คนมองหนัง

Shoplifters: ทางเลือกที่ 3 จากปัญหา “ครอบครัว” 2 แบบ และ “ดอกไม้ไฟ” ที่มองไม่เห็น

พื้นที่ตรงกลาง? ระหว่าง “สายเลือด” กับ “สายใยสังคม”

shoplifters poster

ชอบท่าทีและประเด็นหลักของหนัง ซึ่งด้านหนึ่ง “ฮิโรคาสุ โคเรเอดะ” กำลังพยายามตั้งคำถามกับเรื่องความสัมพันธ์ “ทางสายเลือด” อยู่แน่ๆ แต่ขณะเดียวกัน หนังก็ไม่ได้โรแมนติไซส์ “สายใย/สายสัมพันธ์ทางสังคม” รูปแบบอื่นๆ ที่เข้ามาก่อร่างสร้าง “ครอบครัว” ทดแทนความสัมพันธ์ชนิดแรก

ดังจะเห็นได้ว่าสายสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกของ “ครอบครัว (ที่เพิ่งสร้าง)” ในหนัง มันมีลักษณะ “สองหน้า” หรือกระตุ้นให้คนดูรู้สึกคลางแคลงใจได้บ่อยๆ (นับแต่ช่วงครึ่งหลังของเรื่องเป็นต้นไป) ว่าตัวละครเหล่านั้นกำลัง “จริงใจ” หรือ “ไก่กา” ต่อกัน?

“สายสัมพันธ์ทางสังคม” อาจทำให้เกิดภาพความทรงจำดีๆ เช่น การจับกลุ่มไปเที่ยวทะเลสุดแสนรื่นรมย์ หรือการที่ผู้หญิงวัยกลางคนรายหนึ่งกับเด็กหญิงวัยไม่กี่ขวบ ที่ไม่ใช่แม่-ลูกโดยสายเลือด ต่างไถ่ถามถึงรอยแผลเป็นจากเตารีดของกันและกัน ด้วยความห่วงใย

แต่อีกด้าน สายสัมพันธ์แบบนั้นก็เชื่อมร้อยเข้าหากันผ่านการปิดบังความจริงบางอย่าง, การขูดรีดซึ่งกันและกัน และการพร้อมจะทอดทิ้งสมาชิกบางคนที่พลาดท่าเสียที

หรือกล่าวให้ถึงที่สุด การลักเล็กขโมยน้อยที่ “ครอบครัว” นี้กระทำเพื่อหาเลี้ยงตนเอง มันก็เป็นสิ่งที่ “ไม่แฟร์” กับหลายๆ คนในสังคม เช่น เจ้าของร้านชำขนาดเล็กๆ ถ้าเราไม่เหมารวม/ตีความใหญ่โตว่าพฤติการณ์ของพวกเขา คือ การต่อต้านระบบทุนนิยมอะไรทำนองนั้น

การตัดสินใจของ “โชตะ” ตอนท้ายเรื่อง จึงเป็นสิ่งที่เจ็บปวดมาก และเป็นเหมือนการแสวงหา “ทางเลือกที่สาม/อื่นๆ” ที่ยังไม่รู้ชัดว่าจะ “ใช่” หรือไม่?

แต่ครั้นจะให้เขาและคนรุ่นราวคราวเดียวกันเติบโตขึ้นมาท่ามกลาง “สายสัมพันธ์หรือเงื่อนไขทางสังคม” แบบในหนัง ชีวิตก็แลดูโหดร้ายและตีบตันเกินไป

(ทำไม “หลิน” ต้องเป็นบัณฑิตมือวิเศษเจริญรอยตามโชตะ? หรือถ้าโชตะอยากขึ้นครูกับ “อากิ” เรื่องราวมันจะชุลมุนวุ่นวายขนาดไหน?)

ที่สำคัญ ผลลัพธ์จากการตัดสินใจไปบุกเบิกอนาคตใหม่ๆ ของโชตะ ซึ่งสั่นสะเทือนถึงปัจเจกบุคคลผู้เกี่ยวข้องแต่ละคนนั้น มันดันไม่เหมือนและไม่เท่าเทียมกัน (ไม่ยุติธรรม) อีกต่างหาก

หรือถ้าคิดให้สุดขั้ว บางทีการใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวเดียวดายเฉกเช่นที่ตัวละครหลักทุกรายต้องเผชิญในตอนจบ อาจเป็น “ทางออก” จาก “ปัญหาครอบครัว” ซึ่งทรงประสิทธิภาพ-ประสิทธิผลที่สุด (ทว่า พวกเขาก็ต้องพบเจอกับวิกฤตอื่นๆ อยู่ดี)

ดอกไม้ไฟที่มองไม่เห็น

shoplifters

ผมชอบหลายๆ ฉาก หลายๆ โมเมนต์/สถานการณ์ของหนัง

แน่นอนว่าชอบพวกฉากเที่ยวทะเล, ฉากเด็กวัยแตกเนื้อหนุ่มเริ่มเหล่นม “พี่สาว”, ฉากแผลเตารีด, ฉากฟันน้ำนมหลุดที่มาพร้อมโศกนาฏกรรมสำคัญ

อีกรายละเอียดหนึ่งของหนังที่รู้สึกชอบและสะดุดใจ คือ ภูมิหลังชีวิตรักสามเส้า/ชีวิตครอบครัวของคุณย่า

แต่ฉากที่ชอบมากสุดเป็นการส่วนตัว คือ ฉากคนในครอบครัวมาจับกลุ่มแหงนหน้ามองดอกไม้ไฟหน้าบ้าน โดยที่ผู้ชมภาพยนตร์ไม่ได้เห็นพลุ ทว่าเห็นเพียงกลุ่มตัวละครที่กำลังชะเง้อหน้าจ้องมองพลุบนฟากฟ้าอันมืดมิด (ซึ่งแม้แต่พวกเขาเองก็อาจจะมองเห็นมันไม่ชัดเจนเช่นกัน)

ฉากนี้ทำให้ย้อนนึกถึงประสบการณ์ส่วนตัวตอนอยู่เมืองนอก ช่วงนั้นเป็นวันหยุดยาวคริสต์มาส-ปีใหม่พอดี พวกนักเรียนนักศึกษาต่างชาติมักข้ามไปเที่ยวแถบภาคพื้นทวีป หรือผมก็กำลังจะนั่งรถไฟไปเวลส์

คืนหนึ่งก่อนหน้าจะออกเดินทางไม่นาน ผมแวะซื้อไก่ทอดแถวหอพัก (ทางตะวันออกเฉียงใต้ –และเป็นพื้นที่โซนสอง- ของมหานครลอนดอน) แล้วได้ทักทายกับพนักงานขายที่ค่อนข้างสนิทสนมกัน ซึ่งมีพื้นเพเป็นคนเอเชียใต้

ระหว่างรอไก่ ไอ้เราก็ดันทะลึ่งถามพี่คนขายว่า “นี่ยูมีแผนจะไปเที่ยวต่างจังหวัดหรือต่างประเทศที่ไหนบ้างหรือเปล่า?” ชายชาวเอเชียใต้คนนั้นมีท่าทีตกใจมากเมื่อได้รับฟังคำถามของผม ก่อนจะตอบกลับมา (กึ่งสอน) ว่า

“โอ๊ย! ผมไม่มีปัญญาไปไหนไกลหรอก อย่างมากก็แค่เข้าไปดูเค้าจุดดอกไม้ไฟฉลองตอนเคาท์ดาวน์ปีใหม่ที่ลอนดอนชั้นใน เอาจริง! กะอีแค่ไอ้ลอนดอนชั้นในนี่ ผมยังไม่ค่อยได้เข้าไปเลย”

สุดท้าย ไม่รู้ว่าพี่คนขายไก่เขาจะได้ไปดูดอกไม้ไฟที่ใจกลางมหานครลอนดอนตามความประสงค์หรือเปล่า (เพราะหลังจากนั้นไม่นาน ร้านไก่ทอดแห่งนี้ก็ปิดตัวลง) ส่วนผมก็ไม่ได้เห็นไอ้ดอกไม้ไฟนั่นเหมือนกัน

แต่สิ่งที่ได้ประจักษ์ชัด คือ ข้อจำกัดของมนุษย์ผู้หนึ่ง ซึ่งการดิ้นรนอยากไปดูพลุเฉลิมฉลองเทศกาล ถือเป็นความฝันอันอยู่ไกลแสนไกลเหลือเกิน จากวิถีชีวิตปกติของเขา

Advertisements
คนมองหนัง

“ฮิโรคาสุ โคเรเอดะ” คนทำหนังญี่ปุ่นรายล่าสุด ผู้คว้า “ปาล์มทองคำ”

หมายเหตุ ปรับปรุงแก้ไขจากบทความในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 25-31 พฤษภาคม 2561 ซึ่งมีจุดผิดพลาดตรงข้อมูลสถิติเรื่องแวดวงภาพยนตร์ญี่ปุ่นกับรางวัลปาล์มทองคำ

“ฮิโรคาสุ โคเรเอดะ” วัย 55 ปี เพิ่งพาหนังใหม่ของตนเองเรื่อง “Shoplifters” คว้า “ปาล์มทองคำ” อันเป็นรางวัลสูงสุดของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ครั้งที่ 71

นี่คือครั้งที่ 7 ซึ่งหนังของเขาได้รับคัดเลือกให้ร่วมฉายในเทศกาลเมืองคานส์ โดยเป็นการเข้าประกวดสายหลักเสีย 5 เรื่อง (โคเรเอดะได้เข้าชิงรางวัลปาล์มทองคำหนแรกจากหนังเรื่อง “Distance” เมื่อปี 2001)

ผู้กำกับฯ แนวหน้าจากญี่ปุ่น เคยเฉียดใกล้ปาล์มทองคำมากที่สุด เมื่อคราวนำหนังเรื่อง “Like Father, Like Son” คว้าจูรี่ไพรซ์ (รางวัลสำคัญอันดับสามของเทศกาล) มาครองเมื่อปี 2013

หนังเล่าเรื่องราวของสามีภรรยาชนชั้นกลางซึ่งเพิ่งตระหนักว่าลูกชายวัย 6 ปี ที่พวกตนเลี้ยงดูมา ไม่ใช่ “บุตรโดยสายเลือด” แต่เขาถูกสับเปลี่ยนกับเด็กทารกอีกคน ผู้ถือกำเนิดจากครอบครัวซึ่งมีฐานะยากจนกว่า เมื่อแรกเกิดที่โรงพยาบาล

ส่วนผลงานซึ่งทำให้โคเรเอดะเป็นที่รู้จักในวงกว้างนอกประเทศญี่ปุ่น คือ “Nobody Knows” (2004)

หนังพูดถึงกลุ่มเด็กเร่อนถูกทอดทิ้ง พร้อมตั้งคำถามแหลมคมว่าบรรดาปัจเจกบุคคลควรรับผิดชอบต่ออาชญากรรมที่พวกตนก่อขึ้น หรือว่าเราควรกล่าวโทษสังคมที่หล่อเลี้ยงคนเหล่านั้นขึ้นมา

ภาพยนตร์เรื่องนี้ส่งผลให้ “ยูยะ ยากิระ” ได้รับรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมของเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ขณะมีวัยเพียง 14 ปี

 

บางคนเปรียบเทียบโคเรเอดะกับ “เคน โลช” นักทำหนังอาวุโสชาวอังกฤษผู้มีแนวคิดสังคมนิยมชนิดเข้มข้น (และเคยคว้าปาล์มทองคำมาสองหน) เพราะทั้งคู่สามารถถ่ายทอดเรื่องราวการต่อสู้ชีวิตของเหล่าสามัญชนคนยากไร้ผ่านศิลปะภาพยนตร์ได้อย่างจับใจผู้ชมเหมือนๆ กัน

กระทั่งมีการขนานนามให้โคเรเอดะเป็น “เคน โลช แห่งญี่ปุ่น”

ขณะเดียวกัน บางคนก็เปรียบเปรยเขากับปรมาจารย์ร่วมชาติอย่าง “ยาสึจิโร โอสุ” โดยพิจารณาจากภาวะโศกเศร้าสะเทือนอารมณ์ อันเป็นจุดเด่นซึ่งมักปรากฏในภาพยนตร์ของสองยอดนักทำหนังต่างยุค

“Shoplifters” ภาพยนตร์ลำดับที่ 13 ของโคเรเอดะ เล่าเรื่องราวการสู้ชีวิตของครอบครัวชาวบ้านฐานะยากจน ซึ่งอาศัยอยู่ ณ บ้านหนึ่งชั้นสภาพทรุดโทรมในกรุงโตเกียว

ทุกชีวิตในบ้านต่างหวังพึ่งพาเบี้ยคนชราซึ่งคุณยาย สมาชิกอาวุโสสูงสุดของครัวเรือน ได้รับจากหน่วยงานรัฐ แต่เงินจำนวนนั้นก็ยังไม่เพียงพอกับการยังชีพ สมาชิกที่เหลือ (มีทั้งที่ผูกพันกันทางสายเลือดและไม่ใช่) จึงต้องออกตระเวนลักเล็กขโมยน้อย

เท่ากับว่าสายสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกของครอบครัวในหนัง ถูกเชื่อมร้อยเข้าหากันด้วยการก่ออาชญากรรม

 

โคเรเอดะให้สัมภาษณ์ลิซ แช็กเกิลตัน แห่งสกรีนเดลี่ ว่า ตนเองทำหนังเรื่องนี้จากคำถามตั้งต้นว่าอะไรคือสายสัมพันธ์ที่ยึดโยงสมาชิกครอบครัวเข้าไว้ด้วยกัน?

เป็นสายเลือดหรือเวลาที่พวกเขาได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน?

คำถามสองข้อนี้ถูกผนวกเข้ากับข่าวคราวที่เขาอ่านพบเมื่อไม่กี่ปีก่อน ซึ่งสื่อมวลชนรายงานว่ามีครอบครัวฐานะขัดสนไม่ยอมแจ้งภาครัฐว่าสมาชิกวัยชราในบ้านได้เสียชีวิตลงแล้ว เพราะต้องการจะนำเงินบำนาญคนสูงอายุมาใช้จ่ายดูแลสมาชิกที่เหลือ

“ความแตกต่างทางชนชั้นในสังคมญี่ปุ่นถูกถ่างขยายให้กว้างขึ้นในช่วงห้าปีที่ผ่านมา จนมีผู้คนจำนวนมากไม่ได้รับสิทธิคุ้มครองอย่างที่พวกเขาพึงจะได้รับ” เจ้าของรางวัลปาล์มทองคำรายล่าสุดบรรยาย

นอกจากนั้น “Shoplifters” ยังเจริญรอยตามผลงานหลายเรื่องก่อนหน้านี้ของโคเรเอดะ ซึ่งพยายามตั้งคำถามกับแนวคิด/คุณค่าเรื่อง “สายเลือด” ที่สังคมญี่ปุ่นยึดมั่นถือมั่น

โดยส่วนตัว เขาเชื่อว่ายังมีสายสัมพันธ์ทางสังคมชนิดอื่นๆ ที่สำคัญและลึกซึ้งไม่แพ้เรื่องสายเลือด และการยึดถือคติว่า “เลือดข้นกว่าน้ำ” ก็ส่งผลให้ระบบรัฐสวัสดิการในประเทศญี่ปุ่นไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร

 

โคเรเอดะเป็นชาวโตเกียวโดยกำเนิด เขาจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยวาเซดะ และเริ่มต้นทำงานด้วยอาชีพนักเขียนนิยาย ก่อนจะหันเหสู่วงการโทรทัศน์

หนังยาวเรื่องแรก คือ “Maborosi” ของโคเรเอดะประสบความสำเร็จ ด้วยการคว้ารางวัลจากเทศกาลภาพยนตร์เวนิสและชิคาโก้ เมื่อปี 1995

นอกจากผลงานเด่นๆ ที่อ้างอิงไว้ในช่วงต้นบทความ งานสร้างชื่อชิ้นอื่นๆ ของเขาก็มีอาทิ Air Doll, Our Little Sister, After the Storm และ The Third Murder (หนังส่วนใหญ่ของโคเรเอดะถูกนำเข้ามาฉายที่เมืองไทย และมีฐานแฟนประจำเหนียวแน่นไม่ใช่น้อย)

อย่างไรก็ดี เมื่อลงลึกไปที่เส้นทางการเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ของเขา โคเรเอดะกลับมีสถานะประหนึ่ง “คนนอก” ในอุตสาหกรรมหนังญี่ปุ่น

เขามีเส้นทางวิชาชีพที่ค่อนข้างแตกต่างจากคนทำหนังรุ่นก่อนหน้าและรุ่นเดียวกัน เพราะหลังจากทำภาพยนตร์สารคดีป้อนบริษัทผลิตรายการโทรทัศน์อยู่ระยะสั้นๆ โคเรเอดะก็กระโดดไปกำกับหนังยาวเรื่องแรก

ผิดกับพี่/เพื่อนร่วมวิชาชีพรายอื่นๆ ที่ต้องใช้เวลาสั่งสมประสบการณ์ยาวนานหลายปี ในบทบาทผู้ช่วยผู้กำกับฯ หรือรับตำแหน่งรองๆ ประจำกองถ่าย

วิถีทางเช่นนั้นหล่อหลอมเขาให้เลือกทำหนังบันเทิงคดีด้วยวิธีคิดแบบสารคดี

“หนังโคเรเอดะ” มักก่อรูปขึ้นจากเหตุการณ์จริง และประสบการณ์ชีวิตจริงๆ ของตัวผู้กำกับฯ เอง ผิดแผกจากหนังเชิงพาณิชยศิลป์ทั่วไปของญี่ปุ่น ที่มักต่อยอดมาจากหนังสือการ์ตูน (มังงะ) หรือเรื่องแต่งประเภทอื่นๆ

ยิ่งกว่านั้น โคเรเอดะยังชอบปรับเปลี่ยนบทภาพยนตร์ในลักษณะ “ด้นสด” ระหว่างถ่ายทำ เพื่อให้เนื้อหาของหนังมีความสอดคล้องกับศักยภาพจริงของเหล่านักแสดง หรือเพื่อผลักดันให้เรื่องราวมีพลวัตก้าวไกลไปมากกว่าตัวสคริปต์

สวนทางกับขนบของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ญี่ปุ่น ที่ต้องมี “คณะกรรมการควบคุมงานสร้าง” อันประกอบด้วยผู้ร่วมลงทุนหลายเจ้า มาคอยกำหนด ตรวจสอบ และอนุมัติเห็นชอบบทภาพยนตร์ก่อนถ่ายทำ

 

ถึงกระนั้น หนังหลายเรื่องของโคเรเอดะก็ประสบความสำเร็จเชิงรายได้ เช่น “Like Father, Like Son” ที่ทำเงินทั้งหมดรวม 3.2 พันล้านเยน หรือราว 900 ล้านบาท (และถูกซื้อไปรีเมคโดยค่ายดรีมเวิร์กส์ สตูดิโอ ด้วยคำแนะนำของ “สตีเวน สปีลเบิร์ก”)

เขาจึงเป็นแบบอย่างของคนทำหนังที่เลือก “ทางสายกลาง” ไม่ใช่สายอินดี้-เข้าไม่ถึงผู้คนวงกว้าง-ยากจน หรือสายพาณิชย์-ตลาดจ๋า-ยอมถูกจำกัดความคิดสร้างสรรค์

ภาพยนตร์ของโคเรเอดะบ่งชี้ความเป็นไปได้ที่คนทำหนังผู้หนึ่งจะถูกชมเชยด้วยคำวิจารณ์เชิงบวก พร้อมกับตัวเลขสวยงามในบ็อกซ์ออฟฟิศ

แม้การมีผลงานถูกคัดเลือกไปเทศกาลเมืองคานส์ถึง 7 ครั้ง จะช่วยรับประกันที่ทาง “ตรงกลาง” อันปลอดภัยให้แก่โคเรเอดะ ทว่าเขาก็ควรได้รับการยกย่องเชิดชู จากการเลือกวิธีทำงานที่สวนกระแสอุตสาหกรรมภาพยนตร์ภายในประเทศอย่างแหลมคมและมั่นคงเสมอมา

 

“Shoplifters” เป็นภาพยนตร์ญี่ปุ่นลำดับที่ห้าซึ่งคว้า “ปาล์มทองคำ” ถัดจาก “The Eel” โดย “โชเฮ อิมามุระ” เมื่อปี 1997 หรือ 21 ปีก่อน

นักวิจารณ์บางรายชี้ว่ารางวัลนี้จะช่วยเสริมส่งสถานะให้โคเรเอเดะกลายเป็นตัวแทนผู้กำกับฯ ชั้นครูแห่งแดนอาทิตย์อุทัย ในประชาคมหนังนานาชาติ ต่อจาก “ยาสึจิโร โอสุ”, “อากิระ คุโรซาวะ” และ “มิกิโอะ นารุเสะ”

นอกจากนั้น ผลงานล่าสุดของโคเรเอดะยังเป็นหนังญี่ปุ่นเรื่องแรกนับแต่ปี 2002 ที่คว้ารางวัลสูงสุดในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติระดับแกรนด์สแลม (คานส์, เวนิส และเบอร์ลิน)

หลังจากภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่อง “Spirited Away” โดย “ฮายาโอะ มิยาซากิ” คว้ารางวัล “หมีทองคำ” ของเทศกาลเบอร์ลิน เมื่อ 16 ปีที่แล้ว

โคเรเอดะมีปณิธานส่วนบุคคลที่เชื่อว่า “ภาพยนตร์นั้นมีศักยภาพในการเชื่อมร้อยผู้คนและประเทศต่างๆ ที่เคยขัดแย้งกัน ให้สามารถสมัครสมานกันได้”

สอดคล้องกับลักษณะการทำงานของเขา ที่ด้านหนึ่ง ก็พยายามประสานร่วมมือกับผู้คนหลายฝ่าย เช่น การเป็นโปรดิวเซอร์ของหนังเรื่อง “Ten Years Japan” เพื่อดูแลนักทำหนังรุ่นใหม่ในโปรเจ็กท์

อีกด้านหนึ่ง โคเรเอดะก็มีโครงการใหม่ๆ มากมายอยู่ในหัว รวมถึงหนังที่ตั้งใจฉายภาพความผิดบาปของญี่ปุ่นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แม้เจ้าตัวจะตระหนักดีว่านั่นมิใช่งานง่ายดายปราศจากอุปสรรค

“คนญี่ปุ่นต่างต้องการลบล้างความผิดพลาดครั้งนั้นออกจากความทรงจำของพวกตน แต่ในฐานะคนทำหนัง ผมรู้สึกว่าตัวเองควรจะต้องกล้าชนกับประเด็นดังกล่าว เหมือนที่ยอดผู้กำกับฯ เช่น นางิสะ โอชิมะ และโชเฮ อิมามุระ เคยแผ้วถางหนทางเอาไว้ในอดีต” เขาให้สัมภาษณ์สกรีนเดลี่

ก่อนการมาถึงของงานใหม่ๆ “หนังรางวัลปาล์มทองคำ” ฝีมือโคเรเอดะ จะเข้าฉายที่เมืองไทยช่วงต้นเดือนสิงหาคม

ที่มาข้อมูล

http://www.asahi.com/ajw/articles/AJ201805200022.html

https://www.japantimes.co.jp/culture/2018/05/20/films/hirokazu-kore-edas-shoplifters-steals-show-win-cannes-palme-dor/#.WwO0ru6FOUl

https://www.japantimes.co.jp/culture/2018/05/20/films/director-hirokazu-kore-eda-master-humanism/#.WwHe70iFNPY

https://www.japantimes.co.jp/culture/2018/05/21/films/young-filmmakers-looking-follow-hirokazu-kore-edas-footsteps-work-cut/#.WwO-Qe6FOUl

https://english.kyodonews.net/news/2018/05/be42f5f5fdbb-japans-koreeda-wins-cannes-palme-dor-for-shoplifters.html

http://the-japan-news.com/news/article/0004452938

https://www.screendaily.com/features/palme-dor-winner-hirokazu-kore-eda-on-the-family-ties-that-inspired-shoplifters/5129549.article

http://sahamongkolfilm.com/saha-news/shoplifters-cannes71-palme-dor/

 

ภาพประกอบโดย Georges Biard [CC BY-SA 3.0 (https://creativecommons.org/licenses/by-sa/3.0)%5D, from Wikimedia Commons

คนมองหนัง, เด็กฝึกงานในร้านถ่ายเอกสาร

เมื่อ “เทศกาลเมืองคานส์” ไม่ใช่ “เทศกาลภาพยนตร์” (สำหรับทุกคน)

ปิดฉากลงไปแล้วสำหรับเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ประจำปี 2018 พร้อมกับการก้าวขึ้นคว้ารางวัลปาล์มทองคำของ “ฮิโรคาสุ โคเรเอดะ” (ผู้กำกับชาวญี่ปุ่น ที่ผลงานของเขาได้เข้ามาฉายในเมืองไทยโดยต่อเนื่อง) จากหนังเรื่องล่าสุดอย่าง “Shoplifters”

อย่างไรก็ตาม เราอยากจะพาคอหนังไปสัมผัสกับมุมมองเชิงวิพากษ์ที่มีต่อเทศกาลหนังเมืองคานส์กันบ้าง

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา “ดินา ยอร์ดาโนวา” ศาสตราจารย์ด้านภาพยนตร์โลกและวัฒนธรรมสร้างสรรค์ แห่งมหาวิทยาลัยเซนต์แอนดรูว์ส ได้เขียนบทความหัวข้อ Cannes is not a film festival – it’s a club for insiders เผยแพร่ในเว็บไซต์ https://theconversation.com

Dina-on-shore-Balat-2013

“เทศกาลเมืองคานส์” ที่ไม่ใช่ “เทศกาลภาพยนตร์”!

นักวิชาการผู้นี้เสนอว่าถ้ายึดตามความหมายอย่างเคร่งครัด “เทศกาลเมืองคานส์” ก็ไม่ใช่ “เทศกาลภาพยนตร์” แต่เป็นมหกรรมของอุตสาหกรรม (บันเทิง) ที่มีการจัดฉายหนังให้เซเล็บและผู้อยู่ในแวดวงคนอื่นๆ ได้รับชมเป็นหลัก

ขณะเดียวกัน ความสำคัญจริงๆ ของเทศกาลนี้ ก็คือ การทำตัวเป็น “ตลาดกลาง” ให้บุคลากรในธุรกิจภาพยนตร์ได้มาพบปะและเจรจาร่วมงานกัน

สำหรับคนดูในวงกว้าง “เทศกาลเมืองคานส์” เป็นเหมือนเวทีกลางที่แสดงบทบาทผ่านจอมอนิเตอร์, โทรศัพท์มือถือ และนิตยสารแฟชั่น

ยอร์ดาโนวาชี้ว่า ด้านหนึ่ง คานส์เป็นเวทีอวดโฉมของเหล่าเซเล็บที่ฉาบหน้าด้วยความเป็นเทศกาลภาพยนตร์ เห็นชัดจากการที่มีสื่อสายแฟชั่นมาร่วมงานในจำนวนพอๆ กับนักวิจารณ์หนัง

เทศกาลนี้มุ่งเน้นเรื่องผลประโยชน์ทางธุรกิจของแบรนด์สินค้าหรูหราพอๆ กับเรื่องหนัง

และดราม่าความขัดแย้งว่าด้วย “สถานะศักดิ์สิทธิ์” ของ “พรมแดง” กับข้อห้ามต่างๆ นานา เช่น ห้ามสวมรองเท้าผ้าใบ หรือห้ามเซลฟี่ บนพื้นที่ดังกล่าว ก็กลายเป็นจุดขายหนึ่งของ “เทศกาลเมืองคานส์”

ตลาดกลางที่เสื่อมมนต์ขลัง

อีกแง่หนึ่ง ศาสตราจารย์ด้านภาพยนตร์ผู้นี้วิจารณ์ว่าความเป็นตลาดกลางของการจัดจำหน่ายภาพยนตร์ ซึ่งเคยเป็นจุดเด่นของคานส์ ก็เริ่มเสื่อมมนต์ขลังลงทุกที

ในอดีต มีความเชื่อว่าภาพยนตร์ที่ได้รับการคัดเลือกให้ร่วมฉายในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติที่ทรงอิทธิพล ย่อมจะถูกจัดจำหน่ายผ่านช่องทางที่ดีที่สุด จนหนังมีโอกาสเข้าถึงกลุ่มคนดูที่กว้างขวางที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ณ ช่วงเวลาหลังจากนั้น

แต่ผู้ชนะรางวัลที่คานส์ในช่วงสองทศวรรษหลัง กลับมิได้มีตำแหน่งแห่งที่อันโดดเด่นในภูมิทัศน์ภาพยนตร์ร่วมสมัยมากนัก

ไปๆ มาๆ รางวัลของเทศกาลเมืองคานส์อาจเป็นเกียรติยศหรือมีมูลค่าในเชิงวัฒนธรรม ทว่ามิได้ให้หลักประกันถึงความสำเร็จในเชิงเศรษฐกิจหรือการจัดจำหน่ายที่มีประสิทธิผล

ยิ่งกว่านั้น ความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยียังบั่นทอนอิทธิพลของวิธีการจัดจำหน่ายภาพยนตร์แบบเดิมๆ ซึ่งผู้จัดจำหน่ายต้องรับภาระเป็นคนกลางระหว่างผู้สร้างภาพยนตร์และผู้ฉายภาพยนตร์

ทว่าการเกิดขึ้นของแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งภาพยนตร์ผ่านระบบออนไลน์ เช่น เน็ตฟลิกซ์ กลับสามารถผลักดันให้ภาพยนตร์รุ่นใหม่ๆ มีโอกาสเข้าถึงผู้ชมวงกว้างได้ง่ายดายขึ้น โดยไม่ต้องพึ่งพาตลาดกลางอย่างคานส์ รวมถึงเทศกาลภาพยนตร์อื่นๆ

สมาคมชนชั้นนำ

อย่างไรก็ตาม ปัญหาใหญ่จริงๆ ของ “เทศกาลคานส์” ในมุมมองของยอร์ดาโนวา คือ การทำตัวเป็น “สมาคม” สำหรับชนชั้นนำเฉพาะกลุ่ม มากกว่าจะเป็นพื้นที่แจ้งเกิดแก่ “หนังแนวทางใหม่ๆ” และ “นักทำหนังหน้าใหม่ๆ”

คานส์กลายเป็นเวทีของนักทำหนังเฉพาะกลุ่ม ซึ่งผลงานของพวกเขาจะถูกพิจารณาอย่างใส่ใจและถูกคัดเลือกเข้าฉายในสายการประกวดหลัก ด้วยกระบวนการเลือกหนังที่ไม่ได้โปร่งใสเปิดเผยเสียทีเดียว

ส่วนใหญ่ ผลงานของ “สมาชิกระดับชนชั้นนำ” ในสมาคม จะถูกคัดเลือกกลับเข้ามาอยู่เรื่อยๆ และอาจมีบ้าง ที่จะมีสมาชิกหน้าใหม่โผล่เข้ามา แต่เขาเหล่านั้นก็ต้องมีดีกรีไม่ธรรมดา เช่น เคยได้รางวัลออสการ์มาแล้ว

“ความเป็นสมาคม” ยังถูกขับเน้นจนเห็นได้ชัด จากนโยบายใหม่ที่ทางเทศกาลงดฉายหนังรอบสื่อมวลชน ก่อนหน้ารอบกาล่าพรีเมียร์ เพื่อปกป้องหนังจากนักวิจารณ์ หรือไม่ให้มีเสียงวิจารณ์หนังในทางลบเผยแพร่สู่สาธารณะก่อนรอบเปิดตัวอย่างเป็นทางการ

นี่เป็นจุดยืนที่มองว่า “สมาชิกสมาคม” ย่อมต้องมาก่อน “สาธารณชน”

คานส์ไม่ใช่พื้นที่ของผู้หญิง

“ความเป็นสมาคม” ยังส่งผลให้ผู้กำกับหญิงถูกกีดกันออกไปโดยปริยาย

ผู้จัดงานเทศกาลเมืองคานส์อ้างว่ากระบวนการคัดเลือกหนังของที่นี่จะไม่คำนึงถึงเรื่องโควต้า แต่จะเลือกผลงานที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

นักวิชาการรายนี้ทักท้วงว่าถ้าหากคานส์คัดเลือกภาพยนตร์โดยพิจารณาเรื่องคุณภาพของผลงานเป็นหลักจริงๆ เราคงไม่ได้เห็นพาดหัวข่าวประเภท “ผู้กำกับคนนี้ได้หวนกลับมาที่คานส์” หรือ “ผู้กำกับคนนั้นอพยพจากเวนิส/เบอร์ลินมายังคานส์”

ทั้งนี้ ทัศนคติดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าการคัดเลือกหนังของคานส์ มีจุดประสงค์เพื่อช่วยธำรงรักษาสถานภาพของคนทำหนังเฉพาะกลุ่ม มากกว่าจะคำนึงถึงคุณภาพความโดดเด่นของภาพยนตร์เป็นเรื่องๆ ไป

การเลือกหนังเข้าสู่สายประกวดหลักของคานส์ จึงเป็นการรับรองว่า “งานชิ้นใหม่” ของสมาชิกหน้าเดิมในสมาคม มีคุณภาพผ่านเกณฑ์มาตรฐาน มากกว่าจะเป็นการคัดเลือกหนังที่ยอดเยี่ยมที่สุดจากทั่วทุกมุมโลก

จากระบบดังกล่าว หนังของผู้หญิงจึงมักเป็นผลงานชายขอบซึ่งถูกเพิกเฉยอยู่เสมอ แม้จะมีการประท้วงและแคมเปญเรียกร้องความเสมอภาคเกิดขึ้นที่คานส์ในปีนี้ แต่เสียงเหล่านั้นอาจไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสั่นคลอนวัฒนธรรมอันฝังรากลึกได้อย่างง่ายดายและรวดเร็วนัก

คานส์คือแบรนด์

ยอร์ดาโนวาสรุปว่า จริงๆ แล้ว “เทศกาลเมืองคานส์” คือ แบรนด์ทางการตลาด-วัฒนธรรม ระดับสัญลักษณ์ของประเทศฝรั่งเศส และนี่เป็นแบรนด์ที่ติดตลาดไปเรียบร้อย

ด้วยเหตุนี้ เมื่อพูดถึง “เทศกาลภาพยนตร์” อย่างไรเสีย คนก็มักนึกถึงคานส์เป็นลำดับแรก (แม้อาจจะมีเทศกาลหนังที่ดีกว่าคานส์ก็ตาม)

ทว่าสถานะพิเศษข้างต้นกับการเป็นพื้นที่แห่งความหลากหลายและความเท่าเทียมนั้นมิใช่เรื่องเดียวกัน

ข่าวบันเทิง

มาแล้ว! ตัวอย่าง “เกาะเพชร” หนังกัมพูชาคว้ารางวัลสายนักวิจารณ์ที่คานส์

บล็อกของเราเคยแนะนำให้ท่านได้รู้จักกับภาพยนตร์กัมพูชาเรื่อง “Diamond Island” ผลงานของ “ดาวี่ ชู” ซึ่งได้รับรางวัล “เอสเอซีดี ไพรซ์” จากงานสัปดาห์นักวิจารณ์นานาชาติ ซึ่งเป็นงานคู่ขนานของเทศกาลหนังเมืองคานส์ ประจำปีนี้

ล่าสุด ตัวอย่างของหนังเรื่องนี้ได้ถูกปล่อยออกมาแล้ว น่าดูขนาดไหน ติดตามรับชมกันได้เลย

 

คลิกอ่านข้อมูลเพิ่มเติม รู้จักคนทำหนังกัมพูชา ผู้คว้ารางวัลสายนักวิจารณ์ที่คานส์

ข่าวบันเทิง

ปาล์มทองคำตัวที่สองของ “เคน โลช” ผู้กำกับ “สัจสังคมนิยม” จากอังกฤษ

(มติชนสุดสัปดาห์  27 พ.ค. – 2 มิ.ย. 2559)

“เคน โลช” ผู้กำกับภาพยนตร์อาวุโสชาวอังกฤษ เพิ่งนำหนังเรื่องล่าสุดของตนเองชื่อ “I, Daniel Blake” ขึ้นคว้า “รางวัลปาล์มทองคำ” จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ ที่เพิ่งปิดฉากลงไป

นับเป็นครั้งที่สอง ที่โลช นักรณรงค์ทางสังคมและนักทำหนังแนว “สัจสังคมนิยม” เจ้าของผลงานภาพยนตร์กว่า 50 เรื่อง ในวัยย่าง 80 ปี สามารถคว้ารางวัลเกียรติยศดังกล่าวมาครอบครอง

หลังจาก “The Wind That Shakes the Barley” หนังของเขาที่เล่าเรื่องราวว่าด้วยการทรยศหักหลัง บาดแผล และความร้าวรานภายในขบวนการปฏิวัติไอริช เคยได้รับรางวัลปาล์มทองคำเมื่อปี 2006

“I,Daniel Blake” เป็นผลงานลำดับที่ 13 ของโลช ซึ่งถูกคัดเลือกให้เข้าร่วมประกวดในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์

หนังเล่าเรื่องราวของ “แดเนียล เบลค” ชายวัยกลางคนชาวเมืองนิวคาสเซิล ผู้ล้มป่วยด้วยอาการหัวใจวายเฉียบพลัน จนไม่สามารถกลับมาประกอบอาชีพการงานได้ตามปกติอีกต่อไป

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อแดเนียลเข้าทดสอบร่างกายกับหน่วยงานของรัฐ ผลการทดสอบกลับระบุว่าเขายังสามารถทำงานได้ตามปกติ

 

ส่งผลให้ชาย “ไร้งาน” ผู้นี้ไม่ได้รับสวัสดิการสังคม ซึ่งตนควรจะได้รับ จนต้องตกทุกข์ได้ยากในที่สุด

ผู้เขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้ คือ “พอล ลาเวอร์ตี้” ซึ่งทำงานร่วมกับโลชมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ส่วนผู้มารับบทเป็น แดเนียล เบลค คือ “เดฟ จอห์นส์” นักเดี่ยวไมโครโฟนชื่อดัง

คณะกรรมการตัดสินรางวัลได้ยกย่องการแสดงของจอห์นส์ ว่าสามารถเปิดเผยให้เห็นถึงชะตากรรมของตัวละคร ที่ตกอยู่ในสภาพสิ้นไร้ไม้ตอก และถูกแวดล้อมไว้ด้วยรั้วรวดหนามของระบบรัฐสวัสดิการอังกฤษอันพิกลพิการ

ซึ่งย้อนแย้งกับความเชื่อหรือวาทศิลป์ที่ชอบถูกป่าวประกาศอย่างมักง่ายในสังคมอังกฤษยุคสมัยใหม่ว่า “คนขยันไม่มีวันอดตาย แต่ที่จะตายคือคนเกียจคร้านมากกว่า”

ขณะที่นักแสดงนำผู้นี้กล่าวถึงหนังเอาไว้ว่า “เมื่อ 50 ปีก่อน เคนเคยทำหนังเรื่อง “Cathy, Come Home” (เล่าเรื่องราวชีวิตของคนไร้บ้าน) ซึ่งอันที่จริงแล้ว ก็เป็นเรื่องราวแบบเดียวกันกับหนังที่ผมนำแสดงนี่แหละ เพราะพวกมันต่างเล่าเรื่องของผู้คนที่ต้องตกอับและพยายามต่อสู้ดิ้นรนอยู่แถวๆ ใต้ถุนสังคม”

 

ด้านโลชได้กล่าวความในใจ ขณะขึ้นรับรางวัลบนเวทีว่า “เราจำเป็นต้องส่งสารแห่งความหวัง เราจำเป็นต้องบอกกล่าวออกไปถึงความเป็นไปได้ในการมีระบบสังคมแบบอื่นๆ”

 

“โลกปัจจุบันของพวกเรากำลังตกอยู่ในภาวะอันตราย เรากำลังโดนโอบรัดด้วยโครงการรัดเข็มขัดทางเศรษฐกิจอันน่าสะพรึงกลัว ซึ่งถูกผลักดันโดยแนวคิดที่เราเรียกกันว่าลัทธิเสรีนิยมใหม่ ภาวะเช่นนี้กำลังนำพาพวกเราไปสู่หายนะ” ผู้กำกับเจ้าของสองรางวัลปาล์มทองคำ กล่าว

โลชให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า เขาต้องการใช้หนังเรื่องนี้เปิดโปงระบบรัฐสวัสดิการอันฟอนเฟะของสหราชอาณาจักร

“ผมต้องการทำให้ผู้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้หัวใจสลาย และรู้สึกโกรธแค้นไปพร้อมๆ กัน”

เขาชี้ว่าชีวิตของเหล่าตัวละครในภาพยนตร์เรื่อง “I, Daniel Blake” เปรียบเสมือนภาพถ่ายที่บันทึกวิถีการดำรงชีวิตของชาวอังกฤษในปี 2016

“ผมต้องการสำรวจตรวจสอบผลกระทบที่ผู้คนได้รับจากนโยบายรัฐสวัสดิการ โดยมองผ่านความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน และพิจารณาว่ามีคนกลุ่มใดบ้างที่ต้องประสบความยากลำบากจากนโยบายเหล่านี้”

 

โลชยังกล่าวผ่านสถานีวิทยุบีบีซีว่า “ถ้าพวกคุณไปอยู่ท่ามกลางผู้คนอดอยากยากเข็ญในธนาคารอาหาร ซึ่งจะมีอาหารตกถึงท้อง ก็ต่อเมื่อมีคนร่ำรวยมาบริจาคทานให้พวกเขา พวกคุณย่อมได้ตระหนักว่า นี่มันเป็นเรื่องน่าขยะแขยงและหดหู่แบบสุดๆ ที่พวกเราต้องมาใช้ชีวิตเช่นนั้น ในประเทศนี้ ในยุคสมัยนี้”

ผู้กำกับวัยเกือบแปดทศวรรษเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น มิใช่ “อุบัติเหตุ” ซึ่งภาครัฐเป็นผู้ก่อโดยไม่ได้ตั้งใจ

“ความยากจน, ไร้เกียรติ และอัปยศอดสูของผู้คนจำนวนมาก มันเกิดขึ้นผ่านการไตร่ตรองมาเป็นอย่างดี” โลชฟันธง

 

“รัฐน่ะไร้ประสิทธิภาพและโหดเหี้ยมอย่างจงใจ พวกเขารู้ดีว่าจะมีสมาชิกของสังคมเป็นจำนวนมากที่ถูกผลักไสให้ไปตกอยู่ในภาวะอึดอัด หดหู่ หิวโหย กระทั่งอาจฆ่าตัวตาย

 

“แต่แล้วผู้ออกมาเรียกร้องสิทธิของตนเอง กลับถูกสร้างภาพให้กลายเป็น “ไอ้พวกหัวขโมย” โดยสื่อมวลชน ทั้งๆ ที่มีรายงานวิจัยระบุว่า ในบรรดาผู้เรียกร้องสิทธิจากนโยบายรัฐสวัสดิการ มีอยู่แค่ 1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ที่เป็นพวกต้มตุ๋น และแน่นอนว่านักต้มตุ๋นเหล่านี้ มันมีจำนวนน้อยกว่าพวกคนรวยที่หลีกเลี่ยงภาษีเสียอีก

 

“มิหนำซ้ำ มันยังเกิดทัศนคติที่ว่า ถ้าคุณจน นั่นก็เป็นความผิดของคุณ ถ้าคุณตกงาน นั่นก็เป็นข้อบกพร่องของคุณ เพื่อเบี่ยงเบนลดทอนความผิดปกติที่กำลังเกิดขึ้น ซึ่งสุดท้าย ผู้ต้องรับกรรมก็คือกลุ่มคนด้อยโอกาสในสังคม”

โลชและลาเวอร์ตี้เปิดเผยว่าฉากน่าสะเทือนใจในหนัง ซึ่งมีแม่คนหนึ่งเดินเข้าไปยังธนาคารอาหาร โดยมิได้กินอะไรมานานหลายวัน เป็นเรื่องเล่าที่พวกเขาได้รับฟังจากผู้หิวโหยในธนาคารอาหาร เมืองกลาสโกว์

“การเกิดขึ้นของธนาคารอาหาร กลายเป็นความภาคภูมิใจของรัฐ โดยปราศจากความละอายใดๆ มันน่าตื่นตระหนกว่า ในปี 2016 มีคนจำนวนมากจำเป็นต้องเลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง ระหว่างการมีอาหารยังชีพ หรือการมีเครื่องทำความร้อน

 

“เมื่อปี 1945 ภายหลังสงครามโลก คนอังกฤษต้องตกอยู่ในภาวะยากจนข้นแค้นถึงขีดสุด แต่มันไม่มีทางเลย ที่พวกเขาจะอดตาย เพราะยังมี “ชุมชนต่างๆ” คอยโอบอุ้มค้ำจุนพวกเขาเอาไว้

 

“แต่สถานการณ์ที่พวกเราต้องเผชิญในทุกวันนี้ มันคือมรดกตกทอดจากนโยบายที่พยายามสร้างความเป็นปัจเจกนิยม ซึ่งรัฐบาลชุดแล้วชุดเล่าต่างส่งไม้ต่อกันมาเป็นทอดๆ

 

“มันน่าตกใจว่าเราเป็นชาติที่ร่ำรวย โดยมีความอู้ฟู่ฟุ้งเฟ้ออันวิกลสถิตอยู่ตรงด้านบน ขณะที่ตรงฐานล่าง กลับเต็มไปด้วยความยากจนระทมทุกข์และความหวาดกลัว” โลชวิพากษ์สังคมสหราชอาณาจักรยุคปัจจุบัน

คนมองหนัง

“ศัตรู” อันเป็นอนันต์

ปรับปรุงจากบทความในมติชนสุดสัปดาห์ 3-9 กุมภาพันธ์ 2555

“The Wind that Shakes the Barley” กำกับโดย “เคน โลช” เป็นหนังรางวัลปาล์มทองคำประจำปี 2006 จากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ซึ่งเข้าฉายในเมืองไทยช่วงปลายเดือนสิงหาคม พ.ศ.2549 ก่อนหน้ารัฐประหาร 19 กันยาฯ ราว 3 สัปดาห์

หนังเล่าเรื่องราวของ “เท็ดดี้-เดเมี่ยน โอซุลลิแวน” สองพี่น้องชาวไอริช ที่ต่อสู้เรียกร้องเอกราชจากสหราชอาณาจักรในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20

“ศัตรูแรกเริ่ม” ของเท็ดดี้และเดเมี่ยน คือ ทหารอังกฤษ ซึ่งมีพฤติกรรมกดขี่ข่มเหงรังแกคนเล็กคนน้อยในไอร์แลนด์

จาก “ผู้หญิง” ถึง “คนแก่” จาก “เด็กหนุ่ม” ถึง “พนักงานการรถไฟ”

เช่น “มิฮอย” เด็กหนุ่มวัย 17 ผู้ไม่ยอมเรียกชื่อตนเองเป็นภาษาอังกฤษ ที่ถึงกับถูกทหารของเจ้าอาณานิคมรุมซ้อมจนตายต่อหน้าครอบครัว

ที่สุด เท็ดดี้กับเดเมี่ยนจึงตัดสินใจจับปืนสู้รบกับอังกฤษ

โดยพี่ชายมีลักษณะเป็นขาบู๊ นักรบ ขณะที่น้องชายซึ่งเป็นหมอ มีลักษณะของปัญญาชนผู้เห็นใจคนตกทุกข์ได้ยาก

รบไปรบมา “จุดเปลี่ยน” สำคัญพลันบังเกิดขึ้น เมื่อเท็ดดี้ถูกจับตัวและนำไปทรมานด้วยวิธีการถอดเล็บ

แม้เดเมี่ยนจะสามารถช่วยพี่ชายและพรรคพวกบางส่วนให้หนีออกจากสถานคุมขังได้สำเร็จ แต่เขากลับต้องละทิ้งเพื่อนร่วมรบอีก 3 คนเอาไว้ในห้องขัง กระทั่งผู้ถูกทอดทิ้งถูกตัดสินประหารชีวิตในเวลาต่อมา

ความสูญเสียครั้งนั้นส่งผลให้หมอหนุ่มอย่างเดเมี่ยนเริ่มต้นลั่นไกปืนสังหารคนเป็นครั้งแรกในชีวิต เมื่อเขาต้องรับบทเพชฌฆาตประหารเด็กชายร่วมชาติ ซึ่งนำความลับของขบวนการกู้ชาติไอริชไปเปิดเผยกับเจ้าหน้าที่อังกฤษ

“ความเปลี่ยนแปลง” ในวิถีความคิดและตัวตนของสองพี่น้อง เกิดขึ้นพร้อมกันกับสนธิสัญญาสงบศึกระหว่างสหราชอาณาจักรกับไอร์แลนด์

อย่างไรก็ตาม ชาวไอริชยังไม่ได้รับเอกราช เพราะสนธิสัญญาดังกล่าวระบุให้ไอร์แลนด์มีสถานะเป็นรัฐอิสระอยู่ในสหราชอาณาจักร และต้องภักดีต่อราชวงศ์อังกฤษ

หลังผู้นำสองฝ่ายลงนามในสนธิสัญญา เท็ดดี้ผู้เคยฮาร์ดคอร์ ได้กลับกลายเป็นนักการเมืองที่เลือกประนีประนอมกับอังกฤษ

ผิดกับเดเมี่ยนที่ตัดสินใจไม่ประนีประนอม ด้วยความเชื่อว่าหากยินยอมให้การต่อสู้ยุติลงด้วยสนธิสัญญาฉบับนี้ อังกฤษก็จะยังคงมีอำนาจครอบงำเหนือไอร์แลนด์ โดยใช้ชนชั้นนำ-คนรวยชาวไอริช ซึ่งได้รับประโยชน์จากการยอมประนีประนอม มาแสดงบทบาทเป็น “รัฐบาลหุ่น” ส่วนชาวไอริชที่ทุกข์ยากอับจนก็คงต้องลำบากลำบนต่อไป

เดเมี่ยนจึงต้องรบกับเท็ดดี้

เมื่อ “ศัตรู” ได้เปลี่ยนรูปจาก “ทหารอังกฤษ” มาเป็น “คนไอริช” ด้วยกันเอง

เมื่อครึ่งหนึ่งของ “มิตรร่วมรบ/พี่น้องร่วมท้องเดียวกัน” ได้แปลงร่างจาก “กองกำลังต่อต้านรัฐ” ไปเป็น “ผู้ถือครองอำนาจรัฐ” เสียเอง

เท็ดดี้อาจจะประนีประนอมกับอังกฤษและน้องชาย ที่เขาแนะนำอย่างหวังดีให้กลับไปสอนหนังสือและรักษาอาการเจ็บไข้ได้ป่วยของผู้คน แต่เขาไม่สามารถประนีประนอมกับเพื่อนร่วมชาติชาวไอริชที่ต่อต้านสนธิสัญญาสงบศึก

เช่นเดียวกันกับปัญญาชนผู้ผันตนมาเป็นนักรบอย่างเดเมี่ยน ซึ่งเดินทางมาไกลเกินกว่าจะย้อนกลับไปยังมุมสงบของชีวิตอัน “ปลอดการเมือง”

เดเมี่ยนและพวกตัดสินใจบุกปล้นคลังแสงอาวุธของรัฐบาล บางคนถูกฆ่า บางคนถูกจับ

หมอหนุ่มเป็นหนึ่งในกลุ่มคนประเภทหลัง

ในคุกแห่งเดิมที่พวกเขาเคยถูกทหารอังกฤษนำมาจับขังไว้รวมกัน เท็ดดี้ภายใต้เครื่องแบบเจ้าหน้าที่รัฐ พยายามอ้อนวอนขอให้ผู้เป็นน้องชายยอมสารภาพบอกที่ซ่อนของปืนที่ถูกปล้น ตลอดจนคนปล้นซึ่งหนีรอดไปได้

เดเมี่ยนไม่ยอมปริปากเรื่องนั้น เขากล่าวแต่เพียงว่าตนเองสังหารคนเป็นครั้งแรกในชีวิต ก็เพราะเด็กชายร่วมชาติทรยศต่อเพื่อน

ด้วยเหตุนี้ ตัวเขาเองจะไม่ยอมทรยศมิตรสหายเป็นอันขาด

สุดท้าย เดเมี่ยนจึงถูกปลิดชีวิตด้วยการยิงเป้า โดยมีพี่ชายแท้ๆ ทำหน้าที่บัญชาการประหาร

เรื่องเล่าใน “The Wind that Shakes the Barley” อาจพูดถึง “ศัตรู” ของ “ชาติ” ที่เปลี่ยนรูปแปลงร่างไป จาก “ศัตรูภายนอก” สู่ “ศัตรูภายใน”

แต่ “ศัตรู” ก็ยังคงเป็น “ศัตรู” ที่ต้องดำรงอยู่เสมอไม่เคยขาดตอน ราวกับ “ชาติ” ต้องการ “ศัตรู” ตลอดเวลา

ประวัติศาสตร์ว่าด้วย “ชาติ” และ “ศัตรูของชาติ” จึงเดินทางเป็น “วงกลม”

เฉกเช่นชะตากรรมของหลากหลายตัวละครในหนังเรื่องนี้

ทั้งคนไอริชที่เข่นฆ่ากันเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า, คนเล็กคนน้อยอย่างผู้หญิงและคนแก่ที่ถูกบุกเข้ามาเผาบ้าน-ค้นบ้าน ทั้งโดยกองกำลังติดอาวุธของอังกฤษและไอร์แลนด์

ตลอดจนหญิงสาวคนหนึ่งที่ต้องช็อกสุดขีดสองครั้ง ครั้งแรก เมื่อเธอสูญเสียน้องชาย, บ้าน และถูกจับกล้อนผมโดยทหารอังกฤษ กับครั้งหลัง เมื่อเธอสูญเสียชายคนรัก จากกระสุนปืนของทหารไอริช

หลายครั้ง เราต้องอาศัยระยะเวลายาวนานในการเฝ้ารอให้ “วงจร” ดังกล่าวถูก “ตัดขาด” เพื่อนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง

ทว่า หลายครา “การเดินทางมาถึงของอิสรภาพก็ยาวนานเกินกว่าที่ผู้ต่อสู้เพื่อมันเคยคาดหวังเอาไว้” ดังเนื้อหาในจดหมายที่เดเมี่ยนเขียนถึงคนรัก ก่อนถูกประหารชีวิต

ความเปลี่ยนแปลงแท้จริงก็คงเดินทางมาถึงจุดหมายช้ากว่าที่ผู้หวังจะมองเห็นมันเคยคาดคิดเอาไว้เช่นกัน

และระหว่างทาง “เรา” อาจต้อง “ทำร้าย” กันเองครั้งแล้วครั้งเล่า

 

ข่าวบันเทิง

เมื่อ “เคน โลช” ได้ปาล์มทองคำเป็นหนที่สอง

เคน โลช ผู้กำกับภาพยนตร์อาวุโสชาวอังกฤษ นำหนังเรื่อง “I, Daniel Blake” ขึ้นคว้ารางวัลปาล์มทองคำ จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ครั้งล่าสุด ที่เพิ่งปิดฉากลง

นี่เป็นครั้งที่สอง ที่โลช นักรณรงค์ทางสังคมและนักทำหนังเจ้าของผลงานกว่า 50 เรื่อง วัยย่าง 80 ปี สามารถคว้ารางวัลเกียรติยศดังกล่าวมาครอบครอง หลังจาก “The Wind That Shakes the Barley” หนังที่เล่าเรื่องราวว่าด้วยขบวนการปฏิวัติไอริชของเขา เคยได้รับรางวัลปาล์มทองคำเมื่อปี 2006

“I, Daniel Blake” เป็นผลงานลำดับที่ 13 ของโลช ที่ได้ร่วมประกวดในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์

หนังเล่าเรื่องราวของชายวัยกลางคนชาวเมืองนิวคาสเซิล ผู้ล้มป่วยด้วยอาการหัวใจวายเฉียบพลัน จนไม่สามารถประกอบอาชีพการงานได้ตามปกติอีกต่อไป

 

อย่างไรก็ตาม ผลการทดสอบของภาครัฐกลับระบุว่าเขายังสามารถทำงานได้ตามปกติ ชายผู้นี้จึงไม่ได้รับสวัสดิการสังคม ซึ่งตนควรจะได้รับ จนนำไปสู่ภาวะตกทุกข์ได้ยากในที่สุด

คณะกรรมการตัดสินรางวัลยังได้ยกย่องการแสดงของเดฟ จอห์นส์ นักแสดงนำในเรื่องว่า สามารถเปิดเผยให้เห็นถึงชะตากรรมของตัวละคร ที่ตกอยู่ในสภาพสิ้นไร้ไม้ตอก และถูกแวดล้อมด้วยรั้วรวดหนามของระบบรัฐสวัสดิการอังกฤษอันพิกลพิการ

I Daniel Blake

โลชกล่าวขณะขึ้นรับรางวัลว่า “เราจำเป็นต้องส่งสารแห่งความหวัง เราจำเป็นต้องบอกกล่าวออกไปถึงความเป็นไปได้ ในการมีระบบสังคมแบบอื่นๆ”

“โลกปัจจุบันของพวกเรากำลังตกอยู่ในภาวะอันตราย เรากำลังถูกโอบรัดด้วยโครงการรัดเข็มขัดทางเศรษฐกิจอันน่าสะพรึงกลัว ซึ่งถูกผลักดันโดยแนวคิดที่เราเรียกกันว่าลัทธิเสรีนิยมใหม่ ภาวะเช่นนี้ กำลังนำพาพวกเราไปสู่หายนะ”

โลชให้สัมภาษณ์ด้วยว่า เขาต้องการใช้หนังเรื่องนี้เปิดโปงระบบรัฐสวัสดิการของสหราชอาณาจักร

“ผมต้องการทำให้ผู้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้หัวใจสลาย และรู้สึกโกรธแค้น”

รู้ไว้ใช่ว่า

ภายหลังการเสียชีวิตของมาร์กาเร็ต แธตเชอร์ อดีตนายกรัฐมนตรีจากพรรคอนุรักษ์นิยม เมื่อปี 2013 โลชได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า แธตเชอร์ คือ นายกรัฐมนตรีที่ก่อให้เกิดการแบ่งแยกและการทำลายล้างมากที่สุด ในประวัติศาสตร์อังกฤษยุดใหม่

“มรดกที่เธอให้ไว้ คือ ภาวะว่างงานของมวลชน, การปิดตัวลงของโรงงานอุตสาหกรรรม, และการถูกทำลายลงของชุมชนต่างๆ แธตเชอร์เป็นนักสู้ ทว่า ศัตรูของเธอกลับกลายเป็นชนชั้นแรงงานอังกฤษ ชัยชนะของเธอได้รับการสนับสนุนจากบรรดาผู้นำพรรคแรงงานและสหภาพแรงงาน ที่มีความฉ้อฉลในทางการเมือง มันก็เป็นเพราะนโยบายหลายอย่างที่เธอเริ่มต้นขึ้นนั่นแหละ พวกเราถึงได้ชุลมุนวุ่นวายกันอยู่ในทุกวันนี้”

 

“จำได้ไหม? ว่าแธตเชอร์เคยบอกว่า (เนลสัน) แมนเดล่า เป็นผู้ก่อการร้าย มิหนำซ้ำ เธอยังไปนั่งดื่มชากับอาชญากรและนักละเมิดสิทธิมนุษยชนชื่อปิโนเชต์ เราควรให้เกียรติเธออย่างไรดีล่ะ? อ้อ มา ‘แปรรูป’ งานศพเธอกันดีไหม ด้วยการเปิดโอกาสให้มีผู้เข้ามาแข่งขันเพื่อประมูลจัดงานศพ ใครเสนอราคาถูกสุด คนนั้นก็ได้จัดงาน นี่น่าจะเป็นสิ่งที่แธตเชอร์ต้องการนะ”

ข่าวบันเทิง

มาแล้ว! ตัวอย่างภาพยนตร์ “สันติ-วีณา” ก่อนไปร่วมเทศกาลหนังเมืองคานส์

เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม เพจเฟซบุ๊ก Santi-Vina ได้เผยแพร่ตัวอย่างภาพยนตร์ “สันติ-วีณา” หนังเก่าเมื่อ พ.ศ.2497 ฝีมือการกำกับของ “ครูมารุต” หรือ “ทวี ณ บางช้าง” อำนวยการสร้างโดย “รัตน์ เปสตันยี” ที่ได้รับการบูรณะจนเสร็จสมบูรณ์ และเตรียมจะเข้าฉายรอบปฐมทัศน์โลกที่งานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ประจำปีนี้ ในสายคานส์ คลาสสิค

คลิกชมตัวอย่างภาพยนตร์ที่นี่

คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ที่นี่

คนมองหนัง

“สันติ-วีณา” ภาพยนตร์เก่า พ.ศ.2497 หนังไทยเรื่องเดียวใน “เทศกาลคานส์ 2016”

(มติชนสุดสัปดาห์ 29 เมษายน-5 พฤษภาคม 2559)

“สันติ-วีณา” ผลงานการกำกับของ “ทวี ณ บางช้าง” หรือ “มารุต” อำนวยการสร้างโดย “รัตน์ เปสตันยี” เมื่อ พ.ศ.2497 เป็นหนึ่งในหนังเรื่องสำคัญของประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทย

ทั้งในสถานะภาพยนตร์ไทยขนาดยาวเรื่องแรกที่ได้รับรางวัลจากงานภาพยนตร์นานาชาติแห่งเอเชียอาคเนย์ ประเทศญี่ปุ่น เมื่อ พ.ศ.2497 ไปถึง 3 สาขา ได้แก่ ถ่ายภาพยอดเยี่ยม (รัตน์ เปสตันยี), กำกับศิลป์ยอดเยี่ยม (อุไร ศิริสมบัติ) และรางวัลพิเศษจากสมาคมผู้สร้างภาพยนตร์แห่งอเมริกา ในฐานะภาพยนตร์ที่แสดงออกถึงวัฒนธรรมของเอเชียได้เป็นอย่างดี

และในสถานะภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกที่ถ่ายทำด้วยฟิล์มสีขนาด 35 ม.ม.

แต่เรื่องราวภายหลังความสำเร็จหนนั้นกลับกลายเป็นปริศนาทางประวัติศาสตร์ เมื่อฟิล์มของภาพยนตร์เรื่อง “สันติ-วีณา” หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย คนไทยรุ่นหลัง (รวมถึงรุ่น 2500) จึงไม่เคยมีโอกาสได้ชมหนังเรื่องนี้

แม้จะมีข้อมูลว่าฟิล์มสำเนาของภาพยนตร์เรื่อง “สันติ-วีณา” ได้ถูกขายให้แก่สหภาพโซเวียตและสาธารณรัฐประชาชนจีน ทว่า ก็ยังไม่เคยมีใครพบเห็น (หรือพยายามสืบค้น) ฟิล์มเหล่านั้นเช่นเดียวกัน

กระทั่งใน พ.ศ.2555 “อลงกต ด้วงใหม่” นักวิจารณ์ภาพยนตร์เจ้าของนามปากกา “กัลปพฤกษ์” ขณะกำลังศึกษาระดับปริญญาเอกที่สหราชอาณาจักร ได้เดินทางไปใช้บริการห้องสมุดของสถาบันภาพยนตร์แห่งสหราชอาณาจักร (บีเอฟไอ)

ก่อนจะพบเรื่องราวอันน่าตื่นเต้นจากการสืบค้นข้อมูลว่า หนึ่งในภาพยนตร์ไทยที่ทางบีเอฟไอจัดเก็บไว้ มีรายชื่อของ “สันติ-วีณา” รวมอยู่ด้วย

อย่างไรก็ตาม ฐานข้อมูลระบุว่าบีเอฟไอได้จัดเก็บฟิล์มเสียงต้นฉบับ และฟิล์มภาพ “บางส่วน” ของหนังไทยเรื่องนี้เอาไว้เท่านั้น

อลงกตแจ้งข่าวดังกล่าวให้หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ของไทยได้รับทราบ ทางหอภาพยนตร์จึงทำการติดต่อภัณฑารักษ์ของบีเอฟไอ เพื่อสอบถามถึงเรื่องราวเกี่ยวกับฟิล์มภาพยนตร์ “สันติ-วีณา”

โดยสถาบันภาพยนตร์แห่งสหราชอาณาจักรตอบกลับมาว่า สิ่งที่บีเอฟไอจัดเก็บไว้ ก็คือ ฟิล์มต้นฉบับเสียงขนาด 35 ม.ม. จำนวน 15 ม้วน ตลอดจนเบื้องหลังและไตเติ้ลภาพยนตร์จำนวน 1 ม้วน ของหนังไทยเรื่องนี้

ทั้งนี้ บีเอฟไอได้รับฟิล์มเหล่านั้นมาจากแล็บแรงค์ฟิล์ม เมื่อ พ.ศ.2518 อย่างไรก็ดี ขณะนั้น (พ.ศ.2555) สถาบันภาพยนตร์แห่งสหราชอาณาจักร ยังไม่สามารถระบุชัดเจนได้ว่า ฟิล์มต้นฉบับภาพของ “สันติ-วีณา” นั้นอยู่ที่ใด?

ต่อมา ใน พ.ศ.2556 “สัณห์ชัย โชติรสเศรณี” รองผู้อำนวยการหอภาพยนตร์ ได้ติดต่อประสานงานกับหอภาพยนตร์แห่งชาติของรัสเซีย (Gosfilmofond) ก่อนจะได้รับคำตอบว่า มีฟิล์มสำเนาของภาพยนตร์เรื่อง “สันติ-วีณา” ถูกเก็บอยู่ที่ Gosfilmofond จริงๆ สอดคล้องกับข้อมูลเก่าที่ระบุว่าหนังเรื่องนี้เคยถูกขายให้สหภาพโซเวียต

ฟิล์มสำเนาฉบับที่ถูกเก็บรักษาไว้ในรัสเซีย อยู่ในสภาพที่สีบางสีขาดหาย มีรอยขีดข่วน แต่รูหนามเตยอยู่ในสภาพดี และฟิล์มหดประมาณ 0.4 เปอร์เซ็นต์

จึงยังสามารถนำฟิล์มสำเนาฉบับนี้มาเข้าเครื่องสแกนเพื่อทำการบูรณะได้

ปี 2557 “โดม สุขวงศ์” ผู้อำนวยการหอภาพยนตร์ และ “ชลิดา เอื้อบำรุงจิต” รองผู้อำนวยการหอภาพยนตร์ ได้รับอีเมล์จากเพื่อนนักวิชาการด้านภาพยนตร์ศึกษาชาวจีน แจ้งว่า ณ หอภาพยนตร์ของจีน ก็มีฟิล์มสำเนาของ “สันติ-วีณา” ถูกเก็บไว้อยู่อีกหนึ่งชุด

เมื่อเปรียบเทียบคุณสมบัติของฟิล์มสำเนาทั้งสองฉบับแล้ว ฉบับที่ถูกเก็บไว้ในรัสเซีย จะมีภาพออกโทนสีม่วงทั้งหมด แสดงให้เห็นว่าฟิล์มมีปัญหาเรื่องความเสื่อมของสี

ขณะที่ฉบับที่ถูกเก็บไว้ในจีน สีออกซีด มีรอยขีดข่วน แต่ที่สำคัญ คือ มีคำบรรยายภาษาจีนฝังอยู่ในเนื้อฟิล์ม ซึ่งเป็นอุปสรรคใหญ่ต่อการบูรณะ เพราะจะต้องมีการลบคำบรรยายออกจากภาพทีละเฟรม

หอภาพยนตร์จึงสรุป ณ เบื้องต้นว่า จะริเริ่มโครงการบูรณะภาพยนตร์เรื่อง “สันติ-วีณา” โดยใช้เสียงจากฟิล์มต้นฉบับที่อังกฤษ และใช้ภาพจากฟิล์มสำเนาที่รัสเซีย

อย่างไรก็ตาม ต่อมา ผู้เชี่ยวชาญด้านฟิล์มภาพยนตร์ชาวต่างประเทศ ซึ่งเป็นตัวแทนของหอภาพยนตร์ไทย ได้เดินทางเข้าไปตรวจสอบสภาพฟิล์มต้นฉบับของ “สันติ-วีณา” ที่สถาบันภาพยนตร์แห่งสหราชอาณาจักรอย่างละเอียด

ก่อนจะพบว่าความผิดพลาดในการสะกดชื่อหนังเป็นภาษาอังกฤษอย่างแตกต่างกันสองเวอร์ชั่น ได้ส่งผลให้ฟิล์มบางชุดตกสำรวจหล่นหายไปจากฐานข้อมูล

และเมื่อเข้าไปตรวจสอบที่คลังเก็บฟิล์มของสถาบันภาพยนตร์แห่งสหราชอาณาจักรโดยถี่ถ้วนแล้ว จึงพบว่ามี “ฟิล์มต้นฉบับภาพ” ของ “สันติ-วีณา” รวมทั้งหมด 15 ม้วน ความยาว 12,700 ฟุต ถูกจัดเก็บไว้เช่นกัน

สภาพของฟิล์มต้นฉบับภาพนั้น เริ่มมีเชื้อราขึ้นตามขอบฟิล์ม และบางส่วนก็ลามไปอยู่ถึงในภาพหรือถึงชั้นของฟิล์ม สีเริ่มซีดจาง อัตราการหดตัวของฟิล์มค่อนข้างต่ำ รูหนามเตยฉีกขาดเล็กน้อย ส่วนต่อฟิล์มมีการขาดจากกันบ้าง

ส่วนฟิล์มต้นฉบับเสียงยังอยู่ในสภาพดี ไม่มีความเสียหายทางเคมีใดๆ

ด้วยเหตุนี้ หอภาพยนตร์จึงตัดสินใจดำเนินการบูรณะหนังเรื่อง “สันติ-วีณา” โดยใช้ฟิล์มต้นฉบับภาพและเสียง ซึ่งถูกเก็บรักษาไว้ที่อังกฤษ เป็นฐานข้อมูลหลัก

และได้ติดต่อว่าจ้างบริษัท L”Immagine Ritrovata จากประเทศอิตาลี ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการบูรณะภาพยนตร์ด้วยระบบดิจิตอล ให้มาบูรณะ “สันติ-วีณา” เป็นไฟล์ดิจิตอล ความละเอียดระดับ 4k

ล่าสุด เมื่อวันที่ 20 เมษายน ทางเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศส ได้ประกาศข่าวดีว่า ภาพยนตร์เรื่อง “สันติ-วีณา” ฉบับบูรณะ จะได้รับเกียรติให้ฉายรอบปฐมทัศน์โลกที่เทศกาลในช่วงเดือนพฤษภาคมนี้

โดยหนังถูกจัดให้อยู่ในสาย “คานส์ คลาสสิคส์” ซึ่งจะคัดเลือกภาพยนตร์เก่าทรงคุณค่าจากทั่วทุกมุมโลก ที่ได้รับการบูรณะซ่อมแซมมาเป็นอย่างดีแล้ว ไปจัดฉาย

“สันติ-วีณา” จึงเป็นหนังไทยเพียงเรื่องเดียว ที่ถูกคัดเลือกเข้าฉายในโปรแกรมอย่างเป็นทางการของเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ประจำปีนี้

ย้อนกลับไปเมื่อ พ.ศ.2544 “ฟ้าทะลายโจร” ภาพยนตร์แนวย้อนยุคของ “วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง” ถือเป็นหนังไทยเรื่องแรกสุดที่ถูกคัดเลือกเข้าไปฉายในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์อย่างเป็นทางการ

วิศิษฏ์เปิดเผยโดยไม่ปิดบังว่า ผลงานของเขาได้รับแรงบันดาลใจมาจากหนังของ “รัตน์ เปสตันยี”

อีก 15 ปีต่อมา ภาพยนตร์ที่อำนวยการสร้างโดยรัตน์เมื่อ 62 ปีก่อน จึงมีโอกาสถูกนำไปจัดฉายในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติแห่งเดียวกัน

สำหรับผู้สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม โปรดอ่านบทความ “62 ปีที่หายไป สันติ-วีณา หนังไทยเรื่องแรกที่ได้รับรางวัลระดับนานาชาติ” โดย สัณห์ชัย โชติรสเศรณี ใน “จดหมายข่าวหอภาพยนตร์” ฉบับพฤษภาคม-มิถุนายน 2559 (ดาวน์โหลดได้ที่ http://www.fapot.org/files/images/news33_s.pdf)

ข่าวบันเทิง

“สันติ-วีณา” เป็นหนึ่งเดียวของไทยในเทศกาลคานส์ 2016 ถูกคัดเลือกเข้าฉายในสาย “คลาสสิคส์”

วันที่ 20 เมษายน เว็บไซต์เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ ได้ประกาศรายชื่อภาพยนตร์เก่าและหนังซึ่งบอกเล่าเรื่องราวของประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ ที่ถูกคัดเลือกเข้าฉายในสาย “คานส์ คลาสสิคส์” ของเทศกาลประจำปี 2016

น่ายินดีว่ามีหนังไทยหนึ่งเรื่องได้รับคัดเลือกเข้าไปฉายในสายดังกล่าวประจำปีนี้ นั่นคือ ภาพยนตร์เรื่อง “สันติ-วีณา” โดย ทวี ณ บางช้าง หรือ “มารุต”

แผ่นฟิล์มต้นฉบับของหนังที่สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2497 เรื่องนี้ ถูกดำเนินการบูรณะโดยหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน)

ก่อนหน้านี้ เป็นที่เข้าใจกันว่า ม้วนฟิล์มเนกาทีฟต้นฉบับของภาพยนตร์เรื่องนี้ได้สูญหายจากโลกไปแล้ว ต่อมา ในปี ค.ศ.2014 หรือ พ.ศ.2557 จึงได้มีการค้นพบฟิล์มต้นฉบับของหนังเรื่อง “สันติ-วีณา” ณ สถาบันภาพยนตร์แห่งสหราชอาณาจักร (บีเอฟไอ) รวมทั้งยังมีการค้นพบฟิล์มฉบับก็อปปี้ที่ถูกส่งไปฉายตามโรงภาพยนตร์ต่างประเทศ ณ หอภาพยนตร์แห่งประเทศจีน และ Gosfilmofond (ซีเนมาเธคของรัสเซีย)

จากนั้น ได้มีการนำฟิล์มต้นฉบับที่ถูกค้นพบ ณ บีเอฟไอ ไปบูรณะและสแกนเป็นไฟล์ดิจิตอล 4K ที่ L’Immagine Ritrovata Laboratory ประเทศอิตาลี

ก่อนจะถูกคัดเลือกเข้าฉายในสาย “คานส์ คลาสสิคส์ 2016”

ที่มาเนื้อหา http://www.festival-cannes.fr/en/article/62136.html

ที่มาภาพประกอบ http://saisampan.net/index.php?topic=55075.60