คนมองหนัง

บันทึกหลังดูหนัง “[นิรโทษกรรม จำเลยคดี ๖ ตุลา]”

 

หนึ่ง ที่มาของหนังน่าสนใจดี คือ มาจาก “วีซีดี” แผ่นหนึ่ง จากหลายแผ่น ที่แจกมาพร้อมกับหนังสืองานศพของ “พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์” เมื่อคุณศักดินา ฉัตรกุล ณ อยุธยา ไปค้นพบ เลยนำมาให้หอภาพยนตร์ ก่อนที่ตัวหนังจะได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น “มรดกภาพยนตร์ของชาติ ประจำปี 2559” ส่วนชื่อ [นิรโทษกรรม จำเลยคดี ๖ ตุลา] นั้น หอภาพยนตร์ตั้งขึ้นมาเอง เนื่องจากวีซีดีไม่ได้ระบุชื่อ/หัวข้อของ “หนังข่าว” เรื่องนี้เอาไว้

สอง หนังยาวประมาณหนึ่งชั่วโมง ดูได้เพลิดเพลินตามสมควร (แต่มีปัญหาเรื่องเสียงที่ไม่ค่อยชัดเจน)

ประเด็นหนึ่งที่มีการพูดคุยกันมากหลังหนังฉายจบ คือ จะเห็นได้ว่าคำพูดของ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ในหนัง มีลักษณะวกวนซ้ำไปซ้ำมา ซึ่งน่าจะเป็นผลจากกระบวนการลำดับภาพ

“คุณสุธรรม แสงประทุม” ที่เป็นหนึ่งใน “ตัวละครหลัก” ของหนังเรื่องนี้ ก็ตั้งข้อสังเกตประมาณว่า ภาพเคลื่อนไหวทั้งหมดที่ยาวถึง 60 นาทีของหนัง โดยเฉพาะช่วง “พล.อ.เกรียงศักดิ์เล็คเชอร์นักศึกษา” ด้วยเนื้อหาซ้ำไปซ้ำมานั้น ไม่น่าจะเป็นเหตุการณ์แบบ real time แต่น่าจะเป็นผลของการตัดต่อมากกว่า

จากการประมวลความเห็นของวงสนทนา ดูเหมือน “การพูดซ้ำๆ” ของ พล.อ.เกรียงศักดิ์ อาจเกิดขึ้นจาก

(1) การตัดต่ออย่างตั้งใจ เพื่อเน้นย้ำ “สาร” บางประการ ที่รัฐบาลยุคนั้นต้องการสื่อ ไม่ใช่ไปถึงเพียงนักศึกษาหรือฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง แต่ยังรวมถึงเครือข่ายชนชั้นนำ-กลุ่มการเมืองฝ่ายขวาอีกด้วย

(2) แต่ก็มีคนพูดถึงความเป็นได้ว่า “หนังข่าว” ชุดนี้ อาจเกิดจากการเก็บรวบรวมฟุตเทจจากแหล่งต่างๆ แล้วนำมา “คัทชน” เรียงต่อๆ กันไปแบบไม่ตั้งใจ/มีเป้าหมาย จึงนำไปสู่การฉายซ้ำ “ซีนเดิม” แต่ต่างมุมมอง/จากต่างกล้อง

แต่โดยส่วนตัว ขอสารภาพว่าขณะดูหนัง ผมดันเชื่อซะสนิทว่า พล.อ.เกรียงศักดิ์ แกพูดซ้ำไปซ้ำมาแบบนั้นจริงๆ (โดยไม่ได้เป็นผลของกระบวนการลำดับภาพ) 555

เพราะผมย้อนนึกไปถึงงานชิ้นหนึ่งของ “อ.ธงชัย วินิจจะกูล” ที่แกไปพูดคุยกับแกนนำที่จัดตั้งกลุ่มมวลชนขวาจัดสมัย 6 ตุลา ปรากฏว่าแกนนำคนหนึ่งพยายามพูดประโยคเดิมๆ กับ อ.ธงชัย ซ้ำไปซ้ำมาอยู่หลายรอบ เพื่อเน้นย้ำให้ถึง “สารสำคัญ” บางข้อ

ผมเลยคิดเองเออเองไปว่า สงสัย พล.อ.เกรียงศักดิ์ ก็คงจงใจพูดซ้ำเพื่อจะส่งสารบางอย่างเช่นกัน

แต่โอเค พอได้ฟังการสนทนาหลังหนังจบ ประเด็น “พูดซ้ำ” เพราะกระบวนการตัดต่อ นี่ก็ฟังดูสมเหตุสมผลน่ะนะ

02

สาม “สาร” ที่ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ส่งมาซ้ำๆ ก็มีอาทิเช่น การนิรโทษกรรมครั้งนั้น มิได้มีจุดประสงค์ทางการเมืองหรือไม่ได้เกิดจากการต้องการเสียงสนับสนุนทางการเมือง แต่รัฐบาลตัดสินใจผลักดันเพราะเห็นว่าเป็นสิ่งถูกต้อง และที่สำคัญ คือ เป็นการปฏิบัติตาม “พระราชปรารภ”

การนิรโทษกรรมครั้งนั้นถือเป็นการตัดสินใจทางการเมืองที่ “เสี่ยง” เพราะด้านหนึ่ง รัฐบาลก็ต้องการปกป้องสถาบันหลัก ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ แต่อีกด้าน รัฐบาลก็ทำการปล่อยตัวผู้ถูกกล่าวหาว่าคิดร้ายต่อสถาบันหลักให้เป็นอิสระ (ซึ่งย่อมสร้างแรงกระเพื่อมในกลุ่มขวาจัด)

นอกจากนี้ ยังมีการสอนนักศึกษาเรื่องการวางตัว ว่าสังคมไทยชอบคนที่ humble (อ่อนน้อมถ่อมตน) สอนเรื่องแนวทางการให้สัมภาษณ์สื่อ สอนเรื่องภาวะสมดุลระหว่าง theory กับ fact

อีกประเด็น ที่ พล.อ.เกรียงศักดิ์ กล่าวซ้ำกับผู้ได้รับการนิรโทษกรรมบ่อยครั้งมาก คือ เรื่องที่ผ่านมาแล้วให้ถือว่าเป็น “ฝันร้าย” และขอให้ลบมันทิ้งไป (ระหว่างดู นึกถึงเพลง “ฝันร้าย” ของ “คาราวาน” อยู่พอสมควร)

สี่ แม้จะเคยได้อ่านได้ยินเรื่องราวของ พล.อ.เกรียงศักดิ์ มาบ้าง ในฐานะ “ขุนศึก” ที่มี “ความพิเศษ” บางอย่าง แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็น “ภาพเคลื่อนไหว” “น้ำเสียงการพูดจา” และ “วิธีคิด” ของแก

หนังฉายภาพการทำ “ข้าวผัดผงกะหรี่ไก่” ของ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ซึ่งขึ้นชื่ออยู่แล้วเรื่องการชอบทำอาหาร (อดเสียดาย นึกว่าหนังจะโชว์การทำแกงเขียวหวานเนื้อใส่บรั่นดี)

ที่สำคัญ หนังทำให้เราเห็น “ลักษณะที่โน้มเอียงไปในทางปัญญาชน” ของอดีตนายกฯ-ขุนทหารรายนี้ ทั้งการพูดไทยคำอังกฤษคำ (สำเนียงไม่เลวเลย) อาทิ television, humble และ theory เป็นต้น (อ่านจากประวัติจึงเห็นว่าแกเคยไปเรียนโรงเรียนเสนาธิการทหารบกแห่งสหรัฐอเมริกา)

อีกข้อ คือ แม้ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ยังมีบุคลิกเป็นทหารใหญ่ เป็นข้าราชการอาวุโส เป็นสายอนุรักษ์นิยม เป็น “คุณพ่อรู้ดี” แต่ความคิดหลายอย่างของแกก็จัดว่า “ก้าวหน้า” ไม่น้อย เช่น ความเห็นที่ว่าการต่อสู้ไม่ควรใช้ความรุนแรง แต่ควรสู้กันผ่านการคิด เขียน และพูด หรือการยอมรับว่าอำนาจรัฐเองก็ไม่สามารถเข้าไปปรับเปลี่ยนความคิดจิตใจของใครได้หรอก

นี่เชื่อมโยงกับช่วงต้นๆ ของหนัง ที่มีการ “บลั๊ฟ” รัฐบาลอนุรักษ์นิยมขวาจัดของนายกฯ พลเรือน “ธานินทร์ กรัยวิเชียร” ว่ารัฐบาลชุดดังกล่าวจำเป็นจะต้องถูกรัฐประหารซ้อน  และมีการแต่งตั้งรัฐบาลชุดใหม่ที่นำโดยทหารขึ้นมาแทน เพื่อเร่งให้ประเทศกลับคืนสู่ระบอบประชาธิปไตย

ห้า สำหรับคนที่มักบ่นว่า “นักข่าวเดี๋ยวนี้” สนใจแค่ประเด็นข่าวเบาหวิว ไร้สาระ ไม่เข้าใจหลักใหญ่ใจความอันลึกซึ้งของปรากฏการณ์สำคัญ แต่หยิบจับได้เพียง “กิมมิก” ยิบย่อยฉาบฉวย-เอาไว้ขายพาดหัว ที่เป็นเพียงองค์ประกอบเล็กๆ ของปรากฏการณ์

อยากให้ลองมาชมหนังเรื่องนี้ แล้วคุณจะรู้ว่าพวก “นักข่าวการเมือง” ต้นทศวรรษ 2520 นี่ก็ชอบถามอะไรที่มันจุ๊กจิ๊กจุบจิบและไม่ใช่สาระสำคัญเยอะแยะมากมายไปหมด 555

04
สุธรรม แสงประทุม ผู้ร่วมเสวนา

หก ตัวแทนนักโทษ/นักศึกษาที่โดดเด่นสุดในหนังคงเป็น “สุธรรม แสงประทุม” ดูลักษณะการวางตัว-พูดจาของแกตอนหนุ่มๆ ก็ไม่แปลกใจที่หลังจากนั้น แกจะผันตัวมาเป็น “นักการเมือง”

คนที่สนใจ “การเมืองไทยยุคปัจจุบัน” ตั้งแต่หลังปี 2549 เป็นต้นมา คงอยากเข้าไปดู “อ.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล” “อ.ธงชัย วินิจจะกูล” หรือกระทั่ง “อ.วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์” ในหนังเรื่องนี้

อย่างไรก็ตาม คนเหล่านั้นกลับปรากฏตัวในหนังแบบพอให้เห็นแวบๆ พวกเขาไม่อยู่ในจุดโฟกัส แต่เป็นเพียง “ตัวละครสมทบ” ที่ถูกเอ่ยขานชื่ออยู่บ้าง หากไร้บทบาทเด่นใดๆ

แน่นอน สิ่งที่ปรากฏหรือถูกเน้นย้ำในหนัง คือ “เรื่องเล่า” แบบหนึ่ง ในยุคสมัยหนึ่ง

แต่คนอย่างสมศักดิ์ ธงชัย หรือวิโรจน์ ก็อาจถูกกล่าวถึงในฐานะตัวละครเอกของ “เรื่องเล่า” อีกหลายแบบ ในอีกยุคสมัย

เจ็ด ถ้าให้เทียบกันแล้ว คนดูจะเห็นสีหน้าอารมณ์ความรู้สึกของธงชัยมากกว่าสมศักดิ์

ในหนังเรื่องนี้ อ.ธงชัยดูจะมีบุคลิกเป็นเด็กเรียนมากๆ มีรอยยิ้ม เปล่งหัวเราะ แล้วก็พยักหน้า (คล้าย) ขานรับคำสอนของนายกฯ เกรียงศักดิ์

แต่ยังไม่ถึงขั้นสุธรรม ที่มีลักษณะ “พริ้ว” ตามภาษาของ “คุณศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์” (แต่ถ้าภาษาผม คงต้องบอกว่า “แกค่อนข้างจะลิเกอยู่พอสมควร” 555)

น่าสนใจว่า mood and tone ของหนัง มาในแนว “สมานฉันท์-ปรองดอง-คืนดี” มีรอยยิ้ม เสียงหัวเราะในหมู่นักศึกษาที่เพิ่งถูกปล่อยตัว มีการชูไม้ชูมือ มีการถ่ายรูปคู่กับนายกฯ ที่มาจากการรัฐประหารซ้อน (ซึ่งเข้าใจว่า ก่อนหน้านั้น คงมีการซักซ้อมทำความเข้าใจกันอยู่ไม่น้อย)

น่าคิดต่อว่า หากไม่พิจารณาถึงสถานการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างกันระหว่างช่วงต้น 2520 กับปัจจุบัน

แต่ถ้าช่วงต้นทศวรรษ 2520 มีโซเชียลมีเดียอย่างเฟซบุ๊ก ซึ่งส่งผลให้เกิดการแบ่งกลุ่มก้อนผู้คนตามความเชื่อทางการเมืองอย่างชัดเจน ท่าที “ปรองดอง-คืนดี” เช่นนั้นคงเกิดได้ยากขึ้น และถึงเกิด ก็คงถูกแรงกระแทกกลับอย่างรวดเร็ว (จากพวกเดียวกันเองของแต่ละฝ่าย) ผ่านทางโลกออนไลน์

03
สุรชาติ บำรุงสุข ผู้ร่วมเสวนา

แปด เอาเข้าจริง ยังมีตัวละครสำคัญๆ ที่ทำงานให้ “รัฐบาลเกรียงศักดิ์” ซึ่งอยู่นอกเฟรมของหนังเรื่องนี้

อาทิ “คุณพิชัย วาศนาส่ง” ที่คุณสุธรรมและ “อ.สุรชาติ บำรุงสุข” เห็นตรงกัน ว่าคือผู้อยู่เบื้องหลังการจัดทำหนังเรื่องนี้ และเป็นผู้ช่วยประสานทำความเข้าใจระหว่างนักศึกษาที่ถูกคุมขังกับ พล.อ.เกรียงศักดิ์ เนื่องจากคุณพิชัยเคยมีโอกาสได้สานสัมพันธ์กับนักศึกษาบางส่วน ขณะติดคุกในฐานะ “กบฏ 26 มีนา” ก่อนจะได้รับการนิรโทษกรรมไปก่อน และเข้าไปช่วยงานรัฐบาลเกรียงศักดิ์

อีกคนที่ อ.สุรชาติ บอกว่าอยู่ในเหตุการณ์วันนั้นด้วย (แต่ไม่ถูกจับภาพ) แถมยังเป็นคนคอยเซ็ตที่นั่งและตระเตรียมคำถามป้อน พล.อ.เกรียงศักดิ์  ก็คือ “พี่ลอง” หรือ “พล.ต.จำลอง ศรีเมือง”

ตามความเห็นของ อ.สุรชาติ และคุณสุธรรม “จำลอง” และ “จปร.7” นั้นมีบทบาท “แอคทีฟ” แน่ๆ ในช่วงการปลุกระดมกลุ่มมวลชนฝ่ายขวา จนนำไปสู่เหตุการณ์ “6 ตุลา” แต่ต่อมา เขาก็เล่นบท “สายพิราบ” และช่วยเหลือนักศึกษาที่ถูกคุมขังเช่นกัน

อ.สุรชาติและคุณสุธรรมเชื่อว่า ท่าทีที่เปลี่ยนแปลงไปของ พล.ต.จำลอง นั้น เกิดจาก “ความรู้สึกผิด” (แต่แน่นอน หากเราเคยอ่านงานวิชาการของ อ.สมศักดิ์ หรือ อ.ธงชัย ก็ย่อมได้พบการตีความอันผิดแผกออกไป)

โดยส่วนตัว คำอธิบายทำนองนี้ช่วยทำให้ผมเข้าใจมากขึ้นว่า ทำไมยุคหนึ่ง คุณสุธรรมถึงเคยลงสมัคร ส.ส. ในนามพรรคพลังธรรม ที่มี พล.ต.จำลอง เป็นหัวหน้า

เก้า ข้อสังเกตหนึ่งซึ่งน่าสนใจของ อ.สุรชาติ ก็คือ ภาวะสงครามเย็นระดับโลกที่เปลี่ยนบริบทไป (ทั้งสหรัฐและจีนเริ่ม “เปลี่ยนบท” ของตัวเอง) คู่ขนานไปกับความสูญเสียจากสงครามประชาชนระหว่างรัฐไทยกับ พคท. ซึ่งมีแนวโน้มจะขยายตัวเป็นสงครามกลางเมือง ได้กลายเป็นแรงบีบหนัก ซึ่งทำให้ “ชนชั้นนำไทย” ต้องแสวงหาฉันทามติร่วมกัน เพื่อผลักดันการนิรโทษกรรม การสร้างบรรยากาศปรองดอง และการพาประเทศกลับคืนสู่การปกครองระบอบ “ประชาธิปไตย (ครึ่งใบ)”

แต่ความขัดแย้งทางการเมืองไทยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ไม่ได้ถูกขนาบด้วย “สงคราม” หรือ “แรงบีบ” จากทั้งระดับโลกและระดับประเทศอีกแล้ว

นี่ส่งผลให้สภาวะการเมืองช่วงต้น 2520 กับยุคปัจจุบัน มีความแตกต่างกันอย่างสำคัญ (และย่อมมีจุดคลี่คลายสถานการณ์ไม่เหมือนกันตามไปด้วย)

05
รัศมี เผ่าเหลืองทอง ผู้ร่วมเสวนา

สิบ หลังดูหนัง-ฟังเสวนาจบ ผมขับรถจากหอภาพยนตร์ ศาลายา ไปวัดญาณเวศกวัน แถวพุทธมณฑล เพื่อเดินเล่น-ถ่ายรูป

เดินเที่ยวที่วัดอยู่สักพัก ก็สังเกตเห็นว่าพระกำลังจะลงโบสถ์กัน ก่อนจะได้ทราบจากคุณลุงที่ทำงานให้วัดว่า เดี๋ยวจะมีการปิดโบสถ์สวดปาฏิโมกข์ โดย “สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)” จะมาร่วมลงโบสถ์ด้วย

ระหว่างพระท่านปิดโบสถ์สวดปาฏิโมกข์ ก็จะมีลูกศิษย์ลูกหากลุ่มหนึ่งหยิบเอากล้องวิดีโอไปสอดส่องถ่ายพิธีกรรม และสมเด็จฯ ตามช่องหน้าต่าง

สวดเสร็จ จึงมีการเปิดโบสถ์ แล้วสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ก็บรรยายธรรมสั้นๆ แก่พระภิกษุในวัด ตลอดจนญาติโยมจำนวนประมาณสิบกว่าคน

dsc00545

น่าสนใจว่า เมื่อเปิดประตูโบสถ์ ญาติโยมหลายรายต่างนำกล้องวิดีโอ (ตั้งแต่แฮนดี้แคมเล็กๆ กล้องระดับงานทีวี รวมถึงกล้องดีเอสแอลอาร์) ทั้งที่เป็นสมบัติของวัดและเป็นของส่วนตัว พร้อมด้วยขาตั้ง เข้าไปบันทึกภาพการแสดงธรรมในโบสถ์

นี่แสดงให้เห็นว่า “หนังบ้าน/หนังข่าว” ที่บันทึกกิจกรรมต่างๆ ของ “ชนชั้นนำ” และ “บุคคลสำคัญ” นั้น ย่อมถูกถ่ายทำกันอยู่เรื่อยๆ ในแต่ละวัน จนมีจำนวนรวมมหาศาล

(ไม่นับว่าในยุคปัจจุบัน เรามี “คลิปบ้านๆ” จำนวนมากมาย ที่ถูกบันทึกไว้โดยเครื่องไม้เครื่องมือที่สามัญชนคนธรรมดาเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ทั้งคลิปที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับวิถีชีวิต/เหตุการณ์ใกล้ตัวของคนเล็กคนน้อย เรื่อยไปจนถึงภาพเหตุการณ์สำคัญๆ ระดับใหญ่ๆ จากมุมมองของคนเล็กๆ)

01

Advertisements
คนมองหนัง

ข้อสังเกตเพิ่มเติมถึง “ดาวคะนอง” (หลังดูรอบสอง): เห็ด รา และ “ประวัติศาสตร์” แบบใหม่ๆ

หมายเหตุ เป็นข้อสังเกตเพิ่มเติม ที่ช่วยขยับขยายความเข้าใจ “ส่วนตัว/เฉพาะตัว” ของผู้เขียนเอง และไม่ได้เป็นข้อสังเกต “ใหม่” เสียทีเดียว

ว่าด้วยเห็ด, รา และวรรคทองของหนัง

ตอนดูรอบแรก ผมไม่เข้าใจเลยว่า “เห็ด-รา” มีความหมายและหน้าที่อย่างไรในหนังเรื่องนี้

ระหว่างดูรอบสอง จึงเริ่มเห็นนัยยะของ “สิ่งมีชีวิต” เหล่านี้มากขึ้น

หลังหนังจบ มีคนถามคุณใหม่ อโนชา ผู้กำกับ ในประเด็นนี้พอดี ซึ่งคุณใหม่ตอบราวๆ ว่า “เห็ด-รา” สื่อให้เห็นถึงสิ่งมีชีวิตที่เติบโตขึ้นมาจากความย่อยสลาย ผุพัง รวมทั้งยังแสดงให้เห็นถึง “วงจรชีวิต” อีกด้วย

แต่การตีความ “เห็ด-รา” ของผมหลังดู “ดาวคะนอง” รอบสอง ไม่ได้ตรงกับคำอธิบายของคุณใหม่ซะทีเดียว

สถานะของเห็ดและราในหนังเรื่องนี้ ดูจะมีความชัดเจนขึ้นในหัวผม หลังได้ฟังบทสนทนาระหว่างตัวละครที่รับบทโดยคุณวิศรา วิจิตรวาทการ (ผู้กำกับหญิง) และคุณรัศมี เผ่าเหลืองทอง (นักเขียนหญิง)

ผู้กำกับหญิงบอกว่าที่เธอเลือกนำชีวิตของนักเขียนรุ่นพี่มาเล่าผ่านภาพยนตร์นั้น ก็เพราะชีวิตของนักเขียนผ่านอะไรมาเยอะ มีคุณค่า ฯลฯ ผิดกับชีวิตของเธอที่ดำเนินไปเรื่อยๆ ไม่มีอะไรน่าสนใจ (ตรงซับไตเติ้ลภาษาอังกฤษ ใช้คำว่า “mundane” พ้องกับชื่อภาษาอังกฤษ “Mundane History” ของ “เจ้านกกระจอก” หนังยาวเรื่องแรกของอโนชา)

ผมเห็นว่า “เห็ด” และ “รา” ที่สามารถถือกำเนิดขึ้นมาเองตามธรรมชาติ ท่ามกลางการปล่อยปละละเลยไม่ต้องใส่ใจใดๆ ก็เป็นส่วนหนึ่งของไอ้ความเรื่อยๆ เปื่อยๆ ไม่มีอะไร อันสามัญทั้งหลายแหล่ด้วย

ซึ่งไอ้ความไม่มีอะไรทั้งหลายนี่แหละ ที่ถูกนำมาเล่าให้ “มีอะไร” ผ่านเรื่องเล่าหลากหลายชั้นในหนังเรื่องนี้

ประเด็นข้างต้นยังอาจสอดคล้องกับ “วรรคทอง” ของพี่นักเขียนที่บอกว่าตนเอง “ไม่ใช่ประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต” แต่เป็นแค่ “ผู้รอดชีวิต”

วรรคทองตรงนี้น่าสนใจ เพราะในขณะที่การเป็น “ประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต” นั้น จุดเน้น อาจอยู่ตรงคำว่า “ประวัติศาสตร์” หรือ “ประวัติศาสตร์นิพนธ์” อันนำไปสู่การมีพล็อตเรื่อง มีดราม่า มีเงื่อนปมขัดแย้ง มีฮีโร่ มีเหยื่อ มีมรณสักขี

แต่การเป็น “ผู้รอดชีวิต” คือ การขับเน้น/คืนความสำคัญไปที่ “ตัวคน” ผู้ยังเหลือรอดอยู่ ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งวีรชน นักต่อสู้ หรือเป็นเพียงคนธรรมดาสามัญ หาเช้ากินค่ำ กินขี้ปี้นอน ทั่วๆ ไป

แล้ว “ดาวคะนอง” ของอโนชา ก็มุ่งมั่นที่จะเลือกเล่าเรื่องราวของ “ผู้เหลือรอด/ผู้รอดชีวิต” ในสังคมยุคปัจจุบัน ที่เป็นคนธรรมดาสามัญอันหลากหลาย ไม่ใช่ “ตัวละครในหน้าประวัติศาสตร์”

%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%a8%e0%b8%a1%e0%b8%b5

การมุ่งเน้น “ประวัติศาสตร์” โดยไม่บอกเล่า “ประวัติศาสตร์”

ผมคิดว่ามันมีลักษณะ “ร่วม” บางอย่าง ของหนังไทย/หนังอาเซียนร่วมสมัยจำนวนหนึ่ง ที่เลือกละ “ประวัติศาสตร์” เอาไว้ในฐานที่เข้าใจ (โดยมีจุดมุ่งหมายแตกต่างกันไป)

ขออนุญาตยกตัวอย่างเด่นๆ ของหนังสามเรื่องที่ผมได้ดูในช่วงประมาณหนึ่งเดือนที่ผ่านมา

เริ่มจาก “Diamond Island” หนังกัมพูชา โดย ดาวี่ ชู ที่เลือกเล่าเรื่องราว/ปัญหายุคปัจจุบันและความใฝ่ฝันของหนุ่มสาวเขมรรุ่นใหม่ แล้วปล่อย “ประวัติศาสตร์เขมรแดง” ให้มีสถานะเป็น “หน้าว่าง” ของภาพยนตร์

ส่วน “From Bangkok To Mandalay” ของ ชาติชาย เกษนัส เน้นความรักความสัมพันธ์ข้ามพรมแดนระหว่างไทย-พม่า (และพม่า-พม่า) มากกว่าจะให้ความสนใจกับรายละเอียดปลีกย่อยของประวัติศาสตร์ความขัดแย้งทางการเมือง

มาถึงกรณีของ “ดาวคะนอง” ที่อาจแปลกอยู่สักหน่อย เพราะด้านหนึ่ง หนังก็ต้องการรำลึกถึงประวัติศาสตร์ 6 ตุลาคม 2519 แต่หนังกลับเลือกเล่า “ประวัติศาสตร์” หน้าดังกล่าว ผ่านกระบวนท่าสลับซับซ้อนและเรื่องราวสามัญต่างๆ นานา (ทั้งที่อาจเกี่ยวและไม่เกี่ยวกับ 6 ตุลา) กระทั่ง “ตัวประวัติศาสตร์” เอง รางเลือนจมดิ่งลงไปในระลอกคลื่นของหลากหลายเรื่องเล่าเหล่านั้น

จริงๆ อาจเทียบเคียง “ดาวคะนอง” กับ “A Lullaby to the Sorrowful Mystery” ของลาฟ ดิแอซ ด้วยก็ยังได้

เพราะขณะที่หนังของลาฟพยายามจะเล่าเรื่องราวของ “ประวัติศาสตร์การปฏิวัติฟิลิปปินส์” ผ่านการประกอบสร้าง “เรื่องเล่า” หลายแบบ ให้กลายเป็น “องค์รวม” ที่แสดงภาพแทน “ผืนมหึมา” ว่าด้วยจิตวิญญาณการต่อสู้ของอดีต เรื่อยมาถึงปัจจุบัน

หนังของอโนชา กลับจัดวาง “เรื่องเล่า” หลายๆ ชั้น ไว้อย่างกระจัดกระจาย ปราศจากระบบระเบียบ จนกลายเป็น “องค์ขาด” ซึ่งไม่สามารถบอกเล่าถึงภาพรวมของประวัติศาสตร์หน้าไหนหรือการต่อสู้ใดๆ ได้อย่างชัดเจน

และจำกัดบทบาทของตนเองไว้ที่การนำเสนอ “ส่วนเสี้ยว” สิ่งละอันพันละน้อย ซึ่งรายล้อมและ/หรือเป็นผลลัพธ์ของประวัติศาสตร์บางหน้า

ถ้าลาฟ ดิแอซ พยายามต่อสู้ส่งเสียงด้วยการสร้าง “อภิมหาบรรยาย” ฉบับสามัญชน อโนชาก็คล้ายจะพยายามกระซิบแผ่วๆ เพื่อย้ำให้เห็นถึงการมีอยู่ขององค์ประกอบเล็กๆ น้อยๆ ที่ยังไม่ใช่ “ปัจจัยชี้ขาด” ทางประวัติศาสตร์ แต่เป็นเพียงมูลเหตุยิบย่อยที่อาจไร้ความสำคัญไปตลอดกาล หรืออาจจะก่อตัวกลายเป็น “เงื่อนไขสำคัญ” บางประการได้ในภายภาคหน้า

บางทีแนวโน้มที่ปรากฏในงานของอโนชาและคนทำหนังรุ่นใกล้ๆ กัน อาจบ่งชี้ให้เห็นถึงวิธีการเขียน/ผลิตซ้ำประวัติศาสตร์ “รูปแบบใหม่ๆ” ผ่านสื่อภาพยนตร์ก็เป็นได้

ของแถมเล็กๆ น้อยๆ

พอมาดูรอบสอง ผมถึงเห็นรายละเอียดบางอย่างชัดเจนขึ้น เช่น ถ้าเข้าใจไม่ผิด เหมือนหนังจะพยายามเปรียบเปรยเทียบเคียง “สิ่งที่ดูสวยงามมีชีวิตชีวา” ใน “โลกภาพยนตร์” กับ “สิ่งที่เก่าแก่ทรุดโทรมไร้ชีวิต” ใน “โลกของภาพยนตร์อีกเรื่อง” เอาไว้หลายจุด ที่เห็นชัดสุด คงเป็นความแตกต่างของ “บ้าน” 

นอกจากนี้ ผมเพิ่งมาตระหนักว่าตนเองชอบดนตรีประกอบของหนังมากทีเดียว โดยเฉพาะสกอร์ตรงช่วงที่มีตัวละครหนุ่มสาวชายหญิงเดินคู่กัน แต่ไม่ยอมจับมือกัน

คนมองหนัง

รวมสกู๊ป-งานเขียนเกี่ยวกับ “ดาวคะนอง” จากมติชนสุดสัปดาห์ สองฉบับล่าสุด

รู้จัก “ผู้กำกับฯ ดาวคะนอง” อีกหนึ่งหนังประวัติศาสตร์ “6 ตุลาฯ”

(มติชนสุดสัปดาห์ 7-13 ตุลาคม 2559)

คอลัมน์นี้เคยกล่าวถึงข่าวคราวของ “ดาวคะนอง” ภาพยนตร์โดย “อโนชา สุวิชากรพงศ์” ไปบ้างแล้ว

แต่หากจะให้ทบทวนอีกครั้ง ก็คงสามารถบอกคร่าวๆ ได้ว่า “ดาวคะนอง” คือ “หนังการเมือง” ที่มีฉากหลังเป็นเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

ทว่า อโนชาได้เลือกที่จะพร่าเลือนองค์ประกอบทางการเมืองในหนัง ผ่านการสร้างกรอบโครงที่มุ่งครุ่นคิดถึงประเด็นว่าด้วยพลังอันอธิบายได้ยากของ “เวลา” “ความทรงจำ” และ “ภาพยนตร์” ซึ่งนำไปสู่ภาวะคลุมเครือของเส้นแบ่งระหว่าง “ความจริง” กับ “เรื่องแต่ง”

แทนที่จะพูดถึงเหตุการณ์นองเลือดทางการเมืองอย่างตรงไปตรงมา หนังเรื่องนี้จึงเลือกติดตามการใช้ชีวิตประจำวันของหลากหลายตัวละคร โดยไม่พยายามอธิบายสายสัมพันธ์ที่พวกเขาและเธอแต่ละคนมีระหว่างกัน

แล้วปล่อยให้ภาพชีวิตของสามัญชนเหล่านั้นถูกเชื่อมร้อยเข้าหากันด้วยกระแสเชี่ยวกรากแห่งสายธารประวัติศาสตร์

“ดาวคะนอง” เริ่มฉายรอบปฐมทัศน์โลกที่โลคาร์โน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ก่อนจะเดินทางไปยังเกาหลีใต้, อังกฤษ, แคนาดา และฮ่องกง ฯลฯ

ในประเทศไทย อโนชาเลือกจะจัดฉายหนังรอบพิเศษสำหรับแขกรับเชิญเฉพาะกลุ่มในคืนวันที่ 6 ตุลาคมนี้ เพื่อรำลึกถึงวาระครบรอบ 40 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

ก่อนที่หนังจะเข้าฉายเชิงพาณิชย์ในช่วงต้นเดือนธันวาคม

ปี 2519 คือปีที่อโนชาถือกำเนิดและลืมตาขึ้นมาดูโลก เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ค่อยๆ กลายมาเป็นสิ่งที่อยู่ในความสนใจใคร่รู้ของเธอ พร้อมการตั้งคำถามว่าทำไมเหตุการณ์นองเลือดดังกล่าวถึงถูกปกคลุมด้วยความเงียบ

อโนชาไม่เคยเรียนรู้เรื่อง 6 ตุลาฯ จากห้องเรียนหรือสถาบันการศึกษาของไทย แต่เธอศึกษาเรื่องนี้จากการอ่านหนังสือด้วยตัวเอง ตั้งแต่ตอนอายุ 12-13 ปี

รวมถึงในปี 2552 ที่เธอได้อ่านบทความชิ้นสำคัญ “6 ตุลาในความทรงจำของฝ่ายขวา 2519-2549” ซึ่งเขียนโดย ธงชัย วินิจจะกูล แกนนำนักศึกษาในช่วงปี 2519 และศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสัน สหรัฐอเมริกา

อย่างไรก็ดี อโนชาเริ่มตื่นตัวทางการเมืองมากๆ ตั้งแต่หลังรัฐประหารปี 2549 โดยเธอให้สัมภาษณ์กับ ก้อง ฤทธิ์ดี แห่งหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์เอาไว้ว่า

“เรารู้สึกอกหักตอนเกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เราไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าผู้คนรอบๆ ตัว จะกลายไปเป็นฝ่ายสนับสนุนรัฐประหารกันขนาดนั้น มันทำให้เราตื่นขึ้น ในช่วงเวลานั้นฝ่ายต่อต้านรัฐประหารยังไม่เข้มแข็งมากนัก แต่มันก็มีการรวมตัวกันของผู้คัดค้านรัฐประหารที่หน้าห้างสยามดิสคัฟเวอรี และเราก็เป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว”

ไม่เพียงเท่านั้น ต่อมาอโนชายังจัดทำแคมเปญ “จูบในที่สาธารณะ” ซึ่งเชิญชวนผู้คนให้ไปจูบกัน ณ บริเวณที่มีทหารประจำการอยู่

“ทหารก็ประจำอยู่ตรงสถานที่ที่เราไปทำกิจกรรมกัน แต่พวกเขาไม่พูดอะไร ไม่มีการใช้กำลังปราบปรามเกิดขึ้น คุณคิดว่าเราสามารถทำอย่างนั้นได้ไหมในยุคนี้? นี่แสดงให้เห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันย่ำแย่ลงขนาดไหน” อโนชากล่าวกับผู้สื่อข่าวบางกอกโพสต์

อโนชาเริ่มเขียนบทภาพยนตร์ร่างแรกของ “ดาวคะนอง” ตั้งแต่ปี 2552 หลังจากบรรลุภารกิจในการทำคลอด “เจ้านกกระจอก” ภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกของตนเอง

ขณะที่หนังยาวเรื่องแรกเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างชายหนุ่มพิการกับพ่อ ผลงานลำดับถัดมาของเธอกลับมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ตัวละครหญิงสาว ซึ่งเปลี่ยนงานซ้ำแล้วซ้ำเล่า

อโนชาอธิบายกับ เคลลี่ ตง แห่งเว็บไซต์ฟิล์ม คอมเมนท์ ว่า หลังจากทำ “เจ้านกกระจอก” แล้วเสร็จ เธอก็มุ่งมั่นที่จะทำ “ดาวคะนอง” ให้ผิดแผกแตกต่างออกไป

ดังนั้น เมื่อเธอพูดถึงระบอบปิตาธิปไตยผ่านหนังเรื่องแรก เธอจึงเลือกเดินในทิศทางตรงกันข้าม ระหว่างผลิตหนังเรื่องที่สอง

แรกเริ่มเดิมที อโนชาตั้งใจจะนำประสบการณ์ของตัวละครหญิง ผู้เป็นศูนย์กลางเรื่องราวใน “ดาวคะนอง” มาสะท้อนถึงสภาพสังคมโดยรวม และไม่ได้จงใจจะพูดเรื่องการเมืองอย่างเด่นชัดนัก

แต่นับจากปี 2552-2559 สังคมการเมืองไทยได้เปลี่ยนแปลงไปมากมาย และความเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นก็ได้ส่งผลกระทบต่อกระบวนการสร้างสรรค์ภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย

ดังที่อโนชาเปิดใจกับ เคลลี่ ตง ว่า ยิ่งเวลาผ่านผันไปมากเท่าไหร่ เรื่องราวเกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ก็ยิ่งเวียนวนกลับเข้ามาในความคิดของเธอครั้งแล้วครั้งเล่า

กระทั่ง “ดาวคะนอง” กลายเป็นหนังว่าด้วย “การเมืองเดือนตุลาคม” อีกหนึ่งเรื่องในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทย

ในทัศนะของอโนชา “การทำหนัง” และ “ประวัติศาสตร์” นั้นมีสายสัมพันธ์ที่แปลกประหลาดระหว่างกัน

เรื่องราวที่เป็นศูนย์กลางของ “ดาวคะนอง” คือ เรื่องของผู้กำกับภาพยนตร์สาวที่พยายามจะสร้างหนังประวัติศาสตร์

ย้อนกลับไปก่อนหน้านั้นหนึ่งขั้นตอน อโนชาก็ได้ตระหนักว่า กระบวนการสร้างหนังเรื่องนี้ มีส่วนกระตุ้นให้เธอครุ่นคิดถึงสองประเด็นสำคัญ คือ “การสรรค์สร้างผลงานศิลปะ” และ “วิถีทางที่สังคมบันทึกและจดจำอดีต”

เธออธิบายเรื่องนี้กับ ก้อง ฤทธิ์ดี ว่า

“เราพยายามหาคำตอบให้กับตัวเอง ว่าทำไมเราถึงสนใจในกระบวนการถ่ายทำหนังและกระบวนการเขียนประวัติศาสตร์ บางทีสองสิ่งนี้อาจมีองค์ประกอบหลายอย่างร่วมกันอยู่ กระบวนการทำหนังและบันทึกประวัติศาสตร์ คือการผสมผสานกันระหว่างข้อเท็จจริงกับความคิดเห็น สองสิ่งนี้มีการบิดเบือนอะไรบางอย่างคล้ายๆ กัน ข้อมูลในหนังและประวัติศาสตร์มีทั้งเรื่องที่ถูกและผิดเหมือนๆ กัน”

 

“หนังคือเรื่องของภาพ ขณะที่ประวัติศาสตร์คือความทรงจำที่ผสานกับข้อมูล ทั้งหนังและประวัติศาสตร์ต่างบรรจุไว้ซึ่งเรื่องราวส่วนบุคคลและเรื่องราวของกลุ่มคนในสังคม ยิ่งกว่านั้น ทั้งสองสิ่งล้วนมีสถานะเป็นความลึกลับพิศวงเหมือนกัน”

หนึ่งในคำถามน่าสนใจจาก เคลลี่ ตง ก็คือ มีนักแสดงจำนวนมากใน “ดาวคะนอง” ซึ่งเป็นคนรุ่นหลังที่ไม่ได้ตระหนักถึงหรือมิได้มีความข้องเกี่ยวโดยตรงกับความทรงจำกรณี 6 ตุลาฯ แต่ทำไมอโนชาจึงเลือกที่จะบอกเล่าเรื่องราวในอดีตผ่านการแสดงของบุคคลกลุ่มนี้ ผู้อาจไม่รับรู้ด้วยซ้ำว่าพวกตนกำลังต้องแบกรับภารกิจทางประวัติศาสตร์บางประการอยู่?

อโนชาตอบว่า ถึงแม้ใครๆ จะบอกว่าคนรุ่นหลังไม่ใส่ใจในอดีตของตัวเอง หรือไม่สนใจความเป็นไปของสังคม แต่เธอก็ยังต้องการจะสร้าง “ความแตกต่าง” ให้เกิดขึ้นกับสังคมไทยยุคปัจจุบัน ยุคสมัยที่เต็มไปด้วยความรู้สึกท้อแท้สิ้นหวัง

“ความแตกต่าง” ที่ว่า ก็คือ การเผยให้เห็นถึงภาระทางประวัติศาสตร์อันหนักอึ้ง ซึ่งแม้แต่นักแสดงที่ต้องแบกรับภาระดังกล่าวเอง ก็อาจยังไม่ได้ตระหนักถึง

“นักแสดงในหนังอาจจะไม่ตระหนักรู้ แต่ผู้ชมจะรับรู้การดำรงอยู่ของมัน แล้วเราก็ต้องการที่จะเข้าให้ถึงกลุ่มคนดูมากกว่านักแสดงอยู่แล้ว” อโนชาตอบคำถามนี้ไว้ในเว็บไซต์ฟิล์ม คอมเมนท์

ที่มา

Filming history: Movie-within-a-movie blends facts with mystery in recounting Oct 6, 1976, Thammasat massacre โดย ก้อง ฤทธิ์ดี (http://www.bangkokpost.com/lifestyle/social-and-lifestyle/1099713/filming-history)

Locarno Interview: Anocha Suwichakornpong โดย Kelley Dong (http://www.filmcomment.com/blog/locarno-interview-anocha-suwichakornpong)

“ดาวคะนอง” “6 ตุลา” ของ “ทุกคน”

(มติชนสุดสัปดาห์ 14-20 ตุลาคม 2559)

เมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว มีโอกาสได้ไปชมภาพยนตร์ไทยเรื่อง “ดาวคะนอง” ของ “อโนชา สุวิชากรพงศ์” ในการจัดฉายรอบพิเศษ เพื่อรำลึกถึงวาระ 40 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

เช่นเดียวกับผู้ชมอีกหลายท่านในโรงภาพยนตร์วันนั้น

ผมรู้สึกว่าเป็นงาน “ยาก” มากๆ ที่จะเรียบเรียง-ประมวลความคิดออกมา เพื่อเขียนถึงหนังเรื่องนี้อย่างรวบรัดและเป็นระบบ

แต่ขณะเดียวกัน หนังชวนงุนงงอย่าง “ดาวคะนอง” กลับติดอยู่ในหัวของคนดูอย่างผมยาวนานเกินคาดคิด

จึงตัดสินใจว่า แม้ตนเองยังไม่มีความสามารถมากพอ ที่จะเขียนวิเคราะห์ตีความหนังยาวเรื่องที่สองของอโนชาอย่างจริงจังและเป็นทางการ (จนกว่าจะได้ดูซ้ำอีกสักหนึ่งรอบในช่วงปลายปี ที่หนังจะเข้าฉายเชิงพาณิชย์)

แต่ก็อยากจะบันทึกข้อสังเกต-ความรู้สึกส่วนตัว (ซึ่งค่อนข้างกระจัดกระจายและไม่เป็นระบบระเบียบ) ที่มีต่อ “ดาวคะนอง” เอาไว้ก่อน ณ เบื้องต้น ดังนี้

หนึ่ง

“40 ปี พวกเขาไม่ได้จากไปเลย ไม่ได้จากพวกคุณ แม้กระทั่งคุณที่อายุ 20 ต้นๆ เพราะคนที่จากไปทุกชีวิต ล้วนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตพวกเราแต่ละคน ไม่ใช่แค่อยู่ในความทรงจำ แต่เราเป็นเราทุกวันนี้ได้ เพราะมีคนที่เสียสละเหล่านั้น ทำให้เกิดและเป็นอยู่ทุกวันนี้

 

“พวกเขาให้โอกาสแก่ผมที่จะมีชีวิตอยู่ เขาผลักดันให้สังคมไทยได้เป็นอย่างที่เป็น ส่วนเล็กๆ น้อยๆ ของพวกเขาอยู่ในชีวิตของทุกคน แม้คนรุ่นหลังที่เกิดไม่ทันเหตุการณ์ เราทุกคนเป็นเราได้ เพราะคนที่เสียสละชีวิตในเช้านั้นทุกคน และอีกหลายคนที่มุ่งมั่นกระทำการด้วยความหวังและความศรัทธาที่ต้องการให้สังคมไทยดีขึ้น”

ธงชัย วินิจจะกูล, ปาฐกถา “คนยังคงยืนเด่นโดยท้าทาย” 6 ตุลาคม 2559 ที่หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (http://prachatai.com/journal/2016/10/68230)

ผมคิดว่าคำกล่าวช่วงท้ายๆ ก่อนจบปาฐกถาดังกล่าวของธงชัย น่าจะมีความสอดคล้องกับความตั้งใจของอโนชาระหว่างเขียนบท-ถ่ายทำ “ดาวคะนอง” อยู่ไม่น้อย

นั่นคือ ส่วนเล็กๆ น้อยๆ ของอดีตที่เป็นบาดแผลนั้น แฝงฝังอยู่ในชีวิตของเราทุกคน แม้แต่คนที่เกิดไม่ทันเหตุการณ์ หรือคนที่ไม่คิดว่าตัวเองจะมีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์

เพียงแต่ว่าวิธีการเปิดเผยสิ่งที่แฝงเร้นอยู่ อาจไม่จำเป็นจะต้องกระทำผ่านการรำลึก 6 ตุลา แบบที่เราๆ คุ้นชินกัน เสมอไป

สอง

กุญแจสำคัญที่ช่วยอธิบายวิธีการเล่าเรื่องอันแปลกประหลาดพิสดารของ “ดาวคะนอง” ได้ดีระดับหนึ่ง ก็คือ การตั้งคำถาม/ข้อเสนอแนะของตัวละครแม่บ้านที่พูดกับนักเขียนหญิง (คนเดือนตุลา) และผู้กำกับภาพยนตร์สาว ซึ่งกำลังสัมภาษณ์นักเขียน เพื่อนำข้อมูลไปดัดแปลงเป็นบทภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นจากชีวิตจริงของเธอ ว่า

ก็ในเมื่อพี่ผู้กำกับฯ จะทำหนังเกี่ยวกับพี่นักเขียน ทำไมถึงไม่ให้พี่นักเขียน เขาเขียนบทหรือเขียนเรื่องราวของตัวเองซะเลยล่ะ?

น่าคิดต่อว่า ถ้าให้นักเขียนหญิง/คนเดือนตุลา เขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้ เรื่องราวของมันก็คงจะวนเวียนอยู่กับประวัติศาสตร์การต่อสู้ของนักศึกษาปัญญาชน การตกเป็นเหยื่อทางการเมือง และการทนอยู่ในสังคมไทยอันโหดเหี้ยมไม่ได้ ดังที่เราคุ้นเคย (และปรากฏเป็นส่วนเสี้ยวเล็กๆ รางๆ ใน “ดาวคะนอง”)

แต่พอทดลองให้เรื่องราวความทรงจำที่ว่าถูกเขียนขึ้นใหม่โดยผู้กำกับภาพยนตร์สาว/คนรุ่นหลัง “ความทรงจำ” ก็ถูกนำเสนอผ่านแง่มุมอันกระจัดกระจายและสลับซับซ้อน

รื่องราวในหนังบางส่วนส่องสะท้อนซึ่งกันและกัน เรื่องราวบางส่วนเชื่อมต่อกัน เรื่องราวบางส่วนทับซ้อนกันอยู่ เรื่องราวบางส่วนปริ/แปลกแยกจนแทบไม่รู้ว่ามันเกี่ยวข้องกับส่วนอื่นๆ ยังไง

และอีกหลายๆ ส่วน ไม่ได้มีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์ 6 ตุลา อย่างเป็นรูปธรรมแน่ชัด

จนเอาเข้าจริง เราสามารถพิจารณาสถานะอันกำกวมของ “ดาวคะนอง” ได้ว่า นี่เป็นทั้ง “หนังว่าด้วยความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ตุลา” และหนังที่เล่นกับประเด็น “การเมืองเรื่องความทรงจำ” โดยหยิบยืม “6 ตุลา” มาเป็นจุดตั้งต้นเล็กๆ เพียงเท่านั้น

สาม

ขอพูดถึงตัวละครหญิงสองราย ซึ่งเป็นตัวละครหลักในช่วงครึ่งแรกของภาพยนตร์ ได้แก่ นักเขียนหญิง/คนเดือนตุลา รับบทโดย “รัศมี เผ่าเหลืองทอง” และผู้กำกับภาพยนตร์สาว รับบทโดย “วิศรา วิจิตรวาทการ”

เริ่มจากตัวละครนักเขียนหญิง/คนเดือนตุลา

หลังดูหนังจบ ผมลองตั้งคำถามกับตัวเองเล่นๆ ว่า หากคิดในบริบททางสังคมการเมืองยุคปัจจุบัน ตัวละครรายนี้จะเป็นคนรุ่น 6 ตุลา ขั้วเหลือง/นกหวีด หรือขั้วแดง?

ดูเหมือนคำตอบอาจมีแนวโน้มเป็นอย่างแรกมากกว่าอย่างหลัง ถ้าอ้างอิงจากตอนที่เธอให้สัมภาษณ์กับตัวละครผู้กำกับฯ สาว โดยบอกทำนองว่าคนยุคเธอออกมาประท้วงด้วยใจ ด้วยความหวังที่จะเปลี่ยนแปลงสังคม

ไม่ได้ถูกจ้างให้ออกมาประท้วง

ส่วนจุดเล็กๆ ที่ผมชอบเกี่ยวกับตัวละครผู้กำกับฯ สาว ก็คือฉากที่เธอร้องเพลง “ดวงจันทร์” ผลงานการประพันธ์ของ “หลวงวิจิตรวาทการ” ซึ่งเป็นบรรพบุรุษในชีวิตจริงของวิศรา ผู้รับบทบาทเป็นตัวละครรายนี้

เข้าใจว่านี่เป็นหนึ่งในการเล่นล้อกับภาวะส่องสะท้อน/ทับซ้อนทางอัตลักษณ์บางอย่าง อันเป็นกระบวนท่าหลักสำคัญของหนังเรื่องนี้

สี่

ประมาณครึ่งหลังของหนัง เมื่อดาราใหญ่ๆ ได้แก่ เพ็ญพักตร์ ศิริกุล, ทราย เจริญปุระ, สายป่าน อภิญญา สกุลเจริญสุข และ เป้ อารักษ์ อมรศุภศิริ เริ่มปรากฏกาย พร้อมโครงสร้างเรื่องราวที่คล้ายจะผลิตซ้ำและขยายความเนื้อหาในครึ่งแรก

ผมเริ่มรู้สึกใจชื้นขึ้นว่า หนังคงดูง่ายหรือจับตัวเป็นกลุ่มก้อนมากขึ้น

แต่เปล่าเลย การปรากฏตัวของกลุ่มนักแสดงมืออาชีพ กลับมีสถานะเป็นอีก “ชั้นหนึ่ง” ของ “เรื่องราวหลากหลายชั้น” ภายใน “ดาวคะนอง” และยิ่งทำให้หนังมีความสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

กระทั่งผมเห็นพ้องกับ “ก้อง ฤทธิ์ดี” นักวิจารณ์หนังแห่งบางกอกโพสต์ ซึ่งเปรียบเทียบหนังเรื่องนี้กับ “ตุ๊กตามาโตรชก้า” หรือ “ตุ๊กตาแม่ลูกดก” ของรัสเซีย

ไปๆ มาๆ ตัวละครที่โดดเด่นมากๆ ของ “ดาวคะนอง” กลับกลายเป็น “น้องแม่บ้าน” ในช่วงต้นเรื่อง ซึ่งเป็นตัวละครเพียงรายเดียวที่ปรากฏตัวอยู่ในแทบทุก “ชั้น” ของหนัง

โดยสถานภาพของเธอได้พลิกแพลงแปรผันไปเรื่อยๆ กระทั่งกลายเป็น “เด็กเที่ยวกลางคืน” และ “แม่ชี” โน่นเลย

ไม่มีคำอธิบายชัดๆ ถึงสาเหตุแห่งความแปรเปลี่ยนพลิกผันในตัวตนของเธอ

อย่างไรก็ดี “จิตร โพธิ์แก้ว” นักดูหนังคนสำคัญ ตั้งข้อสังเกตเอาไว้ว่า สถานภาพอันหลายหลากของตัวละครผู้นี้มักวนเวียนอยู่ใน “ชนชั้นแรงงาน” เกือบตลอด

ขณะที่ผมตีความว่าตัวตนอันหลากหลายดังกล่าว อาจช่วยขับเน้นถึงสิ่งที่ธงชัยพูดเอาไว้ (ก่อนหน้า “ดาวคะนอง” จะฉายรอบปฐมทัศน์ในเมืองไทย เพียงไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง)

นั่นคือ “…เพราะคนที่จากไปทุกชีวิตล้วนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตพวกเราแต่ละคน ไม่ใช่แค่อยู่ในความทรงจำ แต่เราเป็นเราทุกวันนี้ได้ เพราะมีคนที่เสียสละเหล่านั้น ทำให้เกิดและเป็นอยู่ทุกวันนี้ พวกเขาให้โอกาสแก่ผมที่จะมีชีวิตอยู่ เขาผลักดันให้สังคมไทยได้เป็นอย่างที่เป็น ส่วนเล็กๆ น้อยๆ ของพวกเขาอยู่ในชีวิตของทุกคน…”

สำหรับผม ตัวตนหลายรูปลักษณ์-หลากสถานภาพของตัวละคร “น้องแม่บ้าน” จึงอาจเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึง “ชีวิตของทุกคน” ในสังคมไทยยุคปัจจุบัน ที่บรรจุไว้ซึ่งส่วนเสี้ยวเล็กๆ น้อยๆ ของประวัติศาสตร์บาดแผล 6 ตุลาคม 2519

ป.ล.

ผมยังขบคิดไม่ออกถึงนัยยะความหมายขององค์ประกอบอีกมากมายหลายสิ่ง/คน ซึ่งปรากฏใน “ดาวคะนอง”

อาทิ เชื้อรา, เห็ด เรื่อยไปจนถึงตัวละครจากนิยายของ “ก.สุรางคนางค์”

คนมองหนัง

ข้อสังเกตสั้นๆ หลังได้ชมหนังเรื่อง “ดาวคะนอง”

ดาวคะนอง (อโนชา สุวิชากรพงศ์)

ถูกชวนให้ไปดูหนังเรื่องนี้ในรอบพิเศษ เพื่อรำลึกวาระ 40 ปี 6 ตุลาฯ ต้องขอขอบคุณทีมงานผู้สร้างมา ณ ที่นี้ ด้วยครับ

เมื่อได้ดูหนังแล้ว ก็พบว่าเป็นงาน “ยาก” มากๆ ที่จะเรียบเรียง-ประมวลความคิดออกมา เพื่อเขียนถึงหนังเรื่องนี้อย่างเป็นระบบ

เลยคิดว่า คงยังไม่เขียนบทความถึง “ดาวคะนอง” อย่างเป็นทางการ จนกว่าจะได้ดูซ้ำอีกอย่างน้อยสักหนึ่งรอบในช่วงปลายปี ที่หนังจะเข้าฉายในเชิงพาณิชย์

ดังนั้น ที่จะเขียนต่อไปนี้ จึงเป็นเพียงข้อสังเกต-ความรู้สึกสั้นๆ ที่กระจัดกระจาย และไม่เป็นระบบระเบียบเท่าไหร่ครับ

หนึ่ง

“40 ปี พวกเขาไม่ได้จากไปเลย ไม่ได้จากพวกคุณ แม้กระทั่งคุณที่อายุ 20 ต้นๆ เพราะคนที่จากไปทุกชีวิต ล้วนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตพวกเราแต่ละคน ไม่ใช่แค่อยู่ในความทรงจำ แต่เราเป็นเราทุกวันนี้ได้ เพราะมีคนที่เสียสละเหล่านั้น ทำให้เกิดและเป็นอยู่ทุกวันนี้ พวกเขาให้โอกาสแก่ผมที่จะมีชีวิตอยู่ เขาผลักดันให้สังคมไทยได้เป็นอย่างที่เป็น ส่วนเล็กๆ น้อยๆ ของพวกเขาอยู่ในชีวิตของทุกคน แม้คนรุ่นหลังที่เกิดไม่ทันเหตุการณ์ เราทุกคนเป็นเราได้ เพราะคนที่เสียสละชีวิตในเช้านั้นทุกคนและอีกหลายคนที่มุ่งมั่นกระทำการด้วยความหวังและความศรัทธาที่ต้องการให้สังคมไทยดีขึ้น เขาเหล่านั้นถามเราและเตือนเราอยู่เสมอว่า ถ้าสมัครใจจะใช้ชีวิตทำนองนี้ ดื้อ รั้น เสี่ยง ต้องกล้าเผชิญความทุกข์ยากขวากหนามลำเค็ญ เราจึงจะยืนเด่นโดยท้าทาย”

ธงชัย วินิจจะกูล, ปาฐกถา “คนยังคงยืนเด่นโดยท้าทาย” 6 ตุลาคม 2559 ที่หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

http://prachatai.com/journal/2016/10/68230

ผมคิดว่าคำกล่าวช่วงท้ายๆ ก่อนจบปาฐกถาดังกล่าวของอาจารย์ธงชัย น่าจะมีความสอดคล้องกับความตั้งใจของคุณอโนชาระหว่างเขียนบท-ถ่ายทำ “ดาวคะนอง” อยู่ไม่น้อย

คือ ส่วนเล็กๆ น้อยๆ ของอดีตที่เป็นบาดแผลนั้นแฝงฝังอยู่ในชีวิตของทุกคน แม้แต่คนที่เกิดไม่ทันเหตุการณ์ หรือคนที่ไม่คิดว่าตัวเองจะมีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์

เพียงแต่ว่าวิธีการเปิดเผยสิ่งที่แฝงเร้นอยู่ อาจไม่จำเป็นจะต้องกระทำผ่านการรำลึก 6 ตุลาฯ แบบที่เราๆ คุ้นชินกัน

สอง

คีย์สำคัญตอนต้นเรื่อง ที่ช่วยอธิบายวิธีการเล่าเรื่องของหนังได้ดีระดับหนึ่ง ก็คือ การตั้งคำถาม/ข้อเสนอแนะของตัวละครแม่บ้านที่พูดกับนักเขียนหญิง (คนเดือนตุลา) และผู้กำกับภาพยนตร์สาว ซึ่งกำลังสัมภาษณ์นักเขียน เพื่อเขียนบทภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นจากชีวิตจริงของเธอ ว่า ก็ในเมื่อจะทำหนังเกี่ยวกับนักเขียน ทำไมถึงไม่ให้นักเขียน เขียนบท/เรื่องราวของตัวเองซะเลยล่ะ?

น่าคิดต่อว่า ถ้าให้นักเขียนหญิง/คนเดือนตุลา เขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้ เรื่องราวของมันก็คงจะวนเวียนอยู่กับประวัติศาสตร์การต่อสู้ของนักศึกษาปัญญาชน การตกเป็นเหยื่อ และการทนอยู่ในสังคมไทยอันโหดเหี้ยมไม่ได้ ดังที่เราคุ้นเคย (และปรากฏเป็นส่วนเสี้ยวเล็กๆ ใน “ดาวคะนอง”)

แต่พอลองให้เรื่องราวความทรงจำที่ว่าถูกเขียนโดยผู้กำกับภาพยนตร์สาว/คนรุ่นหลัง ความทรงจำก็ถูกนำเสนอผ่านแง่มุมอันกระจัดกระจาย

บางส่วนส่องสะท้อนซึ่งกันและกัน บางส่วนเชื่อมต่อกัน บางส่วนทับซ้อนกันอยู่ บางส่วนปริ/แปลกแยกจนแทบไม่รู้ว่ามันเกี่ยวข้องกับส่วนอื่นๆ ยังไง และหลายๆ ส่วน ไม่ได้มีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ อย่างแน่ชัดเป็นรูปธรรม

จนเอาเข้าจริง เราสามารถพิจารณาสถานะของ “ดาวคะนอง” ว่าเป็นทั้ง “หนังว่าด้วยความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ” และหนังที่เล่นกับประเด็น “การเมืองเรื่องความทรงจำ” โดยหยิบยืม 6 ตุลาฯ มาเป็นจุดตั้งต้นเล็กๆ เพียงเท่านั้น

ผมคงจะเขียนถึงภาพรวมของหนังแค่นี้ก่อน

จากนี้ จะขอลงรายละเอียดยิบๆ ย่อยๆ ที่ไม่ใช่ประเด็นหลัก แต่มันตรงกับความชอบ ความสนใจส่วนตัว หรือคลิกกับความหมกมุ่นบางอย่างของผมพอดี

สาม

เริ่มจากตัวละครนักเขียนหญิง/คนเดือนตุลา (รับบทโดยคุณรัศมี เผ่าเหลืองทอง) จุดหนึ่งที่ผมลองจินตนาการเล่นๆ ก็คือ เออ! ณ ปัจจุบัน ตัวละครรายนี้จะเป็นคนรุ่น 6 ตุลาฯ ขั้วเหลือง/สลิ่ม หรือขั้วแดงวะ?

ดูเหมือนคำตอบอาจมีแนวโน้มเป็นอย่างแรกมากกว่าอย่างหลัง ถ้าอ้างอิงจากตอนที่เธอให้สัมภาษณ์กับตัวละครผู้กำกับสาว โดยบอกทำนองว่าคนยุคเธอออกมาประท้วงด้วยใจ ด้วยความหวังที่จะเปลี่ยนแปลงสังคม ไม่ได้ถูกจ้างให้ออกมาประท้วง

สี่

จุดหนึ่งที่ผมชอบมากใน “ดาวคะนอง” ก็คือ วิธีการนำเสนอภาพลักษณ์ “ผิวพรรณ” ของนักแสดง (หญิง) ในหนัง (เข้าใจว่าหลายๆ คนแทบไม่ได้แต่งหน้า) ที่ดิบกร้านและเผยให้เห็นไฝฝ้าริ้วรอยต่างๆ อย่างชัดเจน เช่น คุณวิศรา วิจิตรวาทการ ซึ่งเป็นตัวละครหลักในช่วงครึ่งเรื่องแรก ที่เราจะเห็นตั้งแต่ไฝไปจนถึงปานของเธอ

อีกจุดที่ชอบเกี่ยวกับคุณวิศราคือฉากที่เธอร้องเพลง “ดวงจันทร์” ผลงานการแต่งของหลวงวิจิตรวาทการ ซึ่งเป็นบรรพบุรุษในชีวิตจริงของตัวเธอเอง เข้าใจว่านี่เป็นหนึ่งในการเล่นกับภาวะส่องสะท้อน/ทับซ้อนบางอย่าง อันเป็นกระบวนท่าหลักสำคัญของหนังเรื่องนี้

ห้า

ประมาณครึ่งหลังของหนัง เมื่อดาราใหญ่ๆ (เพ็ญพักตร์, ทราย เจริญปุระ, สายป่าน, เป้ อารักษ์) เริ่มปรากฏกายขึ้น พร้อมโครงสร้างที่คล้ายจะผลิตซ้ำ/ขยายความเรื่องราวในครึ่งแรก ผมเริ่มรู้สึกใจชื้นว่า หนังคงดูง่าย หรือจับตัวเป็นกลุ่มก้อนมากขึ้น แต่เปล่าเลย (555) การปรากฏขึ้นของกลุ่มนักแสดงมืออาชีพ กลับมีสถานะเป็นอีก “ชั้นหนึ่ง” ของ “เรื่องราวหลากหลายชั้น” ภายใน “ดาวคะนอง” และยิ่งทำให้หนังมีความสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้นไปอีก

หก

แน่นอน กลายเป็นว่า ไปๆ มาๆ ตัวละครที่โดดเด่นมากๆ แบบสุดๆ ก็คือ น้องแม่บ้านในช่วงแรก ที่ปรากฏตัวอยู่ในแทบทุก “ชั้น” ของหนัง โดยสถานภาพของเธอได้พลิกแพลงกลับกลายไปเรื่อยๆ กระทั่งกลายเป็น “แม่ชี” โน่นเลย

ไม่มีคำอธิบายชัดๆ ถึงสาเหตุแห่งความแปรเปลี่ยนพลิกผันในตัวตนของเธอ

ทว่า ตัวตนอันหลากหลายดังกล่าว อาจช่วยขับเน้นถึงสิ่งที่อาจารย์ธงชัยพูดไว้ (ก่อนหน้า “ดาวคะนอง” จะฉายรอบปฐมทัศน์ในเมืองไทย เพียงไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง)

นั่นคือ “…เพราะคนที่จากไปทุกชีวิตล้วนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตพวกเราแต่ละคน ไม่ใช่แค่อยู่ในความทรงจำ แต่เราเป็นเราทุกวันนี้ได้ เพราะมีคนที่เสียสละเหล่านั้น ทำให้เกิดและเป็นอยู่ทุกวันนี้ พวกเขาให้โอกาสแก่ผมที่จะมีชีวิตอยู่ เขาผลักดันให้สังคมไทยได้เป็นอย่างที่เป็น ส่วนเล็กๆ น้อยๆ ของพวกเขาอยู่ในชีวิตของทุกคน…”

สำหรับผม ตัวตนอันหลากหลายของ “น้องแม่บ้าน” จึงอาจเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึง “ชีวิตของทุกคน” ในสังคมไทยยุคปัจจุบัน ที่บรรจุไว้ซึ่งส่วนเสี้ยวเล็กๆ น้อยๆ ของประวัติศาสตร์บาดแผล 6 ตุลาฯ

คนมองหนัง

รวมรายชื่อหนังที่พูดถึงเหตุการณ์ “6 ตุลา” (แบบคร่าวๆ) และลำดับเวลาออกฉาย

(อัพเดตเนื้อหา ณ วันที่ 5 ตุลาคม 2560)

1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ด้วยภาระหน้าที่การงานบางอย่าง ทำให้มีโอกาสได้นั่งทบทวนรายชื่อหนังไทย ที่พูดถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

ผมจึงเพิ่งตระหนักว่าหนังกลุ่มนี้มีจำนวนไม่น้อยเลย อีกทั้งยังได้พบข้อมูลที่ไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อน นั่นคือ ปี 2552 ถือเป็นปีที่มีการสร้างหนังเกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ มากที่สุด

ลองมาอ่านรายละเอียดกันครับ

รายชื่อหนังยาว-สั้นของไทยที่มีเนื้อหาหรือฉากหลังเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 โดยเรียงลำดับตามปีที่ออกฉาย

2529

%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%89%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b9%8c

“ช่างมันฉันไม่แคร์” โดย ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล

หนังที่สร้างขึ้นคล้อยหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เพียงแค่สิบปี เล่าเรื่องของหญิงสาวแห่งวงการโฆษณา ซึ่งเป็นอดีตนักศึกษาผู้มีบาดแผลความทรงจำจากเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ และความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับหนุ่มชนชั้นล่าง ที่เข้ามาทำงานเป็นผู้ชายขายตัวในเมืองหลวง

นอกจากนั้น หนังยังพูดถึง “คนเดือนตุลาฯ” ที่เปลี่ยนแปลงไป จากหนุ่มสาวผู้มีอุดมการณ์ปฏิวัติ มาสู่นักธุรกิจ-นักโฆษณาผู้ประสบความสำเร็จในระบบทุนนิยม

2534

%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b8%a7

“เวลาในขวดแก้ว” โดย ประยูร วงษ์ชื่น สร้างจากนิยายของประภัสสร เสวิกุล

มีเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ เป็นบริบทสำคัญและฉากหลังของหนัง ที่เล่าเรื่องราวการเติบโต-เปลี่ยนผ่านของคนหนุ่มสาวกลุ่มหนึ่ง

2544

%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b9%8c

“14 ตุลา สงครามประชาชน” (คนล่าจันทร์) โดย บัณฑิต ฤทธิ์ถกล

จัดเป็น “หนังการเมือง” ที่ไม่ได้ใช้สถานการณ์ทางการเมืองเป็นแค่บริบท

หนังเล่าเรื่องโดยตัดสลับระหว่างชัยชนะในเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ กับการเข้าป่าและพ่ายแพ้ออกจากป่าของ “เสกสรรค์-จิระนันท์”

หนังจะมีฉากเกี่ยวกับ 6 ตุลาฯ ตรงๆ อยู่หนึ่งฉาก คือ ฉากที่คนในป่าฟังข่าวเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ จากวิทยุ โดยบรรดาอดีตนักศึกษาจะแสดงความรู้สึกเป็นห่วงเพื่อนในเมือง แต่ตัวละครสมาชิกพคท. สายจีน กลับไปตกอกตกใจกับข่าวเจียงชิง-แก๊งสี่คนถูกโค่นล้ม

2546

%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%a1%e0%b8%89%e0%b8%b1%e0%b8%99

หนังสั้น “อย่าลืมฉัน” โดย มานัสศักดิ์ ดอกไม้ ที่ใช้ found footage ของเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 มานำเสนอแบบดิบๆ ได้รับรางวัลรัตน์ เปสตันยี จากเทศกาลหนังสั้น

2552

%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%a1

“เชือดก่อนชิม” โดย ทิวา เมย์ไธสง เป็นหนังสยองขวัญ ที่ใช้เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ เป็นฉากหลัง/บริบท

ลิฟท์แดง

“ลิฟท์แดง” (ตอนหนึ่งของหนัง “มหาลัยสยองขวัญ”) โดย บรรจง สินธนมงคลกุล และ สุทธิพร ทับทิม

หนังสยองขวัญกึ่งการเมือง ที่ไม่เพียงนำเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ มารับใช้เรื่องราวสยองขวัญดังเช่นกรณีของ “เชือดก่อนชิม” เท่านั้น แต่ยังเพิ่มองค์ประกอบเรื่องความสูญเสีย ความพลัดพราก ความโรแมนติกลงไป และคล้ายจะพยายามพูดถึงประเด็นการเมืองอย่างจริงจังมากกว่า

%e0%b8%9f%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b9%83%e0%b8%aa%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%99

“ฟ้าใสชื่นบาน” โดย เกริกชัย ใจมั่น และ นภาพร พูลเจริญ

เป็นหนังตลกล้อเลียนการต่อสู้ทางการเมือง ถือเป็นครั้งแรกที่มีการนำเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ และการเข้าป่า มานำเสนอในแนวตลกไร้สาระบ้าบอแบบสุดๆ บนจอภาพยนตร์

october sonata

“October Sonata รักที่รอคอย” โดย สมเกียรติ วิทุรานิช

หนังการเมือง-โรแมนติก ดราม่า มีฉากหลังลากยาวตั้งแต่ยุคก่อน 14 ตุลาฯ จนถึงปลายทศวรรษ 2520 เมื่อปัญญาชนออกจากป่า

จุดเด่น คือ เป็นหนังที่พูดถึงวรรณกรรมการเมืองยุคคลาสสิคอย่างจริงจัง ผ่านการใช้นิยาย “สงครามชีวิต” ของ “ศรีบูรพา” มาเป็นหนังสือหลักที่เปลี่ยนแปลงโลกทัศน์ของนางเอก (ซึ่งคล้ายจะได้รับอิทธิพลมาจากชีวิตจริงของ “ศรีดาวเรือง”)

นอกจากนั้น หนังยังมีประเด็นรายทางที่น่าสนใจอีกมากพอสมควร อาทิ การเทียบเคียงความพ่ายแพ้ของปัญญาชน กับการอยู่เป็นและการกลายสถานะเป็นผู้อุปถัมภ์บรรดาอดีตฝ่ายซ้ายตกยากของตัวละครนายทุนเชื้อสายจีน

เจ้านกกระจอก

“เจ้านกกระจอก” โดย อโนชา สุวิชากรพงศ์

หนังการเมืองเชิงสัญลักษณ์ เล่าเรื่องความสัมพันธ์อันบาดหมางมึนตึงระหว่างพ่อกับลูกในครอบครัวหนึ่ง มีฉากอุปมาเกี่ยวกับนกที่ปีกซ้ายถูกยิง หรือภาวะที่เด็กทารกจำเป็นต้องตัดสายสะดือแยกขาดจากผู้ให้กำเนิด

2553

%e0%b8%a5%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%8d%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a5%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b4

“ลุงบุญมีระลึกชาติ” โดย อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล

หนังการเมืองเชิงสัญลักษณ์ เล่าเรื่องชายชราที่เคยฆ่า “คอมมิวนิสต์” ในยุคสงครามเย็น และลูกชายของเขาที่กลายร่างเป็น “ลิงป่า” ที่ออกจากป่ามาพบพ่อ ก่อนที่ผู้เป็นพ่อจะเดินทางไปสู่วาระสุดท้ายของชีวิต

2556

%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a7

“ยังบาว” โดย ยุทธกร สุขมุกตาภา

หนังที่เล่าถึงจุดกำเนิดของวงดนตรีคาราบาว (ตรงกับข้อเท็จจริงแค่ไหนเป็นอีกประเด็นหนึ่ง)

หนังใช้เหตุการณ์ 14 ตุลาฯ 6 ตุลาฯ และการเข้าป่าของปัญญาชนคนหนุ่มสาว มาเป็นบริบททางสังคมการเมืองที่สำคัญภายในเรื่อง ซึ่งจะส่งผลต่อวิถีชีวิตของตัวละครหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “แอ๊ด คาราบาว”

2559

ดาวคะนอง

“ดาวคะนอง” โดย อโนชา สุวิชากรพงศ์

หนังการเมืองเชิงสัญลักษณ์ ที่พูดถึง “ความทรงจำที่กระจัดกระจายและสลับซับซ้อน” กรณี 6 ตุลาฯ

2560

พิราบ

“พิราบ” โดย ภาษิต พร้อมนำพล

หนังสั้นนักศึกษาในปี 2560 ที่ถ่ายทอดให้เห็นถึงแรงผลักดันและขั้นตอนหรือกระบวนการ “เข้าป่า” ของนักศึกษาหนุ่มรายหนึ่ง ภายหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

ภาพยนตร์สารคดี

2557

%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87

“ความทรงจำ-ไร้เสียง” โดย ภัทรภร ภู่ทอง และ เสาวนีย์ สังขาระ

หนังสารคดีที่มุ่งสำรวจเสียงของ 2 ครอบครัว ซึ่งสูญเสียลูกไปในวันที่ 6 ตุลาคม 2519

2559

ด้วยความนับถือ

“ด้วยความนับถือ” โดย ภัทรภร ภู่ทอง

หนังสารคดีที่จัดทำขึ้นในวาระครบรอบ 40 ปี 6 ตุลาฯ

2560

สองพี่น้อง

“สองพี่น้อง” โดย ธีรวัฒน์ รุจินธรรม และภัทรภร ภู่ทอง

หนังไปสัมภาษณ์ครอบครัวของ “ชุมพร ทุมไมย” และ “วิชัย เกศศรีพงษา”  สองช่างไฟฟ้าที่ถูกฆาตกรรมแขวนคอก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ

ภาพยนตร์ต่างประเทศ

2557

river

“River of Exploding Durians” หนังมาเลเซีย โดย เอ็ดมันด์ โหย่ว

หนังพูดถึงการต่อสู้ทางการเมืองของหนุ่มสาวมาเลเซีย โดยมีการอ้างอิงถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 และประวัติศาสตร์บาดแผลทางการเมืองอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในฐานะ “ประสบการณ์ร่วม” ของผู้คนแถบภูมิภาคนี้

ทำไมปี 2552 ถึงมีหนัง 6 ตุลาฯ เยอะสุด?

ถ้าพิจารณาจากข้อมูลนี้ จะพบว่าในปี 2552 มีการผลิตหนังที่เกี่ยวข้อง/อ้างอิงถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ มากถึง 5 เรื่อง (หากรวม “ลุงบุญมีระลึกชาติ” ในปี 2553 ด้วย ก็จะกลายเป็น 6 เรื่อง)

ถือว่ามากในแง่จำนวน ทั้งยังมีความหลากหลายทางเนื้อหา คือ มีตั้งแต่หนังสยองขวัญ หนังผี หนังตลก หนังโรแมนติก ดราม่า และหนังทดลองอิสระ ซึ่งสื่อสารประเด็นแหลมคมผ่านสัญลักษณ์ทางภาพยนตร์

น่าจะยังไม่เคยมีใครศึกษาอย่างจริงจังว่าทำไมช่วงเวลาดังกล่าว จึงมีหนังว่าด้วย 6 ตุลาฯ ออกมามากมายและหลากหลายขนาดนั้น

อย่างไรก็ดี ตามสมมุติฐานเบื้องต้นของผม ช่วงเวลาระหว่างปี 2549-53 (ส่วนใหญ่ ภาพยนตร์จะใช้เวลาสร้าง 1-2 ปี หรือยาวนานกว่านั้นอยู่แล้ว) ถือเป็นภาวะ “ลักปิดลักเปิด” สำหรับสังคมการเมืองไทย

กล่าวคือ เป็นช่วงเวลาหลังรัฐประหารปี 2549 แต่บรรยากาศภายหลังการรัฐประหารกลับไม่ “ปิด” เสียทีเดียว (จนเกิดแนวคิดเรื่อง “รัฐประหารเสียของ” ตามมา)

มิหนำซ้ำ บรรยากาศปิดๆ เปิดๆ ที่ว่า ยังกระตุ้นเร้าให้ผู้คนจำนวนมากมีความตื่นตัวทางการเมือง จากกระแสเสื้อเหลืองก่อนรัฐประหาร มาสู่จุดกำเนิดของกลุ่ม นปก. นปช. หรือเสื้อแดง

น่าสนใจด้วยว่าความขัดแย้งทางการเมืองในเวลาดังกล่าวยังไม่ตึงเครียด จนผู้คนถูกแบ่งออกเป็น “สองขั้ว” อย่างชัดเจน หรือรุนแรงหนักถึงขนาดล่าแม่มดกัน

นอกจากนี้ บรรยากาศทางความคิดก็ยังเปิดกว้างอยู่พอสมควร มีการถกเถียง/นำเสนอข้อมูลเรื่องการเมือง/ประวัติศาสตร์การเมืองในอินเตอร์เน็ต งานศิลปะต่างๆ กล้าพูดประเด็นการเมืองแรงๆ เพิ่มมากขึ้น เช่น งานบทกวี หรือในส่วนวงการภาพยนตร์เอง ถ้าติดตามวงการหนังสั้นช่วงปี 2549-ต้นทศวรรษ 2550 เราก็จะพบว่ามีหนังการเมืองแรงๆ เกิดขึ้นไม่น้อย

แน่นอน ประวัติศาสตร์ของคณะราษฎรช่วงปี 2475 ตลอดจนประวัติศาสตร์ 6 ตุลาฯ ซึ่งส่วนทางกับประวัติศาสตร์การเมืองกระแสหลัก ได้ถูกหยิบยืมมานำเสนอหรือดัดแปลงในผลงานศิลปะเหล่านี้ด้วย

ตามการประเมินคร่าวๆ ของผม กระแสทางวัฒนธรรมทำนองนี้จะพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ จนถึงปี 2553-54

พอพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้ง จึงเริ่มมีการชะลอตัว แล้วเงียบเสียงลงไปอย่างชัดเจนหลังรัฐประหารปี 2557

ป.ล.

นี่เป็นการรวบรวมข้อมูลและตั้งข้อสังเกตเบื้องต้นอย่างคร่าวๆ ถ้าใครมีรายชื่อ-เรื่องย่อหนังเพิ่มเติม ตลอดจนคิดสมมุติฐานอื่นๆ ได้ สามารถบอกกล่าว-แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้นะครับ

คนมองหนัง

“River of Exploding Durians” : การต่อสู้, ประวัติศาสตร์ และหนุ่มสาวผู้ร้าวราน

ปรับปรุงจากบทความในมติชนสุดสัปดาห์  26 สิงหาคม – 1 กันยายน 2559

ในที่สุด ก็มีโอกาสได้ชมภาพยนตร์มาเลเซีย ฝีมือการกำกับของ “เอ็ดมันด์ โหย่ว” ที่งานเปิดเทศกาลหนังสั้นครั้งที่ 20 และพบว่านี่เป็นหนังเกี่ยวกับช่วงชีวิตเปลี่ยนผ่านของวัยรุ่น รวมถึงการต่อสู้เคลื่อนไหวทางการเมือง ที่สนุกครบรสทีเดียว

“River of Exploding Durians” เริ่มต้นเรื่องราวในเมืองชายทะเล ซึ่งกำลังมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์-โรงงานถลุงแร่หายาก

อย่างไรก็ตาม ครึ่งแรกของหนัง กลับเน้นหนักไปที่ประเด็นความรักของนักเรียนวัยรุ่นสองราย ได้แก่ “หมิง” และ “เหมย อัน”

ความรักของหนุ่มสาวคู่นี้เป็น “ความรักต่างชนชั้น” เมื่อ “หมิง” มาจากครอบครัวมีอันจะกิน และสามารถส่งลูกชายไปเรียนต่อที่ออสเตรเลีย (ซึ่งเป็นเจ้าของโครงการโรงงานถลุงแร่หายาก)

ขณะที่ “เหมย อัน” มาจากครอบครัวชาวประมงพื้นบ้าน ซึ่งพ่อ, เธอ และน้องเล็กๆ อีกสองคน คล้ายจะเริ่มได้รับผลกระทบจากโปรเจ็กต์โรงไฟฟ้าฯ

ในด้านหนึ่ง การโดดเรียนมาพลอดรักกันระหว่างสองหนุ่มสาวต่างชนชั้น ก็อาจถือเป็นการหลบหนีออกจากความจริงอันปั่นป่วนวุ่นวาย

แต่ไปๆ มาๆ เรื่องราวที่อ่อนไหวและสับสนก็บังเกิดขึ้นในโลกความฝันของ “หมิง” กับ “เหมย อัน” เช่นกัน

ทั้งคู่มิได้แค่หนีจากห้องเรียน แต่พยายามออกเดินทางไกล และหลบหนีออกจากบ้าน ออกจากเมือง

ระหว่างการเดินทาง หนุ่มสาวสองคนสนทนากันถึงเรื่องความใฝ่ฝัน ทว่า เพียงไม่นาน ความฝันดังกล่าวก็จบลงอย่างรวดร้าวและพลัดพราก

เพราะอาการป่วยไข้อาเจียนที่บังเกิดขึ้นบ่อยๆ ในระยะหลังของฝ่ายหญิง มิได้เป็นผลกระทบจากการก่อสร้างโรงไฟฟ้า หากเกิดขึ้นเพราะสาเหตุอื่น

สาเหตุที่ส่งผลให้ “เหมย อัน” และครอบครัวต้องอพยพโยกย้ายออกจากเมือง

ทั้งยังเป็นการอำลาจาก “หมิง” ไปตลอดกาล

จะว่าไปแล้ว ความเจ็บปวดและอาการ “อกหัก” ของ “หมิง” ก็มีสถานะเป็นประวัติศาสตร์ส่วนบุคคล ซึ่งไม่มีตำแหน่งแห่งที่อยู่ในประวัติศาสตร์นิพนธ์กระแสหลัก-กระแสรองฉบับไหนทั้งสิ้น

นอกจากจะเป็น “บาดแผล” อันฝากรอยจารึกเอาไว้ในความทรงจำของบุคคลเจ้าของเรื่อง เพียงลำพัง

ยิ่งกว่านั้น “หมิง” ยังไม่มีที่ทางในสายตาของ “ลิ้ม” ครูสาวไฟแรง ผู้สอนวิชาประวัติศาสตร์

เพราะไม่ว่าเด็กหนุ่มจะเข้าหรือไม่เข้าชั้นเรียน การเรียนการสอนก็ยังดำเนินต่อไปได้ไร้รอยสะดุด

ขณะเดียวกัน ครูสาวเช่น “ลิ้ม” ก็พยายามมุ่งปลุกใจและชักจูงเหล่านักเรียน “หัวกะทิ” ให้มาร่วมต่อสู้เพื่อสังคม ภายนอกห้องเรียน โดยที่ “หมิง” มิได้มีสถานะเป็นหนึ่งในเป้าหมายของเธอแต่อย่างใด

“ลิ้ม” เคยชวนนักเรียนในห้องสนทนาถึงนิยามของ “ประวัติศาสตร์”

แต่ไม่ว่า “ประวัติศาสตร์” จะถูกนิยามว่าอย่างไร ครูสาวก็ดูเหมือนจะต้องการเน้นย้ำให้เด็กๆ ได้ตระหนักถึงประวัติศาสตร์ของสามัญชน/วีรชน/มรณสักขี ที่เสียสละตนเอง ในการต่อสู้กับอำนาจรัฐ/เจ้าอาณานิคม

จากประวัติศาสตร์วีรชนของมาเลเซีย การเรียนรู้ภายในห้องค่อยๆ ขยับขยายไปสู่ประวัติศาสตร์ 6 ตุลาคม 2519 ของประเทศไทย และประวัติศาสตร์ของนักศึกษาชาวฟิลิปปินส์ ซึ่งถูกสังหารโดยอำนาจเผด็จการยุค “มาร์กอส”

แล้วในที่สุด “ลิ้ม” ก็พานักเรียนกลุ่มหนึ่งก้าวเท้าออกจากตำรา ไปสู่การเคลื่อนไหวต่อสู้ในโลกความจริง

แต่เมื่อการล่าชื่อในจดหมายเปิดผนึกต่อต้านโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไม่ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนอะไรมากนัก เช่นเดียวกับการถูกปิดกั้นการแสดงออกในพื้นที่สื่อ

ครูสาวจึงค่อยๆ นำนักเรียนของเธอออกปฏิบัติการ “จรยุทธ” ที่ลงเอยด้วยการใช้ความรุนแรง กระทั่งเส้นแบ่งระหว่างการต่อสู้ทางการเมือง กับการก่ออาชญากรรม/โจรกรรม เริ่มพร่าเลือน

ภาวะเช่นนั้นนำไปสู่ “การแตกหักกัน” ระหว่าง “ลิ้ม” กับ “ฮุ่ย หลิง” นักเรียนระดับหัวหน้าห้อง-นักกิจกรรมรุ่นเยาว์คนเก่ง ผู้เริ่มรู้สึกว่าการต่อสู้ของคุณครูกำลังล้ำเส้นความเหมาะสม

ในชั้นเรียนวิชาประวัติศาสตร์ที่ดำเนินไปขณะการต่อสู้นอกห้องเรียนกำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม และ “ลิ้ม” กำลังอินกับปฏิบัติการดังกล่าวถึงขีดสุด

“ฮุ่ย หลิง” ซึ่งเพิ่งแสดงความไม่เห็นด้วยกับแนวทางการเคลื่อนไหวของครูอย่างตรงไปตรงมา ได้เลือกนำเสนอรายงานเรื่องสตรีชาวญี่ปุ่น ที่ถูกส่งตัวมาประกอบอาชีพค้าบริการ ณ มลายา ก่อนพวกเธอจะกลายเป็นกลุ่มคนไร้ตัวตนในบ้านใหม่ และไม่มีใครที่บ้านหลังเก่ายินดีจะต้อนรับขับสู้

แทนที่จะพูดถึงผู้สละชีพอย่างหาญกล้าในเหตุการณ์การต่อสู้ทางการเมือง “ฮุ่ย หลิง” กำลังดึง “ประวัติศาสตร์” กลับไปสู่การเป็นเรื่องเล่าว่าด้วยความทรงจำของคนเล็กคนน้อยในระดับจุลภาค (ไม่ต่างอะไรกับประวัติศาสตร์ส่วนบุคคลอันทุกข์ระทมของ “หมิง”)

ในแง่ของการเป็นหนังที่ครุ่นคิดถึงสถานะของ “ประวัติศาสตร์”

“River of Exploding Durians” ได้สร้างภาพแทนของประวัติศาสตร์นิพนธ์อันหลากหลาย ตั้งแต่ประวัติศาสตร์ฉบับทางการ ประวัติศาสตร์ของวีรชน/มรณสักขีทางการเมือง ประวัติศาสตร์ของคนเล็กคนน้อยที่ถูกลืมเลือนเสียยิ่งกว่าบุคคลในประวัติศาสตร์แบบที่สอง ไปจนถึงประวัติศาสตร์ส่วนบุคคล ซึ่งไม่มีใครปรารถนาจะจดบันทึก

ในที่สุด “ฮุ่ย หลิง” ก็ตัดสินใจผละตัวเองออกจากการต่อสู้นอกห้องเรียน แล้วกลับมาเป็น “เด็กดี” ผู้คร่ำเคร่งเตรียมตัวสอบตามระบบระเบียบของหลักสูตรการศึกษา

นักเรียนหญิงหัวกะทิคล้ายจะเลือกกลับไปต่อสู้กับรัฐหรืออำนาจนำในสังคม เท่าที่พอจะสู้ได้ ในพื้นที่ชีวิตประจำวัน

แต่การเลือกทางสายนั้น ก็ส่งผลให้เธอถูกเพื่อนสนิท-นักกิจกรรมกลุ่มเดิมทอดทิ้ง ทำลายทรัพย์สิน และทำร้ายร่างกาย

จน “ฮุ่ย หลิง” อาจรู้สึกบอบช้ำในหัวใจไม่ต่างกับ “หมิง”

สาระสำคัญข้อหนึ่งของหนัง จึงเป็นความพยายามจะสะกิด/ดึงการต่อสู้เคลื่อนไหวทางการเมือง ให้กลับคืนไปสู่แนวทางแบบ “Weapons of the Weak” อันได้แก่ การต่อสู้ท้าทายอำนาจรัฐในวิถีชีวิตประจำวัน หรือการแอบคิดต่างจากอุดมการณ์หลักที่ครอบงำสังคมอยู่

อย่างไรก็ดี ผมยังรู้สึกว่าหนังนำเสนอภาพความแตกต่างของวิถีการต่อสู้เคลื่อนไหวทางการเมือง ผ่านลักษณะที่แตกแยกออกเป็นสองขั้ว อย่างมากล้นจนเกินไป

การต่อสู้ทางการเมืองในภาพยนตร์ จึงประกอบไปด้วย แนวทางการปฏิวัติถอนรากถอนโคนแบบฮาร์ดคอร์ และดราม่าตบตีกันเองในหมู่นักเคลื่อนไหว (ซึ่งลงไม้ลงมือกันจริงๆ ไม่ใช่ทะเลาะกันผ่านเฟซบุ๊ก)

 

และ/หรือ การต่อสู้แบบเนียนๆ เงียบๆ ในฐานะปัจเจกบุคคล ท่ามกลางกระแสสังคมอันผันผวนปรวนแปร

ทว่า ในความเป็นจริง แนวทางการต่อสู้เคลื่อนไหวย่อมมีหลายเฉดสี ซึ่งสลับซับซ้อนกว่าการเหวี่ยงลูกตุ้มไปมาระหว่างความแตกต่างสุดขั้วสองแนวทาง

“River of Exploding Durians” ปิดฉากตัวเองลงอย่างเจ็บปวดรวดร้าว

“ลิ้ม” ล้มเหลวในฐานะผู้นำของปฏิบัติการรวมหมู่แบบฮาร์ดคอร์ เธอถูกจับกุม และต้องโทษจำคุกนานหลายเดือน

ครูสาวเดินออกจากเรือนจำโดยแทบไม่เหลือใคร นอกจาก “หมิง” ลูกศิษย์ผู้ไม่เอาอ่าว และไม่เคยมีตัวตนอยู่ในประวัติศาสตร์ฉบับที่เธอพยายามเขียนขึ้น

“หมิง” ยืนรอ “ลิ้ม” อยู่คนเดียวหน้าเรือนจำ แถมยังพาครูไปนั่งกินอาหารมื้อแรกหลังพ้นโทษ

ในร้านอาหาร “หมิง” เอ่ยปากชักชวนครูสาวให้กลับคืนสู่ปฏิบัติการต่อต้านเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน อาทิ การปล่อยยางรถยนต์ หรือการลอบทำลายกระจกบ้าน ของผู้เกี่ยวข้องกับโครงการโรงไฟฟ้าฯ

แต่ “ลิ้ม” กลับไปไกลและเลือกเส้นทางที่รุนแรงยิ่งกว่าเดิม จนนำไปสู่การตัดสินใจปลิดชีวิต “ลิ่วล้อ” ของฝ่ายตรงข้าม และการยุติชีวิตของตนเอง ด้วยโศกนาฏกรรมอันเดียวดาย

ภารกิจการต่อสู้/เปลี่ยนแปลงสังคม (ถ้ายังมีเหลืออยู่) ของ “ลิ้ม” อาจถูกส่งมอบสู่คนรุ่นต่อๆ ไป ซึ่งคงรวมถึง “หมิง” และ “ฮุ่ย หลิง”

ในฉากจบของหนัง เด็กหนุ่มสาวสองคนกลายเป็นปัจเจกบุคคล ที่ต่างฝ่ายต่างดุ่มเดินอยู่ท่ามกลางฝูงชนอันเนืองแน่นในเทศกาลเฉลิมฉลองปีใหม่ ณ บ้านเกิดของครูผู้ล่วงลับ

เขาและเธออาจเฝ้ารอ, แอบผลักดัน หรือเลาะไหลไปตามกระแสน้ำแห่งความเปลี่ยนแปลง ที่เริ่มก่อตัวขึ้นทีละน้อยๆ

หลังต่างฝ่ายต่างบอบช้ำกันตามสมควร จากการเข้าไปมีส่วนร่วมกับประวัติศาสตร์ว่าด้วยความรักและการต่อสู้ของคนหนุ่มสาว ซึ่งเริ่มต้นขึ้นอย่างโรแมนติก ก่อนจะยุติลงชั่วคราวอย่างเศร้าสร้อย

ประหนึ่งราชาแห่งผลไม้ที่แสนหอมหวานอย่าง “ทุเรียน” ซึ่งถูกระเบิดทิ้งกระจัดกระจาย จนแต่ละเสี้ยวส่วนต้องล่องลอยไปตามสายธารอันเชี่ยวกราก

น่าสนใจว่า ภาพยนตร์มาเลเซียเรื่องนี้กล่าวถึงประเทศเพื่อนบ้านอย่าง “ไทย” อยู่สองครั้ง

ครั้งหนึ่ง คือการกล่าวถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ในฐานะอัปลักษณะของประวัติศาสตร์การเมืองไทยร่วมสมัย

 

แต่ก่อนหน้านั้น ประเทศไทยถือเป็นจุดหมายรางๆ ซึ่งดำรงอยู่ในบทสนทนาระหว่างการเดินทางไกลท่ามกลางความฟุ้งฝันของ “หมิง” และ “เหมย อัน” โดยฝ่ายหญิงเอ่ยชื่นชมภาษาไทยว่ามีความไพเราะราว “เสียงดนตรีในวันฝนพรำ”

นี่จึงเป็น “เหรียญสองด้าน” ของสังคมไทย ที่ปรากฏผ่านหนังมาเลเซีย ซึ่งก็ “ล้อ” ไปกับสถานภาพแบบ “ลักปิดลักเปิด” ของ “River of Exploding Durians” และหนังการเมืองเรื่องอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

“เอ็ดมันด์ โหย่ว” กล่าวกับผู้ชมชาวไทยหลังฉายหนังจบว่า ผลงานภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกของเขานั้นถูกแบนที่ประเทศบ้านเกิด (ทั้งในระบบโรงภาพยนตร์และจอโทรทัศน์) อย่างไรก็ตาม หนังกลับได้เดินทางมาฉายในประเทศเพื่อนบ้านข้างเคียง

ชะตากรรมของ “River of Exploding Durians” จึงคล้ายคลึงกับ “รักที่ขอนแก่น” โดย “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” ซึ่งเจ้าของหนังตัดสินใจไม่นำผลงานของตนเองเข้าระบบเซ็นเซอร์และเข้าฉายในบ้านเกิด

พื้นที่ที่ใกล้เคียงกับประเทศไทยมากที่สุด ซึ่งได้จัดฉาย “รักที่ขอนแก่น” อย่างเป็นทางการ ก็คือ ประเทศสิงคโปร์

นี่คงเป็นภาวะของการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ภายใต้เพดาน/ข้อจำกัดที่มีร่วมกัน ระหว่างคนทำหนังภายในประชาคมอาเซียนกระมัง?

คนมองหนัง

ปฏิกิริยาต่อ “ดาวคะนอง” จากนักวิจารณ์หนังต่างชาติ

ปฏิกิริยาต่อ “ดาวคะนอง” จากนักวิจารณ์หนังต่างชาติ

(มติชนสุดสัปดาห์ 19-25 สิงหาคม 2559)

ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับเทศกาลภาพยนตร์โลคาร์โน 2016 ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ในเทศกาลประจำปีนี้ มีภาพยนตร์ไทยเรื่อง “ดาวคะนอง” โดย “อโนชา สุวิชากรพงศ์” ถูกคัดเลือกเข้าฉายในสายการประกวดนานาชาติด้วย

แม้ไม่ได้รางวัลอะไรติดไม้ติดมือกลับมา แต่หลายเสียงก็ชื่นชมในความแปลกแหวกแนวและรูปแบบการเล่าเรื่องที่หลุดพ้นออกจาก “ขนบมาตรฐาน” ของหนังเรื่องนี้

“ออเรลี โกเดต์” เขียนวิจารณ์ “ดาวคะนอง” ในเว็บไซต์ทางการของเทศกาลภาพยนตร์โลคาร์โนว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้รับมรดกตกทอดมาจาก “เจ้านกกระจอก” หนังยาวเรื่องแรกของอโนชา

ที่ไม่ได้เล่าเรื่องราวอันข้องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ความทรงจำออกมาในรูปของการเรียงลำดับเหตุการณ์ แต่หนังทำตัวเสมือนยานพาหนะ ซึ่งกำลังนำพาผู้ชมท่องไปบนท้องถนน โดยคาดเดาหนทางข้างหน้าไม่ได้

โกเดต์ตีความว่ากระแสสำนึกที่เป็นแกนกลางในการเล่าเรื่องของ “ดาวคะนอง” น่าจะเป็นกระบวนการทางความคิดของตัวละครหลักชื่อ “แอน” ผู้กำกับภาพยนตร์หญิงที่เสาะแสวงหาเรื่องราวดีๆ เปี่ยมคุณค่าความหมาย มาสรรค์สร้างเป็นภาพเคลื่อนไหว

ในที่สุด แอนก็ได้ไปสัมภาษณ์ผู้หญิงที่เป็นแรงบันดาลใจให้เธอ สตรีคนนี้ประกอบอาชีพเป็นนักเขียน และมีอดีตเป็นนักศึกษา-นักกิจกรรมในช่วงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

จากจุดนั้น ความทรงจำต่างๆ จึงถูกรื้อฟื้นให้ปรากฏขึ้น ผ่านภาพฝันซึ่งมีลักษณะดังราวบทกวีที่เอื้อนเอ่ยรำพึงรำพันถึงอดีต

โกเดต์เห็นว่า ไม่ว่าภาพฝันเหล่านั้นจะเป็นความพยายายามในการรื้อฟื้นเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ ที่ถูกรัฐบีบบังคับให้หลงลืม หรือมีสถานะเป็นส่วนเสี้ยวที่ขาดหายไปจากบทบันทึกการเดินทางส่วนบุคคล

แต่ภาพทั้งหมดก็ถูกเรียงร้อยและสร้างความหมายใหม่ขึ้นมา ในทิศทางการเล่าเรื่องอันผิดแผก แตกต่าง และยากคาดเดา

อย่างไรก็ตาม นักวิจารณ์ต่างชาติผู้นี้เตือนว่า อาจเป็นไปได้เช่นกัน ที่กระแสสำนึกซึ่งผู้ชมหนังเรื่องนี้เข้าถึงนั้น เป็นวิธีการมองโลกและทำความเข้าใจอดีตของตัวละครผู้กำกับภาพยนตร์ ที่กำลังนำเสนอให้คนดูเห็นถึง “ความเป็นไปได้แบบหนึ่ง” ซึ่งเธอสามารถบังคับควบคุมมันด้วยฐานะผู้ทรงอำนาจสูงสุด (ในการผลิตเรื่องเล่า)

โกเดต์เสนออีกว่า การนำเสนอภาวะไหลเลื่อนของเรื่องราวผ่านห่วงโซ่สถานการณ์ ที่ตัวละครหลายกลุ่มใน “ดาวคะนอง” ต้องเผชิญหน้า ได้ส่งผลให้คนดูมีโอกาสมองเห็นสถานการณ์ต่างๆ จากมุมสูง (ประหนึ่ง “พระเจ้า” บนสรวงสวรรค์ หรือนกบนฟ้า) ทั้งยังเป็นการขับเคลื่อนประเด็นปริศนาอันหลากหลายในภาพยนตร์ ให้มีความสอดคล้องเป็นองค์รวมหนึ่งเดียวกัน

เธอตั้งคำถามส่งท้ายว่า บางทีการเล่าเรื่องราวบางอย่างให้วกวนงงงวยเข้าไว้ อาจถือเป็นวิธีการเล่าเรื่องที่ซื่อสัตย์ต่อชีวิตของมนุษย์มากที่สุด เพราะแม้แต่ดีเอ็นเอ ซึ่งสามารถตัดต่อ-กำหนดคุณสมบัติได้ล่วงหน้า ก็ยังต้องมีปัจจัยเรื่องความบังเอิญและความไม่แน่นอนเข้ามาเกี่ยวข้อง

ด้วยเหตุนี้ มนุษย์ทุกคนจึงอาจใช้ชีวิตอยู่ภายในความฝัน อันเป็นความฝันถึงชีวิตของพวกเขานั่นเอง

ขณะเดียวกัน “จูเซปเป้ ดิ ซัลวาตอเร” ก็ได้เขียนถึง “ดาวคะนอง” ลงในเว็บไซต์ http://www.filmexplorer.ch

เขาเห็นว่าการเล่าเรื่องที่มีพัฒนาการเป็น “เส้นตรง” ของ “ดาวคะนอง” ถูกทำลายลง เมื่อตัวละครผู้กำกับหญิงและอดีตนักศึกษา-นักกิจกรรม ได้เริ่มแลกเปลี่ยนทัศนะมุมมองซึ่งกันและกัน

หลังจากนั้น หนังก็เต็มไปด้วยภาวะการ “กระโดดข้าม” จากเรื่องเล่าหนึ่งไปยังเรื่องเล่าอื่น จากมุมมองหนึ่งไปยังอีกมุมมอง และจากภาพยนตร์เรื่องหนึ่งไปถึงหนังเรื่องใหม่ (ซึ่งนับเป็นลักษณะโดดเด่น)

อย่างไรก็ดี ดิ ซัลวาตอเร มองว่าอโนชามิได้พยายามล้มล้างรูปแบบการเล่าเรื่องในลักษณะ “เส้นตรง” โดยสิ้นเชิง แต่เธอกำลัง “เล่น” กับมัน

ท้ายที่สุด “เส้นเรื่อง” ของ “ดาวคะนอง” จึงมิได้เป็นเพียงเส้นทางให้ใครๆ เดินตามโดยง่าย หากมันเป็นหนทางที่เปิดกว้างต่อการครุ่นคิดจินตนาการของผู้ชม โดยเฉพาะเมื่อคนดูได้เริ่มตระหนักว่าตนเองกำลัง “หลงทาง” อยู่

นักวิจารณ์รายดังกล่าวยังตั้งข้อสังเกตว่า เส้นเรื่องอันกระจัดกระจายของ “ดาวคะนอง” ได้ถูกเชื่อมโยงเข้าหากันด้วยองค์ประกอบเล็กๆ น้อยๆ จำนวนหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นดอกเห็ด, ดวงจันทร์, เศษขยะ และรายละเอียดปลีกย่อยในการดำเนินชีวิตประจำวัน

สายสัมพันธ์สอดคล้องระหว่างสิ่งต่างๆ ในโลกนี้จึงยังคงดำรงอยู่อย่างเงียบๆ และห่างๆ จากจุดสนใจและเจตจำนงของพวกเราส่วนใหญ่

ดิ ซัลวาตอเร ระบุว่าตัวละครเล็กๆ รายหนึ่ง ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแทนของ “ความต่อเนื่องเชื่อมโยง” ก็คือ พนักงานทำความสะอาดหญิง ซึ่งเป็นตัวละครเพียงรายเดียว ที่มีชีวิตโลดแล่นอยู่ทั้งใน “หนัง” ซึ่งกำลังถูกถ่ายทำ ของตัวละครผู้กำกับสาว และใน “โลกความเป็นจริง” ของภาพยนตร์

หากมองอีกมุมหนึ่ง ตัวละครรายนี้จึงมีสถานะเป็นเหมือน “ผู้ชำระล้างความฝัน” หรือเป็นผู้มีบทบาทต่อต้านการสร้าง “ภาพแทน” ในโลกภาพยนตร์นั่นเอง

เท่าที่ตามอ่านบทวิจารณ์ต่างประเทศ ดูคล้าย “ดาวคะนอง” จะเป็นหนังที่พูดถึง “ประวัติศาสตร์การเมืองไทยร่วมสมัย” ผ่านปมเงื่อน-กลวิธีอันสลับซับซ้อน และเต็มไปด้วยนัยยะความหมายยอกย้อนหลากหลายชั้น

ซึ่งนั่นคงเป็นยุทธวิธีที่ “เวิร์ก” ที่สุด ในการบอกเล่าเรื่องราวดังกล่าวผ่านสื่อบันเทิงอย่างภาพยนตร์

ที่มา http://www.pardolive.ch/pardo/pardo-live/today-at-festival/2016/day-8/ci-by-the-time-it-gets-dark.html

http://www.filmexplorer.ch/detail/dao-khanong/

ของแถม

ล่าสุด เว็บไซต์ indiewire ก็เพิ่งเผยแพร่บทความของ “เคลลี่ ตง” ที่มีเนื้อหาส่วนหนึ่งเขียนถึง “ดาวคะนอง”

ตงระบุว่า หนังเรื่องนี้ได้ท้าทายวิธีคิดเรื่องการประกอบสร้างประวัติศาสตร์ รวมทั้งได้มอบวิถีทางใหม่ๆ ในการรับรู้ประวัติศาสตร์ ที่อยู่นอกเหนือจากอำนาจนำในการสร้างภาพเคลื่อนไหวแบบเดิมๆ ให้แก่ผู้ชม

นักวิจารณ์ผู้นี้เห็นว่า ผลงานหนังยาวเรื่องล่าสุดของอโนชาเป็นทั้งการวิพากษ์ การเฉลิมฉลอง และการสำรวจตรวจสอบเส้นแบ่งอันพร่าเลือนระหว่าง “ภาพยนตร์” กับ “ความจริง” ไปพร้อมๆ กัน

โดยหนังได้ทิ้งคำถามไว้ให้คนดูขบคิดต่อว่า เรื่องราวในจอภาพด้านหน้าตนเองนั้น คือ เรื่องราวของชีวิตจริง หรือ เรื่องราวของชีวิตในภาพยนตร์ หรือ ยิ่งกว่านั้น มันยังอาจเป็นเรื่องราวของภาพยนตร์ที่ดำรงอยู่ในภาพยนตร์อีกเรื่องหนึ่ง (หนังซ้อนหนัง)

กระทั่งอาจเป็นภาพยนตร์ที่ดำรงอยู่ในภาพยนตร์อีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งก็ดำรงอยู่ในภาพยนตร์อีกหนึ่งเรื่อง (หนังซ้อนหนังซ้อนหนัง)

ตงชี้ว่า แม้เรื่องราวของ “ดาวคะนอง” จะผูกโยงอยู่กับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 โศกนาฏกรรมระดับชาติ ซึ่งนำไปสู่การมีอำนาจทางการเมืองเพิ่มสูงขึ้นของรัฐบาลทหาร อย่างไรก็ตาม อโนชากลับโฟกัสหนังของตนเองไปที่กลุ่มตัวละคร ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขากับเหตุการณ์สังหารหมู่ทางการเมือง ได้ถูกทิ้งค้างไว้ให้เป็นปริศนา

จากนั้น เรื่องราวต่างๆ ของหนัง ก็ดำเนินไป ผ่านการประกอบสร้างตัวเองขึ้นมาใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งนี่อาจเป็นภาพเปรียบเทียบของสภาวะที่ “ความทรงจำร่วม” มักถูกตีความใหม่และถูกรื้อฟื้นขึ้นเพื่อจดจำ ด้วยวิถีทางอันหลากหลาย อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ

สำหรับเคลลี่ ตง “ดาวคะนอง” เป็นหนังว่าด้วยประวัติศาสตร์ ที่มิได้อ้างอิงกลับไปยังเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ ซึ่งหนังกำลังกล่าวถึง โดยตรง แต่หนังกลับเลือกที่จะนำเสนอประวัติศาสตร์จากแง่มุมตรงชายขอบ

ในภาพยนตร์เรื่องนี้ แนวความคิดเกี่ยวกับ “ประวัติศาสตร์” จึงถูกรื้อสร้างให้มีสถานะเป็นอะไรบางอย่างที่ถูกจำกัดอยู่ในอดีต ทว่า ไม่มีที่ทางในปัจจุบันและอนาคต

นอกจากนั้น อโนชา ยังสร้างสายสัมพันธ์อันสลับซับซ้อนระหว่าง “เวลา” กับ “พื้นที่” ได้อย่างแพรวพราว

เหตุการณ์ในหนัง ที่เป็นมุมมองของตัวละครรายหนึ่ง สามารถถูกสลับโยกจนกลายเป็นมุมมองของตัวละครอีกรายได้ตามใจปรารถนา โดยคนทำหนังไม่มีอาการพะวักพะวง หรือมีห่วงว่าจะต้องอธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครเหล่านั้นให้เด่นชัด

กลุ่มตัวละครในภาพยนตร์เรื่องนี้ก็มีสถานภาพอันหลากหลาย ตั้งแต่อดีตแกนนำกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมือง, นักศึกษามหาวิทยาลัย, คนทำหนัง, ป๊อปสตาร์ชื่อดัง และวัยรุ่นสาวที่กำลังหางานทำ

“ดาวคะนอง” ได้เชื้อเชิญคนดูให้ปะติดปะต่อเรื่องเล่าของตัวละครแต่ละคน/กลุ่มเหล่านั้นด้วยตัวเอง โดยทิ้งไว้ให้เพียงรหัสยนัยอันกระจัดกระจายจำนวนหนึ่ง ซึ่งทำหน้าที่เชื่อมร้อยเรื่องราวแต่ละส่วนเข้าหากัน

ท้ายสุด ตงสรุปคล้ายๆ กับนักวิจารณ์อีกหลายคนว่า ภาวะประหนึ่งฝันที่ดำเนินไปอย่างเลื่อนไหลใน “ดาวคะนอง” ส่งผลให้ประวัติศาสตร์ถูกนำเสนออย่างไม่เป็นเส้นตรง หากคือการเดินทางหมุนวนเป็นวงจรไม่รู้จบ

ลักษณะการดำเนินเรื่องเช่นนี้ได้ช่วยเน้นย้ำให้เห็นความพยายามที่จะอภิปรายถกเถียงถึง “มุมมืด” ในประวัติศาสตร์ไทย ของ “ดาวคะนอง”

ซึ่งอโนชาได้อธิบายเอาไว้ระหว่างการแถลงข่าวที่เทศกาลภาพยนตร์โลคาร์โน ว่า ประวัติศาสตร์หน้าดังกล่าวถูกภาครัฐระบุถึงน้อยครั้งมาก

แม้ว่าอิทธิพลของเหตุการณ์ครั้งนั้นจะส่งผลกระทบต่อประชาชนคนไทย จนสามารถรู้สึกถึงมันได้อย่างชัดเจนก็ตามที

ที่มา http://www.indiewire.com/2016/08/locarno-film-festival-2016-interchange-jonas-mekas-anocha-suwichakornpong-1201718800/

ข่าวบันเทิง

พาไปดูละครจำลองเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 ในหนังมาเลเซีย

River of Exploding Durians เป็นหนังมาเลเซียที่ออกฉายในปี 2014 กำกับและเขียนบทโดย Edmund Yeo

หนังเล่าเรื่องราวของเมืองชายฝั่งทะเลแห่งหนึ่ง ซึ่งกำลังจะมีโรงงานผลิตไฟฟ้าจากแร่ธาตุหายาก (แรร์ เอิร์ธ) มาก่อสร้าง ส่งผลให้ชาวบ้านตกอยู่ในอาการหดหู่ และหวาดกลัวต่อผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกัมมันตรังสี

ตัวละครเอกคนหนึ่งของหนัง คือ หมิง นักเรียนหนุ่มในโรงเรียนมัธยม ที่ไม่ได้สนใจไยดีกับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังรุกคืบเข้ามา สิ่งที่เขาเอาใจใส่กลับกลายเป็นการใช้เวลาในยามบ่ายอย่างมีความสุขกับเหมย อัน เพื่อนในวัยเด็ก ที่เขาแอบหลงรัก

ขณะเดียวกัน ลิ้ม ครูสาวผู้สอนวิชาประวัติศาสตร์ให้กับหมิง ก็เริ่มจัดตั้งกลุ่มนักกิจกรรม เพื่อทำการประท้วงการก่อสร้างโรงไฟฟ้า ลิ้มชักชวนให้ฮุ่ย หลิง นักเรียนคนโปรดของเธอ มาเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว

เมื่อการก่อสร้างโรงไฟฟ้าดำเนินไป อุดมคติของตัวละครทั้งหมดเหล่านี้ก็ต้องเผชิญหน้ากับบทพิสูจน์อันหนักหน่วง พวกเขาและเธอต่างถูกลากดึงเข้าสู่ห่วงโซ่สถานการณ์ อันจะเปลี่ยนแปลงชีวิตของแต่ละคนไปอย่างมิอาจหวนกลับ

น่าสนใจว่า ในช่วงหนึ่งของหนังเรื่องนี้ ครูสอนประวัติศาสตร์ อย่างลิ้ม ได้สั่งให้เด็กนักเรียนไปทำงานกลุ่ม โดยแต่ละกลุ่มต้องแสดงละครจำลองเหตุการณ์ทางการเมืองในประเทศอาเซียน ที่ยังไม่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณชน

นักเรียนกลุ่มหนึ่งได้รับมอบหมายให้จำลองเหตุการณ์ในเมืองไทย และพวกเขาเลือกแสดงละครจำลองเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

นี่คือคลิปการแสดงละครดังกล่าว

คลิกชมภาพยนตร์ตัวอย่างของ River of Exploding Durians ได้ที่นี่

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จากคุณสัณห์ชัย โชติรสเศรณี

คนมองหนัง

“ลิฟท์แดง” : หนังว่าด้วยเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ที่ไปไกลกว่าเรื่องความรุนแรง

(ที่มา นิตยสารไบโอสโคป เมื่อหลายปีก่อน)

“ลิฟท์แดง” หนังสั้นตอนหนึ่งในภาพยนตร์เรื่อง “มหา’ลัยสยองขวัญ” ส่งผลให้ผู้กำกับคู่อย่าง บรรจง สินธนมงคลกุล และ สุทธิพร ทับทิม ได้รับรางวัลหน้าใหม่น่าจับตาประจำปี 2552 จากนิตยสารไบโอสโคปไปครอบครอง

หนังสั้นตอนนี้ไม่ได้มีความน่าสนใจอยู่ตรงการได้รับรางวัลดังกล่าวเพียงเท่านั้น แต่ประเด็นที่หนังนำเสนอก็มีความโดดเด่น จนอาจกล่าวได้ว่านี่เป็นหนังไทยว่าด้วยเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งมีประเด็นผิดแผกแต่น่าสนใจเป็นที่สุด

ในช่วงไม่กี่ปีให้หลังมานี้ มีหนังไทยที่มีเนื้อหาหรือท้องเรื่องอ้างอิงอยู่กับเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ถูกผลิตออกมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น ‘โคลิค เด็กเห็นผี’ (พ.ศ.2549) และ ‘เชือดก่อนชิม’ (พ.ศ.2552) หรืออาจนับรวมถึง ‘อย่าลืมฉัน’ หนังสั้นรางวัลรัตน์ เปสตันยี ประจำปี 2546 ของ มานัสศักดิ์ ดอกไม้ ด้วยก็ได้

เป็นที่น่าสังเกตว่า หนังทั้ง 3 เรื่องดังกล่าว ไม่ว่าจะหนังยาวแนวผี/สยองขวัญ หรือหนังสั้นการเมืองที่มีชั้นเชิงการเสียดสีอันคมคาย ล้วนพูด/อ้างอิงถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ โดยพยายามขับเน้นไปที่เหตุการณ์ความรุนแรงนองเลือดทั้งสิ้น (ทั้งที่เป็นภาพของเหตุการณ์สังหารหมู่อันโหดเหี้ยมซึ่งเกิดขึ้นจริง, ภาพจำลองของเหตุการณ์ดังกล่าว และภาพจินตนาการในเชิงอุปลักษณ์เปรียบเทียบ)

แม้มิอาจปฏิเสธได้ว่าภาพยนตร์เหล่านี้มีความกล้าหาญและคงช่วยกระตุ้นให้คนดูหันมาใส่ใจกับเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ได้บ้างไม่มากก็น้อย แต่หากพิจารณาในอีกแง่มุมหนึ่ง เราก็อาจจะได้พบกับคำถามบางประการที่ถูกโยนย้อนกลับมายังหนังกลุ่มนี้เช่นกัน

นักมานุษยวิทยาอย่าง ยุกติ มุกดาวิจิตร เคยตั้งคำถามชวนฉุกคิดไว้ในบทความ “’6 ตุลา’ สัญลักษณ์ของความรุนแรง ความรุนแรงของสัญลักษณ์” ในรัฐศาสตร์สาร ปีที่ 19 ฉบับที่ 3 (2539) ซึ่งรวบรวมบทความจากงานสัมมนาวิชาการความรุนแรงในสังคมไทย ‘รำลึก 20 ปี 6 ตุลา’ ว่า หากพิจารณาให้ดีเราจะพบว่าประวัติศาสตร์นิพนธ์ของขบวนการนักศึกษาในกรณี 6 ตุลาฯ นั้น ก็พยายามนำเสนออย่างขับเน้นถึงภาพความรุนแรงน่าสะเทือนใจที่นักศึกษาและประชาชนส่วนหนึ่งเป็นฝ่ายถูกกระทำอย่างโหดเหี้ยม ซึ่งอาจถือเป็นการแสดงภาพประวัติศาสตร์ออกมาในรูปของการต่อสู้ที่รุนแรงและมีนัยยะทาง ‘ทหารนิยม’ ไม่ต่างอะไรกันกับลักษณะความรุนแรงที่ถูกนำเสนอในแบบเรียนประวัติศาสตร์กระแสหลัก

ยุกติเสนอว่า หากพิจารณาในแง่นี้ ประวัติศาสตร์นิพนธ์กรณี 6 ตุลาฯ ของขบวนการนักศึกษาจึงใช้อารมณ์ไม่น้อยกว่าเหตุผล ใช้ความรุนแรงในลักษณะหนึ่งพอๆ กับปฏิเสธความรุนแรง และมีตรรกะบางอย่างคล้ายๆ ชาตินิยมโดยรัฐ แม้การพยายามนำเสนอความรุนแรงในประวัติศาสตร์นิพนธ์ฉบับนี้อาจกำลังสะท้อนถึงปัญหาความรุนแรงเชิงโครงสร้างอยู่ก็ตาม

คำถามของยุกติอาจเป็นคำถามที่หนังไทยซึ่งนำเสนอประเด็นเกี่ยวกับประวัติศาสตร์เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ หลายต่อเรื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาไม่สามารถมอบคำตอบให้ได้เช่นกัน (ยกเว้นในกรณีของ ‘ฟ้าใส ใจชื่นบาน’ ที่นำเรื่อง 6 ตุลาฯ มายำเล่นอย่างสนุกสนานจนเฮฮาไร้สาระไปเลย ทว่าหนังเรื่องนั้นก็มีนัยยะแห่งความรุนแรงซ่อนแฝงอยู่ไม่น้อย)

แต่สำหรับ ‘ลิฟท์แดง’ แล้ว หนังสั้นตอนนี้กลับไม่ได้พูดถึงเรื่องเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ผ่านการกระหน่ำภาพความรุนแรงเข้าใส่คนดู ทว่าเนื้อหาของหนังกลับพยายามตั้งคำถามเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ความรุนแรงที่ดูเหมือนจะไปไกลกว่าการมุ่งขับเน้นไปที่เหตุการณ์นองเลือดอันน่าหวาดกลัวและเศร้าสะเทือนใจ

ลิฟท์แดงตั้งคำถามอย่างน่าสนใจว่า หาก ‘หลานสาว’ ของ ‘ฆาตกรตัวจริง’ ผู้อยู่เบื้องหลังการสั่งสังหารนักศึกษาในเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ได้เข้ามาเป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แล้วต้องมาเจอกับ ‘ผี’ นักศึกษาที่ถูกฆ่าในช่วงเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 เรื่องราวดังกล่าวจะคลี่คลายไปในลักษณะเช่นไร

ในหนังสั้นแนวสยองขวัญเรื่องนี้ ผีนักศึกษาผู้ชายรุ่นพี่ได้คอยเดินติดตาม ‘หลานสาวของฆาตกรตัวจริง’ ไปในแทบทุกหนแห่งของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง ขณะเดียวกัน นางเอกของเรื่องก็ยังต้องถูกนักศึกษารุ่นพี่คนหนึ่งคอยติดตามทวงถามความรับผิดชอบจาก ‘ปู่’ ของเธอด้วยอารมณ์อันดุเดือดรุนแรง (ไม่แตกต่างอะไรจากลักษณะของประวัติศาสตร์นิพนธ์ฉบับขบวนการนักศึกษาที่ถูกยุกติตั้งคำถาม/วิพากษ์)

นางเอกของ ‘ลิฟท์แดง’ พยายามยืนกรานตอบโต้รุ่นพี่กลับไปอย่างรุนแรงเช่นกันว่า ปู่ของเธอไม่ได้กระทำความผิด, เรื่องในอดีตเป็นเพียงเรื่องของความแตกต่างทางอุดมการณ์ เรื่อยไปจนถึงการตั้งคำถามว่า นักศึกษาในเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ นั้นทำทุกอย่างถูกต้องทั้งหมดจริงหรือ

แล้วอารมณ์ของหนังก็ผันเปลี่ยนแปร เมื่อเธอมีโอกาสเข้าไปในลิฟท์แดง

ฉากที่หลายคนอาจคาดหวังกันว่าจะมีเหตุการณ์สุดสยองขวัญเกิดขึ้นภายในลิฟท์แดงนั้น กลับไม่ได้มีความรุนแรงโชกเลือดเกิดขึ้นมากนัก และมันอาจมีความรุนแรงน้อยกว่าการปะทะคารมระหว่างนางเอกกับรุ่นพี่นักศึกษาภายนอกลิฟท์ด้วยซ้ำไป

แต่สิ่งที่ ‘หลานสาวของฆาตกรตัวจริงในเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ’ ได้ประจักษ์ในลิฟท์ผีสิงก็คือ อารมณ์ความรู้สึกของนักศึกษาที่ต้องพลัดพรากตายจากกันไปในเหตุการณ์การสังหารหมู่ทางการเมืองอันโหดเหี้ยมที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทยร่วมสมัย เพราะแท้จริงแล้ว ผีนักศึกษาผู้ชายรุ่นพี่ที่คอยติดตามเธอไปแทบทุกหนแห่งในมหาวิทยาลัยนั้น ก็คือดวงวิญญาณที่ยังเฝ้ารอคอยผีนักศึกษาหญิงคนรักของตนเองที่ถูกสังหารอยู่ภายในลิฟท์แดง เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 เช่นกัน

ประวัติศาสตร์ 6 ตุลาฯ ใน ‘ลิฟท์แดง’ จึงอาจเป็นเรื่องราวของความรู้สึกแห่งการพลัดพรากสูญเสียมากยิ่งกว่าเรื่องความรุนแรงนองเลือด

สิ่งที่ ‘หลานสาวของฆาตกรตัวจริงในกรณี 6 ตุลาฯ’ ต้องร่วมรับผิดชอบ (แม้ว่าเธออาจจะเกิดไม่ทันและไม่รู้เรื่องที่ปู่ของตนเองกระทำ) ก็คือ การเข้าไปมีส่วนร่วมทำความเข้าใจถึงความรู้สึกพลัดพรากสูญเสีย และการพยายามหาหนทางให้วิญญาณ 2 ดวงที่พลัดพรากจากกันในเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ได้หวนกลับมาพบกันอีกครั้งหนึ่ง ไม่ใช่การเข้าไปมีส่วนร่วมในการตอกย้ำภาพความโหดร้ายรุนแรงในอดีตทั้งจากมุมมองของฝ่ายผู้กระทำและผู้ถูกกระทำ

การรำลึกถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ในหนังสั้นสยองขวัญเรื่องนี้ จึงไม่ได้มีจุดมุ่งหมายสำคัญอยู่ที่การตอกย้ำความรุนแรง แต่เป็นการพยายามนำพาตัวละครผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับฆาตกรตัวจริง (รวมทั้งผู้ดูหนัง ที่ปู่ย่าตายาย, พ่อแม่ ตลอดจนลุงป้าน้าอาของหลายๆ คน ก็อาจเคยสนับสนุนการก่อความรุนแรงเมื่อเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ทั้งโดยทางตรงและทางอ้อมมาแล้ว) ไปทำความเข้าใจในอารมณ์ความรู้สึกของผู้ได้รับผล กระทบจากการใช้ความรุนแรงดังกล่าว ด้วยเรื่องราวที่ไม่จำเป็นต้องมีการผลิตซ้ำภาพเหตุการณ์อันโชกเลือดอย่างมากมายแต่อย่างใด

เพียงแค่นี้ก็เป็นเหตุผลมากเพียงพอแล้วที่จะบ่งชี้ถึงคุณค่าของ ‘ลิฟท์แดง’

โดยไม่จำเป็นต้องมีภาพทหารยิงนักศึกษา (ในเหตุการณ์จริงคือ กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจพลร่มและตำรวจตระเวนชายแดน เป็นผู้ปฏิบัติการลงมือยิง) ซึ่งคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์มีมติให้ตัดฉากดังกล่าวออกไป รวมทั้งภาพ ‘หลานสาวฆาตกรตัวจริงในเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ’ ประสบอุบัติเหตุถูกรถชนจนเสียชีวิตโดยมีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเป็นฉากหลัง (ซึ่งในด้านหนึ่งก็อาจมีความสำคัญเพราะเป็นเงื่อนไขที่เปิดโอกาสให้นางเอกสามารถสานต่อภารกิจของตนเองจนเสร็จสิ้น ขณะเดียวกันการที่เธอได้กลายเป็น ‘ผี’ จนมีสถานะไม่แตกต่างจากผีนักศึกษารุ่นพี่ ก็ส่งผลให้ ‘การให้อภัย’ ระหว่างผู้ถูกกระทำและฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับผู้กระทำมีความเป็นไปได้มากขึ้น) ถูกนำมาเรียงร้อยใส่ในภาพยนตร์แต่อย่างใด

เนื่องเพราะปัจจัยเหล่านั้นอาจไม่ใช่ประเด็นสำคัญสูงสุดของหนังสั้นสยองขวัญที่น่าชมเชยเรื่องนี้

คนมองหนัง

October Sonata รักที่รอคอย: การเมืองของลูกกำพร้าและปัจเจกบุคคล

(ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารไบโอสโคป เมื่อช่วงปี 2552)

october sonata
การเมืองของลูกกำพร้า

“เมื่อสายใยในชาติขาดสะบั้น / สิ้นสายครรภ์มาตุคามไร้ความหมาย / ก่อนกำหนดกฎกำเนิดเกิดเพื่อตาย / เพียงลิ่มเลือดเละร้ายคล้ายเศษคน / ร่างทารกอัปลักษณ์ทะลักหลุด / ซากมนุษย์ที่ชีวิตถูกปลิดปล้น / ประจานเหตุประเทศนี้เกิดวิกล /เกลื่อนถนนก่นสังหาร…ลูกหลานใคร?”

“หากทารกหกตุลายังเหลือรอด / เด็กที่คลอดกลางลานประหารหมู่ / กระสุนกราดสาดสั่งเสียงพรั่งพรู / สอนให้รู้หลังตระหนกหกตุลา / เป็นวันเกิดที่มากับการดับสิ้น / ต้องขาดวิ่นสูญวัยไร้เดียงสา /น้ำตาหยาดหมาดแล้วในแก้วตา / เมื่อแผ่นดินมารดากระด้างเกิน / เติบโตและแตกต่างอย่างแกร่งกร้าว / ปวดร้าวคราวปะทะระหกระเหิน / ดาวศรัทธาที่ส่องสร้างเส้นทางเดิน / ร่วงลับเนิน…ฝังสหายอีกหลายคน”

นี่คือบทกวีชื่อ “เกิดวันที่ 6 ตุลาคม 2519” ของ จิระนันท์ พิตรปรีชา ที่เขียนขึ้นในวาระครบรอบ 27 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ เมื่อปี พ.ศ.2546 ซึ่งเปรียบเทียบคนรุ่น 6 ตุลาฯ ว่าเป็นดัง “ลูก” ที่ถูก “แม่” (มาตุคาม-แผ่นดินไทย) ตัดขาดและปฏิเสธผ่านความโหดร้ายรุนแรงในการสังหารหมู่ครั้งนั้นได้อย่างคมคาย

หลังจากได้ดู “October Sonata รักที่รอคอย” ของ สมเกียรติ์ วิทุรานิช แล้ว ผมนึกถึงบทกวีของจิระนันท์ เนื่องจากทั้ง “รวี” และ “แสงจันทร์” ตัวละครนำของหนังเรื่องนี้ล้วนแล้วแต่เป็นลูกกำพร้าทั้งคู่

รวีเป็นลูกชายของครอบครัวชาวนา ซึ่งพ่อนำเขาไปทิ้งไว้ที่วัด ขณะที่เรื่องราวของแม่ก็ไม่ถูกเขากล่าวอ้างถึง

แสงจันทร์น่าจะเป็นลูกสาวของครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีนที่มีฐานะค่อนข้างยากจน เธอไม่เคยเห็นหน้าพ่อ ส่วนแม่ก็นำเธอไปทิ้งไว้กับป้า ซึ่งมักกระทำทารุณต่อเธอเสมอ

รวีกับแสงจันทร์ต่างพยายามขับเคลื่อนและเปลี่ยนแปลงสถานะทางสังคมของตนเอง ด้วยความเชื่อและความใฝ่ฝันที่ว่ามนุษย์ทุกคนล้วนเกิดมามีความเท่าเทียมกัน

รวีมีโอกาสเรียนหนังสือ ต่อมาเขาได้รับทุนไปศึกษาต่อในต่างประเทศ แล้วกลับมาเป็นอาจารย์และนักกิจกรรมเคลื่อนไหวทางการเมือง ผู้ประสบชะตากรรมแห่งความพ่ายแพ้ร่วมกันกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย

แม้แสงจันทร์จะเติบโตมาโดยไม่ได้เรียนหนังสือ แต่การได้พบปะพูดคุยกับรวีเพียงคืนเดียว (หรือ 3 คืนในรอบ 14 ปี) ก็ส่งผลให้ชีวิตของเธอเดินหน้าไปอย่างมิอาจหยุดยั้ง เธอหนีจากการทารุณของป้า ไปเป็นสาวโรงงานเย็บผ้าที่มีโอกาสได้เรียนหนังสือภาคค่ำ จากนั้นเธอยังได้เรียนรู้วิชาตัดเสื้อจากคุณนายผู้ดีเก่า แล้วถูกไล่ออกเพราะหาญกล้าเรียกร้องค่าแรง แสงจันทร์กลายเป็นเมียเถ้าแก่ลิ้ม ก่อนจะเป็นนักเขียน (ปัญญาชน) ที่เขียนวรรณกรรมเพื่อชนชั้นกรรมาชีพในที่สุด

ในค่ำคืนแรกที่เขาและเธอได้พบกัน รวีนำพาแสงจันทร์ไปรู้จักกับวรรณกรรมเรื่อง “สงครามชีวิต” ผลงานของนักเขียนปัญญาชนฝ่ายซ้ายรุ่นเก่าคนสำคัญอย่างศรีบูรพา ซึ่งเป็นดังแสงหิ่งห้อยที่ค่อยๆ ผลักดันให้ผู้หญิงไม่รู้หนังสือตอนต้นเรื่องกลายเป็นนักอ่าน (ต่อมาหนังแสดงให้เห็นอีกว่า อย่างน้อยที่สุดเธอยังได้อ่านวรรณกรรมฝ่ายซ้ายชิ้นสำคัญอีกเล่มหนึ่ง ได้แก่ “ปีศาจ” ของเสนีย์ เสาวพงศ์) และเขียนหนังสือด้วยแนวทางดังกล่าวในท้ายที่สุด

แต่เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516, 6 ตุลาคม 2519 และการเข้าป่าของนักศึกษาปัญญาชนหลังจากนั้น กลับส่งผลให้รวีและแสงจันทร์ต้องพลัดพรากจากกันอย่างปวดร้าว อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์เช่นนี้ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้หญิงชื่อแสงจันทร์ไปอย่างมหาศาล จากผู้หญิงคนหนึ่งที่หลงใหลแค่เพียงพระเอกหนังอย่างมิตร ชัยบัญชา มาสู่การเป็นนักเขียนในแนวทางเพื่อชีวิต

นี่คือความทรงจำ ความเชื่อ อารมณ์ความรู้สึก และวิถีชีวิตรูปแบบหนึ่ง ของคนกลุ่มหนึ่งในรุ่นอายุหนึ่ง ที่นอกจากจะถูกทอดทิ้งโดยพ่อแม่บังเกิดเกล้าแล้ว พวกเขาและเธอก็ยังเลือกเดินบนหนทางซึ่งต้องตัดขาดตนเองออกจากปิตุภูมิ/มาตุภูมิ/พ่อแม่แห่งชาติไทยด้วย

ชีวิตของรวีและแสงจันทร์แตกต่างจาก “ลิ้ม/สมชาย” ซึ่งเป็นคนจีนที่ติดตามพ่อมาตั้งรกรากในเมืองไทย เพราะไม่ได้เกิดในประเทศไทยลิ้มจึงพูดภาษาไทยไม่ชัด แต่เขากลับสามารถกลืนกลายเข้ากับ “ความเป็นไทย” (รัฐพ่อๆ แบบรัฐไทย หรือ มาตุภูมิไทย) ได้มากกว่ารวีกับแสงจันทร์อย่างมีนัยยะสำคัญ

ลิ้มเติบโตมากับพ่อและแม่ (แม้ว่าภายหลังพ่อจะทิ้งแม่ของเขาเอาไว้ที่เมืองจีน และมาได้เมียใหม่ที่เมืองไทยก็ตาม) ขณะที่รวีและแสงจันทร์เป็นลูกกำพร้า ซึ่งเติบโตขึ้นมาโดยไร้พ่อแม่คอยเลี้ยงดู

ลิ้มใฝ่ฝันถึงการมีครอบครัวซึ่งประกอบไปด้วยพ่อ แม่ ลูก ขณะที่รวีกับแสงจันทร์ไม่เคยแสดงเจตจำนงอย่างเด่นชัดนักว่าพวกตนกำลังใฝ่ฝันถึงการมีครอบครัวในอุดมคติแบบดังกล่าว

มิหนำซ้ำลิ้มยังขยันทำมาหากินจนตั้งตัวเป็นเถ้าแก่ได้สำเร็จ สอดคล้องกับป้ายข้อความ “งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข” ตรงข้ามร้านค้าของเขา ซึ่งเป็นคำขวัญของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ผู้มีส่วนสำคัญต่อการก่อร่างสร้างให้สังคมการเมืองไทยมีลักษณะเป็น “สังคมแบบพ่อปกครองลูก” มาจนถึงปัจจุบันนี้

ลิ้มจึงเป็นคนจีนต่างด้าวที่สามารถปรับตัวให้กลายเป็นลูกที่ดีของรัฐไทย ทั้งยังอาจช่วยผลิตซ้ำครอบครัวแบบพ่อ แม่ ลูก ในฐานะส่วนขยาย (ทางอุดมการณ์) ต่อเนื่องไปจากครอบครัวใหญ่อย่างรัฐอีกด้วย เขาไม่เหมือนรวีกับแสงจันทร์ที่เลือกทำตัวเป็นลูกอกตัญญู/ขบถของรัฐไทย

ในช่วงปลายทศวรรษ 2520 อันเป็นจุดจบของ October Sonata ดูเหมือนว่าลิ้มจะเป็นตัวละครเพียงคนเดียวที่สามารถดำรงตนอยู่ในสังคมไทยได้อย่างมั่นคงมีหลักมีฐาน

กลับเป็นผู้พ่ายแพ้ออกมาจากป่าอย่างรวีเสียอีกที่ต้องตกอยู่ภายใต้ความอนุเคราะห์ของลิ้ม ลิ้มหรือคุณสมชายกลายเป็นคนส่งศพรวีไปสู่สุคติ (ทั้งที่รวีคือศัตรูความรักของเขา) เขาเป็นผู้นำงานเขียนของแสงจันทร์ที่รวีตรวจแก้ไขเรียบร้อยแล้วก่อนจะเสียชีวิตไปส่งให้สำนักพิมพ์พิจารณา

นอกจากนี้ ลิ้มยังซื้อและพยายามคงสภาพของโรงแรมบังกะโลริมชายหาดที่จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นสถานที่แห่งความทรงจำ/อุดมคติของรวีและแสงจันทร์เอาไว้

ในตอนท้าย คนดี/ลูกที่ดีของรัฐอย่างลิ้มจึงมีสถานะเป็นดัง (คุณพ่อน้อยๆ) ผู้คอยอุปถัมภ์ค้ำจุนลูกอกตัญญูสองคนของรัฐไทยคือรวีและแสงจันทร์ ที่ชีวิตของเขาและเธอคล้ายจะแตกสลายไปตามความรักอันพลัดพราก รวมทั้งความตายแห่งชีวิตซึ่งไม่อาจหวนคืน

แต่เรื่องราวในหนังเรื่องนี้ก็คงจะไม่แตกต่างกันกับสภาพสังคมการเมืองไทยร่วมสมัย ที่อะไรต่อมิอะไรไม่ได้ดำเนินไปอย่างง่ายดายตายตัวเท่าใดนัก และผู้ชนะก็ใช่จะมีชัยอยู่ตลอดเวลา เพราะแม้ร่างกายของรวีจะตายไปในทศวรรษ 2520 แต่ไฟฝันแห่งอุดมการณ์ (ฝ่ายซ้าย?) ก็ถูกจุดให้ติดอยู่ในใจของแสงจันทร์ไปเรียบร้อยแล้ว

แสงจันทร์เปลี่ยนไปตลอดกาล ด้วยอิทธิพลทางความคิดของรวีและวรรณกรรมเพื่อชีวิตยุคบุกเบิก/คลาสสิก กระทั่งเธอกลายเป็นผู้ต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมกันของมนุษย์ผ่านการเขียนหนังสือ

การต่อสู้ทางการเมืองไทยจึงไม่ได้จบลงหลังจากเหตุการณ์14 ตุลาคม 2516, 6 ตุลาคม 2519 หรือการออกนโยบาย 66/2523 เพราะเมื่อหลักการแห่งความเท่าเทียมกันของมนุษย์ยังมิได้ลงหลักปักฐานหรือมีที่ทางในสังคม อุดมคติและความใฝ่ฝันของคนกลุ่มหนึ่งก็ยังคงต้องถูกผลักดัน/สืบทอดไปสู่คนอื่นๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ดังกรณีความรัก/ความสัมพันธ์/การถ่ายทอดอุดมการณ์ระหว่างรวีกับแสงจันทร์นั่นเอง

ทว่าคำถามน่าสนใจก็คือ อะไรกันล่ะที่ทำให้ผู้เหมือนจะตกเป็นฝ่ายแพ้พ่าย เช่น แสงจันทร์ ยังคงเลือกจะต่อสู้และยืนหยัดกับหลักการความคิดซึ่งตนเองเชื่อถืออย่างต่อเนื่องสืบไปโดยไม่ยอมแพ้

การเมืองของปัจเจกบุคคล

ความย้อนแย้งบางประการที่ดำรงอยู่อย่างมีนัยยะสำคัญน่าสนใจใน “October Sonata รักที่รอคอย” ก็คือ ลักษณะกำกวมคลุมเครือของตัวละครบางคนในหนัง

เริ่มตั้งแต่ “คุณนายราตรี” ผู้ดีเก่าจากตระกูลสูงส่ง ที่ลิ้มพาแสงจันทร์ไปฝากฝังเพื่อจะได้ฝึกฝนวิชาออกแบบ-ตัดเสื้อกับเธอ แต่สุดท้ายเมื่อแสงจันทร์ในฐานะลูกจ้างตัดสินใจเรียกร้องหาความยุติธรรมในนามของค่าแรงจากคุณนาย คุณนายราตรีก็พูดจาดูถูกเหยียดหยามชาติกำเนิดของแสงจันทร์และตะเพิดหญิงสาวออกจากบ้านในที่สุด

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ในตู้หนังสือประจำบ้านของคุณนายผู้ไม่ยอมจ่ายค่าแรงแถมยังดูถูกชาติตระกูลของลูกจ้างคนนี้ กลับมีวรรณกรรมฝ่ายซ้ายเล่มสำคัญ เช่น “แม่” ของ แม็กซิม กอร์กี และ “ปีศาจ” ของ เสนีย์ เสาวพงศ์ ดำรงอยู่

นอกจากการหาโอกาสไปอ่านหนังสือในห้องสมุดสาธารณะแล้ว แสงจันทร์ก็ฝึกฝนเคี่ยวกรำความคิดอ่านของตนเองให้เชื่อมั่นในเรื่องความเท่าเทียมกันของมนุษย์มากยิ่งขึ้น กระทั่งไปเรียกร้องขอความยุติธรรมจากคุณนายราตรี ด้วยการอ่านวรรณกรรมเพื่อชีวิตในตู้หนังสือของบ้านคุณนายนี่เอง

สมเกียรติ์ วิทุรานิช ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ชี้แจงภายหลังว่า แท้จริงแล้วใน October Sonata จะมีตัวละครอีกคนหนึ่งที่ถูกตัดออกไป นั่นคือ ลูกชายของคุณนายราตรี ผู้เป็นนักศึกษาหัวก้าวหน้าในช่วงเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และตัวละครคนนี้นี่แหละที่เป็นเจ้าของ/ผู้อ่านวรรณกรรมฝ่ายซ้ายตัวจริงในตู้หนังสือประจำบ้านคุณนาย

แต่ถึงแม้จะไร้ซึ่งตัวละครลูกชายคุณนาย เราก็อาจวิเคราะห์ได้ว่าคุณนายราตรีนั้นเป็นมนุษย์หรือปัจเจกบุคคลผู้มีความซับซ้อนในตัวเอง ด้านหนึ่ง เธออาจมีความคิดแบบศักดินาขวาจัดจนดูถูกเหยียดหยามคนอื่นว่ามีความต้อยต่ำกว่าทางชาติตระกูล แต่ในอีกด้าน ก็เป็นไปได้ว่าเธอเป็นผู้บริโภค/ซื้อหาหนังสือวรรณกรรมฝ่ายซ้ายชื่อดังในฐานะสิ่งของมีค่าร่วมสมัยบางอย่าง โดยมิต้องซึมซับรับเอาความคิดจากวรรณกรรมเหล่านั้นเข้าสู่โลกทัศน์และชีวทัศน์ของตนเองแต่อย่างใด

หรือหากมีตัวละครลูกชายคุณนายราตรีเพิ่มเติมเข้ามาในหนังจริงๆ เราก็อาจได้เห็นถึงศักยภาพของปัจเจกบุคคลที่พยายามขับเคลื่อนชีวิตตนเองให้หลุดพ้นออกจากโครงสร้างทางความคิดความเชื่อที่ครอบงำเขาไว้ในนามของ “สถาบันครอบครัว” อย่างน่าสนใจ (กระทั่งเขาอาจมีชะตากรรมเป็น “ลูกกำพร้า” เฉกเช่นรวีและแสงจันทร์)

ทั้งหมดนี้คือพลังและพลวัตที่ไม่เคยหยุดนิ่งตายตัวของปัจเจกบุคคล

เช่นเดียวกันกับคุณนายราตรีหรือลูกชายคุณนาย ตัวละครนำของ October Sonata อย่างแสงจันทร์ก็เป็นปัจเจกบุคคล

และปัจเจกบุคคลอย่างแสงจันทร์ก็มีท่าทีบางอย่างซับซ้อนไม่ต่างจากคุณนายราตรี เพราะครั้งหนึ่งหญิงสาวผู้ซึมซับรับเอาประเด็นเรื่องความเท่าเทียมกันของมนุษย์มาจากรวีและวรรณกรรมเพื่อชีวิต ก็เคยด่าพ่อของลิ้มว่า “เป็นเจ๊กหอบเสื่อผืนหมอนใบ ผิดกับนักเรียนนอกที่มีการศึกษาอย่างรวี”

หากพิจารณาให้ดี นอกจากการพบกับรวีแล้ว การเขียนหนังสือ/เคลื่อนไหวทางการเมืองของแสงจันทร์ก็ล้วนแล้วแต่ดำเนินไปในลักษณะของปัจเจกบุคคลตลอดทั้งเรื่อง เธอเขียนหนังสือคนเดียว ใฝ่ฝันถึงชายคนรักผู้เป็นแรงบันดาลใจอยู่คนเดียว ทว่าเธอกลับไม่เคยออกไปเคลื่อนไหวร่วมกับขบวนการนักศึกษา หรือพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (ที่ด้านหนึ่งก็เชื่อมโยงกับความเป็นลูกจีนซึ่งแสงจันทร์ –เคยพลั้งเผลอหรือเจตนา?- ดูถูก)

ความคิดทางสังคมการเมืองของแสงจันทร์จึงค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปในระดับของ “ปัจเจกบุคคล” ผ่านความรักความสัมพันธ์ที่เธอมีต่อปัจเจกบุคคลอีกคนหนึ่ง คือ รวี ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงในแง่ของการเข้าไปมีอัตลักษณ์ร่วมกับกลุ่มฝูงชนขนาดใหญ่ (ไม่ว่าจะเป็นขบวนการนักศึกษา การประท้วงบนท้องถนน หรือพรรคคอมมิวนิสต์) ซึ่งอาจมีส่วนกดทับให้สถานะปัจเจกบุคคลของผู้ร่วมขบวนการค่อยๆ เลือนรางหายไปแต่อย่างใด

สุดท้าย ท่าทีเอียงซ้ายทางการเมืองหรือการเรียกร้องหาความเท่าเทียมกันของมนุษย์โดยแสงจันทร์ จึงเกิดขึ้นมาจากความรักที่ผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งมีให้ผู้ชายอีกคนหนึ่งเป็นสำคัญ

ทั้งนี้ มันไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอะไรเลย หากแสงจันทร์จะพยายามต่อสู้ในทางการเมืองเพื่อคนที่เธอรัก ไม่ใช่เพื่อชาติ เพื่อประเทศ หรือเพื่อการเปลี่ยนแปลงอภิวัฒน์สังคม ตราบใดที่ความรักของปัจเจกบุคคลดังกล่าวยังมีพลังผลักดันให้คนเล็กคนน้อยอย่างแสงจันทร์ต่อสู้และเชื่อมั่นในหลักการเรื่องความเท่าเทียมกันของมนุษย์ต่อไป

มีเพื่อนนักดูหนังคนหนึ่งของผมเคยตั้งคำถามถึงฉากตัวละครชาวบ้านริมชายหาดที่ จ.ชลบุรี ใน October Sonata พากันเผาหนังสือเด็กของรวีและเพื่อนนักกิจกรรมเคลื่อนไหวทางการเมืองช่วงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ว่า ทำไมหนังจึงไม่ยอมพูดถึงบทบาทของรัฐไทยในการสร้างภาพ “ปีศาจร้ายคอมมิวนิสต์” ซึ่งกล่อมเกลาอุดมการณ์/จิตสำนึกอันผิดพลาดลงไปในหัวของประชาชน แต่กลับวาดภาพให้ตัวละครชาวบ้านกลายเป็นคนร้ายเผาหนังสือเพียงเท่านั้น

หลังจากเวลาผ่านไปสักระยะหนึ่ง คำตอบที่ผมพอจะนึกออกสำหรับคำถามดังกล่าวก็คือ เป็นไปได้ไหมว่าเพราะหนังเรื่องนี้พยายามให้น้ำหนักแก่ปัจเจกบุคคล (ที่เป็นสามัญชนคนเดินดินทั่วไป) ในฐานะผู้กระทำการในทางการเมือง ดังนั้น หนังจึงนำเสนอให้ปัจเจกบุคคลที่เป็นชาวบ้านหลายคนมารวมตัวกันก่อปฏิบัติการเผาหนังสือ มากกว่าจะนำเสนอถึงอำนาจอันยิ่งใหญ่ไพศาลของโครงสร้างรัฐไทย เนื่องจากในความเป็นจริง มนุษย์ทุกคนก็ล้วนแล้วแต่กระทำการทางการเมืองโดยใช้วิจารณญาณส่วนบุคคลของตนเองด้วยส่วนหนึ่ง มิใช่เป็นเพราะพวกเขาตกอยู่ภายใต้อำนาจหรืออิทธิพลของโครงสร้างรัฐโดยสิ้นเชิงแต่เพียงอย่างเดียว

ในฐานะปัจเจกบุคคล ชาวบ้านเหล่านั้นก็คงมีเหตุผลสลับซับซ้อนบางอย่างภายในใจ (ที่ดำเนินไปเพื่อความอยู่รอด) ของตนเองซึ่งทำให้พวกเขาตัดสินใจเผาหนังสือของรวีและเพื่อน ไม่ต่างอะไรกับความเป็นปัจเจกบุคคลอันซับซ้อนของแสงจันทร์หรือคุณนายราตรี ซึ่งส่งผลให้พวกเธอก่อพฤติกรรมด้านลบบางประการออกมาในบางวาระ

แต่ก็ด้วยฐานะของปัจเจกบุคคลผู้มีความรักมอบให้แก่ชายหนุ่มชื่อรวีเช่นกัน ที่เป็นพลังผลักหนุนให้แสงจันทร์ยังเลือกต่อสู้ในทางการเมืองเพื่อความเท่าเทียมของเพื่อนมนุษย์ต่อไป

ความรักของปัจเจกบุคคล (ผู้มีทั้งความถูก ผิด ดี เลว) นี่เอง ที่ทำให้แสงจันทร์ยังคงเลือกจะต่อสู้และยืนหยัดกับหลักการความคิดซึ่งตนเองยึดมั่นเชื่อถือในฐานะพลังกระแสรองของสังคมอย่างต่อเนื่องสืบไปโดยไม่เคยคิดหยุดยั้งยอมแพ้