คนมองหนัง

“ฮักบี้ บ้านบาก”: สายสัมพันธ์ระหว่าง “บ้านบาก” กับ “พระนคร-สยาม” และ “เอ็มเคสุกี้”

หนึ่ง

คนส่วนใหญ่อาจนิยามให้ “ฮักบี้ บ้านบาก” เป็น “หนังบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์” อย่างไรก็ตาม จากรสนิยมและฉันทาคติส่วนตัว ผมเลือกจะมองว่า “ปื๊ด ธนิตย์ จิตนุกูล” ซึ่งมีเครดิตเป็นผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ ย่อมมีบทบาทสำคัญต่อตัวหนังอยู่ไม่น้อยเช่นกัน

“สวัสดีบ้านนอก” (2542) ผลงานของ “ปื๊ด ธนิตย์” ถือเป็นหนังไทยในดวงใจของผม ณ ช่วงแรกเริ่มดูหนังตอนต้นทศวรรษ 2540

ปื๊ด บิณฑ์

น่าสนใจว่า “สวัสดีบ้านนอก” และ “ฮักบี้ บ้านบาก” มีความพ้องกันหลายประการ ทั้งการเป็นหนังสเกลเล็กๆ ที่มีท้องเรื่องอยู่ในพื้นที่ชนบท ส่วนเรื่องราวขาดๆ พร่องๆ ล้นๆ เกินๆ ของหนัง ก็ถูกถ่ายทอดผ่านการแสดงและการเล่าเรื่องที่จริงใจและไม่ทะเยอทะยานเกินขีดจำกัดของตัวเอง

อย่างไรก็ดี ขณะที่ “สวัสดีบ้านนอก” เล่าถึงการปรับประสานต่อรองระหว่างรัฐส่วนกลางกับท้องถิ่น ผ่านสายสัมพันธ์ของข้าราชการกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่าง อบต. (ซึ่งเป็นนวัตกรรมทางการเมืองในยุคสมัยดังกล่าว) โดยมีแกนกลางความสัมพันธ์เป็นพล็อต “พ่อตาลูกเขย” และแนวคิด “เศรษฐกิจพอเพียง”

“ฮักบี้ บ้านบาก” กลับเล่าถึงสายสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการครู (ซึ่งอีกด้านหนึ่ง ก็เป็นคนท้องถิ่น) กับเด็กๆ ลูกชาวบ้าน โดยมีสื่อกลางเป็นกีฬา “รักบี้” รวมถึงทุน/สินค้าอื่นๆ เช่น “สุกี้เอ็มเค”

สอง

ในแง่ความเป็นหนัง ผมรู้สึกพอใจกับ “ความเป็นภาพยนตร์กีฬา” ของ “ฮักบี้ บ้านบาก” ซึ่งสามารถถ่ายทอดภาพจำลองการแข่งขันรักบี้ออกมาได้อย่างสนุก รู้เรื่อง และไม่ค่อยมั่ว

โดยส่วนตัว ผมจะติดใจอยู่ตรงแค่ขนาดของทัวร์นาเมนต์ซึ่งแลดูเล็ก และจำนวนทีมที่เข้าร่วมแข่งขันซึ่งแลดูน้อยไปหน่อย

ถ้าเปรียบเทียบกับ “หนัง (แข่ง) กีฬา” ของไทยเรื่องอื่นๆ ผมคิดว่า “ฮักบี้ บ้านบาก” นั้นอยู่ในมาตรฐานที่ใกล้เคียงกับ “สตรีเหล็ก” เลยทีเดียว

สาม

ฮักบี้ 3

ขณะเดียวกัน ผมก็รู้สึกทึ่งและขำพอสมควร ที่ทีมงานผู้สร้างสามารถจับหลายสิ่งหลายอย่างยัดเข้ามาในหนังกีฬาเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นมุขล้อเลียนพระ, มุขผู้หญิงนมโตแบบไม่ต้องคิดคำนึงเรื่อง “ความถูกต้องทางการเมือง” ใดๆ, การปรากฏตัวของนักแสดงตลกหลายรายยุค “หลังตลกคาเฟ่” เรื่อยไปถึงการพากย์กีฬาของ “ปิยะ ตระกูลราษฎร์”

องค์ประกอบที่คล้ายจะค่อนข้างเละเทะเหล่านี้ ย้ำเตือนให้เราตระหนักว่า ที่กำลังปรากฏอยู่ในจอภาพยนตร์นั้นคือ “หนังแบบบิณฑ์” หรือ “หนังตลกไซส์เล็กสไตล์ปื๊ด”

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าอะไรต่อมิอะไรใน “ฮักบี้ บ้านบาก” จะเลอะเทอะไปเสียทั้งหมด เพราะเรายังได้มองเห็นพลวัตต่างๆ ในพื้นที่ชนบทของหนังเรื่องนี้

แม้สถานที่สำคัญแห่งหนึ่งในจักรวาลต่างจังหวัดของหนังจะยังเป็น “ร้านขายของชำ-ตู้เติมน้ำมัน” เหมือน “สวัสดีบ้านนอก” เมื่อสองทศวรรษก่อนไม่ผิดเพี้ยน

แต่ชนบทอีสานใน “ฮักบี้ บ้านบาก” ก็ยังมีสถานที่ใหม่ๆ พื้นที่ใหม่ๆ และรสนิยมใหม่ๆ ปรากฏขึ้น ตั้งแต่ร้าน “เอ็มเคสุกี้”, สวนยางพารา ไปจนถึงกีฬารักบี้ อันเป็นใจกลางสำคัญของเรื่อง

สี่

ฮักบี้ 3 1

การดำรงอยู่ของตัวละคร LGBTQ ในหนังเรื่องนี้ชวนฉุกคิดดี (และมีลักษณะคล้ายๆ กับตัวละครเกย์รายหนึ่งใน “สวัสดีบ้านนอก” ที่เปิดกิจการตู้เติมน้ำมันและเป็น อบต. ด้วย)

เพราะด้านหนึ่ง ตัวละครกลุ่มนี้ก็ถูกครู/พ่อ/เพื่อนๆ ประเมินว่าพวกเขามีความแตกต่างจากคนทั่วไป แต่อีกด้าน สมาชิก (ส่วนใหญ่) ในชุมชน/โรงเรียน/ทีมรักบี้ ก็ยอมรับการดำรงอยู่ของตัวตนที่ผิดแผกเหล่านั้น และเปิดโอกาสให้พวกเขาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน/โรงเรียน/ทีม อย่างไม่ตะขิดตะขวงใจ

ฮักบี้ 3 2

ยิ่งกว่านั้น การฉายภาพเกย์อีสานวัยประถมปลายสองราย ผู้มีรูปร่างผอมบอบบาง แต่ตัวสูงที่สุดในทีม ทั้งยังสามารถเล่นรักบี้ได้เก่งและปราศจากกริยาตุ้งติ้งในสนามแข่ง ก็อาจสะท้อนถึงวัฒนธรรมเก่าแก่ของบรรดาทีมรักบี้ในโรงเรียนประจำชายล้วนใหญ่ๆ ณ ใจกลางประเทศ โดยบังเอิญ

ห้า

ฮักบี้ ห้า

แม้ขนาดของทัวร์นาเมนต์ในหนังจะแลดูกระป๋องกระแป๋งไปสักหน่อย อย่างไรก็ดี นัยยะของชื่อทีมรักบี้ที่ลงแข่ง (ในระบบการแข่งขันจริงๆ น่าจะไม่ได้ใช้ชื่อเสียงเรียงนามเช่นนี้) นั้นมีประเด็นชวนขบคิดแฝงอยู่

ทีมฮักบี้จาก “บ้านบาก” เป็นทีมเดียวที่ใช้ชื่อโรงเรียน/หมู่บ้านลงแข่ง ขณะที่ทีมคู่แข่งมีทั้งทีม “กาฬสินธุ์” และ “ร้อยเอ็ด” ซึ่งอ้างอิงชื่อจังหวัด ตลอดจน “พระนคร” ที่ฟังดูย้อนยุคกว่า “กรุงเทพฯ” และ “สยาม” ที่ย้อนยุคกว่า “ไทย”

ดังนั้น “บ้านบาก” จึงมีความสัมพันธ์กับส่วนกลางอย่าง “พระนคร” และรัฐชาติอย่าง “สยาม” ผ่านการแข่งขันกีฬารักบี้

จากกรณีดังกล่าว จะเห็นได้ว่า “ฮักบี้ บ้านบาก” มิใช่หนังอีสานที่ปฏิเสธอำนาจศูนย์กลาง หรือไม่ได้ต่อต้านชุมชนจินตกรรมในนามของความเป็นชาติ แต่ตัวละครเด็กๆ และครูจาก “บ้านบาก” มีความกระตือรือร้นและความใฝ่ฝัน ที่จะเข้าไปมีส่วนร่วม/ปฏิสัมพันธ์กับส่วนกลางและรัฐชาติอย่างแข็งขัน

นี่คือการมีส่วนร่วมที่ทั้งเดินหน้าและถอยหลัง ไปบนเส้นทางอันสุดแสนขรุขระระหกระเหิน ไม่ได้ประสบความสำเร็จทุกครั้งคราว

เช่น ครูผู้ทำหน้าที่โค้ชทีม “บ้านบาก” ซึ่งเคยมีชีวิตรุ่งเรืองถึงขั้นเป็นนักฮอกกี้ทีมชาติไทย แต่สุดท้าย เขาก็ต้องกลับถิ่นเกิดมาฝึกสอนกีฬาที่ตนเองไม่ถนัดอย่างกระเบียดกระเสียร

ส่วนเด็กๆ ทีม “บ้านบาก” ก็ลงแข่งรักบี้กับทีมร่วมภูมิภาค ทีมจากส่วนกลาง และทีมที่ใช้ชื่อเดียวกับชาติ อย่างแพ้บ้าง ชนะบ้าง โดยไม่เคยผงาดขึ้นไปถึงจุดสูงสุด ทว่าวนเวียนอยู่แถวๆ ดิวิชั่น 2 แค่นั้น

อย่างไรก็ตาม ครูและนักเรียนทีมรักบี้ “บ้านบาก” ต่างพยายามเข้าไปต่อสู้ต่อรองกับ “อำนาจรัฐ/ทุน” อย่างคงไว้ซึ่งศักดิ์ศรี ทั้งการยืนหยัดไม่ยอมแพ้ง่ายๆ ในสนามแข่ง เรื่อยไปถึงการรับประทาน “สุกี้เอ็มเค”

ฮักบี้ mk

แม้นอกจอภาพยนตร์ สุกี้เจ้าดังอาจมีสถานะเป็นสปอนเซอร์สนับสนุนหนัง “ฮักบี้ บ้านบาก” แต่ในจอภาพยนตร์ แม้เด็กๆ จะอยากกิน “สุกี้เอ็มเค” สักเพียงใด พวกเขาก็มิได้เลือกเดินเข้าไปขอรับการอุปถัมภ์ตามแนวทางสังคมสงเคราะห์หรือขอ “กินฟรี”

ตรงกันข้าม เหล่าสมาชิกทีมรักบี้ “บ้านบาก” ต้องอดทนฟันฝ่าอุปสรรคนานัปการจนพวกตนมีสถานะเป็นรองแชมป์ดิวิชั่น 2 ระดับประเทศเสียก่อน ทั้งหมดจึงเดินเข้าร้าน “เอ็มเค” ในฐานะลูกค้า/ผู้บริโภค

ขอบคุณภาพนิ่งจากเพจเฟซบุ๊ก ฮักบี้ บ้านบาก

Advertisements
คนมองหนัง

บันทึกถึง “One Cut of the Dead”

เบื้องต้นเลย คือ หนังงดงามและสนุกมากๆ

ทีนี้มาว่ากันถึงประเด็นน่าสนใจในหนังเป็นข้อๆ ไป

หนึ่ง

เณรกระโดดกำแพง

ไม่แปลกใจถ้าจะมีการนำหนังญี่ปุ่นเรื่องนี้มาวางคู่กับ “เณรกระโดดกำแพง” ในฐานะ “หนังพี่น้อง” ที่บอกกล่าวเล่าระบายถึงภาวะดิ้นรนของคนทำหนังตัวเล็กๆ

One-Cut-of-the-Dead-poster

อย่างไรก็ตาม ประเด็นหลักที่หนังทั้งสองเรื่องแชร์ร่วมกัน กลับถูกถ่ายทอดออกมาด้วยมุมมองและกลวิธีที่คล้ายจะแตกต่างกัน

สอง

ขณะที่ “เณรกระโดดกำแพง” พูดถึงชีวิต ความฝัน ความทุกข์ของคนทำหนังอินดี้นอกระบบอุตสาหกรรม “One Cut of the Dead” กลับเล่าถึงความสุข ความปรารถนาของคนทำหนังในระบบอุตสาหกรรม ที่รับงานหลากหลายจิปาถะ และยอมเรียกร้องงบประมาณจากนายทุน/เจ้าของเงินในราคาไม่สูงนัก

หนังญี่ปุ่นเรื่องนี้จึงไม่ได้ถ่ายทอดความสุข-ความปรารถนาของศิลปิน/นักต่อสู้ที่หวังจะสร้างหนังให้กลายเป็นผลงานศิลปะอันสูงส่ง ตลอดจนเครื่องมือวิพากษ์สังคม/การเมืองอันซื่อสัตย์เถรตรง

onecut 5

ตรงกันข้าม ความสุข-ความปรารถนาแบบพอประมาณ พอถูๆ ไถๆ ที่ปรากฏในหนัง นั้นยึดโยงอยู่กับการได้โอกาสทำงานเชิงพาณิชย์ศิลป์ในวงการภาพยนตร์โทรทัศน์ หรือการได้เข้าไปร่วมเป็นฟันเฟืองระดับยิบย่อยในอุตสาหกรรมบันเทิงขนาดมหึมา

สาม

เสน่ห์ประการหนึ่งของ “เณรกระโดดกำแพง” คือ การส่องประกายฉายฉานของซับพล็อตย่อยๆ (โดยเฉพาะเกร็ดชีวิตของสามเณรตัวละครเอก) ที่มีศักยภาพสูงพอจะโน้มน้าวให้คนดูหันไปสนใจใคร่ครวญถึงประเด็นอื่นๆ นอกเหนือจากประเด็นชีวิตและการต่อสู้ของคนทำหนัง

ผิดกับ “One Cut of the Dead” ที่เล่าเรื่องราวว่าด้วยกระบวนการทำหนังเล็กๆ คล้ายคลึงกัน แต่แทบไม่วอกแวกออกไปหาประเด็นอื่นๆ

one-cut-of-the-dead_poster_goldposter_com_3

หนังอาจมีซับพล็อต เช่น ประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างพ่อ (ผู้กำกับ), แม่ (นักแสดงเก่า ผู้มีปัญหาเรื่องการอินบทจนแยกหนังกับความเป็นจริงไม่ออก) และลูกสาว (เด็กกองถ่ายมือใหม่ ที่อยากยืนบนลำแข้งของตนเอง และมีความเป็นเพอร์เฟ็คชั่นนิสต์)

one cut daughter

แต่สุดท้าย ปัญหาครอบครัวก็กลืนกลายเป็นเนื้อเดียวกับชีวิตจิตใจของ “คนทำหนัง”

เช่นเดียวกับประเด็นเรื่องธุรกิจ-อุตสาหกรรมบันเทิง ซึ่งแยกไม่ออกจากเรื่องกระบวนการถ่ายทำภาพยนตร์อยู่แล้ว

สี่

ผมชอบหน้าตาของตัวละคร “เจ๊/คุณป้า” ผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ ที่ทำให้นึกถึง “คุณจิ๊ อัจฉราพรรณ” และ “คุณเหี่ยวฟ้า”

อย่างไรก็ดี นอกจากหน้าตาอันเป็นเอกลักษณ์ การดำรงอยู่ของเจ๊คนนี้และพวกทีมงานฝ่ายบริหารในออฟฟิศ กลับกระตุ้นให้ผู้ชมมองเห็น/ตระหนักถึงรอยแตกร้าวระหว่างชนชั้นในอุตสาหกรรมบันเทิง ที่แบ่งแยกนายทุน/ผู้บริหาร/เจ้าของเงิน ออกจากคนลงมือปฏิบัติงาน

onecut 3

แน่นอน “ความสุขความสมหวัง” ของเจ๊ระหว่างนั่งชมหนังซอมบี้ดิบๆ ทางโทรทัศน์ในสำนักงานใหญ่ (มีบางช่วงแกแอบละสายตาไปเล่นมือถือด้วยซ้ำ) และหลังจากปฏิบัติการถ่ายทอดสดหนังสั้นเรื่องดังกล่าวเสร็จสิ้นลง (ดูเหมือนจะ) โดย “สมบูรณ์” กับ “ความสุขความโล่งใจ” ของบรรดาสมาชิกกองถ่าย ภายหลังการถ่ายทำหนังลองเทคออกอากาศสด ที่เต็มไปด้วยปมปัญหาต่างๆ นานาให้ต้องคอยแก้ไขชนิดเลือดตาแทบกระเด็นนั้น มัน “แตกต่างกัน” ลิบลับ

one cut crain

(เอาเข้าจริง จุดหนึ่งที่ผมอยากลอง “หาเรื่อง” ก็คือ แม้กระทั่งฉาก “เครนมนุษย์” อันซาบซึ้งและน่าประทับใจ ก็อาจมิได้นำไปสู่ “ภราดรภาพ” หรือความเท่าเทียมใดๆ ระหว่างคนในกองถ่ายภาพยนตร์ ตรงกันข้าม นั่นคือการเรียงลำดับช่วงชั้นแบบใหม่ ที่โปรดิวเซอร์/ตัวแทนนายทุน และนักแสดงใหญ่ ต้องทอดกายลงเป็นงัวงาน ขณะที่ผู้กำกับ/ทายาทผู้กำกับได้โอกาสสถาปนาอำนาจนำของตนเองสมตามความใฝ่ฝันและอุดมคติ)

สุดท้าย ทั้ง “One Cut of the Dead” และ “เณรกระโดดกำแพง” จึงหวนคืนมาบรรจบพบเจอกันอีกครั้ง

ในสมรภูมิของอุตสาหกรรมบันเทิงที่เต็มไปด้วยความไม่เสมอภาค การเอารัดเอาเปรียบ และการต้องยื้อแย่งสิทธิในการเข้าถึง/บริหารจัดการทรัพยากร

ซึ่งบางครั้งอาจถูกฉาบหน้าด้วยความทุกข์ ความตึงเครียด ทว่าบางคราวอาจถูกเคลือบเลี่ยมด้วยความสุข รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะ

คนมองหนัง

ว่าด้วย “เปรมิกาป่าราบ”

หนึ่ง

โอเค หนังมันวางตัวเองเป็น “หนังผี/ตลกเกรดบี” แบบชัดเจน ซึ่งก็สามารถทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีพอสมควร อาจมีจุดสะดุดหรือขรุขระอยู่บ้างตามรายทาง แต่ไม่ทำให้โจทย์รวมๆ ของตัวหนังหันเหผิดเพี้ยนไปเท่าไหร่

นอกจากนี้ “เปรมิกาป่าราบ” เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า “ตระกูลหนังผี/ตลกแบบไทยๆ” นั้น มันอาจไม่ใช่ “ข้อจำกัด” หรือ “เพดาน” อะไรบางอย่างเสียทีเดียว แต่หากฉวยใช้มันให้เป็น มันก็อาจเป็นเครื่องมือที่ช่วยเปิด “โอกาส” ให้คนทำได้พูดถึงประเด็นที่ไม่สามารถถูกบอกเล่าได้อย่างเป็นปกตินักในพื้นที่สื่อบันเทิงไทยทั่วไป

สอง

เปรมิกา 1

แต่ถามว่าประเด็นของ “เปรมิกาป่าราบ” มันแหลมคมมากมายไหม? มันก็ไม่ได้คมคายแปลกใหม่อะไรมากมายนัก

ประเด็นหลักๆ ของหนัง คือ การลุกขึ้นมาทวงแค้นของคนชายขอบ/ผู้หญิง ที่ถูกเหยียด ถูกกระทำจากผู้ชาย/ผู้มีอำนาจ (ซึ่งเอาเข้าจริง พวกสื่อบันเทิงกระแสหลักของไทย ทั้งในจอทีวีและโรงหนัง ก็ดันพูดถึงเรื่องพวกนี้ไม่เยอะ)

อย่างไรก็ตาม มีหลายๆ รายละเอียดรายรอบประเด็นหลักของหนังที่น่านำมาคิดต่อ

สาม

เปรมิกา 4

ข้อแรกที่ผมชอบ คือ สถานะของ “ตู้คาราโอเกะ”

ตั้งแต่ต้นจนถึงเกือบจบเรื่อง “ตู้คาราโอเกะ” เป็นเหมือนเครื่องเก็บงำและเปิดเผยอดีตหรือความลับในใจของตัวละครหลักหลายๆ ราย

ทว่า จริงๆ แล้ว สถานะสำคัญสุดๆ ของ “ตู้คาราโอเกะ” ในหนังเรื่องนี้ กลับปรากฏผ่านสายสัมพันธ์ระหว่าง “นายใหญ่” กับหญิงสาวต่างด้าวที่ถูกส่งมาขายตัวอย่าง “เปรมิกา”

โดย ณ เบื้องต้น “ตู้คาราโอเกะ” เป็นทั้งช่องทางที่ช่วยให้ “เปรมิกา” สามารถปรับประสานต่อรองเข้ากับ “ความเป็นไทย” ได้ในระดับหนึ่ง และเป็นเครื่องมือที่พาเธอหลีกหนีออกจากความจริง/ความทุกข์

และถึงขั้นสุด ความสัมพันธ์ที่มี “ตู้คาราโอเกะ” เป็นสื่อกลาง ก็สามารถทำให้ “เปรมิกา” ซึ่งถูกกดขี่เหยียดหยามอยู่ตลอดเวลา สามารถเหยียดกลับหรือหัวเราะเยาะใส่ “นายใหญ่” ผู้ร้องเพลงเพี้ยนได้

แน่นอน กลยุทธ์การหัวร่อต่ออำนาจนั้นไม่ได้ “เวิร์ก” เสมอไป และผลลัพธ์ภายหลังเสียงหัวเราะดังกล่าว ก็นำไปสู่เหตุการณ์ฆาตกรรม ซึ่งทำให้ “เปรมิกา” ต้องหันมาเอาคืนบรรดาผู้คนที่กระทำความรุนแรงต่อเธอ ด้วยความรุนแรงที่ดิบเถื่อนถึงเลือดถึงเนื้อมากกว่า ไม่ใช่เสียงหัวเราะขบขัน (หรือการเหยียดกลับ)

สี่

เปรมิกา 2

จุดที่ผมค่อนข้างเสียดายในหนัง คือ บรรดาคนที่ต้องตายในเกมการร้องเพลงคาราโอเกะนั้นมันมีแพทเทิร์นแน่ชัดไปหน่อย

เพราะส่วนใหญ่คนที่ต้องตาย จะได้แก่ผู้ชายที่กระทำสิ่งแย่ๆ ต่อผู้หญิง ตั้งแต่ฆ่า, กดขี่, ทิ้งขว้าง, ทำเธอท้องแล้วให้ไปแท้ง, ขูดรีดใช้หาประโยชน์ทางธุรกิจ เรื่อยไปจนถึงเหยียดหยามและลวนลาม

ขณะที่คนที่อยู่นอกเกณฑ์นี้จะแทบไม่เป็นอะไรเลย เช่น ตุล (ผู้มีทัศนคติต่อความเป็นชายในอีกรูปแบบหนึ่ง)

อย่างไรก็ตาม มันมีตัวละครคู่หนึ่งซึ่งถูกเล่นงานโดยเกมคาราโอเกะเป็นคู่แรกๆ และอยู่นอกเหนือจากแพทเทิร์นด้านบนด้วย นั่นคือ คู่หูเน็ตไอดอลสาวที่ร้องเพลงไม่เป็น

เอาเข้าจริง ถ้าจะทวงถามหาตรรกะเหตุผลจาก “เปรมิกา” ดูเหมือนสองสาวคู่นี้จะมีสถานะเป็น “เหยื่ออารมณ์” ของผีสตรีชายขอบมากที่สุด และเป็นสองคนที่ไม่ควรโดนลงทัณฑ์ (แม้จะปากร้ายและไร้สาระไปนิด)

แต่กลายเป็นว่าพอไปเป็นผีแล้ว พวกเธอดันรับส่งบทกับ “เปรมิกา” ได้คล่องและลงตัวซะอีก 555

ห้า

เปรมิกา 3

อีกข้อที่น่าสนใจ คือ หนังบอกตั้งแต่แรกแล้วว่าผีสาวชายชอบตนนี้ไม่ได้ชื่อ “เปรมิกา” แต่ “เปรมิกา” เป็นชื่อที่จ่าตำรวจซึ่งมาทำคดีตั้งให้เธอแบบลวกๆ เพราะเห็นป้ายชื่อร้านตัดเสื้อ “เปรมิกา” อยู่ตรงคอเสื้อที่ศพสวมใส่

ที่ตลก คือ หลังจากนั้น แม้แต่ผีสาวเองก็เหมือนจะยอมรับชื่อนี้ไปด้วยโดยปริยาย ดังจะเห็นได้จากชื่อ “เปรมิกาคาราโอเกะ” ที่เธอนำมาใช้เล่นงานล้างแค้นผู้คน

จุดนี้ มันแปลกดี เพราะเหมือนจ่าตำรวจจะเป็นคนแปะป้ายบอกอัตลักษณ์บางอย่างให้แก่ผีสาว แล้วผีสาวก็นำอัตลักษณ์ดังกล่าว (ที่คนอื่นสร้างขึ้นเพื่อบอกว่าเธอคือใคร) มาใช้งานหรือเปิดเผยแสดงตัวตน

นี่จึงเป็นความสัมพันธ์ที่กำกวมลักลั่นไม่น้อย หากคิด/ตีความว่าการหลอกหลอน-แก้แค้นของ “เปรมิกา” คือ “การปลดปล่อย” ประเภทหนึ่ง

เพราะ “การปลดปล่อย” ที่ว่า ยังต้องหยิบยืม “ชื่อเสียงเรียงนาม” อันถูกนิยามโดยกระบวนการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งมีส่วนกดขี่/เพิกเฉยต่อเธอ มาใช้เป็นอาวุธต่อสู้

หก

เปรมิกา 5

อีกจุด ที่จริงๆ แล้ว เป็นลักษณะร่วมของหนัง-ละครไทยแทบทุกเรื่องที่มีตัวละครเป็น “ตำรวจ” มากกว่าจะเป็นจุดเด่น/ด้อยของหนังเรื่องนี้แค่เรื่องเดียว ก็คือ ไม่รู้จะมีใครสังเกตบ้างว่าหนัง-ละครไทยแทบทั้งหมดนั้น มักใส่รายละเอียดเกี่ยวกับตำรวจผิดหมดเลย

จุดผิดพลาดที่เห็นบ่อยๆ ก็เช่น การกำหนดให้ตำรวจที่มีแนวโน้มจะใหญ่สุดในการรับผิดชอบคดี (หรือใหญ่สุดในสถานี) เป็นแค่ “สารวัตร” (เหมือนตำแหน่ง “ผู้กำกับการ” หัวหน้าสถานี หรือกระทั่ง “ผู้บังคับการ” ที่คุมตำรวจทั้งจังหวัด มันจะไม่อยู่ในหัวของคนทำหนัง-ละครสักเท่าไหร่)

หรือการที่บรรดาตัวละครชอบเรียกสถานีตำรวจตามต่างจังหวัดว่า “สน.” ซึ่งย่อมาจาก “สถานีตำรวจนครบาล…” (เหมือนคนทำหนัง-ละคร จะไม่รู้จัก “สภ.” หรือ “สถานีตำรวจภูธร…”)

หรือตัวละครผู้หมวดหนุ่มไฟแรงใน “เปรมิกาป่าราบ” ก็แนะนำยศของตัวเองว่าผม “ร้อยตำรวจ…” (แต่ไม่มีตรี, โท ต่อท้าย)

หลายปีที่ผ่านมา ผมมักรู้สึกว่านี่เป็น “ความไม่รู้” ของคนทำสื่อบันเทิงไทย

แต่พอมาดู “เปรมิกาป่าราบ” มันมีอีกประเด็นหนึ่งที่ผมคิดออกหรืออยากลองตีความเพิ่มเติม คือ หรือจริงๆ แล้ว ไอ้รายละเอียดยิบย่อยพวกนั้นมันจะ “ไม่ทำหน้าที่” หรือไม่มีประโยชน์ใดๆ เลย ในการรับรู้ของผู้คนส่วนใหญ่ทั่วไป (รวมถึงคนทำหนัง-ละครด้วย) ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงไม่จำเป็นจะต้องใส่ใจมัน หรือเข้าใจมันให้ถูกต้องเป๊ะๆ

ตัวอย่างชัดเจนสุด คือ สถานภาพของตัวละครตำรวจในหนังเรื่องนี้ ซึ่งแน่นอนว่า “ตำรวจไม่ดี” ก็ย่อมไม่ทำหน้าที่ตำรวจชัวร์อยู่แล้ว แต่กระทั่ง “ตำรวจดี” ที่พยายามปฏิบัติหน้าที่ของตนเอง ก็มิได้มีส่วนสะสางคดีในขั้นตอนสุดท้าย ทว่าเป็นผี “เปรมิกา” ต่างหาก ที่ลุกขึ้นมาชำระล้างเรื่องราวอันค้างคาทั้งหมดด้วยตัวเธอเอง

เท่ากับว่าเมื่อ “ตำรวจ” ไม่มีหน้าที่ทางสังคม สังคมก็ไม่จำเป็นต้องรู้จัก “ตำรวจ”

เจ็ด

วิศิษฏ์-ศาสนเที่ยง001

ไม่แน่ใจว่าบทบาท “ครีเอเตอร์” ของ “วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง” ในหนังเรื่องนี้ นี่มีหน้าที่อย่างไรบ้าง?

แต่ผมกลับชอบหรือสนุกกับ “เปรมิกาป่าราบ” มากกว่า “รุ่นพี่” ผลงานการกำกับเรื่องล่าสุดของวิศิษฏ์เสียอีก

ขณะเดียวกัน ผลตอบรับอันแสนบางเบาที่มีต่อหนังก็มิใช่เรื่องเกินคาด หากพิจารณาจากหน้าหนัง กระทั่งเนื้อในและตัวตนที่หนังเลือกจะเป็น

เช่นเดียวกับ “ปราโมทย์ ปาทาน” ที่อาจไปได้ดีในสื่อชนิดอื่นๆ แต่ก็ยัง “แป้ก” ในการแสดงภาพยนตร์อีกหน

ในอนาคต คนทำสื่อบันเทิงที่มีฟอร์มและเนื้อหาราวๆ นี้ คงต้องแสวงหาที่ทางให้ตนเองต่อไป ว่าแพลตฟอร์มแบบไหนที่จะเหมาะสมกับตัวงานที่ถูกผลิตออกมา

คนมองหนัง

สะใภ้บรื๋อ..อ์อ์ : “หน้าที่” ของหนังผีตลกในสังคมไทย

ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารไบโอสโคปเมื่อ 7-8 ปีก่อน

นำมาเผยแพร่อีกครั้งเนื่องในวาระที่ “ธนิตย์ จิตนุกูล” มีอายุครบ 60 ปี เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2559

นักดูหนังจำนวนหนึ่งในสังคมไทย อาจจะรู้สึกยี้กับบรรดาหนังผี ตลก กะเทย ซึ่งถูกผลิตขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ว่าเป็นความบันเทิงอันซ้ำซากและไร้คุณค่าทางศิลปะ เพราะหนังเหล่านั้นไม่ต้องตรงกับรสนิยม โลกทัศน์และชีวทัศน์ของพวกตน

ในวันแห่งความรักที่เพิ่งผ่านมา หนังผีตลกอีกเรื่องหนึ่งก็มีโอกาสได้ลงโรงฉายอย่างเงียบๆ หนังเรื่องดังกล่าวคือ “สะใภ้บรื๋อ..อ์อ์” ผลงานร่วมกำกับของธนิตย์ จิตนุกูล และ เสรี พงศ์นิธิ

หนังผีตลกเรื่องนี้อาจไม่ประสบความสำเร็จทางด้านรายได้ ขณะเดียวกัน ก็มีสถานะอยู่นอกสายตาของนักดูหนังหลายคน ทว่าหนังที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไรเรื่องนี้ กลับมีอะไรบางอย่างที่น่าสนใจซ่อนอยู่ และคงน่าเสียดายมิใช่น้อย หากบรรดานักดูหนังจะพากันเพิกเฉย โดยไม่ได้คิดพิจารณาถึง “สะใภ้บรื๋อ..อ์อ์” อย่างจริงจังเท่าที่ควร

เมื่อพิจารณาอย่างคร่าวๆ “สะใภ้บรื๋อ..อ์อ์” ถือเป็นหนังที่พยายามจะยำใหญ่มหรสพความบันเทิงแบบประชานิยมเข้าด้วยกัน ตั้งแต่ความเป็นหนังวิ่งหนีผี (ที่มี “บ้านผีปอบ” เป็นแม่แบบสำคัญ) ความเป็นละครน้ำเน่าที่เน้นประเด็นความขัดแย้งระหว่างแม่ผัวกับลูกสะใภ้ (ซึ่งเป็นเรื่องราวแพร่หลายในละครโทรทัศน์ที่เข้าถึงผู้คนจำนวนมาก แม้แต่นิทานพื้นบ้านส่วนใหญ่ก็มักบอกเล่าเรื่องราวเหล่านี้ ทว่าอาจกลับขั้วความขัดแย้งเป็นพ่อตากับลูกเขย ตามขนบธรรมเนียมประเพณีสมัยก่อน ที่เมื่อแต่งงานกันแล้วฝ่ายชายต้องย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านของฝ่ายหญิง) และความเป็นหนังตลก (ซึ่งอาจถือเป็นประเภทของหนังที่มีอำนาจนำสูงสุดในตลาดหนังไทย)

หลายคนที่มีโอกาสได้ชมหนังเรื่องนี้คงจะเห็นว่า “สะใภ้บรื๋อ..อ์อ์” ถือเป็นยำใหญ่ใส่สารพัดที่มีรสชาติกลมกล่อม ขณะเดียวกัน ก็มีมุขใหม่ๆ จำนวนหนึ่งที่ถูกนำมาผสมผสานกับความเป็นหนังวิ่งหนีผีและความเป็นหนังตลกได้อย่างลงตัว

ที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ ท่ามกลางมุขตลกจำนวนมากที่ทำงานอย่างได้ผล กลับไม่มีดาราตลกคาเฟ่คนใดปรากฏกายในหนัง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนแสดงให้เห็นถึงการทำงานอย่างหนักของผู้กำกับทั้งสองคนและทีมงานเขียนบท

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือไปจากความลงตัวดังกล่าว เรายังสามารถพบเห็นประเด็นทางสังคมประเด็นหนึ่งที่ปรากฏอย่างชัดเจนในหนังเรื่องนี้ นั่นก็คือ ประเด็นเรื่องชนชั้น

ภาพครอบครัวของพระเอกในหนัง โดยเฉพาะคุณหญิงแม่และน้องสาวของพระเอก ผู้ใช้ชีวิตอย่างหรูหราฟุ่มเฟือยไม่พอเพียง จนทรัพย์สินของตระกูลเริ่มไม่เพียงพอ กระทั่งต้องประกาศขายคฤหาสน์ประจำตระกูลทิ้ง อาจไม่ได้ขัดแย้งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับภาพนางพยาบาลหน้าตาสวยบุคลิกดีของนางเอก แม้นางเอกจะโดนดูถูกดูแคลนจากแม่ผัวและน้องสะใภ้ ตลอดจนบรรดาไฮโซที่จะมาซื้อคฤหาสน์ว่า เธอมีสถานะทางสังคมที่ต่ำต้อยและเป็นชนชั้นต่ำก็ตาม

ทว่าสิ่งบ่งชี้ถึงประเด็นเรื่องชนชั้นในหนังอย่างชัดเจน กลับเป็นบรรดาตัวละครคนรับใช้ภายในคฤหาสน์ของครอบครัวพระเอก หรือ ตัวละครที่เป็นคนขับรถของ ส.ส. จากอีสาน (ซึ่งเป็นหนึ่งในบรรดาเศรษฐีที่จะมาซื้อคฤหาสน์จากคุณหญิงแม่ของพระเอก) ผู้มีสถานะแตกต่างต่ำต้อยกว่าเหล่าเจ้านายอย่างเห็นได้ชัด

ครั้นเมื่อนางเอกต้องตายลงและกลายเป็นผีจากฝีมือของแก๊งอันธพาลที่ถูกจ้างวานโดยคุณหญิงแม่และน้องสาวของพระเอก สถานะความเป็น “ผี” ของนางเอกกลับทำให้ความแตกต่างทางชนชั้นระหว่างบรรดาตัวละครมีความกำกวมขึ้นมา

ความกลัวผีที่ไม่แตกต่างกันระหว่างชนชั้นสูงกับชนชั้นล่าง ส่งผลให้บรรดาคนรับใช้หรือคนขับรถที่เป็นชนชั้นล่างสามารถต่อรองสร้างเงื่อนไข (หรือสร้างปัญหากวนใจ) กับเจ้านายที่เป็นชนชั้นสูงได้ตามสมควร เพราะต่างฝ่ายต่างหลีกเลี่ยงที่จะเผชิญหน้ากับผีนางเอก

และตัวละครทุกชนชั้นก็มีความเท่าเทียมกันมากขึ้นผ่านการวิ่งหนีผีพร้อมกันอย่างชุลมุนวุ่นวาย ดังที่ทุกคนได้เอ่ยปากอย่างสอดคล้องกันว่า ตัวเองต่างก็เป็น “ประชาชน” (ที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยอย่างเท่าเทียมและเป็นหนึ่งเดียวกัน) ทั้งนั้น เมื่อท่าน ส.ส. จากอีสานพยายามจะหลีกเลี่ยงภารกิจสะกดศพผี ด้วยการอ้างว่า ตนยังมีภาระต้องไปช่วยเหลือ “ประชาชน”

เมื่อการวิ่งหนีผีดำเนินไปอย่างสนุกสนานจนสมควรแก่เวลา เรื่องราวของหนังก็ต้องจบลงที่การหยุดหลอกหลอนของผีนางเอก โดยการปิดฉากของ “สะใภ้บรื๋อ..อ์อ์” ก็ไม่ได้ดำเนินไปตามแบบแผนดั้งเดิมของหนังผีไทยเสียทีเดียว เพราะผีนางเอกไม่ได้หยุดหลอกหลอนเนื่องจากอิทธิฤทธิ์ของผู้วิเศษ หรือ หลักธรรมคำสั่งสอนทางศาสนาใดๆ

แต่ผีนางเอกยอมยุติภารกิจหลอกหลอนก็ต่อเมื่อคุณหญิงแม่ของพระเอกยอมรับผิดในสิ่งที่ตนกระทำขึ้น (การหลอกหลอนของผีนางเอก ยังส่งผลให้ตัวละครหลายคนต้องยอมรับในสิ่งที่ตนเคยทำผิด เช่น ส.ส.อีสาน ที่ยอมรับกรณีผลประโยชน์ทับซ้อนของตนเอง เพื่อจะได้เข้าไปซ่อนตัวอยู่ในห้องที่เขาเชื่อว่าปลอดจากผี)

การจบหนังลงอย่างแฮปปี้ เอนดิ้งเช่นนี้ ได้ทำให้เรามองเห็นถึง “หน้าที่” สำคัญของหนังผีตลกอย่าง “สะใภ้บรื๋อ..อ์อ์” กล่าวคือ แม้ประเด็นเรื่องชนชั้นจะปรากฏอยู่ในหนัง แต่จุดมุ่งหมายสำคัญของหนังก็ไม่ใช่การปลุกเร้าให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสังคมโดยชนชั้นล่าง

ทว่า “หน้าที่” ที่หนังผีตลกเรื่องนี้พยายามทำก็ได้แก่การหยอกล้อเสียดสีข้ามชนชั้นผ่านภาพยนตร์ เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดหรือความขัดแย้งจริงๆ ที่ดำรงอยู่ในสังคม มากกว่าจะกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสังคมขึ้นอย่างแท้จริง

เห็นได้จากกรณีของผีนางเอก ซึ่ง “หน้าที่” ของเธอก็คือ การหลอกหลอนผู้คนในคฤหาสน์ทั้งที่เป็นชนชั้นสูงและชนชั้นล่าง จนทำให้พวกเขาเหล่านั้นกลับกลายเป็นผู้คนที่มีสถานะเท่าเทียมหรือเหลื่อมซ้อนกันในสภาวะเฉพาะ/ยกเว้น ที่เกิดขึ้นชั่วครั้งคราวในโลกภาพยนตร์

ฉากจบของหนังก็ยิ่งตอกย้ำ “หน้าที่” ดังกล่าวของผีนางเอกให้เด่นชัดขึ้น เมื่อเธอได้ปรากฏกายหลอกหลอนผู้คนอีกครั้งหนึ่ง แต่คราวนี้เธอไม่ได้หลอกหลอนผู้คนในคฤหาสน์ หากเธอกลับหลอกหลอนบรรดา “แขก” (ซิกข์) ที่เป็นเจ้าหนี้ผู้จะมายึดคฤหาสน์ประจำตระกูลจากคุณหญิงแม่

นั่นเท่ากับว่า ผีนางเอกมีหน้าที่สำคัญในการปกป้องคฤหาสน์อันเป็นสมบัติประจำตระกูลของชนชั้นสูงจาก “คนนอก” ที่เป็นเจ้าหนี้อย่าง “แขก” และความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นในคฤหาสน์ก็ยังจะดำเนินต่อไป โดยอาจเกิดสภาวะผ่อนคลายให้มีความเท่าเทียมขึ้นในบางครั้ง เมื่อผีนางเอกปรากฏกายออกมาหลอกหลอนผู้คนในคฤหาสน์ดังกล่าว

(เช่นเดียวกันกับการล้างแค้นของผีนางเอก ที่เธอลงมือฆ่าเหล่าอันธพาลชนชั้นล่างซึ่งเป็นฆาตกรสังหารตัวเองอย่างโหดเหี้ยม แต่สำหรับผู้จ้างวานอย่างคุณหญิงแม่และน้องสาวของพระเอกที่เป็นชนชั้นสูง ในท้ายที่สุด ผีนางเอกก็ต้องการเพียงแค่การยอมรับผิดจากพวกเขาเท่านั้น)

นอกจากนี้ หากเราพิจารณาอย่างจริงจังแล้ว กลุ่มตัวละครเจ้าหนี้ “แขก” น่าจะเป็นฝ่ายที่สามารถสร้างความสั่นสะเทือนทางชนชั้นให้เกิดขึ้นได้จริงๆ เพราะพวกเขาเป็น “แขก” โพกหัวตัวเป็นๆ ที่สามารถขี่มอเตอร์ไซค์เข้ามาทวงหนี้ปลดทรัพย์จากคุณหญิงชนชั้นสูงผู้เป็นลูกหนี้ ซึ่งมีรถโรลสรอยส์จอดอยู่ในบ้านได้ ไม่ใช่เป็นแค่ “ผี” ที่มาหลอกหลอนให้บรรดาชนชั้นสูงและชนชั้นล่างต้องรวมตัวอย่างเท่าเทียมกันเฉพาะในเวลากลางคืนเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้ “หน้าที่” สำคัญของหนังผีตลกอย่าง “สะใภ้บรื๋อ..อ์อ์” และผีนางเอกในเรื่อง จึงเป็นการหลอกหลอนยั่วล้อเสียดสีประเด็นเรื่องชนชั้นในสังคม ผ่านความบันเทิง ความสนุกสนาน และความตลกขบขันอันกลมกล่อม เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดหรือความขัดแย้งดังกล่าวชั่วครั้งคราว และเพื่อค้ำจุน “โครงสร้าง” สังคมที่ก่อให้เกิดหรือเสริมส่งความไม่เท่าเทียมกันของผู้คนให้ดำรงอยู่และดำเนินต่อไป

โดยที่ “ชนชั้นสูง” และ “ชนชั้นกลาง” จำนวนมากต่างก็ได้รับผลประโยชน์ ความมั่นคง และความสุขจากโครงสร้างสังคมเช่นนี้ ส่วนนักดูหนังจำนวนหนึ่งที่แสดงอาการรังเกียจหนังผี ตลก กะเทย ก็จะยังมีโอกาสแสวงหา “หนังดีๆ” มาดูอยู่เรื่อยไป ภายในโครงสร้างสังคมแบบเดิม