ข่าวบันเทิง

“Memoria” หนังล่าสุดของ “อภิชาติพงศ์” เปิดกล้องแล้วที่โคลอมเบีย

เว็บไซต์หนังเมืองนอกบางแห่งได้เผยแพร่ข่าว-ภาพนิ่งชุดแรกจากกองถ่ายภาพยนตร์เรื่อง “Memoria” ผลงานล่าสุดของ “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” เจ้าของรางวัลปาล์มทองคำชาวไทย

โดยหนังยาวเรื่องแรกของอภิชาติพงศ์ที่ไม่ได้ถ่ายทำในประเทศไทย ได้เริ่มเปิดกล้องตั้งแต่วันที่ 19 สิงหาคม ณ ประเทศโคลอมเบีย

นอกจากได้ “ทิลดา สวินตัน” มาแสดงนำแล้ว นักแสดงหลักรายอื่นๆ ในหนังเรื่องนี้ ยังประกอบไปด้วย “ฌาน บาลิบาร์” นักแสดงชาวฝรั่งเศส (เป็นลูกสาวของเอเตียน บาลิบาร์ นักปรัชญาฝ่ายซ้าย และฟรองซัวส์ บาลิบาร์ นักฟิสิกส์และนักประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์) “แดเนียล จิมีเนซ คาโช” (นักแสดงจากหนังเรื่อง “Zama”) รวมถึงสองดาราท้องถิ่น “ฮวน ปาโบล อูร์เรโก” กับ “เอลกิน ดิแอซ”

อภิชาติพงศ์และทีมงานมีแผนที่จะถ่ายทำ “Memoria” ภายในระยะเวลาแปดสัปดาห์ โดยจะแบ่งพื้นที่ถ่ายทำออกเป็นสองส่วน คือ ในกรุงโบโกตา เมืองหลวง และในหมู่บ้านชนบทบนภูเขาสูง

โดยอภิชาติพงศ์ได้เดินทางไปใช้ชีวิตและเตรียมบทภาพยนตร์ที่โคลอมเบียล่วงหน้าเป็นเวลาสามเดือน

สำหรับโครงเรื่องของ “Memoria” นั้นจะเริ่มต้นจากการที่เจ้าของฟาร์มกล้วยไม้ (สวินตัน) ได้เดินทางมาเยี่ยมน้องสาวผู้กำลังป่วย ณ กรุงโบโกตา ที่นั่น เธอได้คบหากับนักโบราณคดีชาวฝรั่งเศส (บาลิบาร์) ซึ่งมาทำงานตรวจสอบโครงการก่อสร้างอุโมงค์ลอดเทือกเขาแอนดีส และนักดนตรีหนุ่มอีกราย

ในการใช้ชีวิตแต่ละคืนที่โคลอมเบีย ตัวละครที่รับบทโดยสวินตัน จะถูกรบกวนด้วยเสียงที่ก้องดังอยู่ในหัวมากขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งเธอประสบปัญหานอนไม่หลับ

“มันมีอะไรบางอย่างที่นำพาผมมาถึงที่นี่ ผมไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกันว่ามันคืออะไร มันเป็นเหมือนแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวและความบ้าคลั่งอันเงียบงันส่วนบุคคล ผมถูกโน้มน้าวใจให้เชื่อว่าเมื่อตัวเองเริ่มต้นถ่ายหนังเรื่องนี้ ผมจะนอนหลับได้ดียิ่งขึ้น” นักทำหนังชาวไทย กล่าวจากประเทศโคลอมเบีย ก่อนหน้าการถ่ายทำไม่นาน

ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าหนังเรื่องใหม่ของอภิชาติพงศ์จะเริ่มออกตระเวนเดินสายตามเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติในช่วงปี 2020

ชมภาพนิ่งจากกองถ่าย “Memoria” ได้ที่

https://variety.com/2019/film/global/tilda-swinton-apichatpong-weerasethakul-memoria-1203313969/

https://thefilmstage.com/news/apichatpong-weerasethakul-begins-shooting-memoria-starring-tilda-swinton/

ขอบคุณภาพนำจากทวิตเตอร์  @kickthemachine

Advertisements
ข่าวบันเทิง

“ทิลดา สวินตัน” จะร่วมแสดงใน “Memoria” หนังยาวเรื่องใหม่ของ “อภิชาติพงศ์”

เว็บไซต์ thefilmstage.com รายงานข่าวโดยอ้างอิงข้อมูลจาก The Independent ว่า ทิลดา สวินตัน นักแสดงหญิงระดับยอดฝีมือคนหนึ่งของวงการภาพยนตร์ร่วมสมัย ซึ่งเคยได้รับรางวัลออสการ์สาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม (จากหนังเรื่อง Michael Clayton) จะมาร่วมแสดงใน “Memoria” หนังยาวเรื่องใหม่ของอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล

“Memoria” คือภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกของอภิชาติพงศ์ที่จะถ่ายทำภายนอกประเทศไทย

โดยหนังมีแผนจะไปออกกองที่ประเทศโคลอมเบียในปี 2019

ก่อนหน้านี้ เจ้าของรางวัลปาล์มทองคำคนเดียวของไทยเคยพูดถึงหนังเรื่องใหม่เอาไว้ว่า ผลงานชิ้นนี้จะย้อนกลับไปเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับสถานการณ์ความรุนแรงและความหวาดกลัวที่ก่อตัวขึ้นในจิตใจชาวโคลอมเบียช่วงยุคทศวรรษที่ 1970-80

สวินตันบอกว่าเธอกับอภิชาติพงศ์ได้พูดคุยถึงโอกาสในการร่วมงานกันมายาวนานกว่าหนึ่งทศวรรษ นอกจากนี้ ทั้งคู่ยังเคยร่วมกันจัดเทศกาลภาพยนตร์ที่เกาะยาวน้อยมาแล้วเมื่อปี 2012

ก่อนที่สวินตันและอภิชาติพงศ์จะมาลงเอยกับโปรเจ็คท์หนังยาวที่มุ่งสำรวจตรวจสอบประวัติศาสตร์ว่าด้วยลัทธิอาณานิคม และสภาวการณ์ที่ความทรงจำรวมหมู่สามารถชักนำผู้คนไปสู่ความหวาดกลัว

The Film Stage คาดการณ์ว่า “Memoria” อาจจะเปิดตัวที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ในปี 2020 ขณะที่ก่อนหน้านั้น สวินตันจะมีผลงานการแสดงในภาพยนตร์อีกหลายเรื่อง รวมถึง “Suspiria” ซึ่งกำกับโดยลูกา กัวดาญิโน และกำกับภาพโดยสยมภู มุกดีพร้อม

ข่าวบันเทิง

“อภิชาติพงศ์” อัพเดตความคืบหน้าหนังยาวเรื่องล่าสุด “Memoria”

อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล อัพเดตความคืบหน้าเกี่ยวกับโครงการหนังยาวเรื่องล่าสุดของเขา “Memoria” ระหว่างเข้าร่วมเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติรอตเตอร์ดัม

สกรีนเดลี่รายงานว่าผู้กำกับชาวไทยเพิ่งจะเขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้เสร็จ โดยเขาและทีมงานน่าจะเดินทางไปถ่ายทำหนังที่ประเทศโคลอมเบียในช่วงปี 2019

“ย้อนกลับไปในยุค 70 และ 80 มีสถานการณ์ความรุนแรงมากมายเกิดขึ้นที่นั่น (โคลอมเบีย) ซึ่งรุนแรงกว่ายุคปัจจุบันซะอีก… ดังนั้น หากคุณขับรถไปตามท้องถนนในช่วงเวลาดังกล่าว คุณอาจเจอกับเหตุระเบิด หรือบางครั้งการจราจรก็จะหยุดนิ่งโดยที่คุณไม่ทราบสาเหตุของมัน”

อภิชาติพงศ์เกริ่นถึงที่มาของหนังยาวเรื่องใหม่ และว่า

“ผู้คนจึงพากันจินตนาการไปถึงสิ่งต่างๆ จนเกิดความหวาดกลัวขึ้นภายในจิตใจของพวกเขา หนังของผมจะเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับประเด็นนี้ ประเด็นที่ว่าด้วยการรอคอยอะไรบางอย่าง ซึ่งคุณไม่รู้ชัดว่ามันคือสิ่งใด”

Apichatpong Portrait Trees

อภิชาติพงศ์ยังกล่าวถึงสภาพภูมิประเทศและธรรมชาติอันโดดเด่นของโคอมเบีย ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในหนังเรื่องใหม่นี้เช่นเดียวกัน

“โคลอมเบียมีสภาพภูมิทัศน์ที่น่าตื่นตา นี่นั่นมีภูเขาไฟ มีปรากฏการณ์แผ่นดินถล่ม มีแผ่นดินไหว มีการทำเหมืองถ่านหิน มีการขุดอุโมงค์ใต้ดิน”

สภาพภูมิประเทศดังกล่าวจะถูกนำไปผสมผสานกับแรงบันดาลใจอันเกิดจากนิยายแนวผจญภัยในป่าแบบไทยๆ ซึ่งอภิชาติพงศ์ชอบอ่านสมัยเด็กๆ และในทางกลับกัน นิยายประเภทนั้นก็ได้รับอิทธิพลจากงานวรรณกรรมอเมริกันและยุโรปในยุคล่าอาณานิคม ซึ่งพยายามจะสร้างภาพความโรแมนติกให้แก่พื้นที่ป่าเขาลำเนาไพร

นอกจากนี้ ระหว่างการรีเสิร์ชข้อมูล ซึ่งผู้กำกับชาวไทยเดินทางท่องเที่ยวไปตามเมื่องต่างๆ 4 แห่ง ในประเทศโคลอมเบีย เขายังได้เข้าไปเยี่ยมเยือนเรือนจำและโรงพยาบาลจิตเวชท้องถิ่นจำนวนหนึ่ง รวมถึงได้พบปะพูดคุยกับจิตแพทย์บางรายด้วย

“นี่คือประเทศที่น่าลุ่มหลง นี่เป็นหนังยาวเรื่องแรกของผมที่ถ่ายทำนอกประเทศไทย ผมหวังว่าโคลอมเบียจะเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับตนเอง”

ที่มาเนื้อหา https://www.screendaily.com/news/apichatpong-weerasethakul-updates-on-his-next-project-memoria/5126214.article

ภาพประกอบจาก http://www.kickthemachine.com

ข่าวบันเทิง

“อภิชาติพงศ์” เริ่มเดินทางสำรวจประเทศโคลอมเบีย ก่อนลงมือทำหนังเกี่ยวกับละตินอเมริกา

เว็บไซต์ฮอลลีวูดรีพอร์ทเตอร์รายงานว่า “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” ผู้กำกับภาพยนตร์เจ้าของรางวัลปาล์มทองคำชาวไทย ได้เริ่มออกเดินทางสำรวจประเทศโคลอมเบีย ซึ่งจะใช้เวลาทั้งหมดสองเดือน เพื่อทำการศึกษารวบรวมข้อมูลในการสร้างภาพยนตร์เรื่องใหม่ของตนเอง ที่วางแผนไว้ว่าจะถ่ายทำในทวีปอเมริกาใต้

ตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม อภิชาติพงศ์ได้เริ่มต้นทริป โดยเขาจะเดินทางจากกรุงโบกาต้า ไปยังเมเดยิน คาลี และโชโค เพื่อแสวงหาแรงบันดาลใจในการทำหนัง

“ผมเริ่มหมกมุ่นกับละตินอเมริกาอย่างจริงจังมาได้สักระยะหนึ่ง” เขากล่าวกับฮอลลีวูด รีพอร์ทเตอร์ ขณะไปปรากฏตัวในโปรแกรมโรเทรสเปคทีฟผลงานของตนเอง ที่เทศกาลภาพยนตร์คาร์ตาเกนา ประเทศโคลอมเบีย

“ตอนผมยังเล็ก ผมหลงรักเรื่องราวการผจญภัยแบบไทยๆ ที่เต็มไปด้วยสัตว์ป่านานาพันธุ์หรืออะไรทำนองนั้นแบบสุดๆ แต่พอคุณไปสืบค้นต้นตอของมัน มันกลับมีที่มาจากตะวันตก จากมุมมองของคนยุโรปและอเมริกันที่เดินทางมาพร้อมกับลัทธิล่าอาณานิคม แล้วก็สร้างภาพป่าอะเมซอนให้กลายเป็นพื้นที่สุดแสนโรแมนติก ก่อนที่คนไทยและนักเขียนชาวไทย จะได้รับอิทธิพลจากงานพวกนี้มาอีกต่อหนึ่ง แล้วจากนั้น ก็เป็นภาพยนตร์ไทยที่ได้รับอิทธิพลจากเรื่องราวเกี่ยวกับป่าอันโรแมนติกดังกล่าว”

อภิชาติพงศ์กล่าวถึงสถานการณ์การทำงานศิลปะในประเทศไทยว่า แม้ระบบเซ็นเซอร์ภาพยนตร์จะมีความเข้มงวดมาตั้งแต่ก่อนหน้าการรัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557 แต่รัฐบาลก่อนการรัฐประหารยังมีแนวทางชัดเจนว่าคนทำหนังห้ามแตะต้องประเด็นอ่อนไหวใดบ้าง ทว่า นับแต่มีรัฐบาลทหาร เส้นแบ่งดังกล่าวกลับพร่าเลือนกว่าเดิม โดยการสร้างสรรค์งานศิลปะประเภทต่างๆ ล้วนตกอยู่ภายใต้ความเสี่ยงมากยิ่งขึ้น

“นี่คือภาวะที่ไม่สามารถนำเสนอความจริง เพราะพวกเรายังตกอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาล ซึ่งมองศิลปะภาพยนตร์เป็นแค่โฆษณาชวนเชื่อ บางคราว เมื่อคุณลงมือทำอะไรสักอย่าง พวกเขากลับสามารถแจ้งข้อหาดำเนินคดีกับคุณได้ง่ายๆ … ทุกสิ่งขึ้นอยู่กับการตีความ สถานการณ์มันเป็นเหมือนในนิยายเรื่อง 1984”

ดังนั้น อภิชาติพงศ์จึงเดินทางออกมาสำรวจประวัติศาสตร์ของประเทศอื่นๆ นอกเหนือจากประเทศบ้านเกิด และโคลอมเบียก็เป็นหนึ่งในนั้น

“ผมต้องการเรียนรู้เกี่ยวกับทุกความรุนแรงที่เคยเกิดขึ้นที่นี่ ตลอดจนประวัติศาสตร์ในยุคล่าอาณานิคม เพื่อนำสิ่งดังกล่าวส่องสะท้อนกลับไปยังประเทศของผมเอง ขณะเดียวกัน ผมก็จินตนาการเอาไว้ว่า มันเป็นไปไม่ได้เลย ที่ตนเองจะลงมือทำภาพยนตร์ในประเด็นดังกล่าว จากมุมมองแบบคนท้องถิ่นแท้ๆ ดังนั้น ผมจึงไม่เชื่อว่าตัวเองจะสามารถเล่าเรื่องราวแบบคนท้องถิ่นได้ แต่จะเล่ามันออกมาผ่านมุมมองของชาวต่างชาติมากกว่า” ผู้กำกับดัง กล่าวปิดท้าย

ที่มา http://www.hollywoodreporter.com/news/apichatpong-weerasethakul-shoot-next-feature-colombia-985453

คนมองหนัง

เวิลด์ ฟิล์ม ไดอารี่ (1) : The Wind Journeys กับ The Clan

The Wind Journeys (Ciro Guerra)

ด้านหนึ่ง หนังก็เจือกลิ่น “สัจนิยมมหัศจรรย์” แบบอเมริกาใต้อยู่นิดๆ หน่อยๆ ตลอดเรื่อง

แต่อีกด้าน ระหว่างชมภาพยนตร์ไปราวค่อนเรื่อง ผมก็รู้สึกว่านี่เป็น “หนังคาวบอย” ที่ใช้ “หีบเพลงชัก” เป็นอาวุธ และขี่ “ลา” เป็นพาหนะ โดย “ที่มา” และ “ที่ไป” ของตัวละครนำถูกทำให้คลุมเครือ หรือเปิดกว้างต่อการครุ่นคิดตีความพอสมควร

หรือถ้าพูดกันแบบเวอร์ๆ เราอาจเรียกขานให้ The Wind Journeys เป็น “หนังจอมยุทธละติน” ได้ด้วยซ้ำไป (คือ มีทั้งจอมยุทธยอดฝีมือ อาวุธปีศาจ ช่างซ่อมอาวุธที่เร้นกายในหุบเขา เรื่อยไปจนถึงเด็กหนุ่มที่ใฝ่ฝันอยากเป็นจอมยุทธ)

the-wind-journeys-1

จุดพีคแรกๆ ของหนัง น่าจะอยู่ตรงฉากดวลหีบเพลงในสังเวียนการแข่งขันเล็กๆ ระดับหมู่บ้าน ซึ่งสนุกมาก เพราะมีทั้งองค์ประกอบที่ว่าด้วย “เวทมนตร์” (มนต์ดำ) และการดวล/ด้นสดในลักษณะที่คล้ายๆ กับการร้อง “ลำตัด” ของบ้านเรา

อย่างไรก็ตาม ระหว่างดู ผมชักเริ่มเป็นห่วงว่า ถ้าเกิดหนังดันเล่นกระบวนท่าแบบนี้ซ้ำไปซ้ำมาอยู่เรื่อยๆ จนจบ

มันจะกลายเป็น “โหมโรง” เอานา!

ซึ่งก็น่าดีใจ ที่ฉากดวลแบบนั้นมีปรากฏแค่ครั้งเดียว

เพราะต่อมา เมื่อตัวละครเอกเดินทางไปไกลขึ้น เวทีการประกวดก็ขยายใหญ่และมีมาตรฐานมากขึ้น (จากด้นเดี่ยว กลายเป็นการแข่งขันในรูปแบบวง) ขณะเดียวกัน บรรยากาศการเล่นการเชียร์แบบบ้านๆ และปัจจัยเรื่องคุณไสยก็ถูกลดทอนน้ำหนักลงจน “หมดสิ้น”

และคนทำหนังก็แฟร์ดี ที่ฉายภาพให้เห็นว่า “จอมยุทธ” ของเรา และหีบเพลงปีศาจของเขา นั้นสามารถพ่ายแพ้ได้

โดยเฉพาะเมื่อเขาทำตัวเป็น “ลี้คิมฮวง” ร่ายเพลงเศร้าอุทิศให้กับสตรีที่ถูกตนเองทอดทิ้ง และลูกชายของเธอ ผู้ไม่รู้จักหน้าพ่อ

เพราะแน่นอนว่า พอเพลงที่ถูกบรรเลงโดยหีบเพลงชักมีสถานะเป็นบทบันทึกถึงความรวดร้าวส่วนบุคคล เพลงเพลงนั้นก็ย่อมจะไม่ “ป๊อป” และไม่อาจเอาชนะใจกรรมการ ตลอดจนคนดูหมู่มากได้

ตัวละครที่น่าสนใจพอๆ กับจอมยุทธหีบเพลงชักปีศาจ ผู้เป็นตัวเอกของหนัง ก็คือ ไอ้เด็กหนุ่มที่ออกท่องโลกกว้างและพยายามสานความฝันจะเป็นนักดนตรีเอก ด้วยการดุ่มเดินติดตามนักแอคคอร์เดียนผู้นั่งเฉยชาอยู่บนหลังลา

crb-23-wind-journeys

ประมาณครึ่งเรื่องแรก มีคำถามเกิดขึ้นในใจผมตลอดว่า ไอ้หนุ่มนี่มันจะเป็น “อาฮุย” หรือ “ซานโช ปันซ่า” วะ?

ด้วยความที่มันเป็นคนมีฝัน มีไฟ มีความมุ่งมั่น (คล้ายจะเอาดีได้ไม่ยาก) ทว่า กลับไร้พรสวรรค์ (ทางดนตรีและอื่นๆ) อย่างแทบจะสิ้นเชิง

ฉากหนึ่ง ที่ผมรู้สึก “หวาดเสียว” มากๆ ก็คือ ฉากที่ไอ้หนุ่มคนนี้เข้าไปอุทิศตนตีกลองภายในพุ่มไม้ใหญ่ เพื่อรับศีลล้างบาป (โดยใช้เลือดจิ้งเหลน) จากปรมาจารย์กลองผู้หนึ่ง

จังหวะนั้น ดูเหมือนไอ้หนุ่มของเราจะกลายเป็น “อาฮุย” ที่บรรลุเพลงยุทธ และเติบโตกลายเป็นผู้ใหญ่เรียบร้อยแล้ว

แต่สุดท้าย หนังก็ค่อยๆ ดึงมันกลับไปสู่จุดของการเป็น “ซานโช ปันซ่า” หรือ “คนแพ้ที่มีฝัน” นั่นแหละ (ซึ่งดีแล้ว 555)

เช่นเดียวกับ ชะตากรรมของคุณพี่ตัวละครนำ ที่หลังจากเอาชนะในการดวลครั้งแรกแล้ว พี่แกก็พ่ายแพ้ พลาดหวัง เศร้าสร้อย ถูกซ้อม ไปไม่ถึงเป้าหมาย ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

(ฉากหนึ่งที่ผมชอบมาก คือ ฉากที่แกถูกนักเลงท้องถิ่น “ว่าจ้างกึ่งบังคับ” ให้ไปบรรเลงเพลงประกอบการดวลดาบกลางสะพานไม้ริมน้ำระหว่างตัวแทนของสองแก๊ง/ชุมชน ซึ่งพี่แกก็ต้องยอมทำตาม แม้จะไม่ค่อยเต็มใจนัก จุดนั้นเป็นอีกจุดหนึ่งที่บ่งชี้ว่า พี่คนนี้แกก็เป็นแค่ “นักดนตรี” คนหนึ่ง แกมิใช่ “จอมยุทธผู้วิเศษ” ที่สามารถใช้หีบเพลงชักพิฆาตดาบเหล็กลงได้หรอก)

ท้ายสุด จาก “คาวบอย/จอมยุทธ” คุณพี่นักเล่นหีบเพลงจึงกลายสภาพเป็น “ดอน กิโฆเต้”

ส่วนหนังเรื่องนี้ก็บอกเล่านิทานการเดินทางเปี่ยมความหวัง อันมีบั้นปลาย คือ ความว่างเปล่า-ร่วงโรย-เปลี่ยนผ่าน ซึ่งสำหรับผม ถือเป็นบทสรุปที่ทรงพลังไม่น้อยเลยทีเดียว

The Clan (Pablo Trapero)

นี่ถือเป็นหนังเมนสตรีมจากอเมริกาใต้ (อาร์เจนตินา) ที่ดูสนุก แม้จะไม่มีอะไรหวือหวา แปลกใหม่นัก ในเชิงรูปแบบการนำเสนอ

หนังกล่าวถึง “มรดก” หรือ “ผลลัพธ์” ประการหนึ่งของระบอบเผด็จการทหารในอาร์เจนตินา เมื่อแนวร่วมพลเรือนฝ่ายขวา ซึ่งเคยร่วมปฏิบัติการกวาดล้าง “คอมมิวนิสต์” กับสายเหยี่ยวภาครัฐ ไม่มี “หน้าที่” ทางการเมืองอีกต่อไปในยุคการหวนคืนกลับสู่ระบอบประชาธิปไตย

ดังนั้น พวกเขาจึงต้องหันไปแสวงหาทรัพย์สิน จากการก่ออาชญากรรม-เรียกค่าไถ่

the-clan-42528

กลุ่มตัวละครหลักในหนังคือครอบครัว “ปุชชิโอ” ครอบครัวชนชั้นกลางระดับสูง ที่มี “พ่อ” เป็นทั้งหัวหน้าครอบครัวและหัวหน้าแก๊งมาเฟีย แม้หนังจะสร้างจากเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง แต่ก็อาจกล่าวได้ว่า หากพิจารณาในเชิง “โครงสร้าง” แล้ว ครอบครัว “ปุชชิโอ” ก็คือ “ภาพจำลองขนาดย่อส่วน” ของระบอบเผด็จการ/ปิตาธิปไตยที่เคยปกครองอาร์เจนตินานั่นเอง

ความสัมพันธ์ของระบอบปิตาธิปไตยในระดับครัวเรือน หรือสายสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูกในหนัง ดำเนินไปผ่านการบังคับขู่เข็ญ, การอุปถัมภ์ค้ำจุน, การสมยอม, ภาวะจำยอม, การพยายามจะขัดขืนต่อต้าน รวมถึงอาการไม่ลงรอยระหว่างสมาชิกในครอบครัว ซึ่งนำไปสู่ภาวะล่มสลายแตกร้าวในที่สุด

น่าสนใจว่าหนึ่งในตัวละครสำคัญของหนัง คือ ตัวลูกชายคนโต มีชีวิตอีกด้านเป็นนักรักบี้ดังของอาร์เจนตินายุคปลาย 1970 ถึงต้น 1980

เท่ากับว่าเขาเป็นนักกีฬาร่วมสมัยกับซูเปอร์สตาร์แห่งวงการฟุตบอลอย่าง “ดิเอโก้ มาราโดน่า”

นั่นก็นำไปสู่ข้อเท็จจริงที่หลายคนอาจไม่รู้หรือลืมๆ ไปแล้วว่า ยุคที่มาราโดน่ากำลังรุ่งๆ ก่อนจะพาอาร์เจนตินาคว้าแชมป์โลกนั้น ประเทศของเขายังปกครองโดยระบอบเผด็จการทหารอยู่เลย

และทีมชาติอาร์เจนตินาภายใต้การนำของ “มาราโดน่า” ก็ได้แชมป์ฟุตบอลโลกในปี 1986 หรือเพียง 3 ปี หลังเผด็จการทหารลงจากอำนาจ