ข่าวบันเทิง

8 หนังไทยในฟุกุโอกะ และโปรเจ็คท์ของ “นนทรีย์-นนทวัฒน์” ที่ถูกคัดเลือกเข้าตลาดใหญ่ปูซาน

8 หนังไทยที่ฟุกุโอกะ

เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโฟกัส ออน เอเชีย ฟุกุโอกะ 2017 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-24 กันยายนนี้ ได้วางโปรแกรมพิเศษสำหรับภาพยนตร์ไทยโดยเฉพาะ

โปรแกรมดังกล่าวมีชื่อว่า “Thai Films-A Diversity in Charm” (ภาพยนตร์ไทย: ความหลากหลายภายในความมีเสน่ห์) โดยจะมีการจัดฉายหนังไทยถึง 8 เรื่องด้วยกัน ได้แก่

ฟุกุ รวม

ฉลาดเกมส์โกง (นัฐวุฒิ พูนพิริยะ), ดาวคะนอง (อโนชา สุวิชากรพงศ์), เทริด (เอกชัย ศรีวิชัย และ ภาคภูมิ วงษ์จินดา), ปั๊มน้ำมัน (ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์), Mary is Happy, Mary is Happy (นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์), เดอะ มาสเตอร์ (นวพล), เปนชู้กับผี (วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง) และ สันติ-วีณา (ครูมารุต หรือ ทวี ณ บางช้าง)

ที่มา http://www.focus-on-asia.com/lineup_en/

2 โปรเจ็คท์หนังไทย ในตลาดเอพีเอ็ม เทศกาลปูซาน

เดอะ เอเชี่ยน โปรเจ็คท์ มาร์เก็ต (เอพีเอ็ม) คือ กิจกรรมส่วนหนึ่งของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน ประเทศเกาหลีใต้

โดยทางผู้จัดงานจะคัดเลือกโปรเจ็คท์ภาพยนตร์เอเชียที่น่าสนใจให้เข้ามาร่วมในกิจกรรมนี้ ซึ่งถือเป็นตลาดหรือแหล่งพบปะทางธุรกิจระหว่างคนทำหนังกับผู้ลงทุนหรือผู้สร้างภาพยนตร์ที่ใหญ่ที่สุดในทวีปเอเชีย

ปีนี้ กิจกรรมเอพีเอ็มครั้งที่ 20 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-17 ตุลาคม ในช่วงเทศกาลภาพยนตร์ปูซานครั้งที่ 22 โดยมีโครงการภาพยนตร์ทั่วเอเชียส่งใบสมัครเข้าร่วมกิจกรรมรวมทั้งสิ้น 317 เรื่อง ปรากฏว่ามีโปรเจ็คท์ที่ได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมงาน 28 เรื่อง

ในรายชื่อดังกล่าว มีโครงการของนักทำหนังชาวไทยอยู่สองเรื่อง ได้แก่ “ดอย บอย” โครงการภาพยนตร์ของนนทวัฒน์ นำเบญจพล และ “ฟรานซิส จิตร ออฟ สยาม” โดย นนทรีย์ นิมิบุตร

doiboy
ขอบคุณภาพจากเฟซบุ๊ก Nontawat Numbenchapol

วอยซ์ทีวี รายงานว่า “ดอย บอย” โปรเจ็คท์ภาพยนตร์ล่าสุดของนนทวัฒน์ ที่เพิ่งมีหนังเรื่อง “#BKKY” เข้าฉายในเมืองไทย จะเล่าเรื่องราวของเด็กหนุ่มจากรัฐฉานซึ่งเดินทางเข้ามาทำงานในแวดวงธุรกิจสีเทาที่เชียงใหม่ และก่อนหน้านี้ โครงการดังกล่าวก็เคยได้รับรางวัล “ปูริน อวอร์ด” จากโครงการพัฒนาบทภาพยนตร์สำหรับนักทำหนังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAFIC)

ฟรานซิส จิตร

ขณะที่โปรเจ็คท์หนังใหญ่เรื่องใหม่ของนนทรีย์จะนำเสนอประวัติชีวิตของ “ฟรานซิส จิตร” หรือหลวงอัคนีนฤมิตร (จิตร จิตราคนี) ช่างภาพชาวไทยคนแรกในสมัยรัชกาลที่ 4-5 โดยเรื่องราวเกี่ยวกับร้านถ่ายรูปของเขาเคยปรากฎเป็นฉากเล็กๆ ในภาพยนตร์ “ทวิภพ” ของสุรพงษ์ พินิจค้า มาแล้ว

ฟรานซิส จิตร 2

ที่มา https://asianfilmfestivals.com/2017/08/14/asian-project-market-official-projects-2017/

Advertisements
ข่าวบันเทิง

เฮดังๆ “ดาวคะนอง” และ “สันติ-วีณา” ถูกคัดเลือกเข้าฉายในเทศกาลภาพยนตร์ลอนดอนครั้งที่ 60

เทศกาลภาพยนตร์บีเอฟไอ ลอนดอน ครั้งที่ 60 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5-16 ตุลาคมนี้ ประกาศรายชื่อภาพยนตร์ที่จะถูกจัดฉายในเทศกาลออกมาแล้ว

ปรากฏว่ามีหนังไทยได้รับการคัดเลือกให้เข้าร่วมเทศกาลจำนวน 2 เรื่อง คือ “ดาวคะนอง” และ “สันติ-วีณา”

ดาวคะนอง

โดย “ดาวคะนอง” ผลงานการกำกับของอโนชา สุวิชากรพงศ์ ซึ่งเพิ่งเข้าฉายในสายประกวดของเทศกาลภาพยนตร์โลคาร์โน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จะเข้าฉายที่เทศกาลภาพยนตร์ลอนดอน ในหมวดหมู่ Dare (ความกล้าหาญ) ซึ่งจะรวบรวมหนังที่นำพาคนดูออกจากความคุ้นเคยแบบเดิมๆ

ทางเทศกาลระบุว่า หลังจากมีผลงานก่อนหน้าเรื่อง “เจ้านกกระจอก” อโนชา คนทำหนังชาวไทย ได้หวนคืนกลับมากำกับภาพยนตร์อีกครั้ง ด้วยผลงานอันน่าตื่นตะลึงและแปลกใหม่ ซึ่งนำเสนอประเด็นว่าด้วยความทรงจำ, การเมือง และสถานะของภาพยนตร์

เคท เทย์เลอร์ เขียนแนะนำหนังเรื่อง “ดาวคะนอง” ไว้ในเว็บไซต์ของเทศกาล โดยระบุว่านอกจากนำเสนอประเด็นชวนขบคิดเกี่ยวกับความทรงจำ, การเมือง และภาพยนตร์แล้ว หนังเรื่องนี้ยังตั้งคำถามถึงสถานะของ “ภาพแทน” (representation)

ที่สำคัญ ผลงานล่าสุดของอโนชายังสามารถชี้ชวนให้ผู้ชมได้ตระหนักถึงศักยภาพอันหลากหลายของศิลปะภาพยนตร์

สันติวีณา โปสเตอร์

ขณะที่ในหมวดหมู่ Love หรือหนังรัก ก็มีรายชื่อของ “สันติ-วีณา” ภาพยนตร์ไทยยุคก่อน 2500 โดย “ครูมารุต” (ทวี ณ บางช้าง) ที่ได้รับการบูรณะใหม่ และเดินทางไปฉายรอบปฐมทัศน์โลกที่เทศกาลหนังเมืองคานส์เมื่อช่วงกลางปี มาร่วมฉายด้วย

โดยโรบิน เบเคอร์ ได้เขียนเปรียบเทียบไว้ในเว็บไซต์ของเทศกาลว่า หาก “ดักลาส เซิร์ค” ผู้กำกับหนังแนวเมโลดราม่าระดับตำนานของฮอลลีวู้ดในยุค 1950 ได้มากำกับหนังไทยแนวเมโลดราม่าที่อิงแอบอยู่กับความเชื่อทางพุทธศาสนา ผลลัพธ์ที่ออกมาก็น่าจะมีความคล้ายคลึงกับหนังเรื่อง “สันติ-วีณา”

นอกจากนี้ เขายังระบุว่า หนึ่งในจุดเด่นของหนังเรื่องนี้ ก็คือ การกำกับภาพโดย “รัตน์ เปสตันยี”

ที่มา http://www.bfi.org.uk/lff

ข่าวบันเทิง

“สันติ-วีณา” เตรียมเข้าฉายที่เชียงใหม่ รวดเดียวสองโรง! เริ่มต้น 11 สิงหาคมนี้

ภาพยนตร์ไทยเรื่อง “สันติ-วีณา” จะได้ฤกษ์เข้าฉายที่จังหวัดเชียงใหม่ ในวันพฤหัสบดีที่ 11 – พุธที่ 17 สิงหาคม ศกนี้

โดยมีตารางจัดฉายดังนี้

วันพฤหัสบดีที่ 11 – พุธที่ 17 สิงหาคม เวลา 14.30 น. ณ โรงภาพยนตร์ SF ศูนย์การค้า พรอมเมนาดา รีสอร์ท มอลล์ เชียงใหม่

 

วันพฤหัสบดีที่ 11 – วันอาทิตย์ที่ 14 สิงหาคม เวลา 17.20 น. ณ โรงภาพยนตร์ SF เมญ่า เชียงใหม่

สันติ วีณา เชียงใหม่ 2

นอกจากนี้ ทางหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ร่วมกับ ศูนย์การค้า พรอมเมนาดา รีสอร์ท มอลล์ เชียงใหม่ ได้จัดเสวนาพิเศษ “ย้อนตำนาน สันติ-วีณา หนังไทยที่หายสาบสูญ” ในวันพุธที่ 10 สิงหาคม เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป ณ โรงภาพยนตร์ SF CINEMA ชั้น 2 อาคาร B

โดยมีวิทยากรผู้เข้าร่วมการเสวนา คือ คุณสัณห์ชัย โชติรสเศรณี รองผู้อานวยการหอภาพยนตร์ คุณมะเดี่ยว ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล ผู้กำกับภาพยนตร์ คุณทิพาพร อัชนันท์ ผู้อำนวยการฝ่ายสังคม ศูนย์การค้า พรอมเมนาดา รีสอร์ท มอลล์ เชียงใหม่ ตัวแทนสังคมไทยช่วงปี 2497 และ ดร.วิโรจน์ สุทธิสีมา อาจารย์ประจำคณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมฟังได้ฟรี

ขอบคุณข้อมูลจากเพจเฟซบุ๊ก Santi-Vina

คนมองหนัง

“สันติ-วีณา” : ประสบการณ์ “พิเศษ” ของคนดูหนัง

(ปรับปรุงจากบทความในมติชนสุดสัปดาห์ 29 กรกฎาคม – 4 สิงหาคม 2559)

สองเดือนที่แล้ว มีข่าวคราวสำคัญสำหรับวงการหนังไทย เมื่อ “สันติ-วีณา” ผลงานการกำกับของ “ครูมารุต” หรือ “ทวี ณ บางช้าง” ภาพยนตร์ไทยขนาดยาวเรื่องแรกที่ไปได้รางวัลจากงานประกวดระดับนานาชาติ และหนังไทยเรื่องแรกที่ถ่ายทำในระบบ 35 ม.ม. ได้รับคัดเลือกเข้าไปฉายในสาย “คานส์ คลาสสิคส์”

ถือเป็นตัวแทนหนึ่งเดียวของไทย ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ปีล่าสุด

หลังจากฟิล์มต้นฉบับของหนังที่ลงโรงฉายเมื่อ พ.ศ.2497 เรื่องนี้ หายสาบสูญไปนานหลายทศวรรษ ก่อนจะมีการค้นพบว่าฟิล์มชุดนั้นยังถูกจัดเก็บอยู่ โดยสถาบันภาพยนตร์แห่งสหราชอาณาจักร

กระบวนการฟื้นฟูบูรณะฟิล์มต้นฉบับดังกล่าวและการแปรรูปเป็นไฟล์ดิจิตอลจึงเริ่มขึ้น ผ่านการดำเนินงานของหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน)

ล่าสุด “สันติ-วีณา” (ฉบับบูรณะ) จะได้ฤกษ์เข้าฉายแบบจำกัดโรงในเมืองไทย ระหว่างวันที่ 28-31 กรกฎาคมนี้ (แต่หากมีเสียงตอบรับที่ดีจากผู้ชม ก็น่าจะนำไปสู่การขยายรอบฉายเพิ่มเติมต่อไป) ณ โรงภาพยนตร์เอสเอฟ ซีเนม่า ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์

ผมมีโอกาสได้ชม “สันติ-วีณา” (ฉบับบูรณะ) ในรอบปฐมทัศน์ ณ โรงภาพยนตร์สกาล่า เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม และพบว่าหนังมีความน่าสนใจอยู่หลายประการ

เริ่มจากข้อแรก ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ชมหลายคนได้ตั้งข้อสังเกตไว้คล้ายๆ กัน นั่นคือ หากดูจากชื่อหนัง “สันติ-วีณา” คนส่วนใหญ่คงคาดเดาว่า พระเอกของหนังควรมีชื่อว่า “สันติ” ส่วนนางเอกน่าจะชื่อ “วีณา”

เมื่อได้รับชมภาพยนตร์ (ที่ใช้เสียงพากย์ต้นฉบับเช่นกัน) ก็ปรากฏว่านางเอกมีชื่อว่า “วีณา” จริงๆ ทว่าพระเอกกลับมีชื่อว่า “สันต์” ไม่ใช่ “สันติ”

เป็นไปได้ว่าชื่อภาษาไทยของหนัง คือ “สันติ-วีณา” นั้น ถูกแปลมาจากชื่อภาษาอังกฤษ “Santi-Vina” อีกต่อหนึ่ง

จากคำอธิบายผ่านเฟซบุ๊กของ “คุณก้อง ฤทธิ์ดี” ผู้ทำซับไตเติ้ลให้ภาพยนตร์ฉบับบูรณะ น่าเชื่อได้ว่าชื่อ “สันต์” ในบทภาพยนตร์ดั้งเดิมนั้น ถูกเขียนเป็น “Santi” ในชื่อเรื่องภาษาอังกฤษ (ด้วยวิธีการสะกดคำเลียนเสียงรากศัพท์)

แล้ว “Santi” จึงถูกแปล/แปรมาเป็น “สันติ” ในชื่อหนังภาคภาษาไทยอีกที

ภาวะแห่งการแลกเปลี่ยนหยิบยืมทางวัฒนธรรมระหว่างไทย-เทศ เช่นนี้ จะเชื่อมโยงไปยังแง่มุมโดดเด่นอื่นๆ ของ “สันติ-วีณา” ด้วย

“คุณพุทธพงษ์ เจียมรัตตัญญู” นักวิชาการประจำหอภาพยนตร์ แสดงความเห็นไว้อย่างน่าสนใจ (ผ่านทาง เฟซบุ๊ก เช่นกัน) ถึงความคลุมเครือในประวัติชีวิตของ “โรเบิร์ต จี นอร์ธ” ผู้เขียนบทประพันธ์ตั้งต้นของภาพยนตร์เรื่อง “สันติ-วีณา” รวมทั้งเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทฟาร์อีสต์ฟิล์มและโรงถ่ายหนุมานภาพยนตร์ ร่วมกับ “รัตน์ เปสตันยี”

นอร์ธยังเป็นผู้เข้าร่วมประชุมสมาพันธ์ผู้สร้างภาพยนตร์แห่งเอเชียอาคเนย์ ซึ่งได้มีมติให้จัดการประกวดภาพยนตร์นานาชาติแห่งเอเชียอาคเนย์ขึ้นในปี 2497 ที่ประเทศญี่ปุ่น

“สันติ-วีณา” ที่เป็นผลงานการสร้างของนอร์ธและรัตน์ ก็ถือกำเนิดขึ้นมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ และสามารถคว้ารางวัลจากการประกวดไปครองได้ถึงสามสาขา คือ ถ่ายภาพยอดเยี่ยม กำกับศิลป์ยอดเยี่ยม และรางวัลภาพยนตร์ที่แสดงออกถึงวัฒนธรรมของเอเชียได้เป็นอย่างดี จากสมาคมผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์อเมริกัน

แต่จากการศึกษาค้นคว้าของคุณพุทธพงษ์ พื้นเพความเป็นมาของโรเบิร์ต จี นอร์ธ ผู้เสียชีวิตก่อนหน้า “สันติ-วีณา” จะลงโรงฉายในเมืองไทยเมื่อปี 2497 กลับมีความสลับซับซ้อนยิ่งกว่านั้น

ด้านหนึ่ง ข้อมูลทางการชี้ว่านอร์ธคือผู้สร้างภาพยนตร์จากฮอลลีวู้ด แต่ข้อมูลจากอีกหลายแหล่งอ้างว่า เขาเป็น “ซีไอเอ” ที่แฝงตัวเข้ามาปฏิบัติภารกิจในเมืองไทยเมื่อปลายทศวรรษ 2490

หากเราเชื่อว่า “สันติ-วีณา” เป็นผลผลิตของซีไอเอหรือเป็นหนังโฆษณาชวนเชื่อของฝ่ายประชาธิปไตยในยุคสงครามเย็น เรื่องตลกร้ายที่ตามมาก็มีอยู่ว่า หลังจากนั้นไม่นาน หนังเรื่องนี้ได้ถูกซื้อไปฉายที่สหภาพโซเวียตและสาธารณรัฐประชาชนจีน อันเป็นสองแกนหลักของโลกคอมมิวนิสต์

อย่างไรก็ดี เมื่อมองพ้นไปจากประเด็นว่าด้วยซีไอเอและสงครามเย็น สิ่งที่คุณพุทธพงษ์เสนอไว้อย่างน่าสนใจอีกข้อ (โดยอ้างอิงจากข้อเขียนของรัตน์) ก็คือ สำหรับผู้คนยุคทศวรรษ 2490 นั้น “สันติ-วีณา” ดูคล้ายจะเป็น “หนังที่ทำมาให้ฝรั่งดูโดยเฉพาะ” (ไม่ใช่หนังไทยที่ทำให้คนไทยดู)

ผมค่อนข้างเห็นพ้องกับความคิดดังกล่าว

เพราะระหว่างนั่งชม “สันติ-วีณา” ผมรู้สึกว่านี่เป็นภาพยนตร์ที่ “คนใน” และ “คนนอก” ร่วมกันสร้างสรรค์ขึ้นมา เพื่อใช้มันเป็น “ภาพจำลอง/ภาพแทน” ให้ “คนนอก” ที่สนใจใคร่จะทำความรู้จัก “สังคมไทย” ได้รับชม

จะว่าไปแล้ว หนังเรื่องนี้ก็เทียบเคียงได้กับงานเขียนเชิง “ชาติพันธุ์วรรณนา” ที่ผลิตโดยนักวิชาการสายมานุษยวิทยา ในยุคสมัยเดียวกัน

เช่นเดียวกับเรื่องราวของหนังที่ดำเนินไปในกรอบวิธีคิดแบบ “โครงสร้างการหน้าที่นิยม” (structural-functionalism) อันทรงอิทธิพลในหมู่นักมานุษยวิทยายุคนั้น

โดยรวมแล้ว “สันติ-วีณา” คือการจำลองภาพหรือสร้างภาพแทนของสังคมไทย ผ่านการดำรงอยู่ของ “หมู่บ้านชนบท” แห่งหนึ่ง ที่ค่อนข้างโดดเดี่ยวและมิได้สัมพันธ์กับสังคมภายนอกมากนัก (พระประจำหมู่บ้านอาจออกธุดงค์ไปยังพื้นที่อื่นเพียงชั่วครั้งชั่วคราว หรือเมื่อหนุ่มสาวหัวใจขบถต้องการหลบหนีออกจากที่นี่ พวกเขาก็ไปไหนได้ไม่ไกล)

 

หมู่บ้านในหนังไม่มีแม้กระทั่งอำนาจแทรกแซงของรัฐราชการจากส่วนกลาง (แต่คนรุ่นพ่อแม่ได้ใช้ “อำนาจจารีต” มาบังคับควบคุม/สนับสนุนคนรุ่นลูกแทน)

 

มีเพียง “พุทธศาสนา” และวัฒนธรรมประเพณีต่างๆ เท่านั้น ซึ่งเป็น “อำนาจสากล” ที่แผ่ไพศาลเข้ามาเป็น “จุดศูนย์กลาง” ทางความเชื่อ และรายละเอียดปลีกย่อยรายล้อมวิถีชีวิตของผู้คนในหมู่บ้านหรืออนุจักรวาลแห่งนี้

ช่วงปลายทศวรรษ 2490 นักมานุษยวิทยาจาก “โลกตะวันตก” จำนวนไม่น้อย มักออกเดินทางมาทำการศึกษาวิถีชีวิตของผู้คนแปลกหน้า-ต่างวัฒนธรรม ที่อยู่ไกลโพ้นจากบ้านเกิดเมืองนอนของพวกเขา ก่อนจะได้ผลผลิตเป็นงานเขียนแนวชาติพันธุ์วรรณนา

ผู้คนในสังคมหมู่บ้านอันโดดเดี่ยวที่ปรากฏผ่านงานเขียนกลุ่มนั้น อาจมีภาวะของการเป็นปฏิปักษ์ระหว่างกัน ชีวิตตลอดจนสายสัมพันธ์ทางสังคม-การเมืองของพวกเขา ย่อมหลีกหนีไม่พ้นความเปลี่ยนแปลง หรือความสูญเสียนานัปการ

 

แต่พลังทางสังคมกลุ่มต่างๆ ในจักรวาลน้อยๆ จะช่วยกันขยับขับเคลื่อนและปรับเปลี่ยนตำแหน่งแห่งที่ของตัวเอง จนสามารถเสาะแสวงหาดุลยภาพ เสถียรภาพ รวมถึงความสงบสุข “ร่วมกัน” ได้ในท้ายที่สุด

 

เพราะเมื่อสมาชิกแต่ละคนในหมู่บ้านต่างปฏิบัติหน้าที่ที่ควรจะทำ โครงสร้างทางสังคมที่เปิดรับความยืดหยุ่นเปลี่ยนแปลงตามสมควร ก็ย่อมสามารถดำรงอยู่ตราบนานเท่านาน

เส้นเรื่องของ “สันติ-วีณา” ก็ดำเนินไปในทำนองนี้ กล่าวคือ แม้ในหมู่บ้านจะมีคนที่ “ถูกกระทำ” แทบตลอดชีวิต มีคนหัวสมัยใหม่เปี่ยมความฝัน ที่พลาดหวังครั้งใหญ่ในชีวิต มีความสูญเสีย และมีคนตาย

แต่ทุกคนที่หลงเหลืออยู่ต่างก็ต้องดำเนินชีวิตของตนเองอย่างเป็นปกติ หลังต่างฝ่ายต่างมีฉันทามติร่วมกัน เพื่อให้การรับรองดุลยภาพทางสังคมรูปแบบใหม่ ภายใต้จุดศูนย์กลางทางความเชื่อชนิดเดิมๆ ซึ่งจะใช้ประคับประคองหมู่บ้านแห่งนี้ต่อไป

นอกเหนือจากโครงเรื่องซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎีวิชาการร่วมสมัย องค์ประกอบที่โดดเด่นมากจริงๆ ของหนัง เห็นจะเป็นบุคลิกลักษณะของตัวละคร “วีณา” ที่ทั้งแคล่วคล่อง ปราดเปรียว เก่งกาจ กล้าหาญ และเป็น “ฝ่ายรุก” ในการสานสัมพันธ์ความรักระหว่างหนุ่มสาว

คนดูส่วนหนึ่งรู้สึกประทับใจและนำ “วีณา” ไปเทียบเคียงกับตัวละครนางเอกหนังในยุคเดียวกัน ที่ “ทัน/นำสมัย” ไม่ต่างกัน อาทิ “ยุพดี” จาก “ชั่วฟ้าดินสลาย” หรือ “เรียม” จาก “โรงแรมนรก”

อย่างไรก็ตาม ประเด็นหนึ่งซึ่งผมไม่ค่อยแน่ใจนัก คือ “วีณา” ก็ดี “ยุพดี” ก็ดี หรือ “เรียม” ก็ดี ถือเป็น “ผู้หญิงที่มาก่อนกาล” จริงหรือไม่?

หรือจริงๆ แล้ว บุคลิกลักษณะและวิธีคิดของผู้หญิง (คนชั้นกลาง-กรุงเทพฯ) ยุค 2480-2490 จะมีแนวโน้มเป็นเหมือนตัวละครเหล่านั้นอยู่แล้ว คือต้องขบถต่อปทัสถานเก่าๆ หรือหลักเกณฑ์การรักนวลสงวนตัวแบบเดิมๆ ต้องมีแนวคิดเสรีนิยม หรือกล้าเปิดเผยแสดงออกซึ่งความปรารถนาภายในให้มากขึ้น

อันเป็นผลมาจากบรรยากาศของสังคมหลังยุคเปลี่ยนแปลงการปกครอง และ/หรือบรรยากาศทางสังคมสมัยใหม่ที่เอื้อให้ผู้หญิงได้รับการศึกษา ตลอดจนมีที่ทาง “นอกบ้าน” มากยิ่งขึ้น

เราสามารถสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงทำนองเดียวกันนี้ ได้จากงานเขียนของนักประพันธ์หญิง เช่น “ร. จันทพิมพะ” หรือกระทั่งหนังสืออัตชีวประวัติอันตรงไปตรงมาของ “คุณหญิงมณี สิริวรสาร”

หรือในอีกแง่หนึ่ง บทบาทของผู้หญิงไทยยุค 2490 และย้อนขึ้นไปก่อนหน้านั้น ก็อาจจะต้องทำหน้าที่เป็น “แกนกลางหลัก” ของครอบครัวอยู่แล้ว เห็นได้จากแม่วีณาและแม่ไกร ดาวร้ายของเรื่อง ซึ่งรับบทเป็นผู้อำนวยการ/จัดการเรื่องราวสำคัญๆ (รวมถึงเป็นปากเป็นเสียง-ทะเลาะถกเถียง) ว่าด้วยประเด็นเกี่ยวกับครัวเรือนทั้งหมด

ขณะที่ฝ่ายพ่อๆ จะเป็นผู้ลงมือลงแรงอยู่ข้างนอกบ้านมากกว่า (ยกเว้นพ่อของสันต์และหลวงพ่อที่ถ้ำ ผู้ต้องทำหน้าที่เป็นทั้งพ่อและแม่ในคราวเดียว)

ถ้ามองจากแง่มุมเหล่านี้ ผู้หญิงอย่าง “วีณา” จึงอาจมิใช่ “สตรีที่มาก่อนกาล” แต่กลับกลายเป็นว่าบริบทและยุคสมัยเฉพาะทางประวัติศาตร์ต่างหาก ที่เอื้อให้เธอสามารถแสดงบทบาท “สาวมั่น” ออกมา

ชนิดที่ช่วงเวลาถัดจากนั้นอีกหลายทศวรรษ ไม่สามารถเปิดโอกาสให้ผู้หญิงรุ่นต่อๆ มา สามารถแสดงบทบาทโดดเด่นทางสังคมได้เทียมเท่า

หลายคนอาจรู้สึกว่าเนื้อหาและโครงเรื่องของ “สันติ-วีณา” ไม่มีอะไรแปลกใหม่ (ซึ่งควรจะเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว) ขณะที่หลายคนกลับหัวเราะสนุกสนานกับบทสนทนา-การแสดง อันมีความตลกขบขันแบบ “ไทยๆ” ของหนัง

อย่างไรก็ดี การตีตั๋วเข้าไปชมภาพยนตร์เรื่องนี้ ย่อมถือเป็นประสบการณ์ “พิเศษ” แน่นอน

เพียงแค่ข้อความเกริ่นนำว่าด้วยกระบวนการสืบค้นและบูรณะฟื้นฟูม้วนฟิล์มต้นฉบับของภาพยนตร์ พร้อมวรรคทองประเภท “60 ปี ที่สูญหาย, 3 ประเทศ ที่ค้นพบ, 1,700 ชั่วโมง ที่บูรณะซ่อมแซม” ก็ให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่ไม่ต่างกับการได้อ่านบทเกริ่นนำเรื่องราวของหนังชุด “สตาร์วอร์ส”

ยิ่งกว่านั้น การกำกับภาพโดย รัตน์ เปสตันยี และลักษณะเฉพาะของโทนสีสันในหนัง ก็สวยงามแปลกตาเป็นอย่างมาก

ไปๆ มาๆ คนไทยในยุคปลายทศวรรษ 2550 ก็อาจไม่แตกต่างกับคนต่างชาติช่วงปลายทศวรรษ 2490 – ต้น 2500 ผู้พากันเพ่งมองจับจ้องไปยัง “ภาพจำลอง/ภาพแทน” ของสังคมหมู่บ้านไกลโพ้นแห่งหนึ่ง

ซึ่งมีชีวิตความเป็นอยู่ผิดแผกไปจากโลกทัศน์และประสบการณ์อันจำกัดจำเขี่ยของพวกเขา/เรา

หมายเหตุ ล่าสุด “สันติ-วีณา” จะยืนโรงฉายที่เอสเอฟ เวิลด์ ซีเนม่า เซ็นทรัลเวิลด์ จนถึงวันพุธที่ 10 สิงหาคม ก่อนจะสัญจรไปพบกับคนดูหนังชาวเชียงใหม่ต่อไป

ข่าวบันเทิง

มาแล้ว! ตัวอย่างภาพยนตร์ “สันติ-วีณา” ก่อนไปร่วมเทศกาลหนังเมืองคานส์

เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม เพจเฟซบุ๊ก Santi-Vina ได้เผยแพร่ตัวอย่างภาพยนตร์ “สันติ-วีณา” หนังเก่าเมื่อ พ.ศ.2497 ฝีมือการกำกับของ “ครูมารุต” หรือ “ทวี ณ บางช้าง” อำนวยการสร้างโดย “รัตน์ เปสตันยี” ที่ได้รับการบูรณะจนเสร็จสมบูรณ์ และเตรียมจะเข้าฉายรอบปฐมทัศน์โลกที่งานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ประจำปีนี้ ในสายคานส์ คลาสสิค

คลิกชมตัวอย่างภาพยนตร์ที่นี่

คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ที่นี่

คนมองหนัง

“สันติ-วีณา” ภาพยนตร์เก่า พ.ศ.2497 หนังไทยเรื่องเดียวใน “เทศกาลคานส์ 2016”

(มติชนสุดสัปดาห์ 29 เมษายน-5 พฤษภาคม 2559)

“สันติ-วีณา” ผลงานการกำกับของ “ทวี ณ บางช้าง” หรือ “มารุต” อำนวยการสร้างโดย “รัตน์ เปสตันยี” เมื่อ พ.ศ.2497 เป็นหนึ่งในหนังเรื่องสำคัญของประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทย

ทั้งในสถานะภาพยนตร์ไทยขนาดยาวเรื่องแรกที่ได้รับรางวัลจากงานภาพยนตร์นานาชาติแห่งเอเชียอาคเนย์ ประเทศญี่ปุ่น เมื่อ พ.ศ.2497 ไปถึง 3 สาขา ได้แก่ ถ่ายภาพยอดเยี่ยม (รัตน์ เปสตันยี), กำกับศิลป์ยอดเยี่ยม (อุไร ศิริสมบัติ) และรางวัลพิเศษจากสมาคมผู้สร้างภาพยนตร์แห่งอเมริกา ในฐานะภาพยนตร์ที่แสดงออกถึงวัฒนธรรมของเอเชียได้เป็นอย่างดี

และในสถานะภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกที่ถ่ายทำด้วยฟิล์มสีขนาด 35 ม.ม.

แต่เรื่องราวภายหลังความสำเร็จหนนั้นกลับกลายเป็นปริศนาทางประวัติศาสตร์ เมื่อฟิล์มของภาพยนตร์เรื่อง “สันติ-วีณา” หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย คนไทยรุ่นหลัง (รวมถึงรุ่น 2500) จึงไม่เคยมีโอกาสได้ชมหนังเรื่องนี้

แม้จะมีข้อมูลว่าฟิล์มสำเนาของภาพยนตร์เรื่อง “สันติ-วีณา” ได้ถูกขายให้แก่สหภาพโซเวียตและสาธารณรัฐประชาชนจีน ทว่า ก็ยังไม่เคยมีใครพบเห็น (หรือพยายามสืบค้น) ฟิล์มเหล่านั้นเช่นเดียวกัน

กระทั่งใน พ.ศ.2555 “อลงกต ด้วงใหม่” นักวิจารณ์ภาพยนตร์เจ้าของนามปากกา “กัลปพฤกษ์” ขณะกำลังศึกษาระดับปริญญาเอกที่สหราชอาณาจักร ได้เดินทางไปใช้บริการห้องสมุดของสถาบันภาพยนตร์แห่งสหราชอาณาจักร (บีเอฟไอ)

ก่อนจะพบเรื่องราวอันน่าตื่นเต้นจากการสืบค้นข้อมูลว่า หนึ่งในภาพยนตร์ไทยที่ทางบีเอฟไอจัดเก็บไว้ มีรายชื่อของ “สันติ-วีณา” รวมอยู่ด้วย

อย่างไรก็ตาม ฐานข้อมูลระบุว่าบีเอฟไอได้จัดเก็บฟิล์มเสียงต้นฉบับ และฟิล์มภาพ “บางส่วน” ของหนังไทยเรื่องนี้เอาไว้เท่านั้น

อลงกตแจ้งข่าวดังกล่าวให้หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ของไทยได้รับทราบ ทางหอภาพยนตร์จึงทำการติดต่อภัณฑารักษ์ของบีเอฟไอ เพื่อสอบถามถึงเรื่องราวเกี่ยวกับฟิล์มภาพยนตร์ “สันติ-วีณา”

โดยสถาบันภาพยนตร์แห่งสหราชอาณาจักรตอบกลับมาว่า สิ่งที่บีเอฟไอจัดเก็บไว้ ก็คือ ฟิล์มต้นฉบับเสียงขนาด 35 ม.ม. จำนวน 15 ม้วน ตลอดจนเบื้องหลังและไตเติ้ลภาพยนตร์จำนวน 1 ม้วน ของหนังไทยเรื่องนี้

ทั้งนี้ บีเอฟไอได้รับฟิล์มเหล่านั้นมาจากแล็บแรงค์ฟิล์ม เมื่อ พ.ศ.2518 อย่างไรก็ดี ขณะนั้น (พ.ศ.2555) สถาบันภาพยนตร์แห่งสหราชอาณาจักร ยังไม่สามารถระบุชัดเจนได้ว่า ฟิล์มต้นฉบับภาพของ “สันติ-วีณา” นั้นอยู่ที่ใด?

ต่อมา ใน พ.ศ.2556 “สัณห์ชัย โชติรสเศรณี” รองผู้อำนวยการหอภาพยนตร์ ได้ติดต่อประสานงานกับหอภาพยนตร์แห่งชาติของรัสเซีย (Gosfilmofond) ก่อนจะได้รับคำตอบว่า มีฟิล์มสำเนาของภาพยนตร์เรื่อง “สันติ-วีณา” ถูกเก็บอยู่ที่ Gosfilmofond จริงๆ สอดคล้องกับข้อมูลเก่าที่ระบุว่าหนังเรื่องนี้เคยถูกขายให้สหภาพโซเวียต

ฟิล์มสำเนาฉบับที่ถูกเก็บรักษาไว้ในรัสเซีย อยู่ในสภาพที่สีบางสีขาดหาย มีรอยขีดข่วน แต่รูหนามเตยอยู่ในสภาพดี และฟิล์มหดประมาณ 0.4 เปอร์เซ็นต์

จึงยังสามารถนำฟิล์มสำเนาฉบับนี้มาเข้าเครื่องสแกนเพื่อทำการบูรณะได้

ปี 2557 “โดม สุขวงศ์” ผู้อำนวยการหอภาพยนตร์ และ “ชลิดา เอื้อบำรุงจิต” รองผู้อำนวยการหอภาพยนตร์ ได้รับอีเมล์จากเพื่อนนักวิชาการด้านภาพยนตร์ศึกษาชาวจีน แจ้งว่า ณ หอภาพยนตร์ของจีน ก็มีฟิล์มสำเนาของ “สันติ-วีณา” ถูกเก็บไว้อยู่อีกหนึ่งชุด

เมื่อเปรียบเทียบคุณสมบัติของฟิล์มสำเนาทั้งสองฉบับแล้ว ฉบับที่ถูกเก็บไว้ในรัสเซีย จะมีภาพออกโทนสีม่วงทั้งหมด แสดงให้เห็นว่าฟิล์มมีปัญหาเรื่องความเสื่อมของสี

ขณะที่ฉบับที่ถูกเก็บไว้ในจีน สีออกซีด มีรอยขีดข่วน แต่ที่สำคัญ คือ มีคำบรรยายภาษาจีนฝังอยู่ในเนื้อฟิล์ม ซึ่งเป็นอุปสรรคใหญ่ต่อการบูรณะ เพราะจะต้องมีการลบคำบรรยายออกจากภาพทีละเฟรม

หอภาพยนตร์จึงสรุป ณ เบื้องต้นว่า จะริเริ่มโครงการบูรณะภาพยนตร์เรื่อง “สันติ-วีณา” โดยใช้เสียงจากฟิล์มต้นฉบับที่อังกฤษ และใช้ภาพจากฟิล์มสำเนาที่รัสเซีย

อย่างไรก็ตาม ต่อมา ผู้เชี่ยวชาญด้านฟิล์มภาพยนตร์ชาวต่างประเทศ ซึ่งเป็นตัวแทนของหอภาพยนตร์ไทย ได้เดินทางเข้าไปตรวจสอบสภาพฟิล์มต้นฉบับของ “สันติ-วีณา” ที่สถาบันภาพยนตร์แห่งสหราชอาณาจักรอย่างละเอียด

ก่อนจะพบว่าความผิดพลาดในการสะกดชื่อหนังเป็นภาษาอังกฤษอย่างแตกต่างกันสองเวอร์ชั่น ได้ส่งผลให้ฟิล์มบางชุดตกสำรวจหล่นหายไปจากฐานข้อมูล

และเมื่อเข้าไปตรวจสอบที่คลังเก็บฟิล์มของสถาบันภาพยนตร์แห่งสหราชอาณาจักรโดยถี่ถ้วนแล้ว จึงพบว่ามี “ฟิล์มต้นฉบับภาพ” ของ “สันติ-วีณา” รวมทั้งหมด 15 ม้วน ความยาว 12,700 ฟุต ถูกจัดเก็บไว้เช่นกัน

สภาพของฟิล์มต้นฉบับภาพนั้น เริ่มมีเชื้อราขึ้นตามขอบฟิล์ม และบางส่วนก็ลามไปอยู่ถึงในภาพหรือถึงชั้นของฟิล์ม สีเริ่มซีดจาง อัตราการหดตัวของฟิล์มค่อนข้างต่ำ รูหนามเตยฉีกขาดเล็กน้อย ส่วนต่อฟิล์มมีการขาดจากกันบ้าง

ส่วนฟิล์มต้นฉบับเสียงยังอยู่ในสภาพดี ไม่มีความเสียหายทางเคมีใดๆ

ด้วยเหตุนี้ หอภาพยนตร์จึงตัดสินใจดำเนินการบูรณะหนังเรื่อง “สันติ-วีณา” โดยใช้ฟิล์มต้นฉบับภาพและเสียง ซึ่งถูกเก็บรักษาไว้ที่อังกฤษ เป็นฐานข้อมูลหลัก

และได้ติดต่อว่าจ้างบริษัท L”Immagine Ritrovata จากประเทศอิตาลี ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการบูรณะภาพยนตร์ด้วยระบบดิจิตอล ให้มาบูรณะ “สันติ-วีณา” เป็นไฟล์ดิจิตอล ความละเอียดระดับ 4k

ล่าสุด เมื่อวันที่ 20 เมษายน ทางเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศส ได้ประกาศข่าวดีว่า ภาพยนตร์เรื่อง “สันติ-วีณา” ฉบับบูรณะ จะได้รับเกียรติให้ฉายรอบปฐมทัศน์โลกที่เทศกาลในช่วงเดือนพฤษภาคมนี้

โดยหนังถูกจัดให้อยู่ในสาย “คานส์ คลาสสิคส์” ซึ่งจะคัดเลือกภาพยนตร์เก่าทรงคุณค่าจากทั่วทุกมุมโลก ที่ได้รับการบูรณะซ่อมแซมมาเป็นอย่างดีแล้ว ไปจัดฉาย

“สันติ-วีณา” จึงเป็นหนังไทยเพียงเรื่องเดียว ที่ถูกคัดเลือกเข้าฉายในโปรแกรมอย่างเป็นทางการของเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ประจำปีนี้

ย้อนกลับไปเมื่อ พ.ศ.2544 “ฟ้าทะลายโจร” ภาพยนตร์แนวย้อนยุคของ “วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง” ถือเป็นหนังไทยเรื่องแรกสุดที่ถูกคัดเลือกเข้าไปฉายในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์อย่างเป็นทางการ

วิศิษฏ์เปิดเผยโดยไม่ปิดบังว่า ผลงานของเขาได้รับแรงบันดาลใจมาจากหนังของ “รัตน์ เปสตันยี”

อีก 15 ปีต่อมา ภาพยนตร์ที่อำนวยการสร้างโดยรัตน์เมื่อ 62 ปีก่อน จึงมีโอกาสถูกนำไปจัดฉายในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติแห่งเดียวกัน

สำหรับผู้สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม โปรดอ่านบทความ “62 ปีที่หายไป สันติ-วีณา หนังไทยเรื่องแรกที่ได้รับรางวัลระดับนานาชาติ” โดย สัณห์ชัย โชติรสเศรณี ใน “จดหมายข่าวหอภาพยนตร์” ฉบับพฤษภาคม-มิถุนายน 2559 (ดาวน์โหลดได้ที่ http://www.fapot.org/files/images/news33_s.pdf)

ข่าวบันเทิง

“สันติ-วีณา” เป็นหนึ่งเดียวของไทยในเทศกาลคานส์ 2016 ถูกคัดเลือกเข้าฉายในสาย “คลาสสิคส์”

วันที่ 20 เมษายน เว็บไซต์เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ ได้ประกาศรายชื่อภาพยนตร์เก่าและหนังซึ่งบอกเล่าเรื่องราวของประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ ที่ถูกคัดเลือกเข้าฉายในสาย “คานส์ คลาสสิคส์” ของเทศกาลประจำปี 2016

น่ายินดีว่ามีหนังไทยหนึ่งเรื่องได้รับคัดเลือกเข้าไปฉายในสายดังกล่าวประจำปีนี้ นั่นคือ ภาพยนตร์เรื่อง “สันติ-วีณา” โดย ทวี ณ บางช้าง หรือ “มารุต”

แผ่นฟิล์มต้นฉบับของหนังที่สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2497 เรื่องนี้ ถูกดำเนินการบูรณะโดยหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน)

ก่อนหน้านี้ เป็นที่เข้าใจกันว่า ม้วนฟิล์มเนกาทีฟต้นฉบับของภาพยนตร์เรื่องนี้ได้สูญหายจากโลกไปแล้ว ต่อมา ในปี ค.ศ.2014 หรือ พ.ศ.2557 จึงได้มีการค้นพบฟิล์มต้นฉบับของหนังเรื่อง “สันติ-วีณา” ณ สถาบันภาพยนตร์แห่งสหราชอาณาจักร (บีเอฟไอ) รวมทั้งยังมีการค้นพบฟิล์มฉบับก็อปปี้ที่ถูกส่งไปฉายตามโรงภาพยนตร์ต่างประเทศ ณ หอภาพยนตร์แห่งประเทศจีน และ Gosfilmofond (ซีเนมาเธคของรัสเซีย)

จากนั้น ได้มีการนำฟิล์มต้นฉบับที่ถูกค้นพบ ณ บีเอฟไอ ไปบูรณะและสแกนเป็นไฟล์ดิจิตอล 4K ที่ L’Immagine Ritrovata Laboratory ประเทศอิตาลี

ก่อนจะถูกคัดเลือกเข้าฉายในสาย “คานส์ คลาสสิคส์ 2016”

ที่มาเนื้อหา http://www.festival-cannes.fr/en/article/62136.html

ที่มาภาพประกอบ http://saisampan.net/index.php?topic=55075.60

ข่าวบันเทิง

ตามหานักแสดง-ผู้ที่เกี่ยวข้องกับ “สันติ-วีณา” หนังไทยเก่าแก่เมื่อกว่า 60 ปีก่อน

(ขอบคุณข่าวสารดีๆ จากเพจเฟซบุ๊ก Thai Film Archive)

ตามที่ได้เริ่มมีรายงานข่าวเรื่องหอภาพยนตร์ฯ ค้นพบภาพยนตร์เรื่องสันติ-วีณา ออกไปบ้างแล้ว ขณะนี้ หอภาพยนตร์ฯ กำลังดำเนินการบูรณะภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่ โดยพยายามจะบูรณะตามหลักมาตรฐานของ สมาพันธ์หอภาพยนตร์ระหว่างชาติ (FIAF) คือการพยายามทำให้เหมือนกับต้นฉบับเมื่อครั้งออกฉายในปี 2497 ให้ได้มากที่สุด

แต่เนื่องจากระยะเวลาที่ยาวนานกว่า 60 ปี ทำให้ข้อมูลที่หอภาพยนตร์ฯ มีอยู่เกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่องสันติ-วีณา อยู่อย่างน้อยมาก หอภาพยนตร์ฯ จึงอยากจะตามหาผู้ที่เกี่ยวข้องกับภาพยนตร์เรื่องนี้ที่ยังมีชีวิตอยู่ หรือ อย่างน้อยญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงคนรู้จัก ที่รู้จักท่านเหล่านี้เป็นอย่างดี และ สามารถให้ประวัติของบุคคลผู้ทรงเกียรติเหล่านี้ได้

เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว หอภาพยนตร์ฯ ได้เข้าไปสัมภาษณ์พูดคุยกับคุณปง อัศววินิจกุล ช่างบันทึกเสียงคนสำคัญของประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทย และเป็นผู้ก่อตั้งห้องเสียงรามอินทราในเวลาต่อมา ปัจจุบัน คุณปง อายุ 86 ปี คุณปง เป็นหนึ่งในทีมงานสร้างภาพยนตร์เรื่องสันติ-วีณา ซึ่งในขณะนั้นท่านมีอายุเพียง 23 ปี เท่านั้น (ตอนนั้น ท่านเป็นเด็กในบ้านของคุณรัตน์ เปสตันยี ผู้กำกับภาพและเจ้าของหนุมานภาพยนตร์ บริษัทผู้สร้างภาพยนตร์เรื่องสันติ-วีณา) คุณปงได้เล่าเรื่องราวในกองถ่าย เท่าที่พอจะจำได้ให้ทีมงานของหอภาพยนตร์ฯ ได้ฟัง ซึ่งถึงแม้จะเป็นข้อมูลจากความทรงจำ ที่อาจจะพร่าเลือนไปตามเวลาที่ผ่านไป แต่บางส่วนก็เป็นข้อมูล ที่ช่วยจุดประกายให้หอภาพยนตร์ฯ นำไปศึกษาต่อยอดต่อไปได้

หากท่านผู้ใดรู้จัก คุณอนุฉัตร์ (ไม่ระบุนามสกุล ซึ่งรับบทเป็นวีณา ในวัยเด็ก) และ คุณดลพิบูลย์ ทุมมานนท์ (ผู้รับบทเป็นไกร ในวัยเด็ก) ซึ่งทั้ง 2 ท่านนี้ น่าจะมีชีวิตอยู่ (น่าเสียดายว่า คุณวีระชัย แนวบุญเนียร ผู้รับบทเป็นสันติในวัยเด็กได้เสียชีวิตไปแล้ว)

และ ผู้ใดรู้จักคนนามสกุล บุญยรัตพันธุ์ และ บัวพันสาย ซึ่งได้รับบทสำคัญในเรื่อง

วีณาและสันติวัยเด็ก
คุณอนุฉัตร์ ไม่ระบุนามสกุล รับบทเป็นวีณาในวัยเด็ก และคุณวีระชัย แนวบุญเนียร ผู้รับบทเป็นสันติในวัยเด็ก ซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว
ไกรวัยเด็ก
คุณดลพิบูลย์ ทุมมานนท์ ผู้รับบทเป็นไกรในวัยเด็ก

ขอให้ติดต่อมาที่หอภาพยนตร์ฯ โดยจะติดต่อมาทาง facebook Thai Film Archive หรือ โทรมาที่หอภาพยนตร์ หมายเลข 02-482-2013-14 ต่อ 111

หมายเหตุ สันติ-วีณา เป็นภาพยนตร์ไทย ที่ออกฉายในปี พ.ศ. 2497 ระบบ 35 ม.ม. ไวด์สกรีน สีอีสต์แมน (เสียงจริงขณะถ่ายทำ) ผลงานชิ้นแรกของบริษัท หนุมานภาพยนตร์ โดย รัตน์ เปสตันยี ซึ่งเป็นทั้งผู้อำนวยการสร้าง, ถ่ายภาพและลำดับภาพ สร้างเพื่อส่งประกวด ในงานภาพยนตร์นานาชาติแห่งเอเชีย-แปซิฟิก ครั้งที่ 1 ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อ พ.ศ. 2497 บทประพันธ์โดย โรเบิร์ด จี นอร์ท เขียนบทโดย คุณาวุฒิ กำกับโดย มารุต และบันทึกเสียงโดย ปง อัศวินิกุล