ข่าวบันเทิง, ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

“เทพสามฤดู” เรตติ้งแซง “หน้ากากนักร้อง” แล้ว พร้อมเกร็ดข้อมูลละครพื้นบ้านอีกมากมาย

“เทพสามฤดู” เรตติ้งแซง “หน้ากากนักร้อง” แล้ว

6.5 เทพสามฤดู
ที่มา อินสตาแกรม “สามเศียร”

ถือว่าปิดท้ายเดือนกรกฎาคมได้อย่างสวยงามทีเดียว สำหรับ “เทพสามฤดู 2560”

เมื่อละครตอนที่แพร่ภาพในช่วงเช้าวันเสาร์ที่ 29 และวันอาทิตย์ที่ 30 ก.ค. สามารถโกยเรตติ้งไปได้ 6.5

ถึงแม้ว่าเรตติ้งดังกล่าวจะทำให้ละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องนี้ อยู่เพียงลำดับที่ห้าของอันดับโปรแกรมยอดนิยมประจำช่องเจ็ดสี ระหว่างวันที่ 24-30 ก.ค. 2560 รองจากละครเย็น “มือปืนพ่อลูกติด” ละครค่ำ “มือเหนือเมฆ” ข่าวภาคค่ำช่วงที่ 2 และเส้นทางบันเทิง

แต่ตัวเลขเรตติ้ง 6.5 ก็เพียงพอจะทำให้ “เทพสามฤดู” ได้รับความนิยมแซงหน้า “The Mask Singer 2” รายการยอดนิยมอันดับหนึ่งของช่องเวิร์คพอยท์ไปแล้วเรียบร้อย เพราะในสัปดาห์ล่าสุด รายการประกวดร้องเพลงดังกล่าวได้เรตติ้งไปเพียง 6.1 (ที่มา เอจีบีนีลเซ่น)

คงต้องจับตาดูว่า “เทพสามฤดู 2560” จะมีเรตติ้งขึ้นต้นด้วยเลข 7 ภายในระยะเวลาเร็วๆ นี้หรือไม่?

อีกหนึ่ง “ภารตะสไตล์” ใน “เทพสามฤดู 2560”

ดังที่ได้ตั้งข้อสังเกตเอาไว้เมื่อหลายสัปดาห์ก่อนว่า “เทพสามฤดู” เวอร์ชั่นล่าสุด คล้ายจะรับอิทธิพลจากซีรีส์มหากาพย์อินเดียมามากเป็นพิเศษ (อ่านรายละเอียดที่นี่)

นอกจากฉาก “ศิวนาฏราช” ขององค์อิศรา และบทพูด “อาร้าย อาราย” ของมาตุลีเทพบุตรแล้ว

เมื่อวันที่ 29 ก.ค. ละครพื้นบ้านเรื่องนี้ ยังมีฉากที่วานร “วิปริตนันทเสน” เข้าไปเจรจากับท้าวตรีภพในท้องพระโรง ก่อนจะเนรมิตหางของตนเองให้กลายเป็นที่นั่งสูงเทียมบัลลังก์ของคู่เจรจา

(คลิกดูคลิปนาทีที่ 22.44-24.20)

ซึ่งถ้าใครคุ้นเคยกับ “รามายณะ-รามเกียรติ์” ก็คงพอจะจำได้ว่าฉากทำนองนี้มีความสอดคล้องกับตอนที่ “องคต” รับบททูตเข้าไปเจรจากับ “ทศกัณฐ์” ถึงในกรุงลงกาเป็นอย่างยิ่ง

ของแถม

เมื่อสัปดาห์ก่อน มีโอกาสไปดูนิทรรศการศิลปะ “Sacrifice” ของคุณนักรบ มูลมานัส ที่หอศิลป์ กทม. สี่แยกปทุมวันมาครับ (น่าเสียดายที่นิทรรศการนี้ปิดฉากลงไปแล้วเมื่อวันที่ 30 ก.ค.)

คุณนักรบเป็นศิลปินภาพปะติดที่มีชื่อเสียง แต่จริงๆ แล้ว เขาจบการศึกษามาจากภาควิชาภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

นี่ส่งผลให้คุณนักรบมีความผูกพันกับวรรณคดีไทยมากเป็นพิเศษ

และงานศิลปะจำนวนมากในนิทรรศการก็บ่งชี้ถึงความผูกพันดังกล่าวเป็นอย่างดี

เท่าที่เดินดูนิทรรศการ ผมชอบผลงานศิลปะของคุณนักรบในระดับ “มากๆ” อยู่สองชิ้น ซึ่งล้วนเกี่ยวพันกับละครพื้นบ้าน/จักรๆ วงศ์ๆ ทั้งคู่

นั่นคือ ผลงานที่นำเสนอตัวละคร “สังข์ทอง” และ “แก้วหน้าม้า” ได้อย่างมีเสน่ห์

เพราะด้านหนึ่ง คุณนักรบก็นำตัวละครเหล่านี้มาเล่นกับประเด็นการผสมผสานข้ามสายพันธุ์ทางวัฒนธรรมระหว่าง “ความเป็นฝรั่ง” กับวรรณคดีไทย

แต่อีกด้าน คุณนักรบก็พยายามเล่นกับ “มุมมอง” ของผู้เข้าชมงาน

โดยถ้าเรามองงานทั้งสองชิ้นนี้จากมุมหนึ่ง เราก็จะเห็นพระสังข์เป็นคนดำ และเห็นแก้วเป็นสตรีหน้าม้า แต่หากมองจากอีกมุม พระสังข์ก็จะกลายเป็นชายผิวขาว ส่วนแก้วก็จะกลายเป็นหญิงสาวรูปงาม

สังข์ทอง

แก้วหน้าม้า

ถือเป็นผลงานศิลปะที่น่าประทับใจทีเดียวครับ

Advertisements
ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

“ตลกล้อเลียนอำนาจ” ยังมีอยู่ในละครจักรๆ วงศ์ๆ ไทย

ในส่วนหนึ่งของปาฐกถา “งานทางปัญญาในสังคมอับจนปัญญา” ที่สถาบันปรีดี พนมยงค์

อาจารย์ธงชัย วินิจจะกูล ตั้งข้อสังเกตกรณี “นักแสดงตลกเสียดสี” ในสังคมไทย ดังที่เว็บไซต์ประชาไทได้เก็บความเอาไว้ว่า

“ความแตกต่างระหว่างหม่ำ จ๊กม๊ก กับพวก จอห์น วิญญู, จอห์น โอลิเวอร์, จอน สจ๊วต คือ อย่างแรกเป็นนักแสดงตลก อย่างหลังคือนักแสดงตลกเสียดสี ซึ่งอย่างหลังนี้ไม่เห็นในผังรายการทีวีไทย แต่สำหรับสังคมฝรั่งพวกนี้อยู่ในรายการช่วงไพรม์ไทม์

 

“การแสดงตลกของไทยมีแบบแผนการพัฒนาเหมือนกับทั่วโลก นั่นคือ มีตลกผู้ดีกับชาวบ้าน ลักษณะที่ต่างกันระหว่างสองอย่างนี้ คือ อะไรล้อเล่นได้และอะไรห้ามล้อเล่น ตรงนี้ไทยไม่เหมือนกันกับประเทศตะวันตก การล้อเลียนอำนาจได้แก่ เจ้า พระ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นเรื่องปกติในวัฒนธรรมชาวบ้านในทุกสังคม ล้อเป็นประจำพร้อมๆ กับเคารพนับถือด้วย ซึ่งจะอธิบายก็ดูจะยาวเกินไปว่าทำไมชาวบ้านสามารถจัดการความย้อนแย้งนี้ได้ ตัวอย่างที่รู้จักกันดีคือ ศรีธนญชัย

 

“แคทธารีน โบวี่ พบว่าพระเวสสันดรชาดกเวอร์ชั่นชาวบ้าน นอกจากการให้ทานแล้วยังล้อเลียนทำให้อำนาจเป็นเรื่องตลก ดังนั้นตัวเด่นมากคือ ชูชก ในวัฒนธรรมของชนชั้นสูงโดยเฉพาะอยุธยา-กรุงเทพฯ โบวี่พบว่ามันกลยเป็นเวอร์ชั่นที่ชูชกเป็นคนน่าเกลียด อัปลักษณ์และสมควรถูกประณาม วัฒนธรรมล้อเลียนอำนาจอยู่ในวัฒนธรรมทั้งแบบของผู้ดีและแบบของชาวบ้านในช่วงก่อนยุคสมัยใหม่ แต่เมื่อเกิดการขยายตัววัฒนธรรมมาตรฐานเมื่อร้อยกว่าปีที่ผ่านมานี้ มันได้เบียดขับให้วัฒนธรรมชาวบ้านเป็นวัฒนธรรมที่ต่ำกว่าของกรุงเทพฯ ซึ่งไม่มีการล้อเลียนอำนาจ มันจึงกลายเป็นมาตรฐานปัจจุบันที่ตลกไทยไม่ใช่ตลกเสียดสีล้อเลียนอำนาจ ประเด็น เจ้า พระ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ กลายเป็นเรื่องเกินขอบเขต ตลกของสังคมไทยสมัยใหม่ถูกจำกัดกรอบ มีแดนที่ห้ามละเมิดมากมายเหลือเกิน จึงกลายเป็นแค่ตลกโปกฮา มีแพทเทิร์นหลักอยู่ 2 แบบ คือ 1. ความโง่ เซ่อเซอะ เปิ่นเชยของคนบ้านนอก คนกลุ่มน้อย คนช้ำต่ำ 2. เอาความเบี่ยงเบนผิดเพี้ยนจากภาวะที่ถือว่าปกติมาทำให้เป็นเรื่องตลก เช่น คนพิการ คนไม่สมประกอบ กระเทย คนจีนที่พูดไทยไม่ชัด เป็นต้น ทั้งนี้แดนหวงห้ามที่เป็นสากลสำหรับตลกทั่วโลก คือ เรื่องเพศ แต่แดนหวงห้ามของไทยคือ อำนาจของชนชั้นสูง ตลกไทยไม่เสียดสีขนบของสังคม มีเพียงบางคนที่ทำเป็นบางครั้ง”

(ที่มา http://prachatai.com/journal/2016/09/68064)

อาจสรุปข้อสังเกตส่วนนี้ของอาจารย์ธงชัยได้ว่า

หนึ่ง อุตสาหกรรมบันเทิงไทย ไม่มีพื้นที่-เวลาให้แก่ “นักแสดงตลกเสียดสี”

สอง การแสดงตลกเสียดสีผูกพันอยู่วัฒนธรรมชาวบ้าน ที่มีกลไกในการ “ล้อเลียนอำนาจ” แต่สำหรับกรณีของไทย การขยายตัวของวัฒนธรรมมาตรฐานแบบกรุงเทพฯ เมื่อร้อยกว่าปีก่อน ได้ส่งผลให้วัฒนธรรมการเสียดสีผู้มีอำนาจแบบชาวบ้าน ถูกลบหายตามไปด้วย

สาม “นักแสดงตลกเสียดสี” อาจมีอยู่ในสังคมไทยร่วมสมัย แต่ไม่ได้อยู่ในรายการทีวีช่วงไพรม์ไทม์ โดยคนเหล่านี้ ตามทัศนะของอาจารย์ธงชัย ก็ได้แก่ จอห์น วิญญู และ โน้ส อุดม (ชื่อหลังถูกระบุถึงในคลิปปาฐกถา) เป็นต้น

แม้ว่าผมจะเห็นด้วยกับเนื้อหาโดยรวมของปาฐกถาดังกล่าว แต่ผมกลับมีความเห็นแย้งต่อข้อสังเกตกรณี “นักแสดงตลกเสียดสี” ของอาจารย์ธงชัยอยู่นิดๆ

จากการเป็น “แฟนละครจักรๆ วงศ์ๆ” ผมรู้สึกว่าอุตสาหกรรมบันเทิงไทยหรือวงการโทรทัศน์ไทย ยังมีที่ทางให้กับ “เรื่องตลกเสียดสีอำนาจ”

เพราะเรื่องตลกแนวนั้นถูกนำเสนอในละครจักรๆ วงศ์ๆ ซึ่งมีที่มาจากวัฒนธรรมชาวบ้าน (ที่ไม่ได้ถูกลบหายไปเสียหมด) และแม้ละครประเภทนี้จะไม่ได้อยู่ในช่วงไพรม์ไทม์ค่ำ แต่ก็แพร่ภาพในช่วงเวลาเช้าวันเสาร์-อาทิตย์ ซึ่งจัดเป็น “เวลาทอง” ของวงการทีวีเช่นกัน ส่งผลให้ละครจักรๆ วงศ์ๆ กลายเป็นรายการมีเรตติ้งสูงอันดับต้นๆ ในสมรภูมิการแข่งขันยุคทีวีดิจิทัล

แน่นอนว่า ในมุมมองของผม “นักแสดงตลกเสียดสี” ที่อาจเข้าถึงคนดูระดับชาวบ้าน เสียยิ่งกว่า “นักแสดงตลกเสียดสีคนชั้นกลางกรุงเทพฯ” เช่น จอห์น วิญญู และ โน้ส อุดม ก็คือ เหล่านักแสดงสมทบ (เรื่อยไปจนถึงตัวละครแอนิเมชั่นแบบหยาบๆ) ทั้งหลายในละครจักรๆ วงศ์ๆ นั่นเอง

ลองไปชมตัวอย่างของฉาก “ตลกเสียดสี” ในละครประเภทนี้กัน

โดยตัวอย่างที่ผมใช้ นำมาจากละครสองเรื่อง คือ “จันทร์ สุริยคาธ” และ “แก้วหน้าม้า” ซึ่งตามความเห็นส่วนตัว นี่เป็นละครจักรๆ วงศ์ๆ ที่ล้อเลียนอำนาจได้อย่างน่าสนใจที่สุด ในช่วงทศวรรษหลัง

1. เมื่อรากหญ้ามีฤทธิ์ เสกให้เทวดามีหาง

(นาทีที่ 29.14-30.58)

2. ตัวตลกและบัลลังก์ ณ อินทปัถบุรี

(นาทีที่ 16.45-18.50)

3. เมื่อเทวดาสิ้นฤทธิ์สิ้นเครื่องทรง

(นาทีที่ 15.41-17.07, 18.18-20.18 และ 35.36-36.55)

(นาทีที่ 2.56-4.05, 5.44-8.42 และ 12.00-13.07)

4. อิทธิฤทธิ์พี่อีโต้

(นาที่ 2.39-6.46)

5. ใบหน้าใหม่ของท้าวภูวดล

(นาทีที่ 28.04-32.50)

นี่อาจเป็นการโต้แย้งในระดับ “ข้อมูล” แต่ผมยังเชื่อว่าการได้มองเห็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างกว้างขวางรอบด้านขึ้น อาจส่งผลให้การประมวลความคิดรวบยอดเปลี่ยนแปลงไปบ้าง ไม่มากก็น้อย

ข่าวบันเทิง, ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

เมื่อผู้เข้าประกวด “นางสาวไทย” บุก “โลกจักรๆ วงศ์ๆ”

การประกวดนางสาวไทย 2559 หวนคืนมาออกอากาศทางช่อง 7 อีกครั้ง

แต่ปรับเปลี่ยนวิธีการแข่งขัน โดยเพิ่มสีสันของเรียลลิตี้โชว์แบบต่อเนื่องเข้ามา และจะมีภารกิจท้าทายกลุ่มผู้เข้าประกวดในแต่ละสัปดาห์

ปลาบู่ทอง นางสาวไทย

ล่าสุด ในภารกิจที่หก “งามอย่างไทย” ก็มีการจัดแจงให้บรรดาผู้เข้าประกวดไปทดลองแสดงละครจักรๆ วงศ์ๆ

ซึ่งผมไม่แน่ใจนักว่าจะถือเป็นตัวแทนของ “ความงามอย่างไทย” ได้มากน้อยแค่ไหน? แต่ถ้าบอกว่าเป็น “เอกลักษณ์สำคัญของช่อง 7” ล่ะ อันนี้ ใช่เลย แน่นอน!

ไกรทอง นางสาวไทย

ในภารกิจดังกล่าว ทางกองประกวดได้จัดแบ่งผู้เข้าประกวดให้ไปเล่นละครดังเรื่องต่างๆ ครับ

ตั้งแต่ “ปลาบู่ทอง” “ไกรทอง” “สังข์ทอง” “โสนน้อยเรือนงาม” “แก้วหน้าม้า” และ “สี่ยอดกุมาร” ซึ่งดูเพลินดี

แต่โดยส่วนตัว ผมชอบตอน “สังข์ทอง” มากที่สุด เพราะมีลักษณะออกแนวกอสซิป เกิร์ล นิดๆ

สังข์ทอง นางสาวไทย

ก็นับว่าเป็นอีกหนึ่งสีสันเบาๆ เกี่ยวกับแวดวงละครจักรๆ วงศ์ๆ ประจำสัปดาห์นี้ครับ และถือว่าละครประเภทนี้ได้รับโอกาสในการขับเคลื่อนหรือขยับขยายตนเองไปสู่พื้นที่หรือช่องทางการรับชมรูปแบบใหม่ๆ

หลังจากเป็น “พี่เบิ้ม” ของสงครามแย่งชิงเรตติ้งในจอโทรทัศน์ มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน

แก้วหน้าม้า สี่ยอดกุมาร นางสาวไทย

สามารถรับชมการแสดงละครจักรๆ วงศ์ๆ แบบสนุกๆ ของเหล่าผู้เข้าประกวดนางสาวไทย 2559 ได้ที่ลิงก์ด้านล่างนี้ครับ

นางสาวไทย2559 เดอะเรียลลิตี้ | Challenge 6 [1/2] (งามอย่างไทย)

นางสาวไทย2559 เดอะเรียลลิตี้ | Challenge 6 [2/2] (งามอย่างไทย)

ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ, ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

จักรๆ วงศ์ๆ, แก้วหน้าม้า และความฝันลมๆ แล้งๆ

“…และอีกอย่างหนึ่งนะครับ คนที่ตามงานของสุนทรภู่ ไม่ว่าจะเป็นพระอภัยมณีหรืออะไรก็ตาม คือ สาวชาววัง ก็มีเรื่องเล่าว่าอย่างพระอภัยมณีของสุนทรภู่นี่จะจบตั้งแต่ 40 กว่าเล่มสมุดไทย แต่ความเป็นนักมาร์เก็ตติ้งของท่าน จบไม่ได้ ต่อไปถึง 90 กว่าเล่มสมุดไทย

 

“แล้วเรื่องทั้งหลายของท่านสุนทรภู่เนี่ย คนที่ชอบมาก ลูกค้าประจำ คือ ผู้หญิงชาววัง ผู้หญิงชาววังต้องเข้าใจนะครับ ชอบเรื่องลมๆ แล้งๆ เพราะตัวท่านเองที่เป็นผู้หญิงชาววังเนี่ย ท่านได้อยู่แต่ในวัง ออกไปไหนก็ไม่ได้ ยิ่งเป็นเจ้านายด้วยแล้ว มีผัวไม่ได้นะครับ หมดสิทธิ์ พอมีผัวไม่ได้ขึ้นมา มันก็เกิดความฝันลมๆ แล้งๆ ว่ามีพระเอกอย่างในกลอนสวดทั้งหลาย ขี่ม้าเข้ามา เหาะเข้ามา ทางปราสาท มีเรื่องแปลกๆ

 

“มันทำให้ชาวบ้านก็ชอบ ชาววังก็ชอบ ชาววังที่ถูกกักกันอยู่ในที่จำกัด ไม่มีสามีแล้ว มีเรื่องอภินิหาร มันสามารถมีพระเอกเข้ามาหาได้ ชาวบ้านที่ไม่สามารถจะยกระดับตัวเองให้มันสูงขึ้นไปได้ มันก็เกิดอย่างแก้วหน้าม้าขึ้นมาน่ะครับ

 

“พระเอกชักว่าว ว่าวไปตก นางแก้วหน้าม้าเก็บได้ และนางแก้วหน้าม้าก็ยื่นคำขาดว่า ถ้าจะเอาว่าวคืน แกต้องเป็นผัวฉัน พระเอกยอม นางแก้วหน้าม้าเลยได้เป็นเจ้า จากผู้หญิงชาวบ้านธรรมดา มันเป็นเรื่องฝันลมๆ แล้งๆ ของคนในยุคหนึ่ง”

บุญเตือน ศรีวรพจน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวรรณคดี จากสำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร กล่าวในงานเสวนา “สุนทรภู่ : อาลักษณ์เจ้าจักรวาลกับตำนานนักเลงกลอน” จัดโดยสโมสรศิลปวัฒนธรรม ที่อาคารมติชนอคาเดมี เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2559

บุญเตือน
บุญเตือน ศรีวรพจน์ (สวมเสื้อสีครีมด้านซ้ายมือ)

คลิกชมคลิปการเสวนา >> http://www.matichon.co.th/news/186222

ข่าวบันเทิง

“ดินน้ำลมไฟ-สี่ยอดกุมาร” ได้เรตติ้งเท่าไหร่? ชนะละครหลังข่าวเรื่องไหนบ้าง?

ละครจักรๆ วงศ์ๆ “ดินน้ำลมไฟ-สี่ยอดกุมาร” ได้เรตติ้งเท่าไหร่? ชนะละครหลังข่าวเรื่องไหนบ้าง?

(มติชนสุดสัปดาห์ 10-16 มิถุนายน 2559)

ภายหลังการอวสานของ “แก้วหน้าม้า” เมื่อกลางเดือนมีนาคม ความเคลื่อนไหวของละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องใหม่ ที่ออกอากาศทุกเช้าวันเสาร์-อาทิตย์ ช่อง 7 มีลักษณะน่าสนใจมิใช่น้อย

เพราะละครเรื่องใหม่ซึ่งออกอากาศนับแต่ช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมานั้น มีชื่อ ณ เบื้องต้น ว่า “ดินน้ำลมไฟ”

ทว่า “ดินน้ำลมไฟ” กลับแพร่ภาพไปได้เพียง 10 ตอน ก่อนจะมีการเปลี่ยนชื่อละครเป็น “สี่ยอดกุมาร” ด้วยโครงเรื่องแบบเดิม ตัวละครและนักแสดงชุดเดิม

มีเพียงชื่อละครเท่านั้นที่ผันแปรไป

“ดินน้ำลมไฟ” และ “สี่ยอดกุมาร” ล้วนดัดแปลงมาจากนิทานลาวเรื่อง “จำปาสี่ต้น” เหมือนกัน โดยจะมีรายละเอียดเกี่ยวกับเพศของตัวละครนำที่แตกต่างกันเล็กน้อย

สำหรับเหตุผลที่ทางค่าย “สามเศียร” เลือกเปลี่ยนชื่อละครกลางคันนั้น ยังไม่มีคนภายนอกรับทราบแน่ชัดนัก

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้าละครออกฉาย “สยม สังวริบุตร” บิ๊กบอสของค่ายดีด้า-สามเศียร ได้เคยออกมาโพสต์ผ่านอินสตาแกรมเป็นนัยว่า “ดินน้ำลมไฟ” คือ “ภาคแรก” ของ “สี่ยอดกุมาร” เท่านั้น

ถ้าพิจารณาจากข้อมูลชุดนี้ การออกอากาศ “ดินน้ำลมไฟ” ไปเพียง 10 ตอน แล้วแปลงร่างละครเป็น “สี่ยอดกุมาร” จึงอาจเป็นกระบวนการทำงานที่ผ่านการคิดใคร่ครวญและวางแผนมาอย่างละเอียดถี่ถ้วนพอสมควร

แต่อีกด้านหนึ่ง เมื่อตรวจสอบข้อมูลเรตติ้งที่วัดโดย “เอจีบี นีลเซ่น” การเร่งเปลี่ยนชื่อละครภายในเวลาไม่ถึงสองเดือน ก็อาจถือเป็นกลยุทธ์เพิ่มจำนวนผู้ชมด้วยเช่นกัน

จากข้อมูลที่เผยแพร่ในเว็บไซต์เอจีบี นีลเซ่น ละครจักรๆ วงศ์ๆ “ดินน้ำลมไฟ” เกือบทุกตอน แทบจะไม่สามารถสอดแทรกขึ้นมาเป็นรายการทีวี ซึ่งมีเรตติ้งสูงสุดสิบอันดับแรกประจำสัปดาห์ ของช่อง 7 ได้เลย

สวนทางกับ “แก้วหน้าม้า” ที่เรตติ้งเคยทะลุไปเกินหลักสิบ และแม้กระแสจะเริ่มแผ่วลงในช่วงปลาย แต่ “แก้วหน้าม้า ตอน อวสาน” เมื่อวันที่ 19 มีนาคม ก็ยังโกยเรตติ้งไปถึง 8.816

เรตติ้งของ “ดินน้ำลมไฟ” เพิ่งมาขยับขึ้นตอนช่วงปลาย โดยละครเมื่อวันที่ 10 เมษายน ได้เรตติ้ง 6.467 เป็นรายการยอดนิยมอันดับสิบของช่อง 7 ระหว่างวันที่ 4-10 เมษายน

ต่อมา ละครที่ออกอากาศเมื่อวันที่ 17 เมษายน ก็ได้รับเรตติ้งไป 6.561 พุ่งมาอยู่อันดับหกของรายการยอดนิยมในช่อง 7 ระหว่างวันที่ 11-17 เมษายน

ก่อนที่ “ดินน้ำลมไฟ ตอน อวสาน” เมื่อวันเสาร์ที่ 23 เมษายน จะประคองเรตติ้งไว้ได้ที่ 6.480 เป็นอันดับแปดของช่อง 7 ระหว่างวันที่ 18-24 เมษายน

น่าสนใจว่า ในวันรุ่งขึ้น หรือวันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน “สี่ยอดกุมาร” ก็ได้ฤกษ์ประเดิมจอ และสามารถทำเรตติ้งทะลุไปถึง 7.065 เป็นรายการยอดนิยมอันดับเจ็ดของช่อง อยู่เหนือ “ดินน้ำลมไฟ” หนึ่งอันดับ

จากสถิติเรตติ้งทีวีช่วงเดือนพฤษภาคม 2559 ที่ทางนีลเซ่นเผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์ ทำให้ประเมินได้ว่า หลังจากออกอากาศในตอนแรกไปแล้ว “สี่ยอดกุมาร” ก็ยังไม่สามารถทำเรตติ้งได้เกินหลัก 7 อีกเลย

ทว่า เมื่อพิจารณาจากอันดับความนิยม “อันดับ” ของ “สี่ยอดกุมาร” กลับพุ่งทะยานไปได้ดีกว่า “ดินน้ำลมไฟ”

โดย “สี่ยอดกุมาร” ในวันที่ 1 พฤษภาคม สามารถคว้าเรตติ้งไป 6.362 เป็นรายการยอดนิยมอันดับเจ็ดของช่อง 7 ระหว่างวันที่ 25 เมษายน – 1 พฤษภาคม

ระหว่างวันที่ 2-8 พฤษภาคม เรตติ้งของละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องนี้ ในวันที่ 8 พฤษภาคม ก็ขยับขึ้นเป็น 6.499 แต่อันดับกลับตกลงไปเป็นลำดับเก้าของช่อง 7

เรตติ้งของละครประจำวันที่ 14 พฤษภาคม ยังดิ่งลงไปเป็น 5.875 ทว่า เมื่อมองที่อันดับความนิยม “สี่ยอดกุมาร” กลับผงาดขึ้นเป็นลำดับห้าของช่อง ในระหว่างวันที่ 9-15 พฤษภาคม

ปิดท้ายที่สถิติระหว่างวันที่ 16-22 พฤษภาคม ซึ่ง “สี่ยอดกุมาร” สามารถกลับมาทำเรตติ้งสวยๆ ได้อีกครั้ง ในวันที่ 22 พฤษภาคม โดยตัวเลขความนิยมออกมาที่ 6.878 แม้ยังไม่ถึงหลัก 7 แต่ก็นับว่า “ใกล้เคียง”

นอกจากนี้ ละครยังมีสถานะเป็นรายการยอดนิยมอันดับสี่ประจำสัปดาห์ดังกล่าวของช่อง 7 ซึ่งน่าจะเป็นอันดับที่สูงที่สุดของละครจักรๆ วงศ์ๆ ยุค “หลังแก้วหน้าม้า”

สรุปแล้ว เรตติ้ง “ดินน้ำลมไฟ-สี่ยอดกุมาร” อาจฮ็อตฮิตสู้ “แก้วหน้าม้า” ไม่ได้ แต่ก็สามารถประคองตัวเองอยู่ในอันดับท็อปเท็นของช่อง 7 ได้บ่อยครั้งสม่ำเสมอ

ยิ่งกว่านั้น การเปลี่ยนชื่อละครมาเป็น “สี่ยอดกุมาร” ยังส่งผลให้เรตติ้งที่ได้รับมีความเสถียรขึ้นอย่างชัดเจน

หากถามว่า ละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องใหม่ของช่อง 7 ดำรงอยู่ ณ จุดไหน? ในจักรวาลละครโทรทัศน์ไทยยุคปัจจุบัน

ตัวเลขเรตติ้งของนีลเซ่นก็บ่งชี้ให้เห็นว่า ช่วงท้ายๆ ของ “ดินน้ำลมไฟ” นั้น ได้รับความนิยมโดยเฉลี่ยสูงกว่า “เจ้าบ้าน เจ้าเรือน” และ “ชาติพยัคฆ์” ละครหลังข่าวระดับ “ท็อปทู” ของช่อง 3 ในห้วงเวลาเดียวกัน

ส่วน “สี่ยอดกุมาร” ช่วงออกสตาร์ต ก็มีเรตติ้งโดยเฉลี่ยเหนือกว่า “ชาติพยัคฆ์” และ “เพียงชายคนนี้ไม่ใช่ผู้วิเศษ” ละครหลังข่าวระดับ “แชมป์” ของช่อง 3

แต่ละครจักรๆ วงศ์ๆ ซึ่งมาแทนที่ “แก้วหน้าม้า” ยังแพ้ “ไฟรักเกมร้อน” “โนห์รา” และ “ทะเลไฟ” ละครค่ำ “หัวแถว” ของช่อง 7

ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

“บทอวสาน” ที่ “ไม่จบ” ของ “แก้วหน้าม้า”

(ปรับปรุงจากบทความในมติชนสุดสัปดาห์ 25-31 มีนาคม 2559)

ละครจักรๆ วงศ์ๆ “แก้วหน้าม้า” ฉบับล่าสุด อวสานลงแล้วเมื่อวันที่ 19 มีนาคมที่ผ่านมา ณ ตอนที่ 102

อย่างไรก็ดี ละครจักรๆ วงศ์ๆ ที่โกยเรตติ้งสูงมาโดยต่อเนื่องเรื่องนี้ กลับถูกแฟนละครในโลกออนไลน์วิพากษ์วิจารณ์และบ่นใส่มิใช่น้อย

ด้วยข้อหาฉกาจฉกรรจ์ “อวสาน” แบบ “จบไม่ลง”

ทั้งนี้ คงต้องแยกพิจารณาข้อหาดังกล่าวออกเป็น 2 ส่วน

ส่วนแรก คือ ความผิดพลาดของผู้ผลิต ซึ่งก็มีอยู่จริงๆ โดยเฉพาะเรื่องการ “ทิ้งตัวละคร”

ถ้าเข้าใจไม่ผิด ดูเหมือน “นันทนา วีระชน” มือเขียนบทละครจักรๆ วงศ์ๆ คนปัจจุบันของค่ายสามเศียร น่าจะไม่เคยรับมือหรือจัดการกับ “ละครทะลุ 100 ตอน” มาก่อน

เธออาจเคยมีสถานะเป็น “ผู้ร่วม” เขียนบท “สังข์ทอง” (ฉบับปี 2550-2551) ที่ออกอากาศเกิน 100 ตอนเช่นกัน แต่นั่นก็เป็นการมารับช่วงต่อตรงกลางทางจาก “รัมภา ภิรมย์ภักดี” มือเขียนบทจักรๆ วงศ์ๆ คนก่อนหน้า

ด้วยเหตุนี้ งานเขียนบทละครเกิน 100 ตอนแบบเต็มตัวเป็นเรื่องแรกของนันทนา จึงมีส่วนไม่เรียบร้อยหรือมีรอยตะเข็บอยู่พอสมควร (ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากปัญหาเกี่ยวกับคิวงานของนักแสดงด้วย)

ทั้งๆ ที่เธอมักจัดระบบเรื่องราวและเคลียร์ปลายทางให้แก่ตัวละครทุกคนได้ดีเสมอมา เมื่อครั้งต้องรับมือกับการเขียนบทละครจักรๆ วงศ์ๆ ความยาวประมาณ 50-60 ตอน

หลักฐานสำคัญของความไม่เรียบร้อย ก็ได้แก่ การหายสาบสูญไปเสียเฉยๆ ของตัวละคร “สร้อยสุวรรณ” และ “จันทร์สุดา” พระชายายักษ์ของ “พระปิ่นทอง” โดยไม่นับรวมถึงนักแสดงสมทบเพิ่มสีสันบางรายที่หลุดลอยไปจากจอเช่นเดียวกัน

การหายตัวอย่างไร้เหตุผลของสองพระชายายักษ์ ยังนำไปสู่ผลลัพธ์อีกประการ นั่นคือ ตัวละคร “ยักษ์” ใน “แก้วหน้าม้า” ล้วนถูกชำระล้างจนหมดสิ้น

เพราะยักษ์ร้ายๆ ยักษ์ดีๆ ยักษ์ตลกไร้น้ำยา และยักษ์ร้ายที่กลับกลายเป็นดี ต่างทยอยล้มตายลงจนหมดเกลี้ยง ขณะที่สองเจ้าหญิงเมืองยักษ์ ผู้อยากใช้ชีวิตแบบมนุษย์ และอยากมีสามีเป็นมนุษย์ ก็ต้องหมดบทบาทไปแบบดื้อๆ เช่นกัน

รอยตะเข็บเหล่านี้ย่อมสร้างความค้างคาและรำคาญใจให้แก่คนดูละครได้ไม่น้อย

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ “อวสาน” แบบ “ไม่จบ” ของ “แก้วหน้าม้า” ยังมีความเกี่ยวพันกับกลวิธีการเล่าเรื่องราวให้จบลงในลักษณะ “ปลายเปิด” ที่เอื้อต่อการคิดตีความและจินตนาการของผู้ชม

ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคนว่า กลวิธีแบบนี้ถือเป็นปัญหาหรือไม่เป็นปัญหา?

“ปลายเปิด” ข้อแรก ที่แฟนละครค้างคาใจกันเยอะ คือ เรื่องราวในตอนจบ ซึ่งแก้วหน้าม้าขณะกำลังเสียทีให้แก่พญายักษ์อย่าง “ท้าวกาฬราช” คลอดลูก “แฝดสาม” ออกมากลางนภากาศ

ปรากฏว่าเทวดาและฤษีที่คอยสนับสนุนแก้ว ต่างเหาะเข้ามาช่วยรับทารกไว้ได้เพียงสองคน แต่เด็กอีกหนึ่งรายกลับตกหายไปอย่างไร้ร่องรอย และไม่มี “บทสรุปแน่ชัด” เกี่ยวกับทารกผู้นี้

มีเพียงคำกล่าวของพระฤษีที่ระบุทำนองว่ามนุษย์แต่ละคนล้วนถูกกำหนดมาโดยบุญกรรมของตนเอง แต่ผู้ทรงศีลก็ยังเชื่ออยู่ลึกๆ ว่าลูกของแก้วหน้าม้าน่าจะเป็นผู้มีบุญญาบารมี และสามารถอยู่รอดปลอดภัยได้

ทว่า สิ่งที่น่าสนใจซึ่งบังเกิดขึ้นพร้อมๆ กับ “แฝดสาม” (ที่หายไปหนึ่ง) ก็ได้แก่ ปรากฏการณ์ที่น้ำคร่ำจากร่างกายของแก้วหน้าม้า สามารถทำลายความเป็นอมตะของท้าวกาฬราช กระทั่งพญายักษ์ตนนี้หมดฤทธิ์ และถูกพระปิ่นทองสังหารในท้ายที่สุด

มองมุมนี้ การเกิดขึ้นของสิ่งใหม่ๆ จึงมีส่วนขจัดชะล้างสิ่งเก่าๆ ที่กำลังก่อปัญหา

 

แต่คำถามที่ละครทิ้งค้างเอาไว้ ก็คือ จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าสิ่งที่ถือกำเนิดขึ้นมาใหม่ยังขาดความสมบูรณ์? (กรณีนี้ ได้แก่ การหายตัวไปของแฝดรายที่สาม)

 

หรือจริงๆ แล้ว การเปลี่ยนผ่านของสิ่งเก่ามาสู่สิ่งใหม่ ล้วนประกอบสร้างขึ้นมาจากความไม่สมบูรณ์แบบนานัปการเสมอ

ปัญหามีอยู่ว่า เราจะมองความไม่สมบูรณ์นั้นเป็นเรื่องสามัญธรรมดา หรือประเมินมันในฐานะวิกฤตการณ์?

“ปลายเปิด” ข้อต่อมา ที่สร้างความหงุดหงิดใจให้แฟนๆ “แก้วหน้าม้า” คือ ชะตากรรมของนางเอกใน “รุ่นลูก” อย่างพระธิดา “สุวรรณดารา”

สุวรรณดาราผู้ตัดสินใจนุ่งขาวห่มขาวออกบวช เพราะไม่ต้องการจะอภิเษกสมรสกับทั้ง “พระปิ่นแก้ว” และ “พระปิ่นศิลป์ชัย” โอรสของพระปิ่นทอง

ถ้าดูละครมาโดยตลอด จะพบว่า พระปิ่นแก้ว ผู้เป็นลูกของแก้วหน้าม้า และพระปิ่นศิลป์ชัย ผู้เป็นลูกของ “เจ้าหญิงทัศมาลี” นั้นต่อสู้ขับเคี่ยวกันมาตั้งแต่เด็ก ในฐานะลูกคนละแม่

แม้ตอนโต ทั้งคู่จะมาอยู่ฝ่ายเดียวกัน แต่ก็ไม่ค่อยลงรอยกันนัก โดยเฉพาะเรื่องความรัก ซึ่งเทวดาลิขิต, ชะตาลิขิต และคนลิขิต ได้ก่อให้เกิดเรื่องรักสามเส้าระหว่างสุวรรณดารา พระปิ่นแก้ว และพระปิ่นทอง

ในตอนอวสาน แม้พระปิ่นศิลป์ชัยจะแอบรับรู้ว่าพระปิ่นแก้วหลงรักสุวรรณดารา (แต่ไม่กล้าบอก) และตระหนักว่าพระปิ่นแก้วมีส่วนช่วยเหลือตนหลายครั้งหลายหน ทว่า สุดท้าย พระปิ่นศิลป์ชัยก็เลือก “กินรวบ” ด้วยการประกาศจะอภิเษกสมรสกับสุวรรณดาราและกัณหารัชนี (น้องสาวของสุวรรณดารา ผู้กำลังจะให้กำเนิดทายาทแก่พระปิ่นศิลป์ชัย)

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ ส่งผลให้สุวรรณดาราต้องหันไปหา “ทางเลือกที่ 3” ซึ่งสร้างความผิดหวังงงงวยให้แก่เจ้าชายทั้งสองพระองค์

แน่นอน การเลือกจบแบบให้นางเอกออกบวช ส่วนพระเอกสองคนต้องพานพบกับความพลาดหวัง อาจถือเป็นอาหารตาที่มีรสชาติแปร่งปร่าสำหรับคนดูทีวี

อย่างไรก็ดี โดยรสนิยมส่วนตัวแล้ว ผมกลับรู้สึกว่าฉากจบของ “แก้วหน้าม้า” ฉบับนี้ สามารถสื่อแสดงอารมณ์ดราม่าอันเข้มข้นออกมาได้ในระดับน้องๆ ฉากจบของภาพยนตร์เรื่อง “สุริโยไท” โดยท่านมุ้ย ซึ่งฉายภาพการปะทะกันทางสีหน้าแววตาระหว่างสมเด็จพระมหาธรรมราชา (ฉัตรชัย เปล่งพานิช) กับสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ (ศรัณยู วงษ์กระจ่าง) เลยทีเดียว

เพียงแต่ฉากจบอันซึมเศร้า ตื่นตะลึง ไปไหนต่อไม่เป็น ของพระปิ่นแก้วและพระปิ่นศิลป์ชัย อาจถูกทำให้เสียอรรถรสความเป็นดราม่าลงไปบ้าง เพราะมุขสองพระโอรสต้องทรง “รับประทานแห้ว” ของบรรดาพระพี่เลี้ยง (ซึ่งอีกนัยหนึ่ง ก็ได้ช่วยตอกย้ำสถานะความเป็น “ละครตลก” ให้แก่ละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องนี้)

ไปๆ มาๆ คำวิพากษ์วิจารณ์เรื่อง “อวสานแบบไม่จบ” ที่มีต่อ “แก้วหน้าม้า” จึงอาจเป็นข้อกล่าวหาที่พอจะแก้ต่างได้อยู่

เพราะอย่างน้อย ก็ไม่เคยมีเรื่องเล่าแนวมุขปาฐะพื้นบ้านเรื่องไหน ที่ปิดฉากเรื่องราวลงอย่างสมบูรณ์

ดังที่ “ภู กระดาษ” เคยตั้งข้อสังเกตอันเฉียบคมเอาไว้ผ่านนวนิยายเรื่อง “เนรเทศ” ของเขา ว่าแม้ตำนานพื้นบ้าน เช่น จันทคาธชาดก และ พญาคันคาก จะแสดงให้เห็นความเป็นไปได้หรือโอกาสแห่งชัยชนะ รวมทั้งช่วงเวลาแห่งการลืมตาอ้าปากของเหล่าคนเล็กคนน้อย คนข้างล่าง ผู้เคยถูกกดขี่ปกครอง

แต่เราก็มิอาจไว้วางใจได้ว่า คนที่เคยถูกกระทำ ซึ่งพลิกผันชะตากรรมมาเป็นฝ่ายชนะและครอบครองอำนาจนั้น จะ “ไม่เปลี่ยนไป” หรือไม่หันกลับมาเอารัดเอาเปรียบขูดรีดขูดเนื้อผู้ด้อยอำนาจรายอื่นๆ อีกทอดหนึ่ง

เนื่องเพราะเรื่องราวการบริหารปกครองบ้านเมืองของผู้ชนะที่เคยถูกกดขี่ข่มเหงมาก่อน มักจะไม่ปรากฏหรือไม่ถูกเล่าถึงในตำนานพื้นบ้านส่วนใหญ่ ซึ่งเลือกปิดฉากแบบ “ปลายเปิด” ลงตรงการได้ครองเมืองและครองรักของเหล่าตัวละครเอก

ผู้ฟัง ผู้อ่าน และผู้ดูตำนานพื้นบ้านในแบบฉบับเรื่องเล่า หนังสือ และละครโทรทัศน์ จึงไม่สามารถหยั่งรู้ได้ว่าพระเอก-นางเอกของพวกตน จะกลายเป็นผู้ปกครองบ้านเมืองที่ดีหรือไม่

เนื่องจาก “บทจบที่ปราศจากความสมบูรณ์” ของเรื่องเล่าพื้นบ้าน จักรๆ วงศ์ๆ ไม่เคยนำพาพวกเขาไปถึงสถานการณ์ ณ จุดนั้น

“แก้วหน้าม้า” ฉบับ 2558-2559 ก็อวสานลงอย่างไม่สมบูรณ์เหมือนๆ กัน เพียงแต่ “จุดจบปลายเปิด” ถูกขยับขับเคลื่อนจากการได้ครองรัก/ครองเมืองแบบ “แฮปปี้ เอ็นดิ้ง” มาสู่ปริศนาว่าด้วยโอรส/ธิดาที่พลัดพรากหายไป (โดยไม่รู้ว่าหายไปไหน และมีชีวิตหรือไม่อย่างไร?) และเจ้าหญิงผู้จากลา (โดยไม่รู้ว่าบรรดาเจ้าชายที่ต้องกินแห้วจะอยู่กันอย่างไรต่อไป?)

ถ้าพิจารณาจากแง่มุมนี้ ดูคล้าย “แก้วหน้าม้า” เวอร์ชั่นล่าสุด จะพาคนดูเดินทางไปยังอาณาจักรที่พวกเขาไม่เคยไปถึงมาก่อน

ข่าวบันเทิง

รู้ไหม “แก้วหน้าม้า ตอนอวสาน” ได้เรตติ้งเท่าไหร่???

เว็บไซต์เอจีบีนีลเซ่นเผยแพร่ผลการสำรวจเรตติ้งผู้ชมโทรทัศน์ของกลุ่มช่องฟรีทีวีเดิม ประจำวันที่ 14-20 มีนาคม 2559

ตัวเลขน่าสนใจ คือ ละครจักรๆ วงศ์ๆ “แก้วหน้าม้า” ตอนอวสาน เมื่อวันที่ 19 มีนาคม ได้เรตติ้งไป 8.816

ถือว่าสูงกว่าเรตติ้งตอนอวสานของละครหลังข่าว “กำไลมาศ” ทางช่อง 3 ที่ออกอากาศในสัปดาห์เดียวกัน ซึ่งมีตัวเลขความนิยมอยู่ที่ 8.409

อย่างไรก็ตาม “แก้วหน้าม้า” ตอนจบ ยังมีเรตติ้งน้อยกว่าละครหลังข่าว “สารวัตรเถื่อน” ทางช่อง 7 ซึ่งเมื่อวันที่ 17 มีนาคมที่ผ่านมา โกยเรตติ้งไปถึง 9.840

นอกจากนี้ เรตติ้งในตอนจบของ “แก้วหน้าม้า” ยังไปไม่ถึง “จุดพีก” หลัก 10 ที่ละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องนี้เคยทำได้ในช่วงกลางเรื่อง (สมัยที่ท้าวภูวดลฯ ยังเป็นคนตลก, พี่อีโต้วิเศษยังไม่ได้เป็นอำมาตย์ และบรรดายักษ์ยุค pre-ท้าวกาฬราช ยังมิใช่ตัวเลวร้ายอย่างสุดขั้ว)

ติดตามอ่านบทความที่เขียนถึงตอนอวสานของ “แก้วหน้าม้า” โดยคนมองหนัง ได้ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวางแผงวันที่ 25 มีนาคมนี้

ขอบคุณข้อมูลจาก เอจีบีนีลเซ่น