ข่าวบันเทิง

รวมมิตร “ข่าวดีหนังไทย” ปลายเดือนเมษายน 2561

เผย “70 สุดยอดภาพยนตร์ไทยในสมัยรัชกาลที่ 9”

คณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านภาพยนตร์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้พิจารณาคัดเลือกและมีมติเห็นชอบรายชื่อภาพยนตร์ไทย 70 เรื่อง เป็น “สุดยอดภาพยนตร์ไทยในสมัยรัชกาลที่ 9”

70 หนังไทย (1)กระบวนการคัดเลือกมี 4 ขั้นตอน เริ่มจากให้ประชาชนทั่วไปเสนอรายชื่อภาพยนตร์ (มีผู้สนใจร่วมเสนอชื่อภาพยนตร์ 29,844 คน โดยได้นำเสนอภาพยนตร์จำนวน 359 เรื่อง เข้าสู่การพิจารณา) หลังจากนั้นนำรายชื่อหนังทั้งหมดเสนอต่อผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งจากภาครัฐ เอกชน บุคลากรในวงการภาพยนตร์ และศิลปินแห่งชาติ 258 ราย เพื่อร่วมกันคัดเลือกภาพยนตร์ จากนั้นนำเสนอคณะอนุกรรมการพิจารณาคัดเลือกสุดยอดภาพยนตร์ไทยในสมัยรัชกาลที่ 9 และสุดท้ายได้เสนอต่อคณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติ พิจารณาให้ความเห็นชอบประกาศรายชื่อ 70 สุดยอดภาพยนตร์ไทยในสมัยรัชกาลที่ 9

70 หนังไทย (2)ทั้งนี้จะมีการจัดนิทรรศการสุดยอดภาพยนตร์ไทยในสมัยรัชกาลที่ 9 และจัดฉายภาพยนตร์ไทยในโครงการจำนวน 10 เรื่อง ให้ประชาชนได้รับชม โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ใน 5 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร (ระหว่างวันที่ 24-27 เมษายน ที่โรงภาพยนตร์สกาลา), นครราชสีมา, เชียงใหม่, ภูเก็ต และประจวบคีรีขันธ์ ระหว่างวันที่ 24 เมษายน – 24 มิถุนายน 2561

สำรองที่นั่งได้ที่ https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfyzTGmArTXCeLLrMOAA-nX5PqjDTWC3yfoMhasyr17Z9dC-g/viewform

ที่มา เพจเฟซบุ๊ก Content Thailand 

นิทรรศการรำลึก 10 ปี แห่งการจากไปของ “พิเศษ สังข์สุวรรณ”

พิเศษ สังข์สุวรรณ

วันที่ 1-20 พฤษภาคม 2561 หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ร่วมกับศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร คณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และสมาคมศิษย์เก่าคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร จะจัดงาน “โลกที่…พิเศษ…สร้าง” โดยมีการฉายภาพยนตร์ การแสดงดนตรี และนิทรรศการจำลองโลกและผลงานของ “พิเศษ สังข์สุวรรณ” ให้สาธารณชนได้รับรู้เรื่องราวของศิลปินมากความสามารถผู้ล่วงลับ ที่ผลิตผลงานมากมาย ทั้งการแต่งเพลงประกอบภาพยนตร์ การแสดง การกำกับละครโทรทัศน์-ละครเวที ฯลฯ ตลอดระยะเวลาเกือบ 60 ปีของชีวิต

ตรวจสอบรายละเอียดกิจกรรมทั้งหมดได้ที่ http://www.fapot.org/th/news_detail.php?id=542#.WuBUaohuaUk

ที่มา เพจเฟซบุ๊ก หอภาพยนตร์ Thai Film Archive

เชิญชมหนังอิสระพม่าร่วมสมัยใน “Mini Wathann Film Fest”

เทศกาลหนังพม่า

Filmvirus ร่วมกับ The Reading Room, Documentary Club และ Wathann Film Fest ชวนคอหนังร่วมรับชม Mini Wathann Film Fest ระหว่างวันที่ 27-29 เมษายนนี้

Wathann Film Fest เป็นเทศกาลภาพยนตร์ที่จัดขึ้นในย่างกุ้ง ในเดือนกันยายนของทุกปี (Wathann ในภาษาพม่าหมายถึงฤดูฝน) โดยเริ่มจัดครั้งแรกในปี 2011 จากการริเริ่มของสองนักทำหนังชาวพม่า Thuthu Shein และ Thaddhi ซึ่งต่างเป็นนักเรียนทุนสาขาภาพยนตร์ที่ FAMU (Czech National Film School)

เทศกาลนี้ถือเป็นเทศกาลหนังเทศกาลแรกๆ ในพม่า และเป็นเทศกาลแรกที่เปิดโอกาสให้กับหนังอิสระ ในเทศกาลจะประกอบด้วยการฉายหนังสายประกวด รวมทั้งมอบรางวัลให้แก่ภาพยนตร์สารคดี ภาพยนตร์สั้น และ New Vision สำหรับภาพยนตร์ทดลอง นอกจากนี้ ยังมีโปรแกรม Memory สำหรับฉายภาพยนตร์พม่าคลาสสิค และโปรแกรมพิเศษอื่นๆ

จากนั้นด้วยความร่วมมือกับเพจเฟซบุ๊ก Myanmar Filmaker’s Network (เครือข่ายคนทำหนังพม่า) เทศกาลเริ่มขยายตัวไปสู่การจัดกิจกรรมเป็นครั้งคราวสำหรับแนะนำคนทำหนังพม่ารุ่นใหม่ที่น่าสนใจ เพื่อเป็นเวทีในการฉายหนังและสนทนาแลกเปลี่ยน

สำหรับ Mini Wathann Film Fest ในกรุงเทพฯ ซึ่งถูกจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 นี้ จะมีการฉายหนังสั้นคัดสรรจากเทศกาล และยังมีกิจกรรมสนทนากับ Thaiidthi หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งเทศกาล ในวันศุกร์ที่ 27 เมษายน ที่ Doc Club Theater ซึ่งเป็นวันเปิดเทศกาล ก่อนที่ในวันเสาร์ที่ 28 – อาทิตย์ที่ 29 เมษายน จะมีการจัดฉายหนังที่ The Reading Room

ติดตามรายละเอียดทั้งหมดได้ที่ https://www.facebook.com/events/368452970330253/

100 ปี “แท้ ประกาศวุฒิสาร” นักสร้างภาพยนตร์ผู้มีอายุยืนยาวที่สุดของไทย

แท้ 100 ปี

วันที่ 26 เมษายน 2561 นับเป็นวันพิเศษวันหนึ่งแห่งวงการภาพยนตร์ไทย เพราะเป็นวันคล้ายวันเกิดปีที่ 100 ของศิลปินแห่งชาติ “แท้ ประกาศวุฒิสาร”

แท้ ประกาศวุฒิสาร เกิดเมื่อวันที่ 26 เมษายน พ.ศ.2461 ที่อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี เขาเริ่มเข้าสู่วงการภาพยนตร์ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2478 ด้วยการเป็นช่างถ่ายภาพนิ่งให้แก่กองถ่ายหนังเรื่อง “กะเหรี่ยงไทรโยค” นับจากนั้นเขาได้คลุกคลีอยู่ในวงการและได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าสำคัญให้แก่วงการหนังไทยด้วยผลงานการสร้างภาพยนตร์ เช่น สุภาพบุรุษเสือไทย (2492) สาวเครือฟ้า (2496) เห่าดง (2501) ชายชาตรี (2507) เจ้าหญิง (2512) ฯลฯ

และเป็นผู้จารึกประวัติศาสตร์ช่วงสำคัญของประเทศไทยมากมายด้วยกล้องถ่ายภาพยนตร์ เช่น น้ำท่วมกรุงเทพ พ.ศ.2485, การรัฐประหาร พ.ศ.2490, พระบรมพิธีราชาภิเษก พ.ศ.2493, การแข่งขันเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 5 พ.ศ. 2509 ฯลฯ

แท้ ประกาศวุฒิสาร ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดง (ผู้สร้างภาพยนตร์) ประจำปี พ.ศ.2542

ถึงปัจจุบัน เขาถือเป็นนักสร้างภาพยนตร์ที่มีอาวุโสและมีอายุยืนยาวที่สุดในประวัติศาสตร์หนังไทย

นี่คือผลงานส่วนหนึ่งของแท้

ที่มา เพจเฟซบุ๊ก หอภาพยนตร์ Thai Film Archive

มาแล้ว โปสเตอร์ “10 Years Thailand” หนังไทยเรื่องเดียวในเทศกาลเมืองคานส์ปีนี้

tenyearsthailand

เพจเฟซบุ๊กของหนังเรื่อง “Ten Years Thailand” ภาพยนตร์ไทยผลงานการกำกับของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล, วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง, อาทิตย์ อัสสรัตน์ และจุฬญาณนนท์ ศิริผล ซึ่งถูกคัดเลือกให้เข้าฉายในสาย “Special Screenings” ของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ประจำปีนี้ เพิ่งเผยแพร่โปสเตอร์อย่างเป็นทางการของหนัง (ออกแบบโดย “มานิตา ส่งเสริม”) พร้อมข้อความบรรยายภาพที่ระบุว่า

“ถึงผู้ชมชาวไทยและผู้ชมทั่วโลกที่พบเห็นโปสเตอร์นี้ คุณสามารถสร้างเสียงสะท้อนจากบ้านหรือประเทศที่คุณอาศัยอยู่ ถึงปัจจุบันหรืออนาคตในอีกสิบปีที่คุณอยากเห็น โดยการเติมความเห็น ระบาย เขียนความในใจของคุณบนพื้นที่ว่างในโปสเตอร์ เราคาดหวังจะได้เห็นโปสเตอร์นี้ที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป แต่จะเต็มไปด้วยเสียงที่หลากหลาย แล้วพบกัน #10YearsThailand”

ที่มา เพจเฟซบุ๊ก 10 Years Thailand

Advertisements
คนมองหนัง

“ถึงคน..ไม่คิดถึง” มองความสัมพันธ์ “ไทย-พม่า” ในมุมใหม่ๆ

(ปรับปรุงจากบทความในมติชนสุดสัปดาห์ 25 พฤศจิกายน-1 ธันวาคม 2559)

“ถึงคน..ไม่คิดถึง” (From Bangkok to Mandalay) เป็นผลงานภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกของ “ชาติชาย เกษนัส”

หนังเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครชาวเมียนมาและไทย โดยได้เสียงตอบรับที่ดีในประเทศเมียนมา แต่สำหรับในไทย กลับได้โรงฉายไม่มากแห่งและไม่มากรอบนัก

ก่อนหน้านี้ “ถึงคน..ไม่คิดถึง” คล้ายจะต้องลาโรงไปอย่างเงียบๆ ทว่า กระแสปากต่อปากก็ส่งผลให้หนังสามารถยืนระยะต่อไปได้

จากการเป็น “ชายขอบ” ของโรงภาพยนตร์มัลติเพล็กซ์ หนังเรื่องนี้จะได้รอบฉายที่โรงภาพยนตร์เฮาส์ ราม่า อาร์ซีเอ ตั้งแต่วันที่ 24 พฤศจิกายนเป็นต้นไป

หนังเรื่องแรกของชาติชายไม่ใช่ผลงานดีเลิศสมบูรณ์แบบ หากมีองค์ประกอบขาดๆ เกินๆ ปรากฏชัดอยู่มากพอสมควร อย่างไรก็ตาม หนังสามารถสื่อสารถึงประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนและถ่ายทอดบรรยากาศข้ามสังคม-ข้ามวัฒนธรรม ออกมาได้อย่างน่าสนใจชวนฉุกคิด

ถ้าให้เปรียบเทียบ หนังอาจมีความคล้ายคลึงกับ “October Sonata รักที่รอคอย” ของ “สมเกียรติ วิทุรานิช”

ทั้งในแง่ที่ทั้งคู่มีสถานะเป็นหนังรัก ซึ่งมิได้มีเนื้อหาและรูปลักษณ์ “ร่วมสมัย” มากนัก กรอบเวลาในหนังทั้งสองเรื่องกินระยะเวลายาวนานหลายทศวรรษเหมือนกัน แถมมีบทสรุปเป็นความพยายามที่จะยืนหยัดดำเนินชีวิตต่อไปของคนผู้มีชีวิตเหลือรอดจากโศกนาฏกรรมความรัก อย่างสอดคล้องกันอีก

และในแง่การเจือกลิ่นอายทางการเมือง เพราะแม้ว่า “October Sonata” จะมีความเป็น “หนังการเมือง” เต็มตัว ผิดกับ “ถึงคน..ไม่คิดถึง” ซึ่งมีลักษณะ “ปลอดการเมือง” ปรากฏอยู่ แต่หนังทั้งสองเรื่องก็ได้รับแรงบันดาลใจจากวรรณกรรมการเมืองยุคก่อน พ.ศ.2500 ไม่ต่างกัน

หนังของสมเกียรติอ้างอิงตนเองอยู่กับ “สงครามชีวิต” โดย ศรีบูรพา ขณะที่หนังของชาติชายก็มีฉากสำคัญ ซึ่งแสดงความเคารพต่อ “ปีศาจ” โดย เสนีย์ เสาวพงศ์

(จะอภิปรายถึงประเด็นนี้ในช่วงท้ายบทความ)

ที่สำคัญไม่แพ้กัน ก็คือ “ถึงคน..ไม่คิดถึง” มุ่งเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ไทย-พม่า/เมียนมา อย่างผิดแผกจากหนัง-ละครไทยส่วนใหญ่ (ไม่ว่าจะในสายเมนสตรีมหรืออินดี้) ซึ่งก่อนหน้านี้ (จนถึงปัจจุบัน) ผลงานเหล่านั้นมักถูกยึดกุมด้วยประวัติศาสตร์นิพนธ์ “ไทยรบพม่า” และมีเรื่องราวชายขอบของ “แรงงานพลัดถิ่น” แซมเข้ามาในระยะหลังๆ

หนังเล่าเรื่องราวความรักสองยุคสมัย ได้แก่ ความรักที่พลัดพรากของหนุ่มสาวชาวพม่าต่างชนชั้นในช่วงทศวรรษ 1950-1960 ซึ่งสุดท้ายฝ่ายหญิงต้องเดินทางมาลงหลักปักฐานและมีชีวิตครอบครัวที่เมืองไทย

กับการเดินทางกลับไปเมียนมาเพื่อตามรอยรักเก่าของคุณย่า โดยหลานสาวชาวไทยของนางเอกในเรื่องราวยุคอดีต ก่อนที่สาวไทยจะค่อยๆ สานสัมพันธ์ “ปลายเปิด” กับชายหนุ่ม “ผู้นำทาง” ชาวพม่า

รายละเอียดหนึ่งซึ่งน่าสนใจมากๆ ในหนังเรื่องนี้ ก็คือ การกำหนดให้ตัวละครหลักทุกรายต่าง “เก็บงำ” ความลับ/อดีตบางอย่างเอาไว้ ไม่ให้ใครอื่นรับรู้

เริ่มตั้งแต่นางเอกในยุคอดีต/คุณย่าในยุคปัจจุบัน ผู้มีอดีตรักยากลืมเลือน แต่ “ความรัก” ที่ว่าค่อยๆ กลายสถานะเป็น “ความลับ” เมื่อเธอมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ประเทศไทย

เช่นเดียวกับตัวละครพระเอกทั้งในยุคอดีตและยุคปัจจุบัน ซึ่งมีพฤติกรรมที่พยายามจะซุกซ่อนอัตลักษณ์จริงๆ ของตนเอง ขณะกำลังริเริ่มความสัมพันธ์กับหญิงสาวที่พวกเขาหลงรัก

กระทั่งนางเอกคนไทยในยุคปัจจุบัน ก็มีพฤติกรรมเก็บงำ “อดีตรัก” ที่จากไปไม่มีวันกลับเอาไว้ (พร้อมกับระลึกถึง “ชายผู้นั้น” อย่างเงียบๆ อยู่เกือบตลอดเวลา) โดยไม่เคยปริปากบอกเรื่องนี้กับหนุ่มพม่า ผู้แสดงอาการชื่นชอบเธออย่างเปิดเผย

ไปๆ มาๆ การพูดถึงสายสัมพันธ์ระหว่างผู้คน ระหว่างประเทศ และระหว่างชาติสมาชิกร่วมประชาคมอาเซียน ผ่านประเด็นการเก็บงำซ่อนเร้นอะไรบางอย่างหรืออาการไม่รู้เขาไม่รู้เรา ก็มีเสน่ห์และดูจริงใจดี

นอกจากนี้ เมื่อหนังเลือกบอกเล่าความสัมพันธ์ไทย-พม่า ด้วยจุดเน้นที่แตกต่างออกไป ตัวละครในเรื่องจึงมิได้มีสถานะอันถูกแบ่งออกเป็นขั้วตรงข้ามระหว่าง “มิตร” หรือ “ศัตรู” ขณะเดียวกัน พวกเขาบางส่วนก็ไม่ได้เป็นแรงงานพลัดถิ่นผู้ถูกกดขี่ขูดรีด หรือถูกกีดกันเป็น “คนต่างด้าว”

การเลือกทางเดินใหม่ ส่งผลให้ตัวละครนำหรือตัวละครสมทบบางคนใน “ถึงคน..ไม่คิดถึง” มีอัตลักษณ์ที่กำกวม ลื่นไหล ชวนขบคิด

เพราะหนังเรื่องนี้มีทั้งตัวละครชาวพม่าที่อาศัยอยู่ในสังคมไทยนานเสียจนคนรุ่นหลังไม่รับรู้ว่าเธอเป็นคนพม่า

มีตัวละครเด็กสาวชาวไทยวัยเกิน 20 ปี ที่มีสายเลือดพม่า โดยเธอไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนเลย

และมีตัวละครชายแก่เชื้อสายโยเดียที่อาศัยอยู่ในสังคมพม่านานเสียจนเขาไม่สามารถพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่าตนเองคิดถึงเมืองไทย

อย่างไรก็ดี ประเด็นใหญ่จริงๆ ใน “ถึงคน..ไม่คิดถึง” น่าจะมีอยู่สองข้อ

ข้อแรก คือ การที่หนังตัดสินใจนำเสนอเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนสองประเทศ ผ่านความรักที่พลัดพราก ไม่สมบูรณ์ ปราศจากบทสรุปแน่ชัด

ระหว่างดูหนังของชาติชาย ผมนึกถึงคำอธิบายของ “โสโท กุลิการ์” ผู้กำกับฯ หญิงจากกัมพูชา ที่มีต่อหนังสั้น “Beyond the Bridge” ของตัวเธอเอง (เป็นส่วนหนึ่งของโปรเจ็กต์รวมภาพยนตร์สั้นเรื่อง “Reflections”)

โสโท กุลิการ์ อธิบายเหตุผลที่เรื่องราวความรักระหว่างชายชาวญี่ปุ่นกับหญิงชาวกัมพูชาจากสองยุคสมัย (“ก่อน” และ “หลัง” ยุคเขมรแดง) ในหนังสั้นของตนเองล้วนลงเอยด้วยความพลัดพรากว่า เป็นเพราะเธอต้องการสื่อให้เห็นถึงสายสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับกัมพูชาที่จะดำเนินต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ไม่ได้ยุติลง ณ จุดใดจุดหนึ่ง

หรือกล่าวอีกอย่างได้ว่าความรักที่ผิดหวัง กลับส่งผลให้ความสัมพันธ์ข้ามพรมแดน-วัฒนธรรมสามารถดำเนินต่อไปได้ไม่สิ้นสุด

คำอธิบายของคนทำหนังกัมพูชาดูจะต้องตรงกับแก่นเรื่องในหนังของชาติชายอยู่ไม่น้อย

เมื่อความรักในยุคอดีตของ “ถึงคน..ไม่คิดถึง” ต้องปิดฉากลงด้วยการลาจากและความรวดร้าว ก่อนที่มรดกรักจะถูกส่งมอบมายังคนรุ่นปัจจุบัน ทว่า สายสัมพันธ์ของสาวไทยและหนุ่มพม่าผู้เป็นคนรุ่นหลัง ก็ไม่ได้จบลงด้วยความรักอีกเช่นกัน หากเป็นเพียงความสัมพันธ์ปลายเปิด ที่ต่างฝ่ายต่างใช้ชีวิตและเดินตามความฝันของตนต่อไป

สายสัมพันธ์ระหว่างไทยกับพม่า/เมียนมาในหนังเรื่องนี้ จึงไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยความรักที่สมบูรณ์ลงตัว แต่ถูกขับเคลื่อนด้วยความรักที่บกพร่อง ตกหล่น กะพร่องกะแพร่ง ระหองระแหง และไม่มีทางเติมได้เต็มต่างหาก

(ดังนั้น เราจึงต้องพยายามรักกันให้มากขึ้น)

อีกข้อที่น่านำไปคิดต่อ คือ ภาวะ “ปลอดการเมือง” ในหนังไทย-พม่าเรื่องนี้

ยุคสมัยในหนังของชาติชาย เอื้อให้พูดถึงบทบาทของกองทัพที่ดำรงอยู่ในการเมืองพม่า (ตลอดจนปัจจัยทางการเมืองอื่นๆ เช่น ความขัดแย้งของกลุ่มชาติพันธุ์)

แต่หนังกลับปลีกตัวออกจากประเด็นเฉพาะทางการเมือง แล้วเลือกบันทึกนัยยะ “บางๆ” เอาไว้อย่างแผ่วเบา ผ่านเหตุการณ์ที่บาทหลวงฝรั่งไม่สามารถอาศัยอยู่ในพม่าได้อีกต่อไป (โดยไม่ระบุเหตุผลแน่ชัด)

บางที “ถึงคน..ไม่คิดถึง” อาจเลือกเดินบนทางเส้นเดียวกับหนังกัมพูชาเรื่อง “Diamond Island” ของ “ดาวี่ ชู” ที่ผมเพิ่งเขียนถึงไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

แม้หนังจากกัมพูชาจะเล่าเรื่องราวของสังคมปัจจุบันอย่างสมจริง เพื่อเชื่อมโยงไปยังความใฝ่ฝันถึงอนาคต ส่วนหนังของชาติชาย พาคนดูย้อนกลับไปยังอดีตในลักษณะพาฝัน

ทว่า ตรงบทสรุปสุดท้าย หนังเรื่องหลังก็พยายามคลี่คลายปมปัญหาของอดีต ณ จุดปัจจุบัน เพื่อจะก้าวต่อไปสู่อนาคตเช่นกัน (ไอเดียการส่งจดหมาย -ในฐานะความทรงจำหรือประวัติศาสตร์- ไปสู่โลกอนาคต ที่ปรากฏก่อนหนังจบ จึงมีความสำคัญมาก)

ถ้า ดาวี่ ชู ตัดสินใจไม่นำเสนอประเด็นว่าด้วยบาดแผลจากยุคเขมรแดงในหนังของเขา โดยอธิบายว่ารอยแผลทางประวัติศาสตร์นั้นเปรียบเสมือน “หน้ากระดาษว่างเปล่า” ของภาพยนตร์ ที่เปิดโอกาสให้ผู้ชมได้ใฝ่ฝันถึงอนาคตแบบใหม่ๆ แล้วเก็บงำอดีตเอาไว้ในความทรงจำส่วนลึกของแต่ละปัจเจกบุคคล

ลักษณะ “ปลอดการเมือง” ของ “ถึงคน..ไม่คิดถึง” ก็อาจดำรงอยู่ด้วยเหตุผลชุดเดียวกัน

กล่าวคือ ชาติชายอาจกำลังพยายามบันทึกประวัติศาสตร์การเมืองบางหน้าลงไปบน “แผ่นกระดาษอันว่างเปล่า” เพื่อเปิดโอกาสให้พันธกิจใหม่ ความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ๆ และความใฝ่ฝันถึงอนาคต ได้ก่อตัวและโลดแล่นไปข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม หนังเรื่องนี้กลับมีองค์ประกอบที่เป็น “การเมืองอย่างยิ่ง” อยู่จุดหนึ่ง

นั่นคือฉากเด็กสาวกำพร้าฐานะยากจนลุกขึ้นยืนปาฐกถาถึง “ปีศาจแห่งกาลเวลา” ต่อหน้ากลุ่มคนชั้นสูง ผู้เป็นเครือญาติ-มิตรสหายของชายคนรัก ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากนวนิยายเรื่อง “ปีศาจ” ของ “เสนีย์ เสาวพงศ์”

ด้านหนึ่ง นี่คงเป็นการแสดงความคารวะต่อนักเขียน ผู้เคยดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทยประจำพม่า

อีกด้าน นี่อาจเป็นความพยายามจะปลุก “ความเป็นการเมือง” ขึ้นมาในหนังที่เกือบจะ “ปลอดการเมือง”

เพียงแต่ “การเมือง” ที่ถูกปลุกขึ้นมานั้น มิใช่ความขัดแย้งในบริบทเฉพาะของรัฐชาติใดรัฐชาติหนึ่ง

หากเป็นประเด็น “สากล” อันกว้างขวางอย่างเรื่อง “ชนชั้น” (ที่ถูกห่มคลุมไว้ด้วยเรื่องเล่าเกี่ยวกับ “โศกนาฏกรรม-ความรัก-ความหวัง”) โน่นเลย

คนมองหนัง

ความรู้สึกต่อ From Bangkok to Mandalay

ความรู้สึกต่อ From Bangkok to Mandalay (ชาติชาย เกษนัส)

เบื้องต้น : ชอบ

ผมโอเคกับสิ่งที่หนังเสนอ และสิ่งที่หนัง (ต้องการและพยายามจะ) เป็น โดยไม่ได้รู้สึกตะขิดตะขวงใจอะไรมากนัก

ระหว่างดู ก็ทั้งรู้สึกสนุกและซาบซึ้งไปตามเนื้อเรื่อง

นอกจากนี้ ผมยังรู้สึกชอบทั้งพาร์ทอดีตและพาร์ทปัจจุบันพอๆ กัน ไม่ได้รู้สึกว่าพาร์ทอดีตดีหรือแข็งแรงกว่าพาร์ทปัจจุบัน (แต่โอเค ชอบน้องนางเอกพม่าของพาร์ทแรกมากกว่าน้องนางเอกไทยของพาร์ทหลัง 555)

From Bangkok to Mandalay กับหนังไทยเรื่องอื่นๆ

ถ้าให้เปรียบเทียบกับหนังเรื่องอื่นๆ นอกจากกรณีการเทียบเคียงกับหนังท่องเที่ยวตระกูล “สะบายดี หลวงพะบาง” แล้ว ระหว่างนั่งดู From Bangkok to Mandalay ผมก็ย้อนนึกไปถึงหนังไทยอีกสองเรื่อง

เรื่องแรก คือ “ข้างหลังภาพ” เวอร์ชั่น เชิด ทรงศรี อีกเรื่องคือ “October Sonata”

ผมรู้สึกว่าหนังของชาติชายมีความเชยและความตั้งใจ/พอใจจะเชย เหมือน “ข้างหลังภาพ” ของเชิด ทว่า From Bangkok to Mandalay ยังเชยน้อยกว่า และมีภาษาภาพยนตร์ที่ร่วมสมัยมากกว่า ไม่นับรวมถึงคุณภาพโดยรวม ที่น่าจะดีกว่า (ตามความเห็นของผม)

ส่วนกรณี October Sonata จริงๆ แล้ว สองเรื่องนี้ เทียบกันยากนิดนึง เพราะในขณะที่งานของสมเกียรติ วิทุรานิช มีความเป็น “หนังการเมือง” เต็มตัว งานของชาติชายกลับมีลักษณะ “ไม่การเมือง” ดำรงอยู่

แต่ตอนดู From Bangkok to Mandalay ผมกลับนึกถึง October Sonata อยู่รางๆ ไม่ใช่เพียงเพราะการมีอยู่ของ “ปีศาจแห่งกาลเวลา” และ “เสนีย์ เสาวพงศ์” ด้วย

ทว่า น่าจะเป็นเพราะการที่ทั้งคู่เป็นหนังรัก ซึ่งมีเนื้อหาและรูปลักษณ์ไม่ร่วมสมัยซะทีเดียว มีกรอบเวลาภายในหนังที่กินระยะยาวนานคล้ายๆ กัน มีบทสรุปเป็นการหยัดยืนดำเนินชีวิตต่อไปของคนที่เหลือรอดจากโศกนาฏกรรมความรักเหมือนๆ กัน

แน่นอน ผมยังชอบ October Sonata มากกว่าพอสมควร ด้วยความที่มีโครงเรื่องละเอียดลึกซึ้งกว่า มีประเด็นชวนคิดยิบย่อยเยอะกว่า และมีคุณภาพโดยรวมที่เหนือกว่า

จุดที่ชอบมาก และจุดที่เสียดาย

สิ่งที่ผมชอบมากในหนัง คือ ประเด็นเรื่องการ “เก็บงำ” อะไรบางอย่างของตัวละคร

ตัวละครหลักในหนังมีอาการเก็บงำอะไรไว้ในใจแทบทุกคน ตั้งแต่คุณย่าที่มีอดีตรักยากลืมเลือน (แม้แต่รายละเอียดเล็กๆ อย่างหัวข้อวิทยานิพนธ์ของนางเอกในพาร์ทอดีตก็ไม่ถูกเปิดเผยออกมา เราเห็นเพียงภาพของเธอเดินทางไปตระเวนอัดเสียงดนตรี/ผู้คน/ธรรมชาติตามพื้นที่ต่างๆ เท่านั้น)

พระเอกในพาร์ทอดีตก็เก็บงำที่มาของตัวเองไว้นานพอสมควร พระเอกในพาร์ทปัจจุบัน ก็เก็บงำอัตลักษณ์จริงๆ ของตนเองเอาไว้เกือบตลอดทั้งเรื่อง กระทั่งนางเอกพาร์ทปัจจุบัน ก็เก็บงำอดีตรักที่จากไปไม่มีวันกลับเอาไว้

หลายคนคงรู้สึกว่า ความสัมพันธ์ระหว่างนางเอกพาร์ทปัจจุบันกับคู่รักเก่านักดนตรีอาจมีหรือไม่มีในหนังก็ได้ แต่ผมกลับเห็นว่า นี่เป็นองค์ประกอบที่น่าสนใจมากๆ

เราเห็นว่านางเอกยังคงผูกพันกับชายผู้จากไปคนนั้นอยู่ จากอากัปกริยาที่เธอชอบเล่นกีต้าร์เงียบอยู่เนืองๆ หรือการพูดคุยกับรูปเขา เมื่อเผชิญปัญหาหนักใจบางอย่าง แต่ลึกๆ แล้ว เราไม่รู้หรอกว่า ชายคนนั้นมี “หน้าที่” อะไรในใจนางเอกอีกบ้าง เพราะหนังก็เก็บงำฟังก์ชั่นดังกล่าวเอาไว้ไม่ให้คนดูได้รับรู้

ที่ร้ายกว่านั้น คือ สุดท้ายไอ้หนุ่มพม่าที่หลงรักนางเอก ก็ไม่รู้นะว่า ในใจนางเอก (ที่บางครั้ง ก็ไปนั่งเล่นกีต้าร์เงียบๆ เพื่อระลึกถึงคนรักเก่าอยู่ท้ายรถที่ขับโดยหนุ่มพม่า) ยังมีชายอีกคนดำรงอยู่

ตรงนี้เป็นการเก็บงำความลับที่น่าสนใจมากๆ ทีเดียว

ผมรู้สึกว่าการพูดถึงสายสัมพันธ์ระหว่างผู้คน ระหว่างประเทศ ระหว่างชาติสมาชิกร่วมประชาคมอาเซียน ผ่านประเด็นการเก็บงำซ่อนเร้นอะไรบางอย่างหรือความไม่รู้ มันมีเสน่ห์และสมจริงดี

อีกจุดหนึ่งที่โดดเด่นมากๆ และหลายคนคงตระหนักดี ก็คือ เฮ้ย! หนังไทย-พม่า มันสามารถพูดเรื่องอื่นๆ นอกจากประวัติศาสตร์สงครามได้ด้วยนะ

โอเค From Bangkok to Mandalay ย่อมไม่ใช่หนัง/ละครเรื่องแรกที่แหวกออกจากกรอบดังกล่าว แต่ก็นับเป็นอีกย่างก้าวหนึ่งที่น่าสนใจ

ทั้งนี้ ประเด็นชาวพม่าที่อาศัยอยู่ในสังคมไทยนานเสียจนคนรุ่นหลังไม่รับรู้ว่าเธอเป็นคนพม่า และคนเชื้อสายโยเดียที่อาศัยอยู่ในสังคมพม่านานเสียจนเขาไม่สามารถพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่าตนเองคิดถึงเมืองไทย ก็ช่วยทำให้ความสัมพันธ์ระหว่าง (ผู้คน) สองประเทศภายในหนังมีความคลุมเครือซับซ้อนยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ดี จุดน่าเสียดายสำหรับผม คือ ผมรู้สึกว่าคนทำหนังเรื่องนี้พยายามจะจัดวางความสัมพันธ์ระหว่างพาร์ทอดีตกับพาร์ทปัจจุบันให้มีลักษณะสมมาตรจนเกินไป หรือมีภาวะซ้อนทับกันระหว่างโมเมนต์เฉพาะของอดีตกับปัจจุบันอย่างพอเหมาะพอเจาะ ทั้งที่จริงๆ มันอาจมีลักษณะอสมมาตรบ้างก็ได้

อีกจุด คือ แม้ผมจะชอบบทสรุปท้ายสุดของหนังอยู่ไม่น้อย แต่อีกด้าน ก็รู้สึกว่าถ้าหนังเลือกจบตัวเอง ตั้งแต่ตอนที่นางเอกในพาร์ทปัจจุบันได้รับพัสดุไปรษณีย์จากพระเอกในพาร์ทอดีต ห้วงอารมณ์อันเกิดจากความสัมพันธ์ที่ค้างคา หรืออาการเก็บงำบางสิ่งบางอย่างของตัวละคร มันจะทำงานกับคนดูได้หนักหน่วงรุนแรงกว่านี้

bkkmandalay-1

สัมพันธบท

ก่อนหน้านี้ ผมได้ดูหนังอาเซียนร่วมสมัยอยู่ 2-3 เรื่อง และพบว่า From Bangkok to Mandalay ได้แชร์โลกทัศน์ร่วมกันกับหนัง/คนทำหนังอาเซียนร่วมสมัยบางเรื่อง/บางคน โดยเฉพาะคนทำหนังจากกัมพูชา

หนึ่ง ระหว่างดูหนังของชาติชาย ผมนึกถึงคำอธิบายของโสโท กุลิการ์ ผู้กำกับหญิงจากกัมพูชา ที่มีต่อหนังสั้นเรื่อง “Beyond the Bridge” (ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นหนังที่ผมไม่ชอบเท่าไหร่ – ผมชอบ From Bangkok to Mandalay มากกว่าเยอะเลย) ของตัวเธอเอง ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว

โสโท กุลิการ์ อธิบายเหตุผลที่เรื่องราวความรักระหว่างชายชาวญี่ปุ่นกับหญิงชาวกัมพูชาในสองยุคสมัยของหนังสั้นเรื่องนั้น ล้วนลงเอยด้วยความพลัดพรากจากลาว่า เป็นเพราะเธอต้องการจะสื่อให้เห็นถึงสายสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับกัมพูชาที่จะดำเนินต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ไม่ได้ยุติสิ้นสุดที่จุดใดจุดหนึ่ง

หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งได้ว่ารักที่ผิดหวัง กลับส่งผลให้ความสัมพันธ์ข้ามวัฒนธรรมมันดำเนินต่อไปได้ไม่สิ้นสุด

คำอธิบายของโสโท กุลิการ์ ดูจะสอดคล้องกับแก่นเรื่องของ From Bangkok to Mandalay อยู่ไม่น้อย

ความรักในพาร์ทอดีตของหนังยุติลงด้วยความพลัดพรากและรวดร้าว มรดกของอดีตถูกส่งมอบมายังคนรุ่นปัจจุบัน แต่สายสัมพันธ์ของคนรุ่นหลังก็ไม่ได้จบลงด้วยความรัก หากเป็นความสัมพันธ์ปลายเปิด ที่ต่างฝ่ายต่างใช้ชีวิตและเดินตามความฝันของตนต่อไป

ดังนั้น สายสัมพันธ์ระหว่างไทย-พม่า/เมียนมาในหนัง จึงไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยความรักที่สมบูรณ์ลงตัว แต่ถูกขับเคลื่อนด้วยความรักที่บกพร่องตกหล่น และไม่มีทางเติมได้เต็มต่างหาก (ดังนั้น เราจึงต้องพยายามรักกันต่อไป)

สอง ก่อนหน้านี้ ผมเพิ่งมีโอกาสได้สนทนากับดาวี่ ชู ผู้กำกับเชื้อสายกัมพูชารุ่นใหม่ ที่หนังยาวเรื่อง “Diamond Island” ของเขา กำลังไปได้ดีในระดับนานาชาติ

มองเผินๆ หน้าหนังของ Diamond Island กับ From Bangkok to Mandalay นั่นต่างกันลิบลับ

แต่ตามความเห็นของผม หนังทั้งสองเรื่องกลับแชร์ความใฝ่ฝันบางอย่างร่วมกัน ผ่านรูปลักษณ์ที่ต่างกัน

กล่าวคือ หนังของดาวี่ ชู เลือกจะเล่าเรื่องราวของสังคมปัจจุบันอย่างสมจริง เพื่อเชื่อมโยงไปยังความใฝ่ฝันถึงอนาคต

 

ขณะที่หนังของชาติชาย พาคนดูย้อนกลับไปยังอดีตในลักษณะพาฝัน แต่ตรงบทสรุปสุดท้าย หนังก็คลี่คลายปมปัญหาของอดีต ณ จุดปัจจุบัน เพื่อจะก้าวต่อไปสู่อนาคตเช่นกัน (ไอเดียการส่งจดหมาย -ในฐานะความทรงจำหรือประวัติศาสตร์- ไปสู่โลกอนาคตผ่านร้านกาแฟของพระเอกพาร์ทปัจจุบัน จึงมีนัยยะที่สำคัญมาก)

ประเด็นหนึ่ง ที่ผมตั้งข้อสังเกตกับดาวี่ ชู ก็คือ หนังของเขามีความพยายามจะก้าวข้ามให้พ้นจากประเด็นเรื่องบาดแผลทางประวัติศาสตร์ที่เขมรแดงก่อเอาไว้ พูดง่ายๆ คือ Diamond Island แทบไม่ได้แตะต้องประเด็นเกี่ยวกับเขมรแดงเลย

ดาวี่บอกว่านั่นคือโจทย์ใหญ่ของเขาว่าจะสามารถทำหนังเล่าเรื่องราวของสังคมกัมพูชาร่วมสมัย โดยไม่พูดถึงประเด็นเขมรแดง/อดีตบาดแผลได้หรือไม่? เพราะจากการสังเกตการณ์ของตัวผู้กำกับเอง คนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ในสังคมกัมพูชาก็แทบไม่สนทนากันในเรื่องเขมรแดงเลย ยามพวกเขาออกไปพบปะสังสรรค์หรือใช้ชีวิตร่วมกัน

สุดท้าย ดาวี่ ชู ก็ตัดสินใจไม่นำเสนอประเด็นว่าด้วยบาดแผลจากยุคเขมรแดงในหนังเรื่องนี้จริงๆ โดยเขาอธิบายว่า อดีตบาดแผลนั้นเปรียบเสมือน “หน้ากระดาษว่างเปล่า” ของหนัง เป็นเหมือน “สิ่งที่ไม่ดำรงอยู่” แต่ “ดำรงอยู่” เป็นช่องว่างที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้ฝันถึงอนาคตแบบใหม่ๆ แล้วเก็บงำอดีตไว้ในความทรงจำส่วนลึกของแต่ละปัจเจกบุคคล

ผมรู้สึกว่าลักษณะ “ไม่การเมือง” ของ From Bangkok to Mandalay อาจดำรงอยู่ด้วยเหตุผลชุดเดียวหรือใกล้เคียงกัน (แน่นอนว่า Diamond Island ไม่ได้เป็นหนัง “ไม่การเมือง” ซะทีเดียว เพราะในขณะที่หนังเลือกไม่พูดเรื่องเขมรแดง หนังก็พูดถึงการก่อตัวของชนชั้นใหม่ในสังคมเมือง และความแตกต่างระหว่างเมืองกับชนบท ด้วยท่าทีเข้มข้นจริงจัง)

หนังของชาติชายไม่ได้พูดเรื่องบทบาทของกองทัพที่ (เคย) ดำรงอยู่ในการเมืองพม่า ไม่ได้พูดเรื่องการเมืองระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ ฯลฯ (หนังแค่บันทึกนัยยะบางอย่างเอาไว้ เช่น เหตุการณ์ที่บาทหลวงฝรั่งไม่สามารถอาศัยอยู่ในพม่าได้อีกต่อไป)

บางที ชาติชายอาจพยายามบันทึกประวัติศาสตร์การเมืองลงไปบน “หน้ากระดาษที่ว่างเปล่า” เลือกจะนำเสนอให้ “การดำรงอยู่” ของมัน ปรากฏกายในฐานะสิ่งที่ “ไม่ดำรงอยู่” (ในหนัง) เพื่อเปิดโอกาสให้พันธกิจใหม่ ความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ๆ และความใฝ่ฝันถึงอนาคต ได้ถือกำเนิดและโลดแล่นไปข้างหน้า

“ความเป็นการเมือง” ในหนัง “ไม่การเมือง”

ส่วนองค์ประกอบที่เป็น “การเมือง” มากที่สุดในหนังเรื่องนี้ อย่างฉากทริบิวต์นวนิยายเรื่อง “ปีศาจ” (พ่วงด้วยเรื่องรักต่างชนชั้น) นั้น ขณะดู ผมกลับรู้สึกแปลกใจอยู่ไม่น้อย (ไม่ใช่ในแง่ร้ายแง่ลบ) เพราะเรามักนึกถึงฟังก์ชั่นของวรรคทองว่าด้วย “ปีศาจแห่งกาลเวลา” ในบริบทเฉพาะของสังคมไทย หรือถ้าจะข้ามพรมแดนไปสู่ประเทศเพื่อนบ้าน ผมก็เชื่อว่า หลายคนคงรู้สึกว่าพม่า/เมียนมา อาจไม่ใช่ประเทศแรกๆ ที่จะถูกเชื่อมโยงให้มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับตัวบทของนวนิยาย “ปีศาจ” และการเมืองเรื่องชนชั้น (แม้ว่าผู้เขียนนิยายจะเคยดำรงตำแหน่งเป็นเอกอัครราชทูตประจำพม่าก็ตาม)

ไปๆ มาๆ From Bangkok to Mandalay จึงอาจเป็นหนังที่พูดถึงประเด็นการเมืองอยู่บ้าง เพียงแต่ไม่ใช่การเมืองในบริบทเฉพาะของรัฐ-ชาติใด รัฐ-ชาติหนึ่ง หากเป็นประเด็นสากลกว้างๆ อย่างเรื่อง “ชนชั้น” ที่ห่มคลุมด้วย “โศกนาฏกรรมความรัก” โน่นเลย