ข่าวบันเทิง

“6 หนังไทย” ในปูซาน และหนังสั้นใหม่ของ “อภิชาติพงศ์”

6 หนังไทยในปูซาน 2018

ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซานประจำปี 2018 ที่เกาหลีใต้ จะมีหนังไทยเข้าร่วมฉายรวมทั้งสิ้น 6 เรื่อง

kraben-rahu

เริ่มต้นด้วย “กระเบนราหู” ผลงานของพุทธิพงษ์ อรุณเพ็ง ซึ่งเพิ่งสร้างประวัติศาสตร์ เป็นหนังไทยเรื่องแรกสุดที่คว้ารางวัลจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิสมาครอง จะเข้าฉายรอบ “เอเชียน พรีเมียร์” ในสาย A Window on Asian Cinema

ten years thailand wp ตัดคำ

เช่นเดียวกับ “Ten Years Thailand” โดยอาทิตย์ อัสสรัตน์, วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง, จุฬญาณนนท์ ศิริผล และ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ที่จะฉายรอบ “เอเชียน พรีเมียร์” ในสายเดียวกัน

ทั้งนี้ ภาพยนตร์เรื่อง “Ten Years Japan” และ “Ten Years Taiwan” ก็จะเข้าฉายในสายดังกล่าวพร้อมๆ กันด้วย

GDC poster

ขณะที่ “BNK48: Girls Don’t Cry” ของนวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ก็จะไปเปิดตัวรอบ “อินเตอร์เนชั่นแนล พรีเมียร์” ในสาย Wide Angle

แผลเก่า 2520

ส่วน “แผลเก่า” ฉบับเชิด ทรงศรี ซึ่งได้รับการบูรณะโดยหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ก็จะออกฉายที่เกาหลีใต้เป็นครั้งแรกสุด ในสาย Busan Classics

อย่างไรก็ตาม หนังไทยสองเรื่องที่จะเปิดตัวรอบ “เวิลด์ พรีเมียร์” หรือ “ปฐมทัศน์โลก” ในเทศกาลภาพยนตร์ปูซานปีนี้ คือ หนังยาวเรื่อง “นคร-สวรรค์” โดยพวงสร้อย อักษรสว่าง และหนังสั้นเรื่อง “คราบ” โดยนันทณัฐ ดวงธิสาร

เอย นครสวรรค์

“นคร-สวรรค์” คือหนังยาวเรื่องแรกของพวงสร้อย เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับตัวละครชื่อ “เอย” ซึ่งออกเดินทางไปลอยอังคารของแม่ที่ปากน้ำโพ พร้อมด้วยพ่อ, สมาชิกครอบครัวคนอื่นๆ และเพื่อนเก่าของเธอซึ่งบวชเป็นพระสงฆ์

พวงสร้อยจะนำเรื่องแต่งดังกล่าวไปนำเสนอเทียบเคียงกับฟุตเทจสารคดีงานศพแม่และชีวิตการทำงานอันโดดเดี่ยวในโรงงานยางพาราของพ่อเธอ

นครสวรรค์ โปสเตอร์

“นคร-สวรรค์” เป็นภาพยนตร์ไทยอีกหนึ่งเรื่องที่จะเข้าฉายในสาย A Window on Asian Cinema

ทางด้าน “คราบ” เป็นหนังสั้นที่เล่าเรื่องราวของพระสงฆ์รูปหนึ่ง ซึ่งใช้ชีวิตอย่างสุขสงบในโลกศาสนา กระทั่งวันหนึ่ง ที่ท่านได้พบกับชายหนุ่มผู้ซุกซ่อนความลับดำมืดเอาไว้

เมื่อพระสงฆ์ต้องบวชให้ชายหนุ่ม ฝ่ายแรกจึงเผชิญหน้ากับบาดแผลในอดีตของตนเองและทางแยกสำคัญในชีวิต

the stain

“คราบ” จะเข้าฉายในสาย Wide Angle และมีสิทธิ์ชิงรางวัล Sonje Award ซึ่งมอบให้แก่หนังสั้นเกาหลีและเอเชียยอดเยี่ยมของสายดังกล่าว

ชมหนังสั้นใหม่ของ “อภิชาติพงศ์”

เชิญชมหนังสั้นเรื่อง “ตะวันดับ” หรือ Blue ของอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล

สำหรับใครที่อยากดูงานชิ้นนี้ในจอใหญ่ สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Ghost2561

 

 

Advertisements
คนมองหนัง

“BNK48 GIRLS DON’T CRY”: สารคดีเชิงพาณิชย์ศิลป์ที่ลงตัว

หนึ่ง

GDC poster

พิจารณาในภาพรวม แม้นี่จะไม่ใช่งานชั้นดีเลิศของนวพล แต่ก็เป็นหนังสารคดีว่าด้วยนักร้อง/วงดนตรี/วัฒนธรรมดนตรีที่ไม่ขี้เหร่ หนังมีจังหวะสนุกสนาน และมีช่วงเวลาน่าประทับใจ ที่เผยให้คนดูได้สัมผัสถึงบางด้านซึ่งถูกเก็บงำไว้ของตัวศิลปิน

ในฐานะที่ผมไม่ใช่ “โอตะ” ของ “BNK48” จึงเพิ่งมารับรู้แน่ชัดขณะดูหนังว่าคอนเซ็ปท์หลักของไอดอลกรุ๊ปกลุ่มนี้ คือ การมุ่งพัฒนาให้ “เด็กสาวข้างบ้าน” กลายเป็น “ไอดอล”

ด้านหนึ่ง หนังพยายามฉายให้เห็นกระบวนการเปลี่ยนแปลง/เคี่ยวกรำตนเองและฟาดฟันเพื่อนๆ ในวง ของเด็กสาว “BNK48” รุ่นหนึ่ง อย่างเข้มข้น เปี่ยมสีสัน หลากหลายเฉดอารมณ์

สมาชิก “BNK48” ถูกเต๋อแปรสภาพเป็นตัวละครที่มีบุคลิกลักษณะผิดแผกกันไป

สมาชิกชื่อเสียงระดับกลางๆ บางคน กลายเป็น “แหล่งข่าว/แหล่งข้อมูล” ชั้นดีที่คุยสนุก ในภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้

บางคนที่มีจุดอ่อนในเชิงภาพลักษณ์โดยชัดเจนและไม่มีโอกาสได้เป็น “เซ็มบัตสิ” สักที แม้จะมีความพยายามและทีมสปิริตมากมายเพียงไหน ก็แทบจะถูกยกระดับขึ้นเป็น “นางเอกหนังแนวสู้ชีวิต”

ราวกับว่าภาพยนตร์ของเต๋อเป็น “พื้นที่ทางการตลาด” อีกชนิดหนึ่ง ซึ่งถูกจัดวางสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อให้สมาชิกชั้น “อันเดอร์” บางคนของ “BNK48” ได้มีตัวตนและบทบาท

น่าแปลกใจว่าสมาชิกบางรายที่มีออร่าในยามปกติ กลับถูกทำให้ค่อยๆ เลือนหายจากหนังเรื่องนี้ (แต่ไปปรากฏตัวในหนังเรื่องอื่น –ซึ่งออกฉาย ณ ช่วงเวลาใกล้เคียงกัน-)

ที่น่าสนใจกว่านั้น เห็นจะเป็นสมาชิกระดับนำไม่กี่คน ซึ่งถูกลดทอนเสน่ห์ลงมากพอสมควร และได้รับการขับเน้นให้มีภาพลักษณ์เป็นมนุษย์ผู้ถูกหล่อหลอมในระบบทุนนิยมจนน่ากลัว (ไม่น่ารัก)

สอง

GDC still

แต่อีกด้าน หากมองจากมุมของคนที่ไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้ แถมมิได้ชื่นชมหน้าตา เรือนร่าง บุคลิก วิธีการพูดจา ฯลฯ ของเด็กสาวเหล่านี้สักเท่าไหร่

ระหว่างนั่งชม “GIRLS DON’T CRY” ผมก็อดจะสงสัยหรือค้างคาใจไม่ได้ว่าพวกผู้ชาย (หลายวัย) ที่ตามไปกรี๊ดกร๊าดคลั่งไคล้น้องๆ นั้น กำลังมองหรือประเมินพวกเธออย่างไร?

ทำไมพวกเขาจึงหลงใหลหรือถึงขั้นเทิดทูนบูชา “ไอดอลสาว” กลุ่มดังกล่าว?

พูดอีกอย่างหนึ่งได้ว่า หนังสารคดีเรื่องนี้คล้ายจะขาดแคลนมิติแง่มุมเกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึกหรือทัศนคติของผู้รับสาร/ผู้บริโภค/โอตะ ไปอย่างน่าเสียดาย (ซึ่งอาจเป็นความตั้งใจ-จงใจของผู้สร้าง-ผู้กำกับฯ)

ดังนั้น “อุตสาหกรรม/วัฒนธรรม BNK48” ซึ่งถูกนำเสนอถ่ายทอดออกมา จึงยังไม่สมบูรณ์แบบ/ครบวงจรเท่าที่ควร

สาม

GDC รายได้
ข้อมูลจาก ชมรมวิจารณ์บันเทิง

ปฏิเสธไม่ได้ว่า “GIRLS DON’T CRY” มีสถานะอีกด้านเป็นงานเชิงพีอาร์/ประชาสัมพันธ์ หรือคนในแวดวงสื่อมวลชนอาจมองว่านี่คือ “งานลูกค้า”

ไม่ต่างจากพวก advertorial ในเว็บไซต์ โซเชียลมีเดีย หรือสื่อกระดาษ (ที่เราไม่อยากอ่าน ไม่อยากคลิกดู), คลิปวิดีโอจำนวนมาก (ที่เรารู้สึกว่าโปรโมตสินค้าได้ไม่เนียนเอาเสียเลย) หรืออีเวนต์/กิจกรรมพิเศษ ที่สื่อเจ้าต่างๆ ต้องจัด (ทั้งที่ไม่ตรงกับความสนใจของกลุ่มผู้บริโภคหลักของตัวเอง)

แต่กระนั้น หนังสารคดีของเต๋อ นวพล และ “แซลมอน เฮาส์” ซึ่งมี “BNK48” เป็นคู่ค้า ก็ถือเป็น “งานพีอาร์ชั้นดี” ที่น่าสนใจ

จุดน่าสนใจแรก คือ หนังเรื่องนี้เป็น “งานลูกค้า” ที่มีเนื้อหาสลับซับซ้อน (เรื่องราวบางส่วนอาจมีท่าทีวิพากษ์ลูกค้าผู้ว่าจ้างด้วยซ้ำ) และดูสนุกในระดับหนึ่ง

จุดน่าสนใจกว่า คือ หากพิจารณารายได้สี่วันแรกของหนัง ที่ได้ไป 10.55 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเกินมาตรฐานหนังอิสระและหนังสารคดีไทย ทั้งยังมีแนวโน้มจะทำเงินสูงกว่าหนังบันเทิงคดีจากระบบสตูดิโอที่เข้าฉายก่อนหน้า

“GIRLS DON’T CRY” ก็นับเป็น “งานลูกค้า” ที่สามารถเก็บเงินจากกระเป๋าผู้บริโภคได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ

นี่คือลักษณะพิเศษอันผิดแผกจาก “งานลูกค้า” ส่วนใหญ่ในระบบนิเวศของสื่อไทย ซึ่งวงจรมัก “จบลง” แค่เพียงสื่อมวลชนรับเงินของผู้ว่าจ้างมาทำงาน/จัดงาน แต่ไม่สามารถเอาชนะใจหรือดึงดูดกำลังทรัพย์ของผู้บริโภคในวงกว้างได้อีกต่อหนึ่ง

สิ่งที่ “ร้ายกาจสุด” ในกรณีของ “BNK48 GIRLS DON’T CRY” คือ แม้หนังจะไม่ได้เปิดโปงผ่านจอภาพยนตร์ว่าเพราะเหตุใด ผู้คนจำนวนมากจึงหลงใหลพร้อมเทใจและทุ่มเงินให้แก่ “ไอดอลกรุ๊ป” วงหนึ่ง

แต่ใช่ว่าเต๋อ นวพล และทีมงานผู้สร้าง จะไม่รู้ซึ้งถึงวิธีคิด-พฤติกรรมของผู้บริโภคที่ “ภักดี” เหล่านั้น

ตรงกันข้าม พวกเขาเข้าใจและล่วงรู้วิธีกระตุ้นกำลังซื้อของแฟนคลับกลุ่มดังกล่าว อย่างกระจ่างและถ่องแท้