คนมองหนัง

บันทึกถึง “App War: แอปชนแอป”

(เปิดเผยเนื้อหาสำคัญ!)

หนึ่ง

app war 1

“ยรรยง คุรุอังกูร” อาจยังไม่ถือเป็นผู้กำกับภาพยนตร์แถวหน้า-ชั้นครีม ของวงการหนังไทยร่วมสมัย

แต่หากพิจารณาผลงานหนังยาวทั้งสองเรื่องของเขา คือ “2538 อัลเทอร์มาจีบ” (2558) และ “App War: แอปชนแอป” (2561) ก็ต้องยอมรับว่ายรรยงเป็นคนเล่าเรื่องสนุก และสามารถคัดเลือกกลุ่มตัวละครที่มีประสบการณ์-ปัญหาชีวิตน่าสนใจ มานำเสนอได้อยู่เสมอ

จากเรื่องราวของพ่อแม่ที่ได้ย้อนรำลึกความสุข-ความผิดพลาดในช่วงชีวิตวัยรุ่นของตนเอง ท่ามกลางเสียงเพลงยุคอัลเทอร์เนทีฟครองเมือง ปลายทศวรรษ 2530

มาถึงความสัมพันธ์สองหน้า ระหว่างหนุ่มสาววัยเริ่มต้นทำงานสองคน/กลุ่ม ที่หวังจะประสบความสำเร็จในธุรกิจไอที สตาร์ทอัพ ต้นทศวรรษ 2561

สอง

app war 2

“App War” บอกเล่าเรื่องราวของหนุ่มสาวคนชั้นกลางสองกลุ่ม ที่พยายามไขว่คว้าหาโอกาสในธุรกิจไอที สตาร์ทอัพ ผ่านการสร้างแอปพลิเคชัน

กลุ่มแรกนำโดย “บอมบ์” หนุ่มโปรแกรมเมอร์มากความสามารถ กลุ่มหลังนำโดย “จูน” สาวนักการตลาด ที่ได้เงินลงทุนก้อนแรกมาจากครอบครัว

“บอมบ์” และ “จูน” มีโอกาสเจอหน้ากันตามงานประกวดแข่งขันโปรเจ็คท์สตาร์ทอัพ คืนหนึ่ง ทั้งคู่มีโอกาสพูดคุยและแวะกินข้าวด้วยกัน กระทั่งต่างคนต่างเกิดไอเดียว่าคงจะดีนะ หากมีใครสร้างแอปพลิเคชันซึ่งช่วยดึงดูดคนที่ไม่รู้จักกัน ให้มาร่วมทำกิจกรรมบางอย่าง อันเกิดจากความสนใจที่ต้องตรงกันของพวกเขา

หลายเดือนผ่านไป จึงเกิดแอปพลิเคชันชื่อ “Inviter” และ “Amjoin” ขึ้นมาพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ทั้งสองแอปต่างมีฟังก์ชั่นสอดคล้องกับบทสนทนาของ “บอมบ์” และ “จูน” เป๊ะๆ

แอปแรกเป็นผลงานของ “บอมบ์” และเพื่อนๆ ซึ่งมีจุดเด่นที่ระบบจัดการข้อมูล แต่รูปโฉมเบื้องหน้ากลับจืดชืดค่อนข้างเชย ขณะที่แอปหลังเป็นผลงานของ “จูน” และเพื่อนๆ ซึ่งมีระบบโครงสร้างหลังบ้านไม่แข็งแรงนัก สวนทางกับรูปลักษณ์ภายนอก ที่ดึงดูดใจกลุ่มผู้ใช้วัยรุ่นได้ดีกว่า

“บอมบ์” กับ “จูน” จึงหวนกลับมาเจอกันอีกครั้ง ในสงครามระหว่างแอปที่อุบัติขึ้น

สองหนุ่มสาวค่อยๆ สานทอความรักความสัมพันธ์ ไปพร้อมๆ กับการห้ำหั่นเอาเป็นเอาตายในเชิงไอทีและธุรกิจ โดยมีเวทีสตาร์ทอัพ คอนเทสต์ เป็นสังเวียนสุดท้าย ที่เขาและเธอจะต้องลงชิงชัยขับเคี่ยว เพื่อคว้าเงินรางวัลก้อนใหญ่ไปพัฒนาธุรกิจของตนเอง

สาม

app war

หากประเมินจากรูปลักษณ์ ตลอดจนประเด็นแกนกลางของเรื่องเล่า อดคิดไม่ได้ว่า “App War” ผลงานลำดับที่สองของค่าย “ทีโมเมนต์” ที่มี “วิสูตร พูลวรลักษณ์” อดีตผู้บริหารคนหนึ่งของ “จีทีเอช” เป็นหัวเรือใหญ่ ร่วมด้วยทุนสนับสนุนจากเครือ “โมโน” นั้นถูกสร้างขึ้นมาเพื่อท้าชนประกบคู่กับ “ฉลาดเกมส์โกง” หนังทำเงิน-ทำกล่องประจำปีก่อนของค่าย “จีดีเอช” พาร์ทเนอร์เก่าของวิสูตร

อย่างไรก็ดี “App War” มิได้เดินซ้ำรอยทางของ “ฉลาดเกมส์โกง” จนปราศจากความคิดสร้างสรรค์ใดๆ

ถ้า “ฉลาดเกมส์โกง” คือหนังไทยที่มีกลุ่มตัวละครหลักเป็นวัยรุ่นช่วงอายุไม่เกิน 20 ปี ซึ่งกำลังสอบเข้าเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย และมิตรภาพระหว่างพวกเขาก็ถูกทดสอบเคี่ยวกรำในสนามสอบแข่งขัน

“App War” ก็ขยับขึ้นมาเล่าเรื่องราวของวัยรุ่นอายุ 20 กว่าๆ ซึ่งกำลังเริ่มต้นทำงานด้วยไฟฝันอันร้อนแรง โดยที่สนามแข่งขันทางธุรกิจได้กลับกลายเป็นทั้งเครื่องมือส่งเสริมและขัดขวางสายสัมพันธ์ความรักระหว่างพวกเขาไปพร้อมๆ กัน

แม้จะฉาบหน้าด้วยการแข่งขันแย่งชิงผลประโยชน์ในแวดวงไอที สตาร์ทอัพ แต่ลึกๆ แล้ว ผมเห็นว่า “App War” กำลังพูดถึงสายสัมพันธ์ทั้งรักทั้งชัง ทั้งอยากจะรักและอยากจะเอาชนะ ซึ่งมักเป็นความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นกับคนวัยหนึ่ง ที่โตเกินกว่าจะมี “ปั๊ปปี้เลิฟ” แบบเด็กมัธยม แต่ก็ยังไม่เป็นผู้ใหญ่พอที่จะก่อร่างสร้างครอบครัว และพร้อมจะเทคแคร์คนรักชนิดสุดหัวจิตหัวใจ

หลายๆ ฉาก/สถานการณ์ในหนัง สามารถอธิบายความสัมพันธ์ที่กำกวมคลุมเครือเช่นนี้ได้ดี ไม่ว่าจะเป็นฉาก “จูน” ซัด “บอมบ์” จนหมอบตอนเล่นเกมเลเซอร์แท็ก หรือสถานการณ์ที่ทีมงานของ “จูน” ส่งเด็กฝึกงานไปเป็นสปายและขโมยแล็ปท็อปของ “บอมบ์” เช่นเดียวกับที่ทีม “บอมบ์” ส่งคนระดับโค-ฟาวเดอร์ ไปตีเนียนเป็นดีไซเนอร์ให้ฝั่ง “จูน” ซึ่งสร้างความรู้สึกเจ็บปวด-ผิดหวัง ให้แก่หัวหน้าทีมทั้งสองฝ่าย

ทว่าในฉากสุดท้ายของหนัง โทนอารมณ์เจ็บแค้น ชิงชัง อยากจะเอาชนะ ระหว่างตัวละครนำทั้งคู่ ก็ระเหยหายไป และค่อยๆ เปลี่ยนแปลงสู่ความสัมพันธ์อีกรูปแบบ

ราวกับจะเป็นบทสรุปว่าทุกฝ่ายล้วนต้อง “เติบโต” ขึ้น ภายหลังการแข่งขันทางธุรกิจอันตึงเครียดยุติลงและได้ผลลัพธ์สุดท้าย (ว่าฝ่าย “บอมบ์” และเพื่อนเป็นผู้ชนะ ก่อนที่ต่อมา เขาจะถอนตัวออกจากธุรกิจดังกล่าว)

แต่น่าคิดไม่น้อยว่าถ้าบทสรุปแพ้ชนะออกอีกหน้าหนึ่ง คือ ฝ่าย “จูน” (นางเอก) เป็นผู้ชนะ ความสัมพันธ์ระหว่าง “บอมบ์” และ “จูน” จะคลี่คลายไปสู่จุดไหน? จะเหมือนหรือต่างจากฉากสุดท้ายในหนัง?

สี่

app war 3

“App War” ใช้ทีมนักแสดงหลักที่เป็น “หน้าใหม่” หรือ “หน้าค่อนข้างใหม่” ยกชุด

ทั้งหมดสอบผ่านในเรื่องหน้าตา รูปร่าง บุคลิกภาพ รวมถึงฝีมือการแสดง

เคมีระหว่าง “บอมบ์” กับ “จูน” ที่รับบทโดย “ณัฏฐ์ กิจจริต” และ “วริศรา ยู” (ไทยซุปเปอร์โมเดล 2012) ทำให้นึกถึง “ชานน สันตินธรกุล” และ “ชุติมณฑน์ จึงเจริญสุขยิ่ง” ใน “ฉลาดเกมส์โกง” อยู่พอสมควร หากพิจารณาถึงแง่มุมที่ว่ารูปร่าง-บุคลิกของนางเอกดูจะ “ข่ม” พระเอกได้นิดๆ

อีกรายละเอียดเล็กๆ ที่ผมชอบคือ ถ้าเพ่งมองใบหน้าคู่พระคู่นางดีๆ เราจะเห็น “ตำหนิ” บางอย่างชัดเจน โดย “บอมบ์” จะมีติ่งเนื้อ/ต่อมไขมันสองจุดตรงขอบตาขวา ส่วน “จูน” ก็จะเป็นคนมีกระเยอะ จุดตำหนิพวกนี้ส่งผลให้ทั้งสองคน ซึ่งมีหน้าตาบุคลิกดีกว่าคนทั่วไป ยังไม่ได้มีลักษณะเป็น “ดารา” ที่เลิศเลอเพอร์เฟ็คท์เปี่ยมออร่าชนิดร้อยเปอร์เซ็นต์เสียทีเดียว

“จิงจิง วริศรา” และ “ออกแบบ ชุติมณฑน์” นับเป็นตัวแทนของนางแบบ/ซุปเปอร์โมเดลรุ่นใหม่ๆ ที่ก้าวข้ามมาเป็นนักแสดง (ในยุคแห้งเหี่ยวของแม็กกาซีน ขณะที่งานแฟชั่นโชว์ก็กลายเป็นสังคมเล็กๆ แคบๆ ของเหล่าไฮโซ) และพวกเธอก็ทำหน้าที่ใหม่ได้ดีมากๆ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

เมื่อมองภาพกว้างกว่านั้น “จิงจิง” และ “ออกแบบ” คือ “ความงดงาม” อีกประเภทหนึ่งในสื่อบันเทิงไทย พ.ศ.นี้ เพราะเธอทั้งสองคนมีหน้าตา รูปร่าง และวิธีการนำเสนอตัวเอง ที่แตกต่างจากดารา/นักแสดง/ไอดอลหญิงร่วมสมัยส่วนใหญ่อย่างชัดเจน

Advertisements
คนมองหนัง, คนอ่านเพลง, ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

“ท็อปเทน” ปี 2558

(ปรับปรุงจากบทความในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 15-21 มกราคม 2559)

ต้นปีนี้ เพื่อนที่จัดทำเฟจเฟซบุ๊ก “คาเฟ่ลูมิแยร์” ได้เชิญชวนให้ไปร่วมจัดอันดับ “ท็อปเทน” ประจำปี 2558 โดยแบ่งออกเป็นสองหัวข้อ

หัวข้อแรก “ท็อปเทน หนังไทย” ขณะที่หัวข้อที่สอง คือ “ท็อปเทน ภาพเคลื่อนไหว” ซึ่งรวมทุกอย่าง นับตั้งแต่หนังยาว หนังสั้น สารคดี รายการทีวี ศิลปะจัดวาง คลิปโป๊ โฆษณา มิวสิกวิดีโอ เรื่อยไปจนถึงรายการคืนความสุข !

เมื่อมาสำรวจตรวจสอบตัวเอง ก็พบว่า ตลอดปีที่แล้วผมได้ดูหนังในโรงภาพยนตร์เพียง 20 กว่าเรื่องเท่านั้น แถมยังไม่ได้ดูสื่อภาพเคลื่อนไหวอื่นๆ ในจำนวนมากมายสักเท่าไหร่

ถือว่าต้องพิจารณาตนเองเหมือนกัน ในฐานะที่มีหน้าที่ต้องเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับภาพยนตร์และสาระบันเทิงอื่นๆ เพื่อสื่อสารไปยังผู้อ่าน

อย่างไรก็ดี เมื่อได้รับคำชวนแล้ว จึงตัดสินใจลองจัดอันดับดูสักหน่อย แม้จะไม่ครบถ้วนสิบเรื่องสิบชิ้น ในแต่ละหมวดหมู่ก็ตาม

ท็อปเทนหนังไทย (ขออนุญาตหดเป็น “ท็อปไฟว์” เพราะได้ดูหนังไทยในปีที่ผ่านมาไม่ถึง 10 เรื่อง)

อันดับ 1 “สแน็ป : แค่…ได้คิดถึง” (คงเดช จาตุรันต์รัศมี)

snap

หนังของคงเดชยังทำหน้าที่บันทึกภาพความขัดแย้งทางการเมืองร่วมสมัยได้อย่างมีเสน่ห์ อย่างไรก็ตาม หากจะมองว่าสแน็ปเป็นแค่หนังรักเรื่องหนึ่ง นี่ก็เป็นหนังรักที่ซับซ้อน ลึกซึ้ง เศร้าสะเทือนใจ และสามารถถูกตีความได้อย่างหลากหลายตามประสบการณ์ส่วนตัวของคนดูแต่ละราย

“บอย” พระเอกของเรื่อง จึงถูกตีความถึง ทั้งในฐานะ “เหยื่อทางการเมือง” “สลิ่มกลับใจ” และ “ผู้ชาย/คนรักแหยๆ”

เช่นเดียวกับนางเอกอย่าง “ผึ้ง” ซึ่งอาจเป็นได้ทั้ง “สลิ่มตัวแม่” ที่ฆ่าคนทิ้งในความทรงจำ และฆ่าคนทางอ้อมในโลกความจริง หรือ “หญิงสาวคนชั้นกลาง” ที่หนีจากอดีตคนรัก ผู้เก็บงำทุกอย่างไว้ในใจจนน่ารำคาญ แล้วไปแสวงหาผู้ชายและชีวิตครอบครัวที่สมบูรณ์กว่า ทว่า ไม่มีทางสมบูรณ์แบบ

อันดับ 2 “อนธการ” (อนุชา บุญยวรรธนะ)

อนธการ โปสเตอร์

อนธการ อาจไม่ใช่ภาพยนตร์ที่ดูแล้วจะเกิดความสนุกสนานเพลิดเพลินใจ แต่ผลงานของอนุชาก็มีจุดเด่นอย่างสำคัญ ในการสร้างสรรค์โลก/จักรวาลสมมุติของหนัง ที่คาบเกี่ยวระหว่างความจริงกับความฝัน ออกมาได้อย่างน่าเชื่อถือและทรงพลัง (ด้วยฝีมือการกำกับภาพและงานโปรดักชั่นอันยอดเยี่ยม)

ขณะเดียวกัน สารหลักในหนังยังนำเสนอความใฝ่ฝันอันรุนแรงของคนรุ่นเยาว์ ที่มุ่งหมายจะปฏิวัติโค่นล้มอำนาจบางอย่าง ท่ามกลางยุคสมัยแห่งความขัดแย้งอันคุกรุ่นและความเปลี่ยนผ่านอันคลุมเครือภายนอกโรงภาพยนตร์

อันดับ 3 “พี่ชาย My Hero” (จอช คิม)

พี่ชาย

ภาพยนตร์ไทยเรื่องนี้อาจกำกับโดยคนทำหนังต่างชาติ และสร้างขึ้นจากบทประพันธ์ภาษาอังกฤษ แต่มันกลับพูดถึงประเด็นปัญหาแบบ “ไทยๆ” ที่หนังและนิยายไทยแท้ๆ ไม่ค่อยกล้าพูดถึงกัน นั่นคือ ประเด็นความเหลื่อมล้ำอันเกิดจากระบบเกณฑ์ทหาร

พี่ชาย My Hero ยังมีลักษณะคล้ายคลึงกับสแน็ป คือ ต่อให้ไม่พิจารณาถึงประเด็นทางการเมือง-สังคมใหญ่ๆ ที่ปรากฏชัดเจนภายในหนัง ภาพยนตร์เหล่านี้ก็ยังมีฐานะเป็นเรื่องเล่าชั้นดี

ถ้าสแน็ปเล่าเรื่องราวความรักวัยรุ่นและการเติบโตของคนหนุ่มสาวชนชั้นกลางอย่างมีชั้นเชิง พี่ชายฯ ก็เล่าเรื่องราวของกลุ่มคนข้ามเพศและความสัมพันธ์ระหว่างพี่ชาย-น้องชาย ได้อย่างน่าประทับใจ (และสะเทือนใจ)

อันดับ 4 “ฟรีแลนซ์..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ” (นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์)

ฟรีแลนซฺ์

สำหรับบางคน นี่อาจเป็นหนึ่งในหนังปิดท้ายของสตูดิโอใหญ่อย่าง “จีทีเอช” ที่ต่อมาแปลงกายเป็น “จีดีเอช 559” โดยตัด “ที” ออกไป

แต่เมื่อมองอีกด้านหนึ่ง เราก็จะพบเห็นทางเดินที่น่าสนใจของคนทำหนังอย่าง นวพล บัณฑิตคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ซึ่งเอาจริงเอาจังกับการเล่าเรื่องผ่านภาพเคลื่อนไหว ตั้งแต่หนังสั้น หนังอินดี้โกยรางวัล จนมาถึงหนังเมนสตรีมรายได้เกือบหนึ่งร้อยล้านบาท

ขณะเดียวกัน เรายังได้เห็นอีกหนึ่งจุดเด่นอันดำเนินมาอย่างต่อเนื่องในงานของนวพล ได้แก่ ลักษณะ “ประนีประนอม” ตั้งแต่การประนีประนอมระหว่างโจทย์สะอาดๆ ของหน่วยงาน/องค์กรต่างๆ กับความเป็นหนังสั้นที่ดี มีคำถามเปิดกว้างชวนถกเถียง, การประนีประนอมระหว่างความเป็นหนังอินดี้ กับความพยายามในการแสวงหาคนดูกลุ่มก้อนใหญ่ขึ้น

มาจนถึงการประนีประนอมระหว่างการเล่าเรื่องราวชีวิตอันหนักหน่วงของหนุ่มสาวร่วมสมัย กับการสร้างหนังตลาดที่ต้องเข้าถึงมวลชนจำนวนมหาศาล

อันดับ 5 “2538 อัลเทอร์มาจีบ” (ยรรยง คุรุอังกูร)

2538

ภาพยนตร์เรื่องนี้อาจไม่ใช่หนังดีมากนัก ถ้าวัดกันในแง่คุณภาพอาจด้อยกว่า “รุ่นพี่” ของ วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง ด้วยซ้ำ

แต่โดยรสนิยมส่วนตัว ผมกลับอินกับ 2538ฯ มากกว่า ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะมันย้อนไปเล่าเรื่องราวและทบทวนความทรงจำเกี่ยวกับยุคสมัยใกล้ตัว ผ่านบทเพลงที่ตนเองคุ้นเคยเมื่อ 20 ปีก่อน

ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่ง ก็คือ แม้ 2538ฯ จะมีจุดบกพร่องอยู่ค่อนข้างเยอะ แต่น่าเชื่อว่าผู้ชมหลายคนคงนั่งนอนดูหนังเรื่องนี้ได้อย่างสบายอารมณ์ เพราะคนทำ (ซึ่งไม่ได้เก่งกาจถึงขีดสุด) ไม่พยายามบีบดัดผลงานของตน ด้วยจุดประสงค์เข้มข้นแข็งกร้าวอย่างใดอย่างหนึ่งมากเกินไป

ทว่า เขากลับเล่ามันออกมาอย่างเบามือ ผ่อนคลาย ได้แค่ไหนก็ไปแค่นั้น

ท็อปเทน ภาพเคลื่อนไหวนานาชนิด (ขออนุญาตลดขนาดเป็นท็อปไฟว์เช่นกัน)

อันดับ 1 ละครโทรทัศน์จักรๆ วงศ์ๆ “แก้วหน้าม้า” (หนำเลี้ยบ-ภิพัชพนธ์ อภิวรสิทธิ์)

แก้วหน้าม้ากับนางยักษ์

แก้วหน้าม้า อาจเหมือนละครจักรๆ วงศ์ๆ หลายต่อหลายเรื่องที่ผ่านมา ที่เปิดตัวด้วยการยั่วล้ออำนาจอันสูงส่งอย่างหาญกล้า และพลิกกลับป่วนปั่นฐานานุศักดิ์ต่างๆ อย่างสนุกสนาน ก่อนจะคลี่คลายกลายเป็นเรื่องราวว่าด้วยการ “ปราบยักษ์” ธรรมดาๆ และเริ่มยืดเยื้อเรื่องเล่าไปสู่ชีวิตของตัวละครรุ่นลูก

อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่าสนใจมากที่สุด กลับเป็นตำแหน่งแห่งที่ของละครเรื่องนี้ ท่ามกลางการเคลื่อนเข้าสู่ยุคสมัยใหม่แห่งทีวีดิจิตอล ซึ่งสถิติการวัดเรตติ้งได้บ่งชี้ว่า ละครจักรๆ วงศ์ๆ ที่เคยถูกสร้างมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างแก้วหน้าม้า ถือเป็นโปรแกรมโทรทัศน์ยอดนิยมอันดับต้นๆ ของปี 2558 (อาจไม่ใช่ที่หนึ่ง แต่ก็ไม่ต่ำกว่าท็อปห้า)

นี่เป็นเพราะความแน่นิ่งเน่าสนิทของสังคมไทย หรือเพราะว่ามหรสพกึ่งสมัยใหม่กึ่งโบราณเรื่องนี้มี “หน้าที่” ที่ถูกต้องเหมาะสมบางประการ ต่อผู้คนในสังคมเก่าๆ ที่กำลังเผชิญหน้ากับระลอกคลื่นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กันแน่?

อันดับ 2 ภาพยนตร์เรื่อง “Mad Max : Fury Road” (จอร์จ มิลเลอร์)

madmax

โดยส่วนตัว Mad Max ภาคนี้ ทำให้ผมนึกถึง The Matrix ภาคแรก ที่จะมองเป็นหนังแอ๊กชั่นดูเอามัน เอาสนุก เอาความตื่นตาตื่นใจก็ได้ หรือจะมองเป็นหนังที่สร้างขึ้นบนพื้นฐานของแนวคิดทฤษฎีอันลึกซึ้งก็ยังได้

ดังที่มีผู้วิเคราะห์หนังเรื่องนี้ไว้อย่างกว้างขวางหลากหลาย ผ่านกรอบความคิดว่าด้วยสตรีนิยม, นิเวศวิทยา, เรือนร่าง เรื่อยไปจนถึงอำนาจ ฯลฯ

อันดับ 3 ภาพยนตร์เรื่อง “The Assassin” (โหวเสี่ยวเซี่ยน)

ประกาศิตหงส์สังหาร

นี่อาจไม่ใช่หนังจีนกำลังภายในที่ดูง่ายนัก แต่ก็ดูไม่ยากจนเกินไป ถ้าเราพยายามปรับตัวเข้าหาไวยากรณ์การเล่าเรื่องในลักษณะวิสามัญ ซึ่งผู้กำกับเลือกใช้

นอกจากนี้ เมื่อดูหนังไปเรื่อยๆ เราก็จะได้พบกับหลายๆ องค์ประกอบและตัวละคร ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับองค์ประกอบของเรื่องเล่ากำลังภายในอื่นๆ

รวมทั้งยังอาจเพลิดเพลินใจไปกับการจับภาพวิวทิวทัศน์อันงดงามสะดุดตา ซึ่งไม่อาจถูกทำลายลง ด้วยความรู้สึก “ดูไม่รู้เรื่อง” หลังชมหนังจบ

อันดับ 4 ภาพยนตร์เรื่อง “Boyhood” (ริชาร์ด ลิงค์เลเทอร์)

boyhood

นานวันเข้า คนดูจำนวนมาก (รวมทั้งผมเอง) อาจจดจำรายละเอียดของเรื่องราวในหนังเรื่องนี้แทบไม่ได้แล้ว จำได้แต่เพียงว่าหนังถ่ายทอดความเปลี่ยนแปลงตลอดระยะเวลา 12 ปี ของตัวละครเด็กชายรายหนึ่ง ที่ค่อยๆ เติบโตสู่การเป็นวัยรุ่น พร้อมชีวิตของผู้คนมากหน้าหลายตาที่สับเปลี่ยนหมุนเวียนเข้ามาข้องเกี่ยวกับเขา

แต่อย่างน้อย การมีโอกาสได้ชมภาพยนตร์ที่ใช้เวลาถ่ายทำนานถึง 12 ปี เท่ากับระยะเวลาของการดำเนินเรื่องราวภายในหนัง ก็ถือเป็นประสบการณ์ที่มีค่าและน่าจดจำพอสมควร

อันดับ 5 คลิปการเล่นดนตรีในเพจเฟซบุ๊ก “พนเทพ สุวรรณะบุณย์ . Page” และ “ดึกดำบรรพ์ Boy Band”

รักนิรันดร์

คนที่เติบโตมาในยุครุ่งเรืองของอุตสาหกรรมเทปและซีดี คงคุ้นเคยกับชื่อของ “พนเทพ สุวรรณะบุณย์” ไม่มากก็น้อย แม้ในช่วงเวลาที่บรรดา “นักแต่งเพลง” ได้รับการยอมรับนับถืออย่างสูง สถานะของคนแต่งทำนอง-เรียบเรียงดนตรี-โปรดิวซ์อัลบั้มอย่างพนเทพ (และคนที่ทำงานลักษณะเดียวกันรายอื่นๆ) อาจแลดูอ่อนด้อยกว่าสถานะของนักเขียนเนื้อร้องอยู่บ้าง

แต่ความคุ้นเคยก็จางหายไปตามกาลเวลา ที่ค่อยๆ กัดกร่อนคนรุ่นเก่า ในระบบการผลิตแบบเก่า

อย่างไรก็ดี ผมหวนกลับมาตระหนักว่าพนเทพยัง “มีของ”

เมื่อได้เริ่มติดตามคลิปการร้องเพลง-เล่นดนตรี เพราะๆ ในเพจ “พนเทพ สุวรรณะบุณย์ . Page” ที่มีทั้งโชว์เดี่ยวของเจ้าตัว และการร่วมเล่นดนตรีกับกลุ่มเพื่อนสนิท โดยเฉพาะ “ชรัส เฟื่องอารมย์” และ “ไพบูลย์เกียรติ เขียวแก้ว” (ปั่น)

ยิ่งเมื่อได้ไปชมคอนเสิร์ต “รักนิรันดร์” ก็ยิ่งรู้สึกว่า นอกจากพนเทพจะเป็นนักแต่งเพลงฝีมือดี ที่มีผลงานดังๆ มากมายแล้ว เขายังเป็นคนคุยสนุก และเป็นผู้อาวุโสที่อ่อนน้อมถ่อมตนต่อเทคโนโลยีใหม่ๆ ตลอดจนศักยภาพของคนรุ่นใหม่ อย่างน่าทึ่ง

จึงไม่แปลกเลย ที่หลังคอนเสิร์ตจบลง พนเทพจะยังคงเดินหน้าเข้าถึงแฟนเพลงขาประจำ (อาจมีหน้าใหม่ผสมมาบ้าง) ผ่านอีกหนึ่งเพจใหม่ คือ “ดึกดำบรรพ์ Boy Band” ซึ่งขับเน้นถึงการทำงานร่วมกันของสามทหารเสือ “พนเทพ-ชรัส-ปั่น”

หรือต่อให้ตัดคำสรรเสริญเยินยอมากมายออกไป อย่างน้อยที่สุด คลิปการเล่นดนตรีในสองเพจดังกล่าว ก็ยังถือเป็นเพลงฟังสบายๆ ที่เหมาะสมกับคนรุ่นอายุ 30 อัพ ซึ่งเหน็ดเหนื่อยกับภาระหน้าที่การงานต่างๆ และต้องการหาอะไรมาผ่อนคลายหัวสมอง อารมณ์ ความรู้สึก ก่อนเข้านอน

ก็เป็นอันว่า ได้หนัง-ภาพเคลื่อนไหวครบ “สิบอันดับ” พอดี แต่ต้องนำสองหัวข้อมารวมกัน แทนที่จะเป็นหัวข้อละสิบเรื่อง/ชิ้น ตามคำขอเบื้องต้น

หมายเหตุ

อย่างไรก็ตาม พอมานึกทบทวนให้มากขึ้น จึงเห็นว่ามีงานอีกสองชิ้น ที่ควรถูกผนวกเพิ่มเติมเข้าไปในบัญชีท็อปเทนภาพเคลื่อนไหว ได้แก่

 

ภาพยนตร์เรื่อง “The Inerasable” (โยชิฮิโร นากามูระ)

 

The_Inerasable-p1

 

หนังผีญี่ปุ่นที่เล่าเรื่องราวซับซ้อนแนวสืบสวนได้อย่างสนุกและน่าติดตาม

 

หนังเริ่มต้นทุกอย่างด้วยผีที่คล้ายจะผูกติดอยู่กับ “พื้นที่/สถานที่” ตามขนบปกติ ก่อนจะพาคนดูไปสำรวจประเด็นปัญหาทางสังคม อย่างเรื่องที่ดิน/ที่อยู่อาศัยในสังคมเมือง, ประวัติศาสตร์สังคมของชุมชน, ประวัติศาสตร์บาดแผลของท้องถิ่น ตลอดจนวันวัยที่เปลี่ยนผ่านของคนโดนผีหลอก ขณะเดียวกัน ผีก็เหมือนจะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ตามการไล่ย้อนไทม์ไลน์ทางประวัติศาสตร์

 

ก่อนที่ทุกอย่างจะถูกขมวดจบว่า ถ้าผีมันจะหลอกหลอนคุณ มันก็คุกคามไปได้ในทุกกาละและเทศะนั่นแหละ

 

ภาพยนตร์สารคดีเรื่อง “The Look of Silence” (โจชัว ออปเพนไฮเมอร์)

 

The-look-of-silence

 

ถ้า The Act of Killing ผลงานก่อนหน้านั้นของออปเพนไฮเมอร์ ที่พูดถึงการสังหารหมู่ทางการเมืองในอินโดนีเซีย เมื่อช่วงทศวรรษ 1960 เช่นเดียวกัน ยังมีลูก “เล่นหัว” ท่ามกลางความโศกเศร้า และความโหดเหี้ยม อยู่บ้าง จากกลวิธีการทำหนังซ้อนหนัง ที่ผู้กำกับเลือกใช้

 

The Look of Silence ก็ถือเป็นหนังสารคดีต่อเนื่อง ที่โหดเหี้ยมกว่า โศกเศร้ากว่า และสงบนิ่งกว่า เพราะหนังนำพาผู้เกี่ยวข้องกับ “เหยื่อ” ที่จดจำเหตุการณ์อันโหดร้ายไม่ได้ หรือยังไม่อาจรับรู้ถึงสถานการณ์ดังกล่าว เมื่อครั้งยังเยาว์วัย ออกตระเวนเดินทางไปพบกับบรรดาฆาตกร ทั้งทางตรงและทางอ้อม บางคนคือผู้มีอิทธิพล บางคนกลายเป็นคนใกล้ตัว ส่วนบางคนก็ไม่ได้มีชีวิตที่ดีอะไรมากมายนัก

 

การเผชิญหน้าระหว่างผู้กระทำ กับ ตัวแทนของผู้ถูกกระทำ จึงส่งผลให้หนังเต็มไปด้วยความกดดันและความตึงเครียด

 

หนังสารคดีทั้งสองเรื่องของออปเพนไฮเมอร์อาจเป็น “แม่แบบ” หนึ่ง ที่นักทำหนังชาวไทยในอนาคต (อันใกล้หรือไกล) จะเลือกนำมาใช้ถ่ายทอดบอกเล่าเรื่องราวของประเทศตนเอง ที่โหดเหี้ยมและเศร้าสลดไม่ต่างกัน

คนมองหนัง, คนอ่านเพลง

“2538 อัลเทอร์มาจีบ” : ความลักลั่นของการย้อนอดีต วัฒนธรรมย่อยยุค 90 และคุณพ่อทหารมาดดุ

(มติชนสุดสัปดาห์ 27 มีนาคม – 2 เมษายน 2558)

2538

เพิ่งมีโอกาสได้ชมภาพยนตร์ไทยเรื่อง “2538 อัลเทอร์มาจีบ” ผลงานการกำกับฯ ของ ยรรยง คุรุอังกูร ซึ่งมีหน้าหนังดึงดูดคนวัย 30 อัพอยู่ไม่น้อย

เนื่องจากหนังเรื่องนี้มีเนื้อหาว่าด้วยการย้อนเวลากลับไปหา “วัฒนธรรมย่อย” อย่างดนตรีแนวอัลเทอร์เนทีฟ เมื่อปี พ.ศ.2538

หลังดูหนังเสร็จ คงต้องกล่าวว่า “2538 อัลเทอร์มาจีบ” เป็นภาพยนตร์ไทยที่มีคุณภาพระดับกลางๆ

คือ มีทั้งส่วนที่ดี เช่น การแสดงของ พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์ ในบทของ “ส้ม”, เพลงประกอบ ที่คง “เพราะ” สำหรับคนดูบางกลุ่ม ตลอดจนแก๊กเกี่ยวกับการติดต่อสื่อสารผ่านเพจเจอร์หรือโทรศัพท์สาธารณะที่สูญหาย (หรือเกือบจะสูญหาย) ไปแล้วในยุคปัจจุบัน และส่วนที่ไม่กลมกล่อมลงตัวสักเท่าไหร่ อาทิ บทภาพยนตร์ รวมถึงรายละเอียดในเชิงโปรดักชั่น

ขณะที่พล็อตหลักของหนัง ว่าด้วยเรื่องของ “ก้อง” เด็กหนุ่มอายุไม่ถึง 20 ในปี พ.ศ.2558 ซึ่งย้อนเวลากลับไปยังสองทศวรรษก่อน เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาชีวิตคู่ให้แก่พ่อแม่ของตนในอนาคต ก็ไม่ได้มีความแปลกใหม่อะไรมากนัก มิหนำซ้ำ ยังมีรูโหว่อยู่บ้างพอสมควร

อย่างไรก็ตาม ผมเห็นว่า มีองค์ประกอบ 2-3 ข้อของ “2538 อัลเทอร์มาจีบ” ที่น่าสนใจและชวนขบคิดต่อ ดังจะกล่าวถึงต่อไปนี้

ขอเริ่มต้นด้วยประเด็นเรื่อง “การย้อนเวลา” ภายในหนัง ซึ่งมีตรรกะไม่แน่นอน ไม่แจ่มชัด อยู่บ้าง จนส่งผลให้เรื่องราวในตอนท้าย ที่ “ก้อง” ต้องเดินทางไปๆ มาๆ ระหว่าง “ปัจจุบัน” กับ “อดีต” มีความสะดุดติดขัดอยู่ไม่น้อย รวมทั้งทำให้โครงเรื่องโดยรวมเกิดปัญหาลักลั่นบางประการ

เช่น ถ้า “ก้อง” สามารถย้อนเวลาไปช่วยพ่อแม่แก้ปัญหาชีวิตคู่ได้จริงๆ จนทั้งสองให้กำเนิดเขาออกมา พ่อแม่ในวัย 30 ปลายๆ – 40 ต้นๆ ก็น่าจะจำได้คลับคล้ายคลับคลาว่า ทำไมลูกตัวเองถึงหน้าตาเหมือนกับเด็กหนุ่มคนหนึ่งซึ่งเคยแวบเข้ามาในชีวิตของพวกเขาเมื่อ 20 ปีก่อน ทว่า หนังไม่ได้เคลียร์ปริศนาตรงนี้แต่อย่างใด

หรือกรณีของ “ส้ม” ตัวละครที่เกือบๆ จะเป็น “มือที่สาม” ในความรักระหว่างพ่อกับแม่ของ “ก้อง” จนอาจส่งผลให้พระเอกในเรื่องไม่ได้ถือกำเนิดขึ้นมา

น่าสนใจว่า ชะตากรรมของ “ส้ม” นั้นมีหนทางสองแบบซึ่งแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ขึ้นอยู่กับว่าการเข้าไปแทรกแซงเปลี่ยนแปลงอดีตในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ “ส้ม” เสียใหม่ของ “ก้อง” นั้น จะมีสัมฤทธิผลหรือไม่

แม้ในตอนจบของหนัง จะสร้างบทสรุปปลายเปิดไว้ว่า การแทรกแซงดังกล่าวอาจประสบผลสำเร็จ แต่ก่อนหน้านั้นไม่นาน (และตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา) พ่อของ “ก้อง” ก็ยังจดจำอดีตเกี่ยวกับ “ส้ม” ในเวอร์ชั่นแบบที่ปราศจากการเปลี่ยนแปลงแก้ไขใดๆ

อย่างไรก็ดี ความไม่ชัดเจนลงตัวหรือความลักลั่นในประเด็นเรื่อง “การย้อนเวลา” ของหนังเรื่องนี้ กลับนำไปสู่ประเด็นอื่นที่น่าสนใจตามมา นั่นคือ หนังอาจแสดงให้เห็นโดยไม่ได้ตั้งใจว่า พ่อกับแม่ของ “ก้อง” ในวัยเกือบๆ จะถึงหรือขึ้นต้นด้วยเลข 4 นั้น “หลงลืม” หรือพยายามลบเลือนอดีตบางอย่างในชีวิตของตนเอง

ไม่ว่า “อดีต” นั้นจะเป็นการมีตัวตนของ “ก้อง” ในปี พ.ศ.2538 หรือ การมีชีวิตอยู่ของ “ส้ม”

กระทั่งวัฒนธรรมดนตรีแบบอัลเทอร์เนทีฟ ที่เป็นจุดขายหนึ่งของหนังเอง ก็อาจถูกตัวละครพ่อแม่ของ “ก้อง” ที่เติบโตมาพร้อมกับวัฒนธรรมย่อยดังกล่าว ลืมเลือนไปแล้วเหมือนกัน

ความปรารถนาจะจดจำอดีตอันงดงามเกี่ยวกับดนตรี “อัลเทอร์ฯ” ของ “ส้ม” และ การหลงเข้าไปรับรู้อดีตของ “ก้อง” จึงดำรงอยู่เคียงคู่กับการ “ลืมเลือน” อดีตบางด้าน ของตัวละครบางคน

อีกหนึ่งองค์ประกอบที่น่าอภิปราย ก็คือ ดนตรีประกอบของหนังเรื่องนี้ ที่ระดมเอาเพลงอัลเทอร์เนทีฟในยุค พ.ศ.2538 มาใช้เป็นเครื่องมือในการดึงดูดคนดูกลับสู่อดีต

สำหรับคนดูที่ชอบและคิดถึงอัลบั้มเดี่ยวชุดแรกของป้าง นครินทร์ กิ่งศักดิ์, อัลบั้มชุดแรกของสไมล์ บัฟฟาโล่, งานของ อรอรีย์ จุฬารัตน์, งานของเดอะ มัสต์, งานของสี่เต่าเธอ และงานของพราว เพลงประกอบใน “2538 อัลเทอร์มาจีบ” คงทำให้คุณรู้สึกดื่มด่ำกับเสียงแห่งอดีตได้อย่างงดงามพอสมควร

แต่ขณะเดียวกัน การดำรงอยู่ของเพลงเหล่านี้ ก็พลันทำให้เราระลึกได้ว่า วัฒนธรรมการฟังเพลงของวัยรุ่นในยุคปลายทศวรรษ 2530-ต้นทศวรรษ 2540 มีความหลากหลายเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากในช่วงเวลานั้น ได้เกิดค่ายเพลงขนาดเล็กจำนวนมาก ที่ผลิตงานออกมาท้าทายสองยักษ์ใหญ่อย่างแกรมมี่ และอาร์เอส ไม่นับสายเพื่อชีวิต ซึ่งยังทรงอิทธิพลอยู่พอสมควร

(ความหลากหลายดังกล่าวส่งผลให้เมื่อมีใครพยายามนำเพลงในยุคนั้นมาขายเป็น “สินค้าโหยหาอดีต” กลุ่มลูกค้าที่ได้จึงเป็นคนกลุ่มย่อยๆ ไม่เหมือนการรำลึกถึงเพลงในยุค 80 หรือปลาย 2520 ถึง 2530 ที่ความหลากหลายเชิงผลิตภัณฑ์ซึ่งมีน้อยกว่า กลับส่งผลให้คนขายของสามารถเข้าถึงลูกค้าที่เป็นกลุ่มก้อนใหญ่ได้มากกว่า)

เห็นได้จากการที่หนังเรื่อง “Concrete Clouds ภวังค์รัก” โดย ลี ชาตะเมธีกุล และ “2538 อัลเทอร์มาจีบ” ล้วนรำลึกถึงอดีตในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน แต่ภาพแทนของดนตรียุคกลาง 90 ในหนังเรื่องแรก (มีตั้งแต่เพลงอาร์เอส เรื่อยไปจนถึง ติ๊ก ชิโร่) กับหนังเรื่องหลังกลับผิดแผกจากกัน

และอาจกล่าวได้ว่า ในความเป็นจริงแล้ว วัฒนธรรมดนตรีในยุคดังกล่าว มีขอบเขตกว้างขวางยิ่งกว่า “ภาพแทน” สองแบบในหนังทั้งสองเรื่องเสียอีก

ค่ายเพลงอินดี้ที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากในปี พ.ศ.2538 ไม่ได้สร้างแต่ศิลปินแนวอัลเทอร์เนทีฟล้วนๆ

เพราะในปีนั้น “ฟอร์ด สบชัย” ก็ออกอัลบั้มชุดแรกอันโด่งดังไม่น้อย วงการเพลงบรรเลงซึ่งไม่ใหญ่โตนัก มีโอกาสได้ต้อนรับผลงานชุดแรกของ “บอยไทย” ที่ผสานดนตรีไทยเดิมเข้ากับดนตรีสากลอย่างน่าสนใจ เพลงของ “ฤทธิพร อินสว่าง” ยังขายได้

ทางด้านค่ายยักษ์ใหญ่อย่างแกรมมี่ “ไมโคร” ในยุคไร้ “อำพล ลำพูน” ได้ออกอัลบั้มที่ว่ากันว่าดีที่สุดของวง และ “ทาทา ยัง” กำลังพุ่งผงาดเป็นพลุแตกในฐานะ “สาวน้อยมหัศจรรย์”

ย้อนไปก่อนหน้านั้นหนึ่งปี ใน พ.ศ.2537 “โมเดิร์นด็อก” ก็ไม่ได้เป็นปรากฏการณ์โดดเด่นเดียวของวงการเพลง แต่ยังมี “บิลลี่ โอแกน” ที่เดินออกจากแกรมมี่ แล้วมาสร้างความฮือฮากับอัลบั้ม “บิลลี่ บันลือโลก” มีงานเท่ๆ เก๋าๆ ของ “ไทร็อก” ขณะที่ “จรัล มโนเพ็ชร” ยังคงผลิตผลงานสตูดิโอ อัลบั้ม อยู่

ส่วนทางด้านอาร์เอส ก็มีอัลบั้ม “อาร์เอส อันปลั๊ก” หรือ “ร็อกอำพัน” ที่ขายดีสูสีกับงานเพลงแนวเอาใจวัยรุ่นของค่าย

ยังไม่นับวง “คาซอย” ที่สร้างสีสันให้กับรายการทีวีช่วงบ่ายๆ ได้ไม่น้อย

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงรู้สึกชอบเป็นพิเศษ ที่ตัวละครคนหนึ่งใน “2538 อัลเทอร์มาจีบ” คือ “อาเจ็ก เจ้าของร้านเทป” พูดถึงศิลปินอย่าง “อัสนี-วสันต์” หรือ “ไมโคร”

รวมทั้งชอบช็อตหนึ่งในหนังที่แสดงให้เห็นว่าแผงเทปของอาเจ็กนั้น มีเทปชุดแรกของ “เสือ ธนพล อินทฤทธิ์” วางเรียงกันเป็นตับ เช่นเดียวกับบทพูดที่กล่าวถึง “ยูโฟร์” และ “ยูเอชที” (แม้มุขที่เล่นประกอบจะไม่ค่อยดีนักก็ตาม)

เพราะท้ายที่สุดแล้ว เพลงแนวอัลเทอร์เนทีฟก็เป็นเพียงวัฒนธรรมย่อยแขนงหนึ่ง ในยุคสมัยที่มันถือกำเนิดขึ้นมาและโลดแล่นอย่างมีชีวิตชีวาพอสมควร

ขอปิดท้ายด้วยองค์ประกอบเล็กๆ ที่มีความสำคัญไม่น้อยใน “2538 อัลเทอร์มาจีบ” ได้แก่ การพูดถึงประเด็นเรื่องการท้องก่อนแต่งและท้องในวัยเรียน

น่าสนใจว่า เมื่อตัวละครหนุ่มสาววัยนักศึกษาในเรื่อง (เมื่อสองทศวรรษก่อน) ตัดสินใจเริ่มต้นชีวิตครอบครัว แทนที่จะเอาลูกออก ตัวละครรายเดียวที่ออกอาการฮึดฮัดไม่พอใจ ก็คือ พ่อของฝ่ายหญิง ซึ่งผู้เขียนบทกำหนดให้เป็นนายทหารวัยกลางคนยศพันเอก ใน พ.ศ.2538

แต่สุดท้าย “คุณพ่อทหารมาดดุ” ก็จำเป็นต้องโอนอ่อนผ่อนตาม เมื่อเผชิญหน้ากับการตัดสินใจเด็ดเดี่ยวของคนรุ่นลูก

ดังนั้น แทนที่จะหักปัญหา หรือห้ามความเปลี่ยนแปลง (ซึ่งตนเห็นว่าเกิดขึ้นเร็วกว่ากำหนด) ไม่ให้เกิดขึ้น เขากลับต้องทำใจยอมรับมัน และร่วมแก้ไขสถานการณ์ต่างๆ ไปพร้อมกับคนรุ่นหนุ่มสาว ซึ่งมีส่วนได้เสียกับปัญหา มากกว่าคนรุ่นพ่อแม่

ในช่วงท้าย หนังกล่าวถึงตัวละครคนนี้อ้อมๆ ผ่านบทพูดของตัวละครรายอื่นๆ ว่าเขาได้กลายสถานะจาก “คุณพ่อมาดเข้ม” มาเป็น “คุณตาใจดี” ของหลานชายเสียแล้ว

พอลองมานั่งคำนวณดูเล่นๆ ก็พบว่า ถ้าตัวละคร “คุณพ่อทหารมาดดุ” มีตัวตนอยู่จริง ในปัจจุบัน แกคงเป็นนายทหารเกษียณวัยประมาณ 70 ปี รุ่นราวคราวเดียวกับผู้นำระดับ “พี่ใหญ่” ของ คสช./รัฐบาล พอดี

ทว่า หนังก็เป็นเพียงแค่หนัง และเพลง “เธอคือความฝัน” (ที่ “เธอ” อาจไม่มีอยู่จริง) ก็ยังคงก้องดังอยู่ในหนังเรื่องนี้