คนอ่านเพลง

รำลึกถึง “ป๋อม บอยไทย” (2509-2562)

หนึ่ง

ในฐานะของคนที่เริ่มฟังเพลงอย่างจริงจัง ณ ช่วงปลายทศวรรษ 2530 ถึงต้นทศวรรษ 2540 ผมมักเห็นแย้งเสมอเวลาใครพยายามผูกโยงว่า “วงการเพลงอินดี้ไทย” ยุค 90 นั้น “เท่ากับ” ดนตรีแนว “อัลเทอร์เนทีฟร็อก”

แน่นอน วงการเพลงอินดี้ยุคนั้นก่อตัวขึ้นจากกระแสอัลเตอร์ฯ และศิลปินอินดี้จำนวนมากก็เป็นที่รู้จักจากการผลิตผลงานแนว “อัลเทอร์เนทีฟร็อก”

แต่ก็ยังมีศิลปินแนวอื่นๆ ที่เข้ามาบุกเบิกแผ้วถางที่ทางเฉพาะของตน และสร้างสีสันอันแตกต่างให้แก่วงการเพลงอินดี้หรืออุตสาหกรรมดนตรีไทยยุค 90

“บอยไทย ยุคแรก” ที่นำโดย “ชัยยุทธ โตสง่า” หรือ “ป๋อม บอยไทย” คือหนึ่งในนั้น

boy thai

สอง

“บอยไทย” คล้ายจะมีสถานะเป็นผู้สานต่อแนวทางที่วางรากฐานเอาไว้โดย “ฟองน้ำ”

แต่พวกเขาหรือป๋อมเอง ก็เหมือนจะมีปณิธานในการทำงานที่ผิดแผกออกไป

การผสมผสานดนตรีไทยเดิมเข้ากับดนตรีสากลของ “บอยไทย ยุคแรก” ไม่ได้วางน้ำหนักอยู่ที่การโชว์เท่านั้น ทว่ายังให้ความสำคัญกับการผลิตสตูดิโออัลบั้มที่มีมาตรฐานสูงและมีแนวโน้มจะเข้าถึงผู้ฟังในวงกว้าง (กว่าเดิม)

ผ่านการตีความเพลงไทยเดิมในมุมมองใหม่ การคัฟเวอร์เพลงฝรั่งให้มีกลิ่นอายไทยเดิม และการแต่งเพลงใหม่อันเป็นผลมาจากการสังเคราะห์แลกเปลี่ยนกันระหว่างสอง (หรือหลาย) วัฒนธรรม

กระทั่งผลงานเพลงแต่งใหม่ของ “บอยไทย” ที่นำโดยป๋อม สามารถคว้ารางวัลเพลงบรรเลงยอดเยี่ยมบนเวทีสีสัน อวอร์ดส์ มาได้ถึงสองหน คือ “A Day on Sado Island” จากอัลบั้มชุดแรก “Siamese Samba” ที่ออกจำหน่ายในปี 2538 และ “Tataku” จากอัลบั้มชุดที่สาม “Spicy Brazil” ที่ออกจำหน่ายในปี 2543

ยิ่งกว่านั้น งานของ “วงบอยไทยยุคป๋อม” ยังสร้างภาพจำผ่านกลยุทธการสอดแทรกเพลงร้องซึ่งไพเราะติดหู บ้างก็คัฟเวอร์เพลงไทยเดิม บ้างก็คัฟเวอร์เพลงลูกกรุง ลงในอัลบั้ม โดยมี “ป๋อม บอยไทย” เป็นผู้ร้องนำ ด้วยลีลาน้ำเสียงที่ละม้ายคล้ายคลึงกับ “พี่แจ้ ดนุพล แก้วกาญจน์”

สถานะ “มือระนาดเอก-นักร้องนำ” ของป๋อม ที่ปรากฏบนเครดิตอัลบั้มในปกเทป-ซีดี นั้นไม่ใช่สถานภาพปกติทั่วไปที่เคยเกิดขึ้นกับวงปี่พาทย์หรือวงดนตรีไทยเดิมประยุกต์ยุคก่อนหน้าแน่ๆ

สาม

ผมรู้สึก/ตีความเอาเองว่า “ป๋อม บอยไทย” พยายามจะพิสูจน์ว่านักดนตรีไทยเดิมที่เติบโตจากยุทธจักรวงการปี่พาทย์ ก็สามารถอยู่ได้ อยู่ดี และมีที่ทาง ในตลาด/อุตสาหกรรมเพลง (ป๊อป) ไทย

ดังจะเห็นว่าสตูดิโออัลบั้มที่เป็นผลงานเพลงไทยเดิมประยุกต์-ร่วมสมัยชุดสุดท้ายของเขา ซึ่งออกในนาม “แบงค็อก ไซโลโฟน” นั้น ได้โยกย้ายไปอยู่กับสังกัด “จีนี่ เรคคอร์ดส์” (ซึ่งไม่ได้มีแค่เพลงร็อกน่าเบื่อ!) ในเครือแกรมมี่

ในยุคสมัย “ก่อนโหมโรง” เหมือนป๋อมจะทดลองท้าทายหรือบอกกับสังคมว่า นักดนตรีไทยเดิม/ปี่พาทย์ ก็เป็นนักดนตรีอาชีพได้ ไม่จำเป็นจะต้องดำรงตนประหนึ่ง “จอมยุทธเร้นร่าง” ตามหน่วยงานราชการต่างๆ ในฐานะข้าราชการระดับล่าง-กลาง

เห็นได้จากนักดนตรีไทยเดิมจำนวนไม่น้อยที่ยังต้องเลี้ยงชีพ-แสวงหาหลักประกันในชีวิต ภายใต้การอุปถัมภ์ขององค์กรรัฐหลายแห่ง ซึ่งมิได้มีภาระหน้าที่หลักทางด้านศิลปวัฒนธรรมโดยตรงแต่อย่างใด

(ส่วนภารกิจข้อนี้ของป๋อมจะสำเร็จหรือล้มเหลวในเบื้องท้ายนั้น ถือเป็นอีกประเด็นหนึ่ง)

pom boythai
ภาพจากเฟซบุ๊ก ป๋อมบอยไทย ชัยยุทธ โตสง่า

สี่

โดยส่วนตัว ผมยอมรับว่าค่อนข้างผิดหวัง ที่หลังจากกระแสฮิตชั่วครั้งคราวของหนังเรื่อง “โหมโรง” ในปี 2547 แล้ว ผลงานแนวดนตรีไทยเดิมประยุกต์-ร่วมสมัย ก็แทบไม่มีที่ทางมั่นคงในอุตสาหกรรมเพลงไทย (ซึ่งกำลังเริ่มเข้าสู่ภาวะขาลง/ชะลอตัวเช่นกันพอดี)

หลังกระแส “โหมโรง” ป๋อมและเพื่อนๆ ร่วมวงหลายราย เลือกเดินออกมาจาก “บอยไทย” และก่อตั้งวง “แบงค็อก ไซโลโฟน” ทว่าวงดนตรีดังกล่าวก็มีผลงานอัลบั้มเพียงแค่ชุดเดียว ขณะที่โปรเจ็คท์อื่นๆ ในแนวทางใกล้เคียงกันของป๋อม ก็ไม่เคยประสบความสำเร็จในวงกว้างเท่ายุค “บอยไทยสามชุดแรก” อีกเลย

สอดคล้องกับบรรยากาศการประยุกต์ดัดแปลงดนตรีไทยเดิมให้มีความร่วมสมัยในหลายปีหลัง ซึ่งกลายเป็นเรื่องของสีสันการโชว์และการกลับไปผลิตซ้ำ/บรรเลงซ้ำ “เพลงไทยเดิม” มากกว่าจะเป็นการแต่งเพลงใหม่เพื่อออกสตูดิโออัลบั้ม

(กระทั่งป๋อมเองก็ติดอยู่ในวังวนนี้)

ห้า

ขออนุญาตส่งท้าย ด้วยผลงานบางส่วนของ “บอยไทย” และ “แบงค็อก ไซโลโฟน” ที่ผมคิดว่ามีเสน่ห์น่าสนใจ (และที่สำคัญ คือ พอจะเสิร์ชหาได้ในยูทูบ)

Advertisements
คนมองหนัง

ระลึกถึง “ท่านครู” และ “ทิพย์” (ฉบับสมบูรณ์)

ตีพิมพ์ในมติชนสุดสัปดาห์ 20-26 พฤษภาคม 2559 (ปรับปรุงจากบทความที่เผยแพร่ในบล็อกก่อนหน้านี้)

“คุณอดุลย์ ดุลยรัตน์” และ “คุณประจวบ ฤกษ์ยามดี” สองนักแสดงอาวุโส เพิ่งล่วงลับลงในเวลาใกล้เคียงกัน

ข้อเขียนชิ้นนี้พยายามจะรำลึกถึงทั้งสองท่าน ผ่านมุมมอง การตีความ และประสบการณ์อันจำกัดจำเขี่ยของคนดูหนังรายหนึ่ง ซึ่งไม่ได้ติดตามผลงานของทั้งคู่มามากมายและละเอียดลออนัก

ท่านครู

ผมคงเป็นเช่นเดียวกับแฟนหนังรุ่นหลังอีกหลายคน ที่จดจำคุณอดุลย์ได้จากบทบาท “ท่านครู” ในภาพยนตร์เรื่อง “โหมโรง” (อิทธิสุนทร วิชัยลักษณ์, 2547)

ตามความเห็นส่วนตัว ผมคิดว่า ตัวละคร “ท่านครู” ในภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว มี “นัยยะความหมายทางสังคม-วัฒนธรรม” อันสำคัญยิ่ง

จนสำคัญยิ่งกว่าเรื่องราว “ดราม่า-ซาบซึ้ง” ในจอภาพยนตร์ ทว่า เป็นความสำคัญที่หลุดลอยออกมาสู่บริบทการต่อสู้ทางสังคม-การเมืองนอกโรงหนัง นับแต่ช่วงก่อนเดือนกันยายน 2549 จนถึงปัจจุบัน

กล่าวคือ ท่านครูในโหมโรง มิใช่ตัวแทนของ “ความเป็นไทยแท้บริสุทธิ์” ที่ไม่ยอมเจือปนกับองค์ประกอบแปลกปลอมใดๆ ที่ “ไม่ไทย” เสียทีเดียว

เพราะถ้ายังจำกันได้ ฉากคลาสสิกหนึ่งของโหมโรง ก็คือ ฉากที่ท่านครูตีระนาดผสานการบรรเลงเปียโนของลูกชาย อันแสดงให้เห็นถึงกระบวนการปรับประสานต่อรองซึ่งกันและกัน ระหว่าง “ดนตรีไทย” กับ “ดนตรีฝรั่ง”

จุดยืนของหนังเรื่องโหมโรง ก็ไม่ต่างกับ “ทวิภพ” ฉบับ “สุรพงษ์ พินิจค้า” ที่ออกฉายในเวลาไล่เลี่ยกัน

ภาพยนตร์เรื่องทวิภพของสุรพงษ์มิได้นำเสนอภาพชนชั้นนำสยาม (ใหม่) ที่ปฏิเสธฝรั่งอย่างถึงรากถึงโคน หรือตั้งเป้าจะยอมพลีชีพในการรบกับฝรั่ง

หากชนชั้นนำเหล่านั้นพร้อมจะปรับประสานต่อรองทางอำนาจกับชาติตะวันตก และยินดีจะแสวงหา-สั่งสมองค์ความรู้ใหม่ๆ ในแบบฉบับของฝรั่ง

ด้วยเหตุนี้ โหมโรงและทวิภพ จึงมิได้ปฏิเสธหรือยืนกรานต่อต้านอิทธิพลในทางความคิด-วัฒนธรรมของ “ต่างชาติ/ฝรั่ง/ตะวันตก” อย่างหัวเด็ดตีนขาด

แต่คำถามสำคัญที่หนังสองเรื่องตั้งขึ้น ก็ได้แก่ คนไทยกลุ่มไหนกัน? ซึ่งควรจะเป็น “ด่านหน้า” ในการนำเข้าแนวคิด-วัฒนธรรมเหล่านั้นมาสู่สังคมไทย แล้วค่อยๆ ปรับแปร/ดัดแปลง “ของนอก” ให้กลายเป็น “ของไทยๆ”

อันง่ายต่อการซึมซับซึมซาบลงสู่วิธีคิด-วิถีชีวิต-พฤติกรรมของคนไทยส่วนใหญ่ และไม่สูญเสีย “เอกลักษณ์ไทย”

คำตอบที่หนังให้ ก็คือ ผู้ต้องแบกรับภาระหน้าที่ดังกล่าว ควรเป็น “ชนชั้นนำจารีต” อันมี ท่านครู, ขุนอัครเทพวรากร และหลวงราชไมตรี เป็น “ภาพแทน” ขั้นเบื้องต้นสุด

มากกว่าจะเป็นนายทหารในระบอบ “พิบูลสงคราม” และนักการเมือง-นักธุรกิจในกระแสโลกาภิวัตน์

ทิพย์

ไม่ต่างจากกรณีคุณอดุลย์ ผมได้ดูหนังที่คุณประจวบแสดงอยู่เพียงไม่กี่เรื่อง

ถ้าจำไม่ผิด อาจมีแค่ “โรงแรมนรก” (รัตน์ เปสตันยี, 2500) และ “ชั่วฟ้าดินสลาย” (มารุต, 2498)

หากวัดเอาจากความตลกและความมีเสน่ห์ ผมคงชอบบทบาทของคุณประจวบในโรงแรมนรกมากกว่าในชั่วฟ้าดินสลาย

อย่างไรก็ตาม บทบาทและไดอะล็อกสั้นๆ ในชั่วฟ้าดินสลายของคุณประจวบ กลับสร้างแรงสั่นสะเทือนบางอย่างในใจผมได้มากล้นและยั่งยืนกว่า

ไดอะล็อกที่ว่า เกิดขึ้นหลังจากมีตัวละครคนงานขนไม้เดินตัดหน้าจนแทบจะชน “ทิพย์” ผู้จัดการปางไม้ ซึ่งรับบทโดยคุณประจวบ

ทิพย์จึงด่าคนงานกลับไปว่า “เฮ้ย! เดินดูตาม้าตาเรือซะบ้างสิ ไอ้นี่มีความรู้สึกจองหองในใจนี่”

(ขอขอบคุณสเตตัสเฟซบุ๊กของ คุณมนทกานติ รังสิพราหมณกุล บรรณาธิการบริหารนิตยสารมาดามฟิกาโร ที่ชี้ชวนให้นึกถึงเหตุการณ์และไดอะล็อกนี้)

ก่อนหน้าจะได้ชม “ชั่วฟ้าดินสลาย” เวอร์ชั่นดังกล่าว (เอาเข้าจริง คือ เวอร์ชั่นแรกที่ผมได้ดู) และก่อนหน้าจะได้อ่านนิยายของ “มาลัย ชูพินิจ”

ผมเคยเข้าใจมาโดยตลอดว่า จุดใหญ่ใจความในหนัง/นิยายเรื่องนี้ คือ เรื่องราวการแสดงอำนาจสัมบูรณ์ของ “นายห้างพะโป้” ที่สามารถบงการและลงทัณฑ์หนุ่มสาวผู้ฝ่าฝืนท้าทายกฎเกณฑ์ของเขาได้อย่างอยู่หมัดและเด็ดขาด

ทว่า พอได้ดู “ชั่วฟ้าดินสลาย ปี 2498” ผมกลับพบว่า ตนเองเข้าใจอะไรผิดไปเยอะแยะ

เพราะท่ามกลางการจัดการกับขบถรุ่นเยาว์อย่าง “ส่างหม่อง” และ “ยุพดี” พะโป้และปางไม้ของเขา กลับต้องประสบกับปัญหาสำคัญ อันเนื่องมาจากภาวะความชอบธรรมทางอำนาจที่ตกต่ำลดลงจนเห็นได้เด่นชัด

ภาวะที่ว่า ปรากฏผ่านหลายสถานการณ์ในหนัง เช่น แม้นายห้างพะโป้อาจมีอำนาจสิทธิ์ขาด และสามารถตบหน้าคนใช้ที่พูดจาเสียดแทงใจตนเองได้ แต่อย่าลืมว่าคนใช้ก็สามารถเดินเข้าไปพูดจากระทบกระแทกจิตใจของเจ้านายได้อย่างกล้าหาญเช่นกัน

เช่นเดียวกับยุพดี ที่ถูกบรรดาคนใช้พยายาม “ลองของ” ในตอนต้นเรื่อง

แม้แต่ทิพย์ที่มีสถานะเป็นผู้ช่วยของนายห้าง ก็ยังแสดงกิริยาอาการกดขี่คนงานต่างๆ ตลอดเวลา จนคล้ายกับเขากำลังพยายามลอกเลียนการใช้อำนาจของผู้เป็นนายอยู่

ที่น่าสนใจ คือ คนงานในปางไม้กลับมีทีท่าเพิกเฉยไม่สนใจไยดีต่อการใช้อำนาจ “ปลอมๆ” ของทิพย์

และไดอะล็อกของทิพย์ที่ก่นด่าคนงานว่า “มีความรู้สึกจองหองในใจ” ก็เป็นอาการบ่งชี้ข้อหนึ่ง ซึ่งแสดงให้เห็นว่า พะโป้และระบอบอำนาจของเขา กำลัง “ควบคุมสถานการณ์เอาไว้ไม่อยู่”

ก่อนที่โศกนาฏกรรมความรักจะเกิดขึ้นกับส่างหม่องและยุพดี ก่อนที่คนงานปางไม้จะก่อหวอดประท้วงพะโป้ เพราะไม่เห็นด้วยกับการลงโทษคู่รักหนุ่มสาวอย่างโหดเหี้ยมไร้ขีดจำกัด

กระทั่งมีการขว้างปาก้อนหินใส่รูปเหมือนของนายห้าง กระทั่งนายห้างต้องสิ้นใจตายกลางกองเพลิงที่ตนเองเป็นผู้จุดขึ้น

ขออนุญาตสรุปปิดท้ายว่า คุณค่าจากผลงานเก่าๆ ของคุณอดุลย์และคุณประจวบนั้นมีอยู่แน่ๆ และคุณค่าเช่นนั้นจะเปล่งประกายอย่างเจิดจ้า หากสามารถนำมาใช้อธิบาย “ปัจจุบัน” ได้

ข่าวบันเทิง, คนมองหนัง

รำลึกถึง “ท่านครู” และ “ทิพย์”

ขออนุญาตรำลึกถึง “คุณอดุลย์ ดุลยรัตน์” และ “คุณประจวบ ฤกษ์ยามดี” สองดาราอาวุโสที่เพิ่งล่วงลับ ผ่านมุมมองของคนดูหนังคนหนึ่ง ซึ่งไม่ได้ติดตามผลงานของทั้งสองท่านมามากนัก


ท่านครู

ผมคงเช่นเดียวกับแฟนหนังรุ่นหลังหลายๆ คน ที่จดจำคุณอดุลย์ได้จากบทบาท “ท่านครู” ใน “โหมโรง”

ตามความเห็นส่วนตัว ผมคิดว่า ตัวละคร “ท่านครู” ในภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว มี “นัยยะความหมายทางสังคม-วัฒนธรรม” อันสำคัญยิ่ง

จนสำคัญยิ่งกว่าเรื่องราวในจอภาพยนตร์ ทว่า เป็นความสำคัญที่หลุดลอยออกมาสู่บริบทการต่อสู้ในทางสังคม-การเมือง นับแต่ก่อนเดือนกันยายน 2549 จนถึงปัจจุบัน

ท่านครูในโหมโรง มิใช่ตัวแทนของ “ความเป็นไทยแท้บริสุทธิ์” ที่ไม่ยอมเจือปนกับองค์ประกอบแปลกปลอมใดๆ ที่ “ไม่เป็นไทย” เสียทีเดียว

ถ้าจำกันได้ ฉากคลาสสิคหนึ่งของโหมโรง ก็คือ ฉากท่านครูตีระนาด ผสานการบรรเลงเปียโนของลูกชาย อันแสดงให้เห็นถึงกระบวนการปรับประสานต่อรองซึ่งกันและกัน ระหว่าง “ดนตรีไทย” กับ “ดนตรีฝรั่ง”

จุดยืนของโหมโรง ก็ไม่ต่างกับ “ทวิภพ” ฉบับ “สุรพงษ์ พินิจค้า” ที่ออกฉายไล่เลี่ยกัน

กล่าวคือ ชนชั้นนำสยามมิได้ปฏิเสธฝรั่งอย่างเด็ดขาด หรือตั้งเป้าจะยอมพลีชีพในการรบกับฝรั่ง

หากชนชั้นนำสยามพร้อมจะปรับประสานต่อรองทางอำนาจกับชาติตะวันตก และยินดีจะแสวงหา-สั่งสมองค์ความรู้ใหม่ๆ ในแบบฉบับของฝรั่ง

โหมโรงและทวิภพ จึงมิได้ปฏิเสธหรือต่อต้านอิทธิพลในทางความคิด-วัฒนธรรมของ “ต่างชาติ/ฝรั่ง/ตะวันตก”

แต่คำถามสำคัญที่หนังตั้งขึ้น ก็คือ คนไทยกลุ่มไหน? ควรจะเป็นผู้รับเอาแนวคิด-วัฒนธรรมเหล่านั้นเข้ามา แล้วแปร/แปลเป็น “ไทย” ให้ซึมซาบลงสู่วิธีคิด-พฤติกรรมของคนไทยส่วนใหญ่

คำตอบที่มีอยู่ในตัวหนัง ก็คือ ชนชั้นนำจารีต อันมี ท่านครู, ขุนอัครเทพวรากร และหลวงราชไมตรี เป็นภาพแทนขั้นเบื้องต้นที่สุด


ชั่วฟ้าดินสลาย

ไม่ต่างจากกรณีคุณอดุลย์ ผมได้ดูหนังที่คุณประจวบแสดงอยู่ไม่กี่เรื่อง

ถ้าจำไม่ผิด ก็มีแค่ “โรงแรมนรก” และ “ชั่วฟ้าดินสลาย”

หากวัดเอาจากความตลกและความมีเสน่ห์ ผมคงชอบบทบาทของคุณประจวบในโรงแรมนรกมากกว่าในชั่วฟ้าดินสลาย

อย่างไรก็ตาม บทบาทและไดอะล็อกสั้นๆ ในชั่วฟ้าดินสลาย ของคุณประจวบ กลับสร้างแรงสั่นสะเทือนบางอย่างในใจผมได้มากกว่า

ไดอะล็อกที่ว่า เกิดขึ้นหลังจากมีคนงานขนไม้เดินตัดหน้าจนแทบจะชน “ทิพย์” ผู้จัดการปางไม้ ซึ่งรับบทโดยคุณประจวบ

ทิพย์จึงด่าคนงานกลับไปว่า “เฮ้ย เดินดูตาม้าตาเรือซะบ้างสิ ไอ้นี่มีความรู้สึกจองหองในใจนี่”

(ขอบคุณสเตตัสเฟซบุ๊กของคุณเบียร์ มนทกานติ บรรณาธิการบริหารนิตยสารมาดามฟิกาโร ที่ชวนให้นึกถึงเหตุการณ์และไดอะล็อกนี้ครับ)

ก่อนหน้าจะได้ดู “ชั่วฟ้าดินสลาย” เวอร์ชั่นดังกล่าว (เอาเข้าจริง คือ เวอร์ชั่นแรกที่ผมได้ดู) ผมเข้าใจมาตลอดว่า เรื่องราวในหนัง/นิยาย คือ เรื่องราวการแสดงอำนาจสัมบูรณ์ของ “พะโป้” ที่สามารถควบคุมและลงทัณฑ์หนุ่มสาวผู้ฝ่าฝืนกฎเกณฑ์ของเขาได้อย่างอยู่หมัด

ทว่า พอได้ดู “ชั่วฟ้าดินสลาย ปี 2498” ไปเรื่อยๆ ผมกลับพบว่า ตนเองเข้าใจอะไรผิดไปเยอะแยะ

เพราะท่ามกลางการจัดการกับขบถอย่าง “ส่างหม่อง” และ “ยุพดี” พะโป้และปางไม้ของเขา กลับประสบกับปัญหาภาวะความชอบธรรมทางอำนาจที่ตกต่ำลดลงเรื่อยๆ

ไดอะล็อกของทิพย์ (คุณประจวบ) ก็เป็นอาการบ่งชี้ข้อหนึ่ง ที่แสดงให้เห็นว่า พะโป้และระบอบอำนาจของเขากำลัง “คุมสถานการณ์เอาไว้ไม่อยู่”

ก่อนที่อะไรต่อมิอะไรจะชัดเจนขึ้น ในตอนจบของภาพยนตร์