คนมองหนัง

บันทึกฟุ้งๆ ถึง Bangkok Nites (กลางคืนที่บางกอก)

ศัตรูที่รัก และ/หรือ สายสัมพันธ์ญี่ปุ่น-ไทยที่ไม่จบสิ้น

Bangkok Nites เล่าเรื่องราวสายสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับไทย

สายสัมพันธ์ในหนังถูกบอกเล่าผ่านความสัมพันธ์ของสามัญชนคนเล็กคนน้อย ตลอดจนวัฒนธรรมชายขอบต่างๆ (ทั้งด้านสว่างและด้านมืด) มันเป็นทั้งความรัก ความพลัดพราก ความสมานฉันท์ และรอยบาดแผล

หรืออาจกล่าวได้ว่าความสัมพันธ์ในหนัง ถูกนำเสนอออกมาในเชิง “ศัตรูที่รัก”

ด้านหนึ่ง นี่ก็เป็นหนังสารภาพบาปจากมุมมองของญี่ปุ่น หนังไม่ได้พูดถึง “บาปใหญ่” ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 หากพูดถึงผลลัพธ์ต่อเนื่องหลังจากนั้น นั่นคือ “บาป” ที่ญี่ปุ่น (และไทย) ร่วมก่อในช่วงสงครามเย็น เรื่อยมาถึง “บาป” อันเกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมเซ็กส์ในยุคร่วมสมัย ซึ่งนับเป็นการกดขี่ขูดรีดอีกรูปแบบหนึ่ง (ตามมุมมองของคัตสึยะ โทมิตะ ผู้กำกับ)

[หนังยังไปไกลกว่านั้น ด้วยการวิพากษ์ (มรดกของ) ลัทธิล่าอาณานิคมในอดีต ผ่านบรรดาตัวละครฝรั่งที่อีสาน เช่น ผู้ชายนักท่องเที่ยวชาวฝรั่งเศสขี้เมาหยำเปที่ย่ำแย่ห่วยแตกกว่าผู้ชายญี่ปุ่นจนๆ ซะอีก ซึ่งประกาศขณะมึนเมาอย่างเต็มภาคภูมิว่าดินแดนแถบนี้เคยเป็นอาณานิคมของเขามาก่อนทั้งนั้น นอกจากนี้ยังมีแม่เล้าแหม่มที่บาร์เล็กๆ ในหนองคาย ซึ่งเป็นตัวละครที่แปลกใหม่มากๆ สำหรับโลกของหนังพูดภาษาไทย/หนังว่าด้วยสังคมไทย]

อย่างไรก็ดี การสารภาพบาปดังกล่าวดำเนินไปเคียงคู่กับความสัมพันธ์หลากรูปหลายหน้า ที่มิได้แบ่งมิตรแยกศัตรูโดยชัดเจน แม้คนทำหนังจะตั้งใจสารภาพถึงการกดขี่ขูดรีดที่ตนควรมีส่วนรับผิดชอบ ทว่าการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบรรดาตัวละครในหนัง ก็มิได้เป็นไปในลักษณะที่ฝ่ายหนึ่งกดขี่ขูดรีดอีกฝ่ายหนึ่งจนโงหัวไม่ขึ้น ตรงกันข้าม พวกเขาเหล่านั้นต่างสานสายสัมพันธ์ผ่านการ “แลกเปลี่ยน (บาดแผล)” และ “เยียวยา” ซึ่งกันและกัน

ทั้งนี้ทั้งนั้น นี่เป็นสายสัมพันธ์ที่ไม่มีบทสรุปหรือข้อยุติใดๆ อย่างชัดเจน นี่คือสายสัมพันธ์ที่ไม่มีวันสิ้นสุด แต่ก็ไม่มีวันสมบูรณ์แบบ ต่างฝ่ายต่างกระทำ (และถูกกระทำ) ต่อเนื่องกันไปเรื่อยๆ ท่ามกลางรูปแบบความสัมพันธ์ที่ผันแปรและยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง

ไทยศึกษาสไตล์ญี่ปุ่น

เวลาร่วม 3 ชั่วโมงของ Bangkok Nites อาจทำให้หนังญี่ปุ่นเรื่องนี้ดูคล้ายจะเป็นหนังยาว

แต่พอได้นั่งชมจริงๆ ก็พบว่าหนังสามารถบรรจุประเด็นนู่นนี่มากมายไว้ในความยาว “เพียงแค่” 3 ชั่วโมง จนน่าทึ่ง

ไล่ตั้งแต่ประเด็นความขัดแย้งยุคสงครามเย็น มรดกของลัทธิล่าอาณานิคม อุตสาหกรรมทางเพศตั้งแต่ใจกลางกรุงเทพฯ ถึงชายขอบประเทศไทย โรคเอดส์ กัญชา-ยาเสพติด ภาคอีสาน ผีจิตร ภูมิศักดิ์ วิญญาณทหารป่า ความศักดิ์สิทธิ์ของพญานาค ภูมิภาคอินโดจีน ขบวนการขบถปลดแอก (ที่เสพยา พกปืน ร้องฮิปฮอป และเที่ยวป่า) ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของวัยรุ่นสหประชาชาติแห่งประชาคมอาเซียน เพลงลูกทุ่ง หมอลำ เพลงเพื่อชีวิต ฯลฯ

องค์ประกอบเหล่านี้ถูกนำมาผสมผสานปนเปกันในหนังหนึ่งเรื่องอย่างน่าสนใจ แน่นอน ผลลัพธ์ที่ออกมามีทั้งจุดที่ดีมาก สนุกมาก และจุดที่ออกจะเบลอร์ๆ มั่วๆ นิดหน่อย

วิธีการจับจ้องมองสังคมไทยและประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงในลักษณะนี้ ชวนให้นึกถึงงานไทยศึกษา/ภูมิภาคศึกษา สไตล์นักวิชาการญี่ปุ่น ที่ทำงานหนัก และหลายครั้ง มักมีลักษณะครอบคลุมเป็นสหวิทยาการ ขณะเดียวกัน ก็ไม่ทอดทิ้งการลงพื้นที่ไปทำความรู้จักชาวบ้าน

(ดังที่ตัวละครญี่ปุ่นคนหนึ่ง ซึ่งท้ายสุด น่าจะกลายเป็นตัวร้ายเพียวๆ เพียงรายเดียวในเรื่อง พูดกับมิตรสหายของเขา -ระหว่างสังสันทน์กันที่ซอยธนิยะ- เอาไว้ทำนองว่า ถ้าอยากรู้จักสังคมไทย ต้องหาเวลานั่งรถทัวร์ออกไปต่างจังหวัดบ้าง)

แน่นอนว่าคนทำหนังเรื่องนี้ได้ทำการรีเสิร์ชข้อมูลต่างๆ ที่เขานำมาบอกเล่าผ่านสื่อภาพยนตร์ อย่างหนักหน่วงเข้มข้นไม่น้อย

แต่ก็เป็นไปได้เช่นกันว่าผู้กำกับอาจทำการบ้านบางเรื่องบางประเด็นผ่านหนังสือ/ชุดข้อมูลที่ค่อนข้างเก่านิดนึง (เช่น แกอาจไปอ่านหนังสือในยุค 90 หรืออะไรทำนองนั้น) ดังจะเห็นได้จากประเด็น “เอาท์ๆ” ที่โผล่ขึ้นมาบ้างประปราย เช่น เรื่องภัยคุกคามจากการติดเชื้อเอชไอวีในหมู่สตรีค้าบริการ เป็นต้น

ขณะเดียวกัน สถานภาพของ “สงครามเย็น” ในหนัง ก็มีความสับสนพร่าเลือนชวนมึนงงอยู่พอสมควร

แม่นางเอกที่อีสานนั้นเหมือนจะเป็นอดีตเมียของทหารอเมริกันยุคสงครามเวียดนาม (ซึ่งแลดูผิดบริบท ถ้าพิจารณาว่าเธอมีอายุราว 50 กว่าๆ ในปี 2560)

นอกจากนี้ จากการพูดคุยกันของบรรดาตัวละครทหารผ่านศึกชาวญี่ปุ่นที่ตกค้างอยู่ ณ ซอยธนิยะ สมรภูมิของพวกเขาก็มีความกำกวมอยู่ไม่น้อย บางตอน บทสนทนาก็บ่งชี้เหมือนกับว่าพวกเขาอยู่ในกัมพูชา ช่วงที่ “เขมรแดง” เรืองอำนาจ แต่บางตอน ก็ระบุเหมือนกับว่าจริงๆ แล้ว พวกเขาเหล่านี้คือกองกำลังญี่ปุ่นที่เข้าไปช่วยฟื้นฟูพัฒนากัมพูชา หลังการรวมชาติช่วงทศวรรษ 1990 (ซึ่งข้อหลังนี้ น่าจะเป็นไปได้มากที่สุด)

BN Postcard01

จิตร ภูมิศักดิ์ และ/หรือ หงา คาราวาน

หนึ่งในตัวละครสมทบที่โผล่มาแว้บๆ (หลายแว้บ) แต่ขโมยซีนได้ตลอดอย่างน่าตลก (ร้าย) ก็คือ “ผีจิตร ภูมิศักดิ์” ที่รับบทโดย “หงา คาราวาน”

ตอนอ่านพบข้อมูลว่าผู้กำกับเลือกใครมารับบทเป็น “ผีจิตร” ผมแอบผิดหวังและรู้สึกว่ามันน่าจะ “ผิดฝาผิดตัว” อย่างยิ่ง

แต่พอได้มาดูหนังจริงๆ อาการ “ผิดฝาผิดตัว” ที่ปรากฏ กลับกลายเป็นเครื่องมือในการวิพากษ์ “หงาในปัจจุบัน” ได้อย่างคมคายซะงั้น

เพราะพร้อมๆ กับที่ “กวี/นักคิด/วีรชนปฏิวัติ” อย่าง “จิตร” กลายเป็นผีที่ไม่น่ากลัวและค่อนข้างน่าตลกขบขัน ในสายตาตัวละครรายรอบที่เป็นชาวบ้านอีสาน และในสายตาคนดูเบื้องหน้าจอภาพยนตร์ “หงา” ก็มิใช่ “ศิลปินเพลงเพื่อชีวิต/เพลงปฏิวัติ” คนเดิมเช่นกัน

ประเด็นหลักสำคัญดังกล่าวถูกคลี่เผยออกมาในประโยคแรกๆ ที่ “ผีจิตร” เอ่ยปากพูดจากับพระเอกหนุ่มใหญ่ชาวญี่ปุ่น ที่ร่อนเร่พเนจรไปจังหวัดหนองคาย

อีกหนึ่งประเด็นที่ล้อไปกับเรื่องตัวตนอันผันแปรของบรรดานักปฏิวัติ คือ แม้แต่บทกวี “คาวกลางคืน” ของจิตร ที่ถูกนำมาใช้สอยในหนังเรื่องนี้ เพื่อวิพากษ์วิจารณ์อุตสาหกรรมทางเพศ ซึ่งถือกำเนิดขึ้นพร้อมกับการเข้ามาตั้งฐานทัพสหรัฐ (จักรวรรดินิยมอเมริกา) ในไทยเมื่อยุคสงครามเย็น ก็กลับยิ่งทำให้ภาพลักษณ์นักปฏิวัติของจิตรแลดูกำกวมมากขึ้น เพราะเนื้อหาของกวีนิพนธ์ชิ้นดังกล่าวมีลักษณะอนุรักษนิยมสูงทีเดียว หากพิจารณาจากแว่นของยุคปัจจุบัน

[ส่วนนี้ ขอนอกเรื่องนิดนึง คือ ตัวผู้กำกับบอกว่าเพราะเขาสนใจเพลงเพื่อชีวิต เขาจึงค้นคว้าหาข้อมูลจนได้รู้จักจิตร ภูมิศักดิ์ นี่ทำให้ผมนึกถึงนักวิชาการญี่ปุ่นคนหนึ่ง แกเป็นพี่ผู้ชายสวมแว่นสายตาผิวขาวร่างเล็กๆ สมัยผมเรียนปริญญาตรี และไปนั่งเรียนวิชาของภาคประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มธ. อยู่หลายตัว ก็มักเจอแกไปซิทอินด้วย วันหนึ่ง หลังเลิกเรียน ผมแวะไปดูเทปที่ร้านน้องท่าพระจันทร์ ก็เจอพี่ญี่ปุ่นคนนี้ยืนดูเทปอยู่เหมือนกัน แต่ขณะที่ผมมองหาพวกเทปเพลงของศิลปินในคลื่นแฟทเรดิโอ พี่เขากลับตั้งหน้าตั้งตาหาเทปเพลงเพื่อชีวิตอยู่ น่าแปลกที่จนถึงปัจจุบัน ผมก็ยังไม่รู้จักชื่อเสียงเรียงนามของนักวิชาการญี่ปุ่นคนนี้ (เหมือนเคยได้ยินคนเรียกชื่อแกหนนึง แต่ไปๆ มาๆ ก็ลืม) ไม่รู้ด้วยว่าแกศึกษาเรื่องอะไร เขียนงานประเด็นไหน ทว่าผมดันเจอแกอยู่เป็นระยะๆ หนล่าสุด ที่เจอหน้าแก ก็คือ ในงานพระราชทานเพลิงศพ “เสนีย์ เสาวพงศ์”]

BN Still2 (c) Bangkok Nites Partners 2016

พญานาคอันมหัศจรรย์ธรรมดา

หนังสอดแทรกตำนาน “พญานาค” เข้ามา ในภาวะที่ศรัทธาของมหาชนชาวอีสานซึ่งมีต่อ “พญานาค” กลับมาพุ่งสูงขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ณ ช่วงไม่กี่ปีให้หลัง

การปรากฏกายของ “พญานาค” ใน Bangkok Nites เป็น magic moment ในหนังแน่ๆ แต่มันก็ไม่ได้มีลักษณะเป็นภาพงดงามของความศรัทธาสูงส่งในค่ำคืนอันแสนพิเศษ หรือเป็นสัญลักษณ์ของการเสียสละเฉพาะบุคคล (นักบวชอาวุโส) อันหาได้ยากยิ่ง เหมือน magic moment ของปรากฏการณ์บั้งไฟพญานาคใน “15 ค่ำ เดือน 11”

ทว่าการปรากฏกายของพญานาคกลางแม่น้ำโขงภายใต้ระยับแดดแวววาว เบื้องหน้าหญิงสาวชาวบ้าน (ที่ทำงานค้าบริการทางเพศ) บนเรือโดยสาร ดูจะเป็นภาวะสัจนิยมมหัศจรรย์ มันเป็นความอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นท่ามกลางวิถีชีวิตสามัญปกติธรรมดา เป็นมนต์มายาที่คอยเยียวยาบาดแผลในใจของคนเล็กๆ ผู้ต้องต่อสู้เคี่ยวกรำกับโลกอันสามานย์

“ทหาร” และความแปลกแยก

หนังเรื่องนี้พูดถึง “ทหาร” ในแง่มุมค่อนข้างลบ

ตัวละครหลายรายได้รับผลกระทบจากสงคราม ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวอันแตกสลายของนางเอก หรือพระเอกเอง ที่เคยเป็นทหารราบในกองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่นมาก่อน แต่หลังปลดประจำการ ชีวิตก็ไม่ได้ดีงามอะไรนัก

อีกหนึ่งตัวละครที่น่าสนใจก็คือ น้องชายลูกครึ่งฝรั่ง (คนละพ่อ) ของนางเอก ที่มีความใฝ่ฝันอยากจะสมัครเข้าเป็นทหารในกองทัพของรัฐ (ไม่ใช่วิญญาณทหารป่าวิ่งไปวิ่งมาที่พระเอกพบเห็น)

นางเอกไม่อยากให้น้องชายไปเป็นทหาร ครอบครัวญาติมิตรของเธอที่อีสานก็ไม่อยาก เหตุผลสำคัญข้อหนึ่ง ก็คือ ถ้าถูกส่งไปชายแดนใต้แล้วเกิดอันตรายขึ้นจะทำไง?

นี่เป็นความสัมพันธ์ที่แปลกแยกระหว่างสามัญชน/คนอีสานกับ “ทหาร” ไม่ต่างจากความสัมพันธ์ที่แนบแต่ไม่แน่นของคู่รักญี่ปุ่น-ไทยในหนัง

ทว่าเมื่อน้องชายนางเอกอยากเป็นทหารจริงๆ ทุกคนก็ไม่สามารถห้ามปรามความปรารถนาของเขาได้ โดยที่ยังไม่ต้องคิดว่าทางเลือกในชีวิตเขาช่างจำกัดจำเขี่ยสิ้นดี  ระหว่างการไม่ “บวช” ก็ไปเป็น “ทหาร” แล้วเอาเข้าจริง “สองทางเลือก” นี้ ก็ไม่ใช่ชอยส์ที่เท่าเทียมกันด้วย เพราะต่อให้คุณบวช เมื่อถึงคราวเกณฑ์ทหาร คุณก็ต้องไปเกณฑ์อยู่ดี (กลุ่มตัวละครวัยรุ่นที่ลาวยังมีทางเลือกในเชิงพื้นที่และการใช้ชีวิตมากกว่าเสียอีก)

การเป็น “ทหาร” สำหรับน้องชายนางเอก จึงอาจเป็นทั้งความปรารถนาและเส้นทางที่มิอาจหลีกเลี่ยง ไม่ว่าใครๆ จะรู้สึกแปลกแยกกับมันเพียงไหนก็ตาม

พี่คนดี

น่าแปลกดี ที่เรามีโอกาสได้ยินนางเอกพูดหลายครั้งว่าวิธีการเลือกคู่ของเธอ คือ การพิจารณาว่าผู้ชายคนนั้นเป็น “คนดี” หรือไม่?

แต่เธอก็ไม่เคยได้อธิบายเพิ่มเติมว่า “ดี” นั้น “ดี” ยังไง?

แล้วในโลกของหนังเรื่องนี้ มีใครเป็น “คนดี” บริสุทธิ์บ้าง?

บ่อยครั้ง เรามักรู้สึกว่าวาทกรรม “คนดี” คือเครื่องมือที่ใช้ทิ่มแทงคนชนบท คนเล็กคนน้อย ที่มีจำนวนมากกว่าในทางการเมือง (รวมถึงคนอีสานด้วย)

อย่างไรก็ตาม ตัวละครคนอีสานที่เข้าไปทำงานในกรุงเทพฯ ใช้ชีวิตเป็นสาวกรุงเทพฯ และไม่ยอมพูดอีสานขณะอยู่กรุงเทพฯ ก็ใฝ่ฝันถึง “พี่คนดี” เช่นเดียวกัน

นี่เป็นอีกความย้อนแย้งชวนขบคิดที่ปรากฏใน Bangkok Nites

เฉดสีของคนญี่ปุ่นในกรุงเทพฯ

แทบทุกคนที่ได้ดูคงจับประเด็นได้ว่าบรรดาตัวละครของ Bangkok Nites นั้นมีลักษณะเป็นพวกชายขอบซ้อนชายขอบ หรือ loser ซ้อน loser ไปเรื่อยๆ

นี่คือเรื่องราวของผู้ชายชาวญี่ปุ่นที่ไม่มีที่ทาง/ตัวตน/ฐานะในบ้านเกิดเมืองนอน ครั้นพอมาแสวงโชคในต่างแดน ก็ยังต้องตกเป็นเบี้ยล่างของคนอื่นๆ หรือเครือข่ายอำนาจที่ใหญ่โตกว่า

อีกด้านหนึ่ง นี่คือเรื่องราวของหญิงสาวชาวอีสาน ที่ต้องเข้ามาทำมาหากินหาเลี้ยงครอบครัวในมหานคร ด้วยการประกอบอาชีพค้าบริการทางเพศ หญิงสาวอีสานที่เหมือนจะอยู่ใต้อำนาจของผู้ชายญี่ปุ่นห่วยๆ อีกต่อหนึ่ง

มีตัวละครเล็กๆ น้อยๆ อีกมากมายในหนัง ที่มีชะตากรรมไม่ต่างกับชายหญิงคู่นี้

อย่างไรก็ตาม ประเด็นเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ในประเด็นใหญ่ข้างต้น ก็คือ บทสนทนาบางช่วงในหนัง ที่บรรดาคนญี่ปุ่นในเมืองไทย/กรุงเทพฯ ได้แบ่งแยกกันเอง ว่าพวกโน้นเป็น “ญี่ปุ่นสุขุมวิท” พวกนี้เป็น “ญี่ปุ่นธนิยะ” (สองกลุ่มนี้คล้ายจะไม่ค่อยถูกกัน) และบางรายอย่างพระเอกอาจจะย่ำแย่ยิ่งกว่านั้น เพราะหมอนี่เป็นญี่ปุ่นที่น่าจะอยู่อาศัยย่าน “ฝั่งธน”

น่าสนใจว่าพวกคนญี่ปุ่นใน กทม. เขาแบ่งแยกกันยังไงบ้าง? จากปัจจัยอะไรบ้าง? แล้วเหยียดกันแบบไหน? ซึ่งหนังไม่ได้อธิบายรายละเอียดเอาไว้ (ไม่รู้จะคล้ายๆ กับการแบ่งแยกกันระหว่าง “คนจีน” ในอังกฤษหรือไม่? ที่พวกฮ่องกง ซึ่งมาก่อนและเป็นฝรั่งมากกว่า จะแสดงอาการเหยียด รำคาญ ยี้พวกทางจีนแผ่นดินใหญ่)

เนื้อหาหลังจากนี้อาจจะสปอยล์พอสมควรครับ!

BN Still5 (c) Bangkok Nites Partners 2016

หนังต่อต้านสงคราม

คัตสึยะ โทมิตะ ประกาศจุดยืนชัดเจนว่าเขาทำหนังเรื่องนี้เพื่อต่อต้านสงคราม น่าสนใจว่าหนังไม่ได้ทำเพียงแค่วิพากษ์ผลลัพธ์ของสงคราม (ทั้งลัทธิล่าอาณานิคมและสงครามเย็น) เท่านั้น แต่วิธีการเล่าเรื่องของหนังก็มีท่าทีปฏิเสธความรุนแรงอย่างชัดเจน

จริงๆ แล้ว หนังดาร์กๆ เรื่องนี้ มีหลายช่วงตอนที่สามารถหันเหไปสู่สภาวะความรุนแรงถึงเลือดถึงเนื้อได้ (ถ้าให้ “พี่ต้อม เป็นเอก” กำกับ มันต้องมีฆ่ากันและมีคนตายแน่ๆ 555) เช่น ตอนลูกพี่พระเอกเริ่มหงุดหงิดที่พระเอกไปทำงานในลาวแล้วหายตัวจนติดต่อไม่ได้ หรือตอนที่เศรษฐีญี่ปุ่นส่งนักสืบมาแอบตามดูความสัมพันธ์ของเมียเก็บคนไทยกับชายญี่ปุ่นซอมซ่อยากจน ฯลฯ

แต่สุดท้าย หนังก็ไม่มีเหตุรุนแรงหรือเหตุการณ์ฆ่ากันตายเกิดขึ้น (ยกเว้นถ้าเราตีความไปไกลๆ ว่าฉากเสพยา คือ ความรุนแรงชนิดหนึ่ง) กระทั่งฉาก “ซื้อปืน” ก็เผลอๆ น่าจะเป็นจินตนาการ/สัญลักษณ์ มากกว่าจะเป็นสถานการณ์จริงในภาพยนตร์ด้วยซ้ำ

ซีนที่เป็นความขัดแย้งแรงสุดในหนังเรื่องนี้ อาจได้แก่ฉากที่ผู้หญิงกลางคืนสองกลุ่มตบตีกัน

เมายาตอนท้าย

ผมตีความว่าช่วงท้ายๆ ของ Bangkok Nites นั่นน่าจะเป็นเหมือนกระแสสำนึก/จินตนาการ/ความฝัน/ภาวะเมายาร่วมกัน (หรือซ้อนทับกัน) ของสองตัวละครนำอย่างพระเอกนางเอก

ผมรู้สึกว่าช่วงที่ทั้งสองคนไปเที่ยวพัทยาด้วยกันออกจะเป็นภาวะเมายา กึ่งจริงกึ่งฝัน การไปถึงพัทยาอาจไม่ได้เกิดขึ้นหลังจากทั้งคู่พลัดพรากกันที่อีสาน หากเป็นการรำลึกย้อนไปถึงวันชื่นคืนสุขระลอกแรกที่ชายญี่ปุ่น-สาวไทยเคยคบหากัน และเคยไปเที่ยวที่พัทยาด้วยกัน แล้วต่างแยกทางกันไป (ก่อนจะกลับมาเจอกันอีกหนที่ธนิยะ จนนำไปสู่การผจญภัยครั้งใหม่ในหนังเรื่องนี้) แต่การที่อีตาพระเอกใส่เสื้อยืดสกรีนคำว่า LAOS ก็ชวนให้ตีความได้สองทางว่าเขาและนางเอกอาจไปพัทยาหลังกลับมาจากอีสาน/ลาว หรือเป็นการย้อนเวลากลับไปยังอดีต ที่เขาใส่เสื้อ LAOS ไปพัทยา โดยยังไม่เคยไปเยือนอีสานและลาวมาก่อน

เช่นเดียวกัน การเปิดเผยของนางเอกว่าตนเองติดเชื้อเอชไอวี ณ ริมชายหาด ก็ชวนให้ตีความได้หลายแง่ นางเอกอาจพูดความจริง (ผ่านการแสดงแข็งๆ) นางเอกอาจเล่นเกม/โกหกพระเอกในความสัมพันธ์แบบชั่วครั้งชั่วคราวระหว่างเขาและเธอ หรือจริงๆ แล้ว นี่อาจเป็นจิตใต้สำนึกของนางเอก ที่หมกมุ่นเสียใจกับการได้รับทราบข่าวร้ายว่าเพื่อนที่บ้านเกิดของเธอติดเชื้อเอชไอวี แถมเพื่อนร่วมงานที่ กทม. บางคน ก็มีวี่แววจะติดโรคเช่นกัน (แต่ตัวเธอเองอาจไม่ได้ติดเชื้อจริงๆ?)

และดังที่กล่าวไปแล้ว ผมเชื่อว่าฉากไปซื้อปืนของพระเอกก็ดูจะมีหน้าที่ในเชิงสัญลักษณ์ (การมุ่งหน้าสู่สายเหยี่ยว มุ่งหน้าสู่การเป็นนักล่าอาณานิคมผ่านอุตสาหกรรมขายบริการทางเพศ ซึ่งมีความรุนแรงประหนึ่งการก่อสงคราม -ตามความเห็นของโทมิตะ-) ซะมากกว่า แถมตอนคิวแอนด์เอ พี่ผู้กำกับก็ approve การตีความของผู้ชมคนหนึ่ง ที่เห็นว่าการซื้อปืนของพระเอกนั้นเชื่อมโยงกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อเปิดโอกาสให้มีการจัดตั้งกองทัพของรัฐบาลญี่ปุ่น ไปโน่นเลย

ทำไปทำมา เส้นเรื่องของ “โลกความจริง” ในช่วงท้ายของหนัง อาจเริ่มต้นจากการแยกทางกันระหว่างพระเอกนางเอกที่อีสาน แล้วพระเอกก็เข้าสู่การเป็นแมงดาเต็มตัว ส่วนนางเอกก็เลิกอาชีพค้าบริการทางเพศแล้วกลับไปบ้านเกิด (อาจเพราะเธอเบื่อหน่ายวิถีชีวิตแบบเดิม, อาจเพราะเธอจะกลับไปดูแลน้องๆ ดูแลเพื่อนที่ป่วย หรืออาจเพราะเธอติดเชื้อเอชไอวีเสียเอง)

สามหรือสองชั่วโมง?

ผู้กำกับเปิดเผยว่าหนังเวอร์ชั่นเข้าฉายเชิงพาณิชย์ในไทยอาจจะถูกตัดให้สั้นลงเหลือแค่ราวๆ สองชั่วโมง (จากความยาวเต็มๆ ประมาณสามชั่วโมง) เพื่อความเหมาะสมเรื่องรอบฉาย

น่าสนใจว่าถ้าจะต้องตัดหนังออก คนตัดจะตัดส่วนไหนออกไป ตัดแง่มุมการเมือง? ตัดเรื่องราวของผีจิตร? ตัดเรื่องอาณานิคม/สงครามเย็น? หรือตัดรายละเอียดในธนิยะ?

ผมยังค่อนข้างเชื่อว่าหนังเวอร์ชั่นสองชั่วโมงคงเลือกจะธำรงแก่นเรื่องเกี่ยวกับธนิยะ-อุตสาหกรรมค้าบริการทางเพศ และสายสัมพันธ์คลุมเครือระหว่างพระเอก-นางเอกเอาไว้

แต่บางที ทางเลือกเช่นนี้อาจนำหนังไปสู่ปัญหาอีกแบบ คือ หนังอาจถูกเล่นงานในประเด็นสิทธิสตรี การสร้างภาพลักษณ์ที่ไม่ดีให้แก่ผู้หญิงไทยอะไรทำนองนั้น

เพราะแม้แต่ในการฉายที่หอภาพยนตร์ ก็ยังมีคนดูผู้หญิงบางท่านที่แสดงความไม่พอใจหนังในแง่มุมนี้แบบสุดๆ โดยแทบไม่คำนึงเลยว่าประเด็นเรื่องสตรีค้าบริการเป็นเพียงแง่มุมหนึ่งในอีกหลายหลากมุมของหนัง หรือเป็นเพียงอุปลักษณ์/นิทานเปรียบเทียบ ซึ่งช่วยส่องสะท้อนชุดปัญหาที่มันกว้างใหญ่กว่าเรื่องเซ็กส์/เรื่องขายบริการทางเพศ

จริงๆ แล้ว การเป็นหนังยาวสามชั่วโมงที่มีประเด็นนู่นนี่ยิบย่อยเต็มไปหมด อาจสร้างความปลอดภัย (แบบกำกวมและงงๆ) ให้แก่ Bangkok Nites ได้มากกว่า

ภาพประกอบจาก http://www.bangkok-nites.asia/en/press (c) Bangkok Nites Partners 2016

Advertisements
คนมองหนัง

Operation Mekong : ความใฝ่ฝันของ “พญามังกร” และ “ปริศนาลี้ลับ” ที่ถูกทิ้งค้างไว้

(ปรับปรุงจากบทความในมติชนสุดสัปดาห์ 20-26 มกราคม 2560)

“Operation Mekong” เป็นภาพยนตร์แอ๊กชั่นผลงานการกำกับฯ ของ “ดังเต้ แลม” คนทำหนังชาวฮ่องกง ที่สร้างผลงานมาอย่างต่อเนื่องแทบจะปีชนปี นับแต่ ค.ศ.1997 จนถึงปัจจุบัน

พิจารณาจากแง่ของ “รูปแบบ” ภาพยนตร์เรื่องนี้ย่อมถูกจัดอยู่ในประเภท “บู๊/แอ๊กชั่น”

ซึ่งหนังก็ทำหน้าที่ดังกล่าวได้เป็นอย่างดีและครบเครื่อง

หนังมีฉากแอ๊กชั่นเด็ดๆ ตามเหลี่ยมมุมของอาคาร “อินดอร์” บนรถไฟ ในรถยนต์บนท้องถนน บนเรือลัดเลาะแม่น้ำโขง บนเฮลิคอปเตอร์ เรื่อยไปจนถึงในพื้นที่ป่า เกิดขึ้นเป็นระยะๆ ตั้งแต่ต้นจนจบ

นอกจากนี้ “Operation Mekong” ยังเดินตามสูตรหนังแอ๊กชั่นสไตล์ “ฮ่องกง” ที่ขับเน้นความทรงจำบาดแผล ซึ่งเป็นปมภายในจิตใจตัวละครนำ, คุณธรรมน้ำมิตรระหว่างเพื่อนตำรวจ ตลอดจนความสูญเสีย/เสียสละตามรายทาง

ว่ากันเฉพาะองค์ประกอบข้างต้น หนังเรื่องนี้อาจไม่มีอะไร “ใหม่” มากนัก ทว่า ก็สามารถมอบความบันเทิงให้แก่ผู้ชมได้อย่างไม่มีอะไรตกหล่น

จึงไม่น่าแปลกใจที่หนังจะสามารถโกยรายได้เป็นกอบเป็นกำจากตลาดเมืองจีน เมื่อปีก่อน

สิ่งที่น่าสนใจจริงๆ ของ “Operation Mekong” นั้นอยู่ที่เนื้อหามากกว่า

ผู้ที่ได้อ่านเรื่องย่อคงพอจะรับทราบอยู่บ้างว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้เล่าเรื่องราวการสืบสวนสอบสวนคดีฆาตกรรมลูกเรือชาวจีน 13 ราย ขณะโดยสารอยู่บนเรือสินค้าที่ล่องมาตามแม่น้ำโขง

อันดัดแปลงมาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงเมื่อ พ.ศ.2554 (ค.ศ.2011)

คดีดังกล่าวเกี่ยวพันกับขบวนการค้ายาเสพติด, “พื้นที่พิเศษ” อย่างสามเหลี่ยมทองคำ, ชนกลุ่มน้อยตามตะเข็บชายแดน รวมถึงความพยายามจะเข้ามาร่วมจัดการแก้ไข-สะสางปัญหาและจับกุมผู้กระทำผิดของทางการจีน

หนังเริ่มต้นด้วยภาพการแถลงข่าวผลงานการจับกุมยาเสพติดที่ตรวจค้นได้จากเรือสินค้าจีน โดยหน่วยงานความมั่นคงไทย

แต่หลังจากนั้นไม่นาน กลับพบศพลูกเรือจีนลอยอืดขึ้นมาบริเวณริมแม่น้ำโขง

คดียาเสพติดจึงกลายสภาพเป็นคดีฆาตกรรม ซึ่งมีปัจจัยลึกลับซับซ้อนซ่อนแฝงอยู่

แล้วหนังก็ตัดเหตุการณ์เข้าสู่กระบวนการสืบสวนสอบสวน ที่กระหน่ำคนดูด้วยคิวบู๊นานาชนิด เคียงคู่กับการหักเหลี่ยมเฉือนคมทางความคิดและการวางแผน

“Operation Mekong” พยายามฉายภาพบทบาทนำของ “จีน” ในฐานะ “ตำรวจภูมิภาค” เหนือเจ้าหน้าที่ของไทย, พม่า และลาว (ดังที่หลายคนได้ตั้งข้อสังเกตเอาไว้)

เข้าทำนองแม้จะมี “กองกำลังร่วม” ระหว่างสี่ชาติ แต่จีนต้องเข้าถึงข้อมูลและตัวคนร้ายให้ได้ก่อนใคร

เช่นเดียวกับพื้นที่ปัญหาอย่าง “สามเหลี่ยมทองคำ” ซึ่งถูกวาดภาพให้เป็น “พื้นที่พิเศษ/ยกเว้น/ไร้ขื่อแป” ที่เต็มไปด้วย “เจ้าพ่อนานาชาติ” ทั้งชนกลุ่มน้อย, แขก หรือคนดำ เพราะถูกปล่อยปละละเลยโดยอำนาจรัฐของไทย พม่า และลาว (หรือไม่ “เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น” ก็อาจรู้กันกับบรรดา “เสือซุ่มมังกรซ่อน” ผู้อยู่นอกเหนือกฎหมายเหล่านั้น)

ด้วยเหตุนี้ ทางการจีนจึงจำเป็นจะต้องบุกเข้ามาเคลียร์/ชำระล้างพื้นที่ดังกล่าว ราวกับเป็นการเข้ามาช่วยจัดระเบียบ “อนารยชนคนป่าเถื่อน” โดยผู้มีอำนาจที่ “ศิวิไลซ์” กว่า

ภาพลักษณ์ของการเข้ามาแก้ปัญหาอย่าง “ศิวิไลซ์” ถูกแสดงออกผ่านบทบาท “นักรบสันติวิธี” ของกลุ่มตัวละครตำรวจจีนใน “Operation Mekong”

ตำรวจจีนซึ่งสะสางคดีอย่างเฉียบคมเด็ดขาด ทว่า จะเลือกใช้ “ความรุนแรง” เท่าที่จำเป็น

หนังวาดภาพให้กองกำลังค้ายาที่เป็นชนกลุ่มน้อย ใช้สอย “ทหารเด็ก” เป็นอาวุธลับอันทรงพลานุภาพ (ฉากการเล่นเกม “รัสเซียนรูเล็ต” ระหว่างนักรบเด็กชนกลุ่มน้อยสองคนในหนังเรื่องนี้อาจ “ไม่ใหม่” แต่ก็ติดตามากๆ ทีเดียว)

เมื่อ “ทหารเด็ก” เหล่านั้นเผชิญหน้ากับตำรวจจีน แม้ฝ่ายแรกจะซัดปืนกลใส่ฝ่ายหลังจนต้องพิการไปตลอดชีวิต หรือบอมบ์ใส่ฐานปฏิบัติการของฝ่ายหลัง จนมีคนเจ็บ-ตายเป็นจำนวนมาก

แต่ตำรวจจีนกลับไม่พยายามเข่นฆ่าล้างแค้น “ทหารเด็ก” แบบตาต่อตาฟันต่อฟัน และมีท่าทีห่วงใยในสวัสดิภาพของพวกเขาเป็นอย่างยิ่ง

ปฏิบัติการระดับเข้มข้นที่สุด ซึ่งเจ้าหน้าที่จีนในหนังลงมือกับ “ทหารเด็ก” ก็คือ “การยิงใส่ (ไม่เอาถึงตาย) เพื่อให้หยุดลงมือสังหารคน”

ขณะเดียวกัน ปฏิบัติการล่าคนผิดของทางการจีน ก็มีจุดมุ่งหมายอยู่ที่ “การจับเป็น” แล้วส่งคนร้ายเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในระบบ มากกว่า “จับตาย”

(แม้อาจจะพลั้งเผลอลงมือเกินเลยไปบ้าง เพราะความแค้นส่วนบุคคล ไม่ใช่ในนามองค์กรหรือประเทศชาติ)

แน่นอนว่านี่คือหนังที่มี “ตำรวจจีน” เป็นพระเอก และเป็นภาพแทน ซึ่งสื่อแสดง “ความคาดหวัง/ความใฝ่ฝัน” ของ “พญามังกร” ในการขยายอำนาจมายังภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

อย่างไรก็ตาม ถ้า “Operation Mekong” มีสถานะเป็น “ภาพร่างความฝัน” ที่ก่อกำเนิดขึ้นในวิธีคิดของรัฐบาล/ชนชั้นนำจีน

ดูเหมือนฝ่ายจีนเองจะตระหนักอยู่ไม่น้อยว่าการพยายามแผ่อิทธิพลเหนือภูมิภาคนี้ มิใช่ “ปฏิบัติการ” ที่สามารถลงมือทำและหวังผลลัพธ์ได้อย่างง่ายดายสบายมือ

ดังที่หนึ่งในตัวละครนำของหนัง ซึ่งเป็นสายลับชาวจีน พูดเอาไว้ว่า ต่อให้ “หน่อคำ” (หรือ “หน่อคา” ในภาพยนตร์) ราชายาเสพติดที่อยู่เบื้องหลังคดีฆาตกรรม 13 ศพ ถูกโค่นล้มลง แต่อีกสักพัก ก็จะมี “เจ้าพ่อ” รายใหม่ ผงาดขึ้นมาแทนที่

สอดคล้องกับบทสรุปของหนัง ที่ตำรวจจีนสามารถจับกุมตัว “หน่อคำ” และพรรคพวก กลับไปลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม นอกจากนี้ ยังสามารถเด็ดหัวผู้ทำหน้าที่เป็น “ตัวกลาง” ระหว่าง “หน่อคำ” กับ “บอส” ได้สำเร็จ

ทว่า เงื่อนปมที่หนังทิ้งค้างเอาไว้อย่างชาญฉลาด ก็คือ การไม่ยอมเปิดเผยว่า “บอส” ผู้อยู่เบื้องหลังเครือข่ายค้ายาเสพติด-คดีฆาตกรรมครั้งนี้เป็นใคร?

ด้านหนึ่ง นี่อาจบ่งชี้ให้เห็นว่า “ปฏิบัติการแม่น้ำโขง” มิได้มีจุดสิ้นสุดในตัวมันเอง หากเป็นเพียง “จุดหนึ่ง” ของแผนปฏิบัติการ “ต่อเนื่อง” ระยะยาว ที่จะเปิดโอกาสให้ “พญามังกร” ค่อยๆ รุกคืบเข้ามาควบคุมจัดการพื้นที่แถบสามเหลี่ยมทองคำและตามลำน้ำโขง

อีกด้านหนึ่ง การอำพรางตัว “บอส” เอาไว้ ก็มิได้หมายความว่าคนทำหนัง/ทางการจีน ไม่รู้ว่า “บอสตัวจริง” นั้นคือใคร

แต่เมื่อการแผ่ขยายอำนาจจำเป็นต้องอาศัยภาพลักษณ์ของการเป็น “นักประสานประโยชน์” ผู้พร้อมจะประนีประนอมหรือเจรจาต่อรองกับ “เจ้าพ่อของเจ้าพ่อท้องถิ่น” พอๆ กับภาพลักษณ์ “นักบู๊ผู้พิทักษ์ความสงบในระดับภูมิภาค”

การรู้อะไรบางอย่าง จึงต้องถูกแสดงออกมาผ่านลักษณะ “แสร้งทำเป็นไม่รู้”

คําถามต่อเนื่องมีอยู่ว่าคนดูจะสามารถ “รู้” อย่างที่คนทำหนังหรือประเทศผู้ผลิตหนัง “รู้” ได้หรือไม่?

และคนดูจะสามารถไขปริศนาลึกลับข้อนี้ได้อย่างไร? ในเมื่อ “บอส” ที่ถูกเอ่ยถึงโดยสม่ำเสมอ ไม่เคยปรากฏตัวตนหรือส่งเสียงออกมา

กุญแจดอกแรกที่อาจช่วยไขปริศนาทิ้งท้ายของ “Operation Mekong” น่าจะอยู่ตรงขุมกำลังของ “ตัวกลาง” ผู้ทำหน้าที่ประสานงานระหว่าง “บอส” กับ “หน่อคำ”

หนังวาดภาพให้ “ตัวกลาง” รายนี้ มีอำนาจควบคุมสั่งการกองกำลังนิรนามชุดดำจำนวนหลายสิบคน กองกำลังดังกล่าวถูกจัดการอย่างเป็นระบบระเบียบ มีสรรพาวุธและยานพาหนะทันสมัยในครอบครอง

ความยิ่งใหญ่เช่นนั้นย่อมฉายให้เห็นถึงเงาร่างอันไม่ธรรมดาของ “บอส”

กุญแจอีกดอกที่ไม่ควรละเลย ก็คือ ช่วงต้นๆ เรื่อง หนังเอ่ยถึง “ตัวละครกลุ่มหนึ่ง” อย่างเป็นทางการอยู่ประมาณสองหน ก่อนจะไม่กล่าวถึงตัวละครกลุ่มนี้อีกเลยตลอดทั้งเรื่อง

จึงน่าสงสัยมิใช่น้อยว่า “บอส” กับ “ตัวละครกลุ่มนี้” มีความข้องเกี่ยวกันหรือไม่? อย่างไร?

คนมองหนัง

ความพร่าเลือนของรัฐ-ชาติ และความทับซ้อนของศาสนา ใน ‘สาบเสือที่ลำน้ำกษัตริย์’

หมายเหตุ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา ถือเป็นวาระครบรอบ 7 ปี แห่งการเสียชีวิตของ “บัณฑิต ฤทธิ์ถกล” หนึ่งในผู้กำกับภาพยนตร์คนสำคัญของไทย

 

บล็อกคนมองหนังขอรำลึกถึงบัณฑิต ผ่านบทความว่าด้วย “สาบเสือที่ลำน้ำกษัตริย์” ภาพยนตร์ใน “ยุคปลาย” ของเขา ซึ่งถูกกล่าวถึงไว้ไม่มากนัก

 

บทความชิ้นนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารไบโอสโคป ภายหลังบัณฑิตเสียชีวิตได้ไม่นาน

ไอ้กล่อมเป็นชายหนุ่มชาวโยเดีย/อยุธยาที่ถูกกวาดต้อนไปยังเมาะตะมะโดยกองทัพอังวะ เมื่อคราวสงครามเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ครั้นเมื่ออังวะกรีฑาทัพมารบกับกรุงเทพฯ ในสงครามเก้าทัพสมัยรัชกาลที่ 1 กล่อมก็ถูกกองทัพพม่าเกณฑ์ให้ไปร่วมรบด้วย

หลังทัพอังวะพ่ายแพ้ที่สมรภูมิสามสบและท่าดินแดง รี้พลพม่าที่มีทหารชาวโยเดีย/อยุธยา/ไทยรวมอยู่ด้วยก็พากันล่าถอยมายังบริเวณลำน้ำกษัตริย์ แต่แล้วกล่อมก็ต้องเสียชีวิตลง ณ ลำน้ำสายนี้ ด้วยกระสุนปืนของทหารฝ่ายสยาม

ส่งผลให้เนียน เมียของกล่อม ซึ่งเป็นหญิงสาวชาวโยเดียผู้ถูกกวาดต้อนไปยังเมาะตะมะเมื่อคราวเสียกรุงเช่นกัน ตัดสินใจดั้นด้นออกตามหาผัวมาจนถึงบริเวณลำน้ำกษัตริย์ ทว่า เธอกลับถูกฆ่าข่มขืนโดยโจรป่า กระทั่งวิญญาณของเนียนต้องไปสิงสู่อยู่ในร่างเสือเพื่อรอคอยการกลับมาของชายคนรัก

ชะตากรรมของกล่อมและเนียนแสดงให้เห็นถึงชีวิตของคนเล็กคนน้อยในปลายยุคอยุธยา-ต้นรัตนโกสินทร์ ที่ไม่ได้มีความผูกพันอยู่กับรัฐ-ชาติสมัยใหม่ ซึ่งมีเส้นแบ่งอาณาเขตระหว่างรัฐอย่างชัดเจน ผู้คนในยุคสมัยนั้น (ไม่ว่าจะเป็นไทยหรือพม่า) จึงสามารถเดินทาง/ถูกกวาดต้อนไปมาระหว่างอาณาจักร โดยมิต้องอ้างอิงตนเองเข้ากับหลักคิดในเรื่องเส้นแบ่งพรมแดนระหว่างรัฐ-ชาติแต่อย่างใด

ชีวิตของคนอยุธยาอย่างกล่อม ผู้กลายเป็นทหารในทัพพม่า/อังวะ และถูกสังหารโดยกระสุนปืนของทหารสยาม/กรุงเทพฯ จึงไม่สามารถจะถูกอธิบายได้อย่างเป็นเหตุเป็นผล ด้วยประวัติศาสตร์นิพนธ์ไทยกระแสหลักที่ยึดเอารัฐ-ชาติ และบูรณภาพเหนือดินแดนของรัฐ-ชาติ เป็นศูนย์กลางในการเล่าเรื่อง

%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b8%ad

100 ปีผ่านไป กล่อมกลับชาติมาเกิดเป็นวัน พรานป่าที่ผ่านการบวชเรียนตามหลักพุทธศาสนามาแล้ว และเขาก็กำลังจะได้เผชิญหน้ากับเนียนที่เป็นวิญญาณสิงสู่อยู่ในร่างเสือ ณ ผืนป่าบริเวณลำน้ำกษัตริย์

เวลาที่ล่วงเลยผันผ่านส่งผลให้คู่ขัดแย้งหลักของสยามไม่ใช่พม่าอีกต่อไป แต่ (ชนชั้นนำ) สยามกลับได้เผชิญหน้ากับฝรั่ง ‘ตะวันตก’ จนต้องปรับเปลี่ยนความคิดและวิธีการมองโลกในหลายๆ ด้านของตนเอง เพื่อวิวัฒน์ไปตามศูนย์อำนาจใหม่ที่ตนปะทะสังสรรค์ด้วย อันนำไปสู่แนวคิดเรื่องรัฐและภูมิศาสตร์สมัยใหม่ ซึ่งทำให้เส้นพรมแดนของสยามเริ่มมีตัวตนชัดเจนมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม การเข้ามาของฝรั่ง ‘ตะวันตก’ กลับทำให้ความคิดความเชื่อบางเรื่องของชาวสยามต้องสั่นคลอนคลุมเครือไปเช่นกัน

ในสมัยรัชกาลที่ 5 อดีตนายทหารอังกฤษคนหนึ่งซึ่งเคยร่วมรบในสงครามที่ยึดเอาพม่าเป็นอาณานิคมมาแล้ว ได้ติดต่อขายปืนปลอมให้กับเจ้าสัวชาวจีนผู้ค้าของป่าอยู่ในบางกอก เมื่อถูกจับเท็จได้และไม่สามารถหาเงินมาชดใช้คืนพ่อค้าจีน อดีตนายทหารตะวันตกจึงถูกบังคับให้ไปทำงานล่าสัตว์กับบรรดาลูกน้องของเจ้าสัวที่ป่าบริเวณเส้นพรมแดนสยาม-พม่า ณ เมืองกาญจนบุรี

คณะล่าสัตว์จากบางกอกได้เดินทางไปในป่าร่วมกับวันและจูเลีย สาวลูกครึ่งที่มีพ่อเป็นมิชชันนารีฝรั่งผู้เดินทางไปเผยแพร่ศาสนาในหมู่บ้านป่า และมีแม่เป็นหญิงกะเหรี่ยง

สิ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างมากก็คือ จูเลียมีอดีตชาติเป็นโจรป่าผู้ฆ่าข่มขืนเนียน ดังนั้น นอกจากวิญญาณของเนียนในร่างเสือจะเดินทางไขว่คว้าตามหารักจากกล่อม/วันแล้ว เธอก็ยังมุ่งมั่นติดตามไล่ล่าล้างแค้นจูเลีย เพื่อให้โจรป่าในชาติที่แล้วต้องชดใช้กรรมเก่าของตนเองในชาตินี้

ด้วยเหตุนี้ วิญญาณของเนียนซึ่งสิงสู่อยู่ในร่างเสือ กับ จูเลีย จึงมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันอยู่บนฐานคิดเรื่องชาติก่อน-ชาตินี้-ชาติหน้า และเรื่องกรรมตามหลักพุทธศาสนา

อาจกล่าวได้ว่าฐานคิดทางพุทธศาสนาเรื่องกรรมและการกลับชาติมาเกิดนั้น ถือเป็นเครื่องมือสำคัญของชนชั้นปกครองไทย ซึ่งพยายามก่อรูปการจิตสำนึกของผู้คนในสังคมให้ยอมรับสภาพชีวิตความเป็นอยู่ในปัจจุบันของตนเองและยอมรับอำนาจของชนชั้นปกครอง รวมทั้งผลักภาระเรื่องปัญหาความไม่เท่าเทียมหรือความไม่เป็นธรรมต่างๆ ให้กลายเป็นเรื่องของกรรมที่ก่อขึ้นโดยปัจเจกบุคคลในชาติที่แล้ว

ขณะที่ผู้คนในชาติภพปัจจุบันก็ไม่จำเป็นต้องรวมตัวกันต่อสู้หรือทำการเปลี่ยนแปลงสังคมเพื่อให้ปัญหาเหล่านั้นได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ทว่า กลับต้องจำใจยอมรับผลกรรมในชาติก่อนโดยมิอาจโต้แย้งหรือหลีกเลี่ยง

ดังนั้น กรรมจากชาติที่แล้วซึ่งสำแดงตนผ่านรูปของวิญญาณที่สิงสู่อยู่ในร่างเสือ จึงมีสภาพคล้ายกับเป็นหมาป่าที่กำลังไล่ล่าลูกแกะที่ไร้ทางสู้อย่างจูเลีย

(น่าสนใจว่าในช่วงเวลาที่ความรู้เรื่องรัฐและภูมิศาสตร์สมัยใหม่เข้ามาแทนที่ความรู้ชุดเดิม อันนำมาสู่ความคิดในเรื่องหลักบูรณภาพเหนือดินแดนนั้น สยามพยายามต่อสู้แย่งชิงดินแดนกับฝรั่งเศสแต่ต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ประวัติศาสตร์นิพนธ์กระแสหลักจำนวนมากจึงดูเหมือนจะพยายามเปรียบเทียบสยามให้เป็นดังลูกแกะที่ถูกหมาป่าอย่างฝรั่งเศสรังแก แต่ในกรณีนี้ศาสนาหลักของชาวสยามกลับกลายเป็นหมาป่าที่กำลังไล่ล่าลูกแกะ ซึ่งเป็นลูกครึ่งฝรั่งเสียเอง)

แต่ลูกแกะอย่างจูเลียกลับคล้ายจะเป็นลูกแกะของพระเจ้า เพราะแม้เธออาจได้แสดงความคิดแบบมนุษยนิยมที่ไม่เชื่อในศาสนาใดๆ ออกมา แต่เธอก็เกิดในครอบครัวที่มีพ่อเป็นมิชชันนารี และที่สำคัญไม่ว่าจุดยืนความคิดของเธอจะมาจากฐานคิดทางด้านมนุษยนิยมหรือคริสตศาสนา จูเลียก็แสดงออกอย่างชัดเจนว่าเธอไม่เชื่อในเรื่องการกลับชาติมาเกิดและเรื่องกรรมแบบพุทธ

สุดท้ายวิญญาณของเนียนในร่างเสือก็ไม่สามารถทำอะไรจูเลียได้จริงๆ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะผู้ผ่านการบวชเรียนทางพุทธศาสนาอย่างทิดวัน/กล่อมในชาติก่อน มาขอให้เมียในอดีตชาติอภัยและอโหสิต่อจูเลีย ก่อนที่เขาจะปลิดวิญญาณของเนียนด้วยกระสุนลูกประคำศักดิ์สิทธิ์เพื่อส่งเธอไปผุดไปเกิด

(น่าสนใจว่าขณะที่กล่อมต้องเสียชีวิตลงท่ามกลางความพร่าเลือนของรัฐ-ชาติ เนียนก็ถูกปลดปล่อยวิญญาณไปในบริบทของความทับซ้อนทางศาสนาเช่นกัน)

แต่อีกด้านหนึ่ง จูเลียก็กำสร้อยคอที่มีจี้รูปไม้กางเขนไว้แน่นมืออย่างที่เธอไม่เคยแสดงออกมาก่อน เมื่อเธอต้องเผชิญกับภัยคุกคามจากเสือผีผู้เป็นเจ้ากรรมนายเวร

กระทั่งอาจตั้งคำถามได้ว่า หรือแนวคิดเรื่องกรรมของศาสนาพุทธที่สำแดงตนผ่านวิญญาณในร่างเสือ จะไม่สามารถทำอะไรกับคริสตชนอย่างจูเลียได้

ขณะเดียวกันความทับซ้อนคลุมเครือของประเด็นเรื่องความคิดความเชื่อทางศาสนาดังกล่าว ก็อาจแสดงให้เห็นว่า ชนชั้นปกครองที่ศูนย์กลางของสยาม ซึ่งมีพุทธศาสนาเป็นเครื่องมือสำคัญในการปกครองผู้คนนั้น ไม่สามารถจะแพร่อำนาจของตนเองไปถึงดินแดนชายขอบหรือเหล่า ‘คนนอก’ เช่น กะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่ในป่าพรมแดนสยาม-พม่าได้

(ดังจะเห็นได้จากบทบาทของเหล่านักล่าสัตว์จากบางกอก ที่มีความสำคัญน้อยมากต่อเรื่องราวสลับซับซ้อนของความเชื่อทางศาสนาที่ดำเนินไป)

แต่กลับเป็นศาสนาจากภายนอกอย่างศาสนาคริสต์ ที่สามารถเข้าถึงบรรดาคนนอกในดินแดนชายขอบเหล่านั้นได้มากกว่า

หากพิจารณาเชื่อมโยงมายังประวัติศาสตร์ของระบบการศึกษาไทยยุคใหม่ เราก็จะพบว่าในช่วงเวลาหนึ่ง โรงเรียนที่ก่อตั้งขึ้นโดยเหล่ามิชชันนารีถือเป็นแหล่งบ่มเพาะการศึกษาให้แก่เหล่ายุวชนคนนอก เช่น ลูกจีนหรือลูกแขก อย่างมีนัยยะสำคัญ

%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b8%b4%e0%b8%95-%e0%b8%a4%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b9%8c%e0%b8%96%e0%b8%81%e0%b8%a5

โดยลูกจีนอย่าง ‘บัณฑิต ฤทธิ์ถกล’ ผู้จบการศึกษาจากโรงเรียนอัสสัมชัญ ศรีราชา และอัสสัมชัญพานิช ก็ถือเป็นหนึ่งในผลิตผลของระบบการศึกษารูปแบบดังกล่าว

แม้ผลงานภาพยนตร์ยุคหลังของบัณฑิตจะถูกกล่าวถึงเชิงชื่นชมไม่มากนักในหมู่นักดูหนัง แต่หนึ่งในผลงานเหล่านั้นของเขาอย่าง ‘สาบเสือที่ลำน้ำกษัตริย์’ กลับเป็นหนังของบัณฑิตที่อยู่ในความทรงจำของผู้เขียนมากที่สุด อันเนื่องมาจากความซับซ้อนชวนขบคิดที่ปรากฏอยู่ในเรื่องราวของภาพยนตร์นั่นเอง

เมื่อบัณฑิตต้องเสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา ผู้เขียนจึงไม่สามารถจะทำอะไรได้มากไปกว่าการแสดงความรำลึกถึงเขาผ่านงานเขียนชิ้นนี้

ข่าวบันเทิง

อ่านเรื่องย่อ Bangkok Nites หนังญี่ปุ่นที่พูดถึงบาดแผลจากยุคอาณานิคมบนพรมแดนไทย-ลาว

นอกจาก “ดาวคะนอง” ของ “อโนชา สุวิชากรพงศ์” แล้ว ในสายการประกวดหนังนานาชาติ ของเทศกาลภาพยนตร์โลคาร์โน 2016 ยังมีผลงานของนักทำหนังชาวญี่ปุ่น “คัตสึยะ โทมิตะ” เรื่อง “Bangkok Nites” ซึ่งนักแสดงส่วนใหญ่เป็นคนไทย แถมยังถ่ายทำในเมืองไทยอีกด้วย

ก่อนหน้านี้ มีเสียงเล่าลือว่า องค์ประกอบของหนังญี่ปุ่นเรื่องนี้นั้นแสนจะพิลึกพิลั่น เพราะมีทั้งย่านธนิยะ, ผีจิตร ภูมิศักดิ์, พญานาค และซากประวัติศาสตร์สงครามลับในลาว

โทมิตะ
คัตสึยะ โทมิตะ

 

ล่าสุด เว็บไซต์ของทางเทศกาลได้เผยแพร่ภาพนิ่งบางส่วนและเรื่องย่อของ Bangkok Nites ออกมาเรียบร้อยแล้ว ดังนี้

หนังเริ่มต้นที่ถนนธนิยะ ย่านบันเทิงเริงรมย์ยอดนิยมของชายชาวญี่ปุ่น ซึ่งเข้ามาอาศัย-ทำงานอยู่ในเมืองไทย

 

“ลักษณ์?” (Luck) คือสาวไทยที่เป็นหนึ่งในดาวเด่นของสถานบริการย่านนั้น เธออาศัยอยู่ในอพาร์ทเมนท์หรูหราเพียงตัวคนเดียว แล้วส่งเงินที่หาได้กลับไปจุนเจือครอบครัวที่หมู่บ้านในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ติดกับพรมแดนไทย-ลาว

 

วันหนึ่ง ลักษณ์ได้เจอกับ “โอซาวะ” ลูกค้าชาวญี่ปุ่น ซึ่งเธอเคยตกหลุมรักเมื่อห้าปีก่อน เขาเป็นอดีตนายทหารประจำกองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่น ซึ่งไม่ได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ร่ำรวยแต่อย่างใด

 

เมื่อโอซาวะต้องเดินทางไปยังประเทศลาว ลักษณ์ได้ติดตามเขาไปด้วย รวมทั้งยังพาชายชาวญี่ปุ่นไปทำความรู้จักกับครอบครัวและเพื่อนๆ ในวัยเด็กของเธอ ที่ภาคอีสาน

 

ระหว่างดำเนินชีวิตช่วงสั้นๆ ที่ชนบท หลังจากเบื่อหน่ายกับวิถีความเป็นอยู่ในเมืองใหญ่ โอซาวะก็เริ่มมีความฝันที่จะหันมาใช้ชีวิตแบบสงบเงียบในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้

 

ทว่า ขณะเดียวกัน เขาก็เริ่มได้ตระหนักรับรู้ถึงบาดแผลบางอย่าง ที่ถูกทิ้งค้างไว้จากยุคอาณานิคม

bkk nite 1

คงต้องมาจับตาดูกันว่า “ผีจิตร ภูมิศักดิ์” “พญานาค” และ “ซากประวัติศาสตร์สงครามลับในลาว” จะเผยร่างออกมาตรงจุดไหนของภาพยนตร์เรื่องนี้

ที่มา ภาพ-เนื้อหา : http://www.pardolive.ch/pardo/program/film.html?fid=893008&eid=69

คนมองหนัง

บทสัมภาษณ์อภิชาติพงศ์ใน Film Comment: ปีโนเชต์, อเมริกา, อดีตผู้นำ และหุ่นเชิด

เมื่อ “อภิชาติพงศ์” ขึ้นปก Film Comment บทสัมภาษณ์ว่าด้วยการโหวตคว่ำปีโนเชต์ บทบาทสหรัฐยุคสงครามเย็น และอนุสาวรีย์ “อดีตผู้นำ” ที่ขอนแก่น

(มติชนสุดสัปดาห์ 11-17 มีนาคม 2559)

นิตยสารภาพยนตร์ชื่อดังระดับนานาชาติอย่าง “Film Comment” ฉบับเดือนมีนาคม-เมษายน 2016 ได้นำภาพผู้กำกับหนังชาวไทย “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” มาขึ้นหน้าปก

โดยในเล่ม “วิโอเล็ต ลุคคา” บรรณาธิการดิจิทัลของนิตยสารเล่มนี้ ได้เขียนรายงานขนาดยาวเกี่ยวกับภาพยนตร์ “รักที่ขอนแก่น” ของอภิชาติพงศ์ ภายใต้ชื่อว่า “Dream State” (สภาวะแห่งความฝัน)

อันประกอบไปด้วยบทความปริทัศน์ว่าด้วยหนังเรื่องนี้ และบทสัมภาษณ์คนไทยเจ้าของผลงาน

ต่อไปนี้ คือเนื้อหาน่าสนใจบางส่วนจากบทสัมภาษณ์ดังกล่าว

: ไม่กี่วันก่อนหน้าการสัมภาษณ์ครั้งนี้ คุณเพิ่งนำภาพยนตร์ชิลีเรื่อง “No” ผลงานของ “พาโบล ลาเรน” ไปจัดฉายที่เทศกาลภาพยนตร์คัดสรร Cinema Diverse ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ทำไมคุณถึงเลือกหนังเรื่องนั้นไปฉาย?

(หมายเหตุผู้แปล – ภาพยนตร์เรื่อง “No” เล่าถึงกระบวนการรณรงค์ที่นำไปสู่การลงคะแนนเสียง “โหวต โน” ล้มล้างระบอบการปกครองของนายพลออกุสโต ปีโนเชต์ ในประเทศชิลี)

มันเป็นกระจกเงาที่เหมาะสมกับประเทศไทยแบบสุดๆ นอกจากนี้ มันยังเกือบจะเป็นเรื่องแฟนตาซีสุดเหลือเชื่อด้วย เพราะเรา (คนไทย) ไม่ได้รับโอกาสให้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งใดๆ ตลอดปีที่ผ่านมา

จริงๆ แล้ว ผมก็เป็นหนึ่งในคนที่เดินทางไปลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งล่าสุด แต่หลังจากนั้น ก็เกิดเหตุรัฐประหาร คะแนนเสียงของผมจึงหมดความหมาย

ภาพยนตร์เรื่อง “No” ถือเป็นงานอันยอดเยี่ยมที่ช่วยจุดประกายความหวังให้แก่พวกเราว่า “สักวันหนึ่ง เราจะได้เจอสถานการณ์อย่างที่เคยเกิดขึ้นในชิลี”

สำหรับกรณีของชิลียุคปีโนเชต์ ประชาชนที่นั่นต้องรอคอยยาวนานถึง 16 ปี กว่าจะได้ออกไปเลือกตั้ง, 16 ปี เป็นเวลาที่นานมากพอ ซึ่งจะทำให้หลายๆ คน “ลืม”

ในกรณีของประเทศไทยยุคปัจจุบัน อะไรต่อมิอะไรมันเพิ่งผ่านไปแค่ 2 ปีเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ พวกเราจึงยังต้องเผชิญหน้ากับการถูกละเมิดสิทธิความเป็นมนุษย์ในลักษณะนี้ไปอีกนาน

มันอาจต้องใช้เวลามากถึง 10 หรือ 15 ปี กว่าที่เราคนไทยจะได้ระบอบประชาธิปไตยแท้จริงกลับคืนมา ถึงเวลานั้น ผมอาจไม่ได้ทำหนังอีกแล้ว แต่สำหรับผู้ชมจำนวนมากที่เข้าไปดูหนังเรื่อง “No” ผมต้องการจะสื่อสารให้พวกเขาตระหนักว่า

“อย่าลืมนะ ในอนาคต พวกเราจะสามารถสร้างหนังทำนองนี้ขึ้นมาได้ในประเทศของเรา”

: “รักที่ขอนแก่น” ได้ลงโรงฉายในเมืองไทยหรือยัง?

ยัง จริงๆ ผมอยากจะฉายนะ แต่ผมไม่แน่ใจว่าตอนนี้ถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมหรือไม่ เพราะมีระบบเซ็นเซอร์มากมายเกิดขึ้นในเมืองไทย ณ ขณะนี้

ขณะเดียวกัน ผมก็เป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยส่วนบุคคล ของคนที่มีความข้องเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้

: ในหนังเรื่อง “รักที่ขอนแก่น” เจ้าแม่ศักดิ์สิทธิ์ ผู้ปรากฏกายต่อหน้าตัวละคร “ป้าเจน” มีที่มาจากประเทศลาว คุณช่วยกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับลาวหน่อยได้ไหม?

ตำนานเล่าขานว่าเจ้าแม่เหล่านั้นคือเจ้าหญิงชาวลาว และในยุคสมัยอดีต ภาคอีสานของไทยกับลาวก็ถือเป็นอาณาจักรเดียวกัน

ส่วนผมเองก็ไม่ค่อยมีความรู้สึกที่ดีนักกับกรุงเทพฯ เพราะผมเติบโตขึ้นมาในภาคอีสาน ยิ่งศึกษาประวัติศาสตร์มากขึ้น ผมก็ยิ่งรู้สึกโศกเศร้ามากขึ้น ว่าเพราะการรวมประเทศในครั้งนั้น วัฒนธรรมอันหลากหลายจึงสูญหายไป และไม่ถูกปลุกให้ฟื้นตื่นขึ้นมามีชีวิตชีวากระทั่งบัดนี้

ดังนั้น ในงานช่วงหลังๆ ผมจึงพยายามสืบสาวลงลึกไปในอาณาบริเวณแถบนี้ จนเกือบๆ จะมีอาการคลั่งไคล้ใหลหลงกับการเดินทางไปสัมผัสและนำเอาอดีตคืนกลับมา

เช่นเดียวกับคุณเจนจิรา พงพัศ (ผู้รับบทเป็นตัวละคร “ป้าเจน” ในหนังหลายเรื่องของอภิชาติพงศ์) ซึ่งพ่อผู้ให้กำเนิดเธอเป็นคนลาว ด้วยเหตุนี้ เมื่อประเทศถูกแยกขาดออกจากกัน เธอจึงต้องพลัดพรากกับผู้เป็นพ่อ

: ประวัติศาสตร์ของพื้นที่แถบนี้ยังเกี่ยวพันกับการแพร่กระจายของลัทธิคอมมิวนิสต์ ซึ่งถูกทำให้ซับซ้อนมากยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อรัฐบาลอเมริกันเข้ามายุ่งเกี่ยวกับกิจการของไทย?

รัฐบาลสหรัฐเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับรัฐบาลไทยอย่างสำคัญมากๆ ในการต่อต้านคอมมิวนิสต์ ซึ่งแพร่กระจายจากเวียดนาม ผ่านลาว มาถึงไทย

คนไทยจำนวนไม่น้อยรู้สึกจับใจกับแนวคิดของลัทธิคอมมิวนิสต์ ซึ่งให้ความหวังถึงอนาคตที่ดีกว่าเดิม ดังนั้น รัฐบาลไทยจึงร่วมมือกับสหรัฐในการกำจัดคอมมิวนิสต์

แต่ขณะเดียวกัน สหรัฐก็มีส่วนสร้างปีศาจหลายต่อหลายตนขึ้นมาในสังคมไทย (หัวเราะ) และหนึ่งในปีศาจเหล่านั้น (อดีตนายกรัฐมนตรีคนหนึ่ง) ก็ปรากฏกายขึ้นเป็นภาพนูนต่ำบนฝาผนังในภาพยนตร์เรื่องนี้

: คุณเลือกสรรสถานที่ถ่ายทำอย่างไร?

ขอนแก่นคือบ้านเกิดของผม ผมจึงรู้จักสถานที่ทุกแห่ง ซึ่งใช้ในการถ่ายทำ โดยส่วนใหญ่ ผมเลือกสถานที่ถ่ายทำจากความทรงจำส่วนตัว ซึ่งเติบโตมากับโรงพยาบาล โรงหนัง และโรงเรียน ผมพยายามผนวกสถานที่เหล่านี้เข้ามาในหนัง

และในช่วงเตรียมงานก่อนการถ่ายทำจริง ผมก็ย้ายไปเขียนบทภาพยนตร์ที่จังหวัดบ้านเกิด เพราะผมเริ่มรู้สึกว่า เรื่องที่ต้องการเล่า ชักจะมีความเป็นส่วนตัวมากขึ้นเรื่อยๆ

ที่นั่นมีภาพประติมากรรมนูนต่ำเป็นรูปหนึ่งในอดีตนายกฯ ของระบอบการปกครองที่โหดร้ายที่สุด แน่นอน ผู้คนยังให้ความเคารพนับถือเขา สืบเนื่องมาจากเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อชนิดต่างๆ

จังหวัดขอนแก่น บ้านเกิดผม มีอนุสาวรีย์ของอดีตผู้นำคนนี้ตั้งอยู่ เพราะเขาได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในผู้นำการพัฒนามาสู่ภาคอีสาน แต่สำหรับผม มันกลับค่อนข้างเป็นเรื่องน่าตกใจ ที่ได้มาเห็นรูปปั้นและภาพสลักเล่าเรื่องราวชีวิตของเขาที่นี่

: อยากให้คุณช่วยอธิบายความหมายของซีนที่มีผู้คนจำนวนมากเดินไปมาอย่างไร้เป้าหมาย แถวๆ ทะเลสาบ?

ผมค้นพบว่า บางครั้ง นักแสดงประกอบ (เอ็กซ์ตรา) มักแสดงหนังได้ไม่ดีนัก แต่ในซีนดังกล่าว ผมกลับรู้สึกว่าภาพที่ออกมามันสวยจริงๆ เพราะมันแสดงให้เห็นถึงกระบวนการถ่ายทำหนัง ซึ่งทุกๆ อย่าง จะถูกควบคุมเอาไว้หมด มันจึงเป็นเรื่องของมนุษย์ที่ถูกกำกับบงการให้กลายเป็นเพียงหุ่นเชิด

ดังนั้น ในซีนทะเลสาบ ผมจึงต้องการเน้นย้ำถึงแนวคิดเรื่องการเชิดหุ่นกับการถ่ายหนัง ตลอดจนความรู้สึกที่ผมมีต่อเมืองไทย ณ ยุคปัจจุบัน

: เมื่อปีก่อน คุณมีงานกึ่งละครเวทีที่เกาหลีใต้ ชื่อ “Fever Room” ซึ่งเหมือนจะเป็นส่วนขยายของหนังเรื่อง “รักที่ขอนแก่น”?

(หมายเหตุผู้แปล – “Fever Room” เป็นงานแสดงสดประกอบภาพเคลื่อนไหวบนเวที ที่ใช้ชื่อไทยว่า “เมืองแสงหมด”)

งานทั้งสองชิ้นอยู่ในโลกใบเดียวกัน อยู่ในความฝันของการป่วยไข้คล้ายๆ กัน หรือจริงๆ แล้ว มันออกจะเป็นฝันร้ายมากกว่า

งานทั้งสองชิ้นใช้สองนักแสดงนำร่วมกัน คือ ป้าเจน และทหารผู้นอนหลับฝันชื่ออิฐ พูดถึงความฝันแบบเดียวกัน และสื่อแสดงถึงภาพของห้องความทรงจำอันเจ็บป่วยเหมือนๆ กัน

แต่ “เมืองแสงหมด” มีความเป็นนามธรรมมากกว่า เพราะไม่ได้มุ่งเล่าเรื่องราวใดๆ อย่างเด่นชัด งานสองชิ้นนี้จึงเปรียบเสมือนฝาแฝด ที่มีรูปลักษณ์ต่างกัน

นี่เป็นครั้งแรก ที่ผมได้ทำงานละครเวที และเมื่อก้าวขึ้นไปบนเวทีหลังการแสดงจบลง ผมก็รู้สึกราวกับว่า “สิ่งนี้แหละคือภาพยนตร์”

เพราะข้างบนเวที คือ สถานที่ที่เรื่องราวในหนังบังเกิดขึ้น และคนดูตรงเบื้องหน้าเวทีก็อยู่ในสภาวะที่ใกล้เคียงที่สุด กับการได้เดินทางเข้าไปในโลกของภาพยนตร์ หรือบางทีอาจเป็นการท่องเข้าไปในครรภ์ของมารดา ก่อนที่ทารกชื่อภาพยนตร์จะถือกำเนิดออกมา

ผมจึงคิดว่า บางที คนดูอาจรู้สึกว่าตนเองกำลังมีส่วนร่วมกับงานชิ้นนี้อยู่ เพราะนักแสดงและผู้ชมต่างประกอบกิจกรรมอยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน และเมื่อแสงไฟบนเวทีสาดส่องกลับไปยังเหล่าคนดู นี่ก็เป็นการสะท้อน (หรือสลับแลก) สถานะกันไปมา ระหว่างผู้ดูกับผู้ถูกดู

มันเลยสอดคล้องกันพอดีกับแนวคิดของ “รักที่ขอนแก่น” รวมทั้งแนวคิดเรื่องการฝันและการหลับ เพราะบางคราว คุณก็มีประสบการณ์กับอะไรบางอย่าง ในลักษณะผลุบๆ โผล่ๆ หรือเข้านอกออกใน

หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง มันคือการที่เราได้พยายามทดลองเปลี่ยนแปลงมุมมองต่อสรรพสิ่งต่างๆ นั่นเอง

ที่มา http://www.filmcomment.com/article/apichatpong-weerasethakul-cemetery-of-splendor/