จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

“นางยักษ์-นางไม้” ในละครจักรๆ วงศ์ๆ แต่ละคนดีกรีไม่ธรรมดา!

ถ้าใครตามดูละครจักรๆ วงศ์ๆ มาพอสมควร จะสังเกตได้ว่าตัวละคร “นางร้าย” ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ ยักษ์ หรือนางไม้ นั้นล้วนมีหน้าตาสะสวย และมีเรือนร่างที่งดงาม ไม่แพ้บรรดานางเอก!

เช่น ใน “สังข์ทอง 2561” ก็มีนางยักษ์สวยๆ ดีกรีไม่ธรรมดาถึงสองตน

รายแรกเห็นจะไม่พ้น “นางพันธุรัต” ที่รับบทโดย “อรศศิพัชร์ มามีเกตุรัตน์”

อรศศิพัชร์ หรือ ลูกศร แสดงละครจักรๆ วงศ์ๆ มาแล้วหลายเรื่อง โดยอาจแบ่งช่วงเวลาการทำงานของเธอออกได้เป็น 2 เฟส

เฟสแรกระหว่างปี 2546-2550 มีบทเด่นๆ ที่ได้รับ อาทิ บทบาทมเหสีทัศนีย์ใน “เทพสามฤดู 2546”

จากนั้น ลูกศรหันไปทำงานนอกวงการบันเทิง ก่อนจะหวนคืนแวดวงละครจักรๆ วงศ์ๆ อีกหน ในปี 2558

3-4 ปีให้หลัง ลูกศรมีงานละครจักรๆ วงศ์ๆ มากถึง 4 เรื่อง ตั้งแต่แก้วหน้าม้า, อุทัยเทวี, เทพสามฤดู และสังข์ทอง (เท่ากับว่าในระยะดังกล่าว เธอไม่ได้ร่วมแสดงละครของค่ายสามเศียรแค่เพียงเรื่องเดียว คือ ดินน้ำลมไฟ/สี่ยอดกุมาร)

มันคือช่วงกลายพันธุ์ของพวกเรา​ อ่ะไม่ใช่🤭🤭🤭 มันคือการพลิกบทบาทครั้งใหญ่ของพวกเราค่ะ​ ทุกการเปลี่ยนแปลงและทุกบทบาทคือความท้าทายและถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งของพวกเราค่ะ​ ขอบคุณ​ผู้ใหญ่ใจดีที่เล็งเห็นความสามารถของพวกเรามอบบทบาทดีๆท้าทายแบบนี้มาให้พวกเราอีก​ พวกเราจะทำให้ดีที่สุดและขอขอบคุณ​อีกครั้งสำหรับ​ความรักความเมตตาที่มีเสมอมาจากผู้ใหญ่ที่น่ารักทุกท่านค่ะ​ ขอบคุณ​จากใจจริง​ ถ้านู๋เคยทำไม่ดีขอให้อภัยให้นู๋ด้วยนะคะ​ จากนี้จะตั้งใจทำงานและสร้างผลงานดีๆให้ผู้ชมได้ชมกันค่ะ​ @samsearn @pond_ophaphoom ปล.​ เมหสีรัชฎา-แม่พันธุรัตน์​ ท้าวคันธมาศ-เงาะป่า​ #สังข์ทอง2018 #สามเศียร #ดีด้า​ #ละครจักรๆวงศ์ๆ #ละครพื้นบ้าน #ch7hd35🐚👶🏻🐌💖💖💖 ขอบคุณ​ภาพจาก​ fc​ ค่ะ

A post shared by ลูกศร​ อรศศิพัช​ร์​ (@luksorn888) on

บทบาทส่วนใหญ่ที่ลูกศรได้รับมักเป็น “นางร้าย” (หรือ “นางเคยร้าย”) อย่างไรก็ตาม บท “นางพันธุรัต” ถือเป็นครั้งแรกสุด ที่เธอได้แสดงเป็น “นางยักษ์”

แฟนละครจักรๆ วงศ์ๆ อาจสังเกตว่าลูกศรนั้นเป็นนักแสดงหญิงที่มีรูปร่างสูงยาวเข่าดีมากๆ เธอไม่เพียงแต่มีรูปร่างสูงสง่าเหนือนักแสดงหญิงร่วมจอรายอื่นๆ แต่ยังตัวสูงกว่านักแสดงชายบางรายด้วยซ้ำ

ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะก่อนมาเป็นนักแสดง ลูกศรเคยผ่านการประกวดมิสมอเตอร์โชว์ในปี 2542 (ได้ตำแหน่งรองอันดับ 2) และเข้ารอบ 12 คนสุดท้ายของเวทีมิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์ส 2544

นางยักษ์อีกหนึ่งตนใน “สังข์ทอง” เวอร์ชั่นล่าสุด ที่มีรูปลักษณ์สวยสะดุดตา ก็ได้แก่ “นางยักษ์พรรณี” ผู้จงรักภักดีต่อพระแม่เจ้าพันธุรัตแต่ไม่รักพระสังข์

ผู้รับบทนี้ คือ “บุญญาณี สังข์ภิรมย์” หรือ โบว์ ซึ่งเคยคว้าตำแหน่งมิสอินเตอร์คอนติเนนตัลไทยแลนด์ จากเวทีการประกวดมิสแกรนด์ไทยแลนด์ 2558

A post shared by bow boonyanee (@bow_boonyanee) on

นอกจากนั้น เธอยังเคยผ่านเวทีการประกวดระดับอินเตอร์ อย่างเวทีมิสอินเตอร์คอนติเนนตัล (ได้รับรางวัลขวัญใจช่างภาพ-สื่อมวลชน), เวทีมิสยูไนเต็ดคอนติเนนท์ และเวทีท็อปโมเดลออฟเดอะเวิลด์

อีกหนึ่งนักแสดงละครจักรๆ วงศ์ๆ ยุคหลังที่เคยผ่านเวทีการประกวดนางงามระดับชาติมาแล้วเช่นกัน ก็คือ “วรัญภรณ์ พัฒน์ช่วย” หรือ มีน

มีนเคยรับบทเป็นนางเอกของละคร “อุทัยเทวี” ก่อนจะผันตัวมาแสดงเป็น “นางไม้” ที่ทั้งร้ายและดีใน “เทพสามฤดู” กระทั่งใน “สังข์ทอง” ฉบับใหม่ ก็แว่วว่าเธอจะกลับมาสวมบท “นางไม้” อีกครั้ง

ก่อนหน้ามาแสดงละครจักรๆ วงศ์ๆ มีนมีดีกรีเป็นมิสมอเตอร์โชว์ 2558 รวมทั้งเคยเข้าประกวดนางสาวไทยปี 2559 อีกหนึ่งเวที

ต้องบอกว่า “นางยักษ์-นางไม้” ในละครจักรๆ วงศ์ๆ ยุคปัจจุบัน นั้นมีดีกรีไม่ธรรมดาจริงๆ

Advertisements
จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

เรตติ้ง “สังข์ทอง 2561” ไปถึงไหนแล้ว?

แม้จะค้นหาข้อมูลได้ไม่ง่ายนัก แต่ตัวเลขเรตติ้งความนิยมของละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่อง “สังข์ทอง” เวอร์ชั่นล่าสุด ก็ถูกเผยแพร่ออกมาเป็นระยะๆ

เช่น รายงานของเว็บไซต์ http://www.tvdigitalwatch.com ซึ่งเผยแพร่สถิติ 10 อันดับรายการเรตติ้งสูงสุด ประจำวันอาทิตย์ที่ 25 มีนาคม 2561

top10rating-25-03-2561

ผลปรากฏว่า “สังข์ทอง” ที่แพร่ภาพในช่วงเช้าของวันดังกล่าว มีสถานะเป็นโปรแกรมยอดนิยมอันดับสองประจำวัน ด้วยตัวเลขเรตติ้ง 4.802 เป็นรองเพียง “สกาวเดือน” ละครหลังข่าวร่วมช่อง 7 ที่ได้เรตติ้ง 4.961

ทั้งนี้ “สังข์ทอง” มีเรตติ้งสูงกว่ารายการไมค์ทองคำ 7 ของช่องเวิร์คพอยท์, การถ่ายทอดสดฟุตบอลคิงส์คัพ นัดชิงชนะเลิศ ระหว่างไทยกับสโลวาเกีย ทางช่องไทยรัฐทีวี และรายการมาสเตอร์เชฟ ประเทศไทย ซีซั่น 2 ทางช่อง 7

แม้ตัวเลขเรตติ้งเกือบๆ 5 ของ “สังข์ทอง” จะยังเทียบไม่ได้กับเรตติ้งเฉลี่ยของละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องก่อนหน้าอย่าง “เทพสามฤดู” (และแน่นอน ยังห่างไกลจาก “บุพเพสันนิวาส” ที่เป็นโปรแกรมเพชรของช่วงวันธรรมดา ณ ปัจจุบัน)

แต่หากพิจารณาในแง่อันดับแล้ว สถานะที่ 2 ประจำวันอาทิตย์ของละครพื้นบ้านเรื่องนี้ ก็นับว่าน่าภูมิใจมิใช่น้อย

ยอดคลิกชม “สังข์ทอง” ทางยูทูบ

(สำรวจ ณ ช่วงเช้าวันที่ 31 มีนาคม 2561)

ตอนที่ 1 (25 ก.พ.) 1.4 ล้านวิว

ตอนที่ 2 (3 มี.ค.) 9.6 แสนวิว

ตอนที่ 3 (4 มี.ค.) 9.4 แสนวิว

ตอนที่ 4 (10 มี.ค.) 9.8 แสนวิว

ตอนที่ 5 (11 มี.ค.) 7.6 แสนวิว

ตอนที่ 6 (17 มี.ค.) 8.8 แสนวิว

ตอนที่ 7 (18 มี.ค.) 9.9 แสนวิว

ตอนที่ 8 (24 มี.ค.) 8.3 แสนวิว

ตอนที่ 9 (25 มี.ค.) 8 แสนวิว

จะสังเกตเห็นว่ายอดผู้ชม “สังข์ทอง” ผ่านทางยูทูบช่อง “สามเศียร” นั้นมีอัตราเฉลี่ยต่ำกว่ายอดผู้ชมของ “เทพสามฤดู” ซึ่งมักมีตัวเลขคนดูเกิน 1 ล้านวิวต่อตอน

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก 

http://www.tvdigitalwatch.com/top10-rating-25-03-61/

https://www.youtube.com/channel/UC25QRZSv1OIjJRYLepOeZog

https://www.instagram.com/samsearn

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

จำได้มั้ย “อำมาตย์เมืองยักษ์” ในสังข์ทอง 2561 คือนักแสดงรุ่นเก๋าคนไหน?

สุริยัน สังข์ทอง

“สังข์ทอง 2561” ดำเนินเรื่องราวมาถึงตอนที่พระสังข์ถูกนางพันธุรัตรับตัวมาเลี้ยงดูแล้ว

หนึ่งในตัวละครสำคัญที่เริ่มมีบทบาท ก็คือ อำมาตย์เมืองยักษ์ ซึ่งไม่เห็นด้วยกับการที่นางพันธุรัตรับลูกมนุษย์มาเป็นบุตรบุญธรรม จึงพยายามวางแผนจะสังหารพระสังข์ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ

อำมาตย์เมืองยักษ์ผู้นี้รับบทโดยนักแสดงอาวุโส “สุริยัน ปฏิพัทธ์”

คุณสุริยันมีผลงานการแสดงละครมากมายหลายเรื่องในช่วงทศวรรษ 2530 โดยส่วนตัว ผมจะติดตากับบทบาทเด่นๆ ที่แกมักได้รับในละครอิงประวัติศาสตร์ของช่อง 3 เมื่อราวสามสิบปีก่อน

สุริยัน สงครามเก้าทัพ

หนึ่งในบทบาทที่เท่มากๆ ของคุณสุริยัน ก็คือ การรับบทเป็น “พระองค์เจ้าขุนเณร” ผู้นำทัพกองโจรของกรุงเทพฯ ไปดักปล้นกองเสบียงของฝ่ายอังวะที่เมืองกาญจนบุรี ในละคร “สงครามเก้าทัพ”

ผมแทบไม่เคยเห็นคุณสุริยันข้ามมาเล่นละครจักรๆ วงศ์ๆ ของช่อง 7 จึงไม่แน่ใจว่าผลงานใน “สังข์ทอง 2561” จะถือเป็นการแสดงละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องแรกของแกหรือไม่?

ของแถม

ระหว่างวันที่ 26-27 มีนาคมนี้ จะมีเวิร์กช็อป “วรรณกรรม หนัง และวัฒนธรรมในเอเชียตะวันออกเชียงใต้” ที่เจแปนฟาวน์เดชั่น กรุงเทพฯ (อาคารเสริมมิตร ทาวเวอร์ สุขุมวิท 21)

dBCZ4

โดยในวันที่ 26 มี.ค. จะมีการจัดฉายภาพยนตร์เรื่อง “Puthisen and Neang Kongrey” (นางสิบสองเวอร์ชั่นเขมร) ผลงานการกำกับของลีบุนยิม เมื่อ พ.ศ.2511

26231839_924513887713622_359221902102759005_n

ส่วนในวันที่ 27 มี.ค. จะมีการฉายภาพยนตร์เรื่อง “พระรถเมรี” โดยสมโพธิ แสงเดือนฉาย (2524)

ผู้สนใจสามารถเข้าชมฟรี ตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/jfbangkok/posts/1644021218966795

ก่อนหน้านี้ ช่องยูทูบ “สามเศียร” เพิ่งนำละครเรื่อง “นางสิบสอง” (2543) มารีรันพอดี สามารถรับชมได้ ที่นี่ 

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

เบาะแสเรตติ้ง “สังข์ทอง”

http://www.tvdigitalwatch.com รายงานสิบอันดับรายการโทรทัศน์ที่ได้เรตติ้งสูงสุด ประจำวันเสาร์ที่ 10 มีนาคม 2561

ผลปรากฏว่ารายการที่คว้าเรตติ้งไปมากสุด 5.826 คือ การถ่ายทอดสดงานฉลองครบรอบ 48 ปี ช่อง 3 ช่วงที่ 2

อันดับสอง คือ ละครจักรๆ วงศ์ๆ “สังข์ทอง” (ตอนที่ 4) ที่ได้เรตติ้งไป 4.710

นับเป็นการออกสตาร์ทที่ไม่เลวเลยสำหรับละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องนี้

สำหรับตัวเลขผู้ชม “สังข์ทอง” ใน 5 ตอนแรก ผ่านช่องยูทูบของ “สามเศียร” นั้นมีรายละเอียด ดังนี้

ตอนที่ 1 (25 ก.พ. 2561) 1.2 ล้านวิว

ตอนที่ 2 (3 มี.ค. 2561) 8.9 แสนวิว

ตอนที่ 3 (4 มี.ค. 2561) 8.7 แสนวิว

ตอนที่ 4 (10 มี.ค. 2561) 8.8 แสนวิว

ตอนที่ 5 (11 มี.ค. 2561) 6.7 แสนวิว

ขอบคุณภาพประกอบจาก https://www.instagram.com/samsearn

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย, ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

ประมวลภาพพิธีบวงสรวง “สังข์ทอง 2561”

วันหยุดสุดสัปดาห์นี้ไม่มีอะไรมากจ้า แค่นำภาพพิธีบวงสรวงละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่อง “สังข์ทอง” (2561) มาฝากกัน

(จุดน่าสังเกต คือ พิธีบวงสรวงมีขึ้นหลังจากละครเปิดกล้องและแพร่ภาพไปแล้วสามตอน ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะเหตุผลเรื่องฤกษ์ยามหรือความสะดวก?)

มาชมภาพสวยๆ งามๆ กันเลยดีกว่า

ครบทีม#สังข์ทอง

A post shared by lakornpurnbanthai official (@lakornpurnbanthai_official) on

ขอบคุณภาพจาก

https://www.instagram.com/samsearn/

https://www.instagram.com/lakornthaijukwong/

https://www.instagram.com/lakornpurnbanthai_official/

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย, ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

เมื่อ “คู่จิ้น” จาก “สี่ยอดกุมาร” หวนคืนจอใน “สังข์ทอง”

121725429

เมื่อครั้งที่ “ดินน้ำลมไฟ/สี่ยอดกุมาร” เวอร์ชั่นปี 2559 ลงจอ หนึ่งในคู่ตัวละครที่โด่งดังมากๆ ก็คือ “เพชรราชกุมาร (รี)” ที่รับบทโดย “เกศรินทร์ น้อยผึ้ง” และ “มัลลิกานารี” ที่รับบทโดย “ธนภัทร ดิษฐ์ไชยวงศ์”

เนื่องจากตัวละครสองคนนี้ ซึ่งเป็นหญิงทั้งคู่ เกือบจะหลงรักกัน จนกลายเป็นคู่พระคู่นางในละครเรื่องดังกล่าว

ล่าสุด ใน “สังข์ทอง” (2561) นักแสดงทั้งสองก็ได้หวนมาทำงานร่วมกันอีกหน โดยเกศรินทร์ จะรับบทเป็นนางเอกของเรื่อง คือ “รจนา” ธิดาองค์ที่ 7 ของท้าวสามล ขณะที่ธนภัทร จะรับบทเป็น “ทรงกลด” ธิดาองค์ที่ 6

ทรงกลด

นอกจากนี้ ธนภัทร ซึ่งมีความสามารถด้านการร้องเพลง ยังรับหน้าที่เป็นผู้ขับร้องเพลงนำละคร “สังข์ทองลูกแม่” ในเวอร์ชั่นใหม่อีกด้วย

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

ปราบมารโดย “ไม่ฆ่า”: ความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในตอนจบ “เทพสามฤดู” ฉบับล่าสุด

ขอเขียนถึง “เทพสามฤดู” เวอร์ชั่นล่าสุดเป็นการส่งท้าย โดยเน้นน้ำหนักไปที่ตอนอวสานเมื่อวันเสาร์ที่ 24 ก.พ. ที่ผ่านมา

ชะตากรรมอันน่าผิดหวังของ “มาตุลีเทพบุตร”

มาตุลี

ดังที่ผมเคยเขียนไว้ก่อนหน้านี้ว่าใน “เทพสามฤดู 2546” บทบาทของตัวละครสมทบรายสำคัญอย่าง “มาตุลีเทพบุตร” ที่แสดงโดย “ท้าวดักแด้” นั้นค่อยๆ เฝดหายไป (อย่างไร้เหตุผล) ในช่วงท้าย

ก่อนจะโผล่มานิดหน่อยตรงช่วงปลายของตอนอวสาน โดย “มาตุลีเทพบุตร” ได้ร่วมฉากตลกๆ เป็นกิมมิกเล็กๆ กับเจ้างั่ง กระหังป่า (“มาตุลี” บอกว่าตนเองมัวแต่หลงป่าอยู่ เลยหายตัวไปนาน ดังนั้น เมื่อพระอิศวรได้เสด็จกลับขึ้นสวรรค์ไปแล้ว เทพบริวารองค์นี้จึงยังวนเวียนบนโลกมนุษย์อยู่กับเจ้างั่ง)

ว่ากันว่าสาเหตุที่ทำให้บทบาทของ “มาตุลีเทพบุตร” ขาดหายไปร่วมสิบตอน เมื่อคราวปี 2546 ก็เพราะ “ท้าวดักแด้” มีภารกิจอื่น จนไม่สามารถปลีกเวลามาร่วมแสดงในละครที่ถูกยืดขยายให้ยาวออกไปได้

เข้าสู่ปี 2560 (ถึงต้นปี 2561) “เทพสามฤดู” เวอร์ชั่นใหม่ นำบทละครดั้งเดิมของปี 2546 มาใช้ถ่ายทำเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์

อย่างไรก็ดี เมื่อทีมงานพบปัญหาเฉพาะหน้าตอนกลางๆ เรื่อง นั่นคือ การขาดหายไปของตัวละครอำมาตย์อาจอง (เพราะอาการเจ็บป่วยและปัญหาชีวิตของ “กิตติ ดัสกร” นักแสดงผู้รับบทดังกล่าว)

ผู้สร้างก็สามารถแก้ไขปัญหาที่อยู่นอกเหนือจากบทละครเก่าได้ดีมากๆ ด้วยการใส่บทสนทนาเพิ่มเติม โดยอ้างว่าอำมาตย์อาจองไปเก็บตัวฝึกพระเวทย์อยู่ (เก็บตัวกระทั่งละครจบ 555)

ผมจึงคาดหวังว่าผู้สร้าง “เทพสามฤดู” เวอร์ชั่นใหม่ จะแก้ปัญหาของตัวละคร “มาตุลีเทพบุตร” ที่เป็น “แผล” ของละครฉบับก่อน ได้ดีพอสมควร

แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสาเหตุใดบ้าง? (เช่น อาจต้องรีบถ่ายทำในช่วงท้ายเรื่อง ฯลฯ) “มาตุลี” ปี 2560 จึงต้องหายตัวไปในช่วงปลายของละครเช่นเดียวกับ “มาตุลี” เมื่อ 14 ปีก่อนแบบเป๊ะๆ

ทั้งๆ ที่ “ธรรมศักดิ์ สุริยน” นักแสดงอาวุโสผู้รับบท “มาตุลีเทพบุตร” รุ่นปัจจุบัน ไม่น่าจะมีคิวงานแทรกเข้ามาเหมือนกรณี “ท้าวดักแด้” จะว่าแกเจ็บป่วยกะทันหันก็ไม่น่าใช่ เพราะยังมีชื่อคุณธรรมศักดิ์ร่วมเป็นนักแสดงใน “สังข์ทอง 2561” ที่ลงจอต่อจาก “เทพสามฤดู”

“มาตุลีเทพบุตร” ปี 2560-61 จึงน่าจะถูกลดทอนบทบาทลงในตอนท้าย เพราะบทบาทดังกล่าวถูกตัดออกไป (เนื่องจากปัญหาเรื่องคิวนักแสดง) มาตั้งแต่ในบทละครปี 2546 นั่นแหละ

เช่นเดียวกับละครเวอร์ชั่นก่อน “มาตุลี” กลับมาปรากฏกายหน้าจออีกนิดๆ หน่อยๆ ในตอนอวสาน ผิดแต่เพียงว่า “มาตุลีเทพบุตร” ที่รับบทโดยธรรมศักดิ์ ไปปรากฏตัวเป็นเทวดาบนสรวงสรรค์ข้างกายพระอิศวร มิใช่เทวดาตกสวรรค์ ซึ่งต้องใช้ชีวิตอยู่กับไอ้งั่ง (แถมโดนควบคุมด้วยคาถาเด็กจู้จี้อีกต่างหาก)

น่าเสียดายที่ทีมผู้สร้าง “เทพสามฤดู” ฉบับล่าสุด แก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าเรื่อง “มาตุลีเทพบุตร” ได้ไม่ดีและไม่ละเอียดเท่าที่ควร

มิฉะนั้น เราอาจได้เห็น “ลุงมาตุ” มีบทบาทสำคัญ (และสมเหตุสมผล) มากกว่านี้ในละครหลายตอนสุดท้าย

ตัวละครที่ถูกปล่อยทิ้ง

“เทพสามฤดู” เวอร์ชั่นใหม่ กับเวอร์ชั่นปี 2546 ยังมีลักษณะร่วมสำคัญอีกหนึ่งประการ นั่นคือ การตัดสินใจปล่อยทิ้ง/ไม่กล่าวถึงตัวละครบางกลุ่มในตอนจบ

ได้แก่ นางยักษ์โชตนา และบริวาร รวมถึงพระมเหสีทัศนีย์ อำมาตย์อาจอง (คนนี้ต้องหายไปอยู่แล้วในเวอร์ชั่น 60-61) และบริวารที่เมืองโคธรรพ์

ผมยังรู้สึกว่านี่คือจุดอ่อนเล็กๆ ในบทละครจักรๆ วงศ์ๆ ของ “รัมภา ภิรมย์ภักดี” ซึ่งมักทิ้งค้างชะตากรรมของตัวละครบางกลุ่มเอาไว้ โดยไม่มีบทลงเอยใดๆ (แถมไม่ใช่การสรุปแบบปลายเปิดด้วย แต่เป็นการละทิ้งข้ามผ่านไปเฉยๆ ราวกับตัวละครพวกนี้ไม่เคยมีบทบาทสำคัญใดๆ)

ถ้าเทียบกับ “นันทนา วีระชน” นัทนาจะจัดแจงเคลียร์คัทหรือสรุปรวบรัดชะตากรรม ณ เบื้องท้ายของบรรดาตัวละครได้หมดจดชัดเจนกว่า (ถ้าคิดอะไรไม่ออก แกก็ฆ่ามันให้หมด 555)

อย่างไรก็ตาม ปัญหาตรงนี้อาจไม่ใช่ “ปัญหา” ซะทีเดียว ถ้านำไปครุ่นคิดพิจารณาร่วมกับ “ข้อแตกต่าง” สำคัญ ที่เพิ่งบังเกิดขึ้นใน “เทพสามฤดู” ฉบับล่าสุด

ปราบมารโดย “ไม่ฆ่า”

“ลักษณะสำคัญ” อันโดดเด่น ที่ส่งผลให้ “เทพสามฤดู 2560-61” แตกต่างจากละครเมื่อปี 2546 ชัดเจน ก็คือ ชะตากรรมของเหล่าร้ายระดับนำๆ ในเรื่อง

ใน “เทพสามฤดู 2546” บรรดาตัวละครฝ่ายร้ายรายสำคัญล้วนถูกพระอิศวร เทพสามฤดู พระพาย และพันธมิตร สังหารจนหมดสิ้น

ตั้งแต่สามศรี (เวอร์ชั่นที่แล้ว ถูกจัดการโดยเจ้างั่ง คราวนี้ ถูกเผาโดยไฟจากปากจระเข้กุมภีล์) ภูตดำ ปราบไตรจักร ท้าวจักรวรรดิ โคธรรพ์ และขันธมาร (รายนี้ ในเวอร์ชั่น 2546 ไม่แน่ใจว่าตายหรือไม่ แต่ก็มีแนวโน้มว่าจะสิ้นชีพ เพราะหลังจากถูกพระอิศวรปล่อยแสงจัดการ ละครก็ไม่พูดถึงพญามารอีกเลย)

ในสงครามปราบมารของ “เทพสามฤดู 46” มีตัวละครสมทบรายสำคัญในฝ่ายพระเอกที่ต้องพลีชีพเหมือนกัน นั่นคือ นันทเสน ซึ่งถูกขันธมารสังหาร

อย่างไรก็ดี ดูเหมือนชะตากรรมของตัวละครเหล่านี้ (เกือบทั้งหมด) จะผันแปรไปในทางที่ดีขึ้น ใน “เทพสามฤดู 60-61”

มีแค่สามศรี และ (อาจจะ) ภูตดำ เท่านั้น ที่ถูกจัดการจนสิ้นชีวิต

ทว่า ปราบไตรจักร ท้าวจักรวรรดิ โคธรรพ์ ขันธมาร รวมทั้งนันทเสน ล้วน “ไม่ตาย”

ฝ่ายนันทเสน (และเพื่อนซี้ สุระผัด) ไม่ได้ออกรบในศึกสุดท้ายกับพวกมาร เขาจึงรอดชีวิตสบายๆ (ขณะที่ในละครเวอร์ชั่นก่อน พอพระพิรุณรับมือขันธมารไม่ไหว ก็สั่นระฆังเรียกลิง-ยักษ์คู่นี้มาช่วย ก่อนที่ลิงจะถูกฆ่า)

ใน “เทพสามฤดู 46” มีแค่ขันธมารตนเดียวที่ถูกพระอิศวรจัดการ ส่วนตัวร้ายระดับนำรายอื่นๆ ถูกเทพสามฤดูแยกย้ายไปจัดการและสังหารเรียบวุธ

ใน “เทพสามฤดู 60-61” กลายเป็นว่าเมื่อพระอิศวรฟื้นคืนอิทธิฤทธิ์ หลังได้ดมกลิ่นดอกปาริชาติที่ก้นเหวลึก พระองค์ก็ปรากฏกายขึ้น และจัดการเหล่าร้ายทั้งหมดด้วยพระองค์เอง

ดูเหมือนจะมีแค่ภูตดำและมารบริวารของขันธมารเท่านั้น ที่ตายจากฤทธานุภาพของจอมเทพ

สำหรับขันธมาร ละครฉบับล่าสุดอธิบายรายละเอียดเพิ่มเติมว่าพระอิศวรมิได้สังหารพญามารตนนี้ แต่ได้นำตัวไปมอบให้จอมอสูรกักกันไว้ท่ามกลางไฟนรก

(จอมอสูรนี่ก็ร้าย เพราะเวลาพระอิศวรฟื้นคืนอิทธิฤทธิ์ เจ้านี่ก็ยอมเชื่อฟังโดยดี แต่ตอนขันธมารเรืองอำนาจ จอมอสูรก็มอบไฟประลัยกัลป์ให้ขันธมารไปใช้เผาต้นปาริชาติ เพื่อทำลายโอกาสฟื้นคืนอำนาจของพระอิศวร)

เช่นเดียวกัน โคธรรพ์ ท้าวจักรวรรดิ และปราบไตรจักร ที่โดนพระอิศวรปล่อยแสงใส่จนระเบิดตูมตาม ล้วนยังมีชีวิตเหลือรอด

แต่ทั้งสามกลับถูกควบคุมตัวโดยคาถาเด็กจู้จี้ ภายใต้การดูแลของเจ้างั่ง กระหังป่า (พูดง่ายๆ คือ ละครเวอร์ชั่นล่าสุด นำสามตัวร้ายมาสวมบทตลกปิดท้ายเรื่องแทน “มาตุลีเทพบุตร” ในเวอร์ชั่นที่แล้ว)

หลายปีที่ผ่านมา บทละครจักรๆ วงศ์ๆ ที่เขียนโดย “นันทนา วีระชน” มักจะสรุปเรื่องราวด้วยการฆ่าเหล่าร้าย (หรือคนนอกลู่นอกทาง ที่ไม่ถึงกับร้ายกาจเสียทีเดียว) ไม่ให้เหลือซาก (เอาเข้าจริง กระทั่ง “เทพสามฤดู” เวอร์ชั่นก่อนที่เขียนโดย “รัมภา ภิรมย์ภักดี” ก็มีลักษณะเดียวกัน)

อย่างไรก็ตาม บทสรุปของ “เทพสามฤดู 2560-61” นั้นผิดแผกออกไป กล่าวคือ การฟื้นคืนอำนาจของมหาเทพ หรือการรื้อฟื้นระบบระเบียบที่เหมาะสมและถูกต้องทำนองคลองธรรม อาจมิได้หมายถึงการฆ่าล้างฝ่ายตรงข้าม

แต่การฟื้นคืนระบอบอำนาจเดิม อาจหมายถึงการพยายามจะควบคุมฝ่ายตรงข้ามเอาไว้ให้อยู่ภายใต้กฎกติกาบางอย่าง (และอาจหมายถึงการเปิดโอกาสให้พวกเขาได้กลับตัวกลับใจด้วย)

ที่น่าคิดต่อ คือ การเลือกจบแบบ “ไม่ฆ่า” ของ “เทพสามฤดู” ฉบับล่าสุด ดูจะสอดคล้องกันดีกับการละทิ้งไม่กล่าวถึงตัวละครฝ่ายร้ายบางกลุ่มบางราย เช่น นางยักษ์โชตนาและมเหสีทัศนีย์

เป็นไปได้ว่าบุคคลเหล่านั้นก็คงต้องตกอยู่ภายใต้การกำกับควบคุมเช่นเดียวกับเหล่าร้ายรายอื่นๆ

ขณะเดียวกัน การที่เหล่าร้ายตัวสำคัญๆ ล้วนยังมีชีวิตอยู่ ก็บ่งชี้ถึงโอกาส/ความเป็นไปได้ที่พวกเขาและเธอจะกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง เพื่อท้าทายอำนาจนำอีกหน

เมื่อดุลยภาพทางการเมืองระหว่างเทพกับมารผันแปรพลิกเปลี่ยนไปอีกครา

คลิกชมตอนจบของ “เทพสามฤดู” สองเวอร์ชั่นได้ในคลิปวิดีโอด้านล่าง