ข่าวบันเทิง

ข่าวดี “สยมภู” ได้รับเชิญเป็นกรรมการตัดสินออสการ์!

อีกหนึ่งข่าวดีของแวดวงภาพยนตร์ไทย เมื่อสถาบันศิลปะและวิทยาการภาพยนตร์แห่งสหรัฐอเมริกา ได้ออกหนังสือเชิญสมาชิกใหม่จำนวน 928 ราย ซึ่งเป็นบุคลากรสาขาต่างๆ ในวงการหนัง

โดยสมาชิกใหม่ทั้งหมดจะมีสิทธิร่วมโหวตตัดสินรางวัลออสการ์

หนึ่งในรายชื่อสมาชิกใหม่ของสถาบันฯ คือ “สยมภู มุกดีพร้อม” ผู้กำกับภาพชาวไทย ซึ่งไปสร้างชื่อเสียงระดับอินเตอร์เมื่อปีก่อนจาก Call Me by Your Name และกำลังจะมีผลงานใหม่กับหนังสยองขวัญรีเมก Suspiria ในปีนี้

สองปีก่อน สถาบันศิลปะและวิทยาการภาพยนตร์ฯ ได้ประกาศรายชื่อสมาชิกใหม่จำนวน 683 ราย โดยมี “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” ผู้กำกับภาพยนตร์ (ผู้เคยร่วมงานกับสยมภูในหนังหลายเรื่อง) และ “สุทธิรัตน์ ลาลาภ” คอสตูมดีไซเนอร์ชาวไทย รวมอยู่ด้วย

ที่มาเนื้อหา https://www.hollywoodreporter.com/news/new-academy-members-2018-revealed-1123069

ภาพจาก http://www.imdb.com/character/ch0569854/mediaviewer/rm3110747904

Advertisements
ข่าวบันเทิง

รู้จัก Cultural Anthropologist (นักมานุษยวิทยาวัฒนธรรม?) ในกองถ่าย Call Me by Your Name

สำหรับบางคนที่ได้ดูหนังเรื่อง Call Me by Your Name แล้ว คงพอสังเกตเห็นว่าในตอนจบนั้น มีการขึ้นเครดิตว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ มี Cultural Anthropologist ประจำกองถ่ายด้วย

อย่างไรก็ดี “Cultural Anthropologist” ประจำกองถ่ายหนังเรื่อง Call Me By Your Name อาจมิได้หมายถึงนักวิชาการทางด้าน “มานุษยวิทยาวัฒนธรรม” แบบตรงตัวซะทีเดียว

เพราะผู้ที่มาทำหน้าที่ดังกล่าว ก็คือ “คาร์โล อันโตเนลลี่”

antonelli
ภาพจาก http://www.lettera43.it/it/articoli/media/2013/04/22/editoria-carlo-antonelli-nuovo-direttore-di-gq/83135/

เท่าที่ลองเสิร์ชหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต อันโตเนลลี่นั้นเป็นบุคลากรที่คร่ำหวอดอยู่ในแวดวงศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยของอิตาลี

เขาเป็นบรรณาธิการนิตยสาร Wired ฉบับภาษาอิตาเลียน และก็เคยเป็นบรรณาธิการบริหารนิตยสาร Rolling Stone และ GQ ฉบับภาษาอิตาเลียน รวมทั้งเคยเป็นผู้บริหารค่ายเพลงที่มีชื่อว่า Sugar

อันโตเนลลี่มีงานเขียนบทความจำนวนมาก ตลอดจนผลงานที่ตีพิมพ์ออกมาเป็นหนังสือเล่ม อาทิ Discoinferno (เขียนร่วมกับฟาบิโอ เดอ ลูก้า)

discoinferno

นอกจากนี้ เขายังทำงานสอนหนังสือและวิจัย โดยอันโตเนลลี่น่าจะเคยสอนที่ Domus Academy และเป็นอาจารย์พิเศษสอนวิชา the Sociology of Conventions (สังคมวิทยาว่าด้วยประเพณี?) ที่มหาวิทยาลัยโบโลญญา ทั้งยังมีบทบาทในการร่วมก่อตั้งศูนย์วิจัยว่าด้วยศิลปะ วิทยาศาสตร์ และความรู้ ที่มหาวิทยาลัยบอคโคนี เมืองมิลาน

อีกหนึ่งบทบาทสำคัญของอันโตเนลลี่ก็คือการร่วมก่อตั้งบริษัทผลิตภาพยนตร์ชื่อ First Sun ซึ่งส่งผลให้เขาได้ร่วมงานกับ “ลูก้า กัวดาญีโน” (ผู้กำกับ Call Me by Your Name) ทั้งในฐานะผู้ช่วยโปรดิวเซอร์ของหนังเรื่อง I Am Love และโปรดิวเซอร์ของหนังเรื่อง Suspiria

คาร์โล อันโตเนลลี่ จึงเป็นคนที่ร่วมงานกับกัวดาญีโนมาอย่างสม่ำเสมอ

อย่างไรก็ตาม ไม่แน่ใจว่าอันโตเนลลี่นั้นร่ำเรียนศึกษามาทางมานุษยวิทยาด้วยหรือไม่? (แต่ก็อาจเป็นไปได้ หากพิจารณาจากบทบาทในฐานะอาจารย์พิเศษของเขา)

ขณะเดียวกัน ก็ไม่มีแหล่งข้อมูลใดระบุชัดๆ ว่าบทบาทในฐานะ Cultural Anthropologist ประจำกองถ่ายหนัง Call Me by Your Name ของเขานั้น มีหน้าที่ต้องทำอะไรบ้าง?

cultural anthropologist

ระหว่างการให้ข้อมูลเกี่ยวกับเนื้อหาส่วนที่กล่าวถึงความรู้ทางด้านมานุษยวิทยา/โบราณคดี/นิรุกติศาสตร์ภายในภาพยนตร์

หรือการเป็นที่ปรึกษาด้านวัฒนธรรมและดนตรียุค 1980 ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญและโดดเด่นมากๆ ของหนังเรื่องนี้ แถมยังดูจะสอดคล้องต้องตรงกับหน้าที่การงานในแวดวงนิตยสารของอันโตเนลลี่พอดี

ที่มาข้อมูล

https://www.edge.org/memberbio/carlo_antonelli

http://www.domusacademy.com/en/carlo-antonelli/

http://www.imdb.com/name/nm2108595/

ข่าวบันเทิง

“สยมภู มุกดีพร้อม” คนไทยที่เข้าใกล้รางวัล “ออสการ์” มากที่สุด!

เพิ่งได้อ่านบทสัมภาษณ์ “สมยภู มุกดีพร้อม” ตากล้องชาวไทย ที่กำลังถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง จากการเข้าไปมีส่วนร่วมกับหนังเรื่อง Call Me By Your Name โดยคุณก้อง ฤทธิ์ดี ในเว็บไซต์บางกอกโพสต์ เลยขออนุญาตเก็บความมาเป็นประเด็นสั้นๆ เพื่อเล่าสู่กันฟังครับ

(สำหรับใครที่พออ่านภาษาอังกฤษได้ แนะนำให้อ่านบทสัมภาษณ์ฉบับเต็ม ที่นี่)

หนึ่ง

แม้จะมีคู่แข่งน่ากลัวอีกหลายรายในสาขากำกับภาพยอดเยี่ยม แต่สยมภูยังถือเป็น “คนไทยที่มีโอกาสใกล้เคียงที่สุดกับการเข้าชิงรางวัลออสการ์” เมื่อกระแสของหนัง Call Me By Your Name ยังแรงดีไม่มีตก แถมตัวสยมภูยังเริ่มได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลกำกับภาพยอดเยี่ยมจากสถาบันต่างๆ ในช่วงส่งท้ายปี

ข้อมูลหนึ่งที่ผมเพิ่งทราบก็คือ นอกจากจบปริญญาตรี ที่คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ แล้ว สยมภูยังเคยเดินทางไปศึกษาต่อที่ Gerasimov Institute of Cinematograpy (Vgik) ณ กรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย

sayon 02
ภาพจาก https://www.moviemaker.com/archives/moviemaking/directing/love-desire-luca-guadagnino-walter-fasano-call-me-by-your-name/

สอง

สยมภูยืนยันว่าสภาพของแสงในทวีปยุโรปกับในเมืองไทยนั้นไม่เหมือนกัน ด้วยปัจจัยหลายประการ อาทิ เรื่องมุมตกกระทบของแสงอาทิตย์ และความชื้น ส่งผลให้ภาพที่ถ่ายได้มีคุณภาพผิดแผกกันตามไปด้วย

เขาบอกว่าความชื้นที่น้อยกว่า ส่งผลให้สีสันของภาพที่ถ่ายในยุโรปมีความเข้มข้นเปี่ยมชีวิตชีวามากกว่า แต่ช่างภาพก็อาจประสบปัญหาได้เช่นกัน หากต้องถ่ายหนังในช่วงแสงสุดท้ายของวัน เพราะเลนส์จะถูกปกคลุมด้วยสีบางสี เช่น สีม่วงแดง จนความแตกต่างระหว่างกลางคืนกับกลางวันปรากฏขึ้นอย่างเด่นชัด

สาม

สยมภูบอกว่าเขาจะไม่พยายามปิดกั้นกักขังตัวเองไว้ในกรอบของเทคนิคและกฎเกณฑ์ต่างๆ ว่าด้วยการถ่ายทำภาพยนตร์

เขาจะไม่พยายามดูงานของคนอื่นเพื่อนำมาใช้เป็นไอเดียอ้างอิง รวมถึงไม่พยายามทำสตอรี่บอร์ด ซึ่งจะกลายเป็นขีดจำกัดทางความคิด เขามีการวางแผนเตรียมงานล่วงหน้า แต่ก็พร้อมที่จะปรับตัวอยู่ตลอดเวลาขณะออกกองถ่าย

“นี่คงเหมือนจอมยุทธในนิยายจีนกำลังภายใน ซึ่งคุณจะค้นพบกระบี่ของตัวเองระหว่างการออกท่องยุทธภพ” ผู้กำกับภาพมือทอง บอกกับก้อง

สี่

อีกหนึ่งลักษณะเด่นของหนังเรื่อง Call Me By Your Name ก็คือ ผู้กำกับภาพอย่างสยมภูเลือกจะถ่ายภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วยฟิล์ม 35 มม.

อย่างไรก็ดี เจ้าตัวไม่ค่อยเห็นด้วยนักกับความคิดที่ว่าการถ่ายหนังด้วยระบบดิจิทัล คือ ทางเลือกของ “คนขี้เกียจ”

สยมภูอธิบายว่าทางเลือกระหว่างระบบฟิล์มหรือดิจิทัล คือการคุยกันเรื่อง “เครื่องมือ” โดยเครื่องมือแต่ละชนิดก็จะให้ผลลัพธ์แตกต่างกันออกไปตามความต้องการของผู้เลือก

ในมุมมองส่วนตัว เขารู้สึกว่าการใช้กล้องฟิล์มสามารถจับภาพ “ความจริง” (ที่เขาต้องการ) ได้ดีกว่ากล้องดิจิทัล ด้วยเหตุนี้ กล้องฟิล์มจึงเป็นอุปกรณ์ที่ตอบสนองความต้องการของเขา

แต่มิได้หมายความว่ากล้องฟิล์มจะดีกว่ากล้องดิจิทัล

sayom 01
ภาพจาก http://www.imdb.com/character/ch0569854/mediaviewer/rm3110747904

ห้า

แน่นอนว่าใบเบิกทางสำคัญสู่แวดวงภาพยนตร์นานาชาติของสยมภู ได้แก่ การเป็นผู้กำกับภาพให้แก่หนังไทยเรื่อง “ลุงบุญมีระลึกชาติ” ของอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล

สยมภูพูดถึงจุดเด่นของผู้กำกับรางวัลปาล์มทองคำรายนี้ว่า อภิชาติพงศ์ชอบลงทุนเรื่องคนและเวลา มากกว่าเรื่องวัสดุอุปกรณ์

ดังนั้น การทำงานร่วมกับอภิชาติพงศ์ คือ กระบวนการแสวงหาความคิดสร้างสรรค์ร่วมกันภายในโลกเฉพาะ ที่คุณจะถูกขับเคลื่อนด้วยสภาวะแวดล้อม สถานที่ถ่ายทำ และเหล่านักแสดง

ที่มา https://www.bangkokpost.com/lifestyle/social-and-lifestyle/1376419/shooting-star

ข่าวบันเทิง

“ตากล้องไทย” ได้เข้าชิงรางวัลสำคัญที่สหรัฐ – “มะลิลา” คว้ากล่องจากเทศกาล “ม้าทองคำ”

“สยมภู มุกดีพร้อม” มีชื่อเข้าชิงรางวัลอินดี้ สปิริต อวอร์ดส์

รางวัลอินดี้ สปิริต อวอร์ดส์ รางวัลสำหรับภาพยนตร์อิสระในสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศรายชื่อผู้เข้าชิงรางวัลประจำปีนี้ออกมาแล้ว

โดย “Call Me by Your Name” หนังดราม่าเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ยากลบเลือนของชายคู่หนึ่งในช่วงฤดูร้อนปี 1983 ณ ภาคเหนือของประเทศอิตาลี ผลงานการกำกับภาพยนตร์ของ Luca Guadagnino มีรายชื่อเข้าชิงรางวัลมากถึง 6 สาขา

call-me-by-your-name-42-1503526113

ได้แก่ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, ผู้กำกับยอดเยี่ยม, นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม, นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม, ลำดับภาพยอดเยี่ยม และกำกับภาพยอดเยี่ยม

ซึ่งผู้ทำหน้าที่กำกับภาพให้แก่หนังเรื่องนี้ จนมีชื่อเข้าชิงรางวัลด้วย ก็คือ ตากล้องชาวไทย “สยมภู มุกดีพร้อม”

สยมภู ซึ่งปัจจุบันมีอายุ 47 ปี จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ เขาเคยมีผลงานการกำกับภาพยนตร์อยู่หนึ่งเรื่อง ในฐานะผู้กำกับร่วมของหนังไทยเรื่อง “ขอบคุณที่รักกัน” (2554)

ในฐานะผู้กำกับภาพหรือตากล้อง สยมภูสะสมเครดิตในระดับประเทศและนานาชาติไว้อย่างมากมาย

ด้านหนึ่ง สยมภูเป็นผู้กำกับภาพคู่ใจของ “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” โดยฝากผลงานการถ่ายภาพไว้ในหนังเจ้ยหลายเรื่อง เช่น ดอกฟ้าในมือมาร, สุดเสน่หา, แสงศตวรรษ และลุงบุญมีระลึกชาติ

อีกด้านหนึ่ง เขาก็มีผลงานกำกับภาพให้กับหนังสตูดิโอของไทยมาอย่างโชกโชน อาทิ สตรีเหล็ก 2, สยิว, แจ๋ว, เฉิ่ม, หนูหิ่น เดอะมูฟวี่, Me…Myself ขอให้รักจงเจริญ, ไชยา, แฮปปี้เบิร์ธเดย์ และ ฤดูร้อนนั้น ฉันตาย เป็นต้น

สยมภู
ภาพจาก https://mubi.com/cast/sayombhu-mukdeeprom

สยมภูเริ่มรับหน้าที่เป็นผู้กำกับภาพให้แก่ผลงานภาพยนตร์ต่างประเทศตั้งแต่ปี 2551 กับหนังเรื่อง Soi Cowboy และต่อมาคือในปี 2554 กับหนังเรื่อง Hellgate ซึ่งทั้งคู่เป็นหนังต่างชาติที่มีเหตุการณ์ท้องเรื่องเกิดขึ้นในประเทศไทย

อย่างไรก็ดี สยมภูเริ่มโกอินเตอร์อย่างแท้จริงเมื่อปี 2558 กับการเดินทางไปทำงานเป็นตากล้องให้กับภาพยนตร์ไตรภาคชุด Arabian Nights ของ Miguel Gomes ซึ่งนำเนื้อหาบางส่วนของนิทานอาหรับราตรีมาถ่ายทอดผ่านสภาพสังคมโปรตุเกสสมัยใหม่

จากนั้น สยมภูได้กำกับภาพให้กับหนังอิตาลีเรื่อง Antonia ที่เล่าเรื่องราวชีวิตของกวีหญิงชาวอิตาเลียนในทศวรรษ 1930 และหลังจาก Call Me by Your Name เขายังได้ทำงานร่วมกับ Luca Guadagnino อีกครั้ง ในโปรเจ็คท์ภาพยนตร์เรื่อง Suspiria ซึ่งกล่าวถึงมุมมืดลึกลับของโรงเรียนสอนนาฏลีลาแห่งหนึ่งในประเทศเยอรมนี

การประกาศผลรางวัลอินดี้ สปิริต อวอร์ดส์ครั้งนี้ จะจัดขึ้นในวันที่ 3 มีนาคม ปีหน้า หนึ่งวันก่อนการประกาศรางวัลออสการ์ส

ถึงแม้รายชื่อผู้เข้าชิงและผู้ได้รับรางวัลอินดี้ สปิริต อวอร์ดส์ มักไม่ใช่ “ภาพสะท้อน” ที่แม่นยำตรงเป๊ะของผลรางวัลออสการ์สเสียทีเดียว แต่ก็สามารถนำมาใช้เป็นดัชนีบ่งชี้แนวโน้มผู้น่าจะได้เข้าชิงรางวัลตุ๊กตาทองสหรัฐได้ในระดับหนึ่ง

ทั้งนี้ “Call Me by Your Name” มีกำหนดการจะเข้าฉายในไทยช่วงเดือนธันวาคม ที่โรงภาพยนตร์เฮาส์ อาร์ซีเอ

“มะลิลา” ได้รางวัลที่ไต้หวัน

“มะลิลา” ผลงานภาพยนตร์โดย “อนุชา บุญยวรรธนะ” คว้ารางวัลจากเทศกาลหนังนานาชาติได้อีกแล้ว

นุชชี่ ไต้หวัน
ภาพจาก Anucha Boonyawatana

คราวนี้ หนังได้รับรางวัล NETPAC Award หรือรางวัลจากเครือข่ายสนับสนุนส่งเสริมภาพยนตร์เอเชีย ในเทศกาลภาพยนตร์ม้าทองคำแห่งไทเป ประเทศไต้หวัน

โดย “มะลิลา” ซึ่งเล่าเรื่องราวสายสัมพันธ์และความพลัดพรากของชายคู่หนึ่ง ผ่านกระบวนการทำบายศรีและแนวคิดทางพุทธศาสนา จะเข้าฉายในเมืองไทยช่วงต้นปีหน้า