จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

เรตติ้ง “สังข์ทอง 2561” ไปถึงไหนแล้ว?

แม้จะค้นหาข้อมูลได้ไม่ง่ายนัก แต่ตัวเลขเรตติ้งความนิยมของละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่อง “สังข์ทอง” เวอร์ชั่นล่าสุด ก็ถูกเผยแพร่ออกมาเป็นระยะๆ

เช่น รายงานของเว็บไซต์ http://www.tvdigitalwatch.com ซึ่งเผยแพร่สถิติ 10 อันดับรายการเรตติ้งสูงสุด ประจำวันอาทิตย์ที่ 25 มีนาคม 2561

top10rating-25-03-2561

ผลปรากฏว่า “สังข์ทอง” ที่แพร่ภาพในช่วงเช้าของวันดังกล่าว มีสถานะเป็นโปรแกรมยอดนิยมอันดับสองประจำวัน ด้วยตัวเลขเรตติ้ง 4.802 เป็นรองเพียง “สกาวเดือน” ละครหลังข่าวร่วมช่อง 7 ที่ได้เรตติ้ง 4.961

ทั้งนี้ “สังข์ทอง” มีเรตติ้งสูงกว่ารายการไมค์ทองคำ 7 ของช่องเวิร์คพอยท์, การถ่ายทอดสดฟุตบอลคิงส์คัพ นัดชิงชนะเลิศ ระหว่างไทยกับสโลวาเกีย ทางช่องไทยรัฐทีวี และรายการมาสเตอร์เชฟ ประเทศไทย ซีซั่น 2 ทางช่อง 7

แม้ตัวเลขเรตติ้งเกือบๆ 5 ของ “สังข์ทอง” จะยังเทียบไม่ได้กับเรตติ้งเฉลี่ยของละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องก่อนหน้าอย่าง “เทพสามฤดู” (และแน่นอน ยังห่างไกลจาก “บุพเพสันนิวาส” ที่เป็นโปรแกรมเพชรของช่วงวันธรรมดา ณ ปัจจุบัน)

แต่หากพิจารณาในแง่อันดับแล้ว สถานะที่ 2 ประจำวันอาทิตย์ของละครพื้นบ้านเรื่องนี้ ก็นับว่าน่าภูมิใจมิใช่น้อย

ยอดคลิกชม “สังข์ทอง” ทางยูทูบ

(สำรวจ ณ ช่วงเช้าวันที่ 31 มีนาคม 2561)

ตอนที่ 1 (25 ก.พ.) 1.4 ล้านวิว

ตอนที่ 2 (3 มี.ค.) 9.6 แสนวิว

ตอนที่ 3 (4 มี.ค.) 9.4 แสนวิว

ตอนที่ 4 (10 มี.ค.) 9.8 แสนวิว

ตอนที่ 5 (11 มี.ค.) 7.6 แสนวิว

ตอนที่ 6 (17 มี.ค.) 8.8 แสนวิว

ตอนที่ 7 (18 มี.ค.) 9.9 แสนวิว

ตอนที่ 8 (24 มี.ค.) 8.3 แสนวิว

ตอนที่ 9 (25 มี.ค.) 8 แสนวิว

จะสังเกตเห็นว่ายอดผู้ชม “สังข์ทอง” ผ่านทางยูทูบช่อง “สามเศียร” นั้นมีอัตราเฉลี่ยต่ำกว่ายอดผู้ชมของ “เทพสามฤดู” ซึ่งมักมีตัวเลขคนดูเกิน 1 ล้านวิวต่อตอน

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก 

http://www.tvdigitalwatch.com/top10-rating-25-03-61/

https://www.youtube.com/channel/UC25QRZSv1OIjJRYLepOeZog

https://www.instagram.com/samsearn

Advertisements
จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

เบาะแสเรตติ้ง “สังข์ทอง”

http://www.tvdigitalwatch.com รายงานสิบอันดับรายการโทรทัศน์ที่ได้เรตติ้งสูงสุด ประจำวันเสาร์ที่ 10 มีนาคม 2561

ผลปรากฏว่ารายการที่คว้าเรตติ้งไปมากสุด 5.826 คือ การถ่ายทอดสดงานฉลองครบรอบ 48 ปี ช่อง 3 ช่วงที่ 2

อันดับสอง คือ ละครจักรๆ วงศ์ๆ “สังข์ทอง” (ตอนที่ 4) ที่ได้เรตติ้งไป 4.710

นับเป็นการออกสตาร์ทที่ไม่เลวเลยสำหรับละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องนี้

สำหรับตัวเลขผู้ชม “สังข์ทอง” ใน 5 ตอนแรก ผ่านช่องยูทูบของ “สามเศียร” นั้นมีรายละเอียด ดังนี้

ตอนที่ 1 (25 ก.พ. 2561) 1.2 ล้านวิว

ตอนที่ 2 (3 มี.ค. 2561) 8.9 แสนวิว

ตอนที่ 3 (4 มี.ค. 2561) 8.7 แสนวิว

ตอนที่ 4 (10 มี.ค. 2561) 8.8 แสนวิว

ตอนที่ 5 (11 มี.ค. 2561) 6.7 แสนวิว

ขอบคุณภาพประกอบจาก https://www.instagram.com/samsearn

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย, ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

ประมวลภาพพิธีบวงสรวง “สังข์ทอง 2561”

วันหยุดสุดสัปดาห์นี้ไม่มีอะไรมากจ้า แค่นำภาพพิธีบวงสรวงละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่อง “สังข์ทอง” (2561) มาฝากกัน

(จุดน่าสังเกต คือ พิธีบวงสรวงมีขึ้นหลังจากละครเปิดกล้องและแพร่ภาพไปแล้วสามตอน ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะเหตุผลเรื่องฤกษ์ยามหรือความสะดวก?)

มาชมภาพสวยๆ งามๆ กันเลยดีกว่า

ขอบคุณภาพจาก

https://www.instagram.com/samsearn/

https://www.instagram.com/lakornthaijukwong/

https://www.instagram.com/lakornpurnbanthai_official/

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย, ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

เมื่อ “คู่จิ้น” จาก “สี่ยอดกุมาร” หวนคืนจอใน “สังข์ทอง”

121725429

เมื่อครั้งที่ “ดินน้ำลมไฟ/สี่ยอดกุมาร” เวอร์ชั่นปี 2559 ลงจอ หนึ่งในคู่ตัวละครที่โด่งดังมากๆ ก็คือ “เพชรราชกุมาร (รี)” ที่รับบทโดย “เกศรินทร์ น้อยผึ้ง” และ “มัลลิกานารี” ที่รับบทโดย “ธนภัทร ดิษฐ์ไชยวงศ์”

เนื่องจากตัวละครสองคนนี้ ซึ่งเป็นหญิงทั้งคู่ เกือบจะหลงรักกัน จนกลายเป็นคู่พระคู่นางในละครเรื่องดังกล่าว

ล่าสุด ใน “สังข์ทอง” (2561) นักแสดงทั้งสองก็ได้หวนมาทำงานร่วมกันอีกหน โดยเกศรินทร์ จะรับบทเป็นนางเอกของเรื่อง คือ “รจนา” ธิดาองค์ที่ 7 ของท้าวสามล ขณะที่ธนภัทร จะรับบทเป็น “ประคองยศ” ธิดาองค์ที่ 6

ทรงกลด

นอกจากนี้ ธนภัทร ซึ่งมีความสามารถด้านการร้องเพลง ยังรับหน้าที่เป็นผู้ขับร้องเพลงนำละคร “สังข์ทองลูกแม่” ในเวอร์ชั่นใหม่อีกด้วย

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

ปราบมารโดย “ไม่ฆ่า”: ความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในตอนจบ “เทพสามฤดู” ฉบับล่าสุด

ขอเขียนถึง “เทพสามฤดู” เวอร์ชั่นล่าสุดเป็นการส่งท้าย โดยเน้นน้ำหนักไปที่ตอนอวสานเมื่อวันเสาร์ที่ 24 ก.พ. ที่ผ่านมา

ชะตากรรมอันน่าผิดหวังของ “มาตุลีเทพบุตร”

มาตุลี

ดังที่ผมเคยเขียนไว้ก่อนหน้านี้ว่าใน “เทพสามฤดู 2546” บทบาทของตัวละครสมทบรายสำคัญอย่าง “มาตุลีเทพบุตร” ที่แสดงโดย “ท้าวดักแด้” นั้นค่อยๆ เฝดหายไป (อย่างไร้เหตุผล) ในช่วงท้าย

ก่อนจะโผล่มานิดหน่อยตรงช่วงปลายของตอนอวสาน โดย “มาตุลีเทพบุตร” ได้ร่วมฉากตลกๆ เป็นกิมมิกเล็กๆ กับเจ้างั่ง กระหังป่า (“มาตุลี” บอกว่าตนเองมัวแต่หลงป่าอยู่ เลยหายตัวไปนาน ดังนั้น เมื่อพระอิศวรได้เสด็จกลับขึ้นสวรรค์ไปแล้ว เทพบริวารองค์นี้จึงยังวนเวียนบนโลกมนุษย์อยู่กับเจ้างั่ง)

ว่ากันว่าสาเหตุที่ทำให้บทบาทของ “มาตุลีเทพบุตร” ขาดหายไปร่วมสิบตอน เมื่อคราวปี 2546 ก็เพราะ “ท้าวดักแด้” มีภารกิจอื่น จนไม่สามารถปลีกเวลามาร่วมแสดงในละครที่ถูกยืดขยายให้ยาวออกไปได้

เข้าสู่ปี 2560 (ถึงต้นปี 2561) “เทพสามฤดู” เวอร์ชั่นใหม่ นำบทละครดั้งเดิมของปี 2546 มาใช้ถ่ายทำเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์

อย่างไรก็ดี เมื่อทีมงานพบปัญหาเฉพาะหน้าตอนกลางๆ เรื่อง นั่นคือ การขาดหายไปของตัวละครอำมาตย์อาจอง (เพราะอาการเจ็บป่วยและปัญหาชีวิตของ “กิตติ ดัสกร” นักแสดงผู้รับบทดังกล่าว)

ผู้สร้างก็สามารถแก้ไขปัญหาที่อยู่นอกเหนือจากบทละครเก่าได้ดีมากๆ ด้วยการใส่บทสนทนาเพิ่มเติม โดยอ้างว่าอำมาตย์อาจองไปเก็บตัวฝึกพระเวทย์อยู่ (เก็บตัวกระทั่งละครจบ 555)

ผมจึงคาดหวังว่าผู้สร้าง “เทพสามฤดู” เวอร์ชั่นใหม่ จะแก้ปัญหาของตัวละคร “มาตุลีเทพบุตร” ที่เป็น “แผล” ของละครฉบับก่อน ได้ดีพอสมควร

แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสาเหตุใดบ้าง? (เช่น อาจต้องรีบถ่ายทำในช่วงท้ายเรื่อง ฯลฯ) “มาตุลี” ปี 2560 จึงต้องหายตัวไปในช่วงปลายของละครเช่นเดียวกับ “มาตุลี” เมื่อ 14 ปีก่อนแบบเป๊ะๆ

ทั้งๆ ที่ “ธรรมศักดิ์ สุริยน” นักแสดงอาวุโสผู้รับบท “มาตุลีเทพบุตร” รุ่นปัจจุบัน ไม่น่าจะมีคิวงานแทรกเข้ามาเหมือนกรณี “ท้าวดักแด้” จะว่าแกเจ็บป่วยกะทันหันก็ไม่น่าใช่ เพราะยังมีชื่อคุณธรรมศักดิ์ร่วมเป็นนักแสดงใน “สังข์ทอง 2561” ที่ลงจอต่อจาก “เทพสามฤดู”

“มาตุลีเทพบุตร” ปี 2560-61 จึงน่าจะถูกลดทอนบทบาทลงในตอนท้าย เพราะบทบาทดังกล่าวถูกตัดออกไป (เนื่องจากปัญหาเรื่องคิวนักแสดง) มาตั้งแต่ในบทละครปี 2546 นั่นแหละ

เช่นเดียวกับละครเวอร์ชั่นก่อน “มาตุลี” กลับมาปรากฏกายหน้าจออีกนิดๆ หน่อยๆ ในตอนอวสาน ผิดแต่เพียงว่า “มาตุลีเทพบุตร” ที่รับบทโดยธรรมศักดิ์ ไปปรากฏตัวเป็นเทวดาบนสรวงสรรค์ข้างกายพระอิศวร มิใช่เทวดาตกสวรรค์ ซึ่งต้องใช้ชีวิตอยู่กับไอ้งั่ง (แถมโดนควบคุมด้วยคาถาเด็กจู้จี้อีกต่างหาก)

น่าเสียดายที่ทีมผู้สร้าง “เทพสามฤดู” ฉบับล่าสุด แก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าเรื่อง “มาตุลีเทพบุตร” ได้ไม่ดีและไม่ละเอียดเท่าที่ควร

มิฉะนั้น เราอาจได้เห็น “ลุงมาตุ” มีบทบาทสำคัญ (และสมเหตุสมผล) มากกว่านี้ในละครหลายตอนสุดท้าย

ตัวละครที่ถูกปล่อยทิ้ง

“เทพสามฤดู” เวอร์ชั่นใหม่ กับเวอร์ชั่นปี 2546 ยังมีลักษณะร่วมสำคัญอีกหนึ่งประการ นั่นคือ การตัดสินใจปล่อยทิ้ง/ไม่กล่าวถึงตัวละครบางกลุ่มในตอนจบ

ได้แก่ นางยักษ์โชตนา และบริวาร รวมถึงพระมเหสีทัศนีย์ อำมาตย์อาจอง (คนนี้ต้องหายไปอยู่แล้วในเวอร์ชั่น 60-61) และบริวารที่เมืองโคธรรพ์

ผมยังรู้สึกว่านี่คือจุดอ่อนเล็กๆ ในบทละครจักรๆ วงศ์ๆ ของ “รัมภา ภิรมย์ภักดี” ซึ่งมักทิ้งค้างชะตากรรมของตัวละครบางกลุ่มเอาไว้ โดยไม่มีบทลงเอยใดๆ (แถมไม่ใช่การสรุปแบบปลายเปิดด้วย แต่เป็นการละทิ้งข้ามผ่านไปเฉยๆ ราวกับตัวละครพวกนี้ไม่เคยมีบทบาทสำคัญใดๆ)

ถ้าเทียบกับ “นันทนา วีระชน” นัทนาจะจัดแจงเคลียร์คัทหรือสรุปรวบรัดชะตากรรม ณ เบื้องท้ายของบรรดาตัวละครได้หมดจดชัดเจนกว่า (ถ้าคิดอะไรไม่ออก แกก็ฆ่ามันให้หมด 555)

อย่างไรก็ตาม ปัญหาตรงนี้อาจไม่ใช่ “ปัญหา” ซะทีเดียว ถ้านำไปครุ่นคิดพิจารณาร่วมกับ “ข้อแตกต่าง” สำคัญ ที่เพิ่งบังเกิดขึ้นใน “เทพสามฤดู” ฉบับล่าสุด

ปราบมารโดย “ไม่ฆ่า”

“ลักษณะสำคัญ” อันโดดเด่น ที่ส่งผลให้ “เทพสามฤดู 2560-61” แตกต่างจากละครเมื่อปี 2546 ชัดเจน ก็คือ ชะตากรรมของเหล่าร้ายระดับนำๆ ในเรื่อง

ใน “เทพสามฤดู 2546” บรรดาตัวละครฝ่ายร้ายรายสำคัญล้วนถูกพระอิศวร เทพสามฤดู พระพาย และพันธมิตร สังหารจนหมดสิ้น

ตั้งแต่สามศรี (เวอร์ชั่นที่แล้ว ถูกจัดการโดยเจ้างั่ง คราวนี้ ถูกเผาโดยไฟจากปากจระเข้กุมภีล์) ภูตดำ ปราบไตรจักร ท้าวจักรวรรดิ โคธรรพ์ และขันธมาร (รายนี้ ในเวอร์ชั่น 2546 ไม่แน่ใจว่าตายหรือไม่ แต่ก็มีแนวโน้มว่าจะสิ้นชีพ เพราะหลังจากถูกพระอิศวรปล่อยแสงจัดการ ละครก็ไม่พูดถึงพญามารอีกเลย)

ในสงครามปราบมารของ “เทพสามฤดู 46” มีตัวละครสมทบรายสำคัญในฝ่ายพระเอกที่ต้องพลีชีพเหมือนกัน นั่นคือ นันทเสน ซึ่งถูกขันธมารสังหาร

อย่างไรก็ดี ดูเหมือนชะตากรรมของตัวละครเหล่านี้ (เกือบทั้งหมด) จะผันแปรไปในทางที่ดีขึ้น ใน “เทพสามฤดู 60-61”

มีแค่สามศรี และ (อาจจะ) ภูตดำ เท่านั้น ที่ถูกจัดการจนสิ้นชีวิต

ทว่า ปราบไตรจักร ท้าวจักรวรรดิ โคธรรพ์ ขันธมาร รวมทั้งนันทเสน ล้วน “ไม่ตาย”

ฝ่ายนันทเสน (และเพื่อนซี้ สุระผัด) ไม่ได้ออกรบในศึกสุดท้ายกับพวกมาร เขาจึงรอดชีวิตสบายๆ (ขณะที่ในละครเวอร์ชั่นก่อน พอพระพิรุณรับมือขันธมารไม่ไหว ก็สั่นระฆังเรียกลิง-ยักษ์คู่นี้มาช่วย ก่อนที่ลิงจะถูกฆ่า)

ใน “เทพสามฤดู 46” มีแค่ขันธมารตนเดียวที่ถูกพระอิศวรจัดการ ส่วนตัวร้ายระดับนำรายอื่นๆ ถูกเทพสามฤดูแยกย้ายไปจัดการและสังหารเรียบวุธ

ใน “เทพสามฤดู 60-61” กลายเป็นว่าเมื่อพระอิศวรฟื้นคืนอิทธิฤทธิ์ หลังได้ดมกลิ่นดอกปาริชาติที่ก้นเหวลึก พระองค์ก็ปรากฏกายขึ้น และจัดการเหล่าร้ายทั้งหมดด้วยพระองค์เอง

ดูเหมือนจะมีแค่ภูตดำและมารบริวารของขันธมารเท่านั้น ที่ตายจากฤทธานุภาพของจอมเทพ

สำหรับขันธมาร ละครฉบับล่าสุดอธิบายรายละเอียดเพิ่มเติมว่าพระอิศวรมิได้สังหารพญามารตนนี้ แต่ได้นำตัวไปมอบให้จอมอสูรกักกันไว้ท่ามกลางไฟนรก

(จอมอสูรนี่ก็ร้าย เพราะเวลาพระอิศวรฟื้นคืนอิทธิฤทธิ์ เจ้านี่ก็ยอมเชื่อฟังโดยดี แต่ตอนขันธมารเรืองอำนาจ จอมอสูรก็มอบไฟประลัยกัลป์ให้ขันธมารไปใช้เผาต้นปาริชาติ เพื่อทำลายโอกาสฟื้นคืนอำนาจของพระอิศวร)

เช่นเดียวกัน โคธรรพ์ ท้าวจักรวรรดิ และปราบไตรจักร ที่โดนพระอิศวรปล่อยแสงใส่จนระเบิดตูมตาม ล้วนยังมีชีวิตเหลือรอด

แต่ทั้งสามกลับถูกควบคุมตัวโดยคาถาเด็กจู้จี้ ภายใต้การดูแลของเจ้างั่ง กระหังป่า (พูดง่ายๆ คือ ละครเวอร์ชั่นล่าสุด นำสามตัวร้ายมาสวมบทตลกปิดท้ายเรื่องแทน “มาตุลีเทพบุตร” ในเวอร์ชั่นที่แล้ว)

หลายปีที่ผ่านมา บทละครจักรๆ วงศ์ๆ ที่เขียนโดย “นันทนา วีระชน” มักจะสรุปเรื่องราวด้วยการฆ่าเหล่าร้าย (หรือคนนอกลู่นอกทาง ที่ไม่ถึงกับร้ายกาจเสียทีเดียว) ไม่ให้เหลือซาก (เอาเข้าจริง กระทั่ง “เทพสามฤดู” เวอร์ชั่นก่อนที่เขียนโดย “รัมภา ภิรมย์ภักดี” ก็มีลักษณะเดียวกัน)

อย่างไรก็ตาม บทสรุปของ “เทพสามฤดู 2560-61” นั้นผิดแผกออกไป กล่าวคือ การฟื้นคืนอำนาจของมหาเทพ หรือการรื้อฟื้นระบบระเบียบที่เหมาะสมและถูกต้องทำนองคลองธรรม อาจมิได้หมายถึงการฆ่าล้างฝ่ายตรงข้าม

แต่การฟื้นคืนระบอบอำนาจเดิม อาจหมายถึงการพยายามจะควบคุมฝ่ายตรงข้ามเอาไว้ให้อยู่ภายใต้กฎกติกาบางอย่าง (และอาจหมายถึงการเปิดโอกาสให้พวกเขาได้กลับตัวกลับใจด้วย)

ที่น่าคิดต่อ คือ การเลือกจบแบบ “ไม่ฆ่า” ของ “เทพสามฤดู” ฉบับล่าสุด ดูจะสอดคล้องกันดีกับการละทิ้งไม่กล่าวถึงตัวละครฝ่ายร้ายบางกลุ่มบางราย เช่น นางยักษ์โชตนาและมเหสีทัศนีย์

เป็นไปได้ว่าบุคคลเหล่านั้นก็คงต้องตกอยู่ภายใต้การกำกับควบคุมเช่นเดียวกับเหล่าร้ายรายอื่นๆ

ขณะเดียวกัน การที่เหล่าร้ายตัวสำคัญๆ ล้วนยังมีชีวิตอยู่ ก็บ่งชี้ถึงโอกาส/ความเป็นไปได้ที่พวกเขาและเธอจะกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง เพื่อท้าทายอำนาจนำอีกหน

เมื่อดุลยภาพทางการเมืองระหว่างเทพกับมารผันแปรพลิกเปลี่ยนไปอีกครา

คลิกชมตอนจบของ “เทพสามฤดู” สองเวอร์ชั่นได้ในคลิปวิดีโอด้านล่าง

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

เปิดตัว “พระสังข์-นางรจนา-เจ้าเงาะป่า” ใน “สังข์ทอง 2561”

แน่นอนล้านเปอร์เซ็นต์แล้วว่า หลังจาก “เทพสามฤดู 2560” อวสานลงในวันเสาร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2561

ละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องใหม่จากค่ายสามเศียรที่จะลงจอช่อง 7 ต่อทันที ในวันอาทิตย์ที่ 25 กุมภาพันธ์ 2561 ก็คือ “สังข์ทอง”

ผู้ที่จะมารับบท “พระสังข์” ในฉบับนี้ คือ “ม่อน สุรศักดิ์ สุวรรณวงษ์” (ผลงานล่าสุด อุทัยเทวี) ส่วน “นางรจนา” เวอร์ชั่นนี้ คือ “ปูเป้ เกศรินทร์ น้อยผึ้ง” (ผลงานล่าสุด ได้แก่ การรับบทเป็นเพชรราชกุมาร ในสี่ยอดกุมาร) ขณะที่ “เจ้าเงาะ” จะสวมบทโดย “ปอนด์ โอภาภูมิ ชิตาพัณณ์” นักแสดงสารพัดประโยชน์เจ้าประจำในช่วงหลายปีหลังของค่ายสามเศียร (ผลงานล่าสุด คือ การรับบทเป็นท้าวคันธมาศ พ่อของสุวรรณอัมพร-อัปษรสวรรค์ ในเทพสามฤดู)

คลิกอ่าน เปิดตัว “หกพระพี่นาง” แห่ง “สังข์ทอง 2561”

คลิกอ่าน เปิดตัว “หกเขย” ที่หลากหลายทั้ง “ชาติพันธุ์” และ “เพศสภาพ” ใน “สังข์ทอง 2561”

“สังข์ทอง” ฉบับล่าสุด ยังคงกำกับโดย “ภิพัชพนธ์ อภิวรสิทธิ์” (หนำเลี้ยบ) และเขียนบทโดย “ภาวิต” (รัมภา ภิรมย์ภักดี)

ก่อนหน้านี้ ดาราวิดีโอ/ดีด้า/สามเศียร เคยสร้าง “สังข์ทอง” มาแล้วสองหน

หนแรกใน พ.ศ.2524 (สมัยยังถ่ายทำด้วยฟิล์ม 16 มม.) หนต่อมาใน พ.ศ.2550-51 ซึ่งออกอากาศยาวนานหนึ่งปีเต็ม นับจากวันที่ 29 ธันวาคม 2550 ถึงวันที่ 28 ธันวาคม 2551

สังข์ทอง 43

ขณะที่ค่ายเมืองละครของช่อง 3 ก็เคยผลิต “สังข์ทอง” ออกมาเหมือนกัน เมื่อ พ.ศ.2543

เท่ากับว่าจาก พ.ศ.2524 ถึงปัจจุบัน “สังข์ทอง” ถูกนำมาสร้างเป็นละครโทรทัศน์จักรๆ วงศ์ๆ สี่ครั้งในรอบ 37 ปี (โดยมีระยะห่างระหว่างเวอร์ชั่น คือ 19 ปี, 7 ปี และ 10 ปีตามลำดับ)

หมายเหตุ ติดตามอ่านเกร็ด-ข้อมูล-ความรู้เกี่ยวกับละครพื้นบ้าน จักรๆ วงศ์ๆ เพิ่มเติม ได้ที่เพจเฟซบุ๊ก จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

เผยวันอวสาน “เทพสามฤดู” – ห้ามพลาด รีรัน “มิติมหัศจรรย์” ในช่องยูทูบสามเศียร

เผยแล้ว! วันอวสาน “เทพสามฤดู”

อัพเดตข้อมูลใหม่ วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2561

อินสตาแกรม lakornpurnbanthai_official เผยแพร่ข้อมูลระบุว่า “เทพสามฤดู” (2560) จะออกอากาศตอนสุดท้ายในวันเสาร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2561

เท่ากับว่า “เทพสามฤดู” เวอร์ชั่นนี้ ซึ่งแพร่ภาพตอนแรกเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2560 จะออกอากาศรวมทั้งสิ้น 69 ตอน

สอดคล้องกับการที่ “สามเศียร” ขึ้นข้อความประชาสัมพันธ์ระหว่างแพร่ภาพ “เทพสามฤดู” ประจำวันอาทิตย์ที่ 18 กุมภาพันธ์ ว่าตอนจบของละครเรื่องนี้จะออกอากาศในวันเสาร์หน้า

อย่าพลาดชมตอนจบ!

ละครจักรๆ วงศ์ๆ สุดล้ำ “มิติมหัศจรรย์” กลับมารีรันอีกครั้งทางยูทูบ

ช่องยูทูบสามเศียรกำลังนำละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่อง “มิติมหัศจรรย์” (2537) มารีรันใหม่

นี่เป็นผลงานสร้างชื่อของพรชิตา ณ สงขลา ปริญญา ปุ่นสกุล (ผู้ล่วงลับ) และฉัตรมงคล บำเพ็ญ

จึงได้โอกาสสำหรับแฟนเก่าๆ ในการรำลึกความหลัง หรือถ้าใครเป็นแฟนรุ่นใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยดูละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องนี้ ก็ขอแนะนำให้ไปหาชมกันทางยูทูบครับ

สำหรับผม “มิติมหัศจรรย์” เป็นละครพื้นบ้าน/จักรๆ วงศ์ๆ ที่ “แปลกใหม่” และ “แหวกแนว” มากๆ เรื่องหนึ่ง ในประวัติศาสตร์ละครจักรๆ วงศ์ๆ ไทย ด้วยเหตุผล-องค์ประกอบหลายประการ อาทิ

หนึ่ง นี่เป็นละครที่สร้างมาจากนิยายกึ่งแฟนตาซีกึ่งเทพนิยายร่วมสมัย โดย จุฑารัตน์ ไม่ใช่ดัดแปลงมาจากวรรณกรรมวัดเกาะ วรรณคดีไทย หรือตำนานมุขปาฐะอื่นๆ

(แม้ดาราวิดีโอ/ดีด้า/สามเศียร จะเคยใช้บริการนักประพันธ์มาเขียนบทละครจักรๆ วงศ์ๆ ขึ้นใหม่ โดยไม่ดัดแปลงจากวรรณกรรมดั้งเดิมตรงๆ แต่บทละครประเภทนั้นก็ยังมีลักษณะเป็นนิทานจักรๆ วงศ์ๆ ทำนองเดียวกับวรรณกรรมวัดเกาะอยู่ มิได้มีลักษณะเป็นนวนิยายกึ่งแฟนตาซีกึ่งเทพนิยาย เช่นดังกรณี “มิติมหัศจรรย์”)

มิติมหัศจรรย์หนังสือ

สอง นี่น่าจะเป็นละครจักรๆ วงศ์ๆ ค่ายสามเศียร เพียงเรื่องเดียว ที่มีฉากโลกมนุษย์ยุคร่วมสมัยปรากฏอยู่

(ลักษณะเด่นข้อนี้ อาจทำให้หลายคนอาจนึกถึงละครแนวแฟนตาซีบางเรื่องของค่ายกันตนา แต่ผลงานเหล่านั้นก็เทน้ำหนักไปที่ความเป็นแฟนตาซี -โดยมีกลิ่นไอจักรๆ วงศ์ๆ- มากกว่าจะเป็นละครจักรๆ วงศ์ๆ เจือกลิ่นแฟนตาซี ดังกรณีของ “มิติมหัศจรรย์”)

สาม มิติทาง “พื้นที่” และ “เวลา” ภายในละคร “มิติมหัศจรรย์” นั้นน่าสนใจมิใช่น้อย

ถ้าดูเผินๆ บางคนจะนึกว่า “มิติเทพนิยาย” ในเรื่อง คือ “อดีต” และ “มิติโลกมนุษย์ยุค 2537” คือ “ปัจจุบัน”

อย่างไรก็ดี ทั้งสองมิติดังกล่าวในละครเรื่องนี้มิได้แบ่งแย่งกันด้วย “เวลา” เท่านั้น แต่ทั้งคู่ยังดำรงอยู่ ณ “พื้นที่” ที่แตกต่างกันด้วย

พื้นที่ใน “มิติเทพนิยาย” ก็มีอดีตและปัจจุบันของตนเอง (เช่น พระอังคารนั้นจุติมาเกิดเป็นคนธรรมดา แต่มิใช่ใน “มิติโลกมนุษย์ปี 2537” หากเป็นคนในยุคปัจจุบันของ “มิติเทพนิยาย” แห่งเดิม)

ขณะที่ “มิติโลกมนุษย์” ก็เป็นอีกพื้นที่หนึ่ง ที่มีอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของตัวเองเช่นกัน โดยเทพและผู้คนในมิติ “เทพนิยาย” สามารถมาเกิดใหม่ (ข้ามพื้นที่-ข้ามมิติ-ข้ามเวลา) ใน “โลกมนุษย์ปี 2537” ได้ เช่นเดียวกับที่มนุษย์ในมิติชนิดหลัง สามารถหลุดเข้าไปในช่วงเวลาปัจจุบันของ “มิติเทพนิยาย” เพื่อรำลึกถึงอดีตชาติของตนเองซึ่งเคยวนเวียนอยู่บนสรวงสวรรค์ในมิติแห่งนั้น

นับว่า “มิติมหัศจรรย์” นำเสนอแนวคิดเรื่อง “พื้นที่” และ “เวลา” เอาไว้อย่างสลับซับซ้อนและชวนฉุกคิด (ใครอ่านส่วนนี้ไม่รู้เรื่อง แนะนำให้ไปดูคลิปละครรีรัน 555)

สี่ นี่เป็นละครจักรๆ วงศ์ๆ ไทยเรื่องแรกๆ ซึ่งมีความพยายามชัดเจน ที่จะนำเสนอภาพสวรรค์และเหล่าเทวดาออกมาในบรรยากาศ “เทพนิยายกรีก”

ห้า ซีจีใน “มิติมหัศจรรย์” ถือว่า “ล้ำสมัย” และ “สวย” มากใน พ.ศ.นั้น (ทั้งเมื่อเปรียบเทียบกับละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องก่อนหน้า และเมื่อเปรียบเทียบกับละครโทรทัศน์ประเภทอื่นๆ ในยุคสมัยเดียวกัน)

เช่นเดียวกับการใช้เพลง “มหัศจรรย์แห่งรัก” ของศิลปินหัวสมัยใหม่อย่าง Z-MYX (สมเกียรติ อริยะชัยพาณิชย์) มาประกอบละคร กระทั่งเพลงดังกล่าวกลายเป็นเพลงประกอบละครจักรๆ วงศ์ๆ ที่ไพเราะมากที่สุดเพลงหนึ่ง

(โดยส่วนตัว ผมรู้จัก Z-MYX เพราะละครเรื่องนี้)

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

เบาะแสเรตติ้งล่าสุดของ “เทพสามฤดู” เกือบติด “ท็อป 5” ช่อง 7

ช่วงหลังๆ มานี้ หาข้อมูลเรตติ้งของละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่อง “เทพสามฤดู” ได้ค่อนข้างยากมากๆ

แต่เบาะแสล่าสุดก็มีพอมีให้เห็นกันบ้าง ดังรายงานของเว็บไซต์ positioning ที่นำเสนอเนื้อหาหลักว่าด้วยเรตติ้งของ “ละครเย็น” ช่อง 3 และ 7

ทั้งนี้ ในรายงานชิ้นนั้นได้มีการระบุถึงเรตติ้ง ณ วันเสาร์ที่ 27 มกราคม 2561 ของ “เทพสามฤดู” เอาไว้ ว่าอยู่ที่ 5.434

ถือเป็นตัวเลขที่ไม่ขี้เหร่เลย และทำให้ละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องนี้เกือบติดอันดับท็อปไฟว์ของช่อง 7 ในสัปดาห์ดังกล่าว ซึ่งสี่อันดับแรกถูกรับเหมาไปโดยละครเย็นอย่าง “แม่สื่อจอมป่วน” ที่ได้เรตติ้งระหว่าง 6.3-7.4 ขณะที่อันดับห้า เป็นละครหลังข่าวศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ อย่าง “คุณชายไก่โต้ง” ที่ได้เรตติ้ง 5.682 เฉือน “เทพสามฤดู” ไปหน่อยเดียว

อย่างไรก็ตาม นี่แสดงว่าเรตติ้งช่วงโค้งสุดท้ายก่อนอวสานของ “เทพสามฤดู” ยังไต่ไปไม่ถึงจุดพีกสุดที่ละครเรื่องนี้เคยทำเอาไว้ได้ นั่นคือ สถิติ 7.1 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 ตุลาคม 2560

ขอขอบคุณข้อมูลจาก https://positioningmag.com/1155551

ภาพประกอบจากอินสตาแกรม samsearn

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

“เทพสามฤดู” ปิดกล้องแล้ว!

เป็นอันว่า “เทพสามฤดู 2560” ที่ออกอากาศข้ามมาถึงต้นปี 2561 ได้ปิดกล้องลงไปแล้วเรียบร้อย เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (กลางเดือนมกราคม 2561)

และคาดว่าตอนอวสานของละครน่าจะแพร่ภาพภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้

เลยขอประมวลภาพอำลากองถ่ายของเหล่านักแสดงนำในละครเรื่องนี้ มาฝากแฟนๆ ละครจักรๆ วงศ์ๆ กัน

ปิดกล้อง***ละครเรื่อง เทพสามฤดู ขอขอบคุณผู้ใหญ่ที่ให้โอกาสหนูได้กับมาแสดงละครพื้นบ้านไทยอีกครั้ง รับบทเป็น สุวรรณอัมพร ค่อนข้างท้าทายและเป็นอีกบทบาทที่สนุก ขอบคุณผกก คนเก่งพี่หน่ำเลี๊ยบ ที่ทั้งสนุกทั้งสอนสั่งหนูมา พี่วาผู้ช่วยที่เป็นมากกว่าผู้ช่วย พี่สันพี่แด้ตากล้องที่สุดแสนจะมุขเยอะทีมงานทุกท่านสนุกจริงช่างหน้าช่างผมแต่งตัวคุณคือครอบครัว และขอบคุณนักแสดงทุกท่านที่เข้าด้วยกันและแสดงละครเรื่องนี้ คนที่เข้าด้วยบ่อยสุดคงจะเป็นใครไปไม่ได้ (พระราหู)ขต ของเรานี่เอง ขอบคุณนะที่เป็นทั้งเพื่อนทั้งพี่ ทั้งที่ปรึกษาและเพื่อนร่วมงานที่สุดๆจริงๆ มันอธิบายยากแต่ดีใจที่ได้ร่วมงานกับขตนะเก่งและตั้งใจมากและก็ชอบแกล้งเรามากด้วย5555ไว้เจอกันอีกแน่😜รองลงมาคนที่เข้าด้วยบ่อยคือ (อัปสรสวรรค์) เดียร์ ดาริน คนสวย ซึ่งชอบตีสเกิน มีงอแงกันบ้าง แต่ก็ถ่ายทำออกมาด้วยดี ขอบคุณเดียร์นะที่อดทนกับเรา55555และขอบคุณที่เล่นบท อัปสรสวรรค์ได้โอเคเลยมำให้เราสองที่น้องส่งใจถึงกันรักมึงนะ😘อิอิ สำคัญสุดๆละ ขอบคุณแฟนคลับละครทุกท่านที่ติดตามพวกเรากันมา ไม่ว่าต่อไปจะเป็นยังไง ขอให้ติดตามผลงานของพวกเราทุกคนตลอดไปเลยนะคะ ❤️🙏🏼😍😘รัก จาก กชกร -15 กรกฎาคม 2560 ถ่ายทำซีนแรกของสุวรรณอัมพร เสี่ยงพวงมาลัย- -18 มกราคม 2561 ปิดกล้อง***- #เทพสามฤดู ความทรงจำของกชกร🖤ลึก

A post shared by กุ๊กกิ๊ก กชกร (@gookgiik_kochakorn) on

สำหรับวันนี้ก็ปิดกล้องเรียบร้อยอย่างสวยงาม ขอขอบคุณผู้ใหญ่ทุกท่าน บริษัทสามเศียรที่มอบโอกาสให้เด็กคนนึงได้รับบทเป็นพระพิรุณ ขอบคุณทีมงานและนักแสดงทุกคนที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขฝ่าฟันกันมาอย่างเต็มที่เป็นละครเต็มตัวเรื่องแรก หากผิดพลาดประการใด ขอกราบขอโทษด้วยใจจริง ขอบคุณแฟนๆที่คอยให้กำลังใจและสนับสนุนกันตลอดมา น่ารักที่สุด ฝากคนดูที่น่ารักทุกคนติดตามกันต่อจนจบด้วยน้าา ด้วยรักและเคารพสุดหัวใจ โบนัส ธนเดช❤️🙏🏻😘

A post shared by Nus Tanadech (@nus_tdd) on

ปิดกล้องแล้วนะคะ ละครเรื่อง "เทพสามฤดู"♥️🙏🏻 หนูขอขอบพระคุณผู้ใหญ่ที่เคารพรัก คุณ ไพรัช สังวริบุตร ,คุณมณีรัตน์ ปฐมทอง , คุณลอร์ด สยม สังวริบุตร ขอบพระคุณนะคะที่ให้โอกาสเด็กคนนี้ได้มารับบทบาทเป็น "พระธิดาอัปสรสวรรค์" ในละครเรื่อง "เทพสามฤดู" หนูขอให้บริษัท สามเศียร จำกัด & บริษัท ดีด้า วิดีโอ โปรดักชั่น จำกัด เจริญรุ่งเรือง เป็นหนึ่งในใจประชาชนทุกคนเลยนะคะ 🙏🏻คุณพินิจ(คุณแม่ที่เคารพรัก) ขอบคุณแม่นิจมากๆเลยนะคะที่คอยอบรมสั่งสอนเด็กดื้อคนนี้ ขอบคุณสำหรับโอกาสในหลายๆเรื่องที่มอบให้ลูก รักนะคะ♥️*หนูขอบคุณดารานักแสดงทุกท่านที่ทำให้ระยะเวลาที่ถ่ายทำละครเรื่องนี้มีแต่ความอบอุ่น🙏🏻♥️พี่ๆทีมงานทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังกองเทพสามฤดู ขอบคุณนะคะพี่เลี๊ยบ ที่เมตตาและให้กำลังใจน้องคนนี้เสมอมา(ผกกคนแรก&ผกกในดวงใจ) ขอบคุณพี่วา (ผู้ช่วยผกก.)ที่คอยสั่งสอน ให้กำลังใจและรับฟังเด็กดื้อคนนี้ รักนะคะ(พี่ชายสุดที่รักของหนู ขอบคุณพี่สันต์กับพี่แด้ (ตากล้อง)ที่ทำให้หนูยิ้มได้ในทุกๆวันของการทำงาน ขอบคุณเจ๊เต้ย ที่ให้อภัยและให้โอกาสหนู หนูขอโทษนะคะที่ดื้อ ขอบคุณพี่ๆช่างหน้าช่างผม(แม่กบ,พี่แหม่ม,พี่ท้อป,พี่วา แบงค์ และพี่นัท)ที่คอยดูแลห่วงใยหนู* ที่ขาดไม่ได้คือ คุณผู้ชมที่น่ารักที่ติดตามละครเรื่องนี้ทุกท่าน(เพราะคุณคือกำลังใจสำคัญของพวกเรานะคะ) 😊☺️🙏🏻♥️

A post shared by Dearr_darin (@dearr_darin) on

#วันปิดกล้อง 🎬 เทพสามฤดู 🎥 ขอบคุณผู้ใหญ่ทุกฝ่ายที่ให้โอกาสให้มีนได้รับบท ลักษณา 🌳 ในเรื่องเทพสามฤดู 🙏🏻 ซึ่งเป็นเรื่องที่2ที่ได้ทำงานกับบริษัท สามเศียร กับทีมงานกองหนังเจ้า 🙏🏻ขอบคุณ(ผู้กำกับพี่หนำเลี๊ยบ)ซึ่งเป็นผู้กำกับคนแรกของมีนที่แสนจะใจดี คอยเเนะนำ คอยสั่งสอนตลอด 🙏🏻ขอบคุณ(พี่วา ผู้ช่วยผู้กำกับ) ไม่ว่าจะเรื่องไหนพี่วาเอาอยู่ตลอด รับฟัง ชี้เเนะได้ทุกเรื่อง 🙏🏻ขอบคุณนักแสดงทุกคนที่ทำหน้าที่ของตัวเองจนทำให้เรื่องนี้ถึงตอนจบ #ยินดีที่ได้รู้จัก #รักกองหนังเจ้า #ลาดหลุมแก้ว #สามเศียร #เทพสามฤดู #ละครจักรๆวงศ์ๆ #กาลครั้งหนึ่งสวรรค์มีเรื่องราว #นางไม้ลักษณา 🍃

A post shared by Mean Waranporn (@mean_waranporn) on

ปิดกล้องกันไปแล้ว กับละคร เทพสามฤดู ตอนจบจะเป็นยังไง หักมุมยังไงต้องติดตาม ทั้งนี้ผมขอขอบคุณโอกาสดีๆจากผู้ใหญ่ทุกๆท่าน ขอบคุณทีมงานทุกฝ่าย ขอบคุณที่ให้ประสบการณ์ คำสอน ความรัก ความอบอุ่น ที่นี่เหมือนครอบครัว เหมือนพี่น้อง เป็นครูเป็นโรงเรียน ขอบคุณมากครับ ทั้งนี้ผมยังต้องเรียนรู้ และพัฒนาฝีมือกันไปเรื่อยๆ ทุกบทบาทที่แตกต่าง มันคือความท้าทาย #ขอบคุณผู้ใหญ่ใจดี #ขอบคุณครับ #ปราบไตรจักร #เทพสามฤดู #รักสามเศียร #รักทุกคน cr. @vawa14207 📸📸📸

A post shared by รัฐ รัฐศิลป์ (@rath_rathsil) on

เมื่อ “เทพสามฤดู” เวอร์ชั่นล่าสุดปิดฉากลงอย่างเป็นทางการ ทางบล็อกคนมองหนังคงจะเขียนสรุปภาพรวมที่น่าสนใจของละครโดยละเอียดอีกหน

และหากได้ข่าวคราวความคืบหน้าของละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องใหม่ ที่ผลิตโดยค่ายสามเศียร ซึ่งจะออกอากาศทางช่อง 7 สี

เราจะรีบรายงานให้ทุกคนรับทราบทันที!

 

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

2 ความเท่ห์ใน “เทพสามฤดู 60”: “อำมาตย์อาจอง” กักตัวฝึกพระเวทย์-“สามศรี” มี “สามร่าง”

“เทพสามฤดู 2560” ตอนที่ 41 ประจำวันเสาร์ที่ 18 พ.ย. 2560 นั้นมีเนื้อหาหรือรายละเอียดหลายจุดน่าสนใจมากๆ ครับ

จุดแรก

ดังที่เคยพูดถึงไว้แล้วว่า ดูเหมือนทางสามเศียรจะพยายามหาทางคลี่คลายปัญหาที่เกิดจากอาการเจ็บป่วยของนักแสดงอาวุโส “กิตติ ดัสกร” อย่างละเอียดลออพอสมควร

เริ่มจากการเกลี่ยบทของ “อำมาตย์อาจอง” (ซึ่งแสดงโดยกิตติ) ไปให้ “หมื่นมิตร” ตัวละครที่เป็นลูกน้องคนสนิทของท่านอำมาตย์

อย่างไรก็ดี เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน ทางผู้กำกับ-ผู้เขียนบท ได้มีวิธีจัดการกับการหายตัวไปของ “อำมาตย์อาจอง” ที่ดีและแยบคายกว่านั้น แถมยังเหนือกว่าละครจักรๆ วงศ์ๆ ที่ผ่านๆ มา อีกหลายเรื่อง

(ซึ่งเวลานักแสดงคนใดติดภารกิจสำคัญจนไม่สามารถกลับมาถ่ายละครได้อีก หรือตัวละครที่นักแสดงผู้นั้นรับบทบาทเริ่มหมดความสำคัญในตัวเรื่อง จนผู้กำกับ-ผู้เขียนบทไม่รู้ว่าควรจะไปต่อยังไง ทางค่ายสามเศียรก็มักจะตัดตัวละครดังกล่าวทิ้งไปเสียดื้อๆ)

วิธีการที่ว่าปรากฏอยู่ระหว่างนาทีที่ 05.10-05.59 ของคลิปด้านบน ซึ่งเป็นการเจรจาความกันระหว่าง “ท้าวโคธรรพ์” หนึ่งในตัวร้ายของละคร กับ “หมื่นมิตร” ที่สามารถถอดเป็นบทสนทนาได้ว่า

ท้าวโคธรรพ์: เราจะไปดูสามศรีหน่อย จนป่านนี้แล้วยังไม่ได้เรื่องไม่ได้ราว (ในภารกิจจับตัวองค์อิศรา) หมื่นมิตร!

หมื่นมิตร: พระเจ้าค่ะ

ท้าวโคธรรพ์: ท่านพ่อ (อำมาตย์อาจอง ที่รับบทโดยกิตติ) เป็นยังไงบ้าง?

หมื่นมิตร: ท่านอำมาตย์ยังอยู่ในห้องฝึกพระเวทย์อยู่พระเจ้าค่ะ

ท้าวโคธรรพ์: อือ ถ้าเช่นนั้น เราคงต้องขอฝากทางนี้ไว้กับเจ้าด้วย

หมื่นมิตร: เอ่อ ข้าพุทธเจ้า… (แสดงสีหน้าวิตกกังวล)

ท้าวโคธรรพ์: ไม่ต้องกลัว เราจะให้ภูตดำอยู่กับเจ้า นอกจากภูตดำแล้ว เรายังมีทหารที่เป็นหูเป็นตาให้กับเราได้อีก

หมื่นมิตร: ถ้าเช่นนั้น ข้าพุทธเจ้าจะพยายามสนองพระมหากรุณาธิคุณอย่างสุดความสามารถพระเจ้าค่ะ

เท่าที่ตามดูละครจักรๆ วงศ์ๆ อย่างจริงจังมานานหลายปี นี่น่าจะเป็นครั้งแรกๆ ที่ค่ายสามเศียรตัดสินใจแก้ไขปัญหานักแสดง “ต้อง” หายไปจากหน้าจอ อย่างเป็นระบบ และสร้างคำชี้แจงแก่คนดูผ่านทางบทสนทนาของตัวละคร

นอกจากนี้ การแก้ปัญหาเรื่องตัวละครอำมาตย์อาจอง ยังบ่งชี้ว่าบทละคร “เทพสามฤดู 2560” นั้น ไม่ได้มุ่งหน้าเดินตาม “เทพสามฤดู 2546” แบบเป๊ะๆ เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์

ทว่า เมื่อถึงคราต้องแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้า ด้วยการ “ด้นสด” ทางทีมงานก็สามารถดำเนินเรื่องราวไปในทิศทางอันผิดแผกจากโครงสร้าง/รายละเอียดเดิมๆ ได้บ้าง

จุดที่สอง

สามศรีสามร่าง

นี่เป็นอีกองค์ประกอบหนึ่ง ที่ “เทพสามฤดู 2560” ต่างจาก “เทพสามฤดู 2546”

กล่าวคือ เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายนเช่นกัน มีฉากดวลกันระหว่าง “พระราหู” ตัวละครพระเอกกึ่งเทพกึ่งอสูรขวัญใจแม่ยก กับ “สามศรี” ตัวร้ายหน้าหล่อครึ่งคนครึ่งวัวขวัญใจสาวๆ

ปรากฏว่ามีจังหวะหนึ่ง (นาทีที่ 8.27 จนจบคลิปด้านบน) ที่ “สามศรี” แยกร่างตัวเองออกเป็น “สามร่าง” เพื่อเล่นงาน “พระราหู”

เมื่อตรวจสอบดูฉากเดียวกันใน “เทพสามฤดู 2546” พบว่า “สามศรี” เวอร์ชั่นที่แล้ว ไม่ได้เล่นงาน “พระราหู” ด้วยกลยุทธ์ “แยกสามร่าง” เช่นนี้ (นาทีที่ 10.08-12.24 ในคลิปด้านล่าง)

อย่างไรก็ตาม การแยกร่างของ “สามศรี” ใน “เทพสามฤดู 2546” เกิดขึ้นก่อนหน้านั้น เมื่อเขาแยกร่างตัวเองออกเป็น “4 คน” เหมือนเป็นการสร้าง “มายาภาพ” หลอกล่อ “สุวรรณอัมพร” คนรักของ “พระราหู” (นาทีที่ 8.46-9.32 ในคลิปเดียวกัน)

ดังนั้น การแยกสามร่างของ “สามศรี” จึงถือเป็นนวัตกรรมของ “เทพสามฤดู 2560” ซึ่งไปสอดคล้องต้องกันพอดีกับเรื่องราวฉบับ “วรรณกรรมวัดเกาะ” ที่เล่าว่า

“โคธรรพ์ฤาษี” ได้นำตัวบุตรชายไปประกอบพิธีศักดิ์สิทธิ์ ท่ามกลางการชุมนุมของเทวดา ครุฑ นาค ยักษ์ ก่อนจะปั้นหุ่นดินขึ้นมาสองตัว จากนั้น พระฤาษีจึงนำน้ำอมฤตรดใส่ร่างบุตรชาย พร้อมๆ กับการนำหุ่นดินสองตัวไปสุมไฟ

ท้ายสุด หุ่นดินคู่นั้นก็กลับกลายเป็นมีชีวิต ทั้งยังมีรูปร่างหน้าตาประดุจเดียวกันกับบุตรชายของโคธรรพ์ฤาษีไม่ผิดเพี้ยน

ด้วยเหตุนี้ พระฤาษีจึงตั้งชื่อบุตรชายว่า “พระสามศรี” (เพราะมีสามร่าง) โดยกุมารดินอีกสองตนที่ถูกเสกขึ้นมานั้น ก็จะมีหน้าที่คอยช่วยดูแลอารักขากุมารตัวจริง รวมถึงช่วยสร้างความพะวักพะวนให้แก่ศัตรู ยามต้องรบทัพจับศึกอีกด้วย

(ที่มา https://konmongnangetc.com/2017/09/17/samsri-threeseasons/)

ขอบคุณภาพประกอบจากยูทูบ ฟ้ามีตา ช่อง 7 HD