จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

“นางสิบสอง 2562” เมื่อปัญหาไม่ได้อยู่ที่เรื่อง “ลูกมากยากจน”

นวัตกรรมใน “นางสิบสอง” ฉบับล่าสุด

ละครจักรๆ วงศ์ๆ ช่อง 7 เรื่องล่าสุด อย่าง “นางสิบสอง 2562” แพร่ภาพมาได้ 5 ตอนแล้ว

บทเกริ่นนำของละครเรื่องนี้นั้นมีความแปลกใหม่ ไม่ซ้ำรอยเวอร์ชั่นเดิมๆ

กล่าวคือ “เศรษฐีนนท์” และ “นางจัน” ผู้เป็นเมีย มิได้ประสบปัญหา “ลูกมากยากจน” ในระดับปัจเจกบุคคลหรือครอบครัว

ทว่าทั้งคู่ รวมถึงลูกสาว “สิบสองนาง” ต้องเผชิญหน้ากับปัญหาเชิงโครงสร้างหรือปัญหาความขัดแย้งทางความเชื่อบางประการ ที่อยู่นอกเหนือการกำหนดควบคุมของมนุษย์ธรรมดารายใดรายหนึ่งหรือผู้คนกลุ่มเล็กๆ กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

เศรษฐีนนท์ นางจัน

ตั้งแต่ตอนแรกสุด ละครเรื่อง “นางสิบสอง” ฉบับใหม่ วางบทให้ “เศรษฐีนนท์” ที่พลาดหวังจากการบนบานขอทายาทสืบสกุลมาครั้งแล้วครั้งเล่า เกิดอาการเสื่อมสิ้นศรัทธา ไม่เชื่อถือในเทวดา-สิ่งศักดิ์สิทธิ์ แถมยังก่นด่าอำนาจเหนือธรรมชาติเหล่านั้นอีกต่างหาก

อย่างไรก็ตาม “นางจัน” กลับแตกต่างจากผัวโดยสิ้นเชิง เพราะเธอยังฝากความหวังการมีลูก ไว้ที่การบนบานศาลกล่าว ด้วยฐานความเชื่อที่เคารพ ศรัทธา หวาดกลัวต่ออำนาจศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก

ละครช่วงต้นๆ ฉายภาพการปะทะชนกันของ “สองความเชื่อ” นี้ อย่างน่าสนใจ

ละครไม่ได้เฉลยชัดๆ ว่า เหตุการณ์พายุฝนตกหนัก จนน้ำไหลทะลักท่วมบ้าน “เศรษฐีนนท์” กระทั่งสิ้นเนื้อประดาตัวนั้น เกิดจากภัยธรรมชาติหรือการดลบันดาลของอำนาจเหนือธรรมชาติ?

(แต่อย่างน้อยที่สุด ผู้ถือครองอำนาจประเภทหลังก็มีอาการ “เกียร์ว่าง” คือ ยืนดูสองผัวเมียตกทุกข์ได้ยากอยู่เฉยๆ โดยไม่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ)

ครั้นพออดีตเศรษฐีสามีภรรยาตกอับ กลายเป็นคู่ผัวเมียชาวบ้านธรรมดา ที่มีฐานะอดอยากปากแห้ง ต้องหาเช้ากินค่ำ

จู่ๆ “นางจัน” ก็ตั้งครรภ์ และคลอดลูกสาวแฝดสาม แฝดสาว เป็นว่าเล่น ครั้งแล้วครั้งเล่า

ก่อนจะครบถ้วนสมบูรณ์เป็น “นางสิบสอง” ภายในเวลาอันรวดเร็ว

ผู้กำกับฯ และผู้เขียนบท ไม่ปิดบังว่าปรากฏการณ์มหัศจรรย์เช่นนั้น คือ ผลลัพธ์จากการกำหนด/แทรกแซง/กลั่นแกล้งของ “1 เทวดา 1 รุกขเทวา 1 เจ้าป่าเจ้าเขา” ซึ่งไม่ชอบใจท่าทีการต่อต้านขัดขืนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของ “นายนนท์” มาเนิ่นนาน

เทวดา รุกขเทวา เจ้าป่าเจ้าเขา

เท่ากับว่าไทม์ไลน์ของ “นางสิบสอง 2562” นั้นมิได้ไล่เลียงจาก (1) เศรษฐีและภรรยาไปขอลูกจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ (2) เขาและเธอได้ลูกสาวมาทั้งหมด 12 คน และ (3) ครอบครัวเศรษฐีตกยากเพราะมีลูกมากเกินไป

หากไล่ลำดับจาก (1) เศรษฐีและภรรยาบนบานขอลูกจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์แต่ไม่สำเร็จ (2) เขาและเธอเริ่มมีทัศนคติต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ผิดแผกแตกต่างกัน (3) เกิดอุทกภัย จนครอบครัวเศรษฐีสิ้นเนื้อประดาตัว (4) เทวดา-รุกขเทวา-เจ้าป่าเจ้าเขา ลงทัณฑ์เศรษฐีผู้กระด้างกระเดื่อง ด้วยการดลบันดาลให้เขาและภรรยามีลูกสาวมากมายถึง 12 คน ในยามยากไร้ขัดสน

แต่เรื่องตลกร้ายก็บังเกิดในละครตอนที่ 4 เมื่อ “นายนนท์” ผู้ไม่เชื่อถืออำนาจเหนือธรรมชาติใดๆ เสมอมา เริ่มทุกข์ตรมกับปัญหาต่างๆ นานา จนต้องหันไปพึ่งพา “นายโชค” เพื่อนร่วมหมู่บ้าน ผู้มีความสามารถพิเศษด้านการดูดวง-นั่งทางใน

“นายโชค” ยืนยันชัดเจนว่า ภายภาคหน้า ลูกสาวทั้ง 12 คน ของเพื่อนบ้าน จะได้ดิบได้ดี ได้ใช้ชีวิตสูงส่งในเวียงวัง และช่วยเกื้อหนุนให้พ่อแม่สุขสบายตามไปด้วย

เพราะยึดมั่นในคำทำนายของหมอดูข้างบ้าน “นายนนท์” จึงตัดสินใจเด็ดเดี่ยวที่จะนำลูกสาวทั้งหมดไปปล่อยทิ้งกลางป่า เนื่องจากอย่างไรเสีย โชคชะตาก็ได้กำหนดเอาไว้เรียบร้อยแล้วว่าทุกคนจะไม่ตาย แถมยังจะกลายเป็นเหล่าสตรีสูงศักดิ์ในอนาคต

ก่อนที่เรื่องราวของ “นางสิบสอง 2562” จะเคลื่อนไปสู่บทตอนใหม่ๆ เมื่อ “นางยักษ์สันธมาลา” มารับเด็กหญิงทั้ง 12 คน ไปเลี้ยงดูประหนึ่งบุตรสาว

จุดใหญ่ใจความที่ปรากฏในระยะเริ่มต้นของละคร คล้ายกำลังบอกว่าชะตากรรมของคน อาจมิได้เป็นผลลัพธ์จากการตัดสินใจหรือการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันของมนุษย์ตัวเล็กๆ

หากยังเชื่อมร้อยกับอำนาจศักดิ์สิทธิ์ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า และยึดโยงกับโชคชะตาที่ใครลิขิตไว้ก็ไม่รู้ อย่างลึกซึ้ง

นี่คือ “โครงสร้างสังคม” ที่ดำรงตั้งมั่น ครอบคลุม และแผ่ไพศาลอยู่ในจักรวาลของละครจักรๆ วงศ์ๆ ค่ายสามเศียร

สรุปความนิยม 5 ตอนแรกของ “นางสิบสอง 2562”

ตอนที่ 1 (28 ก.ค.) เรตติ้ง 4.061 ยอดวิวยูทูบ 1.7 ล้านวิว

ตอนที่ 2 (3 ส.ค.) เรตติ้ง 4.042 ยอดวิวยูทูบ 1.2 ล้านวิว

ตอนที่ 3 (4 ส.ค.) เรตติ้ง 4.518 ยอดวิวยูทูบ 1 ล้านวิว

ตอนที่ 4 (10 ส.ค.) เรตติ้ง 4.311 ยอดวิวยูทูบ 8.7 แสนวิว

ตอนที่ 5 (11 ส.ค.) เรตติ้ง 4.539 ยอดวิวยูทูบ 8.1 แสนวิว

ข้อมูลเรตติ้งจาก https://www.tvdigitalwatch.com/

ยอดวิวยูทูบ สำรวจเมื่อช่วงเช้า วันที่ 17 สิงหาคม 2562

ขอบคุณภาพประกอบจาก ยูทูบสามเศียร

Advertisements
คนมองหนัง

Short Note: หนังใหม่น่าสนใจที่ได้ดูในช่วงเดือน ม.ค.-ก.พ. 2562

(หมายเหตุ 1-2 ปีหลัง ผมจะเขียนบันทึกสั้นๆ ถึงหนังที่ได้ดูไว้ในเฟซบุ๊กส่วนบุคคล แต่ไม่ได้ตั้งค่าเปิดเผยต่อสาธารณะ ปีนี้ เลยอยากทดลองนำบางส่วนของโน้ตเหล่านั้นมาปรับปรุงและเผยแพร่ในวงกว้างผ่านบล็อก อย่างไรก็ตาม สำหรับหนังเรื่องไหนที่ผมชอบมากและสามารถเขียนวิเคราะห์วิจารณ์ยาวๆ ได้ ก็จะนำไปแยกเขียนเป็นชิ้นงานต่างหากเหมือนที่เคยทำครับ)

Spider-Man: Into the Spider-Verse

this-cool-spider-man-into-the-spider-verse-poster-art-from-matt-ferguson-glows-in-the-dark1

หนังสนุกและน่าสนใจดี แม้จะยังรู้สึกว่าถ้าประเด็นหลักของหนังคือการชู “พหุนิยม” หนังก็ยังแค่แตะๆ ประเด็นดังกล่าว และคลี่คลายมันอย่างง่ายๆ

แต่อีกด้านหนึ่ง ก็รู้สึกว่าหนังเรื่องนี้เข้าท่าดีเหมือนกัน ที่แสดงให้เห็นว่า “สไปเดอร์แมน” จากจักรวาลที่หลากหลาย อาจไม่ได้มารวมตัวปฏิบัติภารกิจยิ่งใหญ่ร่วมกันเพื่อคุณค่าอย่างอื่น นอกเสียจากการปกป้องผลประโยชน์เฉพาะ/จักรวาลของตนเอง ก่อนที่ทั้งหมดจะแยกย้ายกลับบ้านใครบ้านมัน

มองแง่นี้ “พหุนิยม” ใน Spider-Man: Into the Spider-Verse จึงคล้ายจะเป็น “ความหลากหลาย” ของใครของมัน มากกว่าเป็นความพยายามจะเรียนรู้ในการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับ “ความหลากหลาย” อย่างจริงจัง

ไปๆ มาๆ ส่วนที่ผมชอบสุดในหนัง ดันกลายเป็นการ์ตูนแถมท้ายหลังเอ็นด์เครดิต ที่อำว่าพอ “สไปเดอร์แมน” จากสองจักรวาลต้องมาอยู่ในโลกเดียวกันและปฏิบัติภารกิจร่วมกันจริงๆ พวกมันก็ทะเลาะกันก่อนจะลงมือทำงาน 555

Glass

GlassPoster

ระหว่างดูหนังเรื่องนี้จะนึกถึงหนังสือคลาสสิก Islands of History ของนักมานุษยวิทยาอาวุโส Marshall Sahlins

สาระสำคัญของหนังสือเล่มนั้น คือ ด้านหนึ่ง กระบวนการและเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ ก็ถูกกำหนดกรอบไว้แล้วโดยโครงสร้างเรื่องเล่าของแต่ละวัฒนธรรม แต่อีกด้าน โครงสร้างทางวัฒนธรรมเหล่านั้นก็มีโอกาสจะเปลี่ยนแปลงในทุกๆ สถานการณ์ ที่โครงสร้างถูกแปรไปเป็นปฏิบัติการในโลกแห่งความจริง โดยตัวแสดง/มนุษย์ผู้กระทำการ ที่ผันแปรเปลี่ยนหน้าไป

ในกรณีของ Glass ด้านหนึ่ง หนังเกือบทั้งเรื่อง (รวมถึงเรื่องอื่นในไตรภาคนี้) ก็ดำเนินไปตามกรอบ/โครงสร้าง/เรื่องเล่าของ “หนังสือการ์ตูนซูเปอร์ฮีโร่” ซึ่งแน่นอน มันต้องปะทะกับโครงสร้าง/เรื่องเล่ากระแสหลัก (ของรัฐหรือชนชั้นนำ) ที่พยายามหักล้างกลบเกลื่อนการอธิบายโลกที่มีความสมเหตุสมผลในเรื่องเล่าแบบการ์ตูน

(ก็คล้ายๆ กับการอธิบายมรณกรรมของ “กัปตันคุ้ก” ที่มองผ่านโครงสร้างตำนานเรื่องเล่าพื้นบ้านของฮาวายก็ได้ หรือจะมองด้วยสายตาเจ้าอาณานิคม/คนท้องถิ่นในยุคหลังอาณานิคมก็ได้)

สุดท้าย พอเรื่องเล่าสองแบบจากสองโลกมาปะทะกัน อะไรต่อมิอะไรก็เลยดำเนินไปไม่เหมือนในหนังสือการ์ตูน (หรือโครงสร้างเรื่องเล่าแบบใดแบบหนึ่ง) เสียทีเดียว ตัวแสดงในเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่กำลังเกิดขึ้น ณ ปัจจุบัน ซึ่งกรณีของหนังเรื่องนี้ คือ Mr.Glass จึงต้องพลิกแพลงแผนการ/โครงเรื่องเสียใหม่

อย่างไรก็ตาม หนังยังพยายามอธิบายยืนกรานในตอนท้ายสุดว่า กระทั่งการพลิกแพลงนั้น ก็ดำรงอยู่หรือถูกกำหนดไว้เรียบร้อยแล้ว ภายใต้โครงสร้างเรื่องเล่าของการ์ตูนซูเปอร์ฮีโร่

แช่ง

แช่ง โปสเตอร์

โดยส่วนตัว ชอบสองตอนแรกเหมือนเพื่อนๆ หลายคน อย่างไรก็ดี ผมยังชอบประเด็นหลักของตอนสามด้วย (แต่ไม่ชอบองค์ประกอบอื่นๆ และบริบทรายรอบของมัน)

ตอนแรก (วิปลาส) ผมชอบการปะทะกันระหว่างศาสนาคริสต์ คนจีน ความเป็นไทย (“ไทยแท้” ผ่านคณะนาฏศิลป์ และ “ไทยแบบชาวบ้าน”) ณ พื้นที่ชายขอบ

องค์ประกอบทั้งหลายเหล่านั้นทำให้นึกถึงหนังเรื่อง “สาบเสือที่ลำน้ำกษัตริย์” (ซึ่งสำหรับผม คือ งานชั้นดีลำดับสุดท้ายของอาบัณฑิต ฤทธิ์ถกล)

นอกจากนี้ ลูกเล่นเรื่องแผ่นเสียง/การบันทึกเสียงสมัยใหม่ ที่กลายเป็นสื่อกลางของคำสาปแช่งก็ “เข้าท่า” และน่ากลัวดี

ผมชอบตอนสอง (แทททู) เพราะรู้สึกว่ามันมีบรรยากาศและโครงสร้างเรื่องราวเป็น “มิติมืด” สำหรับทศวรรษ 2560

ตามการตีความของผม หนังตอนนี้ก็ยังนำเสนอภาพการปะทะกันระหว่างโลกสองใบที่แตกต่าง คล้ายคลึงกับหนังตอนแรก

นั่นคือการเผชิญหน้าระหว่างความเชื่อเรื่อง “โจ” เครื่องรางของขลังแถบภาคใต้ กับสังคมเมืองสมัยใหม่ใน กทม. โดยมีมนุษย์ตัวเล็กๆ สองคน และภาวะเสื่อมทรุดทางจิตวิญญาณของพวกเขา ตกร่องอยู่ตรงหว่างกลาง

ตอนสาม (คำแช่ง) จริงๆ ชอบประเด็นหลักว่าด้วยความทรงจำที่สลัดไม่หลุดหรือความทรงจำที่ครอบงำปัจจุบันเอาไว้ (ซึ่งนี่เป็นประเด็นเดียวกันกับแก่นเรื่องของหนังเอเชียร่วมสมัยชั้นดี เช่น Burning หรือ Long Day’s Journey into Night เลยด้วยซ้ำ)

จึงน่าเสียดายที่องค์ประกอบอื่นๆ มันเละเทะย่อยยับไปหมด

ในแง่ภาพรวมของ “แช่ง” ผมเห็นด้วยกับคุณฟิล์มซิก ที่วิเคราะห์ว่าหนังทั้งสามตอน นำเสนอขั้นตอนการถูกกระทำ/ลุกขึ้นสู้ของลูกผู้หญิง จากเหยื่อที่พ่ายแพ้ ไปสู่เหยื่อที่พยายามต่อสู้ต่อรอง และสุดท้าย กลายเป็นฝ่ายใช้อำนาจในทางที่ผิดเสียเอง

นอกจากนี้ ผมยังรู้สึกชอบไอเดียที่หนังพยายามเสนอว่าความสัมพันธ์ระหว่างคนกับผี/ไสยศาสตร์นั้น ต้องมี “วัตถุสิ่งของ” อะไรบางอย่างเป็นสื่อกลาง ตั้งแต่แผ่นเสียง, เครื่องรางปกป้องข้าวของ จนถึงสมุดบันทึก