คนมองหนัง

บันทึกถึง Afterimage, Toni Erdmann และ Nocturama

Afterimage (Andrzej Wajda)

Afterimage1

หนังเปิดเทศกาล European Union Film Festival 2017

จะว่าไปแล้ว หนังไม่ได้อยู่ในระดับ “ดีมาก” นอกจากนี้ ไม่แน่ใจด้วยว่าเรื่องราวของหนังที่อิงมาจากชีวิตของคนจริงๆ มันสอดคล้องต้องตรงกับ “เรื่องจริง” ขนาดไหน?

แต่ประเด็นหลักของหนังนั้น “ทรงพลัง” อย่างมาก

หนังเล่าเรื่องราวชีวิตของ Władysław Strzemiński จิตรกรเอกแนวอาวองการ์ด ที่ช่วงชีวิตของเขาดำเนินไปท่ามกลางการปฏิวัติรัสเซีย-สงครามโลก-สงครามเย็น

หนังแสดงให้เห็นวิธีคิดที่เปลี่ยนแปลงของ Strzemiński จากการเป็นศิลปินที่เลือกทำงานรับใช้ระบอบการเมือง (สหภาพโซเวียต) มาสู่การเป็นครูสอนศิลปะที่เชื่อว่าศิลปะกับการเมืองควรมีระยะห่างจากกัน

แต่ความเชื่อแบบหลังซึ่งดูเหมือนเป็นความพยายามที่จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องการเมืองของเขา กลับนำไปสู่ความขัดแย้งในทางการเมือง เพราะต่อมารัฐบาลคอมมิวนิสต์โปแลนด์ต้องการให้ศิลปินและโรงเรียนศิลปะผลิตงานที่รับใช้ระบอบการเมืองของตน

เมื่อ Strzemiński และกลุ่มลูกศิษย์เห็นค้านกับนโยบายดังกล่าว พวกเขาจึงโดนกลั่นแกล้งต่างๆ นานา

afterimage_01

ผมชอบที่หนังฉายภาพให้เห็นว่าเมื่อรัฐต้องการจะกลั่นแกล้งคน (ที่ต่อต้าน/มีความเชื่อต่างจากรัฐ) อย่างหนักหน่วงไปจนสุดทาง (โดยไม่ต้องลงมือฆ่าเขาตรงๆ) รัฐจะลงมือทำเรื่องดังกล่าวด้วยวิธีการแบบไหนได้บ้าง

หนังค่อยๆ เปิดเผยภาวะที่ Strzemiński ถูกกระทำจากรัฐอย่างหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ ก่อนที่เรื่องราวทั้งหมดจะปิดฉากลงอย่างไร้ซึ่งความหวัง

อย่างไรก็ดี อีกจุดหนึ่ง ซึ่งผมชอบในหนังเรื่องนี้ คือ หนังไม่ได้นำเสนอแต่ภาพลักษณ์ความเป็น “ขบถทางการเมือง” (ด้านบวก) ของ Strzemiński เพียงองค์ประกอบเดียว

แต่หนังยังฉายภาพความเป็นพ่อและผัวที่ไม่ค่อยได้เรื่องนัก (ด้านลบ) ของเขา

น่าคิดว่าถ้ารัฐที่เข้มแข็ง (หรืออาจรวมถึงรัฐเผด็จการ) มีความหมายเชื่อมโยงกับการมีผู้นำเป็นมหาบุรุษผู้แข็งแกร่ง การดำเนินชีวิตในฐานะ “ผู้ (ไม่) นำครอบครัว” ของตัวละคร Strzemiński ในหนัง ก็นับเป็นการปฏิเสธคุณลักษณะดังกล่าวของรัฐอย่างถึงขีดสุดเช่นกัน

Toni Erdmann (Maren Ade)

Toni-Erdmann-Banner

เป็นหนังที่โด่งดังมากๆ ตามเทศกาลภาพยนตร์ทั่วโลกเมื่อปี 2016 แต่เพิ่งมาได้ดูจากสัปดาห์ภาพยนตร์เยอรมัน 2017

หนังสนุกสนานและตลกมากๆ สมคำร่ำลือจริงๆ

ระหว่างดูหนังเรื่องนี้ ผมดันไปนึกถึงไอเดียเรื่อง carnivalesque ของ Mikhail Bakhtin

โอเคไอเดียหลักๆ มันก็คงเป็นเรื่องการสร้างโลกของการมีเสียงหัวเราะ/อารมณ์ขันขึ้นมา เพื่อท้าทาย/ผ่อนคลายอำนาจของโลกที่ซีเรียสจริงจัง (ตั้งแต่ยุคศาสนจักรเรืองอำนาจมาถึงยุคทุนนิยมโลกาภิวัตน์)

แต่จริงๆ ถ้าใครได้อ่านหนังสือ “Rabelais and His World” (ผมอ่านไปแบบงูๆ ปลาๆ) ก็จะพบว่ามันมีอีกหลายองค์ประกอบใน Toni Erdmann ที่สอดคล้องลงรอยกันได้ดีกับสิ่งที่ Bakhtin เสนอ

แน่นอนว่าจุดที่พีคสุดในหนัง คือ ฉาก “ปาร์ตี้เปลือย” ที่ด้านหนึ่ง มันแสดงให้เห็นว่าพอปลดเปลื้องอะไรออกหมดเหลือเพียงร่างกายเปลือยเปล่า ทั้งบอสและลูกน้องในองค์กรธุรกิจทุนนิยมมันก็มีสถานะเท่ากัน

แต่ในมุมของ Bakhtin การโป๊เปลือยในเทศกาลรื่นเริง ซึ่งแลดูเป็นการโชว์ของ “ต่ำ” ยังหมายถึงการ “เปิด” และ “เชื่อมโยง” ชีวิต/ชุมชน (พื้นบ้านอันรื่นเริงสนุกสนาน) ของสามัญชนเข้าหากัน รวมถึงเป็นการเชื่อมโยงมนุษย์เข้ากับโลก

เช่นเดียวกับแนวคิดเรื่อง “grotesque body” (ซึ่งผมคิดว่าการปลอมตัวเป็นสัตว์ประหลาดยักษ์ที่เต็มไปด้วยขนของลุง Toni นั้นเข้าข่ายนี้) ที่ซ่อนนัยยะความหมายทำนองเดียวกันกับการเผยร่างกายอันเปล่าเปลือย

การเปิดเปลือยเรือนร่างของมนุษย์ก็ดี การแสดงให้เห็นถึง “ร่างกายอันแปลกประหลาดใหญ่โตเกินธรรมชาติ” ก็ดี ล้วนบ่งชี้ถึงศักยภาพและโอกาส (ในการสร้างเสียงหัวเราะล้อเลียน) ของสามัญชน ที่สามารถขยายขอบเขตและเชื่อมโยงต่อเนื่องกันไปได้เรื่อยๆ โดยไร้จุดสิ้นสุด

toni-erdmann-2

ที่สำคัญ ภาวะไร้ขอบเขตหรือไร้จุดสิ้นสุดเช่นนั้นยังผูกโยงอยู่กับวงจรชีวิตของมนุษย์ที่มีทั้งเกิดและดับ เสื่อมสูญและรุ่งโรจน์ เป็นนิรันดร์ จะเห็นได้ว่าหนัง Toni Erdmann ก็พูดถึงประเด็นทำนองนี้เอาไว้ ผ่านการตายของคุณย่าและสุนัขชรา และการเริ่มต้นชีวิตเฟสใหม่ของอิเนส

อย่างไรก็ดี ต้องยอมรับว่าในอีกมุมหนึ่ง ศักยภาพอันไร้ขีดจำกัด (และก้าวข้ามการเกิด-ดับของชีวิต) ในการสร้างเสียงหัวเราะหรืออารมณ์ขันให้แก่มนุษย์ธรรมดาสามัญ นั้นก็มีสถานะเป็นโลกเฉพาะ โลกของภาวะกลับหัวกลับหาง ที่ไม่ได้ดำรงอยู่ตลอดเวลา

แต่มันเป็นภาวะชั่วครั้งชั่วครู่ (ในแต่ละปี) ที่เปิดโอกาสให้เราได้ท้าทายอำนาจอันซีเรียสจริงจัง หรือเป็นช่องทางผ่อนคลาย/รูระบายความตึงเครียดจากภาวะความสัมพันธ์ทางอำนาจดังกล่าว

หรือในทางกลับกัน มันอาจกลายเป็นแหล่งชาร์จพลังให้เราสามารถหวนกลับไปเคร่งเครียดในโลกของความเป็นทางการ (อันไร้เสียงหัวเราะ) ได้อีกครั้งหนึ่ง อย่างกระปรี้กระเปร่า

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าหนังเยอรมันเรื่องนี้ไม่ได้พูดแค่เรื่องการสร้างอารมณ์ขัน/เสียงหัวเราะขึ้นมาต่อสู้คัดง้างหรือประคับประคองโลกของการทำงานอันเคร่งเครียดจริงจัง แต่มันกล่าวถึงอารมณ์ความรู้สึกในแง่อื่นๆ ด้วย

เช่น ฉากอิเนสกอดพ่อในร่างตัวประหลาดกลางสวนสาธารณะ ที่ทำเอาคนดูจำนวนมากถึงกับร้องห่มร้องไห้หรือน้ำตารื้นกันเลยทีเดียว

Nocturama (Bertrand Bonello)

nocturama-paris-is-happening-poster

ได้ดูจาก European Union Film Festival 2017 เช่นกัน

หนังสนุกมาก โดยเฉพาะตอนช่วงท้ายๆ ที่ทำเอาลุ้นถึงขีดสุด (เพราะความโหดเหี้ยมและเลือดเย็นมากๆ ของมัน) แม้จะรู้ว่าถึงจะลุ้นจะเอาใจช่วยกลุ่มตัวละครหลักแค่ไหน มันก็คงไม่ค่อยมีความหวัง

แต่จริงๆ โดยส่วนตัว ผมยังรู้สึกมีปัญหากับการตัดสินใจและวิถีชีวิตหลังก่อการของกลุ่มตัวละครในหนังเรื่องนี้อยู่พอสมควร เพราะรู้สึกว่าการเลือกไปอยู่ตรงมุมอับอย่างนั้น มันอาจทรงพลังในแง่สัญลักษณ์ หรือน่าสนใจในเชิงโครงสร้างของเรื่องเล่า แต่มนุษย์ปกติควรตัดสินใจอย่างนั้นไหม? อันนี้เป็นคำถามที่ไม่แน่ใจในคำตอบมากนัก

อย่างไรก็ดี ในแง่ความหมายที่ซ่อนนัยให้ตีความต่อ การท้าทายรัฐ/ระบบทุนนิยมอย่างสุดขั้ว แล้วหลบเข้าไปซ่อนตัวในห้างสรรพสินค้า นี่มันเวิร์ค/ตรงเป้าเลย

ด้านหนึ่ง นี่อาจแสดงให้เห็นถึงอำนาจ/พื้นที่ของระบบเศรษฐกิจการเมืองอันไพศาล ที่อย่างไรเสีย เราก็หลีกหนีมันไม่พ้น

อีกด้าน ทำให้นึกถึงงานของ Henri Lefebrve นักสังคมวิทยาชาวฝรั่งเศสอยู่รางๆ

จำได้ว่า Lefebrve เคยเสนอไว้ทำนองว่า ระบบทุนนิยมได้แผ่อำนาจเข้ามาครอบงำวิถีชีวิตประจำวันของมนุษย์ทุกกลุ่มทุกชนชั้น (อันนี้ทำให้นึกถึงบรรดาตัวละครหลักใน Nocturama ที่มีตั้งแต่พนักงานออฟฟิศ หนุ่มสาวนักศึกษา รปภ.หนุ่ม หนุ่มสาวเชื้อสายอาหรับ เด็กวัยรุ่นผิวดำ เรื่อยไปจนถึงลุงป้าคนไร้บ้าน) ให้กลายเป็นพื้นที่แห่งการบริโภค

พื้นที่ของการใช้ชีวิตประจำวันแบบนี้ได้ช่วยหล่อเลี้ยงและผลิตซ้ำระบบทุนนิยมให้ดำเนินต่อไปได้เรื่อยๆ จนกว่าจะมีผู้ลุกขึ้นมากระทำการปฏิวัติต่อวิถีชีวิตประจำวันดังกล่าว

Nocturama

แต่กลุ่มคนหนุ่มสาวใน Nocturama ก็คล้ายจะไม่ได้มุ่งปฏิวัติวิถีชีวิตประจำวันอย่างถอนรากถอนโคนเสียทีเดียว เพราะพวกเขาไม่ได้เข้ามาทำลายล้างห้างสรรพสินค้าที่พวกตนใช้หลบซ่อนตัว มิหนำซ้ำ ยังมีความสุขเพลิดเพลินกับสินค้าหรูหราในห้างเสียด้วย

อีกจุดหนึ่ง ซึ่งทำให้ผมคิดต่อจาก Lefebrve คือเขาเคยเสนอไอเดียเรื่อง The Bureaucratic Society of Controlled Consumption ที่ว่าวิถีชีวิตประจำวันและ “ความต้องการ” ของมนุษย์ยุคใหม่จะถูกควบคุมกำหนดโดยอำนาจเบ็ดเสร็จของสังคมแบบอุตสาหกรรม

จากไอเดียของ Lefebrve คล้ายกับว่าระบบทุนนิยม/การผลิตสินค้าแบบอุตสาหกรรม จะสามารถกลายสภาพเป็นอำนาจเผด็จการเบ็ดเสร็จได้ด้วยตัวเอง แต่เราจะมองไม่เห็นภาพว่าระบบเศรษฐกิจ/การผลิต/การบริโภคดังกล่าว จะทำงานสอดคล้องกับอำนาจรัฐราชการอันเด็ดขาดได้อย่างไร?

ผมรู้สึกว่าช่วงสุดท้ายของ Nocturama สามารถแสดงภาพความร่วมมือที่ว่าได้เป็นอย่างดี

อีกส่วนหนึ่งที่ผมชอบมากในหนัง ก็คือ บรรดาฉาก “เหลื่อม” เวลาช่วงเดียวกัน ภายใต้สถานการณ์ที่แตกต่างกัน ซึ่งปรากฏตรงช่วงต้นกับท้ายเรื่อง

นี่เป็นเหมือนการท้าทายแนวคิดเรื่อง “สุญกาลสหมิติ” อยู่พอสมควร

Advertisements
เด็กฝึกงานในร้านถ่ายเอกสาร

ความหมายของ “หุ่นล้อการเมือง” ในวัฒนธรรมการประท้วงแบบ “ตะวันตก”

(มติชนสุดสัปดาห์ 13-19 กุมภาพันธ์ 2558)

หุ่นล้อการเมือง

“หุ่นล้อการเมือง” ในงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ ครั้งล่าสุด เพิ่งตกเป็นประเด็นข่าวที่ถูกพูดถึงกันอย่างเกรียวกราว ในฐานะของ “เครื่องมือ” (ร่วมกับป้ายผ้าและกิจกรรมแปรอักษร) ที่คนรุ่นใหม่ใช้ท้าทายอำนาจและวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลทหาร

บทความชิ้นนี้จะไม่ได้กล่าวถึง “หุ่นล้อการเมือง” ของนักศึกษาธรรมศาสตร์ เมื่อวันเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

แต่จะขออนุญาตพาผู้อ่านไปทำความรู้จักกับ “ความหมาย” ของ “หุ่นล้อการเมือง” ในวัฒนธรรมการประท้วงของ “โลกตะวันตก”

ผ่านการอ่านงานของ “เดวิด เกรเบอร์” นักมานุษยวิทยาและนักอนาธิปไตยฝ่ายซ้าย ซึ่งปัจจุบันเป็นศาสตราจารย์อยู่ที่ The London School of Economics and Political Science (LSE) สหราชอาณาจักร

มีงานชิ้นหนึ่งของเกรเบอร์ ที่กล่าวถึงบทบาทสำคัญของ “หุ่นล้อการเมือง” (Giant Puppets) ท่ามกลางการประท้วงของขบวนการต่อต้านโลกาภิวัตน์ ในช่วงต้นทศวรรษ 2000s ที่ทวีปอเมริกาเหนือ

โดยเขาได้พยายามอ่าน “ความหมาย” ที่มีอยู่หลายแง่มุมของหุ่นกระดาษเหล่านี้

ความหมายประการแรก รูปลักษณ์ของหุ่นกระดาษ “ล้อการเมือง” ขนาดยักษ์ ทั้งหลายนั้น ล้วนอยู่ในสภาพที่เปราะบางถูกทำลายทิ้งได้ง่าย มันจึงอาจถูกสรรค์สร้างขึ้นเพื่อยั่วล้อต่อบรรดา “อนุสาวรีย์” ขนาดใหญ่ของรัฐ ซึ่งโดยส่วนใหญ่มักถูกก่อสร้างขึ้นอย่างแข็งแรง เพื่อสื่อถึงความปรารถนาที่จะมีสภาพคงทนถาวรและเป็นอมตะของผู้ถือครองอำนาจรัฐ

ความหมายประการถัดมา “หุ่นล้อการเมือง” แทบทั้งหมด ต้องถูกสร้างขึ้นผ่านกระบวนการ “ร่วมกันทำร่วมกันคิด” ของเหล่านักกิจกรรมหรือผู้ชุมนุมประท้วง

“หุ่นล้อการเมือง” ไม่สามารถถูกประดิษฐ์หรือถูกกำหนดบังคับแนวคิดเบื้องหลังได้โดยปัจเจกบุคคลคนใดคนหนึ่ง

เพราะหุ่นพวกนี้ถือเป็นภาพแทนของจินตนาการ/ความคิดสร้างสรรค์ร่วมกัน ของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมทั้งขบวน

การคิดและสร้าง “หุ่นล้อการเมือง” จึงต้องเกิดจากกระบวนการอันเป็น “ประชาธิปไตยทางตรง” อย่างยิ่ง

ความหมายประการที่สาม “หุ่นล้อการเมือง” มักถูกนำมาใช้ในการประท้วงซึ่งมีรูปแบบเป็นงานคาร์นิวัลอันครื้นเครงสนุกสนาน หรือเป็นพื้นที่/ช่วงเวลาแห่ง “การปลดปล่อย” ผู้คนออกจากบรรทัดฐานหรือจารีตประเพณีที่ครอบงำสังคมอยู่ จนระบบระเบียบต่างๆ ถูกกลับหัวกลับหางไปหมด

ยิ่งกว่านั้น เมื่อ “หุ่นล้อการเมือง” มีความหมายสอดร้อยอยู่กับการต่อสู้ทางการเมืองอย่างมีอารมณ์ขันและเต็มไปด้วยความรื่นเริงบันเทิงใจ พวกมันจึงถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของ “การรักษาสันติภาพ” หรือ “การผ่อนคลายความรุนแรง” หากสถานการณ์การชุมนุมตกอยู่อยู่ในภาวะตึงเครียด เพราะผู้ประท้วงกับเจ้าหน้าที่รัฐมีปัญหากระทบกระทั่งกัน

ในความหมายประการสุดท้าย เกรเบอร์พยายามผลักสถานะด้านบวกของ “หุ่นล้อการเมือง” ให้ไปสุดทาง ด้วยการเสนอว่า “หุ่นล้อการเมือง” อาจถือเป็น “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” ของชุมชนนักกิจกรรมและผู้ชุมนุม

เนื่องจากหุ่นเหล่านี้แสดงให้เห็นถึง “อำนาจ” อันเกิดจากการนำจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ที่ล่องลอยอยู่ในอากาศของบรรดานักประท้วง มาสร้างสรรค์ก่อรูปให้กลายเป็นความจริง ผ่านรูปธรรมอย่าง “หุ่นกระดาษ”

แนวคิดดังกล่าวของเกรเบอร์ได้รับอิทธิพลมาจากนักสังคมวิทยาชาวฝรั่งเศสกลุ่มหนึ่งในช่วงทศวรรษ 1930s ที่เสนอว่า การปฏิวัติสังคมจะเกิดขึ้นได้ ก็ด้วยการนำเอาเทศกาลรื่นเริงของชาวบ้าน ซึ่งมีเนื้อหาข้องเกี่ยวเชื่อมโยงกับ “ความศักดิ์สิทธิ์” และอำนาจของตำนานพื้นบ้านปรัมปราต่างๆ ผนวกเข้ามาเป็นปัจจัยในการก่อการ

เพราะนักคิดเหล่านั้นมองว่า ยุคสมัยของโลกทุนนิยมสามานย์ ที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ซึ่งเคยยึดโยงผู้คนเข้าด้วยกันได้ถูกทำลายลง จนมนุษย์ต่างแปลกแยกออกจากกัน

ควรถูกแทนที่ด้วยการรื้อฟื้นแนวคิดเรื่องความศักดิ์สิทธิ์และงานเทศกาลรื่นเริง อันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสังคมด้วยประสบการณ์ร่วมของผู้คนจำนวนมาก ที่ออกมาทำกิจกรรมเคลื่อนไหวและยึดถือคุณค่าบางอย่างร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์การเคลื่อนไหวต่อต้านโลกาภิวัตน์ของเกรเบอร์ เขาชี้ให้เห็นว่า “ความหมาย” ของ “หุ่นล้อการเมือง” ในมุมมองของนักกิจกรรมและผู้ชุมนุมนั้น แตกต่างจาก “ความหมาย” ของมัน ที่ถูกนิยามโดยเจ้าหน้าที่รัฐ (ในบริบทดังกล่าว คือ เจ้าหน้าที่ตำรวจ)

นักมานุษยวิทยา/นักอนาธิปไตยผู้นี้ เสนอว่า มุมมองอันแตกต่างเช่นนั้น เกิดขึ้นจากการที่ทั้งสองฝ่ายตระหนักใน “ภาวะความจริง” อย่างผิดแผกจากกัน

ขณะที่ตำรวจมองเห็นว่า การใช้กำลังและความรุนแรง สามารถช่วยแก้ปัญหาสลับซับซ้อนต่างๆ ในสังคมได้

นักกิจกรรมกลับเชื่อว่า จินตนาการ/ความคิดสร้างสรรค์ต่างหาก ที่เป็นบ่อเกิดของ “อำนาจทางเลือก” ซึ่งใช้ต่อต้านอำนาจรัฐหรืออำนาจของระบบทุนนิยม รวมทั้งนำเสนอวิถีทางแก้ปัญหาแบบใหม่ๆ ให้แก่สังคม

ด้วยเหตุนี้ “หุ่นล้อการเมือง” จึงกลายเป็น “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” ที่ยึดโยงผู้ชุมนุมเข้าหากัน เพราะมันเป็นรูปธรรมแห่ง “อำนาจ” แบบไม่เป็นทางการ ที่เกิดขึ้นจากการใช้จินตนาการร่วมกันของผู้ชุมนุมประท้วงเหล่านั้น

ในทางตรงกันข้าม การทำหน้าที่รักษาระเบียบสังคมของตำรวจ ซึ่งมุ่งจัดการ “ภาวะไร้ระเบียบ” ในรูปลักษณ์ของหุ่นกระดาษและการประท้วงด้วยท่วงทำนองแบบเทศกาลงานรื่นเริง ก็กลับกลายเป็น “กำแพง” ที่คอยกีดกันคั่นขวาง ไม่ให้ความคิดสร้างสรรค์ของผู้ชุมนุมถูกแปรสภาพกลายเป็นความจริง

เกรเบอร์พรรณนาด้วยว่า ในช่วงเวลาแห่งการเคลื่อนไหวของขบวนการต่อต้านโลกาภิวัตน์เมื่อต้นทศวรรษ 2000s สิทธิอำนาจในการเข้าควบคุมสถานการณ์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้นถูกท้าทายและป่วนปั่นอยู่ตลอดเวลา ด้วยจินตนาการ/ความคิดสร้างสรรค์ของบรรดาผู้ประท้วง

บ่อยครั้ง ที่ “หุ่นล้อการเมือง” ถูกขับเคลื่อนเข้ามา เพื่อเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ตึงเครียดให้มีความผ่อนคลายลง

แม้ผู้ชุมนุมจะประเมินว่า นั่นคือ บทบาทในการรักษาสันติภาพของหุ่นกระดาษ ทว่า ตำรวจกลับรู้สึกหงุดหงิดทุกครั้งเมื่อได้เห็นหุ่นเหล่านี้

เนื่องจากพวกเขามองว่าการใช้ “หุ่นล้อการเมือง” ถือเป็นเพียงเล่ห์เหลี่ยมประการหนึ่งของกลุ่มผู้ประท้วง ที่เพิ่งจะทะเลาะเบาะแว้งกับเจ้าหน้าที่ไปหมาดๆ แต่พอสถานการณ์มีแนวโน้มรุนแรงยิ่งขึ้น จนเจ้าหน้าที่ตำรวจมีสิทธิใช้อำนาจตามกฎหมาย

อยู่ดีๆ ผู้ชุมนุมเหล่านั้น ก็ปรับเปลี่ยนบรรยากาศการประท้วงทั้งหมดให้กลายเป็นงานคาร์นิวัลแสนรื่นเริง ไร้พิษภัย ผ่านการเคลื่อนตัวเข้ามายังท้องถนนของ “หุ่นล้อการเมือง”

จากมุมมองของเกรเบอร์ เหตุผลหลักสำคัญที่ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐในทวีปอเมริกาเหนือรู้สึกรำคาญใจกับบรรดา “หุ่นล้อการเมือง” นั้นเกิดจากการปะทะของ 2 แนวคิด ซึ่งมีรากฐานแตกต่างกัน ดังได้กล่าวไปแล้ว

นั่นคือ แนวคิดที่เชื่อว่ารัฐสามารถใช้กำลังและความรุนแรง จัดการหรือตัดตอนปัญหาต่างๆ ได้ทุกเรื่อง

กับแนวคิดที่เชื่อว่าสามัญชนพอจะต่อกรกับอำนาจรัฐได้ ก็ด้วยหนทางแห่งการใช้จินตนาการและ/หรือความคิดสร้างสรรค์

เจ้าหน้าที่รัฐ ผู้เคยผูกขาดสิทธิในการใช้กำลังจัดการปัญหา จึงย่อมว้าวุ่นใจเป็นธรรมดา เมื่อพวกเขาค้นพบว่า อำนาจอันเกิดจากจินตนาการของฝ่ายตรงข้ามที่ไร้อาวุธนั้น สามารถยืนหยัดท้าทายอำนาจรัฐ ที่พยายามจะเข้ามาควบคุมสถานการณ์การชุมนุมของพลเมืองให้ดำเนินไปอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย

มิหนำซ้ำ จินตนาการ/ความคิดสร้างสรรค์เหล่านั้น ซึ่งมี “หุ่นล้อการเมือง” เป็นหนึ่งในตัวอย่างอันเป็นรูปธรรม ยังสามารถพลิกเกม หรือเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ความขัดแย้งที่กำลังดำเนินอยู่ ให้แปรผันไปสู่สถานการณ์รูปแบบอื่นๆ ได้โดยไม่รู้จบ

นั่นหมายความว่า “หุ่นล้อการเมือง” อาจมีนัยยะเชื่อมโยงกับการมีจินตนาการถึงสถาบันทางสังคม-การเมืองรูปแบบใหม่ๆ ที่เป็น “ทางเลือก” จากระบอบอำนาจเดิมๆ ด้วย

หมายเหตุ : สรุปความตามความเข้าใจของผู้เขียน (ซึ่งอาจถูกหรือผิดก็ได้) จากการอ่านบทความวิชาการหัวข้อ On the Phenomenology of Giant Puppets: Broken Windows, Imaginary Jars of Urine, and the Cosmological Role of the Police in American Culture โดย David Graeber