คนมองหนัง

บันทึกถึง #BKKY

หนึ่ง

โอเค ในแง่ความเป็นหนึ่งสารคดีกึ่งฟิคชั่น มันอาจไม่ได้เข้มข้นละเอียดลออน่าตื่นเต้นถึงขีดสุด หากวัดกันในแง่คุณภาพ หนังเรื่องนี้ยังเข้มข้นน้อยกว่า “หมอนรถไฟ” รวมทั้งงานอย่าง “ดอกฟ้าในมือมาร” หรือหนังเรื่องอื่นๆ ที่เล่นกับประเด็นพรมแดนอันพร่าเลือนระหว่างหนังสารคดีกับหนังฟิคชั่นของอภิชาติพงศ์ (ซึ่ง “#BKKY” น่าจะได้รับแรงบันดาลใจมาไม่น้อย)

แต่อีกจุดหนึ่ง ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เช่นกัน ก็คือ นนทวัฒน์ นำเบญจพล สามารถ “เล่าเรื่อง” ของหนังเรื่องนี้ได้สนุกสนานเพลิดเพลินทีเดียว และ (อาจจะ) เป็นมิตรกับคนดูในวงกว้างได้มากพอสมควร

สอง

bkky 3

หนังเล่าเรื่องราวในพาร์ทสารคดีที่สัมภาษณ์เด็กวัยรุ่นจำนวนมากในกรุงเทพฯ ว่าด้วยเรื่องการเรียน ความรัก ความฝัน ความสัมพันธ์กับครอบครัว เพศสภาพ ความสัมพันธ์ทางอำนาจที่ไม่เท่าเทียมในสถานศึกษา มุมมองคนนอก/คนใน และการเติบโต คลอเคียงไปกับพาร์ทฟิคชั่น ที่หยิบยก/เลือกสรรเอาทัศนคติ-การมองโลก-การเผชิญหน้ากับปัญหาของเหล่าวัยรุ่นในพาร์ทสารคดี มาทำให้เป็นเรื่องแต่ง

โดยส่วนตัว (อย่างที่บอกไปในข้อแรก) ผมรู้สึกสนุกเพลิดเพลินกับทั้งสองส่วน แบบดูไป หัวเราะไป อมยิ้มไป อินไป และไม่ได้ติดขัดอะไรกับตัวหนังมากนัก

กระทั่งหนังมาปิดฉากลงตรงนาทีที่ 75 นั่นแหละ ผมถึงเริ่มรู้สึกว่า เออ! จริงๆ หนังเรื่องนี้มันสั้นไปนะ และใช้สอยดอกผลงดงามจากพาร์ทสารคดีน้อยไปหน่อย

(ตอนที่ชื่อ “นนทวัฒน์” ในฐานะผู้เล่าเรื่อง ปรากฏขึ้นมาอีกครั้งในตอนท้าย ผมยังนึกว่านั่นคือ “ลูกเล่น” ที่จะเชื่อมโยงไปยัง “เรื่องเล่า” อื่นๆ หลังจาก “เรื่องรักของโจโจ้” คลี่คลายตัวเองลง)

ผมคิดว่า ต่อให้หนังขยายยาวไปถึง 120-140 นาที ความสนุกเพลิดเพลินของมันก็ยังน่าจะคงอยู่ และน่าจะฉายภาพของวัยรุ่นกรุงเทพฯ ได้สลับซับซ้อนยิ่งขึ้น

สาม

bkky 1

จุดที่ชอบมากๆ ในหนัง คือ ทัศนคติเรื่องเพศของน้องๆ ในพาร์ทสารคดี ซึ่งต้องขอสารภาพในฐานะคนวัยครึ่งหลังสามสิบว่า ผมไม่เคยตระหนักมาก่อนว่าความคิดเรื่องเพศสภาพของเด็กวัยรุ่นไทย/กรุงเทพฯ เดินทางไปไกลกันขนาดนี้แล้ว เพราะสำหรับหลายๆ คน เพศสภาพ ไม่ใช่แค่การแบ่งชาย-หญิง-LGBT อะไรด้วยซ้ำ แต่หมายถึงสภาวะอันเลื่อนไหลจนยากจะจัดแบ่งประเภทหรือหมวดหมู่ใดๆ

อีกส่วนเล็กๆ ที่ผมชอบ ได้แก่ ฉากในพาร์ทฟิคชั่น ที่ “โจโจ้” กับ “คิว” นั่งงอนกันในสวนสาธารณะ ขณะที่คนอื่นยืนเคารพธงชาติกันตอนหกโมงเย็น ซึ่งให้อารมณ์ผสมปนเปดี คือ มีทั้งอาการเพิกเฉย แต่ก็ไม่ถึงกับแข็งขืน ท้าทาย ขบถ ต่อปทัสถานหลักของสังคม

มันอาจถูกพิจารณาเป็นฉากที่มีความเป็นการเมืองอย่างยิ่ง หรือตรงกันข้าม มันอาจถูกตีความได้ว่า การไม่ยืนเคารพธงชาตินั้นเกิดจากอาการงอนกันของเด็กสาววัยรุ่นสองคน โดยมิได้ยึดโยงกับเป้าประสงค์ทางการเมืองใดๆ

หรือดีไม่ดี ไอ้ลักษณะเพิกเฉยโดยไร้จุดประสงค์ทางการเมืองเช่นนี้แหละ ที่อาจมีพลังกร่อนเซาะในทางการเมืองมากที่สุด

ปิดท้ายด้วยการปรากฏตัวบนจอของ “เนติวิทย์” ในหนัง ซึ่งมีนัยยะน่าสนใจดี กล่าวคือ ท่อนสัมภาษณ์เนติวิทย์ดูเหมือนจะปรากฏขึ้นแค่สองครั้ง (ไม่ได้เป็นบทสนทนาเรื่องการเมืองด้วย) และแทบไม่ได้ถูกนำไปแปรเปลี่ยนเป็นวัตถุดิบเรื่องราวในพาร์ทฟิคชั่น

กล่าวอีกอย่างคือ เนติวิทย์ไม่ใช่ตัวละครหลักของหนังเรื่องนี้

ด้านหนึ่ง หนังอาจกำลังชี้ให้เราเห็นว่าสังคมไทย/กรุงเทพฯ ยุคปัจจุบัน มีเยาวชนอย่างเนติวิทย์อยู่จริงๆ ทว่า เสียงของเขาอาจไม่ได้ถูกแปรสภาพให้กลายเป็น “พลังหลัก” หรือ “ตัวแทน” ของคนวัยเดียวกันเสมอไป

การต่อสู้ในแบบของเนติวิทย์อาจจ่อมจมลงไปในกระแสธารเชี่ยวกรากของเรื่องราว-ปัญหาชนิดอื่นๆ ที่เพื่อนๆ รุ่นราวคราวเดียวกัน กำลังเผชิญหน้า-ตั้งคำถามกับมันอยู่

หรือบางที เรื่องราวเหล่านั้น (ซึ่งเป็นประเด็นไลฟ์สไตล์ยิบๆ ย่อยๆ) อาจมีพลัง มีศักยภาพแฝงเร้นของมัน ไม่ต่างจากสิ่งที่เนติวิทย์สนใจและเคลื่อนไหว

สี่

bkky 2

มาถึงอีกจุดหนึ่งที่คนพูดถึงกันเยอะ คือ พาร์ทฟิคชั่นของหนัง ผมชอบและสนุกกับเรื่องราวการจีบ-การงอนกันของ “โจโจ้” กับ “คิว” (อารมณ์สนุกเพลิดเพลินกับหนังก็เกิดขึ้นจากส่วนนี้เป็นหลัก)

แต่พอตัวเรื่องถูกพัฒนาไปเรื่อยๆ ก็ต้องยอมรับว่ามันอ่อนแรงลงเล็กน้อยจริงๆ เช่น บทบาทของตัวละครพ่อโจโจ้ที่หวงลูกสาวจนไม่ให้คบผู้ชายนั้นก็ดูทื่อและเป็นละครทีวีไปหน่อย เช่นเดียวกับวงจรความรักของ “โจโจ้” ที่ผมไม่แน่ใจว่าควรจะประเมินมันอย่างไรดี

เพราะมุมหนึ่ง มันก็เป็นเหมือนเรื่องราวความสุข ความทรงจำ ความพลั้งพลาด และความผิดหวังของรักครั้งแรกๆ ในช่วงวัยรุ่น ที่ดูจริงและโอเคอยู่ ทว่า ลึกๆ มันก็คล้ายจะมีท่าทีแบบสุภาษิตสอนหญิงหรือการสำนึกบาปอะไรสักอย่างแฝงอยู่ลึกๆ

(ผมยังรู้สึกว่าถ้าเรื่องของโจโจ้คือ “เรื่องเล่า” 1 ใน 2 หรือ 1 ใน 3 เรื่อง ที่ดำรงอยู่ในพาร์ทฟิคชั่นของหนังเรื่องนี้ ปัญหาดังกล่าวอาจถูกมองเห็นได้ไม่ชัดนัก แต่พอมันกลายเป็นเรื่องราวหลักเรื่องเดียวในพาร์ทฟิคชั่น เราเลยมองเห็นข้อด้อยของมันได้ง่ายหน่อย)

ห้า

bkky 4

ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ผมยังยืนยันอีกครั้งว่า “#BKKY” เป็นหนังสนุก (สำหรับผม ถ้านับเฉพาะหนังไทยที่ได้ดูในปีนี้ นี่น่าจะเป็นหนังที่สนุกรองลงมาจาก “ไทบ้าน เดอะ ซีรี่ส์”)

ด้วยศักยภาพในการได้รอบฉายและโรงฉายที่ค่อนข้างครอบคลุม ด้วยเนื้อหาของหนังที่ไม่หนักเกินไปและน่าจะสัมผัสใจของคนดูกลุ่มวัยรุ่นได้ไม่น้อย

ก็หวังว่าหนังเรื่องนี้จะช่วยนำพา “ภาพยนตร์สารคดี” และ “ภาพยนตร์สารคดีกึ่งเรื่องแต่ง” ให้เคลื่อนเข้าไปใกล้ชิดกับผู้ชมชาวไทยมากยิ่งขึ้น

 

 

Advertisements
ข่าวบันเทิง

เปิดชื่อ 7+1 ภาพยนตร์ไทยในเทศกาลปูซาน พร้อมรายละเอียดของหนังใหม่ที่คุณยังไม่รู้จัก

เทศกาลภาพยนตร์ปูซาน 2016 ซึ่งจะจัดขึ้น ณ ประเทศเกาหลีใต้ ระหว่างวันที่ 6-15 ตุลาคม ได้ประกาศรายชื่อหนังที่จะเข้าร่วมฉายในเทศกาลออกมาแล้ว

นับเป็นปีทองของหนัง (อิสระ) ไทย ซึ่งถูกคัดเลือกให้เข้าร่วมเทศกาลภาพยนตร์ปูซานประจำปีนี้ มากถึง 7 (+1) เรื่อง!

ในสาย A Window on Asian Cinema ซึ่งรวบรวมผลงานของคนทำหนังเอเชียที่น่าจับตา

มีผลงานเรื่อง “#BKKY” โดย นนทวัฒน์ นำเบญจพล “ธุดงควัตร” โดย บุญส่ง นาคภู่ “ดาวคะนอง” โดย อโนชา สุวิชากรพงศ์ และ “ปั๊มน้ำมัน” โดย ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์

นอกจากนั้น ยังมีหนังญี่ปุ่นที่เล่าเรื่องเมืองไทยอย่าง “Bangkok Nites” โดย คัตสึยะ โทมิตะ ถูกคัดเลือกเข้าฉายในสายนี้ด้วย

ในสาย Wide Angle ที่รวมผลงานโดดเด่น ทั้งหนังสั้น แอนิเมชั่น หรือสารคดี โดยมีการประกวดแยกย่อยในหมวดหมู่หนังแต่ละประเภท มีผลงานของคนไทย 3 ราย ได้รับคัดเลือกเข้าฉาย ได้แก่

“A Little Tiger” โดย ณัฐพล รักขธรรม ประกวดสายหนังสั้น “Art Through Our Eyes” รวมหนังสั้น 5 ชาติอาเซียน โดย 5 คนทำหนัง: อีริค คู, โจโค อันวา, โฮ ยูฮาง, บริเล็นเต้ เม็นโดซา และ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล และ “Railways Sleepers” โดย สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์ (ประกวดในสายสารคดี)

ทำความรู้จักหนังไทยบางเรื่องที่ได้เข้าฉายในเทศกาลปูซาน

ในบรรดาหนังไทย 7+1 เรื่อง ที่ได้ไปปูซาน บล็อกคนมองหนังได้เคยนำเสนอข่าวคราวหรือเขียนวิจารณ์ถึงหนังบางเรื่องไปบ้างแล้ว ได้แก่

“ธุดงควัตร” http://goo.gl/e2EeoA 

“ดาวคะนอง” http://goo.gl/CuwBg6

และ “Bangkok Nites” http://goo.gl/NrtZhd

แต่ก็มีหนังกลุ่มนี้อีกหลายเรื่องที่เรายังไม่เคยนำเสนอข่าวคราวเลย จึงอยากถือโอกาสแนะนำหนังเหล่านั้นให้ผู้อ่านได้รู้จักอย่างคร่าวๆ

#BKKY

bkky

ผลงานของนนทวัฒน์ นำเบญจพล ที่เคยมีผลงานหนังสารคดีน่าสนใจ อาทิ “ฟ้าต่ำแผ่นดินสูง” และ “สายน้ำติดเชื้อ”

มาถึงผลงานเรื่องใหม่ของเขา นนทวัฒน์จะถ่ายทอดภาพยนตร์เรื่องนี้ออกมาในแนวกึ่งฟิคชั่นกึ่งสารคดี โดยเรื่องราวที่ถูกเล่าผ่านตัวละครชื่อ “โจโจ้?” (JoJo) จะถูกร้อยเรียงขึ้นจากบทสัมภาษณ์วัยรุ่นไทยจำนวน 100 คน ผู้เป็นตัวแทนของความหลากหลายทางเพศสภาพ และมีประสบการณ์และทัศนคติต่อชีวิตในกรุงเทพฯ อย่างแตกต่างกันไป ก่อนที่หนังจะเผยให้เห็นถึงวิถีทางอันผิดแผกในการค้นหาอัตลักษณ์ที่แท้จริงของปัจเจกบุคคลแต่ละคน

นนทวัฒน์ระบุผ่านเฟซบุ๊กว่า หนังเรื่องนี้จะไม่ค่อยเหลือความเป็นสารคดีสักเท่าไหร่ แม้โปรเจ็คท์จะเริ่มต้นจากการไปสัมภาษณ์เด็กวัยรุ่นกรุงเทพฯ 100 คน ในวัยที่กำลังค้นหาว่าความสุขที่สุดนั้นคืออะไร เพราะท้ายสุดเขาได้นำเอาบทสัมภาษณ์เหล่านั้นมาเรียงร้อยต่อกันเป็นเรื่องเดียว และสร้าง “ภาพแฟนตาซีใหม่” ขึ้นมาจากคำบอกเล่าเหล่านั้น

ปั๊มน้ำมัน

%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b9%8a%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99

ผลงานเรื่องล่าสุดของผู้กำกับคนขยัน ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ หนังเล่าถึงความรักความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างสี่ตัวละคร ขณะที่ชายหนุ่มเจ้าของปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งเฝ้ารอการกลับมาของภรรยา สตรีคนหนึ่งในชุมชนแถบนั้นและวัยรุ่นสาวอีกราย ก็หมั่นแวะเวียนเข้ามายังปั๊มน้ำมัน เพราะหวังจะให้ชายหนุ่มสังเกตเห็นพวกเธอบ้าง

A Little Tiger

a-little-tiger

หนังสั้นของณัฐพล รักขธรรม ที่เข้าถึงรอบสุดท้ายในสายรัตน์ เปสตันยี ของเทศกาลหนังสั้นปีล่าสุดด้วย หนังมีเรื่องย่อสั้นๆ ว่า ในเย็นย่ำของวันหนึ่งหลังโรงเรียนเลิก แม่ตุ๊กพาเต้กลับมาที่โรงเรียนอีกครั้งหนึ่ง ท่ามกลางการปลูกสร้างของเรื่องเล่า

Railways Sleepers หรือ “หมอนรถไฟ”

railway-sleepers

ผลงานที่ผ่านกระบวนการสร้างและถ่ายทำมายาวนานหลายปีของสมพจน์ ชิตเกษรพงศ์ หนึ่งในทีมงานคนสำคัญของอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล หนังเรื่องนี้ต้องการนำเสนอภาพของรถไฟมากกว่าการเป็นแค่รูปแบบของการคมนาคม-ขนย้ายผู้คนแขนงหนึ่ง แต่หนังพยายามเชื่อมโยงผู้คนและพื้นที่ต่างๆ ในสังคมไทย โดยมีเครือข่ายเส้นทางรถไฟเป็นสื่อกลาง

รถไฟขบวนต่างๆ ในหนังเรื่องนี้ จึงมีสถานะเป็นโลกจำลองของสังคมไทย ที่เต็มไปด้วยภาพของวิถีชีวิตอันมีเอกลักษณ์โดดเด่น

สมพจน์เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กว่า “หมอนรถไฟ” เริ่มถ่ายทำด้วยกล้องมินิดีวีเมื่อ 8 ปีก่อน ก่อนจะถ่ายเพิ่มครั้งล่าสุด (ด้วยกล้องมินิดีวีเช่นกัน) เมื่อช่วงต้นปีนี้นี่เอง

Art Through Our Eyes

art-through-our-eyes

โปรเจ็คท์รวมหนังสั้นอาเซียนที่ถูกริเริ่มโดย National Gallery Singapore โดยผู้กำกับแต่ละรายจะนำเอาผลงานศิลปะ (จิตรกรรม) ห้าชิ้นมาตีความใหม่ ตามประสบการณ์และความรู้สึกตอบสนองของตนเองต่องานชิ้นนั้นๆ

ขอบคุณข้อมูลจาก

http://www.biff.kr/

http://www.artitute.com/2016/06/20/art-through-our-eyes/