คนมองหนัง

ความเห็น/ความรู้สึก 11 ข้อ กับหนัง “ปั๊มน้ำมัน”

1. สำหรับผม นี่จัดเป็นหนังยาว “ระดับครีม” ของคุณธัญญ์วารินเลยนะ โดยอยู่ในระดับใกล้เคียงกันกับ “It Gets Better ไม่ได้ขอให้มารัก”

2. ผมชอบจักรวาลที่ “แปลกแยก” ออกจากโลกปกติธรรมดา (ทั้งในแง่สถานที่, พื้นที่, การแต่งกายหลุดโลกของตัวแสดง) ทว่าขณะเดียวกัน กลับเต็มไปด้วยความซ้ำซาก จำเจ ย้ำคิดย้ำทำของตัวละครหลักภายในหนัง

ผมรู้สึกว่า ช่วงหลังๆ ตัวเองได้ดูหนังไทยดีๆ หลายเรื่อง ที่พยายามสร้าง/นำเสนอภาพแทนของ “ยูโทเปีย” “พื้นที่ทางเลือก” “พื้นที่ยกเว้น” หรือ “พื้นที่ของรูปแบบความสัมพันธ์ที่กลับหัวกลับหาง” ออกมาได้อย่างน่าตื่นเต้นและน่าสนใจ

ไล่มาตั้งแต่ “อนธการ” เมื่อปีก่อน ส่วนปีนี้ มี “มหาสมุทรและสุสาน” และล่าสุด ก็คือ “ปั๊มน้ำมัน”

%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b9%8a%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99-3

3. เวลามี “พื้นที่ทางเลือก” เกิดขึ้นในโลกของภาพยนตร์ มันมักนำไปสู่การเปิดโอกาสให้แก่ “ความเป็นไปได้” ใหม่ๆ

และ “ความเป็นไปได้” ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นใน “โลกเฉพาะ” ของหนังเรื่องนี้ ก็คือ บทบาทหน้าที่ของตัวละครชาย-หญิง ซึ่งมันกลับหัวกลับหางหรือผิดฝาผิดตัว อย่างมีนัยยะน่าสนใจ

4. ผมชอบภาระในการต้องแบกรับความทุกข์ตรม การถูกทอดทิ้ง (ตัดขาด) ให้อยู่ใน “ชนบท?” (หรือโลกแห่งความแปลกแยกอันแน่นิ่ง) การต้องเป็นประจักษ์พยาน/สักขีพยานแห่งความพลัดพราก การเป็นตัวแทนของ “ความไม่เปลี่ยนแปลง” ของตัวละครชาย

ซึ่งจริงๆ ในหนัง นิยาย เรื่องเล่าส่วนมาก บทบาทอันน่าหดหู่นี้มักตกเป็นของผู้หญิง

เผลอๆ การพลิกด้านให้ผู้ชายมารับภาระตรงนี้ อาจสื่อแสดงถึงภาวะเสื่อมถอยทรุดโทรมของความสัมพันธ์ทางอำนาจแบบ “ชายเป็นใหญ่” ได้ด้วยซ้ำไป

5. ขณะเดียวกันผมก็ชอบที่บรรดาตัวละครผู้หญิงกลายมาเป็นตัวแทนของ “ความเปลี่ยนแปลง” เป็น “ผู้กระทำการที่กระตือรือร้น” เป็นฝ่ายที่ออกเดินทางไปติดต่อกับ “โลกภายนอก” กระทั่งเป็นฝ่ายรู้เดียงสาและ “เปิดรับ/เปิดกว้าง” เรื่องเพศมากกว่าผู้ชาย

ทั้งที่จริงๆ หน้าที่ส่วนนี้มักถูกผูกให้เป็นบทบาทของผู้ชาย

แน่นอน การปรากฏขึ้นของตัวละคร “ลูกสาว” ของนก ถือเป็นสัญลักษณ์แห่ง “ความเปลี่ยนแปลง” หรือ “ความแตกต่างหลากหลาย” (ภายใน “พื้นที่เฉพาะ” ซึ่งตัดขาดจากโลกภายนอก) ที่น่าตื่นตาตื่นใจมากๆ

แต่ท้ายสุด ดูเหมือนหนังจะพยายาม “เลือน” สถานะส่วนนี้ของตัวละครหญิงทั้งหลายให้ “จางบาง” ลงพอสมควร เพราะอีกด้านหนึ่ง พวกเธอก็กลายมาเป็นผู้แบกรับความทุกข์/ความหวังบางอย่างอยู่ในใจเหมือนกัน พวกเธอมีปมบางชนิด ที่ส่งผลให้ “บางด้าน” ของชีวิตไม่อาจเปลี่ยนแปรผันไป หรือเอาเข้าจริงตัวละครอย่างเจ๊มัท ก็ใช้ชีวิตโดยฝังตรึงตนเองกับความซ้ำซากจำเจนานัปการไม่ต่างจากพระเอกอย่างมั่น

6. นอกจากนี้ ผมชอบวิธีการจัดเรียงตัวละครผู้หญิงสามคนให้มีความทับซ้อนกัน ส่งผลให้ตัวละครสองคนมีสถานะเป็นดัง “ภาพแทน” ของตัวละครอีกรายหนึ่ง แต่ “ภาพแทน” ก็คือ “ภาพแทน” ที่แทนอย่างไรก็แทนได้ไม่ครบ และแทนได้ไม่เหมือน “ของจริง”

ผมคิดว่าวิธีการสร้างให้ตัวละครหญิงบางรายถูกฉวยใช้เป็น “เครื่องมือทางความทรงจำ” ที่ช่วยกระตุ้นเตือนให้ “ผู้ใช้เครื่องมือ/ผู้ชาย” สามารถระลึกถึงตัวละครหญิงอีกคนได้ นี่ก็เป็นอะไรที่ “คม” “ใหม่” (พอสมควรสำหรับหนังไทย) และ “โหดร้าย” ไม่น้อยทีเดียว

%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b9%8a%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99-2

7. ผมชอบการแสดงของสามตัวละครหลัก คือ ปั้นจั่น (มั่น) เพ็ญพักตร์ (เจ๊มัท) และแม็คกี้ (ฝน)

8. ทีแรกผมรู้สึกว่าตัวเองไม่ค่อยชอบการแสดงของหนูจ๋า ที่รับบทเป็นนก (นางเอกของเรื่อง) สักเท่าไหร่ (เพิ่งตระหนักว่าเธอเป็นนางเอก “ลิฟท์แดง” ด้วย) แต่ไปๆ มาๆ ชักเริ่มไม่แน่ใจว่า ผมไม่ชอบการแสดงของเธอ หรือไม่ถูกใจบทบาทที่เธอถูกจัดวางไว้ในหนังกันแน่?

ผมไม่มีปัญหาในระหว่างที่ตัวละครอย่างนก ผลุบๆ โผล่ๆ เข้ามาใน “โลกปั๊มน้ำมัน” เป็นครั้งคราว อยู่ตลอดเรื่อง

แต่พอช่วงท้าย ที่เธอต้องกลับมาใช้ชีวิตใน “โลกแห่งความแปลกแยก” อย่างถาวร และต้องรับภาระหนักในการเฉลยเงื่อนปมบางอย่าง ผมกลับไม่ค่อยเชื่อในนกมากนัก

ซึ่งไปๆ มาๆ ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ตรงการแสดงของหนูจ๋า แต่อาจอยู่ที่ว่าปมที่หนังพยายามเฉลยและคลี่คลายในตอนจบนั้น มันไม่มีพลังมากพอ และเผลอๆ มันอาจไม่มีความจำเป็นต่อตัวภาพยนตร์สักเท่าไหร่ (เพราะประเด็นเรื่อง “ความหวัง-การรอคอย” ก็ทรงพลังมากๆ อยู่แล้ว โดยไม่ต้องมี “จุดหักมุม” มาแถมท้าย หรืออธิบายความเพิ่มเติม)

นอกจากนี้ ผมกลับรู้สึกอยู่ลึกๆ ว่า “ปูมหลัง” บางอย่างที่ถูกคลี่ออกก่อนหนังจบนั้น ไม่สามารถลบล้าง “ความผิดพลาด” อันเกิดจากพฤติกรรมเข้าๆ ออกๆ ระหว่าง “โลกภายนอก” กับ “โลกปั๊มน้ำมัน” และการทอดทิ้งคนใกล้ชิดเอาไว้ ณ เบื้องหลัง ของตัวละครบางรายได้

9. ผมคิดว่าผู้กำกับพยายามจะปิดฉากหนังเรื่องนี้ให้ “สมบูรณ์/สมดุล” ที่สุด ผ่านการกำหนดให้ความทุกข์/บาดแผลที่พระเอกและนางเอกแบกรับไว้ มี “ความเท่าเทียม/เสมอภาคกัน”

ซึ่งด้านหนึ่ง มันก็นำไปสู่ผลลัพธ์ที่น่าเสียดาย เพราะมันทำให้ความสัมพันธ์ชาย-หญิงที่ “บิดเบี้ยวผิดแผก” ในโลกเฉพาะของหนังเรื่องนี้ ถูกปรับเปลี่ยนกลับคืนสู่สภาวะ “สมดุล” และ “ปกติธรรมดา”

ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว “ความบิดเบี้ยว” ซึ่งปรากฏในเนื้อหาประมาณ 95% ของหนังนี่แหละ ที่จะช่วย “ถ่วงดุล” กับเรื่องเล่าว่าด้วยความสัมพันธ์ชาย-หญิง “กระแสหลัก” ซึ่งถูกผลิตขึ้นมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเกลื่อนกลาด

10. ผมชอบกรอบเวลายาวๆ เกือบ 20 ปีของหนัง ที่อาจแฝงนัยยะทาง “สังคมการเมือง” หรืออาจไม่แฝงก็ได้ (แล้วแต่ใครจะตีความ)

หนังลากยาวมาตั้งแต่ปี 2539 ถึง 2558 (สำหรับผม สองปีนี้ไม่ได้มีความหมายอะไรเป็นพิเศษ)

ถ้าคำนวณไม่ผิด มั่นกับนกน่าจะแต่งงานกันปี 2544 (มีบทสนทนาก่อนแต่งงานว่าทั้งคู่คบกันมา 5 ปี 9 เดือนแล้ว และจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์น่าจะเกิดขึ้นราวปี 2539)

หนังยังชี้ว่านกเกือบประสบภัยสึนามิเมื่อปี 2547

นอกจากนี้ ตอนปี 2553 (14 ปี หลัง 2539) เจ๊มัทและฝนยังมานั่งพูดคุย/ปรับทุกข์/แลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน พร้อมมีฉันทามติว่าพวกเธอจะ “สู้กันต่อ” เพื่อหาทางพิชิตหัวใจผู้ชายอย่างมั่น น่าสนใจว่าคราวนั้น ทั้งคู่ต่างแต่งกายในโทนสีแดง (เจ๊มัทใส่เดรสส์แดงตลอดเวลาอยู่แล้ว แต่ฝนเปลี่ยนชุดและเปลี่ยนสีเครื่องแต่งกายไปเรื่อยๆ)

%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b9%8a%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99-4

แต่ไม่ว่า “ปี” ในหนังจะมีนัยยะอะไรจริงหรือไม่ ผมก็ยังชอบกรอบเวลาที่ยาวนานเป็น “ทศวรรษ”อยู่ดี

หลายปีที่ผ่านมา (นับแต่เกิดวิกฤตการเมืองอันเรื้อรัง) หนัง “การเมืองไทย” มักใช้กรอบเวลายาวนานแบบนี้ ตั้งแต่ “October Sonata” มาถึง “Snap” กระทั่ง “ดาวคะนอง” (ที่อดีตกับปัจจุบันทับซ้อนกันจนเกิดสภาวะพร่าเลือน)

ทว่า “หนังที่ไม่ค่อยการเมืองเท่าไหร่?” อย่าง “ปั๊มน้ำมัน” ก็หันมาใช้กรอบเวลาลักษณะนี้เช่นกัน

นี่อาจแสดงให้เห็นถึงอารมณ์ความรู้สึกร่วมสมัย ที่มองว่าสังคมไทยมันช่าง “แน่นิ่ง” และขยับขับเคลื่อนไป “ช้า” เหลือเกิน

หรืออาจเป็นความรู้สึกซึ่งเห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน คือผลลัพธ์จากกระบวนการที่ดำเนินมาอย่าง “ต่อเนื่องยาวนาน” มิใช่ผลลัพธ์แบบประเดี๋ยวประด๋าวของสถานการณ์ในระยะสั้นๆ

11. น่าแปลกดี ที่ผมชอบเพลงหลักของ “ปั๊มน้ำมัน” และ “ดาวคะนอง” ด้วยเหตุผลคล้ายๆ กัน

กล่าวคือ จะว่าไป มันก็ไม่ใช่เพลงที่เพราะมาก แต่กลับติดหูพอสมควร

ที่สำคัญ แม้เนื้อหาของทั้งสองเพลงจะไม่ได้คมคายลุ่มลึกแบบสุดๆ แต่กลับมีอะไรชวนให้ขบคิดตีความต่อได้ยาวๆ ดุจเดียวกับตัวหนัง

Advertisements
ข่าวบันเทิง

จากโรงหนัง สู่สนามบอล และพ็อคเก็ตบุ๊ค เตรียมพบกับหนังสือ “Snap ส่วนประกอบของความคิดถึง”

แม้ตัวหนังจะไม่ได้ทำรายได้มากมายนัก

แต่ “สแน็ป แค่…ได้คิดถึง” ผลงานภาพยนตร์ของคงเดช จาตุรันต์รัศมี คงสร้าง “ผลกระทบ” บางอย่าง ได้ไม่มากก็น้อย ต่อผู้ชมที่มีโอกาสตีตั๋วเข้ามาดูหนังเรื่องนี้

จนผลกระทบเหล่านั้นถูกดัดแปลง ตีความ กลายเป็นเรื่องเล่า หรือผลงานศิลปะแขนงอื่นๆ

เห็นได้จากภาพแปรอักษรในงานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 71 ที่แปรสารอันนุ่มนวลคลุมเครือในภาพยนตร์ ให้กลายเป็นอาวุธอันแหลมคมได้อย่างน่าทึ่ง

ล่าสุด สำนักพิมพ์ Geek Book ได้เผยแพร่รูปภาพ พร้อมข้อความบรรยายว่า

ภาพประกอบหนังสือสแน็ป

 

ภาพแรกจากหนังสือ “Snap ส่วนประกอบของความคิดถึง”

 

บันทึกเรื่องราวมากมายที่หลับใหลอยู่ในหนังไทยที่อยู่ในใจใครหลายคนกับ “Snap แค่…ได้คิดถึง” ที่นำแสดงโดย โทนี่ รากแก่น และอิ้งค์ – วรันธร เปานิล

 

เขียนโดย คงเดช จาตุรันต์รัศมี

 

ปลายเดือนมีนาคมนี้พบกันครับ

คิดว่าแฟนหนังคงเดช และผู้ชื่นชอบภาพยนตร์เรื่องสแน็ป คงไม่พลาดแน่ๆ

ขอบคุณภาพและข้อมูลดีๆ จาก Geek Book

ข่าวบันเทิง

ข่าวดี! “วรันธร เปานิล” ผู้สวมบท “ผึ้ง” ในสแน็ป ได้เข้าชิงรางวัล Asian Film Awards

ประกาศออกมาแล้ว สำหรับรายนามผู้ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Asian Film Awards ครั้งที่ 10

รางวัลที่เกิดจากความร่วมมือกันของสามเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติยักษ์ใหญ่ของเอเชีย ได้แก่ เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติฮ่องกง, เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว และเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน จนมีการประกาศว่า นี่คือ “รางวัลออสการ์ของทวีปเอเชีย”

ข่าวดีสำหรับวงการหนังไทยก็คือ วรันธร เปานิล นักแสดงนำหญิง ผู้สวมบทบาท “ผึ้ง” จากภาพยนตร์เรื่อง “สแน็ป แค่..ได้คิดถึง” ผลงานการกำกับของคงเดช จาตุรันต์รัศมี ซึ่งได้ฉายรอบเวิร์ลด์ พรีเมียร์ ในเทศกาลหนังโตเกียวเมื่อปีที่ผ่านมา ถือเป็นบุคลากรจากแวดวงภาพยนตร์ไทยเพียงคนเดียว ที่ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลประจำปีนี้

snap

โดยวรันธรถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลในสาขา “นักแสดงดาวรุ่งยอดเยี่ยม”

รางวัล Asian Film Awards มีการมอบรางวัลทั้งสิ้น 15 สาขา

ในปีนี้ ภาพยนตร์ที่ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลมากสาขาที่สุด คือ The Assassin ของผู้กำกับอาวุโสชาวไต้หวัน โหวเสี่ยวเซี่ยน ซึ่งเข้าชิงรางวัลถึง 9 สาขา รวมทั้งภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, ผู้กำกับยอดเยี่ยม และ นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม (ซูฉี)

ประกาศิตหงส์สังหาร

รองลงมามีภาพยนตร์อินเดียเรื่อง Bajiro Mastani ผลงานการกำกับของสันชัย ลีลา ภันสาลี และ Port of call หนังฮ่องกง ผลงานการกำกับของฟิลิป หย่ง ที่เข้าชิง 5 สาขาเท่ากัน

ขณะที่ Moutains May Depart ของผู้กำกับชาวจีนชื่อดัง เจี่ยจางเค่อ, Mr. Six ของกวนหู ผู้กำกับจีนอีกหนึ่งราย และ Veteran ภาพยนตร์เกาหลีใต้ ผลงานของเรียวซองวาน ได้เข้าชิงในรางวัลสำคัญๆ รวม 4 สาขา

ก่อนหน้านี้ มีคนไทยเคยได้รับรางวัล Asian Film Awards มาแล้วสามครั้ง

ในการประกาศรางวัลครั้งที่ 5 หนังเรื่อง “ลุงบุญมีระลึกชาติ” ของอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

ลุงบุญมี

ในการประกาศรางวัลครั้งที่ 4 “ลี ชาตะเมธีกุล” ได้รับรางวัลลำดับภาพยอดเยี่ยม จากหนังเรื่อง Karaoke (ภาพยนตร์มาเลเซีย)

ลี

และในการประกาศรางวัลครั้งที่ 1 ลี ก็ได้รับรางวัลเดียวกัน จากการตัดต่อหนังเรื่อง “แสงศตวรรษ” ของอภิชาติพงศ์

คนมองหนัง

สแน็ป : การเมืองเรื่องความทรงจำ

(มติชนสุดสัปดาห์ 6-12 พฤศจิกายน 2558)

 

“สแน็ป” ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของ “คงเดช จาตุรันต์รัศมี” ได้ฤกษ์ฉายรอบปฐมทัศน์โลกไปแล้ว ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว 2015

แม้สุดท้ายจะไม่ได้รางวัลใดๆ ติดไม้ติดมือกลับมาจากญี่ปุ่น แต่หนังเรื่องนี้ก็มีองค์ประกอบหลายอย่าง ที่น่าพูดถึง

“สแน็ป” เป็นภาพยนตร์ที่มีบริบทการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง เฉกเช่นผลงานส่วนใหญ่ของคงเดช

อย่างไรก็ตาม ตัวละครเอกในหนังมิได้ดำเนินชีวิตของตัวเองไปอย่างเป็นเอกเทศ โดยมีเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองร่วมสมัยปรากฏขึ้นเป็นเพียงฉากหลังรางๆ และไม่ข้องเกี่ยวโดยตรงกับชีวิตของเหล่าตัวละคร

ตรงกันข้าม “สแน็ป” อาจทำให้คนดูหลายคนคิดไปถึง “กอด” ภาพยนตร์อีกเรื่องของคงเดช ซึ่งเคยมีผู้ตีความเอาไว้ว่า การมีหรือไม่มี “แขนที่สาม” (อวัยวะอันแปลกแยก ทว่า เป็นส่วนหนึ่งของร่างกายอย่างมิอาจปฏิเสธได้) ของ “ขวาน” ตัวละครนำในหนังเรื่อง “กอด” นั้น

เป็นการอุปมาถึงการมีอยู่หรือไม่มีอยู่ของระบอบประชาธิปไตยในสังคมไทย ภายหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

กรณีของ “สแน็ป” ก็คล้ายๆ กัน กล่าวคือ แม้นางเอกของเรื่องอย่าง “ผึ้ง” (รวมถึงพระเอกอย่าง “บอย” และตัวละครรายอื่นๆ) จะไม่ได้เป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึงความขัดแย้งทางการเมืองไทยหลังรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 อย่างตรงไปตรงมา

แต่วิถีชีวิต และกระแสความคิด-ความทรงจำ ของพวกเธอและเขา ก็เป็นเหมือนภาพร่างอันกระจัดกระจาย ที่ชวนให้เรานึกถึงความขัดแย้งทางการเมืองร่วมสมัยอยู่เกือบตลอดเวลา

ตัวละครเหล่านั้นจึงไม่ได้ลอยตัวออกจากบริบททางการเมือง หากเป็นเหมือนส่วนขยายต่อเติมของบริบทดังกล่าว ที่ช่วยให้คนดูได้มองเห็นหรือตั้งคำถามกับสภาวะความขัดแย้งทางการเมืองนอกโรงภาพยนตร์ อย่างเด่นชัดหรือมีเหลี่ยมมุมยิ่งขึ้น

แต่อย่างที่บอก ว่าชีวิตของตัวละครในหนังเป็นส่วนขยายอันกระจัดกระจายของบริบททางการเมือง ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นหน้าที่ของคนดูแต่ละราย ที่จะต้องจัดเรียงหรือประมวลองค์ประกอบระเกะระกะเหล่านั้น แล้วสร้างกรอบความคิดบางอย่างขึ้นมาเอง

“สแน็ป” พูดถึงการเมืองไทยอย่างสลับซับซ้อนมากกว่าเรื่องย่อที่ถูกเผยแพร่ออกมา

หนังไม่ได้มีแค่นางเอกที่เป็นลูกสาวทหารยศน่าจะถึงนายพล ที่กำลังจะแต่งงานกับนายทหารหนุ่มยศนาวาอากาศโท แต่แล้วในวันประกาศกฎอัยการศึก ก่อนหน้ารัฐประหาร เธอก็ได้รับการ์ดเชิญให้ไปงานแต่งงานของเพื่อนสมัยมัธยมฯ ที่ต่างจังหวัด จนมีโอกาสรื้อฟื้นความสัมพันธ์อันค้างคากับเพื่อนชายสมัยวัยรุ่น

แก่นเรื่องหลักสำคัญจริงๆ ของ “สแน็ป” น่าจะเป็นประเด็นว่าด้วย “ความทรงจำ” “การประดิษฐ์สร้างความทรงจำ” “การแทนที่ความทรงจำ” และ “การหลงลืม” มากกว่า

ภาพสแน็ปช็อตที่ถ่ายจากโทรศัพท์มือถือ ถูกนำมาใช้นับครั้งไม่ถ้วนในหนัง ในฐานะเครื่องมือแสดงตัวตนผ่านโซเชียลมีเดียของผึ้ง ผู้เป็นนางเอก

คงเดชกล่าวขยายความเกี่ยวกับประเด็นนี้ในการแถลงข่าวที่โตเกียวว่า เทคนิคการถ่ายภาพด้วยโทรศัพท์มือถือยุคปัจจุบัน มีฟิลเตอร์ที่ทำให้ภาพใหม่ๆ สามารถแลดูเป็นภาพเก่าได้

จึงน่าตั้งคำถามว่า สิ่งที่เรารู้สึกว่ามันเป็นสิ่งเก่าแก่หรือเป็นอดีตที่ดีงามนั้น จริงๆ แล้วมันเก่าแก่แค่ไหน? มันดีงามจริงหรือ? หรือจริงๆ มันเพิ่งถูกสร้างขึ้นให้ “แลดูเก่า” เมื่อไม่นานมานี้?

ประเด็นทำนองนี้ถูกเน้นย้ำรอบแล้วรอบเล่า ผ่านสัญลักษณ์และเรื่องราวต่างๆ ใน “สแน็ป”

หนังยังตั้งคำถามถึงความชอบธรรมของการ “แทนที่” ไว้หลายครั้ง

ตั้งแต่การแทนที่รูปเพื่อนที่หายไปในหนังสือรุ่นด้วยกราฟิกเงาคน การที่เจ้าของร้านทำผม ซึ่งย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านหลังเดิมของนางเอก มีชื่อว่า “ผึ้ง” เหมือนกัน การแทนที่ “ปลาตุ๊กแก” ตัวดั้งเดิม ที่เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์เกี่ยวโยงกับอดีตรักของวัยรุ่นสองคนเมื่อแปดปีก่อน ด้วยปลา (ที่น่าจะเป็น) ตัวใหม่ ตลอดจนการแทนที่ “คนรักเก่า” ด้วย “คนรักใหม่ๆ”

ราวกับหนังต้องการจะถามคนดูว่า สิ่งของ/ผู้คน บางสิ่ง บางคน สามารถทดแทนสิ่งของ/ผู้คน อีกสิ่งหนึ่ง อีกคนหนึ่ง ได้จริง หรือ?

อย่างไรก็ดี คงเดชพยายามโต้ตอบข้อสงสัยที่มีต่อการให้คุณค่าแก่ “อดีต” ที่เพิ่งสร้าง และการแทนที่ระหว่างสิ่งของสองอย่าง ซึ่งคล้ายจะมีคุณค่าผิดแผกกัน ด้วยการทดลองนำเสนอทัศนะจากอีกแง่มุมหนึ่งเช่นกัน

หนังเล่าเรื่องเล็กๆ ของลูกสาวภารโรง ผู้เติบโตกลายมาเป็นภารโรง “แทนที่” แม่ผู้เสียชีวิต ภารโรงสาวตั้งตุ๊กตาที่เคยได้รับมอบจากผึ้งไว้บนหิ้งบูชาเคียงคู่กับพระพุทธรูป เพราะสำหรับเธอนี่ไม่ใช่สิ่งที่มีค่าเป็นเพียงของเล่น แต่เป็นของราคาแพง ที่มีคุณค่าสูงส่งในทางจิตใจ

“สแน็ป” ยังพูดเรื่องภาวะหลงลืมไว้อย่างน่าสนใจ

ทั้งการที่ผึ้ง ซึ่งเป็นอดีตดีเจประจำโรงเรียน จดจำชื่อเพลงที่บอยเคยขอให้เธอเปิดไม่ได้ การที่เพื่อนคนหนึ่งของบอย จดจำทริปการท่องเที่ยวที่ตนเดินทางไปกับเพื่อนๆ สมัยมัธยมฯ ไม่ได้ จนเพื่อนต้องนำหลักฐานภาพถ่ายมายืนยัน

เรื่อยไปจนถึง การที่บอยพยายาม “แสร้งลืม” ความทรงจำบาดแผลบางอย่าง ที่จะส่งผลต่อความสัมพันธ์ในครอบครัวของเขา และความทรงจำดีๆ ที่ตนเองมีต่อผึ้ง

การลืม การจำ การสร้าง/แทนที่ความทรงจำ เป็นบรรยากาศที่อบอวลอยู่ในหนังเรื่องใหม่ของคงเดช ตลอดเวลา

“สแน็ป” ยังมีรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ดูเหมือนไม่สำคัญ แต่กลับกระตุ้นให้คนดูได้ฉุกคิดอยู่เป็นระยะๆ

หนังพูดถึงภาวะอนิจจังของการต้องสูญเสียสมาชิกหลักในครอบครัว ด้วยท่าทีไม่ตื่นตระหนก

ขณะเดียวกัน พ่อยศนายพลของนางเอก ก็ไม่มีตัวตนภายในหนัง จนคนดูไม่อาจรู้ได้ว่าเขายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ผึ้งเคยพูดเท้าความว่าหลังรัฐประหาร 2549 พ่อของเธอถูกย้ายเข้ากรุงเทพฯ แต่ก็ไม่แน่ชัดนักว่า เขาได้รับการเลื่อนตำแหน่ง หรือถูกโยกเข้ากรุ ไม่ให้คุมกำลังรบ

ฉากหนึ่งในตอนท้ายเรื่อง ที่ผึ้งกำลังนั่งดูอัลบั้มภาพพรีเวดดิ้งของตนเอง อันเต็มไปด้วยรูปถ่ายชุดขาวของว่าที่สามีนายทหารอากาศ แต่แล้วกล้องก็ค่อยๆ เคลื่อนไปยังครึ่งล่างของกรอบรูปที่แขวนอยู่เหนือหัวนางเอก ซึ่งน่าจะเป็นภาพพ่อของเธอขณะแต่งเครื่องแบบสายสะพายเต็มยศ

สามารถแสดงอารมณ์ความรู้สึกของการต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางคนในเครื่องแบบได้อย่างทรงพลัง

หนังยังเล่าเรื่องราวค่อนข้างแปลกแปร่งว่า ว่าที่สามีนายทหารอากาศนั้น เคยเป็น “อาจารย์สอนวิชารัฐศาสตร์” ให้แก่ผึ้งในมหาวิทยาลัยพลเรือน ไม่เพียงเท่านั้น โรงเรียนเก่าของเธอที่จันทบุรี ยังกำลังทาสีใหม่ เป็นอาคารสีเขียวเข้มทั้งหลัง

หนังพูดถึงการเลิกคบกันในหมู่เพื่อนเก่า เพราะทัศนคติที่แตกต่างกันในทางการเมือง และการไม่พูดคุยทักทายกันของคนในครอบครัว เพราะปมปัญหาร้าวลึกบางประการ

“สแน็ป” เล่นกับ “ภาพ/สัญลักษณ์ซ้ำ” บางภาพ ที่ถูกนำมาวนให้คนดูเห็นอยู่เป็นระยะๆ ทั้งที่เป็นฉากหลังอันชัดเจน และเป็นรูปเลือนรางท่ามกลางความมืดมิด

ฉากสำคัญฉากหนึ่งในตอนท้าย ที่เล่นกับประเด็นความรักลับๆ ของคนที่มิอาจรักกันได้อีกต่อไป ดำเนินไปในสถานที่อันคุกรุ่นด้วยความทรงจำ ซึ่งเพิ่งถูกประดิษฐ์สร้างขึ้น ยิ่งกว่านั้น ไม่ไกลจากสถานที่ดังกล่าว ยังมี “ภาพซ้ำ” ภาพเดิมยังตั้งตระหง่านอยู่อย่างสงบนิ่ง กลางสภาวะดึกสงัด

แก่นเรื่องและคำถามเกี่ยวกับความทรงจำ ตลอดจนรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ ดูมีน้ำหนักชวนครุ่นคิดมากขึ้น เมื่อเราพิจารณาไปยัง “กรอบเวลา” ภายในภาพยนตร์เรื่องนี้

นั่นคือ ผึ้งและเพื่อนๆ เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีสุดท้าย ในช่วงรัฐประหาร กันยายน 2549 ก่อนที่พวกเขาและเธอจะหวนกลับมาพบกันอีกครั้ง ในช่วงรัฐประหาร พฤษภาคม 2557

อย่างไรก็ตาม ถ้าพิจารณาจากเนื้อหาของหนัง คงเดชก็ฉลาดพอที่จะไม่ผูกมัดผลงานล่าสุดของเขาเข้ากับจุดยืนทางการเมืองขั้วใดขั้วหนึ่ง

อารมณ์ ความรู้สึก ความทรงจำของตัวละครทั้งหมด และสิ่งแวดล้อมอื่นๆ เป็นเหมือนชิ้นส่วนย่อยๆ ที่จะประกอบขึ้นเป็นอารมณ์ความรู้สึกที่แตกต่างหลากหลาย งุนงงสับสน ของผู้คนในสังคมการเมืองไทยร่วมสมัย

ตัวละครแต่ละรายมีสถานะเป็นทั้งผู้กระทำและถูกกระทำ พวกเขาและเธอเป็นทั้งฝ่ายที่จดจำบางเรื่องราวได้ และเป็นฝ่ายหลงลืมไม่รับรู้ข้อเท็จจริงบางอย่าง แต่ละคนต่างปลอบประโลม กล่อมเกลาตัวเอง ด้วยทัศนะ ความเชื่อ และคุณค่าบางประการ เพื่อแทนที่ความทรงจำบางส่วนที่แหว่งวิ่นขาดหายไป

เพียงแต่คนดูจำนวนหนึ่งก็อาจตั้งคำถามต่อเนื่องจากประเด็นชวนคิดในหนังได้เช่นกันว่า เราจะสามารถทดแทน “ประชาธิปไตย” ด้วยระบอบการปกครองที่ไม่น่าจะเป็น “ประชาธิปไตย” ได้จริงหรือ?

สิ่งที่มา “แทนที่ประชาธิปไตย” ที่ดูเหมือนจะเป็นตัวแทนของ “ความดีงามครั้งเก่าก่อน” นั้น แท้จริงแล้ว มีความเป็นมาเก่าแก่ยาวนานขนาดไหน?

และก็คงเหมือนกับที่ผึ้งเอ่ยถามบอยด้วยความอัดอั้นตันใจว่า เราจะไม่สามารถทำอะไรได้มากกว่านี้หรือ ท่ามกลางความสัมพันธ์ที่มันยังครึ่งกลาง ค้างคา ไม่คืบหน้าไปไหน ในรอบแปดปี? (ซึ่งตัวละครบางคนรู้สึกว่าช่วงเวลาดังกล่าวเคลื่อนหน้าไปเนิบช้ามากๆ แต่บางคนกลับเห็นว่าเวลาผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว)

ถึงที่สุด ปัจเจกบุคคลแต่ละรายก็คงจะต้องพยายามประคับประคองชีวิตและความทรงจำแหว่งวิ่นของตนเอง แล้วค่อยๆ เดินหน้าต่อไป ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมือง ความผันผวนแห่งยุคสมัย และการขาดหายไปของอะไรบางอย่าง

ดังเนื้อร้องท่อนหนึ่งของเพลงสำคัญ ซึ่งถูกนำมาใช้ปิดท้ายภาพยนตร์เรื่องนี้

“ชีวิตที่มันขาดเธอ วันนี้ยังเดินต่อไป แค่ได้คิดถึงก็เป็นสุขใจ”