ข่าวบันเทิง

“กระเบนราหู-มะลิลา” ชิงรางวัลใหญ่ระดับภูมิภาค – หนังและนักแสดงไทยที่เทศกาลม้าทองคำ

“กระเบนราหู-มะลิลา” ชิงรางวัลใหญ่ใน “เอเชีย แปซิฟิก สกรีน อวอร์ดส์”

งานมอบรางวัลภาพยนตร์ “เอเชีย แปซิฟิก สกรีน อวอร์ดส์ ครั้งที่ 12” ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 29 พฤศจิกายน ณ เมืองบริสเบน ประเทศออสเตรเลีย ประกาศรายนามผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลสาขาต่างๆ ออกมาแล้ว

ปีนี้ มีภาพยนตร์ 46 เรื่อง จาก 22 ประเทศ ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เข้าร่วมชิงรางวัล

โดยหนังไทยสองเรื่องมีโอกาสลุ้นรางวัลสาขาสำคัญ

2018-apsa-bestfeaturefilm

ในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม “กระเบนราหู” ของ “พุทธิพงษ์ อรุณเพ็ง” คือ ตัวแทนจากประเทศไทยที่ได้เข้าชิงรางวัล โดยมีคู่แข่งขันสุดแข็งแกร่ง ได้แก่ “Shoplifters” (ญี่ปุ่น), “Burning” (เกาหลีใต้), “The Gentle Indifference of the World” (คาซักสถาน) และ “Balangiga: Howling Wilderness” (ฟิลิปปินส์)

kraben-rahu

ขณะเดียวกัน “นวโรภาส รุ่งพิบูลโสภิษฐ์” ผู้กำกับภาพของ “กระเบนราหู” ก็ได้เข้าชิงรางวัลกำกับภาพยอดเยี่ยม ควงคู่กับ “ชัยพฤกษ์ เฉลิมพรพานิช” ตากล้องของ “มะลิลา”

malila cover

ข้อมูลจาก https://www.asiapacificscreenawards.com/news-events/2018-apsa-nominees-announced

“นคร-สวรรค์” ท่องเทศกาลที่ไต้หวัน – ปีทองของ “เอิงเอย ประภามณฑล”

เอย นครสวรรค์

หลังจากเปิดตัวรอบปฐมทัศน์โลกที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน “นคร-สวรรค์” หนังยาวเรื่องแรกของ “พวงสร้อย อักษรสว่าง” ก็ได้เดินทางต่อไปยังเทศกาลภาพยนตร์ม้าทองคำที่ไทเป ประเทศไต้หวัน โดยจะเข้าฉายในสาย Windows on Asia

ทั้งนี้ “เอิงเอย – ประภามณฑล เอี่ยมจันทร์” นางเอกของ “นคร-สวรรค์” ยังจะมีผลงานการแสดงนำในภาพยนตร์อีกหนึ่งเรื่อง ที่เข้าร่วมเทศกาลม้าทองคำครั้งนี้เช่นกัน

นั่นคือ “Only the Mountain Remains” ภาพยนตร์สั้นความยาว 31 นาที ซึ่งเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในปั๊มน้ำมันเปลี่ยวร้างท่ามกลางหุบเขา ณ ที่แห่งนั้น ชายหญิงต่างชาติสองคนกำลังเฝ้ารอคอยความช่วยเหลือ และเมื่อทั้งคู่ได้พบกับตำรวจสายตรวจ การไล่ล่าก็บังเกิดขึ้น

only the mountain remains

หนังสั้นเรื่องนี้เป็นผลงานการกำกับของ “เจียง ไว เหลียง” ผู้กำกับวัย 31 ปี ชาวสิงคโปร์ ซึ่งเดินทางมาทำงานด้านภาพยนตร์ที่ประเทศไต้หวัน

“Only the Mountain Remains” ถ่ายทำในระบบ VR 360 และได้เข้าฉายในโปรแกรม Golden Horse Film Academy 10th Anniversary Special VR Project

ten years thailand ke

นอกจากนั้น หนังเรื่อง “Ten Years Thailand” ก็จะเข้าร่วมเทศกาลนี้ ในโปรแกรมพิเศษ Ten Years พร้อมกันกับ “Ten Years” ต้นฉบับจากฮ่องกง, “Ten Years Taiwan” และ “Ten Years Japan”

ข้อมูลจาก http://www.goldenhorse.org.tw

Advertisements
ข่าวบันเทิง

“ตากล้องไทย” ได้เข้าชิงรางวัลสำคัญที่สหรัฐ – “มะลิลา” คว้ากล่องจากเทศกาล “ม้าทองคำ”

“สยมภู มุกดีพร้อม” มีชื่อเข้าชิงรางวัลอินดี้ สปิริต อวอร์ดส์

รางวัลอินดี้ สปิริต อวอร์ดส์ รางวัลสำหรับภาพยนตร์อิสระในสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศรายชื่อผู้เข้าชิงรางวัลประจำปีนี้ออกมาแล้ว

โดย “Call Me by Your Name” หนังดราม่าเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ยากลบเลือนของชายคู่หนึ่งในช่วงฤดูร้อนปี 1983 ณ ภาคเหนือของประเทศอิตาลี ผลงานการกำกับภาพยนตร์ของ Luca Guadagnino มีรายชื่อเข้าชิงรางวัลมากถึง 6 สาขา

call-me-by-your-name-42-1503526113

ได้แก่ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, ผู้กำกับยอดเยี่ยม, นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม, นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม, ลำดับภาพยอดเยี่ยม และกำกับภาพยอดเยี่ยม

ซึ่งผู้ทำหน้าที่กำกับภาพให้แก่หนังเรื่องนี้ จนมีชื่อเข้าชิงรางวัลด้วย ก็คือ ตากล้องชาวไทย “สยมภู มุกดีพร้อม”

สยมภู ซึ่งปัจจุบันมีอายุ 47 ปี จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ เขาเคยมีผลงานการกำกับภาพยนตร์อยู่หนึ่งเรื่อง ในฐานะผู้กำกับร่วมของหนังไทยเรื่อง “ขอบคุณที่รักกัน” (2554)

ในฐานะผู้กำกับภาพหรือตากล้อง สยมภูสะสมเครดิตในระดับประเทศและนานาชาติไว้อย่างมากมาย

ด้านหนึ่ง สยมภูเป็นผู้กำกับภาพคู่ใจของ “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” โดยฝากผลงานการถ่ายภาพไว้ในหนังเจ้ยหลายเรื่อง เช่น ดอกฟ้าในมือมาร, สุดเสน่หา, แสงศตวรรษ และลุงบุญมีระลึกชาติ

อีกด้านหนึ่ง เขาก็มีผลงานกำกับภาพให้กับหนังสตูดิโอของไทยมาอย่างโชกโชน อาทิ สตรีเหล็ก 2, สยิว, แจ๋ว, เฉิ่ม, หนูหิ่น เดอะมูฟวี่, Me…Myself ขอให้รักจงเจริญ, ไชยา, แฮปปี้เบิร์ธเดย์ และ ฤดูร้อนนั้น ฉันตาย เป็นต้น

สยมภู
ภาพจาก https://mubi.com/cast/sayombhu-mukdeeprom

สยมภูเริ่มรับหน้าที่เป็นผู้กำกับภาพให้แก่ผลงานภาพยนตร์ต่างประเทศตั้งแต่ปี 2551 กับหนังเรื่อง Soi Cowboy และต่อมาคือในปี 2554 กับหนังเรื่อง Hellgate ซึ่งทั้งคู่เป็นหนังต่างชาติที่มีเหตุการณ์ท้องเรื่องเกิดขึ้นในประเทศไทย

อย่างไรก็ดี สยมภูเริ่มโกอินเตอร์อย่างแท้จริงเมื่อปี 2558 กับการเดินทางไปทำงานเป็นตากล้องให้กับภาพยนตร์ไตรภาคชุด Arabian Nights ของ Miguel Gomes ซึ่งนำเนื้อหาบางส่วนของนิทานอาหรับราตรีมาถ่ายทอดผ่านสภาพสังคมโปรตุเกสสมัยใหม่

จากนั้น สยมภูได้กำกับภาพให้กับหนังอิตาลีเรื่อง Antonia ที่เล่าเรื่องราวชีวิตของกวีหญิงชาวอิตาเลียนในทศวรรษ 1930 และหลังจาก Call Me by Your Name เขายังได้ทำงานร่วมกับ Luca Guadagnino อีกครั้ง ในโปรเจ็คท์ภาพยนตร์เรื่อง Suspiria ซึ่งกล่าวถึงมุมมืดลึกลับของโรงเรียนสอนนาฏลีลาแห่งหนึ่งในประเทศเยอรมนี

การประกาศผลรางวัลอินดี้ สปิริต อวอร์ดส์ครั้งนี้ จะจัดขึ้นในวันที่ 3 มีนาคม ปีหน้า หนึ่งวันก่อนการประกาศรางวัลออสการ์ส

ถึงแม้รายชื่อผู้เข้าชิงและผู้ได้รับรางวัลอินดี้ สปิริต อวอร์ดส์ มักไม่ใช่ “ภาพสะท้อน” ที่แม่นยำตรงเป๊ะของผลรางวัลออสการ์สเสียทีเดียว แต่ก็สามารถนำมาใช้เป็นดัชนีบ่งชี้แนวโน้มผู้น่าจะได้เข้าชิงรางวัลตุ๊กตาทองสหรัฐได้ในระดับหนึ่ง

ทั้งนี้ “Call Me by Your Name” มีกำหนดการจะเข้าฉายในไทยช่วงเดือนธันวาคม ที่โรงภาพยนตร์เฮาส์ อาร์ซีเอ

“มะลิลา” ได้รางวัลที่ไต้หวัน

“มะลิลา” ผลงานภาพยนตร์โดย “อนุชา บุญยวรรธนะ” คว้ารางวัลจากเทศกาลหนังนานาชาติได้อีกแล้ว

นุชชี่ ไต้หวัน
ภาพจาก Anucha Boonyawatana

คราวนี้ หนังได้รับรางวัล NETPAC Award หรือรางวัลจากเครือข่ายสนับสนุนส่งเสริมภาพยนตร์เอเชีย ในเทศกาลภาพยนตร์ม้าทองคำแห่งไทเป ประเทศไต้หวัน

โดย “มะลิลา” ซึ่งเล่าเรื่องราวสายสัมพันธ์และความพลัดพรากของชายคู่หนึ่ง ผ่านกระบวนการทำบายศรีและแนวคิดทางพุทธศาสนา จะเข้าฉายในเมืองไทยช่วงต้นปีหน้า

คนมองหนัง

The Assassin: เย้ยยุทธจักร

มติชนสุดสัปดาห์ 18-24 กันยายน 2558

หนึ่งในเรื่องราวจากยุทธจักรนิยายกำลังภายในที่ “เสถียร จันทิมาธร” ให้ความสนใจเป็นพิเศษ ผ่านหนังสือ “ชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์ (ฉบับคืนยุทธจักร)” ก็คือ กระบวนการฝึกวิทยายุทธของ “ปึงป้อเง็ก” จากนิยาย “นักสู้ผู้พิชิต”

ปึงป้อเง็กเรียนรู้วิทยายุทธจากวิถีธรรมชาติ เขาพิจารณาความต่อเนื่องไม่ขาดตอนของสายน้ำ ว่าเปรียบเสมือนวิชาฝีมืออันสมบูรณ์ ไร้จุดโหว่

เป็นจิวฮึงที่ชี้แนะปึงป้อเง็กว่า สายน้ำก็ดี เสียงพิณก็ดี วิถีกระบี่ก็ดี ต่อให้มีลักษณาการคล้ายจะสมบูรณ์ ครบถ้วน ขนาดไหน ทั้งหมดก็ล้วนแล้วแต่มีรอยโหว่ จุดพร่อง ด้วยกันทั้งสิ้น

ถ้าผู้ฝึกยุทธรายใดมองเห็นจุดโหว่เหล่านั้น ก็ย่อมสามารถสะบั้นเพลงกระบี่ของฝ่ายตรงข้ามลงได้

ระหว่างชมภาพยนตร์เรื่อง “The Assassin” (ประกาศิตหงส์สังหาร) ผมอดคิดไม่ได้ว่า “โหวเสี่ยวเซี่ยน” ผู้กำกับฯ วัย 68 ปี ชาวไต้หวัน กำลังทำในสิ่งที่จิวฮึงชี้แนะปึงป้อเง็กอยู่

เพราะด้านหนึ่ง ภาพลองช็อตทิวทัศน์ธรรมชาติ ตลอดจนภาพ หรือองค์ประกอบศิลป์อื่นๆ ในหนังเรื่องนี้ ก็วิจิตรตระการตา สวยงาม สมบูรณ์แบบ ไร้ที่ติ

ทว่า ความสมบูรณ์เหล่านั้น กลับถูกขัดจังหวะหรือถูกสอดแทรกด้วยรอยปริแยกต่างๆ อยู่ตลอดเวลา ผ่านจังหวะการตัดต่อแบบห้วนๆ รวมถึงการเล่าเรื่องแบบคร่าวๆ ราวภาพสเก็ตช์ ที่ละทิ้งรายละเอียดและจุดเชื่อมโยงจำนวนมากไป

คล้ายโหวเสี่ยวเซี่ยน กำลังชักชวนคนดูหนังให้เพ่งพินิจพิจารณาไปยังรอยโหว่ จุดพร่อง อันเกิดขึ้นท่ามกลางความงดงาม เหล่านั้น

จะว่าไปแล้ว ภาพยนตร์ “กำลังภายใน” ซึ่งทำให้ตัวผู้กำกับได้รับรางวัลผู้กำกับฯ ยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ เรื่องนี้ ก็มีองค์ประกอบหลายประการ ที่หนังจีนกำลังภายในสนุกๆ พึงมี

นับตั้งแต่ตัวละครองค์หญิงที่ไปบวชชีและมีความเป็นเลิศทางวิทยายุทธ (หลายคนคงคุ้นเคยกับเรื่องราวของ “แม่ชีแขนเดียว”)

ตัวละครที่ประสบวิกฤตอัตลักษณ์ จนมีหลายตัวตน/บุคลิกภาพ หรือการให้นักแสดงรายเดียวรับบทบาทเป็นตัวละครสองคน เพื่อสื่อถึงความทับซ้อน และ/หรือความไม่ลงรอย ทางอัตลักษณ์บางอย่าง (ทำให้นึกถึงบทบาทของหลินชิงเสีย ใน Ashes of Time – มังกรหยก ศึกอภิมหายุทธ์-)

ภาวะรักร้างระหว่างชนชั้นปกครองชายกับจอมยุทธหญิง (คล้ายๆ ความสัมพันธ์ระหว่างหย่งเจิ้งกับหลี่ซื่อเหนียง)

การเมืองภายในราชสำนัก/ระหว่างชนชั้นนำ/ระหว่างแว่นแคว้น/ระหว่างฝ่ายใน ที่เต็มไปด้วยผลประโยชน์ขัดแย้ง, การฆ่าฟัน, การตีสองหน้า, การใช้เล่ห์เพทุบาย และการล้างแค้น

รวมถึง ชีวิต “นอกกำแพง” และ “กระบี่ไม้ไผ่” ฯลฯ

ทว่า โหวเสี่ยวเซี่ยน ก็เก๋าและแน่พอ ที่จะไม่นำเอาองค์ประกอบเหล่านั้นมาคลุกเคล้าผสมผสานกันด้วยกระบวนท่าแบบเดิมๆ ซึ่งคอกำลังภายในส่วนใหญ่คุ้นเคย

แต่เขากลับเลือกปรุงแต่งองค์ประกอบเก่าๆ ด้วยกรรมวิธีใหม่ จนได้ผลลัพธ์กลายเป็นอาหารจานแปลก รสชาติแปร่งปร่า ซึ่งหลายคนอาจไม่ชอบ แต่บางคนก็คงรู้สึกว่ารสชาติใหม่ๆ เช่นนี้ ช่างท้าทายศักยภาพในการรับรสของพวกตนยิ่งนัก

โดยส่วนตัว ผมรู้สึกชื่นชอบและติดใจกับหลายองค์ประกอบของหนังเรื่องนี้

องค์ประกอบแรก เห็นจะเป็นความพยายามในการขัดจังหวะความสมบูรณ์แบบหรือความต่อเนื่องเชื่อมโยงของธรรมชาติและเรื่องเล่า ดังที่ผมกล่าวไปแล้วข้างต้น

ที่น่าสนใจ คือ ขณะที่การมองหาจุดโหว่ของธรรมชาติอันต่อเนื่องไม่ขาดตอนโดยปึงป้อเง็ก นำพาเขาไปสู่การสำเร็จยุทธขั้นสูงสุด

“เนี่ยหยินเหนียง” นางเอกของ The Assassin ก็น่าจะมองเห็นจุดโหว่หรือรอยปริแยกของธรรมชาติ/สถานการณ์รายรอบตัวเธอเช่นกัน (เหมือนที่คนดูหนังเห็น)

แต่การพินิจพิจารณาถึงความไม่ต่อเนื่อง ขาดตอน ของธรรมชาติและกระบวนยุทธ กลับคล้ายจะไม่ได้ชักนำเธอไปสู่การสำเร็จยุทธขั้นสูงสุด

เพราะท้ายสุด หยินเหนียงตัดสินใจเลือกจะปลีกตนออกจากยุทธจักร และหักห้ามตัวเองไม่ให้กลายเป็นมือกระบี่ไร้หัวใจ (ที่ฆ่าได้กระทั่งคนรักเก่า หรือพ่อผู้มีลูกน้อยอยู่เคียงข้าง)

จอมยุทธหญิงผู้นี้ค่อยๆ เบียดแทรกเข้าสู่รอยโหว่ของเรื่องเล่า เพื่อผลักดันตนเองให้หลุดพ้นออกจากโลกของมือกระบี่/มือสังหาร และ “สังคมการเมือง” แล้วเดินทางไปสู่ความเป็นอิสระ “นอกกำแพงใหญ่”

องค์ประกอบต่อมาที่ผมชื่นชอบ ก็คือ พื้นที่และบรรยากาศ “นอกกำแพง” ภายในหนัง

สำหรับแฟนนิยายกำลังภายใน เรามักจะรับรู้แค่เพียงว่า มีจอมยุทธบางคนซึ่งปลีกตัวออกจากยุทธจักรได้หวนคืนกลับสู่แวดวงนักเลง ภายหลังเขาไปใช้ชีวิตนอกกำแพงเสียหลายปี หรือมียอดฝีมือวิชาแปลกพิสดารมาจากดินแดนตะวันตก

แต่ “ชีวิตนอกกำแพง” เหล่านั้น กลับถูกพรรณนาถึงอย่างผิวเผิน ไร้ซึ่งความละเอียดลออ

The Assassin ไม่ได้ระบุชัดเจนนักว่า ภาพการเดินทางออกสู่พื้นที่ชนบทของกลุ่มตัวละครเอกในหนัง อยู่ “นอกกำแพง” หรือไม่

แต่อย่างน้อย หนังก็ฉายภาพให้เห็นพื้นที่ที่ภาพยนตร์กำลังภายในส่วนใหญ่ไม่ค่อยกล่าวถึง นั่นคือ ภาพหมู่บ้านชนบท ที่เต็มไปด้วยผู้คนหน้าตา “ไม่ใช่จีนฮั่น” แต่คล้ายๆ จะมีเชื้อเติร์กผสมอยู่

นี่ทำให้คนดูพอจะอนุมานได้ว่า พื้นที่ดังกล่าวอยู่ “นอกกำแพงใหญ่” ทั้งยังเต็มไปด้วย “ความเป็นจีน” ในแบบอื่นๆ

นอกจากนี้ พื้นที่ชนบทที่ว่า ยังมีสถานะเป็นพื้นที่แห่งการถูกเนรเทศ พื้นที่ที่ใช้หลบหนีการไล่ล่า พื้นที่ของการปลีกตนออกจากยุทธภพหรืออำนาจทางการเมือง

โหวเสี่ยวเซี่ยน พยายามฉายภาพให้คนดูมองเห็นกระบวนการ กาละและเทศะเหล่านี้ ค่อนข้างเยอะ แม้จะดำเนินไปอย่างสงบนิ่ง ปราศจากความตื่นเต้น เร้าใจ ก็ตาม

(จริงๆ ภาพยนตร์เรื่อง “Dragon Blade” ที่นำแสดงโดยเฉินหลง ซึ่งเล่าเรื่องราวว่าด้วยปฏิสัมพันธ์ระหว่างกองทัพโรมัน และกลุ่มชาติพันธุ์อันหลากหลายบนเส้นทางสายไหม ก็ใช้พื้นที่ “นอกกำแพง” เป็นฐานของเรื่องเล่าเช่นกัน น่าเสียดายที่ท่าที “โปรจีน” และความโฉ่งฉ่างแบบเฉินหลง ทำให้หนังขาดเสน่ห์และความลุ่มลึกไปพอสมควร)

อีกหนึ่งองค์ประกอบ ที่ผมรู้สึกว่าเป็นเสน่ห์อันแสดงให้เห็นถึงภาวะกลับหัวกลับหางผิดที่ผิดทางของ “ยุทธจักรเฉพาะ” ในหนัง The Assassin ก็ได้แก่ การที่จอมยุทธหญิงนางเอกของเรื่อง ดูเหมือนจะพบรักและลงเอยกับ “ชายขัดกระจก” ผู้ไม่มีแม้แต่ชื่อเสียงเรียงนาม

ระหว่างที่นั่งดูตัวละคร “ชายขัดกระจก” ในจอภาพยนตร์ไปเรื่อยๆ ผมพลันนึกถึง “อาฮุย” ใน “ฤทธิ์มีดสั้น” เพราะทั้งคู่เป็นคนไร้ชื่อแซ่ พวกมันตระเวนใช้ชีวิต (หรืออาจเติบโต) อยู่นอกกำแพงเหมือนๆ กัน และที่สำคัญ พวกมันยังถือ “กระบี่ไม้” ดังราวของเด็กเล่น ด้ามหนึ่ง คล้ายคลึงกัน

แต่ โหวเสี่ยวเซี่ยน ก็สำแดงความร้ายกาจออกมา ด้วยการกำหนดให้ชายขัดกระจกผู้นี้ ไม่ได้มีวิทยายุทธยอดเยี่ยมระดับอาฮุย หรือบรรดาจอมยุทธผู้ฝึกปรือไปถึงขั้น “กระบี่อยู่ที่ใจ”

มันอาจชมชอบช่วยเหลือผู้คน มีวิชาความรู้เรื่องหยูกยาระดับหนึ่ง ทว่า มันเป็นเพียงสามัญชนนอกยุทธภพ และภาวะไร้นามของมัน ก็มิได้มีที่มาจากต้นกำเนิดอันคลุมเครือเฉกเช่นอาฮุย แต่เป็นเพราะไม่มีใครสนใจไยดี อยากถามไถ่ถึงชื่อแซ่ของคนไม่สำคัญและไร้ตำแหน่งแห่งที่ในยุทธจักรเช่นมันมากกว่า

ประการสุดท้ายที่อยากกล่าวถึง คือ “สารทางการเมือง” ในหนังเรื่องนี้

คนดูหนังคงพอจะจับความได้ว่า The Assassin นั้น พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างศูนย์กลางอำนาจ (คือ องค์จักรพรรดิ์) กับแว่นแคว้นต่างๆ ซึ่งด้านหนึ่งก็อยู่ภายใต้แสงเทียนแห่งอำนาจของรัฐส่วนกลาง แต่อีกด้าน ก็พยายามกระด้างกระเดื่อง และปรารถนาจะสถาปนาตนเป็นเทียนอีกเล่มหนึ่ง ในภาวะที่แสงเทียนจากศูนย์กลางส่องสว่างมาไม่ค่อยถึง

อย่างไรก็ดี ผมยังเข้าใจไม่แจ่มชัดนัก ถึงท่าทีทางการเมืองของตัวละครฝ่ายมือสังหารหรือผู้บงการมือสังหารในหนัง ว่าปฏิบัติการของพวกเธอ นับเป็นอำนาจทางเลือก/อำนาจอิสระชนิดหนึ่ง ที่คอยเล่นงาน ตรวจสอบ ถ่วงดุลศูนย์อำนาจขนาดย่อย (แว่นแคว้น) ตรงชายขอบ โดยไม่ขึ้นตรงกับใคร

หรือจริงๆ แล้ว หน่วยล่าสังหารถือเป็นตัวแทนของรัฐส่วนกลาง ซึ่งคอยทิ่มแทงแว่นแคว้นที่แข็งข้อกันแน่?

ขณะเดียวกัน ถ้าจะตีความว่าประเด็นการเมืองภายในหนัง เป็นภาพสะท้อนรางๆ ของความสัมพันธ์ระหว่างจีนแผ่นดินใหญ่ กับไต้หวัน ในบริบทปัจจุบัน ดังที่คนดูจำนวนไม่น้อยเสนอ

ผมก็รู้สึกว่า โหวเสี่ยวเซี่ยน พยายามระมัดระวังท่าทีหรือสงวนจุดยืนของตนเองอยู่พอสมควร เมื่อพิจารณาว่า เราแทบไม่ได้มองเห็นถึงความเลวร้ายของอำนาจรัฐส่วนกลางในหนังเรื่องนี้เลย (โดยเฉพาะ หากตีความว่ามือสังหารไม่ใช่ตัวแทนโดยตรงขององค์จักรพรรดิ์) ตรงกันข้าม กลับเป็นอ๋องและชนชั้นนำในแว่นแคว้นท้องถิ่นเสียอีก ที่เล่นการเมืองใส่กันอย่างสกปรก

ผมจึงไม่ได้รู้สึกว่าหนังมีสารในการต่อต้านศูนย์กลางอำนาจอย่างชัดเจน มากเท่ากับการฉายภาพให้เห็นถึงวิธีการประคับประคองตนเองของแว่นแคว้นชายขอบ ที่ด้านหนึ่ง ก็มิอาจทัดทานอำนาจส่วนกลาง แต่อีกด้าน ก็ยังแสวงหาความเป็นอิสระพอสมควรจากอิทธิพลดังกล่าว (แถมยังต้องจัดการปัญหาการเมืองภายในแว่นแคว้นอีกชั้นหนึ่ง)

ผมยังรู้สึกอยู่ลึกๆ ด้วยว่า สำหรับคนทำหนังที่ก้าวเข้าสู่ปัจฉิมวัยอย่างโหวเสี่ยวเซี่ยน ดูเหมือนเขาจะเชื่อว่า “อิสรภาพ” และ “การปลดปล่อย” ที่แท้จริง ไม่ได้เกิดจากการเลือกอยู่ข้างศูนย์กลางอำนาจ

ไม่ได้เกิดจากการเลือกอยู่ข้างเจ้าผู้ครองแว่นแคว้นอิสระ

ไม่ได้เกิดจากการปลีกตนไปถือศีลเป็นนักบวช แต่มืออีกข้างหนึ่งยังยึดกุมอาวุธ และจิตใจยังพัวพันกับอำนาจทางการเมืองอยู่

แต่ “อิสรภาพ” และ “การปลดปล่อย” จะเกิดขึ้นได้ ต่อเมื่อเราตัดใจเดินหนีออกจากการช่วงชิงอำนาจในยุทธจักรหรือสังคมการเมือง ไปสู่โลกใบกว้างกว่านอกกำแพงใหญ่ (เป็นแนวคิดที่คล้ายคลึงกับแก่นหลักของนิยายเรื่อง “กระบี่เย้ยยุทธจักร” อยู่ไม่น้อย)

นั่นจึงเป็นภาวะที่ “ใจไร้กระบี่” (อันอยู่เหนือขึ้นไปจากภาวะ “กระบี่อยู่ที่ใจ”) โดยแท้จริง

หมายเหตุ : น่าสังเกตว่า ชื่อแคว้น “เว่ยป๋อ” ซึ่งเป็นแว่นแคว้นอันเข้มแข็งที่สุด และพยายามจะคัดง้างกับอำนาจของรัฐส่วนกลางในหนังเรื่องนี้ เป็นชื่อเดียวกับเว็บไซต์โซเชียล มีเดีย สำคัญ ของจีนแผ่นดินใหญ่

น่าสนใจว่า ถ้า “เว่ยป๋อ” ในหนัง คือ เขตปลอด (หรือพยายามจะปลอด) อำนาจรัฐส่วนกลาง แล้ว “เว่ยป๋อ” ในสังคมจีนปัจจุบัน จะมีความหมายในลักษณะคล้ายคลึงกันหรือไม่? หรือจะเป็นเพียงอิสรภาพในโลกเสมือน ที่ยังคงถูกควบคุมอย่างใกล้ชิด โดยอำนาจอันแนบเนียนของรัฐ