตัวเองต้องทำ ก็คือ การใช้โอกาสนี้ตอกย้ำถึงความสูญเสียของ “เหยื่อทางการเมือง” ขณะที่ฝ่ายพระเอก ดันหวังถึงชัยชนะ มันจึงคิดว่า ทำยังไง แคมเปญ “โหวตโน” ถึงจะจูงใจพวกคนสูงอายุและเด็กวัยรุ่นได้

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างพระเอกกับเจ้านายที่บริษัทโฆษณา คือ พระเอกมาอยู่ฝ่าย “โหวตโน” ขณะที่เจ้านายซึ่งใกล้ชิดกับทางรัฐบาล ดันเข้าไปเป็นหัวหน้าทีมผลิตรายการโทรทัศน์ของฝ่าย “โหวตเยส” แล้วมันก็มีการพูดจากัดกัน (กึ่งข่มขู่นิดๆ) ระหว่างทำงาน หรือกระทั่งเจ้านายพระเอกถึงขั้นนำข้อมูลของฝ่ายพระเอกไปบอกให้รมต.ที่ดูแลสื่อรู้ด้วยซ้ำ จนนำไปสู่การส่งเจ้าหน้าที่ไปข่มขู่คุกคาม แต่พอเมียเก่าพระเอก ซึ่งเป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมืองถูกจับ ตาหัวหน้านี่แหละที่เป็นฝ่ายไปวิ่งเต้นช่วยเธอออกมา และสุดท้าย พอผลประชามติออกมา มีฝ่ายแพ้และฝ่ายชนะ พระเอกกับหัวหน้าก็มาทำงานร่วมกันเหมือนเดิม

ถ้านำมาเทียบกับบริบทความขัดแย้งของการเมืองไทยร่วมสมัย มันอาจต่างกันอยู่พอสมควร คือของเรามันไม่ใช่เรื่องของคนที่โปรนักการเมืองคนละฝ่ายกันน่ะ แต่มันเป็นเรื่องของคนที่มีความคิดทางการเมืองในระดับฐานรากหรืออุดมการณ์ทางการเมืองที่ต่างกันเลย การจะให้ต่อสู้ทางการเมืองก็สู้ไป แต่มาคืนดีกันในวิถีชีวิตประจำวันจึงไม่ใช่เรื่องง่าย (โอเค แต่มันก็มีเรื่องน่าโยงกับประเทศไทยเหมือนกัน เพราะผลการลงประชามติในหนังนี่ ออกมาในสัดส่วน 50 กว่าๆ ต่อ 40 กว่าๆ เปอร์เซ็นต์ ปัญหาที่น่าสนใจ สำหรับผมที่ไม่รู้ประวัติศาสตร์การเมืองชิลีก็คือ เออ หลังจากนั้น คนสองฝ่ายที่จำนวนไม่ได้ต่างกันมากนักเค้าอยู่กันยังไงวะ?)

อีกประเด็นที่น่านำมาเทียบกับเมืองไทยคือ แคมเปญ “โหวตโน” ของฝ่ายพระเอกนี่ มันสามารถดึงนักร้องศิลปินมาร่วมได้มาก พอฝ่ายรัฐบาลหรือ “โหวตเยส” จะเลียนแบบทำแคมเปญเชิงมองโลกในแง่ดีมีอารมณ์ขันบ้าง มันก็ประสบปัญหาว่าศิลปินเก่งๆ ไปอยู่กับอีกฝ่ายหมดแล้ว ข้อนี้ ดูเหมือนจะตรงข้ามกับของไทย ที่ดาราศิลปินส่วนใหญ่ยังอยู่ข้าง “ระบอบอำนาจปัจจุบัน”

สี่ ด้านเทคนิคของหนัง ผมชอบอยู่สองอย่าง

อย่างแรก คือ (ถ้าไม่ใช่ปัญหาของโรงหนังที่ผมไปดู หรือไม่ใช่เพราะโรงหนังเอาดีวีดีมาฉายขึ้นจอ) ผมเข้าใจว่าผู้กำกับเลือกทำให้สัดส่วนจอภาพของหนังเรื่องนี้เป็น 4:3 ไม่ใช่ 16:9 ซึ่งมันล้อกับธีมหลักของหนัง ซึ่งว่าด้วยเรื่อง “สงครามภาพแทน” ทางโทรทัศน์พอดี (โทรทัศน์ยุคนั้นยังเป็นจอ 4:3)

อย่างที่สอง ในช่วงครึ่งแรกของหนัง มันมีซีนที่ตัวละครสองคน หรือตัวละครกลุ่มหนึ่ง สนทนาถกเถียงกัน อยู่หลายซีน เช่น ซีนที่หัวหน้าแคมเปญ “โหวตโน” มาทาบทามพระเอกไปร่วมงานด้วย, ซีนที่เจ้านายพระเอกคุยกับพระเอกเพื่อโน้มน้าวใจไม่ให้ไปร่วมงานกับทีม “โหวตโน” และซีนที่พระเอกและเพื่อนๆ ที่ร่วมทำแคมเปญ ไปปรึกษาหารือกัน

มันน่าสนใจตรงที่ว่า ผู้กำกับเลือกนำเสนอซีนเหล่านั้นออกมาอย่างโดดเด่นมากๆ คือ ไม่ได้ให้ตัวละครคุยกันในที่ใดที่หนึ่งเพียงที่เดียว แต่ให้พวกเขาสนทนากันในบริบทหรือฉากที่หลากหลายภายในซีนเดียวกัน เช่น ประโยคหนึ่งถูกสนทนาในออฟฟิศ อีกประโยคเปลี่ยนไปคุยกันบนรถ จากนั้น ตัดไปคุยกันในร้านอาหาร ฯลฯ

ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่าวิธีการแบบนี้มันสื่อถึงอะไร แต่จากการตีความส่วนตัว มันแสดงให้เห็น movement ความเคลื่อนไหว พลวัต หรือ dialectic ของการทำแคมเปญ หรือการต่อสู้ทางความคิด ซึ่งมันไม่ได้หยุดนิ่งตายตัวไม่เปลี่ยนแปลง

ห้า ในแง่คาแร็คเตอร์ของพระเอก ทำให้ผมคิดต่อไปได้สองประเด็น

ประเด็นแรก มีนักวิชาการฝรั่งที่เป็นนักเคลื่อนไหวสายอนาคิสต์คนหนึ่ง เค้าแบ่งหยาบๆ ไว้น่ะนะ ถึงความแตกต่างกันระหว่าง “ภววิทยาทางการเมือง” ของฝ่ายขวาและฝ่ายซ้าย คือ ในขณะที่ภววิทยาทางการเมืองของฝ่ายขวาที่ถือครองอำนาจรัฐวางอยู่บน “ความรุนแรง” ภววิทยาทางการเมืองของฝ่ายซ้าย (ที่มักเคลื่อนไหวทำกิจกรรมอยู่บนท้องถนน) กลับวางอยู่บน “จินตนาการ/ความคิดสร้างสรรค์”

ผมมองว่าตัวคาแร็คเตอร์ของพระเอก และความสัมพันธ์ที่เขามีกับรัฐ ก็วางอยู่บนพื้นฐานเรื่องความแตกต่างตรงจุดนี้ คือ ด้านหนึ่ง หนังมันก็ฉายภาพให้เห็นว่าพระเอกนี่มันจะมีนิสัยเด็กๆ น่ะ ประเภทชอบเล่นรถไฟของเล่น (อันนี้ เหมือนอดีตนายกฯ และองคมนตรีสุรยุทธ์ จุลานนท์ 555) หรือชอบเล่นสเก็ตบอร์ด แล้วไอ้ความขี้เล่นตรงนี้ ก็เหมือนถูกนำไปเทียบเคียงกับจินตนาการความคิดสร้างสรรค์ทางการเมืองในท้ายที่สุด เมื่อพระเอกถูกดึงให้ไปร่วมเล่น “สงครามภาพแทน” ทางการเมือง

ขณะที่อีกด้าน รัฐก็เป็นฝ่ายใช้ความรุนแรงเล่นงานผู้ชุมนุมสนับสนุนแคมเปญ “โหวตโน” หรือส่งคนไปข่มขู่คุกคามพระเอกและเพื่อนๆ และถ้าสู้กันด้วยความรุนแรง พระเอกไม่มีปัญญาสู้กับรัฐได้หรอก เวลาเมียเก่าโดนตำรวจตีและจับ พระเอกมันก็ช่วยอะไรไม่ได้เลย บางครั้งก็ได้แค่ยืนมองเฉยๆ หรือพอจะพยายามช่วย มันโดนตุ๊ยท้องครั้งเดียวก็ร่วงลงไปกองแล้ว ดังนั้น วิธีการเดียวที่มันจะตั๊นกับรัฐได้ ก็คือ มาสู้กันในสนามของ “จินตนาการ” หรือ “ความคิดสร้างสรรค์”

ต่อเนื่องมาประเด็นที่สอง นักวิชาการฝรั่งคนเดิมแกอ้างงานของพวกสตรีนิยมแล้วระบุว่าคุณูปการหนึ่งที่งานของนักคิดสายสตรีนิยมมีต่อความคิดทางการเมือง ก็คือ ถ้าเปรียบการต่อสู้ทางการเมืองตลอดประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ เป็นละครเวทีเรื่องแล้วเรื่องเล่า กลุ่มคนที่เรามักหลงลืมไป แต่งานของพวกสตรีนิยมกลับเน้นย้ำให้เราจดจำพวกเขาก็คือ กลุ่มคนที่เป็นฝ่ายลงมือลงแรงลงความคิดเตรียมการก่อสร้างและคอยค้ำจุนเวทีทางการเมืองเหล่านั้นเอาไว้ (ไม่ใช่เหล่าตัวแสดงทางการเมืองบนเวที) ซึ่งกระบวนการทางการเมืองโดยปกติ (หรือแม้กระทั่งตัวกลุ่มคนเหล่านี้เอง) ก็จะมีหน้าที่ทำให้ตัวตนของผู้คนเหล่านี้จางหายไปจากเวทีทางการเมือง

มันโยงมาถึงคาแร็คเตอร์ของพระเอกได้สองกรณี

กรณีแรก เวลาพวกสตรีนิยมพูดถึงกลุ่มคนที่หายไปในทางการเมือง โดยหลักแล้ว คนเหล่านั้นมักเป็นผู้หญิง แต่ในหนังเรื่องนี้มันกลับกันหน่อยนึง เพราะเมียเก่าของพระเอกนี่เป็นนักเคลื่อนไหวหรือเป็นตัวแสดงทางการเมือง ขณะที่ฝ่ายพระเอกกลับเป็นฝ่ายลงมือลงแรงก่อสร้างและค้ำจุนเวทีทางการเมืองอยู่เบื้องหลัง

กรณีต่อมา สุดท้ายพอผลประชามติออกมา คนสร้างเวทีอย่างพระเอกมันก็หายไปจริงๆ น่ะ ในด้านหนึ่ง เพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ที่มีบุคลิกลักษณะเป็นตัวแสดงทางการเมือง ก็ต้องเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกิดขึ้น และสป็อตไลท์ของสื่อมวลชนที่เริ่มเปลี่ยนทิศทางมายังพวกตน จนไม่มีเวลามาสนใจพระเอก แต่อีกด้าน ตัวพระเอกมันก็ค่อยๆ เฝดตัวเองออกมา ปนเปไปกับฝูงชนที่ออกมาโห่ร้องแสดงความยินดี แล้วกลับไปใช้ชีวิตทำงานและเล่นสนุกกับจินตนาการของตัวเองตามเดิม

บทวิจารณ์ในมติชนสุดสัปดาห์ (4-10 เมษายน 2557)

ดูหนังการเมืองชิลี ในบรรยากาศเลือกตั้งแบบไทยๆ

NO_Pablo_Larrain_1377092839

สถานการณ์การเมืองไทยทั้งก่อนและหลังการเลือกตั้ง 2 กุมภาพันธ์ ทำให้นึกถึงภาพยนตร์ชิลีเรื่อง “No” (2012) กำกับโดย “ปาโบล ลาร์เรน”

“No” เล่าเรื่องราวของประเทศชิลียุคปลายสมัย “ปิโนเชต์” เมื่อปี 1988

ในช่วงเวลาดังกล่าว ออกุสโต ปิโนเชต์ ผู้นำเผด็จการที่กำลังร่วงโรย ถูกบีบจากนานาชาติ (โดยเฉพาะสหรัฐฯ) ให้จัดการลงประชามติ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนชาวชิลีได้ร่วมตัดสินใจว่า เขาควรจะอยู่ในตำแหน่งผู้นำประเทศต่อไปหรือไม่ หลังจากครองอำนาจมายาวนานเกือบ 2 ทศวรรษ

ตัวเลือกในการลงประชามติมีอยู่ 2 ข้อ

ระหว่าง “Yes” คือให้ปิโนเชต์ครองอำนาจต่อไป กับ “No” ซึ่งหมายถึงการส่งสารไปยังผู้นำเผด็จการว่า จงลงจากตำแหน่งได้แล้ว

เรื่องน่าสนุกมีอยู่ว่ากฎหมายประชามติของชิลีระบุให้ฝ่ายที่รณรงค์ “โหวตเยส” และ “โหวตโน” ต้องทำรายการประชาสัมพันธ์แคมเปญของตนเองผ่านทางโทรทัศน์เป็นเวลา 27 วัน ฝ่ายละ 15 นาทีต่อวัน

โดยไม่ให้มีการผูกขาดการประชาสัมพันธ์อยู่ด้านเดียว (เหมือนบางประเทศ)

ลาร์เรนเลือกโฟกัสหนังของเขาไปที่ทีมทำแคมเปญ “โหวตโน”

พระเอกของหนังเรื่องนี้ (รับบทโดย ดาราเม็กซิกัน “กาเอล การ์เซีย เบอร์นัล”) คือ ครีเอทีฟโฆษณาดาวรุ่ง ลูกชายของนักการเมืองฝ่ายซ้ายผู้อยู่ข้างอดีตประธานาธิบดีซัลวาดอร์ อัลเยนเด้ (ที่โดนปิโนเชต์ทำรัฐประหาร)

ต่างจากพ่อของเขา นักทำโฆษณารายนี้มีหน้าที่การงานและวิถีชีวิตที่สุขสบายภายใต้ระบอบ “ปิโนเชต์” แต่ด้วยความท้าทายบางอย่าง เขากลับเลือกมาเป็น “มันสมอง” ให้กับฝ่าย “โหวตโน”

หนังค่อยๆ ฉายภาพกระบวนการต่อสู้ระหว่างทีมรณรงค์ฝ่าย “โหวตโน” กับ “โหวตเยส”

ในฝ่าย “โหวตโน” คนทำโฆษณาอย่างพระเอกได้เสนอให้ฝ่ายรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย ปรับ “ภาพแทน” และ “เนื้อหา” ของแคมเปญ

จากการมุ่งเน้นเรื่องราวของ “เหยื่อทางการเมือง” ภายใต้อำนาจเผด็จการ ด้วยอารมณ์หดหู่โกรธแค้น ไปสู่การวาดภาพถึงอนาคตของประเทศที่จะต้องดีขึ้นกว่าเดิม โดยเจืออารมณ์ขันลงไป (เทียบกับบ้านเรา พระเอกคงมีแนวทางการทำงานคล้ายๆ “บ.ก.ลายจุด”)

ด้านฝ่าย “โหวตเยส” จากที่ตอนแรก ได้เริ่มต้นรณรงค์ด้วยการทำสารคดีพร็อพพาแกนดาตามปกติ ทว่า เมื่อเห็นอีกฝ่ายใช้กลยุทธแหวกแนว ทีมทำแคมเปญฝ่ายหนุนปิโนเชต์จึงจำต้องปรับเปลี่ยนแท็กติก

พวกเขาพยายามตอบโต้แคมเปญของฝ่าย “โหวตโน” ด้วยการสร้างแคมเปญแฝงอารมณ์ขันที่พูดถึงอนาคตของประเทศบ้าง

กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ ฝ่าย “โหวตเยส” กำลังตอบโต้ฝ่ายตรงข้าม ผ่านการเลียนแบบกลยุทธของฝ่ายนั้น

ขณะเดียวกัน “สงครามภาพแทน” ระหว่างสองฝ่าย ก็มีความซับซ้อนแฝงอยู่

ที่น่าสนใจในประเด็นแรกก็คือ ความขัดแย้งภายในฝ่าย “โหวตโน” เอง

เพราะเบื้องต้นก็มีคนในฝ่ายนี้ที่ต่อต้านพระเอก ซึ่งไปเสนอให้ทีมปรับเปลี่ยนจุดโฟกัสของแคมเปญ

เช่น คนจำนวนไม่น้อย ซึ่งสูญเสียญาติพี่น้องไปเพราะระบอบปิโนเชต์ ก็ไม่รู้สึกขำหรืออารมณ์ดีไปกับแคมเปญเชิงบวกที่พระเอกภูมิใจเสนอ

ขณะเดียวกัน นักการเมืองฝ่ายซ้าย/ประชาธิปไตยบางคน ก็ตั้งธงไว้ล่วงหน้าว่าการลงประชามติครั้งนี้ เป็นเพียงแค่พิธีกรรมสร้างความชอบธรรมให้แก่ระบอบปิโนเชต์ พวกเขาเชื่อว่า อย่างไรเสีย ผู้นำเผด็จการก็จะเป็นฝ่ายชนะ

ดังนั้น สิ่งที่ฝ่ายประชาธิปไตย ซึ่งเตรียมตัวแพ้ไว้ล่วงหน้า ต้องพยายามทำ จึงได้แก่การรักษาฐานเสียงเดิมเอาไว้ ผ่านการสร้างโฆษณาที่ตอกย้ำให้ผู้คนบางส่วนได้ตระหนักถึงความสูญเสียของ “เหยื่อทางการเมือง”

ผิดกับนักทำโฆษณาอย่างพระเอก ที่เข้าร่วมกับฝ่าย “โหวตโน” เพราะฝันใฝ่ (ในฝันอันเหลือเชื่อ) ถึงชัยชนะ

เขาจึงเฝ้าครุ่นคิดว่า ต้องทำอย่างไร แคมเปญ “โหวตโน” จึงจะจูงใจบรรดาผู้สูงอายุและเด็กวัยรุ่น ซึ่งเดิมที สารของฝ่ายประชาธิปไตยมักเดินทางไปไม่ถึงคนสองกลุ่มนี้

อีกประเด็นที่น่าสนใจ ก็คือ ความสัมพันธ์ “กึ่งมิตรกึ่งศัตรู” ระหว่างพระเอกกับเจ้านายที่บริษัทโฆษณา

เพราะแม้พระเอก ในฐานะมันสมองดาวรุ่งของบริษัท จะมาอยู่ฝ่าย “โหวตโน” แต่เจ้านาย ซึ่งใกล้ชิดกับทางรัฐบาล กลับเข้าไปเป็นหัวหน้าทีมผลิตรายการโทรทัศน์ของฝ่าย “โหวตเยส”

ในระหว่างการทำงานที่บริษัท ทั้งสองจึงพูดจากัดกัน (และมีการแสดงท่าทีกึ่งข่มขู่นิดๆ จากฝ่ายเจ้านาย)

เรื่องราวเลยเถิดไปถึงขั้นที่เจ้านายแอบนำข้อมูลของทีมทำแคมเปญ “โหวตโน” ซึ่งเป็นกลุ่มเพื่อนๆ ของพระเอก ไปแจ้งให้รัฐมนตรีที่กำกับดูแลสื่อได้รับทราบ

กระทั่งนำไปสู่การส่งเจ้าหน้าที่ไปคุกคามคนทำรายการโทรทัศน์ฝ่าย “โหวตโน”

อย่างไรก็ดี พอภรรยาเก่าของพระเอก ซึ่งเป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมืองถูกจับกุมตัว กลับเป็นหัวหน้าของพระเอก ที่เป็นฝ่ายไปวิ่งเต้นช่วยเหลือเธอออกมาจากสถานีตำรวจ

และสุดท้าย พอการลงประชามติได้ผลลัพธ์ออกมา พระเอกกับหัวหน้าก็หวนกลับมาทำงานร่วมกันดังเดิม ทั้งๆ ที่ฝ่ายหนึ่งอยู่ข้างผู้ชนะ แต่ฝ่ายหนึ่งอยู่ข้างผู้แพ้

“No” ชวนให้ผมขบคิดต่อไปได้หลายประเด็น

ข้อแรก ถ้าการต่อสู้ทางการเมืองมักวางอยู่บนฐานสำคัญ 2 ประการ ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง คือ “การใช้ความรุนแรง” และ “การใช้จินตนาการหรือความคิดสร้างสรรค์”

โดย “รัฐ” มักถูกมองว่าเป็นฝ่าย “ผูกขาดการใช้ความรุนแรง” ขณะที่ “กลุ่มการเมืองที่ต่อต้านรัฐ” มักถูกเชื่อว่าเป็นฝ่ายต่อสู้กับความรุนแรง ผ่านการใช้ “จินตนาการ/ความคิดสร้างสรรค์”

(ทว่า “ความเป็นจริง” กับสมมุติฐานดังกล่าว ก็ไม่ลงรอยกันเสมอไป เช่น รัฐที่ล้มเหลวคงมิอาจใช้ความรุนแรงใดๆ ได้ ขณะที่กลุ่มเคลื่อนไหวต่อต้านอำนาจรัฐบางกลุ่ม ก็อาจใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือทางการเมืองของตนได้เช่นกัน)

ปฏิสัมพันธ์ระหว่างพระเอกของ “No” กับระบอบปิโนเชต์ ก็วางอยู่บนพื้นฐานความแตกต่างตรงจุดนี้
ด้านหนึ่ง หนังฉายภาพให้เห็นลักษณะนิสัยแบบเด็กๆ ของพระเอก (ซึ่งมีลูกแล้ว) อาทิ พฤติกรรมการชอบเล่นรถไฟจำลอง (คล้ายกับ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์) หรือการชอบเล่นสเก็ตบอร์ด

ลักษณะนิสัยขี้เล่นเช่นนี้ถูกนำไปเทียบเคียงกับการใช้จินตนาการความคิดสร้างสรรค์ทางการเมือง เมื่อพระเอกโดนดึงตัวให้เข้าไปร่วมเล่น “สงครามภาพแทน” ในการเมืองระดับชาติ

ในอีกด้าน รัฐก็เป็นฝ่ายใช้ความรุนแรงเล่นงานกลุ่มผู้ชุมนุมสนับสนุนแคมเปญ “โหวตโน” หรือส่งเจ้าหน้าที่ไปคุกคามพระเอกและเพื่อนๆ

ถ้าสู้กันบนฐานของ “การใช้ความรุนแรง” ฝ่ายพระเอกย่อมไม่มีทางจะต่อสู้กับอำนาจรัฐได้ เช่น เมื่อภรรยาเก่าของพระเอก ซึ่งเป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมืองโดนตำรวจทำร้ายร่างกาย เขาก็ช่วยเหลือเธอไม่ได้

เพราะเพียงแค่โดนตำรวจตัวโตตุ๊ยท้องเข้าครั้งเดียว พระเอกของเราก็ร่วงลงไปกองกับพื้นอย่างหมดสภาพแล้ว

ดังนั้น วิธีการเดียวที่พระเอกและฝ่ายประชาธิปไตยจะตั๊นกับรัฐได้อย่างสูสี ก็คือ การพยายามพลิกเกมให้การต่อสู้ทางทางการเมืองย้ายมาสู้กันบนฐานของการใช้ “จินตนาการ/ความคิดสร้างสรรค์” ซึ่งนำไปสู่การลงคะแนนเสียงในคูหาเลือกตั้ง

ข้อต่อมา ถ้าเปรียบการต่อสู้ทางการเมืองของมนุษยชาติ เป็นละครเวทีเรื่องแล้วเรื่องเล่า กลุ่มคนที่เรามักจดจำได้ ก็คือ เหล่าตัวแสดงทางการเมืองซึ่งถูกสปอตไลท์ฉายส่องบนเวที

แต่กลุ่มคนที่เรามักหลงลืมไป ก็ได้แก่ กลุ่มคนที่เป็นฝ่ายลงมือ ลงแรง ลงความคิด เพื่อเตรียมการก่อสร้างและคอยค้ำจุนเวทีทางการเมืองต่างๆ เอาไว้

เนื่องจากกระบวนการทางการเมืองโดยปกติ (หรือแม้กระทั่งตัวกลุ่มคนเบื้องหลังเหล่านั้นเอง) มักจะทำหน้าที่กลืนกลายย่อยสลายตัวตนของบรรดาผู้คนตรงด้านล่าง/ด้านหลังเวที ให้จางหายไปจากละครการเมือง

พระเอกของ “No” ก็เป็นหนึ่งในคนที่ลงมือ ลงแรง ลงความคิด เพื่อก่อสร้างและค้ำจุนเวทีทางการเมืองอยู่ ณ เบื้องหลัง และเมื่อผลการลงประชามติถูกประกาศออกมา คนสร้างเวทีอย่างเขาก็เป็นฝ่ายหายตัวไปจริงๆ

เพราะในขณะที่นักการเมือง/นักกิจกรรมในฝ่ายประชาธิปไตย เริ่มจะต้องหันไปหาสปอตไลท์ของสื่อมวลชน ซึ่งเปลี่ยนทิศทางมายังพวกตน

พระเอกกลับค่อยๆ ถอยตัวเองออกมาจากแสงไฟวูบวาบเหล่านั้น แล้วเดินปนเปไปกับฝูงชนที่ออกมาโห่ร้องแสดงความยินดีกับชัยชนะทางการเมืองอันน่าทึ่ง ก่อนจะกลับไปใช้ชีวิตทำงานและเล่นสนุกกับจินตนาการของตัวเองตามเดิม

บริบทของการเมืองชิลีในภาพยนตร์เรื่อง “No” อาจไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองไทยในยุคปัจจุบันอย่างหมดจด

แต่เมื่อได้ดูหนังเรื่องนี้แล้ว ผมกลับนึกถึงบางเรื่องราวในสังคมการเมืองไทย

ในหนังชิลีเรื่องนี้ คนรู้จักกันแต่ยืนอยู่คนละฟากทางการเมือง อย่างพระเอกและเจ้านาย ยังสามารถกลับมาเป็น “เพื่อน” ร่วมงานกันได้

อย่างไรก็ดี ในกรณีของสังคมไทยร่วมสมัย เป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วว่า ความขัดแย้งระหว่างคนไทย ไม่ใช่เรื่องของกลุ่มคนที่สนับสนุนนักการเมืองคนละฝ่าย/พรรค

หากเป็นความขัดแย้งระหว่างกลุ่มคนสองฝ่าย ที่มีความคิดทางการเมืองในระดับฐานรากหรืออุดมการณ์ทางการเมืองแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

การแยกขาดระหว่างบทบาทและจุดยืนทางการเมือง กับการดำเนินวิถีชีวิตประจำวัน จึงทำได้ไม่ง่ายนัก

แต่ประเด็นซึ่งอาจเป็นบทเรียนของสังคมไทย ก็คือ ผลการลงประชามติที่ชิลีครั้งนั้น ออกมาในสัดส่วนที่ฝ่ายชนะได้คะแนนเสียง 50 กว่าเปอร์เซ็นต์ ขณะที่ฝ่ายแพ้ได้คะแนน 40 กว่าเปอร์เซ็นต์

สำหรับคนที่ไม่รู้ประวัติศาสตร์การเมืองชิลีอย่างผม จึงรู้สึกสนใจว่า หลังจากนั้น กลุ่มคนซึ่งมีความเชื่อทางการเมืองผิดแผกจากกันสองฝ่าย ที่ไม่ได้มีจำนวนแตกต่างกันมากนัก เขาสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างไร?

ที่น่านำมาเทียบเคียงกับเมืองไทยอีกประเด็นหนึ่ง ก็ได้แก่ แคมเปญ “โหวตโน” ของฝ่ายพระเอกในหนังเรื่อง “No” สามารถดึงนักร้องศิลปินมาร่วมเปลี่ยนแปลงประเทศได้เป็นจำนวนมาก

พอฝ่ายรัฐบาล ซึ่งทำแคมเปญ “โหวตเยส” จะเลียนแบบสร้างโฆษณาที่มองโลกในแง่ดีมีอารมณ์ขันบ้าง จึงประสบปัญหาว่าไม่สามารถควานหาศิลปินเก่งๆ มาร่วมงานด้วยได้

นี่ดูเหมือนจะตรงข้ามกับกรณีของไทย ที่ดาราศิลปินส่วนใหญ่ยังเลือกข้าง “อำนาจเก่า” ซึ่งพยายามตรึงประเทศเอาไว้ไม่ให้เปลี่ยนแปลง (แม้ภาพลักษณ์ที่ปรากฏออกมาจะเป็นการต่อต้าน “รัฐบาล” ก็ตาม)

ท้ายสุด ภาพยนตร์ชิลีเรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่า ในโลกยุคปัจจุบัน วิถีทางที่จะเปลี่ยนแปลง “ระบอบการเมือง” ใดๆ ได้อย่างมีสัมฤทธิผลและสันติมากที่สุด ก็คือ วิถีทางแห่งการลงคะแนนเสียงผ่านคูหาเลือกตั้งตามกติกาของระบอบประชาธิปไตย และการต่อสู้กันผ่านการใช้ความคิดสร้างสรรค์/จินตนาการ

มิใช่การขัดขวางความเปลี่ยนแปลงด้วยการใช้กำลังและความรุนแรง รวมถึงการเล่นการเมืองนอกกติกาประชาธิปไตย