ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

“บทอวสาน” ที่ “ไม่จบ” ของ “แก้วหน้าม้า”

(ปรับปรุงจากบทความในมติชนสุดสัปดาห์ 25-31 มีนาคม 2559)

ละครจักรๆ วงศ์ๆ “แก้วหน้าม้า” ฉบับล่าสุด อวสานลงแล้วเมื่อวันที่ 19 มีนาคมที่ผ่านมา ณ ตอนที่ 102

อย่างไรก็ดี ละครจักรๆ วงศ์ๆ ที่โกยเรตติ้งสูงมาโดยต่อเนื่องเรื่องนี้ กลับถูกแฟนละครในโลกออนไลน์วิพากษ์วิจารณ์และบ่นใส่มิใช่น้อย

ด้วยข้อหาฉกาจฉกรรจ์ “อวสาน” แบบ “จบไม่ลง”

ทั้งนี้ คงต้องแยกพิจารณาข้อหาดังกล่าวออกเป็น 2 ส่วน

ส่วนแรก คือ ความผิดพลาดของผู้ผลิต ซึ่งก็มีอยู่จริงๆ โดยเฉพาะเรื่องการ “ทิ้งตัวละคร”

ถ้าเข้าใจไม่ผิด ดูเหมือน “นันทนา วีระชน” มือเขียนบทละครจักรๆ วงศ์ๆ คนปัจจุบันของค่ายสามเศียร น่าจะไม่เคยรับมือหรือจัดการกับ “ละครทะลุ 100 ตอน” มาก่อน

เธออาจเคยมีสถานะเป็น “ผู้ร่วม” เขียนบท “สังข์ทอง” (ฉบับปี 2550-2551) ที่ออกอากาศเกิน 100 ตอนเช่นกัน แต่นั่นก็เป็นการมารับช่วงต่อตรงกลางทางจาก “รัมภา ภิรมย์ภักดี” มือเขียนบทจักรๆ วงศ์ๆ คนก่อนหน้า

ด้วยเหตุนี้ งานเขียนบทละครเกิน 100 ตอนแบบเต็มตัวเป็นเรื่องแรกของนันทนา จึงมีส่วนไม่เรียบร้อยหรือมีรอยตะเข็บอยู่พอสมควร (ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากปัญหาเกี่ยวกับคิวงานของนักแสดงด้วย)

ทั้งๆ ที่เธอมักจัดระบบเรื่องราวและเคลียร์ปลายทางให้แก่ตัวละครทุกคนได้ดีเสมอมา เมื่อครั้งต้องรับมือกับการเขียนบทละครจักรๆ วงศ์ๆ ความยาวประมาณ 50-60 ตอน

หลักฐานสำคัญของความไม่เรียบร้อย ก็ได้แก่ การหายสาบสูญไปเสียเฉยๆ ของตัวละคร “สร้อยสุวรรณ” และ “จันทร์สุดา” พระชายายักษ์ของ “พระปิ่นทอง” โดยไม่นับรวมถึงนักแสดงสมทบเพิ่มสีสันบางรายที่หลุดลอยไปจากจอเช่นเดียวกัน

การหายตัวอย่างไร้เหตุผลของสองพระชายายักษ์ ยังนำไปสู่ผลลัพธ์อีกประการ นั่นคือ ตัวละคร “ยักษ์” ใน “แก้วหน้าม้า” ล้วนถูกชำระล้างจนหมดสิ้น

เพราะยักษ์ร้ายๆ ยักษ์ดีๆ ยักษ์ตลกไร้น้ำยา และยักษ์ร้ายที่กลับกลายเป็นดี ต่างทยอยล้มตายลงจนหมดเกลี้ยง ขณะที่สองเจ้าหญิงเมืองยักษ์ ผู้อยากใช้ชีวิตแบบมนุษย์ และอยากมีสามีเป็นมนุษย์ ก็ต้องหมดบทบาทไปแบบดื้อๆ เช่นกัน

รอยตะเข็บเหล่านี้ย่อมสร้างความค้างคาและรำคาญใจให้แก่คนดูละครได้ไม่น้อย

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ “อวสาน” แบบ “ไม่จบ” ของ “แก้วหน้าม้า” ยังมีความเกี่ยวพันกับกลวิธีการเล่าเรื่องราวให้จบลงในลักษณะ “ปลายเปิด” ที่เอื้อต่อการคิดตีความและจินตนาการของผู้ชม

ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคนว่า กลวิธีแบบนี้ถือเป็นปัญหาหรือไม่เป็นปัญหา?

“ปลายเปิด” ข้อแรก ที่แฟนละครค้างคาใจกันเยอะ คือ เรื่องราวในตอนจบ ซึ่งแก้วหน้าม้าขณะกำลังเสียทีให้แก่พญายักษ์อย่าง “ท้าวกาฬราช” คลอดลูก “แฝดสาม” ออกมากลางนภากาศ

ปรากฏว่าเทวดาและฤษีที่คอยสนับสนุนแก้ว ต่างเหาะเข้ามาช่วยรับทารกไว้ได้เพียงสองคน แต่เด็กอีกหนึ่งรายกลับตกหายไปอย่างไร้ร่องรอย และไม่มี “บทสรุปแน่ชัด” เกี่ยวกับทารกผู้นี้

มีเพียงคำกล่าวของพระฤษีที่ระบุทำนองว่ามนุษย์แต่ละคนล้วนถูกกำหนดมาโดยบุญกรรมของตนเอง แต่ผู้ทรงศีลก็ยังเชื่ออยู่ลึกๆ ว่าลูกของแก้วหน้าม้าน่าจะเป็นผู้มีบุญญาบารมี และสามารถอยู่รอดปลอดภัยได้

ทว่า สิ่งที่น่าสนใจซึ่งบังเกิดขึ้นพร้อมๆ กับ “แฝดสาม” (ที่หายไปหนึ่ง) ก็ได้แก่ ปรากฏการณ์ที่น้ำคร่ำจากร่างกายของแก้วหน้าม้า สามารถทำลายความเป็นอมตะของท้าวกาฬราช กระทั่งพญายักษ์ตนนี้หมดฤทธิ์ และถูกพระปิ่นทองสังหารในท้ายที่สุด

มองมุมนี้ การเกิดขึ้นของสิ่งใหม่ๆ จึงมีส่วนขจัดชะล้างสิ่งเก่าๆ ที่กำลังก่อปัญหา

 

แต่คำถามที่ละครทิ้งค้างเอาไว้ ก็คือ จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าสิ่งที่ถือกำเนิดขึ้นมาใหม่ยังขาดความสมบูรณ์? (กรณีนี้ ได้แก่ การหายตัวไปของแฝดรายที่สาม)

 

หรือจริงๆ แล้ว การเปลี่ยนผ่านของสิ่งเก่ามาสู่สิ่งใหม่ ล้วนประกอบสร้างขึ้นมาจากความไม่สมบูรณ์แบบนานัปการเสมอ

ปัญหามีอยู่ว่า เราจะมองความไม่สมบูรณ์นั้นเป็นเรื่องสามัญธรรมดา หรือประเมินมันในฐานะวิกฤตการณ์?

“ปลายเปิด” ข้อต่อมา ที่สร้างความหงุดหงิดใจให้แฟนๆ “แก้วหน้าม้า” คือ ชะตากรรมของนางเอกใน “รุ่นลูก” อย่างพระธิดา “สุวรรณดารา”

สุวรรณดาราผู้ตัดสินใจนุ่งขาวห่มขาวออกบวช เพราะไม่ต้องการจะอภิเษกสมรสกับทั้ง “พระปิ่นแก้ว” และ “พระปิ่นศิลป์ชัย” โอรสของพระปิ่นทอง

ถ้าดูละครมาโดยตลอด จะพบว่า พระปิ่นแก้ว ผู้เป็นลูกของแก้วหน้าม้า และพระปิ่นศิลป์ชัย ผู้เป็นลูกของ “เจ้าหญิงทัศมาลี” นั้นต่อสู้ขับเคี่ยวกันมาตั้งแต่เด็ก ในฐานะลูกคนละแม่

แม้ตอนโต ทั้งคู่จะมาอยู่ฝ่ายเดียวกัน แต่ก็ไม่ค่อยลงรอยกันนัก โดยเฉพาะเรื่องความรัก ซึ่งเทวดาลิขิต, ชะตาลิขิต และคนลิขิต ได้ก่อให้เกิดเรื่องรักสามเส้าระหว่างสุวรรณดารา พระปิ่นแก้ว และพระปิ่นทอง

ในตอนอวสาน แม้พระปิ่นศิลป์ชัยจะแอบรับรู้ว่าพระปิ่นแก้วหลงรักสุวรรณดารา (แต่ไม่กล้าบอก) และตระหนักว่าพระปิ่นแก้วมีส่วนช่วยเหลือตนหลายครั้งหลายหน ทว่า สุดท้าย พระปิ่นศิลป์ชัยก็เลือก “กินรวบ” ด้วยการประกาศจะอภิเษกสมรสกับสุวรรณดาราและกัณหารัชนี (น้องสาวของสุวรรณดารา ผู้กำลังจะให้กำเนิดทายาทแก่พระปิ่นศิลป์ชัย)

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ ส่งผลให้สุวรรณดาราต้องหันไปหา “ทางเลือกที่ 3” ซึ่งสร้างความผิดหวังงงงวยให้แก่เจ้าชายทั้งสองพระองค์

แน่นอน การเลือกจบแบบให้นางเอกออกบวช ส่วนพระเอกสองคนต้องพานพบกับความพลาดหวัง อาจถือเป็นอาหารตาที่มีรสชาติแปร่งปร่าสำหรับคนดูทีวี

อย่างไรก็ดี โดยรสนิยมส่วนตัวแล้ว ผมกลับรู้สึกว่าฉากจบของ “แก้วหน้าม้า” ฉบับนี้ สามารถสื่อแสดงอารมณ์ดราม่าอันเข้มข้นออกมาได้ในระดับน้องๆ ฉากจบของภาพยนตร์เรื่อง “สุริโยไท” โดยท่านมุ้ย ซึ่งฉายภาพการปะทะกันทางสีหน้าแววตาระหว่างสมเด็จพระมหาธรรมราชา (ฉัตรชัย เปล่งพานิช) กับสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ (ศรัณยู วงษ์กระจ่าง) เลยทีเดียว

เพียงแต่ฉากจบอันซึมเศร้า ตื่นตะลึง ไปไหนต่อไม่เป็น ของพระปิ่นแก้วและพระปิ่นศิลป์ชัย อาจถูกทำให้เสียอรรถรสความเป็นดราม่าลงไปบ้าง เพราะมุขสองพระโอรสต้องทรง “รับประทานแห้ว” ของบรรดาพระพี่เลี้ยง (ซึ่งอีกนัยหนึ่ง ก็ได้ช่วยตอกย้ำสถานะความเป็น “ละครตลก” ให้แก่ละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องนี้)

ไปๆ มาๆ คำวิพากษ์วิจารณ์เรื่อง “อวสานแบบไม่จบ” ที่มีต่อ “แก้วหน้าม้า” จึงอาจเป็นข้อกล่าวหาที่พอจะแก้ต่างได้อยู่

เพราะอย่างน้อย ก็ไม่เคยมีเรื่องเล่าแนวมุขปาฐะพื้นบ้านเรื่องไหน ที่ปิดฉากเรื่องราวลงอย่างสมบูรณ์

ดังที่ “ภู กระดาษ” เคยตั้งข้อสังเกตอันเฉียบคมเอาไว้ผ่านนวนิยายเรื่อง “เนรเทศ” ของเขา ว่าแม้ตำนานพื้นบ้าน เช่น จันทคาธชาดก และ พญาคันคาก จะแสดงให้เห็นความเป็นไปได้หรือโอกาสแห่งชัยชนะ รวมทั้งช่วงเวลาแห่งการลืมตาอ้าปากของเหล่าคนเล็กคนน้อย คนข้างล่าง ผู้เคยถูกกดขี่ปกครอง

แต่เราก็มิอาจไว้วางใจได้ว่า คนที่เคยถูกกระทำ ซึ่งพลิกผันชะตากรรมมาเป็นฝ่ายชนะและครอบครองอำนาจนั้น จะ “ไม่เปลี่ยนไป” หรือไม่หันกลับมาเอารัดเอาเปรียบขูดรีดขูดเนื้อผู้ด้อยอำนาจรายอื่นๆ อีกทอดหนึ่ง

เนื่องเพราะเรื่องราวการบริหารปกครองบ้านเมืองของผู้ชนะที่เคยถูกกดขี่ข่มเหงมาก่อน มักจะไม่ปรากฏหรือไม่ถูกเล่าถึงในตำนานพื้นบ้านส่วนใหญ่ ซึ่งเลือกปิดฉากแบบ “ปลายเปิด” ลงตรงการได้ครองเมืองและครองรักของเหล่าตัวละครเอก

ผู้ฟัง ผู้อ่าน และผู้ดูตำนานพื้นบ้านในแบบฉบับเรื่องเล่า หนังสือ และละครโทรทัศน์ จึงไม่สามารถหยั่งรู้ได้ว่าพระเอก-นางเอกของพวกตน จะกลายเป็นผู้ปกครองบ้านเมืองที่ดีหรือไม่

เนื่องจาก “บทจบที่ปราศจากความสมบูรณ์” ของเรื่องเล่าพื้นบ้าน จักรๆ วงศ์ๆ ไม่เคยนำพาพวกเขาไปถึงสถานการณ์ ณ จุดนั้น

“แก้วหน้าม้า” ฉบับ 2558-2559 ก็อวสานลงอย่างไม่สมบูรณ์เหมือนๆ กัน เพียงแต่ “จุดจบปลายเปิด” ถูกขยับขับเคลื่อนจากการได้ครองรัก/ครองเมืองแบบ “แฮปปี้ เอ็นดิ้ง” มาสู่ปริศนาว่าด้วยโอรส/ธิดาที่พลัดพรากหายไป (โดยไม่รู้ว่าหายไปไหน และมีชีวิตหรือไม่อย่างไร?) และเจ้าหญิงผู้จากลา (โดยไม่รู้ว่าบรรดาเจ้าชายที่ต้องกินแห้วจะอยู่กันอย่างไรต่อไป?)

ถ้าพิจารณาจากแง่มุมนี้ ดูคล้าย “แก้วหน้าม้า” เวอร์ชั่นล่าสุด จะพาคนดูเดินทางไปยังอาณาจักรที่พวกเขาไม่เคยไปถึงมาก่อน

Advertisements
เด็กฝึกงานในร้านถ่ายเอกสาร

อ่าน “เนรเทศ”

(ปรับปรุงแก้ไข จากบทความที่เผยแพร่ครั้งแรกในมติชนสุดสัปดาห์ 30 มกราคม – 5 กุมภาพันธ์ 2558)

เนรเทศเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา เพิ่งมีโอกาสได้อ่านนวนิยายความยาว 200 กว่าหน้า เรื่อง “เนรเทศ” ของ “ภู กระดาษ” จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์มติชน

นวนิยายเรื่องนี้ บอกเล่าเรื่องราวชีวิตของตัวละครชื่อ “สายชน ไซยปัญญา” และคนในครอบครัวของเขา ซึ่งเป็น “ลูกอีสาน” ยุคใหม่ ที่ออกเดินทางไกลไปทำงานยังต่างบ้านต่างเมือง

“เนรเทศ” มีสถานการณ์หลักจริงๆ อยู่เพียงสถานการณ์เดียว นั่น คือ สถานการณ์ที่สายชนพยายามพาแม่และลูกสาวของตนเอง เดินทางกลับบ้านเกิด หลังจากทั้งสองคนมาเยี่ยมเยือนเขา ซึ่งทำงานอยู่ ณ จังหวัดภาคตะวันออก

จากนั้น เรื่องราวก็วนเวียนอยู่กับการรอรถโดยสารประจำทาง, การติดค้างอยู่ที่สถานีขนส่ง, ความยากลำบากในการใช้บริการระบบขนส่งมวลชนสาธารณะของคนเดินดินธรรมดา ตลอดจน เรื่องเล่าว่าด้วยตำนาน-ประวัติศาสตร์ ที่ถูกแทรกคั่นเข้ามาเป็นครั้งคราวในตัวเรื่อง

ถ้าจะให้อุปมา นวนิยายเรื่องนี้ก็เสมือนเป็นหนังประเภท “โร้ดมูฟวี่” เรื่องหนึ่ง

“เนรเทศ” ก็เป็นเช่นเดียวกับหนังแนวดังกล่าวจำนวนมาก นั่นคือ ต้นทางกับปลายทางของตัวละครที่ออกเดินทาง อาจไม่ได้มีความสำคัญหรือไม่ได้มีเสน่ห์มากเท่ากับ “จังหวะ” และ “เวลา” ของบรรดาเรื่องเล่าและสัญลักษณ์ที่หลั่งไหลเข้ามาตรงระหว่างทาง

เรื่องเล่าและสัญลักษณ์ประดามีในนวนิยายเรื่องนี้ ต่างไหลวนเป็น “วงกลม” ในลักษณะของการเกิดขึ้น “ซ้ำแล้วซ้ำอีก” เพื่อเน้นย้ำถึง “อำนาจ” บางอย่าง (รวมถึงความพยายามในการต่อต้านอำนาจดังกล่าว) ที่กดทับบีบอัดสังคมการเมืองไทย ให้มีสภาพ “นิ่งงัน” จนแทบจะไร้ซึ่งพลวัตความเปลี่ยนแปลง

ยิ่งเมื่อการเดินทางผ่านระบบขนส่งมวลชนสาธารณะของตัวละครภายในเรื่อง ที่ถูกถ่ายทอดออกมาผ่านบรรยากาศอืด หนืด เหนื่อย และไม่ค่อยไปไหน ถูกนำมาสอดร้อยเข้ากับ “จังหวะ/เวลา” ในลักษณะวงกลม อันเป็นโครงสร้างหลักที่ปกคลุมเรื่องเล่าต่างๆ ในนวนิยายเอาไว้ ด้วยแล้ว

คนอ่านก็จะยิ่งสัมผัสถึงอารมณ์ความรู้สึกอึดอัดคับข้องใจในระหว่างการเดินทางของบรรดาตัวละครได้เด่นชัดมากขึ้น

จุดเด่นประการหนึ่งของ “เนรเทศ” ก็คือ การนำเอาประวัติศาสตร์นิพนธ์และตำนานพื้นบ้านสอดแทรกเข้ามาในสถานการณ์หลักของนวนิยายอยู่เป็นระยะๆ

ประวัติศาสตร์ที่ถูกนำมาบอกเล่า ดูเหมือนจะมีหน้าที่เปิดโปงกระบวนการกดขี่ขูดรีดผู้ด้อยอำนาจ โดยผู้มีอำนาจเหนือกว่าหรือรัฐส่วนกลาง

ขณะที่ตำนานกลับแสดงให้เห็นถึงชัยชนะหรือช่วงเวลาแห่งการได้ลืมตาอ้าปากของคนเล็กคนน้อย ผู้เคยถูกปกครอง

อย่างไรก็ดี แม้ตำนานพื้นบ้านทุกเรื่องที่ถูกนำมาเล่าในนวนิยาย (ตั้งแต่จันทคาธชาดก จนถึงพญาคันคาก) คล้ายจะบ่งชี้ถึง “ความเป็นไปได้” ที่ “คนข้างล่าง” ผู้ถูกกดขี่ จะได้รับชัยชนะในอนาคต

ทว่า ท่าทีในการสรุปปมของตำนานพื้นบ้านทุกเรื่องโดย “ภู กระดาษ” เอง กลับย้ำเตือนคนอ่านให้ระลึกอยู่เสมอว่า เราไม่อาจไว้วางใจได้ว่าเมื่อคนที่เคยตกระกำลำบากหรือถูกกระทำ กลายเป็นฝ่ายชนะได้อำนาจขึ้นมาจริงๆ แล้วพวกเขาจะไม่เปลี่ยนไป หรือไม่หันมาเอารัดเอาเปรียบผู้ด้อยอำนาจรายอื่นๆ ที่ยังหลงเหลืออยู่ อีกทอดหนึ่ง

เนื่องจากเรื่องราวการบริหารปกครองบ้านเมืองของผู้ชนะที่เคยถูกกดขี่ข่มเหงมาก่อน มักจะไม่ปรากฏหรือไม่ถูกเล่าถึงในตำนานใดๆ เพราะตำนานพื้นบ้านโดยส่วนใหญ่จะปิดฉากลงตรงชัยชนะของตัวละครเอกเพียงเท่านั้น

การฝันไม่ไกลเกินตัว หรือการไม่โรแมนติไซส์การต่อสู้ของสามัญชนให้เลิศหรูเกินจริง จึงเป็นจุดเด่นอีกข้อหนึ่งของ “เนรเทศ”

ตัวละครหลักอย่างสายชน ไซยปัญญา อาจเป็น “ลูกอีสานหัวก้าวหน้า” ที่เรียนจบปริญญาตรี นั่งอ่านหนังสือวิชาการ “การเมืองระบบพ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการ” ของอาจารย์ทักษ์ เฉลิมเตียรณ อยู่ตรงศาลารอรถประจำทาง แต่เขาก็ไม่ได้มีฐานะดีไปกว่าน้องๆ ซึ่งมีพื้นฐานการศึกษาด้อยกว่า

อย่าว่าแต่การไปต่อสู้ขัดขืนอำนาจรัฐใดๆ เลย เพราะกระทั่งอำนาจของผู้บริหารบริษัทที่เขาทำงานอยู่ สายชนก็เคยแค่พยายามจะคัดง้าง ก่อนจะต้องเป็นฝ่ายล่าถอยออกมาอย่างเจียมตัวในท้ายที่สุด

นอกจากนี้ “ภู กระดาษ” ก็ไม่ได้ทึกทักว่า “ลูกอีสาน” ยุคปัจจุบัน จะต้องเป็นเหมือนสายชนกันเสียทั้งหมด ยกตัวอย่างเช่น โจ้ หลานชายของสายชนเอง ก็มีลักษณะเป็นคนอีสานแบบที่คนเมืองส่วนใหญ่เข้าใจ (ผิดบ้าง ถูกบ้าง) คือ เรียนไม่สูง เข้ามาทำงานในเมืองใหญ่ตั้งแต่อายุไม่เยอะ เห่อผู้หญิง/โทรศัพท์/มอเตอร์ไซค์ ตามประสาวัยรุ่นทั่วไป

เช่นเดียวกับ “ผี” ในนวนิยายเล่มนี้ ซึ่งไม่มีฤทธิ์เดชอะไรมากมาย หากเป็นเหมือนความทรงจำรางๆ เป็นคล้ายบาดแผลที่ไม่มีวันเนียนแนบสนิทกับผิวหนัง เป็นดังหลักยึดเหนี่ยวในหัวใจของคนเล็กๆ ที่มีทางเลือกในชีวิตอยู่ไม่มากนัก

“ผี” ใน “เนรเทศ” อาจปรากฏตัวอยู่ในนวนิยายเกือบตลอดเวลา แต่ก็ดำรงตนอย่างสงบเงียบเรียบร้อย โดยไม่ได้มีอิทธิพลหรืออิทธิฤทธิ์มากพอที่จะพลิกผันหรือกำหนด “ปัจจุบัน” และ “อนาคต” ให้แก่มนุษย์ที่ตนรักและห่วงใยได้

“ผี” ที่ไร้อำนาจ จึงไม่ต่างอะไรจากเรื่องเล่าว่าด้วย “สี่รัฐมนตรี” หรือ “บุญราศี” ซึ่งล้วนตอกย้ำถึงความเจ็บปวดของการตกเป็นฝ่ายถูกกระทำ แต่ “ผี” แห่งอดีตอันรวดร้าวดังกล่าว ก็ไม่สามารถพลิกสถานะของคนแพ้ ผู้เต็มเปี่ยมไปด้วยความทรงจำ ให้กลับมาเป็นฝ่ายชนะได้ แม้กระทั่งในปี 2553 และหลังจากนั้น

อย่างไรก็ตาม ภายใต้โครงสร้างของ “เวลา” ที่เป็นวงกลม และสัญลักษณ์แห่งอำนาจที่ปรากฏขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ฉากจบของนวนิยายเรื่องนี้กลับมิได้เป็น “จุดจบ” เดิมๆ เสียทีเดียว

ทว่า เป็นการเดินทางอันเหนื่อยล้า ที่ยังมิถึงจุดหมายปลายทาง และไม่มีใครแน่ใจได้ว่า จะมีเหตุการณ์หรือปัจจัยใดๆ ซึ่งสอดแทรกขึ้นมาอย่างแปลกปลอม

จนส่งผลให้ทุกๆ อย่าง เปลี่ยนแปลงไป ไม่เหมือนเดิม หรือไม่?