จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

อำลา “เจ้าเงาะ” – เปิดตัว “พยนตรา”

“เงาะ” ในสังคมไทย จาก “สังข์ทอง” ถึง “คนัง”

หลังจากฉาก “พระสังข์ถอดรูปและเริ่มตีคลี” ออกอากาศ นั่นก็ย่อมหมายความว่าบทบาทของตัวละคร “เจ้าเงาะ” ใน “สังข์ทอง 2561” จะต้องลดความสำคัญหรือสิ้นสุดยุติลง

ในการนี้ เลยอยากจะขออำลา “เจ้าเงาะ” ด้วยความรู้เกี่ยวกับ “เงาะ” ในสังคมไทย ซึ่งอ่านเจอมาจากบทความ “คนอื่น” ในผืนดินตน : การเดินทางกับการจำแนกชาติพันธุ์ของราษฎรสยามตามถิ่นฐาน ระหว่าง พ.ศ.2428-2453 ในหนังสือ คนไทย/คนอื่น : ว่าด้วยคนอื่นของความเป็นไทย โดย ธงชัย วินิจจะกูล

คนไทยคนอื่น

คำว่า “เงาะ” ในภาษาไทยมีสามความหมาย

ความหมายแรก ใช้เรียกคนพื้นเมืองดั้งเดิม (โอรัง อัสลี) กลุ่มหนึ่ง ที่รู้จักกันในนาม “ซาไก” ซึ่งอาศัยบนคาบสมุทรมลายู ส่วนใหญ่อยู่ตามชายป่าหรือในป่าเขตจังหวัดพัทลุงและตรัง

คนไทยทั่วไปสนใจไปที่สีผิวค่อนข้างดำและผมหยิกหนาของคนเหล่านี้

ความหมายที่สอง ใช้เรียกผลไม้ชนิดหนึ่งที่มีขน เปลือกหนาและสีแดงเข้ม มีถิ่นกำเนิดในคาบสมุทรมลายูเช่นกัน

ทั้งนี้ “เงาะ” ในความหมายแรกน่าจะเกิดจากการสร้างคำจากความหมายที่สอง โดยการเทียบเคียงลักษณะเด่นตามที่รับรู้ทั่วๆ ไป

ความหมายที่สาม คือ ตัวละครในวรรณคดีเอกของไทยเรื่อง “สังข์ทอง” ซึ่งมีที่มาจากนิทานพื้นบ้านไทย/ลาว เป็นเรื่องของเจ้าชายผู้ไม่ยอมเปิดเผยตัวตนและหน้าตาแท้จริง เดิมทีซ่อนตัวในหอยสังข์ จึงเรียกกันว่า “พระสังข์” ต่อมาได้ซ่อนรูปในร่างชายอัปลักษณ์ที่เรียกว่า “เจ้าเงาะ” (เพราะมีลักษณะคล้าย “เงาะ” ในความหมายแรก) จนถูกพระราชาและเจ้าชายองค์อื่นๆ ตัดสินประเมินจากรูปลักษณ์ภายนอก และพากันขับไล่กลั่นแกล้งพระสังข์/เจ้าเงาะด้วยวิธีการต่างๆ นานา

แต่สุดท้าย พระสังข์ก็ได้พิสูจน์ว่าตนมีบุญบารมีเหนือกว่าตัวละครเหล่านั้น

นอกจาก “เจ้าเงาะ” ใน “สังข์ทอง” “เงาะ” อีกคนที่สังคมไทยรู้จักกันดี ก็คือ “คนัง”

ด้านหนึ่ง “คนัง” คือมหาดเล็กชาวซาไก ผู้เป็นต้นเรื่องของบทละครพระราชนิพนธ์เรื่อง “เงาะป่า” ในรัชกาลที่ 5

คนัง เจ้าเงาะ
ภาพจากเพจเฟซบุ๊ก The National Gallery of Thailand 

แต่อีกด้าน “คนัง” ก็เคยถูกจับแต่งกายเป็น “เจ้าเงาะ” ตัวละครใน “สังข์ทอง” เพื่อถ่ายรูปและมีการอัดภาพดังกล่าวออกวางจำหน่าย

ครั้งหนึ่ง มีการตีพิมพ์หนังสือบทละครพระราชนิพนธ์เรื่อง “เงาะป่า” โดยใช้ภาพปกเป็น “คนัง” ขณะสวมบทบาทเป็น “เจ้าเงาะ” ในสังข์ทอง มาแล้ว

เปิดตัว “พยนตรา 2561”

หลังเสร็จศึกตีคลี ละคร “สังข์ทอง” เวอร์ชั่น 2550 และ 2561 จะมีตัวละครฝ่ายร้ายที่ถูกสร้างเสริมเพิ่มเติมขึ้นมา (ผิดแผกจากฉบับวรรณคดี) นั่นคือ “พยนตรา”

พยนตรา บอย
ภาพจาก http://www.boysapolclub.com/

ในเวอร์ชั่นที่แล้ว ตัวละคร “พยนตรา” รับบทโดย “บอย สพล ชนวีร์” หรือ (ปิยะรัชต์ อรรถกรศิริโพธิ์ – พี่ชายบี มาติกา)

ส่วนในเวอร์ชั่นใหม่ ผู้จะมารับบทเดียวกัน คือ “สุกฤษฏิ์ สงแก้ว” นักแสดงหน้าใหม่วัยเพียง 17 ปี

Advertisements
ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

ธงชัย วินิจจะกูล ว่าด้วย “ประวัติศาสตร์-ความต่อเนื่อง-การแทนที่-ฟิล์มภาพยนตร์”

ต้นเรื่อง

“…อาจารย์สายชล (สัตยานุรักษ์ – บล็อกคนมองหนัง) เข้าใจว่าการแทนที่หมายถึงกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่สิ่งใหม่เข้าแทนที่สิ่งเก่าอย่างรวดเร็วฉับพลัน ส่วนความต่อเนื่องหมายถึงเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างช้า ๆ ขยับปรับตัวเป็นวิวัฒนาการในสังคมนั้นเอง อาจารย์สายชลยังเห็นว่าลักษณะแรกเกิดกับสังคมฝรั่ง ลักษณะหลังเกิดกับสังคมไทย อย่างแรกคือพวกที่เน้นว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นผลจากปัจจัยภายนอก ส่วนอย่างหลังเป็นผลของการคลี่คลายภายใน อาจารย์สายชลจึงวิพากษ์ผมว่า เอาทฤษฎีวิธีการฝรั่งมาใช้กับสังคมไทย…”

ประวัติศาสตร์-ความต่อเนื่อง-การแทนที่-ฟิล์มภาพยนตร์

“…ขอยกตัวอย่างที่ไม่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทยเลย แต่เพื่อเป็นอุปมาว่าความต่อเนื่องกับการแทนที่นั้นบางกรณีอาจเป็นกระบวนการเดียวกันสนิท แยกไม่มีทางได้ ความต่างกลับอยู่ที่แง่มุมและวิธีการของตัวผู้ศึกษาเอง

“ผู้อ่านทุกท่านเคยดูภาพยนตร์จอใหญ่มาแล้วทั้งนั้น คงไม่มีใครเถียงว่าความเคลื่อนไหวบนจอภาพยนตร์มีลักษณะต่อเนื่องราบเรียบ แต่ผู้พอมีความรู้พื้น ๆ ย่อมรู้ดีว่าความต่อเนื่องบนจอนั้น แท้ที่จริงแล้วเป็นผลของการที่ภาพนิ่งในกรอบต่าง ๆ กันบนแผ่นฟิล์มภาพยนตร์เข้ามาแทนที่กรอบก่อนหน้าในอัตราเร็วเกินกว่าสายตามนุษย์จะจับการเข้าแทนที่นั้นได้

“คิดในทางกลับกัน การเคลื่อนไหวของเวลาซึ่งดูเหมือนต่อเนื่องราบเรียบไปเรื่อย ๆ ครั้นถูกบันทึกด้วยฟิล์มภาพยนตร์เพื่อจะนำกลับมา ‘ถ่ายทอด’ (represent) อีกทีในภายหลัง กลับต้องบันทึกด้วยการทำให้ความต่อเนื่องนั้นแตกออกเป็นภาพนิ่งจำนวนมากบนสายฟิล์มยาวเหยียด

“ความต่อเนื่องหรือการแทนที่ในเวลาต่อมาจึงมีอีกปัจจัยมาเกี่ยวข้อง ได้แก่ เครื่องฉายภาพยนตร์ หรือเครื่องมือที่มาทำหน้าที่ถ่ายทอดความสัมพันธ์ระหว่างความจริงต่าง ๆ กับการถ่ายทอดต่าง ๆ วิธี และเครื่อง/ผู้สังเกตการณ์หลายชนิด

“จากตัวอย่างนี้อาจจัดสัมมนาได้เต็มวัน ในที่นี้ผมต้องการชี้ให้เห็นประเด็นเดียวว่า (สิ่งที่เรียกว่า) การแทนที่และความต่อเนื่องบางทีเป็นเรื่องเดียวกันก็มี ถ้าคิดว่าอุปมานี้ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับกระบวนท่าการเปลี่ยนแปลงของประวัติศาสตร์เลย ก็ต้องขอให้คิดให้ดี ๆ ก่อน…”

ส่วนหนึ่งของบทความ “อย่าดูเบาวิธีวิทยา : ตอบอาจารย์สายชล” ในหนังสือ “โฉมหน้าราชาชาตินิยม : ว่าด้วยประวัติศาสตร์ไทย” โดย ธงชัย วินิจจะกูล (สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน)

คนมองหนัง

ข้อสังเกตสั้นๆ หลังได้ชมหนังเรื่อง “ดาวคะนอง”

ดาวคะนอง (อโนชา สุวิชากรพงศ์)

ถูกชวนให้ไปดูหนังเรื่องนี้ในรอบพิเศษ เพื่อรำลึกวาระ 40 ปี 6 ตุลาฯ ต้องขอขอบคุณทีมงานผู้สร้างมา ณ ที่นี้ ด้วยครับ

เมื่อได้ดูหนังแล้ว ก็พบว่าเป็นงาน “ยาก” มากๆ ที่จะเรียบเรียง-ประมวลความคิดออกมา เพื่อเขียนถึงหนังเรื่องนี้อย่างเป็นระบบ

เลยคิดว่า คงยังไม่เขียนบทความถึง “ดาวคะนอง” อย่างเป็นทางการ จนกว่าจะได้ดูซ้ำอีกอย่างน้อยสักหนึ่งรอบในช่วงปลายปี ที่หนังจะเข้าฉายในเชิงพาณิชย์

ดังนั้น ที่จะเขียนต่อไปนี้ จึงเป็นเพียงข้อสังเกต-ความรู้สึกสั้นๆ ที่กระจัดกระจาย และไม่เป็นระบบระเบียบเท่าไหร่ครับ

หนึ่ง

“40 ปี พวกเขาไม่ได้จากไปเลย ไม่ได้จากพวกคุณ แม้กระทั่งคุณที่อายุ 20 ต้นๆ เพราะคนที่จากไปทุกชีวิต ล้วนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตพวกเราแต่ละคน ไม่ใช่แค่อยู่ในความทรงจำ แต่เราเป็นเราทุกวันนี้ได้ เพราะมีคนที่เสียสละเหล่านั้น ทำให้เกิดและเป็นอยู่ทุกวันนี้ พวกเขาให้โอกาสแก่ผมที่จะมีชีวิตอยู่ เขาผลักดันให้สังคมไทยได้เป็นอย่างที่เป็น ส่วนเล็กๆ น้อยๆ ของพวกเขาอยู่ในชีวิตของทุกคน แม้คนรุ่นหลังที่เกิดไม่ทันเหตุการณ์ เราทุกคนเป็นเราได้ เพราะคนที่เสียสละชีวิตในเช้านั้นทุกคนและอีกหลายคนที่มุ่งมั่นกระทำการด้วยความหวังและความศรัทธาที่ต้องการให้สังคมไทยดีขึ้น เขาเหล่านั้นถามเราและเตือนเราอยู่เสมอว่า ถ้าสมัครใจจะใช้ชีวิตทำนองนี้ ดื้อ รั้น เสี่ยง ต้องกล้าเผชิญความทุกข์ยากขวากหนามลำเค็ญ เราจึงจะยืนเด่นโดยท้าทาย”

ธงชัย วินิจจะกูล, ปาฐกถา “คนยังคงยืนเด่นโดยท้าทาย” 6 ตุลาคม 2559 ที่หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

http://prachatai.com/journal/2016/10/68230

ผมคิดว่าคำกล่าวช่วงท้ายๆ ก่อนจบปาฐกถาดังกล่าวของอาจารย์ธงชัย น่าจะมีความสอดคล้องกับความตั้งใจของคุณอโนชาระหว่างเขียนบท-ถ่ายทำ “ดาวคะนอง” อยู่ไม่น้อย

คือ ส่วนเล็กๆ น้อยๆ ของอดีตที่เป็นบาดแผลนั้นแฝงฝังอยู่ในชีวิตของทุกคน แม้แต่คนที่เกิดไม่ทันเหตุการณ์ หรือคนที่ไม่คิดว่าตัวเองจะมีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์

เพียงแต่ว่าวิธีการเปิดเผยสิ่งที่แฝงเร้นอยู่ อาจไม่จำเป็นจะต้องกระทำผ่านการรำลึก 6 ตุลาฯ แบบที่เราๆ คุ้นชินกัน

สอง

คีย์สำคัญตอนต้นเรื่อง ที่ช่วยอธิบายวิธีการเล่าเรื่องของหนังได้ดีระดับหนึ่ง ก็คือ การตั้งคำถาม/ข้อเสนอแนะของตัวละครแม่บ้านที่พูดกับนักเขียนหญิง (คนเดือนตุลา) และผู้กำกับภาพยนตร์สาว ซึ่งกำลังสัมภาษณ์นักเขียน เพื่อเขียนบทภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นจากชีวิตจริงของเธอ ว่า ก็ในเมื่อจะทำหนังเกี่ยวกับนักเขียน ทำไมถึงไม่ให้นักเขียน เขียนบท/เรื่องราวของตัวเองซะเลยล่ะ?

น่าคิดต่อว่า ถ้าให้นักเขียนหญิง/คนเดือนตุลา เขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้ เรื่องราวของมันก็คงจะวนเวียนอยู่กับประวัติศาสตร์การต่อสู้ของนักศึกษาปัญญาชน การตกเป็นเหยื่อ และการทนอยู่ในสังคมไทยอันโหดเหี้ยมไม่ได้ ดังที่เราคุ้นเคย (และปรากฏเป็นส่วนเสี้ยวเล็กๆ ใน “ดาวคะนอง”)

แต่พอลองให้เรื่องราวความทรงจำที่ว่าถูกเขียนโดยผู้กำกับภาพยนตร์สาว/คนรุ่นหลัง ความทรงจำก็ถูกนำเสนอผ่านแง่มุมอันกระจัดกระจาย

บางส่วนส่องสะท้อนซึ่งกันและกัน บางส่วนเชื่อมต่อกัน บางส่วนทับซ้อนกันอยู่ บางส่วนปริ/แปลกแยกจนแทบไม่รู้ว่ามันเกี่ยวข้องกับส่วนอื่นๆ ยังไง และหลายๆ ส่วน ไม่ได้มีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ อย่างแน่ชัดเป็นรูปธรรม

จนเอาเข้าจริง เราสามารถพิจารณาสถานะของ “ดาวคะนอง” ว่าเป็นทั้ง “หนังว่าด้วยความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ” และหนังที่เล่นกับประเด็น “การเมืองเรื่องความทรงจำ” โดยหยิบยืม 6 ตุลาฯ มาเป็นจุดตั้งต้นเล็กๆ เพียงเท่านั้น

ผมคงจะเขียนถึงภาพรวมของหนังแค่นี้ก่อน

จากนี้ จะขอลงรายละเอียดยิบๆ ย่อยๆ ที่ไม่ใช่ประเด็นหลัก แต่มันตรงกับความชอบ ความสนใจส่วนตัว หรือคลิกกับความหมกมุ่นบางอย่างของผมพอดี

สาม

เริ่มจากตัวละครนักเขียนหญิง/คนเดือนตุลา (รับบทโดยคุณรัศมี เผ่าเหลืองทอง) จุดหนึ่งที่ผมลองจินตนาการเล่นๆ ก็คือ เออ! ณ ปัจจุบัน ตัวละครรายนี้จะเป็นคนรุ่น 6 ตุลาฯ ขั้วเหลือง/สลิ่ม หรือขั้วแดงวะ?

ดูเหมือนคำตอบอาจมีแนวโน้มเป็นอย่างแรกมากกว่าอย่างหลัง ถ้าอ้างอิงจากตอนที่เธอให้สัมภาษณ์กับตัวละครผู้กำกับสาว โดยบอกทำนองว่าคนยุคเธอออกมาประท้วงด้วยใจ ด้วยความหวังที่จะเปลี่ยนแปลงสังคม ไม่ได้ถูกจ้างให้ออกมาประท้วง

สี่

จุดหนึ่งที่ผมชอบมากใน “ดาวคะนอง” ก็คือ วิธีการนำเสนอภาพลักษณ์ “ผิวพรรณ” ของนักแสดง (หญิง) ในหนัง (เข้าใจว่าหลายๆ คนแทบไม่ได้แต่งหน้า) ที่ดิบกร้านและเผยให้เห็นไฝฝ้าริ้วรอยต่างๆ อย่างชัดเจน เช่น คุณวิศรา วิจิตรวาทการ ซึ่งเป็นตัวละครหลักในช่วงครึ่งเรื่องแรก ที่เราจะเห็นตั้งแต่ไฝไปจนถึงปานของเธอ

อีกจุดที่ชอบเกี่ยวกับคุณวิศราคือฉากที่เธอร้องเพลง “ดวงจันทร์” ผลงานการแต่งของหลวงวิจิตรวาทการ ซึ่งเป็นบรรพบุรุษในชีวิตจริงของตัวเธอเอง เข้าใจว่านี่เป็นหนึ่งในการเล่นกับภาวะส่องสะท้อน/ทับซ้อนบางอย่าง อันเป็นกระบวนท่าหลักสำคัญของหนังเรื่องนี้

ห้า

ประมาณครึ่งหลังของหนัง เมื่อดาราใหญ่ๆ (เพ็ญพักตร์, ทราย เจริญปุระ, สายป่าน, เป้ อารักษ์) เริ่มปรากฏกายขึ้น พร้อมโครงสร้างที่คล้ายจะผลิตซ้ำ/ขยายความเรื่องราวในครึ่งแรก ผมเริ่มรู้สึกใจชื้นว่า หนังคงดูง่าย หรือจับตัวเป็นกลุ่มก้อนมากขึ้น แต่เปล่าเลย (555) การปรากฏขึ้นของกลุ่มนักแสดงมืออาชีพ กลับมีสถานะเป็นอีก “ชั้นหนึ่ง” ของ “เรื่องราวหลากหลายชั้น” ภายใน “ดาวคะนอง” และยิ่งทำให้หนังมีความสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้นไปอีก

หก

แน่นอน กลายเป็นว่า ไปๆ มาๆ ตัวละครที่โดดเด่นมากๆ แบบสุดๆ ก็คือ น้องแม่บ้านในช่วงแรก ที่ปรากฏตัวอยู่ในแทบทุก “ชั้น” ของหนัง โดยสถานภาพของเธอได้พลิกแพลงกลับกลายไปเรื่อยๆ กระทั่งกลายเป็น “แม่ชี” โน่นเลย

ไม่มีคำอธิบายชัดๆ ถึงสาเหตุแห่งความแปรเปลี่ยนพลิกผันในตัวตนของเธอ

ทว่า ตัวตนอันหลากหลายดังกล่าว อาจช่วยขับเน้นถึงสิ่งที่อาจารย์ธงชัยพูดไว้ (ก่อนหน้า “ดาวคะนอง” จะฉายรอบปฐมทัศน์ในเมืองไทย เพียงไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง)

นั่นคือ “…เพราะคนที่จากไปทุกชีวิตล้วนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตพวกเราแต่ละคน ไม่ใช่แค่อยู่ในความทรงจำ แต่เราเป็นเราทุกวันนี้ได้ เพราะมีคนที่เสียสละเหล่านั้น ทำให้เกิดและเป็นอยู่ทุกวันนี้ พวกเขาให้โอกาสแก่ผมที่จะมีชีวิตอยู่ เขาผลักดันให้สังคมไทยได้เป็นอย่างที่เป็น ส่วนเล็กๆ น้อยๆ ของพวกเขาอยู่ในชีวิตของทุกคน…”

สำหรับผม ตัวตนอันหลากหลายของ “น้องแม่บ้าน” จึงอาจเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึง “ชีวิตของทุกคน” ในสังคมไทยยุคปัจจุบัน ที่บรรจุไว้ซึ่งส่วนเสี้ยวเล็กๆ น้อยๆ ของประวัติศาสตร์บาดแผล 6 ตุลาฯ

ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

“ตลกล้อเลียนอำนาจ” ยังมีอยู่ในละครจักรๆ วงศ์ๆ ไทย

ในส่วนหนึ่งของปาฐกถา “งานทางปัญญาในสังคมอับจนปัญญา” ที่สถาบันปรีดี พนมยงค์

อาจารย์ธงชัย วินิจจะกูล ตั้งข้อสังเกตกรณี “นักแสดงตลกเสียดสี” ในสังคมไทย ดังที่เว็บไซต์ประชาไทได้เก็บความเอาไว้ว่า

“ความแตกต่างระหว่างหม่ำ จ๊กม๊ก กับพวก จอห์น วิญญู, จอห์น โอลิเวอร์, จอน สจ๊วต คือ อย่างแรกเป็นนักแสดงตลก อย่างหลังคือนักแสดงตลกเสียดสี ซึ่งอย่างหลังนี้ไม่เห็นในผังรายการทีวีไทย แต่สำหรับสังคมฝรั่งพวกนี้อยู่ในรายการช่วงไพรม์ไทม์

 

“การแสดงตลกของไทยมีแบบแผนการพัฒนาเหมือนกับทั่วโลก นั่นคือ มีตลกผู้ดีกับชาวบ้าน ลักษณะที่ต่างกันระหว่างสองอย่างนี้ คือ อะไรล้อเล่นได้และอะไรห้ามล้อเล่น ตรงนี้ไทยไม่เหมือนกันกับประเทศตะวันตก การล้อเลียนอำนาจได้แก่ เจ้า พระ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นเรื่องปกติในวัฒนธรรมชาวบ้านในทุกสังคม ล้อเป็นประจำพร้อมๆ กับเคารพนับถือด้วย ซึ่งจะอธิบายก็ดูจะยาวเกินไปว่าทำไมชาวบ้านสามารถจัดการความย้อนแย้งนี้ได้ ตัวอย่างที่รู้จักกันดีคือ ศรีธนญชัย

 

“แคทธารีน โบวี่ พบว่าพระเวสสันดรชาดกเวอร์ชั่นชาวบ้าน นอกจากการให้ทานแล้วยังล้อเลียนทำให้อำนาจเป็นเรื่องตลก ดังนั้นตัวเด่นมากคือ ชูชก ในวัฒนธรรมของชนชั้นสูงโดยเฉพาะอยุธยา-กรุงเทพฯ โบวี่พบว่ามันกลยเป็นเวอร์ชั่นที่ชูชกเป็นคนน่าเกลียด อัปลักษณ์และสมควรถูกประณาม วัฒนธรรมล้อเลียนอำนาจอยู่ในวัฒนธรรมทั้งแบบของผู้ดีและแบบของชาวบ้านในช่วงก่อนยุคสมัยใหม่ แต่เมื่อเกิดการขยายตัววัฒนธรรมมาตรฐานเมื่อร้อยกว่าปีที่ผ่านมานี้ มันได้เบียดขับให้วัฒนธรรมชาวบ้านเป็นวัฒนธรรมที่ต่ำกว่าของกรุงเทพฯ ซึ่งไม่มีการล้อเลียนอำนาจ มันจึงกลายเป็นมาตรฐานปัจจุบันที่ตลกไทยไม่ใช่ตลกเสียดสีล้อเลียนอำนาจ ประเด็น เจ้า พระ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ กลายเป็นเรื่องเกินขอบเขต ตลกของสังคมไทยสมัยใหม่ถูกจำกัดกรอบ มีแดนที่ห้ามละเมิดมากมายเหลือเกิน จึงกลายเป็นแค่ตลกโปกฮา มีแพทเทิร์นหลักอยู่ 2 แบบ คือ 1. ความโง่ เซ่อเซอะ เปิ่นเชยของคนบ้านนอก คนกลุ่มน้อย คนช้ำต่ำ 2. เอาความเบี่ยงเบนผิดเพี้ยนจากภาวะที่ถือว่าปกติมาทำให้เป็นเรื่องตลก เช่น คนพิการ คนไม่สมประกอบ กระเทย คนจีนที่พูดไทยไม่ชัด เป็นต้น ทั้งนี้แดนหวงห้ามที่เป็นสากลสำหรับตลกทั่วโลก คือ เรื่องเพศ แต่แดนหวงห้ามของไทยคือ อำนาจของชนชั้นสูง ตลกไทยไม่เสียดสีขนบของสังคม มีเพียงบางคนที่ทำเป็นบางครั้ง”

(ที่มา http://prachatai.com/journal/2016/09/68064)

อาจสรุปข้อสังเกตส่วนนี้ของอาจารย์ธงชัยได้ว่า

หนึ่ง อุตสาหกรรมบันเทิงไทย ไม่มีพื้นที่-เวลาให้แก่ “นักแสดงตลกเสียดสี”

สอง การแสดงตลกเสียดสีผูกพันอยู่วัฒนธรรมชาวบ้าน ที่มีกลไกในการ “ล้อเลียนอำนาจ” แต่สำหรับกรณีของไทย การขยายตัวของวัฒนธรรมมาตรฐานแบบกรุงเทพฯ เมื่อร้อยกว่าปีก่อน ได้ส่งผลให้วัฒนธรรมการเสียดสีผู้มีอำนาจแบบชาวบ้าน ถูกลบหายตามไปด้วย

สาม “นักแสดงตลกเสียดสี” อาจมีอยู่ในสังคมไทยร่วมสมัย แต่ไม่ได้อยู่ในรายการทีวีช่วงไพรม์ไทม์ โดยคนเหล่านี้ ตามทัศนะของอาจารย์ธงชัย ก็ได้แก่ จอห์น วิญญู และ โน้ส อุดม (ชื่อหลังถูกระบุถึงในคลิปปาฐกถา) เป็นต้น

แม้ว่าผมจะเห็นด้วยกับเนื้อหาโดยรวมของปาฐกถาดังกล่าว แต่ผมกลับมีความเห็นแย้งต่อข้อสังเกตกรณี “นักแสดงตลกเสียดสี” ของอาจารย์ธงชัยอยู่นิดๆ

จากการเป็น “แฟนละครจักรๆ วงศ์ๆ” ผมรู้สึกว่าอุตสาหกรรมบันเทิงไทยหรือวงการโทรทัศน์ไทย ยังมีที่ทางให้กับ “เรื่องตลกเสียดสีอำนาจ”

เพราะเรื่องตลกแนวนั้นถูกนำเสนอในละครจักรๆ วงศ์ๆ ซึ่งมีที่มาจากวัฒนธรรมชาวบ้าน (ที่ไม่ได้ถูกลบหายไปเสียหมด) และแม้ละครประเภทนี้จะไม่ได้อยู่ในช่วงไพรม์ไทม์ค่ำ แต่ก็แพร่ภาพในช่วงเวลาเช้าวันเสาร์-อาทิตย์ ซึ่งจัดเป็น “เวลาทอง” ของวงการทีวีเช่นกัน ส่งผลให้ละครจักรๆ วงศ์ๆ กลายเป็นรายการมีเรตติ้งสูงอันดับต้นๆ ในสมรภูมิการแข่งขันยุคทีวีดิจิทัล

แน่นอนว่า ในมุมมองของผม “นักแสดงตลกเสียดสี” ที่อาจเข้าถึงคนดูระดับชาวบ้าน เสียยิ่งกว่า “นักแสดงตลกเสียดสีคนชั้นกลางกรุงเทพฯ” เช่น จอห์น วิญญู และ โน้ส อุดม ก็คือ เหล่านักแสดงสมทบ (เรื่อยไปจนถึงตัวละครแอนิเมชั่นแบบหยาบๆ) ทั้งหลายในละครจักรๆ วงศ์ๆ นั่นเอง

ลองไปชมตัวอย่างของฉาก “ตลกเสียดสี” ในละครประเภทนี้กัน

โดยตัวอย่างที่ผมใช้ นำมาจากละครสองเรื่อง คือ “จันทร์ สุริยคาธ” และ “แก้วหน้าม้า” ซึ่งตามความเห็นส่วนตัว นี่เป็นละครจักรๆ วงศ์ๆ ที่ล้อเลียนอำนาจได้อย่างน่าสนใจที่สุด ในช่วงทศวรรษหลัง

1. เมื่อรากหญ้ามีฤทธิ์ เสกให้เทวดามีหาง

(นาทีที่ 29.14-30.58)

2. ตัวตลกและบัลลังก์ ณ อินทปัถบุรี

(นาทีที่ 16.45-18.50)

3. เมื่อเทวดาสิ้นฤทธิ์สิ้นเครื่องทรง

(นาทีที่ 15.41-17.07, 18.18-20.18 และ 35.36-36.55)

(นาทีที่ 2.56-4.05, 5.44-8.42 และ 12.00-13.07)

4. อิทธิฤทธิ์พี่อีโต้

(นาที่ 2.39-6.46)

5. ใบหน้าใหม่ของท้าวภูวดล

(นาทีที่ 28.04-32.50)

นี่อาจเป็นการโต้แย้งในระดับ “ข้อมูล” แต่ผมยังเชื่อว่าการได้มองเห็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างกว้างขวางรอบด้านขึ้น อาจส่งผลให้การประมวลความคิดรวบยอดเปลี่ยนแปลงไปบ้าง ไม่มากก็น้อย