คนมองหนัง

บันทึกถึง “แผลเก่า” ของ “เชิด ทรงศรี” (ฉบับบูรณะใหม่)

หนึ่ง

นันทนา

สิ่งแรกเลยที่ตื่นตะลึง คือ ความงดงามของ “นันทนา เงากระจ่าง” จะนิยามว่านี่คือ “ความสวยแบบไทยๆ” ได้หรือเปล่า? ก็ไม่ค่อยแน่ใจ

แต่อย่างน้อย นี่เป็น “ความสวยงาม” ที่หาได้ยากมากใน “วัฒนธรรมภาพเคลื่อนไหว” นานาชนิดของสังคมไทยยุคปัจจุบัน ซึ่งคอนเซ็ปท์เรื่อง “ความสวย” ของสตรีได้เปลี่ยนแปลงไปหมดแล้ว

พอเห็นหน้าคุณนันทนา ก็นึกถึงประเด็นหนึ่งขึ้นมาได้ คือ ในวัยประมาณ 8-9 ขวบ ผมมีโอกาสไปวิ่งเล่นอยู่ใกล้ๆ กองถ่ายภาพยนตร์ “ทวิภพ” ของคุณเชิด และติดตากับรูปลักษณ์ที่สวยเด่นของ “จันทร์จิรา จูแจ้ง” นางเอกหนังเรื่องนั้นมากๆ

ดูเหมือนทั้งคุณนันทนาและคุณจันทร์จิราจะมีลักษณะ “คมขำ” คล้ายคลึงกันอยู่ไม่น้อย

%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%a2-1

ขณะเดียวกัน ถ้าให้เทียบกับ “นางเอกไทยร่วมสมัย” ระหว่างนั่งยลคุณนันทนาใน “แผลเก่า” (2520) ที่สกาล่า ผมจะคิดถึง “ประภามณฑล เอี่ยมจันทร์” นักแสดงนำจากหนังเรื่อง “โรงแรมต่างดาว” ของ “ปราบดา หยุ่น” และ “นคร-สวรรค์” ของ “พวงสร้อย อักษรสว่าง”

สอง

แผลเก่า 3

ผมชอบการตัดต่อหลายๆ จังหวะใน “แผลเก่า” ฉบับคุณเชิด

โดยเฉพาะพวกซีนที่ตัดสลับระหว่างเส้นเรื่องหลักกับการแสดงนาฏศิลป์แบบไทยๆ (รวมถึงการตัดสลับระหว่างการบรรเลงขลุ่ยไทยกับดนตรีฝรั่ง) ซึ่งมิได้เป็นแค่การเทียบเคียงหรือวางชน ทว่าเป็นการเปรียบเทียบ/ปรับประสานต่อรองระหว่างสองเหตุการณ์ต่างบริบทกัน อันจะนำไปสู่ความคืบหน้า/เปลี่ยนผันของสถานการณ์ในภาพรวม

เท่าที่มีความรู้แบบงูๆ ปลาๆ เราคงพอจะเรียกการตัดต่อหลายจังหวะใน “แผลเก่า” ฉบับนี้ ว่าเป็นการลำดับภาพแบบ Soviet montage ได้กระมัง?

สาม

แผลเก่า 4

วิธีการตัดต่อข้างต้นยังมีความสอดคล้องกับวิธีการนำเสนอ “เนื้อหาสาระสำคัญ” ใน “แผลเก่า 2520” อย่างน่าทึ่ง

ณ ช่วงต้นภาพยนตร์เรื่อง “แผลเก่า” ฉบับนี้ มีการขึ้นข้อความที่เน้นย้ำถึงบทบาทในการอนุรักษ์/สำแดง “ความเป็นไทย” ของตนเอง (ผมไม่เคยเห็นถ้อยแถลง/ปณิธานทำนองนี้แบบชัดๆ ใน “แผลเก่า” ฉบับอื่นๆ)

ขณะเดียวกัน น่าสนใจว่าช่วงเวลาการสร้างหนังเรื่องนี้ก็ใกล้เคียงมากๆ กับการก่อกำเนิดขึ้นของคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

ยิ่งกว่านั้น หนังยังได้รับโล่เกียรติยศภาพยนตร์ที่เชิดชูเอกลักษณ์ไทยยอดเยี่ยมจากรัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์

แต่ที่ตลกร้าย คือ ภายใต้ฉากหน้า “ความเป็นไทย” ที่หนังนำเสนออย่างหลงรักและจริงใจ (ผ่านนาฏศิลป์พื้นบ้าน รวมถึงบรรยากาศ/วิถีชีวิตแบบชนบท) นั้น กลับซ่อนเร้นไว้ซึ่ง “อัปลักษณะ” นานัปการของสังคมไทย

ตั้งแต่ความขัดแย้งระหว่างคนสองกลุ่มที่ไม่มีทางคืนดี/สมานฉันท์

การกดขี่ผู้หญิงในโลกของผู้ชาย (กระทั่ง “ขวัญ” เอง บุคคลคนเดียวที่เขารักก่อนตาย ก็คือ “พ่อ” ไม่ใช่ “เรียม” ที่ผันแปรน่าผิดหวัง)

การปะทะกันระหว่างยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง, ความผิดแผกแตกต่างระหว่างเมืองกับชนบท และความขัดแย้งทางชนชั้น

สังคมที่แก้ไขปัญหาต่างๆ ด้วยความรุนแรงตลอดทั้งเรื่อง (หลังดูหนังเสร็จ ผมเจอเพื่อนที่เป็นผู้กำกับภาพยนตร์สารคดีฝีมือเยี่ยม เขาตั้งข้อสังเกตว่า “ขวัญ” เป็นพระเอกที่ฆ่าคนตายเยอะมากๆ) และไม่เปิดโอกาสให้ตัวละครเอกได้ “ห่มผ้าเหลือง” หรือ “กลับตัวกลับใจ”

รวมถึง “เจ้าพ่อต้นไทร” ที่เป็นสักขีพยานความรัก ความหวัง ความผิดหวัง และโศกนาฏกรรม ทว่าเยียวยาหรือช่วยแก้ไขปัญหาใดๆ ไม่ได้เลย จนมีสถานะประหนึ่ง “สิ่งศักดิ์สิทธิ์ซึ่งไร้พลวัต”

คำถามต่อเนื่อง คือ ถ้าเช่นนั้น ความย้อนแย้ง/การปะทะกันระหว่างคำประกาศก่อนเริ่มเรื่อง กับเนื้อหาจริงๆ ใน “แผลเก่า” ฉบับคุณเชิด กำลังนำ/คลี่คลายไปสู่ผลลัพธ์อะไร?

ศิโรตม์ วิเคราะห์แผลเก่า

ผมค่อนข้างเห็นด้วยกับการตีความโดย “ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์” ซึ่งชี้ว่า “แผลเก่า 2520” นั้นอาจซ่อนนัยยะของการวิพากษ์ “ความรุนแรง” กรณี 6 ตุลาคม และประดิษฐกรรม “ความเป็นไทย” ยุคหลังจากนั้น

คลิกอ่าน

ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ : แผลเก่า, เชิด ทรงศรี และการวิพากษ์ความเป็นไทยหลัง 6 ตุลา

ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ : แผลเก่ากับความเป็นไทยแบบใหม่ หลังการฆ่าหมู่ 6 ตุลาฯ

สี่

ข้างหลังภาพ เชิด

อย่างไรก็ดี ผมไม่แน่ใจว่าเราจะสามารถจับคุณเชิดใส่ลงไปในบล็อกของอุดมการณ์ทางการเมืองแบบใดแบบหนึ่งได้อย่างตายตัว

ในบทความของคุณศิโรตม์ได้อ้างอิงคำสัมภาษณ์จากหนังสือ “12 ผู้กำกับหนังไทยร่วมสมัย” ซึ่งคุณเชิดเปิดใจว่าหนังที่แกอยากทำมากที่สุด คือ ภาพยนตร์ชีวประวัติ “จิตร ภูมิศักดิ์”

ผมจำได้ว่าเคยอ่านจากที่ไหนสักแห่ง ว่าคุณเชิดอยากทำหนังซึ่งดัดแปลงจากนิยายเรื่อง “ดิน น้ำ และดอกไม้” ของ “เสนีย์ เสาวพงศ์”

แน่นอน หลายคนทราบดีว่าคุณเชิดเคยทำหนัง “ข้างหลังภาพ” จากบทประพันธ์ของ “ศรีบูรพา”

แต่ก็มีข้อเท็จจริงที่มิอาจปฏิเสธอีกด้านว่าคุณเชิดเคยทำภาพยนตร์ “ทวิภพ” จากงานเขียนของ “ทมยันตี” รวมถึง “เรือนมยุรา” จากนิยายของ “แก้วเก้า/ว.วินิจฉัยกุล”

เชิด ทวิภพ เรือนมยุรา

ผมเชื่อว่าคุณเชิดนั้นตระหนักดีว่าตนเองต้องเผชิญหน้าอยู่กับทางแพร่งแห่งความขัดแย้งทางอุดมการณ์ในสังคมไทย ทว่าแก (และคนรุ่นแก) อาจมีวิธีการรับมือกับความขัดแย้งดังกล่าว อย่างแตกต่างไปจากบรรดาผู้มีความกระตือรือร้นทางการเมืองยุคปัจจุบัน

หมายเหตุ

“แผลเก่า” (2520) ฉบับบูรณะใหม่ จะเข้าฉายเชิงพาณิชย์ตั้งแต่วันที่ 18 ตุลาคมเป็นต้นไป ในโรงภาพยนตร์สองแห่ง คือ

วันที่ 18 -24 ตุลาคม รอบเวลา 12.00 น. ณ โรงภาพยนตร์สกาลา สามารถซื้อบัตรล่วงหน้าได้ที่จุดจำหน่ายบัตร

วันที่ 18-21 ตุลาคม รอบเวลา 19.00 น. ณ SF World Cinema เซ็นทรัลเวิลด์ สามารถซื้อบัตรล่วงหน้าได้ที่จุดจำหน่ายบัตรหรือ www.sfcinemacity.com

Advertisements
ข่าวบันเทิง

“6 หนังไทย” ในปูซาน และหนังสั้นใหม่ของ “อภิชาติพงศ์”

6 หนังไทยในปูซาน 2018

ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซานประจำปี 2018 ที่เกาหลีใต้ จะมีหนังไทยเข้าร่วมฉายรวมทั้งสิ้น 6 เรื่อง

kraben-rahu

เริ่มต้นด้วย “กระเบนราหู” ผลงานของพุทธิพงษ์ อรุณเพ็ง ซึ่งเพิ่งสร้างประวัติศาสตร์ เป็นหนังไทยเรื่องแรกสุดที่คว้ารางวัลจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิสมาครอง จะเข้าฉายรอบ “เอเชียน พรีเมียร์” ในสาย A Window on Asian Cinema

ten years thailand wp ตัดคำ

เช่นเดียวกับ “Ten Years Thailand” โดยอาทิตย์ อัสสรัตน์, วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง, จุฬญาณนนท์ ศิริผล และ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ที่จะฉายรอบ “เอเชียน พรีเมียร์” ในสายเดียวกัน

ทั้งนี้ ภาพยนตร์เรื่อง “Ten Years Japan” และ “Ten Years Taiwan” ก็จะเข้าฉายในสายดังกล่าวพร้อมๆ กันด้วย

GDC poster

ขณะที่ “BNK48: Girls Don’t Cry” ของนวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ก็จะไปเปิดตัวรอบ “อินเตอร์เนชั่นแนล พรีเมียร์” ในสาย Wide Angle

แผลเก่า 2520

ส่วน “แผลเก่า” ฉบับเชิด ทรงศรี ซึ่งได้รับการบูรณะโดยหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ก็จะออกฉายที่เกาหลีใต้เป็นครั้งแรกสุด ในสาย Busan Classics

อย่างไรก็ตาม หนังไทยสองเรื่องที่จะเปิดตัวรอบ “เวิลด์ พรีเมียร์” หรือ “ปฐมทัศน์โลก” ในเทศกาลภาพยนตร์ปูซานปีนี้ คือ หนังยาวเรื่อง “นคร-สวรรค์” โดยพวงสร้อย อักษรสว่าง และหนังสั้นเรื่อง “คราบ” โดยนันทณัฐ ดวงธิสาร

เอย นครสวรรค์

“นคร-สวรรค์” คือหนังยาวเรื่องแรกของพวงสร้อย เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับตัวละครชื่อ “เอย” ซึ่งออกเดินทางไปลอยอังคารของแม่ที่ปากน้ำโพ พร้อมด้วยพ่อ, สมาชิกครอบครัวคนอื่นๆ และเพื่อนเก่าของเธอซึ่งบวชเป็นพระสงฆ์

พวงสร้อยจะนำเรื่องแต่งดังกล่าวไปนำเสนอเทียบเคียงกับฟุตเทจสารคดีงานศพแม่และชีวิตการทำงานอันโดดเดี่ยวในโรงงานยางพาราของพ่อเธอ

นครสวรรค์ โปสเตอร์

“นคร-สวรรค์” เป็นภาพยนตร์ไทยอีกหนึ่งเรื่องที่จะเข้าฉายในสาย A Window on Asian Cinema

ทางด้าน “คราบ” เป็นหนังสั้นที่เล่าเรื่องราวของพระสงฆ์รูปหนึ่ง ซึ่งใช้ชีวิตอย่างสุขสงบในโลกศาสนา กระทั่งวันหนึ่ง ที่ท่านได้พบกับชายหนุ่มผู้ซุกซ่อนความลับดำมืดเอาไว้

เมื่อพระสงฆ์ต้องบวชให้ชายหนุ่ม ฝ่ายแรกจึงเผชิญหน้ากับบาดแผลในอดีตของตนเองและทางแยกสำคัญในชีวิต

the stain

“คราบ” จะเข้าฉายในสาย Wide Angle และมีสิทธิ์ชิงรางวัล Sonje Award ซึ่งมอบให้แก่หนังสั้นเกาหลีและเอเชียยอดเยี่ยมของสายดังกล่าว

ชมหนังสั้นใหม่ของ “อภิชาติพงศ์”

เชิญชมหนังสั้นเรื่อง “ตะวันดับ” หรือ Blue ของอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล

สำหรับใครที่อยากดูงานชิ้นนี้ในจอใหญ่ สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Ghost2561