คนมองหนัง

คิดนู่นคิดนี่ไปเรื่อย เกี่ยวกับหนังสารคดี “หมอนรถไฟ” (สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์)

“โครงสร้าง” ของหนังสารคดี

การที่หนังสารคดีเรื่องหนึ่งใช้เวลาคิด-ทำถึง “แปดปี” มันย่อมมีโอกาสสูงมาก ที่หนังจะเลอะ หรือไม่เป็นระบบระเบียบ

แต่ “หมอนรถไฟ” สามารถจัดระบบฟุตเทจกว่าร้อยชั่วโมงออกมาเป็นหนังสารคดียาวไม่ถึงสองชั่วโมง ที่มี “โครงสร้าง” ของเรื่องราวแข็งแรงเป็นอย่างยิ่ง

หากดูจากการที่หนังค่อยๆ ไล่เรียงการสำรวจขบวนรถไฟไทยจากชั้น 3 ชั้น 2 ตู้เสบียง ชั้น 1

หรือวิธีการเปิด-ปิดหนังด้วย “องค์ความรู้” บางอย่างเกี่ยวกับประวัติศาสตร์รถไฟไทย ซึ่งใช้ห่อหุ้มอารมณ์ความรู้สึก ความฝัน ความผุพังของรถไฟและผู้โดยสารรถไฟในสังคมไทยร่วมสมัย ที่คนดูต้องเผชิญหน้ากับมันด้วยฐานะ “ผู้ไม่รู้”

“จ้องมอง” และ “มีส่วนร่วม”

“หมอนรถไฟ” เดินตามจารีตของหนังสารคดีร่วมสมัย คือ การท่องไปมาระหว่าง “สถานการณ์จริง” กับ “สถานการณ์สมมุติ (เสมือนจริง/เรื่องแต่ง)” ขณะที่คนทำก็เล่นสองบทบาท ระหว่าง “ผู้จ้องมอง” กับ “ผู้มีส่วนร่วม (กับเรื่องราว)”

กว่าค่อนเรื่อง คล้ายหนังจะเทน้ำหนักไปยัง “สถานการณ์จริง” และการเล่นบท “ผู้จ้องมอง” ของคนทำ (ซึ่งเข้าไปมี “ส่วนร่วม” กับเรื่องราว-ซับเจ็คท์อยู่เพียงเล็กน้อย)

ก่อนที่โครงเรื่องจะพลิกผันในช่วงท้าย เมื่อ “สถานการณ์สมมุติ” ถูกสร้างขึ้น มี “ตัวละคร” ถือกำเนิดขึ้นมา เช่นเดียวกับคนทำที่เข้าไปมี “ส่วนร่วม” จริงจัง ในการถ่ายทอดประสบการณ์เกี่ยวกับรถไฟของตนเองและครอบครัว

นอกจากนี้ อารมณ์ของหนังยังเปลี่ยนแปลงไป จากการนำเสนอชีวิต รายละเอียดต่างๆ บนรถไฟอย่างสงบนิ่ง เรียบร้อย มาสู่การสร้างเรื่องราวที่เปี่ยมสีสัน และมีอารมณ์ขันเข้าขั้นร้ายกาจทีเดียว

railway-sleepers

“ชาติ” ในรถไฟ

อย่างน้อย “หมอนรถไฟ” ก็น่าจะทำให้หลายคนนึกถึง “ดอกฟ้าในมือมาร” ของอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล

ถ้าเรื่องเล่าที่บิดผันไปเรื่อยๆ ในหนังเรื่องหลัง แสดงให้เห็นถึง “ชุมชนจินตกรรม” ที่เรียกว่าชาติ รถไฟในหนังเรื่องแรกก็ทำหน้าที่คล้ายๆ กัน

จุดที่น่าสนใจ คือ “ชาติ” ที่สำแดงตนผ่านขบวนรถไฟ มิได้เป็น “ชุมชน” ที่ดำรงอยู่ได้ด้วยตัวเองและแยกขาดออกจากชุมชนอื่นๆ เด็ดขาด เพราะหนังยอมรับอย่างตรงไปตรงมา ว่าการพยายาม “สร้างชาติ” ผ่านรถไฟนั้น ต้องอาศัยความรู้ของฝรั่ง (และแม้ปัจจุบัน เราก็ยังเดินตามแนวทางนั้น เพราะซับเจ็คท์กลุ่มแรกๆ ที่หนังจับจ้อง คือ บรรดาเด็กตัวน้อยๆ ที่พ่อแม่ส่งเข้าเรียนในหลักสูตร “อิงลิช โปรแกรม” ซึ่งเดินทางขึ้นมาแสวงหาความรู้/ประสบการณ์ชีวิตบนขบวนรถไฟ)

สมพจน์ยังย้อนให้เราเห็นว่า แม้ “กระบวนการสร้างชาติ” จะยึดโยงอยู่กับความต้องการทันสมัย ศิวิไลซ์ เจริญ พัฒนา แต่อีกด้าน “การสร้างชาติ” ผ่านระบบคมนาคมสมัยใหม่ยุคแรกเริ่ม ก็เกิดขึ้นพร้อมการรวบอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง

ที่ตลกร้าย คือ การพยายามกระชับอำนาจทางการเมืองในอีกกว่าศตวรรษต่อมา กลับส่งผลให้การจินตนาการถึงชาติครั้ง/แบบใหม่ผ่าน “รถไฟความเร็วสูง” ต้องชะงักงันลงไป

นี่จึงเป็นเหลี่ยมมุมอันสลับซับซ้อนหลากหลายหน้าของ “การสร้างชาติ”

“หลายชีวิต” บนรถไฟ

แน่นอนจุดเด่นที่คนดู “หมอนรถไฟ” ทุกรายคงมองเห็นชัดเจน คือ การจับจ้องเฝ้ามอง “หลายชีวิต” บนขบวนรถไฟ (หลายขบวน) โดยคนทำ ที่แสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิต ความเชื่อ การเติบโตเปลี่ยนผ่าน ความขัดแย้ง ความไม่เท่าเทียม การละเล่น เรื่องราวซุบซิบในชีวิตประจำวันของสามัญชนคนไทย

โดยส่วนตัว ผมชอบช่วงเวลาที่หนังจับภาพกลุ่มผู้โดยสารเพศทางเลือกนั่งพูดคุยกัน (เพราะเคยมีประสบการณ์จ้องมองสถานการณ์คล้ายๆ กัน ขณะนั่งรถไฟไปอีสานใต้) แล้วก็ชอบการจับภาพผู้โดยสารนั่งอ่านสื่อสิ่งพิมพ์ (ที่มีสภาพ “ตายซาก” ทางธุรกิจ ไม่ต่างจากรถไฟ) ที่ดูย้อนแย้งกับอัตลักษณ์ส่วนบุคคลของผู้โดยสารรายนั้นๆ (ได้แก่ ภาพลุงแก่ๆ ที่น่าจะเป็นคนต่างจังหวัด นั่งอ่านหน้า “ต่างประเทศ” ของหนังสือพิมพ์ฮาร์ดนิวส์อย่างตั้งใจ หรือภาพเด็กสาวมุสลิมใส่ฮิญาบนั่งอ่านหนังสือพิมพ์บันเทิง ที่เต็มไปด้วยรูปนางแบบสาวเปลื้องผ้าสุดวาบหวิว)

“ภูมิศาสตร์ล่องหน” ในหนังโร้ดมูฟวี่

“หมอนรถไฟ” อาจเป็นโร้ดมูฟวี่ แต่หนังก็เล่นกับความคลุมเครือ จนคนดูไม่สามารถตระหนักชัดได้ว่า “ขบวนรถไฟ” (ที่ถูกนำเสนอราวกับเป็น “รถไฟสายเดียวสืบเนื่องกัน” ภายในหนัง) จะนำพาพวกเขาไปไหนบ้าง?

ดังเช่นคำถามที่คนดูท่านหนึ่งถามผู้กำกับประมาณว่า รถไฟในหนังได้เดินทางไปภาคอีสานบ้างหรือไม่? เพราะเหมือนเราจะแทบไม่เห็น “ภาคอีสาน” ในหนังเรื่องนี้

คำตอบของผู้กำกับคือ “มีภาคอีสาน” อยู่ในหนัง แต่ “ภาคอีสาน” บนขบวนรถไฟอาจกลืนกลายเข้ากับการเดินทาง (ที่แสนพร่าเลือน) จนผู้ชมหลายคนไม่สามารถรู้ชัดได้ว่า ภาคอีสานอยู่ตรงไหน? ปรากฏขึ้นเมื่อไหร่?

จึงอาจกล่าวได้ว่า “ภูมิศาสตร์” ใน “หมอนรถไฟ” นั้นมีความลื่นไหลไม่ชัดเจน หรือไม่มี “แผนที่” ในหนังสารคดีแนวโร้ดมูฟวี่เรื่องนี้

from-gulf-to-gulf-to-gulf

หลายปีก่อน ผมมีโอกาสได้ดูหนังสารคดีเรื่อง “From Gulf to Gulf to Gulf” (Shaina Anand, Ashok Sukumaran) ที่เทศกาลภาพยนตร์ลอนดอน หนังถ่ายทอดเรื่องราวการเดินทางของผู้คนบนเรือสินค้าที่ล่องจากเอเชียใต้ไปอ่าวเปอร์เซีย

น่าสนใจว่าจุดหนึ่งที่คนดูฝรั่งวัยชราคอมเมนท์หลังหนังจบ ก็คือ คนทำน่าจะใส่กราฟิกแผนที่ประกอบเข้าไปในภาพยนตร์เป็นระยะๆ เพื่อแสดงให้คนดูเห็นว่าเรือสินค้าในหนังเดินทางไปถึงไหนต่อไหนแล้ว

อย่างไรก็ตาม หนึ่งในผู้กำกับตอบว่า เขาไม่เห็นด้วยนักกับการใส่กราฟิกแผนที่ลงไป เพราะ “ภูมิศาสตร์” ที่หนังพยายามนำเสนอ มีลักษณะเป็น “ภูมิศาสตร์ทางเลือก” (เบื้องต้น คือ ภูมิศาสตร์ที่เชื่อมโยงระหว่างโลกมุสลิม อันอยู่นอกเหนือจากความเข้าใจของ “โลกตะวันตก”) ซึ่งอาจไม่สามารถอธิบายได้ด้วย “แผนที่” ที่เป็นเครื่องมือขององค์ความรู้แบบ “ภูมิศาสตร์กระแสหลัก”

ผมคิดว่า “ภูมิศาสตร์/แผนที่ล่องหน” ใน “หมอนรถไฟ” ก็มีศักยภาพลักษณะนี้เช่นกัน

หนังพยายามเปิดทางเลือกว่าเราอาจมีจินตนาการ “แบบอื่นๆ” ในการก่อร่างสร้างชาติ

ซึ่งหนึ่งในผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดในการสร้างทางเลือกดังกล่าว ก็คือ การพยายาม “เลือน” รอยแบ่งแยกระหว่างภูมิภาคต่างๆ ของประเทศไทย

หนังที่ทำให้คนดูอยากทำหนัง

ในมุมมองของผม อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นจุดเด่นมากๆ ของ “หมอนรถไฟ” ก็ได้แก่ ศักยภาพในการสร้างแรงบันดาลใจว่าการทำหนังมันไม่ใช่ “งานช่างฝีมือระดับสูง/ยาก”

แต่การทำหนังพัวพันกับคำถามสำคัญๆ คือ คุณมีเรื่องอะไรอยากจะเล่า และ คุณจะแสวงหา เรียบเรียง จัดระบบระเบียบวัตถุดิบที่นำมาประกอบเป็นเรื่องเล่านั้นๆ อย่างไร รวมถึงคุณมีความอดทนและรอคอยได้นานแค่ไหน มากกว่า

ศักยภาพตรงนี้อาจดำรงอยู่ในผลงานเล็กๆ น้อยๆ ตามเทศกาลหนังสั้นหรือหนังทางเลือกต่างๆ

แต่เราไม่ค่อยได้เห็นสปิริตดังกล่าวในสื่อทีวี หนังเมนสตรีม หรือหนัง “อินดี้” (ส่วนใหญ่) กระทั่งคลิปไวรัลในโลกออนไลน์ ยุคปัจจุบัน มากนัก

เอาง่ายๆ คือตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา เวลาได้ดูหนังที่รู้สึกประทับใจ ผมอาจรู้สึกตื่นเต้น รู้สึกอยากตีความ/วิเคราะห์/คิดต่อ รู้สึกทึ่งว่าคนทำมันสร้างหนังเรื่องนั้นนี้ออกมาได้ยังไง

แต่กลับไม่ค่อยเกิดความรู้สึกประเภท เออ! ดูหนังเรื่องนี้เสร็จ แล้วอยากหยิบกล้องวิดีโอ กล้องถ่ายรูป หรือสมาร์ทโฟน ออกไปถ่ายหนังบ้าง

กระทั่งดู “หมอนรถไฟ” จบ ความรู้สึกทำนองนี้จึงเกิดขึ้นอีกครั้ง หลังห่างหายจากมันมานานปี

Advertisements
ข่าวบันเทิง

ข่าวดีหนังไทยต้นปี 60 “หมอนรถไฟ” ได้ไปเบอร์ลิน

“หมอนรถไฟ” (Railway Sleepers) ภาพยนตร์สารคดีโดย “สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์” ที่ก่อนหน้านี้ได้เข้าฉายรอบปฐมทัศน์โลกที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ ถูกคัดเลือกไปฉายที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเบอร์ลิน 2017 ในสาย “ฟอรัม” ซึ่งมีธีมว่าด้วย “ภาวะสมจริงและเหนือจริง”

โดย “หมอนรถไฟ” จะเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ 43 เรื่อง ที่ได้เข้าฉายในสายดังกล่าว โดยทั้งหมดคือหนัง “สารคดี” จากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, ยุโรป, อเมริกาเหนือ, อเมริกาใต้, ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ที่มีจุดประสงค์หลากหลายตั้งแต่การฉายภาพสถาบันทางสังคม ไปจนถึงการมุ่งจับจ้องศึกษาปรากฏการณ์บางอย่างในระยะเวลาอันยาวนาน และใช้วิธีการนำเสนออันหลายหลาก ตั้งแต่การเข้าไปมีส่วนร่วมกับซับเจ็คท์, การทำหนังสารคดีเล่าเรื่อง, หนังเอสเสย์, หนังชาติพันธุ์, หนังการเมือง เรื่อยไปจนถึงหนังทดลอง

สภาวะผสมผสานเช่นนั้นทำให้ยากที่เราจะแบ่งแยกระหว่าง “เรื่องจริง” ออกจาก “เรื่องแต่ง” ภายในหนัง “สารคดี” เหล่านี้

“หมอนรถไฟ” คือ ผลงานที่ใช้เวลาถ่ายทำยาวนานร่วมแปดปี โดยสมพจน์ ซึ่งเป็นทีมงานคนสำคัญในหนังหลายเรื่องของอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล เคยระบุว่า หนังเรื่องนี้ต้องการนำเสนอภาพของรถไฟ ที่เป็นมากกว่ารูปแบบหนึ่งของการคมนาคม-ขนย้ายผู้คน แต่หนังจะพยายามเชื่อมโยงผู้คนและพื้นที่ต่างๆ ในสังคมไทย โดยมีเครือข่ายเส้นทางรถไฟเป็นสื่อกลาง

ดังนั้น รถไฟขบวนต่างๆ ในหนังเรื่องนี้ จึงมีสถานะเป็นโลกจำลองของสังคมไทย ที่เต็มไปด้วยภาพวิถีชีวิตอันมีเอกลักษณ์โดดเด่น

หลังทราบข่าวดีจากเบอร์ลิน สมพจน์ได้โพสต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า

“หมอนรถไฟ” (Railway Sleepers) จะไปฉายที่ยุโรปเป็นครั้งแรก ณ เทศกาลเบอร์ลิน เดือนกุมภาพันธ์นี้ครับ! จำได้ว่าตอนดูหนังพี่ต้อย อุรุพงษ์ เรื่อง “เพลงของข้าว” ที่ร็อตเทอร์ดามเมื่อหลายปีก่อน มันพี้คมากตรงที่นอกโรงมันหนาวมากๆ แต่ในโรงหนังนี่ นาข้าวเขียวชอุ่ม คอนทราสต์กันสุดๆ ทำให้รู้สึกถึงความมหัศจรรย์ของภาพยนตร์ ที่สามารถพาเราข้ามสถานที่ข้ามเวลา ไปอีกโลกหนึ่งได้ “หมอนรถไฟ” อาจจะเป็นหนังส่วนตัวเล็กๆ แต่ก็หวังว่ามันจะพาคนดูเดินทาง ฝ่าความหนาวเหน็บในเบอร์ลิน มายังอีกซีกโลก ณ ประเทศไทยแห่งนี้ได้เช่นกัน (แต่อาจจะเลทนิดหน่อย ตามสไตล์รถไฟไทยนะ)

 

ขอบคุณทีมงานและผู้สนับสนับสนุนทุกๆ คนอีกครั้งนะครับ ที่ช่วยให้หนังเรื่องนี้สำเร็จขึ้นได้ อย่าลืมไปดูที่ World Film กันนะครับ

ทั้งนี้ สำหรับที่ประเทศไทย “หมอนรถไฟ” จะประเดิมฉายสองรอบแรกในวันที่ 25 และ 27 มกราคมนี้ ที่เทศกาลเวิลด์ ฟิล์ม เฟสติวัล ออฟ แบงค็อก โรงภาพยนตร์เอสเอฟ เซ็นทรัลเวิลด์

ข่าวบันเทิง

เปิดชื่อ 7+1 ภาพยนตร์ไทยในเทศกาลปูซาน พร้อมรายละเอียดของหนังใหม่ที่คุณยังไม่รู้จัก

เทศกาลภาพยนตร์ปูซาน 2016 ซึ่งจะจัดขึ้น ณ ประเทศเกาหลีใต้ ระหว่างวันที่ 6-15 ตุลาคม ได้ประกาศรายชื่อหนังที่จะเข้าร่วมฉายในเทศกาลออกมาแล้ว

นับเป็นปีทองของหนัง (อิสระ) ไทย ซึ่งถูกคัดเลือกให้เข้าร่วมเทศกาลภาพยนตร์ปูซานประจำปีนี้ มากถึง 7 (+1) เรื่อง!

ในสาย A Window on Asian Cinema ซึ่งรวบรวมผลงานของคนทำหนังเอเชียที่น่าจับตา

มีผลงานเรื่อง “#BKKY” โดย นนทวัฒน์ นำเบญจพล “ธุดงควัตร” โดย บุญส่ง นาคภู่ “ดาวคะนอง” โดย อโนชา สุวิชากรพงศ์ และ “ปั๊มน้ำมัน” โดย ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์

นอกจากนั้น ยังมีหนังญี่ปุ่นที่เล่าเรื่องเมืองไทยอย่าง “Bangkok Nites” โดย คัตสึยะ โทมิตะ ถูกคัดเลือกเข้าฉายในสายนี้ด้วย

ในสาย Wide Angle ที่รวมผลงานโดดเด่น ทั้งหนังสั้น แอนิเมชั่น หรือสารคดี โดยมีการประกวดแยกย่อยในหมวดหมู่หนังแต่ละประเภท มีผลงานของคนไทย 3 ราย ได้รับคัดเลือกเข้าฉาย ได้แก่

“A Little Tiger” โดย ณัฐพล รักขธรรม ประกวดสายหนังสั้น “Art Through Our Eyes” รวมหนังสั้น 5 ชาติอาเซียน โดย 5 คนทำหนัง: อีริค คู, โจโค อันวา, โฮ ยูฮาง, บริเล็นเต้ เม็นโดซา และ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล และ “Railways Sleepers” โดย สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์ (ประกวดในสายสารคดี)

ทำความรู้จักหนังไทยบางเรื่องที่ได้เข้าฉายในเทศกาลปูซาน

ในบรรดาหนังไทย 7+1 เรื่อง ที่ได้ไปปูซาน บล็อกคนมองหนังได้เคยนำเสนอข่าวคราวหรือเขียนวิจารณ์ถึงหนังบางเรื่องไปบ้างแล้ว ได้แก่

“ธุดงควัตร” http://goo.gl/e2EeoA 

“ดาวคะนอง” http://goo.gl/CuwBg6

และ “Bangkok Nites” http://goo.gl/NrtZhd

แต่ก็มีหนังกลุ่มนี้อีกหลายเรื่องที่เรายังไม่เคยนำเสนอข่าวคราวเลย จึงอยากถือโอกาสแนะนำหนังเหล่านั้นให้ผู้อ่านได้รู้จักอย่างคร่าวๆ

#BKKY

bkky

ผลงานของนนทวัฒน์ นำเบญจพล ที่เคยมีผลงานหนังสารคดีน่าสนใจ อาทิ “ฟ้าต่ำแผ่นดินสูง” และ “สายน้ำติดเชื้อ”

มาถึงผลงานเรื่องใหม่ของเขา นนทวัฒน์จะถ่ายทอดภาพยนตร์เรื่องนี้ออกมาในแนวกึ่งฟิคชั่นกึ่งสารคดี โดยเรื่องราวที่ถูกเล่าผ่านตัวละครชื่อ “โจโจ้?” (JoJo) จะถูกร้อยเรียงขึ้นจากบทสัมภาษณ์วัยรุ่นไทยจำนวน 100 คน ผู้เป็นตัวแทนของความหลากหลายทางเพศสภาพ และมีประสบการณ์และทัศนคติต่อชีวิตในกรุงเทพฯ อย่างแตกต่างกันไป ก่อนที่หนังจะเผยให้เห็นถึงวิถีทางอันผิดแผกในการค้นหาอัตลักษณ์ที่แท้จริงของปัจเจกบุคคลแต่ละคน

นนทวัฒน์ระบุผ่านเฟซบุ๊กว่า หนังเรื่องนี้จะไม่ค่อยเหลือความเป็นสารคดีสักเท่าไหร่ แม้โปรเจ็คท์จะเริ่มต้นจากการไปสัมภาษณ์เด็กวัยรุ่นกรุงเทพฯ 100 คน ในวัยที่กำลังค้นหาว่าความสุขที่สุดนั้นคืออะไร เพราะท้ายสุดเขาได้นำเอาบทสัมภาษณ์เหล่านั้นมาเรียงร้อยต่อกันเป็นเรื่องเดียว และสร้าง “ภาพแฟนตาซีใหม่” ขึ้นมาจากคำบอกเล่าเหล่านั้น

ปั๊มน้ำมัน

%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b9%8a%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99

ผลงานเรื่องล่าสุดของผู้กำกับคนขยัน ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ หนังเล่าถึงความรักความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างสี่ตัวละคร ขณะที่ชายหนุ่มเจ้าของปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งเฝ้ารอการกลับมาของภรรยา สตรีคนหนึ่งในชุมชนแถบนั้นและวัยรุ่นสาวอีกราย ก็หมั่นแวะเวียนเข้ามายังปั๊มน้ำมัน เพราะหวังจะให้ชายหนุ่มสังเกตเห็นพวกเธอบ้าง

A Little Tiger

a-little-tiger

หนังสั้นของณัฐพล รักขธรรม ที่เข้าถึงรอบสุดท้ายในสายรัตน์ เปสตันยี ของเทศกาลหนังสั้นปีล่าสุดด้วย หนังมีเรื่องย่อสั้นๆ ว่า ในเย็นย่ำของวันหนึ่งหลังโรงเรียนเลิก แม่ตุ๊กพาเต้กลับมาที่โรงเรียนอีกครั้งหนึ่ง ท่ามกลางการปลูกสร้างของเรื่องเล่า

Railways Sleepers หรือ “หมอนรถไฟ”

railway-sleepers

ผลงานที่ผ่านกระบวนการสร้างและถ่ายทำมายาวนานหลายปีของสมพจน์ ชิตเกษรพงศ์ หนึ่งในทีมงานคนสำคัญของอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล หนังเรื่องนี้ต้องการนำเสนอภาพของรถไฟมากกว่าการเป็นแค่รูปแบบของการคมนาคม-ขนย้ายผู้คนแขนงหนึ่ง แต่หนังพยายามเชื่อมโยงผู้คนและพื้นที่ต่างๆ ในสังคมไทย โดยมีเครือข่ายเส้นทางรถไฟเป็นสื่อกลาง

รถไฟขบวนต่างๆ ในหนังเรื่องนี้ จึงมีสถานะเป็นโลกจำลองของสังคมไทย ที่เต็มไปด้วยภาพของวิถีชีวิตอันมีเอกลักษณ์โดดเด่น

สมพจน์เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กว่า “หมอนรถไฟ” เริ่มถ่ายทำด้วยกล้องมินิดีวีเมื่อ 8 ปีก่อน ก่อนจะถ่ายเพิ่มครั้งล่าสุด (ด้วยกล้องมินิดีวีเช่นกัน) เมื่อช่วงต้นปีนี้นี่เอง

Art Through Our Eyes

art-through-our-eyes

โปรเจ็คท์รวมหนังสั้นอาเซียนที่ถูกริเริ่มโดย National Gallery Singapore โดยผู้กำกับแต่ละรายจะนำเอาผลงานศิลปะ (จิตรกรรม) ห้าชิ้นมาตีความใหม่ ตามประสบการณ์และความรู้สึกตอบสนองของตนเองต่องานชิ้นนั้นๆ

ขอบคุณข้อมูลจาก

http://www.biff.kr/

http://www.artitute.com/2016/06/20/art-through-our-eyes/