คนมองหนัง

ว่าด้วย “สยามสแควร์”

“สยามสแควร์” กับ “The Inerasable”

the-inerasable-2015

ระหว่างดู “สยามสแควร์” ผมนึกถึงหนังญี่ปุ่นเรื่อง “The Inerasable” (Yoshihiro Nakamura) อยู่รางๆ

เพราะทั้งสองพยายามเล่นกับ “พื้นที่” “เวลา” และประเด็น “ผีในผี” เหมือนๆ กัน

ในแง่ “พื้นที่” ทั้ง “สยามสแควร์” และ “The Inerasable” คล้ายจะเริ่มต้นด้วยการ “ตรึงผี” ไว้ ณ พื้นที่เฉพาะ พื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง อย่างจำกัด แน่นอน และตายตัว

แต่ไปๆ มาๆ หนังทั้งสองเรื่องกลับแสดงให้เห็นว่า “ผี” นั้นมีศักยภาพในการไหลเลื่อนไปหลอกหลอนผู้คนยัง “พื้นที่” อื่นๆ ได้ด้วย

ราวกับว่าเมื่อ “เรื่องเล่าเกี่ยวกับผี” หรือ “ความหวาดกลัวผี” ตามติดเข้าไปในจิตใจหรือความหมกมุ่นของผู้คน “ผี” ก็ย่อมติดตาม “คน” ไปยังพื้นที่ต่างๆ ได้อย่างน่าทึ่ง

ในแง่ “เวลา” ทั้ง “สยามสแควร์” และ “The Inerasable” พูดถึง “ผี” ที่ดำรงอยู่โดยข้ามผ่านช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์อันยาวนานและบริบททางยุคสมัยอันแตกต่างหลากหลาย

อย่างไรก็ดี ขณะที่หนังไทยพยายามเชื่อมโยงความต่างของยุคสมัย ผ่านประเด็นความสัมพันธ์ในหมู่วัยรุ่นอันเป็น “สากล” หนังญี่ปุ่นกลับพูดถึงยุคสมัยต่างๆ ผ่านบริบท/เรื่องเล่าเฉพาะของมัน (ก่อนจะร้อยเรียงความแตกต่างเหล่านั้นด้วย “ผี” อีกทีหนึ่ง)

สุดท้าย หนังสองเรื่องนี้ต่างพูดถึงประเด็น “ผีในผี” ทว่า ด้วยท่าทีผิดแผกกัน

เพราะสำหรับ “The Inerasable” การมี “ผีในผี” คือ การมี “ผี” หลายตน ซ้อนกันเป็นชั้นๆ (เมื่อ “ผีตนหนึ่ง” หลอกคนจนตาย คนที่ตายก็กลายเป็น “ผี” ต่อไปเรื่อยๆ ไม่รู้จบ)

แต่สำหรับ “สยามสแควร์” การมี “ผีในผี” หรือ “ผีคู่ขนาน” สองตัว กลับมิได้หมายถึงการมี “ผี” หลายตน แต่มันเชื่อมโยงไปถึงคำถามที่มีต่อพลานุภาพของ “เรื่องเล่า” ตลอดจนประเด็นคำถามเรื่อง “ตัวตน” ของปัจเจกบุคคล (เราจะเป็นใคร? ระหว่างการเป็นตัวของเราแบบที่เราเป็น หรือการเป็นเราตามแบบเรื่องเล่าของคนอื่นๆ)

นี่ทำให้เห็นว่า “ผี” ในหนังสองเรื่องสองสัญชาติมี “หน้าที่” ต่างกัน

“ผี” ใน “The Inerasable” นั้นเป็น “ผีจริงๆ” ที่ทำหน้าที่หลอกหลอนคนเป็นหลัก แม้จะมีประเด็นทางสังคมหรือประเด็นเรื่องการเติบโตเปลี่ยนผ่านมารายล้อม “ผี” แต่ท้ายสุด “ผี” ในหนัง ก็ยังทำ “หน้าที่ดั้งเดิม” ของมันอย่างแน่วแน่ต่อไป

ตรงข้ามกับ “สยามสแควร์” ที่สร้างเส้นเรื่องว่าด้วย “ความสัมพันธ์ฉันมิตรสหายในหมู่วัยรุ่น” ให้กลายเป็นอีกหนึ่ง “เส้นเรื่องหลัก” ซึ่งดำเนินคู่ขนานไปกับ “เรื่องผี”

ดังนั้น หนังไทยเรื่องนี้จึงค่อยๆ คลี่คลายปมของตัวเองลงทีละเปลาะ ด้วยการมัดรวมปัญหาบน “เส้นเรื่องสองเส้น” ให้กลายเป็นปัญหาเดียวกัน (แต่คนละหน้า)

“ผี” ใน “สยามสแควร์” จึงมิได้มี “หน้าที่สำคัญสูงสุด” เป็นการหลอกคน แต่มันมี “หน้าที่สำคัญไม่แพ้กัน” เป็นการส่องสะท้อนให้เห็นถึงประเด็นปัญหาอื่นๆ ของ “มนุษย์” ที่ยังมีชีวิตอยู่ ทั้งคำถามที่มีต่อ “เรื่องเล่า” “ตัวตน” รวมถึงภาวะผ่านวันพ้นวัยของคนหนุ่มสาว

และแน่นอน “ผี” ต้องมีส่วนช่วยในการ “คลี่คลาย” ปมปัญหาเหล่านั้น (พร้อมๆ กับที่คนต้องช่วยเหลือปลดปล่อย “ผี”)

อาจกล่าวได้ง่ายๆ ว่า “ผี” ใน “สยามสแควร์” เป็น “ผีเพื่อการเปลี่ยนผ่าน” ขณะที่ “ผี” ใน “The Inerasable” เป็น “ผีที่เปลี่ยนไม่ผ่าน”

“เรื่องเล่า” และ “ตัวตน”

สยามสแควร์ เรื่องเล่า

พลานุภาพของ “เรื่องเล่า” และความสลับซับซ้อนของ “ตัวตน/อัตลักษณ์” เป็นประเด็นที่ค่อยๆ ถูกคลี่ออกมา ถัดจากประเด็นเรื่อง “ผี” ก่อนที่ประเด็นเหล่านี้จะห่อคลุมห่มทับเรื่องราว “ผีๆ” อีกที

ผมชอบประเด็นเกี่ยวกับ “เรื่องเล่า” ในหนังมากๆ

หนังฉายภาพให้เห็นว่า “เรื่องเล่า” (รวมถึง “เรื่องกอสซิป”) มันมีพลานุภาพสองด้าน หรือเป็น “ดาบสองคม” เสมอ

ด้านหนึ่ง “เรื่องเล่า” สามารถช่วยโหมกระพือความหวาดกลัวที่คน (หลากรายหลายกลุ่ม) มีต่อ “ผี” หรือช่วยขับเน้นให้เห็นถึง “อำนาจเหนือธรรมชาติ” (ที่อาจไม่มีอยู่จริง) ของ “ผี”

อีกด้านหนึ่ง ก็อย่างที่รู้กันว่า “เรื่องเล่าเชิงนินทาว่าร้าย” นั้นมีส่วนในการทำลายล้างใครคนใดคนหนึ่งหรือผลักไสเขาออกไปจากสังคม

“สยามสแควร์” ไฮไลท์ให้คนดูมองเห็นภาวะ “ดาบสองคม” เช่นนั้นได้อย่างดีเยี่ยม

เช่นเดียวกับประเด็นเรื่อง “ตัวตน” สองด้าน (คือ หนึ่ง เราควรเป็นอย่างที่เราเป็น กับสอง หรือเราต้องเป็นในสิ่งที่คนอื่นๆ มองว่าเราเป็น) ที่หนังนำเอา “ผี” มาใช้เป็น “เครื่องมือ” เพื่อถ่ายทอดสภาวะดังกล่าวได้อย่างชัดเจน

แต่นั่นก็นำไปสู่คำถามอีกชุด/ระนาบหนึ่ง นั่นคือ “ผี” ในหนังมีสถานะเป็น “ผีจริงๆ” หรือสุดท้าย มันไม่เคยมี “ผี” อยู่เลย แต่ “ผี” เป็นเพียงภาพแทนของ “วิกฤตอัตลักษณ์” และอำนาจแห่ง “เรื่องเล่า”?

“ผีในผี”, “ผีหลอกผี”, “นิด” คือ “ผี” หรือ “คนหลงยุค”?

สยามสแควร์ นิด

ดังที่เขียนไปข้างต้นแล้วว่าลักษณะการดำรงอยู่ของ “ผีในผี” ใน “สยามสแควร์” นั้น (อาจ) ไม่ได้หมายถึงการมี “ผี” มากกว่าหนึ่งตน แต่ “ผี” กลายเป็นภาพแทนของ “วิกฤตตัวตน” กลายเป็น “แรงพลัง” หนุนส่ง “เรื่องเล่า”

ทว่า เมื่อ “ผี” ต้องไปแบกรับภาระในการอธิบาย/สื่อแสดงให้เห็นถึงปัญหาของ “คน” ตัวตน “ความเป็นผี” ก็เลยพลอยจางหายหรือถูกลดทอนอิทธิพลลงไป กระทั่ง “ผี” ในหนังเรื่องนี้อาจไม่มีอยู่จริงเลยด้วยซ้ำ

ใจหนึ่ง (ในฐานะคนดู ซึ่งเอาเข้าจริงไม่ค่อยถูกโฉลกกับ “หนังผี” เท่าไหร่) ผมยังอยากให้ “สยามสแควร์” มุ่งมั่นที่จะเป็น “หนังผี” ที่พูดเรื่อง “ผีจริงๆ” มากกว่านี้

ผมแอบคิดซนๆ ไปว่า จะเป็นยังไง ถ้า “นิด” เธอปะทะกับ “ผีด้ายแดง” ที่โรงเรียนสอนพิเศษ แล้วเธอถูกผีหลอก หรือในทางกลับกัน เธอหลอกผีกลับไป?

การหลอกกันแบบนั้น ย่อมให้ผลลัพธ์อันแตกต่างไปจากการตั้งคำถามว่าระหว่าง “นิด” กับ “ผี” ใครกันแน่คือผู้ถือครอง “อัตลักษณ์/ตัวตนที่แท้จริง” เอาไว้

แน่นอนว่าสำหรับตัวละครนำอย่าง “นิด” นอกจากเธอจะเผชิญหน้ากับปัญหา “วิกฤตอัตลักษณ์” ที่โอนเอนเพราะพลังของ “เรื่องเล่า” ซึ่งโหมกระพือโดยผู้คน/สังคมรอบข้างแล้ว

สถานะในฐานะตัวละครของเธอก็มีความกำกวมอย่างยิ่ง

นิดคือผีไหม? ถ้าใช่ แล้วผีด้ายแดงคืออะไร? หรือจะเป็นอย่างที่นิดอธิบายว่าเธอเหมือนเป็นคนหลงยุคข้ามเวลา? แล้วการที่นิดกลับเข้า “ห้องน้ำ” ไปนั้น หมายความว่าเธอจะกลับไปไหน? กลับไปสู้ชีวิตต่อในฐานะเฟรชชี่มหาวิทยาลัยช่วงต้นทศวรรษ 2530? (ซึ่งแสดงว่า “ผีด้ายแดง” เป็นเรื่องโกหกพกลม) หรือกลับไปเป็นวิญญาณจ๋องๆ ที่ถูกกักขังไว้ในห้องน้ำ?

เหล่านี้คือคำถามแรกๆ ที่ผมคิดขึ้นหลังดูหนังจบ

เมื่อ “ผี” = “คน”

สยามสแควร์ นิดเมย์

ไอ้ความคลุมเครือตรงสถานะของ “นิด” และ/หรือ “ผีด้ายแดง” ยังส่งผลให้ไปๆ มาๆ “ผี” ในสยามสแควร์ ไม่ได้มีพลังอำนาจเหนือธรรมชาติจนไร้ทางต่อต้านซะทีเดียว

แต่กลับปรากฏดุลยภาพทางอำนาจระหว่าง “ผี” กับ “คน” ในหนังเรื่องนี้

เพราะแค่พวกเด็กๆ วัยรุ่น ปิดตา แสร้งทำเป็นไม่รับรู้ถึงการดำรงอยู่ของ “ผี” “ผี” ก็ทำอะไรพวกเขาและเธอไม่ได้

ตัวละครมนุษย์ในหนังมีโอกาสสั่งสอน/เจรจาต่อรองกับ “ผี”

“คน” ในหนัง มีส่วนสำคัญในการช่วยปลดปล่อย “ผี” (ที่น่าสนใจ คือ หัวเรี่ยวหัวแรงหลักในการกำหนด/วางแผนกระบวนการปลดปล่อยกลับเป็น “เด็กเนิร์ดกลัวผี” อย่าง “นิวตัน” ถ้าเรายึดเอา “นางนาก” เป็นหมุดหมายอะไรบางอย่างของ “หนังผีไทยยุคใหม่” ไอ้เจ้า “นิวตัน” นี่ก็มาไกลจาก “สมเด็จพระพุฒาจารย์โต” ลิบลับ)

แถม “ผี” ยังมีการมาสารภาพความผิดบาปครั้งอดีตกับ “คน” เสียอีก (ในหนังผีทั่วไป มักมีแต่ “คน” ที่มาสารภาพบาป ซึ่งตนเคยกระทำผิดต่อ “ผี”)

ที่แสบกว่านั้น คือ ถ้าเรายึดถือ “นิด” เป็น “ผี” หรืออย่างน้อยก็เป็น “อดีตบาดแผลที่ตามมาหลอกหลอนดุจดังภูตผีปีศาจ” คนที่ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันอย่าง “ดาว” กลับไม่หวาดผวาเกรงกลัว “ผี/อดีต” ดังกล่าวเลย แถมยังเพิกเฉย ไม่อยากเหลือบแล เหยียดหยาม ปั้นปึ่งใส่ “ผี/อดีต” ที่ว่าเสียด้วย

ลองจินตนาการว่าถ้าเรามีเพื่อนสนิทวัยมัธยมที่ผิดใจกัน ซึ่งหายสาบสูญไปนาน 3 ทศวรรษ แล้วอยู่ดีๆ มันดันกลับมาหาเรา โดยที่เราอยู่ในสภาพเกือบหง่อมแล้ว แต่มันยังคงเป็นเด็กดื้อตาใสอยู่

เราคงไม่ “กล้าท้าผี” เหมือนอย่างที่ดาวทำแน่ๆ

แต่จุดหนึ่งที่ผมจะติดๆ อยู่หน่อย ก็คือ ทำไม “จุ๊บเล็ก” มันต้องรับ “มรดกความร้ายกาจ” สืบทอดมาจากดาวขนาดนั้น 555

เพราะสำหรับคู่ของ “นิด” กับ “เมย์” ไอ้ปัญหาร่วมกันที่พวกเธอต้องเผชิญ มันยังมีสถานะเป็น “ปัญหาสากล” ที่วัยรุ่นทุกยุคสมัยมีโอกาสพบเจอ

แต่พอ “จุ๊บเล็ก” กับ “ดาว” ดันเป็นแม่-ลูกกัน ไอ้ปัญหาหรือนิสัยเสียๆ บางอย่างที่วัยรุ่น (กระทั่งคนทั่วไป) พึงมี มันเลยกลายเป็นลักษณะทางกรรมพันธุ์ ที่สืบสายเลือดกันมาซะงั้น

ความไร้พลังของประวัติศาสตร์

สยามสแควร์ ปวศ.

เอาเข้าจริง จุดหนึ่งที่ผมไม่ค่อยชอบเกี่ยวกับ “สยามสแควร์” ก็คือ หนังตั้งท่าว่าจะนำเอาช่วงเวลายาวนานทางประวัติศาสตร์หรือบริบททางยุคสมัยที่ผันแปรไป มาเป็นองค์ประกอบสำคัญของเรื่องที่หนังกำลังจะเล่า

แต่พอเรื่องราวดำเนินไปเรื่อยๆ พลังของประวัติศาสตร์กลับไม่ถูกนำมาใช้อย่างหนักแน่นจริงจังมากนัก

มิหนำซ้ำ มันกลับถูกกร่อนเซาะลงด้วยการตั้งประเด็นว่า “วัยรุ่นต่างยุค” ล้วนต้องเผชิญ “ปัญหาสากล” บางประการร่วมกัน

พลังอำนาจของ “ประวัติศาสตร์” ยังอาจลดน้อยถดถอยลงไปอีก ถ้าเราเชื่อว่าการส่ง “นิด” กลับเข้า “ห้องน้ำ” ไป คือ ความสามารถในการแก้ไขเปลี่ยนแปลง “อดีต” ได้

“บุคคลนิรนาม” ในแชท

สยามสแควร์ แชท

แต่ขณะเดียวกัน มันก็มีจุดที่ผม “อิน” มากๆ ใน “สยามสแควร์” เหมือนกัน นั่นคือ การที่ “เติร์ก” ปลอมตัวเข้าไปแชทกับสาวที่เขาแอบชอบ แต่เธอมีท่าทีเหมือนจะเกลียดขี้หน้าเขา

ผมเป็นคนรุ่นที่โตมากับวัฒนธรรมห้องแชทในเว็บไซต์ยุคแรกๆ ที่อินเตอร์เน็ตยังอืดเป็นเรือเกลือ ที่สำคัญ ช่วงเวลาประมาณ ม.ปลาย ซึ่งผมชอบเข้าไปแชทในห้องต่างๆ นั้น ผมแทบไม่เคยเปิดเผยตัวตนจริงๆ เลย แต่อำพรางตัวเองเป็นนู่นนี่ไปเรื่อย (ทั้งในแง่อาชีพ อายุ เพศสภาพ ฯลฯ)

สำหรับผม วัฒนธรรมการแชทมันจึงเชื่อมโยงกับภาวะ “นิรนาม/ปกปิดตัวตน” อย่างไม่อาจแยกขาด

จนมาถึงยุคเอ็มเอสเอ็น ช่วงเรียนมหาวิทยาลัย-เพิ่งจบปริญญาตรี ผมก็ยัง “ปลอมตัว” เข้าไปแชทกับเพื่อนผู้หญิงที่ตัวเองแอบชอบ แต่ไม่กล้าพูดคุยด้วยในชีวิตจริง

วัฒนธรรมอำพรางตัวตนดังกล่าวมาถูกบังคับให้ต้องมีความ “ชัดเจน/เปิดเผย (บางด้าน)” มากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ก็ในยุค “เฟซบุ๊ก” นี่แหละ

“วิกฤตตัวตน” ของ “สยามสแควร์”

สยามสแควร์ โปสเตอร์

“สยามสแควร์” เป็นหนังที่น่าจะติดอยู่ในหัวผมไปอีกนานพอสมควร โดยส่วนตัว ผมไม่ได้คิดว่ามันเป็นงานที่ “วิเศษเลิศเลอ” มากมาย แต่มันมีดีตรงการเลือกพูดเลือกเล่าในประเด็นที่น่าสนใจ (และยังไม่ค่อยมีหนังไทยเรื่องอื่นๆ เลือกเล่าเรื่องราวมุมนี้)

ขณะเดียวกัน ก็ต้องยอมรับว่า “สยามสแควร์” อาจประสบ “ปัญหาวิกฤตตัวตน” เหมือนกับที่ตัวละครนำในหนังต้องเผชิญนั่นแหละ

เนื่องจากเราในฐานะคนดูย่อมสามารถตั้งข้อสงสัยได้ว่า ตกลงหนังอยากจะเป็น “หนังผี” หรือ “หนัง coming-of-age” ที่ใช้ “ผี” เป็นเครื่องมือ/ตัวหลอกกันแน่?

แต่นี่ก็คือเสน่ห์ของความคลุมเครือมิใช่หรือ?

คนมองหนัง

บันทึกยิบย่อยถึง “Creepy” (Kiyoshi Kurosawa)

(หมายเหตุ นี่เป็นการตั้งข้อสังเกตนู่นนิดนี่หน่อยแบบฟุ้งๆ ไปเรื่อยนะครับ)

หนึ่ง โอเค ในภาพรวม นี่คือหนังที่พูดถึง “ภาวะแปลกแยก” จากกันของมนุษย์ในสังคมสมัยใหม่ ที่น่าสนใจ คือ “ความแปลกแยก” ใน Creepy มันร้าวลึกไปถึงระดับหน่วยครอบครัวเลยทีเดียว

เพราะ “ความแปลกแยก” ไม่ได้หมายถึงความแปลกหน้า-ไม่คบหากันของเพื่อนบ้านหรือสมาชิกในสถาบันต่างๆ ของสังคม แต่มันไปไกลถึงขั้นการตั้งคำถามว่า “ผู้ชายคนนี้กับพ่อของฉันคือคนคนเดียวกันหรือเปล่า?” โน่นเลย

creepy2

สอง อีกแก่นแกนหนึ่งของหนัง คือ การพูดถึงความพยายามในการแสวงหาจุด “สมดุล” ระหว่าง “ภาคทฤษฎี” กับ “ภาคปฏิบัติ”

ซึ่งน่าดีใจว่าสุดท้าย จุดสมดุลดังกล่าวคล้ายจะไม่มีอยู่จริง

หนังเริ่มต้นด้วยการวาดภาพของพระเอกที่เป็นตำรวจนักทฤษฎี (ด้านจิตวิทยา) แต่ความเชื่อในทฤษฎี ก็ส่งผลให้ชีวิตตำรวจของเขาเกิด “บาดแผล” จนเจ้าตัวต้องหันไปทำงานเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย

แต่เมื่อต้องเผชิญปมปัญหา/คดีสำคัญครั้งใหม่ แม้เขาจะตั้งหลักในการเผชิญหน้ากับเรื่องนี้ผ่านจุดยืนทางด้านทฤษฎีอีกครั้ง แต่ท้ายสุด เขาก็มีแนวโน้มที่จะต้องแก้ปัญหาด้วยท่าทีแบบ “ตำรวจ” มากกว่า “นักวิชาการ” หรือเป็น “เหยี่ยว” มากกว่า “พิราบ”

กล่าวอีกแบบได้ว่าพระเอกได้ลงมือทำในสิ่งที่เพื่อนๆ ร่วมสังคมตำรวจ คิดว่าเขา “ควรจะลงมือทำ” ตั้งแต่ตอนต้นของหนัง

สาม อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจ คือ หนังพูดถึง “ความไม่เป็นมนุษย์” (คุณมันไม่ใช่มนุษย์! คุณยังมีความเป็นมนุษย์อยู่รึเปล่า!?) อยู่หลายครั้ง

ที่ตลกร้าย ก็คือ ตัวละครฆาตกรที่วิปริตสุดแทบไม่เคยโดนด่าประณามด้วยข้อกล่าวหานี้ แต่คนที่โดนกลับกลายเป็นพระเอกที่พยายามคลี่คลายปมคดีจน “อินจัด” และ “หนักมือ” กับพยานเกินไปหน่อย

คำถามที่หนังโยนกลับมายังคนดูจึงได้แก่ ใครกันแน่ที่มี “ความเป็นมนุษย์” น้อยกว่ากัน? หรือพวกเราต่างไม่ค่อยมี “ความเป็นมนุษย์” ด้วยกันทั้งนั้น ทั้ง “คนร้าย” หรือ “คนดี” ทั้ง “ฆาตกร” หรือ “ผู้ผดุงความยุติธรรม” (ซึ่งก็จะย้อนกลับไปสู่ปัญหาเรื่อง “ภาวะแปลกแยก” ในข้อหนึ่ง)

สี่ ระหว่างดูหนัง ผมรู้สึกเอะใจอยู่ประเด็นหนึ่ง คือ แม้แต่ตัวละครตำรวจญี่ปุ่นเอง นี่เขาก็ทำงานกันแบบ “ปัจเจก” มากๆ เลย ชนิดที่เราคงนึกภาพไม่ออกว่าจะมีตำรวจไทย (หรือตัวละครตำรวจไทย) คนไหนที่กล้าเดินดุ่มๆ เข้าไปในบ้านของ “ผู้ต้องสงสัย” ก่อคดีร้ายแรง ด้วยตัวคนเดียว โดยไม่มีกำลังสนับสนุนอะไรทั้งสิ้น

แต่ก็อาจเป็นไปได้ว่ากระบวนการทำงานของตำรวจใน Creepy นี่มันยังอยู่ในขั้นสืบสวน-สอบสวน และยังไปไม่ถึงการระดมกำลังเข้าปราบปราม

chungking-express-inline-02

(จริงๆ การเปรียบเทียบภาพของ “ตำรวจ” ในสื่อภาพยนตร์/ซีรีส์/ละครทีวี อาจแสดงให้เห็นถึงลักษณะที่แตกต่างกันระหว่าง “รัฐราชการแบบไทยๆ” กับกลไกระบบราชการของพวกญี่ปุ่นหรือฮ่องกงได้มากพอสมควร เพราะ “ตำรวจ” ในหนัง/ละครไทย มักจะอยู่ในสังคมเพื่อนฝูง หรือพี่-เพื่อน-น้องแบบไทยๆ มากกว่าจะมีสถานะเป็นปัจเจกบุคคลผู้โดดเดี่ยว เปลี่ยวเหงา ตัวใครตัวมัน แปลกแยกจากคนรอบข้าง เหมือนตำรวจใน Chungking Express, Infernal Affairs หรือ Creepy)

infernal-affairs-%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%84-1-2002-%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1-1

ห้า อีกข้อที่ผมชอบคือหนังถ่ายทอดกระบวนการที่ควร “ปิดลับ” ผ่านลักษณะ/สภาพแวดล้อมที่ “โปร่งใส” เป็นอย่างยิ่ง

creepy5

แน่นอน ฉากพีคสุด คือการสอบสวนพยานปากสำคัญของคดีสะเทือนขวัญใน “ห้องกระจก” ที่คนข้างนอกมองเห็นคนข้างใน และคนข้างในมองเห็นคนข้างนอก

(พอพูดถึงประเด็นสภาพแวดล้อม อีกจุดเด่นหนึ่งของ Creepy ก็ได้แก่การเล่นกับ “ลม” อย่างร้ายกาจ คือมันเหมือนจะเกี่ยวพันกับอำนาจเร้นลับบางประการ แต่ก็ไม่ใช่)

หก ตัวละครเล็กๆ อีกรายที่ผมชอบอย่างไม่ค่อยมีเหตุผล คือ อาจารย์ที่วิจัยเรื่องสถิติคดีความ ซึ่งเป็นต้นเหตุให้พระเอกหันมาสนใจคดีสำคัญในหนัง

เพราะเหมือนอีตาคนนี้จะมีความสำคัญในช่วงแรก ทั้งการกระตือรือร้นชวนพระเอกไปที่เกิดเหตุ การช่วยอัดเสียงพยานที่เหลือรอด

creepy3

แต่แล้วบทบาทของแกก็หายไปซะเฉยๆ จนพอหนังจบ ผมก็เริ่มคิดถึงแกขึ้นมาเหมือนกัน 555

(แต่ก็นั่นแหละ นี่อาจช่วยยืนยันว่า “นักวิชาการ” ก็ควร “เนิร์ด” อยู่บนหอคอยไป อย่ามายุ่งเกี่ยวกับชีวิตนอก “โลกทฤษฎี” ที่โคตรอันตราย 555)

เจ็ด ผมไม่แน่ใจว่าระหว่างคุณน้องที่เป็นพยานผู้เหลือรอดจากคดีเมื่อหลายปีก่อน กับคุณน้องเด็กผู้หญิงเพื่อนบ้านพระเอก นี่จะมีบาดแผลชีวิตที่ “สมมาตร” กันขนาดไหน?

หรือเรื่องราวที่เกิดกับคุณน้องคนหลัง คือภาพสะท้อนของสิ่งที่เคยเกิดขึ้นกับคุณน้องคนแรก ซึ่งเธอไม่ยอมบอกเล่ามันออกมาหรือไม่?

creepy4

แม้ผมจะรู้สึกว่าหนังเชิญชวนให้เราคิดไปในทำนองนั้น

แปด ระยะหลังเวลาดูหนังญี่ปุ่นที่ชอบ ก็มักเจอ Yūko Takeuchi อยู่ในจอด้วยเสมอ (จนจำตำแหน่งไฝต่างๆ ของเธอได้ขึ้นใจ 555)

creepy6

หนังญี่ปุ่นเรื่องก่อนหน้านี้ที่ผมชอบมากๆ และ Yūko ร่วมแสดงนำด้วยก็คือ “The Inerasable”

the-inerasable-2015

นอกจากนี้ ผมยังพบว่าเธอร่วมแสดงในหนังเรื่อง “The Magnificent Nine” ที่กำกับโดย Yoshihiro Nakamura (ผู้กำกับ The Inerasable) เลยคิดว่าตัวเองต้องหาทางดู The Magnificent Nine ให้ได้

the-magnificent-nine-poster

เก้า ผมไม่ค่อย “ซื้อ” บทสรุปจบของหนังที่ค่อนข้างแฮปปี้เอนดิ้ง และช่วยยืนยันถึงคุณค่าในเรื่องสถาบันครอบครัวสักเท่าไหร่

อย่างไรก็ดี ผมกลับชอบ “บทลงเอย” ของเจ้าสุนัขชื่อ Max ซึ่งจะว่าไปมันก็แยกไม่ออกกับบทสรุปจบของโครงเรื่องในภาพใหญ่

(เพราะหนังมันจบแบบนี้ บทสรุปเรื่อง Max ถึงเป็นเช่นนี้ แต่ถ้าหนังเลือกจบในแบบอื่นๆ บทลงเอยของ Max ก็ย่อมมีความแตกต่างออกไป)

สิบ เอาเข้าจริง ผมรู้สึกกึ่งแปลกกึ่งไม่ค่อยเชื่อถือประเด็นเรื่อง “เข็มฉีดยา” และพลานุภาพอันรุนแรงของมันในช่วงครึ่งหลังของ Creepy มากนัก กระทั่งมาเจอข่าวพี่ชายคิม จอง อึน (อาจ) ถูกลอบสังหารที่มาเลเซียด้วย “เข็มอาบยาพิษ” (จากกระแสข่าวในช่วงต้นๆ)

เลยรู้สึกสยอดสยองกับไอ้ “เข็มฉีดยา” ใน Creepy ขึ้นมาซะอย่างงั้น!!!

คนมองหนัง, คนอ่านเพลง, ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

“ท็อปเทน” ปี 2558

(ปรับปรุงจากบทความในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 15-21 มกราคม 2559)

ต้นปีนี้ เพื่อนที่จัดทำเฟจเฟซบุ๊ก “คาเฟ่ลูมิแยร์” ได้เชิญชวนให้ไปร่วมจัดอันดับ “ท็อปเทน” ประจำปี 2558 โดยแบ่งออกเป็นสองหัวข้อ

หัวข้อแรก “ท็อปเทน หนังไทย” ขณะที่หัวข้อที่สอง คือ “ท็อปเทน ภาพเคลื่อนไหว” ซึ่งรวมทุกอย่าง นับตั้งแต่หนังยาว หนังสั้น สารคดี รายการทีวี ศิลปะจัดวาง คลิปโป๊ โฆษณา มิวสิกวิดีโอ เรื่อยไปจนถึงรายการคืนความสุข !

เมื่อมาสำรวจตรวจสอบตัวเอง ก็พบว่า ตลอดปีที่แล้วผมได้ดูหนังในโรงภาพยนตร์เพียง 20 กว่าเรื่องเท่านั้น แถมยังไม่ได้ดูสื่อภาพเคลื่อนไหวอื่นๆ ในจำนวนมากมายสักเท่าไหร่

ถือว่าต้องพิจารณาตนเองเหมือนกัน ในฐานะที่มีหน้าที่ต้องเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับภาพยนตร์และสาระบันเทิงอื่นๆ เพื่อสื่อสารไปยังผู้อ่าน

อย่างไรก็ดี เมื่อได้รับคำชวนแล้ว จึงตัดสินใจลองจัดอันดับดูสักหน่อย แม้จะไม่ครบถ้วนสิบเรื่องสิบชิ้น ในแต่ละหมวดหมู่ก็ตาม

ท็อปเทนหนังไทย (ขออนุญาตหดเป็น “ท็อปไฟว์” เพราะได้ดูหนังไทยในปีที่ผ่านมาไม่ถึง 10 เรื่อง)

อันดับ 1 “สแน็ป : แค่…ได้คิดถึง” (คงเดช จาตุรันต์รัศมี)

snap

หนังของคงเดชยังทำหน้าที่บันทึกภาพความขัดแย้งทางการเมืองร่วมสมัยได้อย่างมีเสน่ห์ อย่างไรก็ตาม หากจะมองว่าสแน็ปเป็นแค่หนังรักเรื่องหนึ่ง นี่ก็เป็นหนังรักที่ซับซ้อน ลึกซึ้ง เศร้าสะเทือนใจ และสามารถถูกตีความได้อย่างหลากหลายตามประสบการณ์ส่วนตัวของคนดูแต่ละราย

“บอย” พระเอกของเรื่อง จึงถูกตีความถึง ทั้งในฐานะ “เหยื่อทางการเมือง” “สลิ่มกลับใจ” และ “ผู้ชาย/คนรักแหยๆ”

เช่นเดียวกับนางเอกอย่าง “ผึ้ง” ซึ่งอาจเป็นได้ทั้ง “สลิ่มตัวแม่” ที่ฆ่าคนทิ้งในความทรงจำ และฆ่าคนทางอ้อมในโลกความจริง หรือ “หญิงสาวคนชั้นกลาง” ที่หนีจากอดีตคนรัก ผู้เก็บงำทุกอย่างไว้ในใจจนน่ารำคาญ แล้วไปแสวงหาผู้ชายและชีวิตครอบครัวที่สมบูรณ์กว่า ทว่า ไม่มีทางสมบูรณ์แบบ

อันดับ 2 “อนธการ” (อนุชา บุญยวรรธนะ)

อนธการ โปสเตอร์

อนธการ อาจไม่ใช่ภาพยนตร์ที่ดูแล้วจะเกิดความสนุกสนานเพลิดเพลินใจ แต่ผลงานของอนุชาก็มีจุดเด่นอย่างสำคัญ ในการสร้างสรรค์โลก/จักรวาลสมมุติของหนัง ที่คาบเกี่ยวระหว่างความจริงกับความฝัน ออกมาได้อย่างน่าเชื่อถือและทรงพลัง (ด้วยฝีมือการกำกับภาพและงานโปรดักชั่นอันยอดเยี่ยม)

ขณะเดียวกัน สารหลักในหนังยังนำเสนอความใฝ่ฝันอันรุนแรงของคนรุ่นเยาว์ ที่มุ่งหมายจะปฏิวัติโค่นล้มอำนาจบางอย่าง ท่ามกลางยุคสมัยแห่งความขัดแย้งอันคุกรุ่นและความเปลี่ยนผ่านอันคลุมเครือภายนอกโรงภาพยนตร์

อันดับ 3 “พี่ชาย My Hero” (จอช คิม)

พี่ชาย

ภาพยนตร์ไทยเรื่องนี้อาจกำกับโดยคนทำหนังต่างชาติ และสร้างขึ้นจากบทประพันธ์ภาษาอังกฤษ แต่มันกลับพูดถึงประเด็นปัญหาแบบ “ไทยๆ” ที่หนังและนิยายไทยแท้ๆ ไม่ค่อยกล้าพูดถึงกัน นั่นคือ ประเด็นความเหลื่อมล้ำอันเกิดจากระบบเกณฑ์ทหาร

พี่ชาย My Hero ยังมีลักษณะคล้ายคลึงกับสแน็ป คือ ต่อให้ไม่พิจารณาถึงประเด็นทางการเมือง-สังคมใหญ่ๆ ที่ปรากฏชัดเจนภายในหนัง ภาพยนตร์เหล่านี้ก็ยังมีฐานะเป็นเรื่องเล่าชั้นดี

ถ้าสแน็ปเล่าเรื่องราวความรักวัยรุ่นและการเติบโตของคนหนุ่มสาวชนชั้นกลางอย่างมีชั้นเชิง พี่ชายฯ ก็เล่าเรื่องราวของกลุ่มคนข้ามเพศและความสัมพันธ์ระหว่างพี่ชาย-น้องชาย ได้อย่างน่าประทับใจ (และสะเทือนใจ)

อันดับ 4 “ฟรีแลนซ์..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ” (นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์)

ฟรีแลนซฺ์

สำหรับบางคน นี่อาจเป็นหนึ่งในหนังปิดท้ายของสตูดิโอใหญ่อย่าง “จีทีเอช” ที่ต่อมาแปลงกายเป็น “จีดีเอช 559” โดยตัด “ที” ออกไป

แต่เมื่อมองอีกด้านหนึ่ง เราก็จะพบเห็นทางเดินที่น่าสนใจของคนทำหนังอย่าง นวพล บัณฑิตคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ซึ่งเอาจริงเอาจังกับการเล่าเรื่องผ่านภาพเคลื่อนไหว ตั้งแต่หนังสั้น หนังอินดี้โกยรางวัล จนมาถึงหนังเมนสตรีมรายได้เกือบหนึ่งร้อยล้านบาท

ขณะเดียวกัน เรายังได้เห็นอีกหนึ่งจุดเด่นอันดำเนินมาอย่างต่อเนื่องในงานของนวพล ได้แก่ ลักษณะ “ประนีประนอม” ตั้งแต่การประนีประนอมระหว่างโจทย์สะอาดๆ ของหน่วยงาน/องค์กรต่างๆ กับความเป็นหนังสั้นที่ดี มีคำถามเปิดกว้างชวนถกเถียง, การประนีประนอมระหว่างความเป็นหนังอินดี้ กับความพยายามในการแสวงหาคนดูกลุ่มก้อนใหญ่ขึ้น

มาจนถึงการประนีประนอมระหว่างการเล่าเรื่องราวชีวิตอันหนักหน่วงของหนุ่มสาวร่วมสมัย กับการสร้างหนังตลาดที่ต้องเข้าถึงมวลชนจำนวนมหาศาล

อันดับ 5 “2538 อัลเทอร์มาจีบ” (ยรรยง คุรุอังกูร)

2538

ภาพยนตร์เรื่องนี้อาจไม่ใช่หนังดีมากนัก ถ้าวัดกันในแง่คุณภาพอาจด้อยกว่า “รุ่นพี่” ของ วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง ด้วยซ้ำ

แต่โดยรสนิยมส่วนตัว ผมกลับอินกับ 2538ฯ มากกว่า ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะมันย้อนไปเล่าเรื่องราวและทบทวนความทรงจำเกี่ยวกับยุคสมัยใกล้ตัว ผ่านบทเพลงที่ตนเองคุ้นเคยเมื่อ 20 ปีก่อน

ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่ง ก็คือ แม้ 2538ฯ จะมีจุดบกพร่องอยู่ค่อนข้างเยอะ แต่น่าเชื่อว่าผู้ชมหลายคนคงนั่งนอนดูหนังเรื่องนี้ได้อย่างสบายอารมณ์ เพราะคนทำ (ซึ่งไม่ได้เก่งกาจถึงขีดสุด) ไม่พยายามบีบดัดผลงานของตน ด้วยจุดประสงค์เข้มข้นแข็งกร้าวอย่างใดอย่างหนึ่งมากเกินไป

ทว่า เขากลับเล่ามันออกมาอย่างเบามือ ผ่อนคลาย ได้แค่ไหนก็ไปแค่นั้น

ท็อปเทน ภาพเคลื่อนไหวนานาชนิด (ขออนุญาตลดขนาดเป็นท็อปไฟว์เช่นกัน)

อันดับ 1 ละครโทรทัศน์จักรๆ วงศ์ๆ “แก้วหน้าม้า” (หนำเลี้ยบ-ภิพัชพนธ์ อภิวรสิทธิ์)

แก้วหน้าม้ากับนางยักษ์

แก้วหน้าม้า อาจเหมือนละครจักรๆ วงศ์ๆ หลายต่อหลายเรื่องที่ผ่านมา ที่เปิดตัวด้วยการยั่วล้ออำนาจอันสูงส่งอย่างหาญกล้า และพลิกกลับป่วนปั่นฐานานุศักดิ์ต่างๆ อย่างสนุกสนาน ก่อนจะคลี่คลายกลายเป็นเรื่องราวว่าด้วยการ “ปราบยักษ์” ธรรมดาๆ และเริ่มยืดเยื้อเรื่องเล่าไปสู่ชีวิตของตัวละครรุ่นลูก

อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่าสนใจมากที่สุด กลับเป็นตำแหน่งแห่งที่ของละครเรื่องนี้ ท่ามกลางการเคลื่อนเข้าสู่ยุคสมัยใหม่แห่งทีวีดิจิตอล ซึ่งสถิติการวัดเรตติ้งได้บ่งชี้ว่า ละครจักรๆ วงศ์ๆ ที่เคยถูกสร้างมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างแก้วหน้าม้า ถือเป็นโปรแกรมโทรทัศน์ยอดนิยมอันดับต้นๆ ของปี 2558 (อาจไม่ใช่ที่หนึ่ง แต่ก็ไม่ต่ำกว่าท็อปห้า)

นี่เป็นเพราะความแน่นิ่งเน่าสนิทของสังคมไทย หรือเพราะว่ามหรสพกึ่งสมัยใหม่กึ่งโบราณเรื่องนี้มี “หน้าที่” ที่ถูกต้องเหมาะสมบางประการ ต่อผู้คนในสังคมเก่าๆ ที่กำลังเผชิญหน้ากับระลอกคลื่นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กันแน่?

อันดับ 2 ภาพยนตร์เรื่อง “Mad Max : Fury Road” (จอร์จ มิลเลอร์)

madmax

โดยส่วนตัว Mad Max ภาคนี้ ทำให้ผมนึกถึง The Matrix ภาคแรก ที่จะมองเป็นหนังแอ๊กชั่นดูเอามัน เอาสนุก เอาความตื่นตาตื่นใจก็ได้ หรือจะมองเป็นหนังที่สร้างขึ้นบนพื้นฐานของแนวคิดทฤษฎีอันลึกซึ้งก็ยังได้

ดังที่มีผู้วิเคราะห์หนังเรื่องนี้ไว้อย่างกว้างขวางหลากหลาย ผ่านกรอบความคิดว่าด้วยสตรีนิยม, นิเวศวิทยา, เรือนร่าง เรื่อยไปจนถึงอำนาจ ฯลฯ

อันดับ 3 ภาพยนตร์เรื่อง “The Assassin” (โหวเสี่ยวเซี่ยน)

ประกาศิตหงส์สังหาร

นี่อาจไม่ใช่หนังจีนกำลังภายในที่ดูง่ายนัก แต่ก็ดูไม่ยากจนเกินไป ถ้าเราพยายามปรับตัวเข้าหาไวยากรณ์การเล่าเรื่องในลักษณะวิสามัญ ซึ่งผู้กำกับเลือกใช้

นอกจากนี้ เมื่อดูหนังไปเรื่อยๆ เราก็จะได้พบกับหลายๆ องค์ประกอบและตัวละคร ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับองค์ประกอบของเรื่องเล่ากำลังภายในอื่นๆ

รวมทั้งยังอาจเพลิดเพลินใจไปกับการจับภาพวิวทิวทัศน์อันงดงามสะดุดตา ซึ่งไม่อาจถูกทำลายลง ด้วยความรู้สึก “ดูไม่รู้เรื่อง” หลังชมหนังจบ

อันดับ 4 ภาพยนตร์เรื่อง “Boyhood” (ริชาร์ด ลิงค์เลเทอร์)

boyhood

นานวันเข้า คนดูจำนวนมาก (รวมทั้งผมเอง) อาจจดจำรายละเอียดของเรื่องราวในหนังเรื่องนี้แทบไม่ได้แล้ว จำได้แต่เพียงว่าหนังถ่ายทอดความเปลี่ยนแปลงตลอดระยะเวลา 12 ปี ของตัวละครเด็กชายรายหนึ่ง ที่ค่อยๆ เติบโตสู่การเป็นวัยรุ่น พร้อมชีวิตของผู้คนมากหน้าหลายตาที่สับเปลี่ยนหมุนเวียนเข้ามาข้องเกี่ยวกับเขา

แต่อย่างน้อย การมีโอกาสได้ชมภาพยนตร์ที่ใช้เวลาถ่ายทำนานถึง 12 ปี เท่ากับระยะเวลาของการดำเนินเรื่องราวภายในหนัง ก็ถือเป็นประสบการณ์ที่มีค่าและน่าจดจำพอสมควร

อันดับ 5 คลิปการเล่นดนตรีในเพจเฟซบุ๊ก “พนเทพ สุวรรณะบุณย์ . Page” และ “ดึกดำบรรพ์ Boy Band”

รักนิรันดร์

คนที่เติบโตมาในยุครุ่งเรืองของอุตสาหกรรมเทปและซีดี คงคุ้นเคยกับชื่อของ “พนเทพ สุวรรณะบุณย์” ไม่มากก็น้อย แม้ในช่วงเวลาที่บรรดา “นักแต่งเพลง” ได้รับการยอมรับนับถืออย่างสูง สถานะของคนแต่งทำนอง-เรียบเรียงดนตรี-โปรดิวซ์อัลบั้มอย่างพนเทพ (และคนที่ทำงานลักษณะเดียวกันรายอื่นๆ) อาจแลดูอ่อนด้อยกว่าสถานะของนักเขียนเนื้อร้องอยู่บ้าง

แต่ความคุ้นเคยก็จางหายไปตามกาลเวลา ที่ค่อยๆ กัดกร่อนคนรุ่นเก่า ในระบบการผลิตแบบเก่า

อย่างไรก็ดี ผมหวนกลับมาตระหนักว่าพนเทพยัง “มีของ”

เมื่อได้เริ่มติดตามคลิปการร้องเพลง-เล่นดนตรี เพราะๆ ในเพจ “พนเทพ สุวรรณะบุณย์ . Page” ที่มีทั้งโชว์เดี่ยวของเจ้าตัว และการร่วมเล่นดนตรีกับกลุ่มเพื่อนสนิท โดยเฉพาะ “ชรัส เฟื่องอารมย์” และ “ไพบูลย์เกียรติ เขียวแก้ว” (ปั่น)

ยิ่งเมื่อได้ไปชมคอนเสิร์ต “รักนิรันดร์” ก็ยิ่งรู้สึกว่า นอกจากพนเทพจะเป็นนักแต่งเพลงฝีมือดี ที่มีผลงานดังๆ มากมายแล้ว เขายังเป็นคนคุยสนุก และเป็นผู้อาวุโสที่อ่อนน้อมถ่อมตนต่อเทคโนโลยีใหม่ๆ ตลอดจนศักยภาพของคนรุ่นใหม่ อย่างน่าทึ่ง

จึงไม่แปลกเลย ที่หลังคอนเสิร์ตจบลง พนเทพจะยังคงเดินหน้าเข้าถึงแฟนเพลงขาประจำ (อาจมีหน้าใหม่ผสมมาบ้าง) ผ่านอีกหนึ่งเพจใหม่ คือ “ดึกดำบรรพ์ Boy Band” ซึ่งขับเน้นถึงการทำงานร่วมกันของสามทหารเสือ “พนเทพ-ชรัส-ปั่น”

หรือต่อให้ตัดคำสรรเสริญเยินยอมากมายออกไป อย่างน้อยที่สุด คลิปการเล่นดนตรีในสองเพจดังกล่าว ก็ยังถือเป็นเพลงฟังสบายๆ ที่เหมาะสมกับคนรุ่นอายุ 30 อัพ ซึ่งเหน็ดเหนื่อยกับภาระหน้าที่การงานต่างๆ และต้องการหาอะไรมาผ่อนคลายหัวสมอง อารมณ์ ความรู้สึก ก่อนเข้านอน

ก็เป็นอันว่า ได้หนัง-ภาพเคลื่อนไหวครบ “สิบอันดับ” พอดี แต่ต้องนำสองหัวข้อมารวมกัน แทนที่จะเป็นหัวข้อละสิบเรื่อง/ชิ้น ตามคำขอเบื้องต้น

หมายเหตุ

อย่างไรก็ตาม พอมานึกทบทวนให้มากขึ้น จึงเห็นว่ามีงานอีกสองชิ้น ที่ควรถูกผนวกเพิ่มเติมเข้าไปในบัญชีท็อปเทนภาพเคลื่อนไหว ได้แก่

 

ภาพยนตร์เรื่อง “The Inerasable” (โยชิฮิโร นากามูระ)

 

The_Inerasable-p1

 

หนังผีญี่ปุ่นที่เล่าเรื่องราวซับซ้อนแนวสืบสวนได้อย่างสนุกและน่าติดตาม

 

หนังเริ่มต้นทุกอย่างด้วยผีที่คล้ายจะผูกติดอยู่กับ “พื้นที่/สถานที่” ตามขนบปกติ ก่อนจะพาคนดูไปสำรวจประเด็นปัญหาทางสังคม อย่างเรื่องที่ดิน/ที่อยู่อาศัยในสังคมเมือง, ประวัติศาสตร์สังคมของชุมชน, ประวัติศาสตร์บาดแผลของท้องถิ่น ตลอดจนวันวัยที่เปลี่ยนผ่านของคนโดนผีหลอก ขณะเดียวกัน ผีก็เหมือนจะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ตามการไล่ย้อนไทม์ไลน์ทางประวัติศาสตร์

 

ก่อนที่ทุกอย่างจะถูกขมวดจบว่า ถ้าผีมันจะหลอกหลอนคุณ มันก็คุกคามไปได้ในทุกกาละและเทศะนั่นแหละ

 

ภาพยนตร์สารคดีเรื่อง “The Look of Silence” (โจชัว ออปเพนไฮเมอร์)

 

The-look-of-silence

 

ถ้า The Act of Killing ผลงานก่อนหน้านั้นของออปเพนไฮเมอร์ ที่พูดถึงการสังหารหมู่ทางการเมืองในอินโดนีเซีย เมื่อช่วงทศวรรษ 1960 เช่นเดียวกัน ยังมีลูก “เล่นหัว” ท่ามกลางความโศกเศร้า และความโหดเหี้ยม อยู่บ้าง จากกลวิธีการทำหนังซ้อนหนัง ที่ผู้กำกับเลือกใช้

 

The Look of Silence ก็ถือเป็นหนังสารคดีต่อเนื่อง ที่โหดเหี้ยมกว่า โศกเศร้ากว่า และสงบนิ่งกว่า เพราะหนังนำพาผู้เกี่ยวข้องกับ “เหยื่อ” ที่จดจำเหตุการณ์อันโหดร้ายไม่ได้ หรือยังไม่อาจรับรู้ถึงสถานการณ์ดังกล่าว เมื่อครั้งยังเยาว์วัย ออกตระเวนเดินทางไปพบกับบรรดาฆาตกร ทั้งทางตรงและทางอ้อม บางคนคือผู้มีอิทธิพล บางคนกลายเป็นคนใกล้ตัว ส่วนบางคนก็ไม่ได้มีชีวิตที่ดีอะไรมากมายนัก

 

การเผชิญหน้าระหว่างผู้กระทำ กับ ตัวแทนของผู้ถูกกระทำ จึงส่งผลให้หนังเต็มไปด้วยความกดดันและความตึงเครียด

 

หนังสารคดีทั้งสองเรื่องของออปเพนไฮเมอร์อาจเป็น “แม่แบบ” หนึ่ง ที่นักทำหนังชาวไทยในอนาคต (อันใกล้หรือไกล) จะเลือกนำมาใช้ถ่ายทอดบอกเล่าเรื่องราวของประเทศตนเอง ที่โหดเหี้ยมและเศร้าสลดไม่ต่างกัน