คนมองหนัง

ไม่มี “อนาคต” ใน “Ten Years Thailand” ?

ไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้ในรอบปฐมทัศน์ประเทศไทย ณ โรงภาพยนตร์สกาล่า เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม แต่มีโอกาสไปนั่งดู “Ten Years Thailand” ที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติสิงคโปร์ เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา (วันเดียวกับที่หนังผ่านเซนเซอร์พอดี)

บันทึกชิ้นนี้เลยอาจจะไม่ได้กล่าวถึงงานฉายหนัง “Ten Years Thailand” ในฐานะกิจกรรมทางการเมือง ณ วันปลดล็อกการเมืองปลายปี 2561 ก่อนการเลือกตั้งต้นปี 2562 แต่คงพูดถึงมันในฐานะ “หนัง -การเมือง- ไทย” เรื่องหนึ่ง (แถมด้วยปฏิกิริยาบางอย่างจากคนดูต่างชาติ)

ขออนุญาตเขียนถึงหนังสั้นแต่ละตอน ก่อนจะสรุปภาพรวมของ “Ten Years Thailand” ทั้งเรื่องในหัวข้อสุดท้าย ดังนี้

“Sunset” โดย อาทิตย์ อัสสรัตน์

โครงเรื่องว่าด้วยความรักความสัมพันธ์ “ร่วมชนชั้น-ภูมิภาค” ระหว่าง “พลขับทหารเกณฑ์” ที่ติดสอยห้อยตามนายมาตรวจสอบ-เซนเซอร์ผลงานศิลปะ กับ “พนักงานทำความสะอาดสาว” ในแกลเลอรี่ นั้นนับว่าน่าสนใจ

อาทิตย์ถ่ายทอดเรื่องราวจากโครงสร้างที่แข็งแรงออกมาได้สนุก ขำขัน อุ่นๆ กรุ่นๆ กำลังดี

sunset

หนังไม่ได้แสดงเจตนาจะก้าวข้าม “ความขัดแย้งสองขั้ว” อย่างเด่นชัด ขณะเดียวกัน ก็มิได้จงใจจะรวบรวมพลังของคนเล็กคนน้อยเพื่อตอกกลับผู้มีอำนาจรัฐอย่างชัดเจน

อย่างไรก็ดี ผมออกจะรู้สึกแปลกประหลาดและอึดอัดนิดๆ กับท่าทีบางประการของหนัง ซึ่งพยายามจะอธิบาย “ความยากลำบากใจ” ในการปฏิบัติหน้าที่ของนายทหาร ไปพร้อมกับการขายความไร้สาระ ความกร่าง แบบไม่ได้เรื่องได้ราวของนายตำรวจ

(แต่ไม่แน่ใจว่านั่นคือประสบการณ์จริงที่เคยเกิดขึ้นกับศิลปินบางรายและแกลเลอรี่บางแห่งหรือเปล่า?)

“Catopia” โดย วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง

หนังพูดถึง “โลกประหลาด” ที่ถูกยึดครองโดย “มนุษย์แมว” ณ ที่นั้น ยังมี “มนุษย์จริงๆ” หลงเหลืออยู่ เขาหลบซ่อนแอบแฝงอัตลักษณ์ของตนเองอย่างแนบเนียนมาได้หลายปี ก่อนจะหลุดเผยมันออกมาระหว่างเข้าช่วยเหลือ “มนุษย์แมวเพศหญิง” ซึ่งกำลังโดนล่าแม่มดและรุมประชาทัณฑ์

โจทย์ด้านโปรดักชั่นที่วิศิษฏ์เลือกนั้นจัดว่า “ยาก” แต่เทคนิคพิเศษทางคอมพิวเตอร์ในการสร้างภาพ “มนุษย์หัวแมว” ก็ทำออกมาได้ดีไม่มีจุดติดขัด

ผมชอบภาวะ “ลักลั่นย้อนแย้ง” ในการดำรงอยู่อย่างแปลกแยกจากสังคมแมวของตัวละครนำ ที่หนังถ่ายทอดเอาไว้ กล่าวคือ ด้านหนึ่ง เหล่า “มนุษย์แมว” ก็ปฏิบัติหรือมองเห็นเขา ราวกับเขาเป็นพวกเดียวกับมัน แต่อีกด้าน ผู้ชมภาพยนตร์ก็จะตระหนักได้ว่าตัวละครรายนี้เป็น “มนุษย์ธรรมดา” มิใช่ “มนุษย์หัวแมว” (พูดอีกอย่าง วิศิษฏ์กำลังพยายามผลักให้คนดูเข้าไปตกที่นั่งเดียวกับตัวละครนำ)

นี่คือปริศนาว่าถึงที่สุดแล้ว ตัวละครนำของ “Catopia” ปลอมตัวอย่างไรจนหลุดรอดสายตา “มนุษย์แมว” มาได้เนิ่นนาน หรือในความเป็นจริง พวก “มนุษย์แมว” ก็แชร์โลกทัศน์แบบเดียวกับผู้ชมในโรงภาพยนตร์ (แง่นี้ คนดูอาจกลายเป็นหนึ่งใน “มนุษย์หัวแมว”) และทราบดีว่าเขาไม่ใช่พวกมัน เพียงแต่เสแสร้งกลบเกลื่อนความสงสัยเอาไว้

catopia

ถ้าหนังตอนของวิศิษฏ์จะมี “จุดอ่อน” อยู่บ้าง นั่นก็เห็นจะเป็นพล็อตเรื่องที่คาดเดาได้ไม่ยาก (คนดูสามารถล่วงรู้บทสรุปก่อนหน้าหนังจะเฉลย) เนื้อหาไม่สลับซับซ้อน ตามแนวทางการทำงานยุคหลังของผู้กำกับ ที่หันเหตนเองมาสู่การสร้างภาพยนตร์-เขียนนิยายในตระกูล “ไลท์โนเวล” เต็มตัว

ขึ้นอยู่กับว่าผู้ชมวงกว้างและแฟนๆ ของวิศิษฏ์ จะพอใจกับตัวตนแบบนี้หรือไม่ มากน้อยแค่ไหน?

เมื่อสิ่งที่ถูกบรรจุไว้ในหีบห่ออันฉูดฉาด น่าทึ่ง ตระการตา คือ เนื้อหาสาระที่กระชับ ชัดเจน ตรงไปตรงมา แต่อาจไม่ลุ่มลึก ถอนรากถอนโคนแบบสุดๆ

“Planetarium” โดย จุฬญาณนนท์ ศิริผล

นี่คือหนังตอนที่เตะตา, ต้องใจ และแปลกประหลาดสุดใน “Ten Years Thailand”

หนังเล่าเรื่องราวภายใน “สังคมค่ายลูกเสือ” ที่ผู้มีอำนาจ ซึ่งแลดูเป็นคุณป้าใจดีมีคุณธรรม พร้อมด้วยเหล่าลูกเสือวัยเยาว์ใส่แว่นมาดเนิร์ดจำนวนมาก พยายามเฝ้าสอดส่องและคอยจัดระเบียบพฤติกรรมของผู้คน

หากใครฝ่าฝืนกฎเกณฑ์ พวกเขาจะถูกจับกุมและโดนส่งตัวออกไปสู่จักรวาลอันไกลลิบลับ เพื่อเข้ารับการปลูกฝังความคิด จัดระเบียบร่างกาย ให้กลายเป็นประชากรลูกเสือคนใหม่ หรือ “เด็กดี” ภายใต้ระบอบอำนาจเดิม

planetorium

ก่อนหน้านี้ จุฬญาณนนท์เคยทดลองนำเสนอ/หยอกล้อจักรวาลทัศน์หรือแนวคิดเรื่องไตรภูมิแบบไทยๆ ด้วยรูปแบบที่อิงแอบหรือได้รับแรงบันดาลใจจากหนัง-นิยายวิทยาศาสตร์ตะวันตกมาแล้ว ในวิดีโออาร์ตบางชิ้นของเขา

ซึ่งบางครั้ง ผมก็รู้สึกว่าจุฬญาณนนท์เดินทาง “ไปไกลโพ้น” เกินควร แต่พอมาเล่นกระบวนท่าคล้ายๆ กันในโปรเจ็คท์ Ten Years งานของเขากลับออกมาเวิร์ก ชวนครุ่นคิด และมีอารมณ์ขันร้ายกาจกำลังดี

จุฬญาณนนท์อธิบายกับคนดูที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติสิงคโปร์ว่า “จักรวาล” ในหนังของเขา ไม่ใช่ “จักรวาลแบบวิทยาศาสตร์” เสียทีเดียว แต่มันมีความโน้มเอียงจะเป็น “จักรวาลวิทยาแบบพุทธ” มากกว่า

(เช่นเดียวกับ “พีระมิดนีออน” ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากงานวัดมากกว่าความเป็นวิทยาศาสตร์ใดๆ)

ในภาพกว้าง หนังสั้นตอนนี้จึงพูดถึงการปะทะ/หลอมรวมกันระหว่างจักรวาลวิทยาสองแบบ

อย่างไรก็ดี “Planetarium” ไม่ได้พาผู้ชมออกเดินทางไปสู่จักรวาลอันกว้างใหญ่เท่านั้น แต่หนังสั้นตอนนี้ยังย้ำเตือนว่า สุดท้ายแล้ว อำนาจที่เหมือนจะอยู่ห่างไกล สามารถคล้อยเคลื่อนเข้ามากดทับครอบคลุมร่างกายของเราอย่างแนบชิดและนุ่มนวลเพียงใด ผ่าน “วัตถุสิ่งของ” ตลอดจนพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์บางชนิด

“Song of the City” โดย อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล

นี่เป็นหนังเรียบง่าย ดูเพลินๆ และมีลักษณะผสมผสานระหว่างเรื่องแต่งกับสารคดีในสไตล์ “อภิชาติพงศ์”

ยิ่งกว่านั้น หนังสั้นตอนนี้ยังถ่ายทำในสวนสาธารณะกลางเมืองขอนแก่น จนคล้ายเป็นส่วนต่อขนาดย่อมๆ ของ “รักที่ขอนแก่น” หนังยาวเรื่องหลังสุดของผู้กำกับ

หนังถ่ายทอดบทสนทนาระหว่างตัวละครหลากกลุ่ม หลายภูมิหลัง ซึ่งต่างมีปัญหา มีสภาพชีวิต ณ ปัจจุบัน มีความทรงจำเกี่ยวกับอดีต ที่ผิดแผกกันไป

ชีวิตของพวกเขาเหล่านี้ดำเนินเคียงคู่ไปกับการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสวนสาธารณะ

ทว่าสิ่งที่ยังยืนหยัดตั้งตรงอยู่อย่างมั่นคง ประหนึ่งศูนย์กลางของจักรวาล ท่ามกลางสรรพชีวิตและสภาพแวดล้อมอันไหลเลื่อนเคลื่อนไหว ก็คือ อนุสาวรีย์และภาพประติมากรรมนูนต่ำเชิดชูเกียรติคุณของ “จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์” อดีตนายกรัฐมนตรี และชุดบทเพลงที่ขับกล่อมโสตประสาทของเรามาตลอดชั่วอายุขัย

อภิชาติพงศ์คล้ายกำลังนำเสนอภาพรวมของสังคมไทย (ในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต) ด้วยสถานการณ์ย่อยๆ ในพื้นที่เฉพาะเล็กๆ ซึ่งปรากฏผ่านหนังตอนนี้

song of the city

สารจากเจ้าของรางวัลปาล์มทองคำชาวไทยอาจมีความเฉพาะเจาะจงเกินไปในมุมมองของคนดูระดับสากล เช่น มีผู้ชมฝรั่งที่สิงคโปร์ตั้งคำถามขึ้นว่าอนุสาวรีย์ในหนังคืออนุสาวรีย์ของใคร? และเขามีบทบาทสำคัญอย่างไรต่อประเทศไทย?

กระทั่งผู้ชมคนไทยเอง ถ้าใครที่ไม่ทราบประวัติชีวิตและความสนใจส่วนบุคคลของอภิชาติพงศ์ ไม่คุ้นเคยกับประวัติศาสตร์การเมืองไทย และไม่รู้จักเมืองขอนแก่น

พวกเขาก็ย่อมงุนงงได้ง่ายๆ ว่าอนุสาวรีย์ในหนัง (ซึ่งไม่ได้มีคำอธิบายประกอบ –ทั้งที่เป็นตัวอักษรและเสียงพูด- อย่างชัดเจน) คือ ภาพแทนของใคร?

อย่างไรก็ตาม โดยส่วนตัว ผมชอบภาวะอีหลักอีเหลื่อระหว่างความสถาวรแน่นิ่งของอนุสาวรีย์แห่งบุคคลผู้เป็นต้นธารของผู้นำเผด็จการทหารแบบไทยๆ กับพลวัตความเปลี่ยนแปลงนานัปการที่หมุนวนอยู่รายรอบ ในวิถีชีวิตประจำวันของคนเล็กคนน้อย

ขณะเดียวกัน อภิชาติพงศ์ก็ยังหยอกล้อกับเรื่องยากๆ เช่น “เพลงชาติ” ได้อย่างมีอารมณ์ขันแพรวพราวเช่นเคย

ประเทศไทยที่ปราศจาก “อนาคต”

ten years thailand poster

คนที่ได้ดูหนังย่อมสังเกตเห็นว่า หนังสั้นทุกตอนใน “Ten Years Thailand” แทบมิได้มุ่งถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับ “อนาคต” ในแง่ของ “ความเปลี่ยนแปลงที่จะบังเกิดขึ้น ณ ภายภาคหน้า”

ตรงกันข้าม ผู้กำกับทั้งสี่รายคล้ายกำลังแสดงความห่วงใยถึงภาวะปัจจุบันของประเทศไทย (Thailand Now) หรือกระทั่งผลกระทบจากความขัดแย้งทางการเมืองตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งค่อยๆ กลายสภาพเป็นอาการป่วยไข้ยากเยียวยาของประเทศไทยในวันนี้มากกว่า

“เวลา” ใน “Ten Years Thailand” จึงไม่ได้เดินทางเป็นเส้นตรงไปสู่วิวัฒนาการหรือความเสื่อมทรุดแบบใดแบบหนึ่ง

ทว่า “เวลา” ในหนังนั้นเดินเป็นวงกลม ซึ่ง “อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต” ต่างวนเวียนกลืนกลายซ้อนทับกันไม่รู้จบ จนแทบจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

โดยสรุป “Ten Years Thailand” คือ หนังที่มีแนวโน้มจะคิดและพูดถึง “ปัจจุบัน” และ “อดีต” ของสังคมไทย ในฐานะอุปสรรค หลุมพราง และเงาทอดยาวที่ยากก้าวข้าม

ในแง่รูปแบบ ขณะที่อาทิตย์และอภิชาติพงศ์เลือกเล่าเรื่องราวด้วยลักษณะ “สมจริง” วิศิษฏ์และจุฬญาณนนท์กลับเลือกหนทางอันแตกต่าง ผ่านลักษณะ “เหนือจริง”

ในแง่เนื้อหา ขณะที่อาทิตย์และวิศิษฏ์เลือกกล่าวถึงชะตากรรมและสายสัมพันธ์ระหว่างคนตัวเล็กๆ ซึ่งคล้ายจะสังกัดอยู่ในฝักฝ่ายทางการเมืองอันตรงกันข้าม

จุฬญาณนนท์และอภิชาติพงศ์กลับอธิบายโลกภายใต้อิทธิพลแห่งจักรวาลทัศน์อันกว้างใหญ่ไพศาล ที่คอยกดทับความคิด-ชีวิต-ภาวะกลับไม่ได้ไปไม่ถึงของคนเล็กคนน้อยทั้งหลายเอาไว้

แน่นอนที่สุด “อนาคต” คือ ภาพที่แทบไม่ปรากฏในหนังเรื่องนี้ หนังไม่มีคำตอบชัดๆ ว่า เมืองไทยในอีกสิบปีข้างหน้าจะเป็นเช่นไร?

จนสามารถอนุมานได้ว่าในมุมมองของคนทำหนังทั้งสี่ราย “อนาคต” ของประเทศไทย ก็คงไม่ต่างอะไรจาก “ปัจจุบัน” ที่ดำรงอยู่ และ “อดีต” ที่ยังไม่ยอมผ่านพ้นไปไหน

Advertisements
ข่าวบันเทิง

“กระเบนราหู-มะลิลา” ชิงรางวัลใหญ่ระดับภูมิภาค – หนังและนักแสดงไทยที่เทศกาลม้าทองคำ

“กระเบนราหู-มะลิลา” ชิงรางวัลใหญ่ใน “เอเชีย แปซิฟิก สกรีน อวอร์ดส์”

งานมอบรางวัลภาพยนตร์ “เอเชีย แปซิฟิก สกรีน อวอร์ดส์ ครั้งที่ 12” ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 29 พฤศจิกายน ณ เมืองบริสเบน ประเทศออสเตรเลีย ประกาศรายนามผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลสาขาต่างๆ ออกมาแล้ว

ปีนี้ มีภาพยนตร์ 46 เรื่อง จาก 22 ประเทศ ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เข้าร่วมชิงรางวัล

โดยหนังไทยสองเรื่องมีโอกาสลุ้นรางวัลสาขาสำคัญ

2018-apsa-bestfeaturefilm

ในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม “กระเบนราหู” ของ “พุทธิพงษ์ อรุณเพ็ง” คือ ตัวแทนจากประเทศไทยที่ได้เข้าชิงรางวัล โดยมีคู่แข่งขันสุดแข็งแกร่ง ได้แก่ “Shoplifters” (ญี่ปุ่น), “Burning” (เกาหลีใต้), “The Gentle Indifference of the World” (คาซักสถาน) และ “Balangiga: Howling Wilderness” (ฟิลิปปินส์)

kraben-rahu

ขณะเดียวกัน “นวโรภาส รุ่งพิบูลโสภิษฐ์” ผู้กำกับภาพของ “กระเบนราหู” ก็ได้เข้าชิงรางวัลกำกับภาพยอดเยี่ยม ควงคู่กับ “ชัยพฤกษ์ เฉลิมพรพานิช” ตากล้องของ “มะลิลา”

malila cover

ข้อมูลจาก https://www.asiapacificscreenawards.com/news-events/2018-apsa-nominees-announced

“นคร-สวรรค์” ท่องเทศกาลที่ไต้หวัน – ปีทองของ “เอิงเอย ประภามณฑล”

เอย นครสวรรค์

หลังจากเปิดตัวรอบปฐมทัศน์โลกที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน “นคร-สวรรค์” หนังยาวเรื่องแรกของ “พวงสร้อย อักษรสว่าง” ก็ได้เดินทางต่อไปยังเทศกาลภาพยนตร์ม้าทองคำที่ไทเป ประเทศไต้หวัน โดยจะเข้าฉายในสาย Windows on Asia

ทั้งนี้ “เอิงเอย – ประภามณฑล เอี่ยมจันทร์” นางเอกของ “นคร-สวรรค์” ยังจะมีผลงานการแสดงนำในภาพยนตร์อีกหนึ่งเรื่อง ที่เข้าร่วมเทศกาลม้าทองคำครั้งนี้เช่นกัน

นั่นคือ “Only the Mountain Remains” ภาพยนตร์สั้นความยาว 31 นาที ซึ่งเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในปั๊มน้ำมันเปลี่ยวร้างท่ามกลางหุบเขา ณ ที่แห่งนั้น ชายหญิงต่างชาติสองคนกำลังเฝ้ารอคอยความช่วยเหลือ และเมื่อทั้งคู่ได้พบกับตำรวจสายตรวจ การไล่ล่าก็บังเกิดขึ้น

only the mountain remains

หนังสั้นเรื่องนี้เป็นผลงานการกำกับของ “เจียง ไว เหลียง” ผู้กำกับวัย 31 ปี ชาวสิงคโปร์ ซึ่งเดินทางมาทำงานด้านภาพยนตร์ที่ประเทศไต้หวัน

“Only the Mountain Remains” ถ่ายทำในระบบ VR 360 และได้เข้าฉายในโปรแกรม Golden Horse Film Academy 10th Anniversary Special VR Project

ten years thailand ke

นอกจากนั้น หนังเรื่อง “Ten Years Thailand” ก็จะเข้าร่วมเทศกาลนี้ ในโปรแกรมพิเศษ Ten Years พร้อมกันกับ “Ten Years” ต้นฉบับจากฮ่องกง, “Ten Years Taiwan” และ “Ten Years Japan”

ข้อมูลจาก http://www.goldenhorse.org.tw

ข่าวบันเทิง

“6 หนังไทย” ในปูซาน และหนังสั้นใหม่ของ “อภิชาติพงศ์”

6 หนังไทยในปูซาน 2018

ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซานประจำปี 2018 ที่เกาหลีใต้ จะมีหนังไทยเข้าร่วมฉายรวมทั้งสิ้น 6 เรื่อง

kraben-rahu

เริ่มต้นด้วย “กระเบนราหู” ผลงานของพุทธิพงษ์ อรุณเพ็ง ซึ่งเพิ่งสร้างประวัติศาสตร์ เป็นหนังไทยเรื่องแรกสุดที่คว้ารางวัลจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิสมาครอง จะเข้าฉายรอบ “เอเชียน พรีเมียร์” ในสาย A Window on Asian Cinema

ten years thailand wp ตัดคำ

เช่นเดียวกับ “Ten Years Thailand” โดยอาทิตย์ อัสสรัตน์, วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง, จุฬญาณนนท์ ศิริผล และ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ที่จะฉายรอบ “เอเชียน พรีเมียร์” ในสายเดียวกัน

ทั้งนี้ ภาพยนตร์เรื่อง “Ten Years Japan” และ “Ten Years Taiwan” ก็จะเข้าฉายในสายดังกล่าวพร้อมๆ กันด้วย

GDC poster

ขณะที่ “BNK48: Girls Don’t Cry” ของนวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ก็จะไปเปิดตัวรอบ “อินเตอร์เนชั่นแนล พรีเมียร์” ในสาย Wide Angle

แผลเก่า 2520

ส่วน “แผลเก่า” ฉบับเชิด ทรงศรี ซึ่งได้รับการบูรณะโดยหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ก็จะออกฉายที่เกาหลีใต้เป็นครั้งแรกสุด ในสาย Busan Classics

อย่างไรก็ตาม หนังไทยสองเรื่องที่จะเปิดตัวรอบ “เวิลด์ พรีเมียร์” หรือ “ปฐมทัศน์โลก” ในเทศกาลภาพยนตร์ปูซานปีนี้ คือ หนังยาวเรื่อง “นคร-สวรรค์” โดยพวงสร้อย อักษรสว่าง และหนังสั้นเรื่อง “คราบ” โดยนันทณัฐ ดวงธิสาร

เอย นครสวรรค์

“นคร-สวรรค์” คือหนังยาวเรื่องแรกของพวงสร้อย เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับตัวละครชื่อ “เอย” ซึ่งออกเดินทางไปลอยอังคารของแม่ที่ปากน้ำโพ พร้อมด้วยพ่อ, สมาชิกครอบครัวคนอื่นๆ และเพื่อนเก่าของเธอซึ่งบวชเป็นพระสงฆ์

พวงสร้อยจะนำเรื่องแต่งดังกล่าวไปนำเสนอเทียบเคียงกับฟุตเทจสารคดีงานศพแม่และชีวิตการทำงานอันโดดเดี่ยวในโรงงานยางพาราของพ่อเธอ

นครสวรรค์ โปสเตอร์

“นคร-สวรรค์” เป็นภาพยนตร์ไทยอีกหนึ่งเรื่องที่จะเข้าฉายในสาย A Window on Asian Cinema

ทางด้าน “คราบ” เป็นหนังสั้นที่เล่าเรื่องราวของพระสงฆ์รูปหนึ่ง ซึ่งใช้ชีวิตอย่างสุขสงบในโลกศาสนา กระทั่งวันหนึ่ง ที่ท่านได้พบกับชายหนุ่มผู้ซุกซ่อนความลับดำมืดเอาไว้

เมื่อพระสงฆ์ต้องบวชให้ชายหนุ่ม ฝ่ายแรกจึงเผชิญหน้ากับบาดแผลในอดีตของตนเองและทางแยกสำคัญในชีวิต

the stain

“คราบ” จะเข้าฉายในสาย Wide Angle และมีสิทธิ์ชิงรางวัล Sonje Award ซึ่งมอบให้แก่หนังสั้นเกาหลีและเอเชียยอดเยี่ยมของสายดังกล่าว

ชมหนังสั้นใหม่ของ “อภิชาติพงศ์”

เชิญชมหนังสั้นเรื่อง “ตะวันดับ” หรือ Blue ของอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล

สำหรับใครที่อยากดูงานชิ้นนี้ในจอใหญ่ สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Ghost2561

 

 

ข่าวบันเทิง

The Cave อีกหนึ่งผลงานในโปรเจ็คท์ 10 Years Thailand ที่พ้องกับเหตุการณ์ “ถ้ำหลวง” พอดี

หลายคนอาจจะพอทราบว่า ภาพยนตร์ “Ten Years Thailand” ซึ่งเพิ่งไปเปิดตัวในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์นั้น ไม่ได้ประกอบด้วยหนังสั้นเพียงสี่เรื่องของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล, วิศิษฏ์ ศาสนาเที่ยง, อาทิตย์ อัสสรัตน์ และจุฬญาณนนท์ ศิริผล หากแรกเริ่มเดิมที ยังมีหนังสั้นอีกหนึ่งเรื่องของ ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล หรือ มะเดี่ยว เจ้าของผลงานคลาสสิกร่วมสมัยอย่าง “รักแห่งสยาม” รวมอยู่ด้วย

อย่างไรก็ดี ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ชูเกียรติติดภารกิจบางประการ จึงไม่สามารถทำหนังสั้นของตนเองเสร็จทันเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ส่งผลให้หนังของเขามิได้เดินทางไปอวดโฉมที่ฝรั่งเศสพร้อมกับเพื่อนร่วมโครงการเรื่องอื่นๆ

 

ทว่าล่าสุด เพจเฟซบุ๊ก Studio Commuan ได้เผยแพร่ตัวอย่างของผลงานที่รับผิดชอบโดยมะเดี่ยว ซึ่งถูกขยายเป็นหนังยาว และมีชื่อว่า “The Cave” หรือ “ถ้ำอสูร” ออกมาแล้ว พร้อมเรื่องย่อ ดังนี้

“The Cave” ถ้ำอสูร ภาพยนตร์เรื่องราวลำดับที่ 7 ของมะเดี่ยว ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล

เรื่องราวของ “พระดี” ที่เฝ้าถ้ำหลวง ที่มีเสียงเรียกผู้คนให้เข้าไปในนั้น และไม่ได้กลับออกมากันอีกเลย

หลายคนทิ้งลูกเอาไว้ก่อนจะเข้าไปในนั้น ซึ่งพระต้องเลี้ยงดูเด็กจนเติบใหญ่และคอยระวังไม่ให้เข้าไปในถ้ำ ที่ยังคงมีคนเดินเข้าไปกันอยู่ตลอดเวลา

นอกจากนั้นในป่าก็ยังมี “ผีป่า” ที่จ้องจะเอาชีวิตพวกเขาในเวลากลางคืนอันไร้แสง

จนเมื่อเด็กเติบโตขึ้น ความอยากรู้อยากเห็นเริ่มจะเอาชนะความกลัว และเสียงเรียกเริ่มจะกระซิบหาเด็กน้อยเหล่านั้น

พระดีจะปกป้องพวกเขาจากทั้งสิ่งลึกลับในถ้ำหลวง และผีร้ายในป่าได้หรือไม่ มาร่วมลุ้นระทึกกันในภาพยนตร์ แอคชั่น ทริลเลอร์ ที่จะมาเขย่าขวัญสั่นประสาททุกนาที ต้นปี 2019

ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นหนึ่งในโครงการ 10 Years Thailand โดยการนำของกลุ่ม Commom Move

สร้างโดย Commuan Inc.

ติดตามข่าวสารได้ใน Youtube : https://www.youtube.com/StudioCommuan

Website : www.studiocommuan.com

ขณะที่เพจเฟซบุ๊ก 10 Years Thailand โพสต์ข้อความเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2561 ระบุว่า

the cave first poster

Ten Years Thailand โครงการภาพยนตร์ร่วมทุนสร้างระหว่างไทย-ฮ่องกง-ญี่ปุ่น นำเสนอความคิดและมุมมองของผู้กำกับภาพยนตร์ห้าคน เพื่อบอกเล่าจินตนาการถึงประเทศของพวกเขาในอนาคตสิบปีข้างหน้า

โดยโครงการนี้ต่อเนื่องมาจาก “Ten Years” ภาพยนตร์ฮ่องกง ที่สร้างเมื่อปี 2015 โดยตั้งคำถามเดียวกันเกี่ยวกับ ‘อนาคต’ โครงการนี้ได้ถูกส่งต่อมายังประเทศไทยและตั้งใจส่งผ่านพลังสร้างสรรค์ให้คนทำหนังในประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชีย อาทิ ไต้หวันและญี่ปุ่น

นอกจากนี้โครงการ Ten Years Thailand ยังมีเป้าหมายที่ต้องการตรวจสอบมูลค่าของภาพยนตร์อิสระของไทยในช่วงระยะเวลายี่สิบปีที่ผ่านมา โดยวิธีร่วมทุนสร้างกับผู้ผลิตภาพยนตร์ในระดับสากล เพื่อกระตุ้น และแสวงหาช่องทางในการเพิ่มทุนภายในประเทศอีกด้วย

เป็นเรื่องน่ายินดีที่ขณะนี้ ‘ถ้ำอสูร’ หรือ The Cave ผลงานของ มะเดี่ยว- ชูเกียรติ ศักดิ์วีรกุล หนึ่งในผู้กำกับโครงการ Ten Years Thailand ได้รับความสนใจจากนักลงทุน และสามารถพัฒนาให้เป็นภาพยนตร์ขนาดยาว ตามเป้าหมายของโครงการที่ต้องการให้อิสระกับผู้กำกับทั้งในการสร้างสรรค์เนื้อหา รวมถึงการแสวงหาความร่วมมือทั้งในและนอกประเทศ

โปรดติดตามและอดใจรอเพื่อเตรียมพบกับภาพยนตร์ Ten Years Thailand และ The Cave ปลายปี 2018 และต้นปี 2019

ทั้งนี้ น่าสนใจว่าเรื่องราวและบรรยากาศตามท้องเรื่องของ “The Cave” (ถ้ำอสูร) นั้นพ้องกับสถานการณ์การติดถ้ำหลวง จ.เชียงราย ของนักฟุตบอลเยาวชนและโค้ชทีม “หมูป่า อคาเดมี” พอดี

ข่าวบันเทิง

“วิศิษฏ์-จุฬญาณนนท์” ตัวแทนผู้กำกับ Ten Years Thailand เปิดใจผ่านเว็บไซต์คานส์

เว็บไซต์ทางการของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ ได้เผยแพร่บทสัมภาษณ์ขนาดสั้น ที่ Tarik Khaldi พูดคุยกับวิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง และจุฬญาณนนท์ ศิริผล สองตัวแทนผู้กำกับจากหนัง Ten Years Thailand

ซึ่งมีเนื้อหาดังนี้

คุณเข้ามามีส่วนร่วมกับหนังเรื่อง Ten Years Thailand ได้อย่างไร?

วิศิษฏ์: ผมได้รับคำเชิญชวนจากคนทำหนังอิสระบางราย ให้มาร่วมกำกับภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาว่าด้วยสถานการณ์ปัจจุบันของประเทศไทย ผมต้องการใช้หนังเรื่องนี้สื่อสารไปยังคนดูทั่วโลกว่าอะไรกำลังขึ้นที่นั่น ผมต้องการให้ผู้คนนอกประเทศได้ตระหนักถึงสถานการณ์ดังกล่าว ประชาชนชาวไทยติดอยู่ในกับดักมาเป็นเวลานาน ตั้งแต่ปี 2014 ประเทศถูกปกครองด้วยรัฐบาลทหาร ซึ่งควบคุมความเห็นต่าง, การแสดงออกในพื้นที่สาธารณะ และความหลากหลายทางความคิด

catopia

หนังตอน Catopia เล่าเรื่องราวของชายหนุ่มที่ประจักษ์ว่าตนเองคือมนุษย์คนเดียว ผู้หลงเหลืออยู่ในโลกของฝูงแมวที่ประพฤติตัวประหนึ่งมนุษย์ ดังนั้น เขาจึงต้องพยายามทำตัวให้เหมือนพวกแมวเหล่านั้น…

วิศิษฏ์: หนังตอนนี้เล่าเรื่องของผู้คนที่อาศัยอยู่ในสังคมอันป่วยไข้จากภาวะความขัดแย้งเรื้อรังขั้นรุนแรง ปัญหาดังกล่าวดูคล้ายจะดำรงคงอยู่ไปเรื่อยๆ และเราก็ต้องแสวงหาหนทางที่จะใช้ชีวิตร่วมกับมัน เราต่างต้องอำพรางตัวตน เพื่อจะกลืนกลายไปกับคนอื่นๆ

สำหรับหนังตอน Planetarium คุณได้จินตนาการถึงประวัติศาสตร์ว่าด้วยโครงสร้างอำนาจของรัฐบาล ที่พยายามจะดัดนิสัยประชาชนผู้ไม่ยอมเชื่อฟังรัฐ โดยกระบวนการบำบัดด้วยแสง ส่งผลให้ผู้คนที่เคยดื้อแพ่งเหล่านั้นมีอาการยิ้มอยู่ตลอดเวลาและกลายเป็นคนว่านอนสอนง่าย อะไรคือสารที่คุณต้องการสื่อผ่านหนังตอนนี้?

จุฬญาณนนท์: ในสถานการณ์อย่างที่พวกเรารับรู้กัน เราสามารถเข้าใจภาวะที่เกิดขึ้นในหนังตอนนี้ได้ เมื่อเราถูกกระทำจากรัฐบาลชุดปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อการติดต่อสื่อสารระหว่างปัจเจกบุคคลถูกควบคุม อำนาจรัฐวางเป้าหมายที่จะกำหนดบงการทุกสิ่งทุกอย่าง ผมต้องการแสดงให้ผู้ชมได้เห็นว่า โลกที่ทุกอย่างถูกกำหนดควบคุมชนิดเบ็ดเสร็จเด็ดขาดนั้น มีลักษณะเป็นเช่นไร

planet

ทำไมการที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้มาฉายในคานส์จึงมีความสำคัญ?

จุฬญาณนนท์: ก่อนมาร่วมทำหนังเรื่องนี้ ผมก็อุทิศงานทุกชิ้นของตนเองให้แก่ประเด็นทางการเมือง ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมสนใจเสมอมา การที่หนังได้มาฉายในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ถือเป็นโอกาสอันดีเยี่ยม ที่จะช่วยให้มันมีเกราะป้องกันตัวอันแข็งแกร่งยิ่งขึ้น และทำให้เรายังพอมีความหวังว่าหนังจะสามารถเข้าฉายในประเทศไทยได้

ที่มา https://www.festival-cannes.com/en/festival/actualites/articles/10-years-thailand-in-conversation-with-chulayarnnon-siriphol-and-wisit-sasanatieng

ข่าวบันเทิง

เผยรอบฉายปฐมทัศน์โลก “Ten Years Thailand” พร้อมเรื่องย่อ

หลังได้รับคัดเลือกให้เข้าฉายในสาย Special Screenings ของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ประจำปีนี้

ล่าสุด มีการประกาศออกมาแล้วว่า หนังไทยเรื่อง “Ten Years Thailand” จะได้ฉายรอบปฐมทัศน์โลกที่คานส์ในวันที่ 10 พฤษภาคม โดยจะมีผู้กำกับทั้งสี่คนและนักแสดงเดินทางไปร่วมงานด้วย

ภาพยนตร์ไทยเรื่องนี้ประกอบด้วยหนังสั้นจำนวน 4 เรื่องของ 4 ผู้กำกับ ได้แก่

Sunset โดย อาทิตย์ อัสสรัตน์ เล่าเรื่องราวของทหารที่เข้าไปตรวจสอบนิทรรศการจัดแสดงผลงานศิลปะ, Planetarium โดย จุฬญาณนนท์ ศิริผล เป็นการเสียดสีชนชั้นนำไทยผ่านรูปแบบแฟนตาซีเหนือจริง, Catopia โดย วิศิษฏ์ ศาสนาเที่ยง นิทานเปรียบเทียบแนวเขย่าขวัญ ที่เล่าเรื่องราวของบรรดามนุษย์แมวฆาตกร ซึ่งออกไล่ล่าคนผู้ยังเหลือรอดในกรุงเทพฯ และ Song of the City โดย อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ที่นำเสนอเหตุการณ์ซึ่งตัวละครชายรายหนึ่งกำลังพยายามเสนอขาย “เครื่องช่วยนอนหลับ” ให้แก่คุณหมอในโรงพยาบาล

ten years thailand wp

ในมุมมองของแอนดรูว์ ชอย ลิม-หมิง ผู้อำนวยการสร้างโปรเจ็คท์หนัง Ten Years เขาเห็นว่า “Ten Years Thailand” มีความใกล้เคียงกับหนังต้นฉบับของฮ่องกงมากที่สุด ในแง่การถ่ายทอดภาวะผันผวนป่วนปั่นทางการเมือง

สอดคล้องกับอาทิตย์ หนึ่งในผู้กำกับ ซึ่งเห็นว่าตลอด 12 ปีที่ผ่านมา มีความขัดแย้งทางสังคมและการเมืองจำนวนมากมายเกิดขึ้นในประเทศไทย

“เกิดรัฐประหารขึ้นสองครั้ง และจนถึงตอนนี้ พวกเราก็ยังคงเฝ้ารอคอยการเลือกตั้ง ซึ่งจะนำพาประเทศกลับคืนสู่ความเป็นประชาธิปไตย ดังนั้น ผมจึงมองว่าคำถามเกี่ยวกับอนาคตภายภาคหน้าย่อมเป็นปริศนาที่พวกเราทุกคนล้วนกำลังครุ่นคิดถึงมัน และในฐานะคนทำหนัง เราก็มีช่องทางที่จะตั้งคำถามของตัวเองผ่านการสร้างภาพยนตร์”

ทั้งนี้ นอกจากประเทศไทยแล้ว โครงการ Ten Years เวอร์ชั่นไต้หวันและญี่ปุ่น ก็กำลังอยู่ในกระบวนการผลิตเช่นกัน

โดย Ten Years Taiwan จะพูดถึงประเด็นสิ่งแวดล้อม, สิทธิของแรงงาน และการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (หนึ่งในผู้กำกับของโปรเจ็กท์นี้คือ เลา เก็ก-ฮวต ผู้กำกับหนังสารคดีเรื่อง Absent without Leave)

ขณะที่ Ten Years Japan มี ฮิโรคาซึ โครีเอดะ ผู้กำกับดัง เป็นผู้อำนวยการสร้าง โดยหนังพูดถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม, เทคโนโลยี และการนำสงครามมาเป็นจุดขายทางการเมืองในสังคมญี่ปุ่น

ข้อมูลจากเพจ 10 Years Thailand และ http://www.scmp.com/magazines/post-magazine/arts-music/article/2143262/hong-kong-hit-film-ten-years-adapted-japan-taiwan

ภาพประกอบจากเพจ 10 Years Thailand

หมายเหตุ อ่านบทสัมภาษณ์ คุยกับ โปรดิวเซอร์, ผู้กำกับ, นักแสดงนำ ‘Ten Years Thailand’ หนังไทยไปคานส์เรื่องล่าสุด ได้ที่ https://prachatai.com/journal/2018/05/76737

ข่าวบันเทิง

รวมมิตร “ข่าวดีหนังไทย” ปลายเดือนเมษายน 2561

เผย “70 สุดยอดภาพยนตร์ไทยในสมัยรัชกาลที่ 9”

คณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านภาพยนตร์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้พิจารณาคัดเลือกและมีมติเห็นชอบรายชื่อภาพยนตร์ไทย 70 เรื่อง เป็น “สุดยอดภาพยนตร์ไทยในสมัยรัชกาลที่ 9”

70 หนังไทย (1)กระบวนการคัดเลือกมี 4 ขั้นตอน เริ่มจากให้ประชาชนทั่วไปเสนอรายชื่อภาพยนตร์ (มีผู้สนใจร่วมเสนอชื่อภาพยนตร์ 29,844 คน โดยได้นำเสนอภาพยนตร์จำนวน 359 เรื่อง เข้าสู่การพิจารณา) หลังจากนั้นนำรายชื่อหนังทั้งหมดเสนอต่อผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งจากภาครัฐ เอกชน บุคลากรในวงการภาพยนตร์ และศิลปินแห่งชาติ 258 ราย เพื่อร่วมกันคัดเลือกภาพยนตร์ จากนั้นนำเสนอคณะอนุกรรมการพิจารณาคัดเลือกสุดยอดภาพยนตร์ไทยในสมัยรัชกาลที่ 9 และสุดท้ายได้เสนอต่อคณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติ พิจารณาให้ความเห็นชอบประกาศรายชื่อ 70 สุดยอดภาพยนตร์ไทยในสมัยรัชกาลที่ 9

70 หนังไทย (2)ทั้งนี้จะมีการจัดนิทรรศการสุดยอดภาพยนตร์ไทยในสมัยรัชกาลที่ 9 และจัดฉายภาพยนตร์ไทยในโครงการจำนวน 10 เรื่อง ให้ประชาชนได้รับชม โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ใน 5 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร (ระหว่างวันที่ 24-27 เมษายน ที่โรงภาพยนตร์สกาลา), นครราชสีมา, เชียงใหม่, ภูเก็ต และประจวบคีรีขันธ์ ระหว่างวันที่ 24 เมษายน – 24 มิถุนายน 2561

สำรองที่นั่งได้ที่ https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfyzTGmArTXCeLLrMOAA-nX5PqjDTWC3yfoMhasyr17Z9dC-g/viewform

ที่มา เพจเฟซบุ๊ก Content Thailand 

นิทรรศการรำลึก 10 ปี แห่งการจากไปของ “พิเศษ สังข์สุวรรณ”

พิเศษ สังข์สุวรรณ

วันที่ 1-20 พฤษภาคม 2561 หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ร่วมกับศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร คณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และสมาคมศิษย์เก่าคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร จะจัดงาน “โลกที่…พิเศษ…สร้าง” โดยมีการฉายภาพยนตร์ การแสดงดนตรี และนิทรรศการจำลองโลกและผลงานของ “พิเศษ สังข์สุวรรณ” ให้สาธารณชนได้รับรู้เรื่องราวของศิลปินมากความสามารถผู้ล่วงลับ ที่ผลิตผลงานมากมาย ทั้งการแต่งเพลงประกอบภาพยนตร์ การแสดง การกำกับละครโทรทัศน์-ละครเวที ฯลฯ ตลอดระยะเวลาเกือบ 60 ปีของชีวิต

ตรวจสอบรายละเอียดกิจกรรมทั้งหมดได้ที่ http://www.fapot.org/th/news_detail.php?id=542#.WuBUaohuaUk

ที่มา เพจเฟซบุ๊ก หอภาพยนตร์ Thai Film Archive

เชิญชมหนังอิสระพม่าร่วมสมัยใน “Mini Wathann Film Fest”

เทศกาลหนังพม่า

Filmvirus ร่วมกับ The Reading Room, Documentary Club และ Wathann Film Fest ชวนคอหนังร่วมรับชม Mini Wathann Film Fest ระหว่างวันที่ 27-29 เมษายนนี้

Wathann Film Fest เป็นเทศกาลภาพยนตร์ที่จัดขึ้นในย่างกุ้ง ในเดือนกันยายนของทุกปี (Wathann ในภาษาพม่าหมายถึงฤดูฝน) โดยเริ่มจัดครั้งแรกในปี 2011 จากการริเริ่มของสองนักทำหนังชาวพม่า Thuthu Shein และ Thaddhi ซึ่งต่างเป็นนักเรียนทุนสาขาภาพยนตร์ที่ FAMU (Czech National Film School)

เทศกาลนี้ถือเป็นเทศกาลหนังเทศกาลแรกๆ ในพม่า และเป็นเทศกาลแรกที่เปิดโอกาสให้กับหนังอิสระ ในเทศกาลจะประกอบด้วยการฉายหนังสายประกวด รวมทั้งมอบรางวัลให้แก่ภาพยนตร์สารคดี ภาพยนตร์สั้น และ New Vision สำหรับภาพยนตร์ทดลอง นอกจากนี้ ยังมีโปรแกรม Memory สำหรับฉายภาพยนตร์พม่าคลาสสิค และโปรแกรมพิเศษอื่นๆ

จากนั้นด้วยความร่วมมือกับเพจเฟซบุ๊ก Myanmar Filmaker’s Network (เครือข่ายคนทำหนังพม่า) เทศกาลเริ่มขยายตัวไปสู่การจัดกิจกรรมเป็นครั้งคราวสำหรับแนะนำคนทำหนังพม่ารุ่นใหม่ที่น่าสนใจ เพื่อเป็นเวทีในการฉายหนังและสนทนาแลกเปลี่ยน

สำหรับ Mini Wathann Film Fest ในกรุงเทพฯ ซึ่งถูกจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 นี้ จะมีการฉายหนังสั้นคัดสรรจากเทศกาล และยังมีกิจกรรมสนทนากับ Thaiidthi หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งเทศกาล ในวันศุกร์ที่ 27 เมษายน ที่ Doc Club Theater ซึ่งเป็นวันเปิดเทศกาล ก่อนที่ในวันเสาร์ที่ 28 – อาทิตย์ที่ 29 เมษายน จะมีการจัดฉายหนังที่ The Reading Room

ติดตามรายละเอียดทั้งหมดได้ที่ https://www.facebook.com/events/368452970330253/

100 ปี “แท้ ประกาศวุฒิสาร” นักสร้างภาพยนตร์ผู้มีอายุยืนยาวที่สุดของไทย

แท้ 100 ปี

วันที่ 26 เมษายน 2561 นับเป็นวันพิเศษวันหนึ่งแห่งวงการภาพยนตร์ไทย เพราะเป็นวันคล้ายวันเกิดปีที่ 100 ของศิลปินแห่งชาติ “แท้ ประกาศวุฒิสาร”

แท้ ประกาศวุฒิสาร เกิดเมื่อวันที่ 26 เมษายน พ.ศ.2461 ที่อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี เขาเริ่มเข้าสู่วงการภาพยนตร์ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2478 ด้วยการเป็นช่างถ่ายภาพนิ่งให้แก่กองถ่ายหนังเรื่อง “กะเหรี่ยงไทรโยค” นับจากนั้นเขาได้คลุกคลีอยู่ในวงการและได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าสำคัญให้แก่วงการหนังไทยด้วยผลงานการสร้างภาพยนตร์ เช่น สุภาพบุรุษเสือไทย (2492) สาวเครือฟ้า (2496) เห่าดง (2501) ชายชาตรี (2507) เจ้าหญิง (2512) ฯลฯ

และเป็นผู้จารึกประวัติศาสตร์ช่วงสำคัญของประเทศไทยมากมายด้วยกล้องถ่ายภาพยนตร์ เช่น น้ำท่วมกรุงเทพ พ.ศ.2485, การรัฐประหาร พ.ศ.2490, พระบรมพิธีราชาภิเษก พ.ศ.2493, การแข่งขันเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 5 พ.ศ. 2509 ฯลฯ

แท้ ประกาศวุฒิสาร ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดง (ผู้สร้างภาพยนตร์) ประจำปี พ.ศ.2542

ถึงปัจจุบัน เขาถือเป็นนักสร้างภาพยนตร์ที่มีอาวุโสและมีอายุยืนยาวที่สุดในประวัติศาสตร์หนังไทย

นี่คือผลงานส่วนหนึ่งของแท้

ที่มา เพจเฟซบุ๊ก หอภาพยนตร์ Thai Film Archive

มาแล้ว โปสเตอร์ “10 Years Thailand” หนังไทยเรื่องเดียวในเทศกาลเมืองคานส์ปีนี้

tenyearsthailand

เพจเฟซบุ๊กของหนังเรื่อง “Ten Years Thailand” ภาพยนตร์ไทยผลงานการกำกับของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล, วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง, อาทิตย์ อัสสรัตน์ และจุฬญาณนนท์ ศิริผล ซึ่งถูกคัดเลือกให้เข้าฉายในสาย “Special Screenings” ของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ประจำปีนี้ เพิ่งเผยแพร่โปสเตอร์อย่างเป็นทางการของหนัง (ออกแบบโดย “มานิตา ส่งเสริม”) พร้อมข้อความบรรยายภาพที่ระบุว่า

“ถึงผู้ชมชาวไทยและผู้ชมทั่วโลกที่พบเห็นโปสเตอร์นี้ คุณสามารถสร้างเสียงสะท้อนจากบ้านหรือประเทศที่คุณอาศัยอยู่ ถึงปัจจุบันหรืออนาคตในอีกสิบปีที่คุณอยากเห็น โดยการเติมความเห็น ระบาย เขียนความในใจของคุณบนพื้นที่ว่างในโปสเตอร์ เราคาดหวังจะได้เห็นโปสเตอร์นี้ที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป แต่จะเต็มไปด้วยเสียงที่หลากหลาย แล้วพบกัน #10YearsThailand”

ที่มา เพจเฟซบุ๊ก 10 Years Thailand

ข่าวบันเทิง

“Ten Years in Thailand” ได้ไปคานส์!

วันที่ 12 เมษายน 2561 เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ ได้ประกาศรายชื่อหนังที่ถูกคัดเลือกอย่างเป็นทางการ ให้เข้าร่วมฉายในสายต่างๆ ของเทศกาลประจำปีนี้

โดยหนังไทยเรื่อง “Ten Years in Thailand” ถูกคัดเลือกให้เข้าฉายในสาย “Special Screenings”

ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นผลงานรวมหนังสั้นสี่เรื่อง โดยสี่ผู้กำกับ ได้แก่ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล, วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง, อาทิตย์ อัสสรัตน์ และจุฬญาณนนท์ ศิริผล

คนทำหนังทั้งสี่รายจะมาร่วมจินตนาการถึงประเทศของพวกเขาภายในช่วงเวลาอีกสิบปีข้างหน้า เพื่อสร้างสรรค์บทสนทนาและภาพสะท้อนว่าด้วยสังคมไทยปัจจุบัน ซึ่งดำรงอยู่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอน

อภิชาติพงศ์จะมาพร้อมกับหนังสั้นเรื่อง Song of the City ซึ่งเล่าเรื่องราวของชายที่พยายามขายเครื่องช่วยการนอนหลับให้แก่นายแพทย์คนหนึ่ง

วิศิษฏ์เล่าถึงภาวะที่กรุงเทพฯ ถูกยึดครองโดยเหล่าแมวกระหายเลือด ซึ่งกำลังออกไล่ล่าประชากรมนุษย์ที่หลงเหลืออยู่ ผ่านหนังสั้นชื่อ Catopia

ส่วนอาทิตย์นำเสนอประเด็นที่ตัวละครทหารกลุ่มหนึ่งเดินทางเข้าไปตรวจสอบนิทรรศการศิลปะ ในหนังสั้นเรื่อง Sunset และ The Planetarium ของจุฬญาณนนท์ จะถ่ายทอดความสัมพันธ์ระหว่างดวงดาวและปิระมิดนีออน

ภาพยนตร์ “Ten Years in Thailand” เป็นผลงานต่อเนื่องมาจากโปรเจ็คท์ “Ten Years” ของฮ่องกง ซึ่งบรรดาผู้กำกับท้องถิ่นได้พยายามตั้งคำถามถึงอนาคตของเขตปกครองพิเศษแห่งนั้น ภายใต้อำนาจของรัฐบาลจีนที่ปักกิ่ง

ขอบคุณข้อมูลเกี่ยวกับหนังสั้นทั้งสี่เรืองจาก https://www.bangkokpost.com/lifestyle/film/1445278/new-thai-films-set-to-premiere-at-cannes และ Kong Rithdee

ข่าวบันเทิง

เปิดโปรเจ็คท์ “Ten Years Thailand” โดยเจ้ย-วิศิษฏ์-มะเดี่ยว-อาทิตย์-จุฬญาณนนท์

หลังจากเมื่อเดือนสิงหาคม 2559 บล็อกคนมองหนังเผยแพร่ข่าวคราวเกี่ยวกับโปรเจ็คท์ “Films For Free” โครงการระดมทุนเพื่อสร้างภาพยนตร์บนความเชื่อที่ว่างานศิลปะที่สร้างจากอิสรภาพและเสรีภาพทางความคิด สามารถส่งเสริมให้สังคมเคารพความหลากหลายและสามารถอยู่ร่วมกันบนความแตกต่างได้อย่างสันติ ซึ่งจะกำกับและเขียนบทโดย วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง, ชูเกียรติ ศักดิ์วีรกุล, เป็นเอก รัตนเรือง และ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล

ล่าสุดเพจเฟซบุ๊ก Films For Free ของโปรเจ็คท์ภาพยนตร์ดังกล่าวได้อัพเดตข้อมูลล่าสุด โดยอธิบายวัตถุประสงค์ของโครงการเอาไว้ว่า

จะดีไหมหากเราจะมีส่วนร่วมในการสร้างภาพยนตร์ด้วยตัวเอง ไม่ต้องง้อค่าย ไม่ต้องรอเสี่ย

“Films For Free” คือกองทุนผลิตและพัฒนาภาพยนตร์อิสระ โดยมีโปรเจ็คท์ Ten Years Thailand เป็นโปรเจ็คท์แรก ประเดิมระดมทุนในหมู่คนรุ่นใหม่ที่อยากเห็นสังคมที่สามารถถกเถียงอย่างเปิดกว้างและสร้างสรรค์ และเชื่อในพลังของการเปลี่ยนแปลงที่สื่อสารผ่านศิลปะและภาพยนตร์

โดยสามารถสนับสนุนการระดมทุนและติดตามโปรเจ็คท์ Ten Years Thailand เพิ่มเติมผ่านเว็บไซต์ indiegogo หวังว่าโปรเจ็คท์แรกจะเป็นหมุดหมายที่มั่นคงในการต่อยอดการผลิตภาพยนตร์อิสระเพื่อเป็นทางเลือกใหม่ในอนาคต เพราะคุณก็สามารถกำหนดทิศทางอนาคตวงการภาพยนตร์ไทยได้

จากนั้น เพจดังกล่าวได้เผยแพร่ข้อความเพิ่มเติม มีเนื้อหาว่า

“Ten Years Thailand โครงการภาพยนตร์สั้นห้าเรื่องโดยผู้กำกับภาพยนตร์ไทย เพื่อจินตนาการถึงประเทศไทยจากวันนี้สู่อนาคตภายในสิบปี”

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุน Ten Years Thailand ได้ที่

https://www.indiegogo.com/projects/ten-years-thailand-film#/

แล้วพบกันปลายปี 2560

พร้อมทั้งมีการเผยแพร่ภาพผู้กำกับภาพยนตร์ห้าคนที่จะมาร่วมสร้างโปรเจ็คท์นี้ โดยนอกจากอภิชาติพงศ์, วิศิษฏ์ และชูเกียรติ ซึ่งเป็นผู้ร่วมบุกเบิกโครงการยุคแรกเริ่มแล้ว ยังมีคนทำหนังเข้ามาเสริมทีมอีกสองราย ได้แก่ อาทิตย์ อัสสรัตน์ และ จุฬญาณนนท์ ศิริผล

เมื่อเข้าไปดูข้อมูลจากเว็บไซต์ indiegogo มีการระบุว่า “Ten Years Thailand” คือ หนังสั้นห้าเรื่องโดยผู้กำกับชาวไทย ที่จะมาจินตนาการถึงประเทศของพวกเขาภายในช่วงเวลาอีกสิบปีข้างหน้า คนทำหนังเหล่านี้หวังว่าผลงานของพวกตนจะช่วยสร้างสรรค์บทสนทนาและภาพสะท้อนว่าด้วยสังคมไทยยุคปัจจุบัน ซึ่งดำรงอยู่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงใหญ่และความไม่แน่นอน

โดย “Ten Years Thailand” เป็นผลงานต่อเนื่องมาจากหนังเรื่อง “Ten Years” ฉบับฮ่องกง ที่พยายามตั้งคำถามถึงอนาคตของเขตปกครองพิเศษแห่งนั้น โดยทางผู้สร้างชาวฮ่องกงได้หวังที่จะส่งมอบภารกิจในการสร้างบทสนทนาและตั้งคำถามทำนองนี้ไปยังคนทำหนังในประเทศอื่นๆ ของทวีปเอเชีย รวมถึงประเทศไทย