ข่าวบันเทิง

ไม่ควรพลาด! เทศกาลหนังสั้นครั้งที่ 22 ที่หอภาพยนตร์ ศาลายา

แวะเวียนมาบรรจบอีกคราวกับเทศกาลภาพยนตร์สั้น ครั้งที่ 22 ซึ่งครั้งนี้เป็นหนแรกสุด ที่งานทั้งหมดจะย้ายมาจัด ณ หอภาพยนตร์ ศาลายา ระหว่างวันที่ 8-16 กันยายน 2561

เทศกาลภาพยนตร์สั้นหนนี้ยังอัดแน่นไปด้วยโปรแกรมจัดฉายหนังสั้นทั้งของไทยและต่างประเทศจำนวนมากมายเช่นเคย ตามรายละเอียดดังต่อไปนี้

This slideshow requires JavaScript.

ขณะเดียวกัน ความแปลกใหม่ที่เพิ่มเติมเข้ามา ก็คือ งานเสวนาที่หลากหลาย ซึ่งมีเนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการโพสต์โปรดักชั่นในยุคดิจิทัล, การใช้โอเพ่นซอร์สซอฟแวร์ในการสร้างแพลตฟอร์มวิดีโอออนไลน์ของตนเอง ไปจนถึง กระบวนการพัฒนาโปรเจ็คท์ภาพยนตร์ขนาดยาว

นอกจากนั้น ในวันอังคารที่ 11 กันยายน ยังจะมี งานประชุมวิชาการด้านภาพยนตร์ศึกษา ครั้งที่ 8 เสริมเข้ามาอีกด้วย

ภาพยนตร์ศึกษา ครั้งที่ 8

ตรวจสอบรายละเอียดทั้งหมดเกี่ยวกับเทศกาล ที่นี่

ลงทะเบียนรับบัตรเข้าชมเทศกาลล่วงหน้า ที่นี่

Advertisements
คนมองหนัง

เขียนถึง “หนังสั้น 21” เท่าที่ได้ดู (2)

ย้ายรัง (ติณห์นวัช จันทร์คล้อย)

ย้ายรัง

ในแง่ “ความเป็นหนัง” แบบ “เพียวๆ” หนังสารคดีเรื่องนี้อาจไม่โดดเด่นทรงพลังมากนัก

แต่ผมชอบสิ่งที่ “ย้ายรัง” พยายามนำเสนอ นั่นคือ การฉายภาพให้เห็นถึง “กระบวนการแทบทุกส่วน” ของการทำหนังสารคดี เพื่อตอบโจทย์ทางสังคมและโจทย์ขององค์กรที่มอบเงินทุนสนับสนุน

หากพิจารณาลงลึกไปในแต่ละเสี้ยวส่วน “ย้ายรัง” อาจไม่ได้มีอะไรใหม่หรือเตะตาแบบสุดๆ เช่น การเผยให้เห็นตัวตน-วิธีคิดของคนทำหนัง/กิจกรรมเพื่อสังคม หรือ การให้บรรดาซับเจ็คท์ในหนังได้มีส่วนร่วมกับการสร้างสรรค์เรื่องราว ก็มีหนังสารคดีเรื่องอื่นทำกันมาจนเกร่อแล้ว

หรือเอาเข้าจริง ในตอนจบที่ฉายให้เห็นผลลัพธ์ของโครงการพัฒนาที่หนังสารคดีเรื่องนี้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ด้วย ก็ออกจะดู “แปลกๆ” และ “ผิดที่ผิดทาง” ด้วยซ้ำ

แต่พอเอาทุกส่วนของหนังมาเขย่ารวม-ประกอบเข้าด้วยกัน ผมกลับรู้สึกค่อนข้างโอเคกับมัน

เพราะนอกจากจะได้เห็นการพยายามขับเคลื่อนอะไรบางอย่างจากจุดเริ่มต้นไปสู่บทสรุป (ในระดับหนึ่ง) อย่างสอดคล้อง เป็นลำดับขั้นตอน เป็นเหตุเป็นผลต่อกันแล้ว

เรายังได้เห็นภาวะลักลั่นย้อนแย้งบางประการซ่อนแฝงอยู่ด้วย (ซึ่งเป็นเสน่ห์ชวนฉุกคิดดี) อาทิ หนังเปิดเรื่องราวด้วยสถานการณ์ตึงเครียด เมื่อชาวบ้านคนจนเมืองในชุมชนแห่งหนึ่งมีความขัดแย้งกับหน่วยงาน/เจ้าหน้าที่รัฐ จากปัญหาเรื่องพื้นที่อยู่อาศัย แต่อีกด้าน หนังก็สรุปปิดท้ายเอาไว้ว่ามีองค์การมหาชนหน่วยงานหนึ่ง (ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐในอีกรูปแบบหนึ่ง) ได้เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาให้ชาวบ้านกลุ่มนี้ และหนังก็กำลังบอกเล่าเรื่องราวในนามขององค์การมหาชนแห่งนั้นอยู่

อาญิง แซ่จาง (เกียรติศักดิ์ กิ่งแก้ว)

อาญิง

เรื่องราวในภาพรวมของหนังสารคดีเรื่องนี้อาจจะ “ไม่ใหม่” แล้ว แต่ขณะเดียวกัน ถ้าทำให้ถึง เรื่องราวประเภทนี้ก็สามารถตรึงใจคนดูไว้ได้เสมอ รวมถึงในกรณีของ “อาญิง แซ่จาง” ซึ่งมีองค์ประกอบบางส่วน (ในแง่การถ่ายทำ) ที่ไม่น่าจะดึงดูดให้คนดู “อิน” กับหนังได้ง่ายนัก แต่พอถึงจุดสำคัญจริงๆ หนังก็ยังจัดการคนดูได้อย่างอยู่หมัดพอสมควร

หนังสารคดีเรื่องนี้เล่าเรื่องของสตรีวัยกลางคนจากดอยสูงภาคเหนือ ที่เดินทางไปทำงานถึงสุดขอบแดนใต้ ชีวิตความเป็นอยู่ของหญิงคนนี้ไม่เดือดร้อน เธอไม่ใช่ “บุคคลไร้สัญชาติ” ด้วยซ้ำ แต่เธอต้องกลายสถานะเป็น “บุคคลเถื่อนไร้ตัวตน” ด้วยความผิดพลาดในการกรอกข้อมูลบางอย่าง และการต้องติดต่อกับระบบราชการเพื่อแก้ไขปัญหาก็ดำเนินไปอย่างยืดเยื้อไร้จุดสิ้นสุด

ในแง่เนื้อหา หนังนำเสนอประเด็นบางอย่างที่น่าสนใจดี คือ สุดท้าย การแก้ไขปัญหาข้างต้นก็ต้องอาศัยพลังของระบบอุปถัมภ์ค้ำจุนบางอย่าง

หรือกล่าวได้อีกอย่างว่าระบบราชการที่ซับซ้อนเชื่องช้าจะทำงานรวดเร็วทันใจขึ้น ไม่ใช่เพราะมีชาวบ้านไปติดต่อทวงถาม แต่ระบบนี้จะเวิร์ก ต่อเมื่อมีคนที่มีสถานะทางเศรษฐกิจ/สังคมสูงส่งพอสมควร และเป็นผู้อุปถัมภ์ชาวบ้านอีกต่อหนึ่ง เดินทางไปถึงที่ว่าการอำเภอ เพื่อทำหน้าที่เป็นปากเสียงประสานงานแทนชาวบ้าน

ในแง่เทคนิคการถ่ายทำ-เล่าเรื่อง “อาญิง แซ่จาง” เหมือนจะเดินสวนทางกับ “ย้ายรัง” อยู่พอสมควร เพราะในขณะที่หนังสารคดีเรื่องก่อนหน้าฉายให้เห็นถึงกระบวนการทำหนังที่ค่อนข้างครบถ้วนกระบวนความ แต่หนังเรื่องนี้กลับถ่ายทอดให้ผู้ชมได้รับรู้เลยว่าคนทำกำลังผลิตหนังเรื่องนี้ด้วย “เงื่อนไขข้อจำกัด” หรือ “ความบกพร่องขาดแคลน” บางประการ

ทั้งความขาดแคลนทางด้านอุปกรณ์-เทคนิค (ภาพและเสียง) และข้อจำกัดในแง่ที่หนังไป (แอบ) ถ่ายทำในสถานที่ราชการ จนไม่สามารถบันทึกเหตุการณ์บางอย่างได้อย่างครบถ้วนเป็นทางการ

(แต่ก็มีบางซีนที่หนังจงใจจะรักษาระยะห่างของตัวเองเอาไว้ในข้อจำกัดบางประการ เช่น ตอนที่คนทำหนังติดตามอาญิงไปเคารพหลุมศพของคนรัก -อยู่ห่างๆ- ซึ่งให้ผลลัพธ์ที่ดีเลยทีเดียว)

บางครั้ง ความขาดแคลนดังกล่าวได้ส่งผลให้หนังไร้พลังลงอย่างน่าเสียดาย แต่ในบางคราว ความขาดแคลนบางด้านก็อาจช่วยขับเน้นให้คนดูได้ตระหนักถึงความบกพร่องโอกาสหรือการดำเนินชีวิตอันแหว่งหวิ่น ที่ซับเจ็คท์ในหนังต้องเผชิญหน้ามาอย่างยาวนาน จนช่วยทวีพลังให้แก่หนังสารคดีเรื่องนี้ได้เช่นกัน

สวรรคาลัย (อภิชน รัตนาภายน)

สวรรคาลัย

คนทำหนังเรื่องนี้เข้าไปบันทึกภาพเหตุการณ์-บรรยากาศในโรงพยาบาลศิริราชเมื่อช่วงบ่าย-ค่ำ วันที่ 13 ตุลาคม 2559

“สวรรคาลัย” สามารถจับเอาอารมณ์โศกเศร้าตกตะลึงของผู้คนจำนวนมากมาได้ ผ่านสายตาแหลมคมของผู้สังเกตการณ์

อย่างไรก็ดี จุดที่ผมรู้สึกว่าน่าสนใจมากๆ ในหนัง ก็คือ พร้อมๆ กับการบันทึกอารมณ์ความรู้สึกโศกเศร้ามวลใหญ่ หนังสารคดีเรื่องนี้ยังสามารถจับรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ บางประการ เอาไว้ได้ด้วย

เช่น การจับภาพคนที่มานั่งในโรงพยาบาลศิริราช ตั้งแต่ยังไม่มี “ข่าวความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่” ถูกประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ เราจึงจะได้เห็นอากัปกิริยาที่ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปของคนเหล่านั้น จากการมีลักษณะทีเล่นทีจริง กังวลสลับผ่อนคลาย ไปสู่ภาวะตึงเครียด และโศกเศร้าในท้ายที่สุด

การจับความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ตรงจุดนี้ได้นี่แหละ ที่ทำให้เราตระหนักว่าความสูญเสียซึ่งเกิดขึ้นนั้น ส่งผลสะเทือนต่อปัจเจกบุคคลแต่ละรายอย่างลึกซึ้งเพียงใด

ขณะเดียวกัน ผมชอบที่หนังจับภาพของ “เด็กเล็กๆ” ที่อยู่ในโรงพยาบาลศิริราชอยู่เป็นระยะๆ โดยเด็กที่ยังอายุน้อยมากๆ บางคน อาจไม่สามารถเปล่งแสดงความรู้สึกโศกเศร้าออกมาได้อย่างเอ่อท้นเทียบเท่าผู้ใหญ่ใกล้ๆ ตัว

แต่การดำรงอยู่ของเยาวชนเหล่านี้ ท่ามกลางสถานการณ์แห่งความสูญเสียเช่นนั้น ย่อมมีนัยยะสำคัญอย่างแน่นอน เพราะพวกเขาคือกลุ่มคนที่จะค่อยๆ เติบใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จากยุคสมัยของความเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2559

คนมองหนัง

เขียนถึง “หนังสั้น 21” เท่าที่ได้ดู (1)

“Bangkok Dystopia” (ปฏิพล ทีฆายุวัฒน์)

bkk dystopia

หนังเล่าเรื่องราวในค่ำคืน/เช้ามืดที่มีการประกาศกฎอัยการศึก ก่อนเกิดรัฐประหารปี 2557

จุดเริ่มต้นของเรื่องเกิดขึ้นเมื่อมีผู้โดยสารสองรายถูกเชิญ (ไล่) ลงจากรถเมล์ เนื่องจากการประกาศกฎอัยการศึกส่งผลให้รถเมล์สายนี้ไม่สามารถเดินทางไปถึงจุดหมายปลายทางที่เขาและเธอต้องการได้ทัน

ผู้โดยสารคนแรกเป็นหญิงสาวผิวเข้มตาคม อายุน่าจะราวๆ 20 ต้นๆ หรือใกล้ 20 เธอมีบุคลิก การแต่งกาย และสีหน้าแววตาที่ช่ำชองและกร้านโลกพอสมควร

พอลงจากรถเมล์ หญิงสาวพยายามโทรศัพท์เรียกให้แฟนขี่มอเตอร์ไซค์มารับ แต่เสียงจากปลายสายคล้ายจะปฏิเสธ

ผู้โดยสารคนที่สองเป็นเด็กหนุ่มที่น่าจะเพิ่งเริ่มเรียน ม.ปลาย เขามีแววตาใสซื่อบริสุทธิ์ จนคล้ายจะมีคำถามและความสงสัยใคร่รู้ต่างๆ ผุดพรายออกมาจากดวงตาคู่นั้น

เด็กหนุ่มบอกว่าเพิ่งเขาไปติววาดรูปช่วงเย็น และพอเลิกเรียนก็ยังไม่อยากกลับบ้าน จึงเตร็ดเตร่อยู่ข้างนอกอีกสักพัก จนถูกไล่ลงจากรถเมล์ในท้ายที่สุด

เมื่อหนึ่งสาวหนึ่งหนุ่มเดินเท้าไปเรื่อยๆ จากริมคลองผดุงกรุงเกษมจนถึงบริเวณวัดสระเกศ แต่ยังหารถกลับบ้านไม่ได้ ทั้งคู่ต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ผกผันต่างๆ

ไฮไลท์ในช่วงต้นของหนัง น่าจะอยู่ตรงฉากที่หญิงสาวหาญกล้าทะเลาะเบาะแว้งกับทหารชั้นผู้น้อยนายหนึ่ง ซึ่งแสดงท่าทีข่มขู่ดูหมิ่นเธอและเด็กหนุ่ม

ภาวะปฏิปักษ์เช่นนั้นจบลงด้วยการที่หญิงสาวสามารถล่วงละเมิด “แหล่งที่มาของอำนาจสูงสุด” บนร่างกายทหารผู้นั้น

ระหว่างทาง คนดูจะได้รับรู้ถึงปัญหาความตึงเครียดในชีวิตครอบครัว (คนชั้นกลาง) ของเด็กหนุ่ม แต่กลับไม่รู้อะไรเกี่ยวกับหญิงสาวเพื่อนร่วมทางมากนัก

จนช่วงท้ายๆ นั่นแหละ ที่เราจะได้เข้าใจตัวละครรายนี้มากยิ่งขึ้น ก่อนที่เด็กหนุ่มและหญิงสาวจะอำลาจากกันท่ามกลางภาวะกระอักกระอ่วนบางประการ

ขณะที่ร่องรอยความสูญเสียบางอย่างได้ปรากฏเกลื่อนกลาดเต็มท้องถนนในช่วงเช้าหลังคืนแรกของการประกาศกฎอัยการศึก

“Bangkok Dystopia” ไม่ใช่หนังการเมืองแบบชัดเจน แต่ผู้กำกับคือปฏิพลเลือกนำสถานการณ์ทางการเมืองมาประกอบสร้างเป็นบริบทรายล้อมสองตัวละครนำได้อย่างพอเหมาะพอเจาะและเปี่ยมชั้นเชิง

เด็กหนุ่มและหญิงสาวในเรื่อง ต่างมีสถานะเป็นปัจเจกบุคคลที่ประสบปัญหาชีวิตจิปาถะแตกต่างกันไป ด้วยวิถีและเป้าหมายชีวิต ตลอดจนวิธีการมองโลก ที่ผิดแผกจากกัน

อย่างไรก็ดี ทั้งคู่ต่างเป็นสมาชิกของครอบครัว/สังคม ที่ถูกก่อร่างสร้างขึ้นมาจากรากฐานความสัมพันธ์ทางอำนาจที่ไม่เท่าเทียมคล้ายๆ กัน และได้รับผลกระทบจาก (จุดตั้งต้นของ) ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในปี 2557 พร้อมๆ กัน

หนังสั้นเรื่องนี้ถือเป็นบทบันทึกว่าด้วยสังคมร่วมสมัยชิ้นเยี่ยม ที่ฉายภาพของความโดดเดี่ยว เคว้งคว้าง อารมณ์เหงาๆ เศร้าๆ แบบดิบๆ เท่ๆ ของคนหนุ่มสาว

ไปพร้อมๆ กับการเผยเค้าลางของโครงสร้างทางอำนาจขนาดมหึมาที่ครอบคลุมกักขังตัวละครนำทั้งสองเอาไว้ จนมองแทบไม่เห็นอนาคตภายภาคหน้า

“พิราบ” (ภาษิต พร้อมนำพล)

พิราบ

นี่เป็นหนังการเมืองแบบชัดๆ ที่เล่าเรื่องราวภายหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ด้วยงานสร้างที่ไม่ขี้เหร่เลย

“พิราบ” ถือเป็น “หนัง 6 ตุลา” อีกเฉดสีหนึ่ง ที่แม้จะไม่ได้พูดถึงเหตุการณ์วันที่ 6 ตุลาคม 2519 ตรงๆ แต่ก็ไม่ได้นำพาตัวเองให้หลุดลอยข้ามพ้นไปจากบริบท “6 ตุลา” จนไกลลิบ

หากเปรียบเทียบกับหนังยาวที่มาก่อน เช่น “คนล่าจันทร์” หรือ “ดาวคะนอง” “พิราบ” คล้ายจะจัดวางตัวเองให้อยู่บนสถานการณ์ก่อนหน้าการต่อสู้ในป่าและการออกจากป่าของหนังเรื่องแรก และกระบวนการผลิตความทรงจำในอีกหลายทศวรรษต่อมาโดยหนังเรื่องที่สอง

หนังสั้นเรื่องนี้เลือกจะเล่าถึงสถานการณ์หลังวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ผ่านกระบวนการที่รัฐค่อยๆ ผลักไสให้นักศึกษาคนหนึ่งตัดสินใจออกเดินทางเข้าไปต่อสู้ในป่า

หรืออาจสรุปความได้ว่า หนังตั้งต้นตัวเองไว้ตรงร่องรอยความสูญเสียหลังวันที่ 6 ตุลา แล้วจบตัวเองลงตรงการเดินทางไปถึงชายป่าแถบอีสานใต้ของตัวละครนำ

ถ้าพิจารณาในแง่ของความเป็นหนังการเมือง “พิราบ” ก็มีเนื้อหาที่เข้มข้นจริงจัง แต่ไม่ล่อแหลมเกินไป เมื่อหนังเลือกจำกัดเนื้อหาของตนเองไว้ที่ “กระบวนการเข้าป่า” ของปัจเจกชนรายหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าเรื่องเล่าในสเกลเล็กย่อยระดับนั้นจะไม่ส่งผลสะเทือนใดๆ ต่อผู้ชม เพราะตอนจบอัน “เปิดกว้าง” ไปสู่การต่อสู้ที่คนดูไม่มีโอกาสได้เห็นในจอ (ราวกับการต่อสู้หรือความขัดแย้งครั้งนั้นยังไม่ปิดฉากจบสิ้นลงอย่างเป็นทางการ) กลับทรงพลังเป็นอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ “พิราบ” ยังมีฉากดราม่าระหว่างแม่กับลูกที่ดีมากๆ

แม้จะมีหลายองค์ประกอบที่สามารถชักจูงหนังเรื่องนี้ไปสู่ “ความเชย” หรือ “ความล้าสมัย” ได้ง่ายๆ เช่น บทสนทนาหรือเนื้อหาในเสียงบรรยายของตัวละครนำ

แต่ด้วยความจริงจังจริงใจในการนำเสนอ และการเก็บรายละเอียดบางด้านได้อย่างน่าทึ่ง (นี่น่าจะเป็นหนัง/ละครไทยที่พยายามพูดถึงขั้นตอนและวิธีการ “การเดินทางจากเมืองเข้าสู่ป่า” อย่างจริงจังและละเอียดลออที่สุด)

“พิราบ” จึงมีศักยภาพสูงพอ ที่จะทำให้คนดูเชื่อและเข้าใจได้ว่าเพราะเหตุใดตัวละครนำต้องเลือกทางเดินชีวิตเช่นนั้น ณ ช่วงเวลานั้น

“สดใสวันบัวบาน” (พริมริน พัวรัตน์)

สดใสวันบัวบาน

เมื่อคราวเทศกาล “หนังสั้น 20” มีหนังสารคดีเรื่องหนึ่งที่ผมประทับใจค่อนข้างมาก คือ “แปะอิ่น” (เคยเขียนถึงไว้ในลิงก์นี้)

มาถึงเทศกาลปีนี้ คนทำหนังสารคดีเรื่องนั้น คือ “พริมริม พัวรัตน์” มีผลงานได้กลับมาฉายในรอบสุดท้ายอีกครั้ง (แต่อยู่นอกสายประกวด คือ สาย “Thailand 4.0”)

คราวนี้ พริมรินหันมาทำหนังเล่าเรื่อง ถ่ายทอดวิถีชีวิตของ “บัว” หญิงสาววัยมัธยมฯ ที่อาศัยอยู่ในจังหวัดกระบี่

“บัว” คล้ายจะมีปัญหาชีวิตรุมล้อมไปหมด ทั้งเรื่องที่พ่อไปทางแม่ไปทาง ส่วนเธอต้องอยู่บ้านกับพี่ชายที่ติดเกมคอมพิวเตอร์

เมื่อไปโรงเรียน บัวคล้ายจะมีความสุขกับการเข้าร่วมกิจกรรมของชมรมนาฏศิลป์ แต่ลึกๆ แล้ว ก็เหมือนเธอจะมีปมในใจบางอย่าง ว่าทำไมตนเองถึงไม่ได้เป็น “ตัวเอก” ในการแสดงเสียที

แม้กระทั่งตอนขึ้นแสดงระบำไก่ชน เธอก็ยังต้องรำเป็นไก่ที่ถูกชนจนพ่ายแพ้

ย้อนไปที่สายสัมพันธ์ระหว่างบัวกับผู้ให้กำเนิด ซึ่งซับซ้อนน่าสนใจมาก

ในหนัง เราจะได้เห็นบัวและพี่ชายนั่งรถทางไกลจากกระบี่ไปอยุธยา เพื่อเยี่ยมพ่อซึ่งทำงานอยู่ที่นั่น พ่อของบัวมีภรรยาใหม่ คนดูจะได้มองเห็นฉากบัวแสดงอาการหงุดหงิดไม่พอใจใส่พ่อและคู่รัก (แต่ขณะเดียวกัน พ่อผู้แลดูห่างเหิน กลับรู้เรื่องราวในชีวิตประจำวันของลูกค่อนข้างละเอียด)

ในทางกลับกัน บัวกับแม่ก็เชื่อมร้อยสายสัมพันธ์ทางโทรศัพท์เป็นหลัก เราไม่เห็นบัวได้พบปะกับแม่ตัวเป็นๆ แม่ไม่ได้มาดูบัวแสดงนาฏศิลป์ แม่ของบัวแทบไม่มีตัวตนในหนังเรื่องนี้

ไปๆ มาๆ พ่อที่คล้ายจะเหินห่างในตอนแรกจึงมีปฏิสัมพันธ์กับลูกสาวชัดเจนกว่าแม่ ที่แค่ส่งเสียงผ่านสายโทรศัพท์มาพูดคุยกับลูก

อย่างไรก็ดี ชีวิตของบัวที่เต็มไปด้วยจุดพร่องหรือความไม่สมบูรณ์แบบกลับดำเนินไปโดย “รื่นรมย์” พอสมควร หนังแสดงให้เห็นว่าเด็กสาวยังพร้อมจะก้าวเดินต่อไปอย่างมีความหวังบนเส้นทางข้างหน้าที่คงมีหลุมบ่อปรากฏกีดขวางเป็นระยะๆ

จุดนี้เป็นความเก่งของคนทำ เพราะผมรู้สึกว่าด้วยเงื่อนไขต่างๆ ที่หนังปูเอาไว้นั้น อาจชักนำให้ “สดใสวันบัวบาน” กลายเป็นหนังที่เศร้าตรมระทมทุกข์ได้อยู่ตลอดเวลา

แต่พริมรินกลับใส่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ และกำกับนักแสดงนำได้อยู่มือ จนสามารถพลิกโทนให้หนังของเธอ กลายเป็นภาพยนตร์ของคนมีปัญหาชีวิตที่ยังคงมองโลกด้วยสายตาสดใสในมุมบวกอยู่เสมอ

รายละเอียดข้อหนึ่งที่ผมชอบมากในหนัง คือ ความสัมพันธ์ระหว่างบัวกับเพื่อนสนิทร่วมโรงเรียน/ชมรม ที่ด้านหนึ่ง ทั้งสองก็เป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน (เมื่อบัวติดฝน กระทั่งกลับบ้านเองลำบาก เพื่อนคนนี้ก็ร้องขอให้พ่อของเธอช่วยขับรถไปส่งบัว แถมพ่อเพื่อนกับพ่อบัวดันเป็นเพื่อนเก่ากันอีกต่างหาก) แต่อีกด้าน บัวก็เหมือนจะอิจฉาเพื่อนคนเดียวกันนี้อยู่นิดๆ ในเรื่องการรำ

ผมรู้สึกว่าความสัมพันธ์กึ่งมิตรกึ่งศัตรูทำนองนี้ มันจะเกิดขึ้นได้กับเพื่อนสมัยประถม-มัธยม แต่พอเราโตขึ้นมามีเพื่อนสมัยมหาวิทยาลัยและวัยทำงาน สถานะ “มิตร” หรือ “ศัตรู” ก็ดูเหมือนจะแยกขาดออกจากกันชัดเจนขึ้น

ข้อสุดท้ายที่ทำให้ผมรู้สึกดีเป็นพิเศษ ได้แก่ ตัวละครซึ่งเป็นคนขับรถพาบัวและพี่ชายไปหาพ่อที่อยุธยา นั้นคือลุงที่ชื่อว่า “แปะอิ่น”

“แปะอิ่น” ในหนังเรื่องนี้ เป็นลุงที่คอยแวะเวียนมาดูแลหลานๆ ที่อยู่กันลำพังเพียงสองคน

ไม่แน่ใจว่า “แปะอิ่น” คนนี้ จะเป็นคนเดียวกับ “แปะอิ่น” เจ้าของร้านโชห่วยผู้ต้องดูแลคุณแม่วัยชรา ในหนังสารคดีเรื่องที่แล้วของพริมรินหรือไม่?

วิป (fff) (นนทจรรย์ ประกอบทรัพย์)

วิป

เอาจริงๆ ผมอาจไม่ได้เข้าใจสารของหนังเรื่องนี้อย่างลึกซึ้งมากนัก

และไม่แน่ใจว่า ตัวหนังเป็นสัญลักษณ์เปรียบเทียบของอะไรที่ใหญ่โตกว่าเรื่องบาดแผลของหญิงสาวคนหนึ่ง หลังเธอประสบอุบัติเหตุรถมอเตอร์ไซค์ล้มพร้อมกับแฟนหนุ่มหรือไม่?

อย่างไรก็ตาม ถ้านนทจรรย์ต้องการจะพูดถึงเรื่องอะไรที่ใหญ่กว่าเหตุการณ์ในหนังจริงๆ ผมก็รู้สึกว่าการเล่นกับประเด็น “บาดแผลบนร่างกาย” นั้น เป็นอุปลักษณ์ที่น่าสนใจและอินเทรนด์ดี

ส่วนหนึ่งคงเพราะตัวเองเพิ่งได้อ่าน “ร่างของปรารถนา” นิยายของอุทิศ เหมะมูล ซึ่งตั้งใจชัดเจน ที่จะพูดถึงการเมืองและความขัดแย้งระดับชาติผ่านประเด็นร่างกายของปัจเจกบุคคล

แต่ถึงประเด็น “บาดแผลบนร่างกาย” ดังกล่าว จะไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องราวเชิงโครงสร้างอันใหญ่โตซับซ้อนใดๆ ผมก็ยังรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้สามารถนำเสนอให้เห็นถึงภาวะหมกมุ่นวิตกกังวลกับเงื่อนปม (เล็กๆ) บางประการ ออกมาได้สนุก แปลก และชวนเหวอดี

นอกจากนี้ “วิป (fff)” ยังเป็นอีกหนึ่งเครื่องช่วยยืนยันว่า “ประภามณฑล เอี่ยมจันทร์” นั้นเป็นดาราหญิงรุ่นใหม่ที่มีเสน่ห์/ออร่าและมีฝีมือน่าจับตาจริงๆ

โปรดเลือกคำตอบที่ถูกต้อง (สรยศ ประภาพันธ์)

โปรดเลือกคำตอบ

หนังสนุกๆ ที่เล่นกับความย้อนแย้งระหว่างคำถาม-ตัวเลือกคำตอบจากข้อสอบโอเน็ต กับเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันของผู้คน (และสัตว์บางชนิด) ในสังคมไทยร่วมสมัย

โดยรวมแล้ว ผลงานชิ้นนี้ของสรยศเป็นหนังบ้านๆ ที่ดูได้เพลินๆ ด้วยอารมณ์ขันเชิงตลกร้าย ซึ่งจิกกัดตั้งแต่เรื่องใหญ่ๆ ยันเรื่องเล็กๆ ใกล้ตัว

หนังเรื่องนี้มีความโดดเด่นเป็นพิเศษภายใต้เงื่อนไขสองข้อ คือ

(1) เมื่อมีเพียงเทศกาลหนังสั้นที่ฉายผลงานซึ่งผ่านเข้ารอบสุดท้าย โดยปราศจากกิจกรรมการฉายหนังมาราธอน

และ (2) เมื่อความสามารถทางด้านโปรดักชั่นของบุคลากรในแวดวงหนังสั้นไทยร่วมสมัยนั้นพัฒนาไปไกลมาก

แน่นอนว่าผลงานสไตล์บ้านๆ ดิบๆ แต่มีประเด็นแหลมคมพอสมควร ย่อมกลายเป็นหนังส่วนน้อยของเทศกาลดังกล่าว

“โปรดเลือกคำตอบที่ถูกต้อง” คือ ตัวอย่างหนึ่งของผลงานส่วนน้อยประเภทนั้น

คนมองหนัง

‘จิตร โพธิ์แก้ว’ และงานหนังสั้นมาราธอน

ปีนี้ เป็นปีแรก ที่เทศกาลหนังสั้น ซึ่งจัดโดยมูลนิธิหนังไทย ตัดสินใจงดกิจกรรมฉายหนังสั้นมาราธอนในช่วงก่อนเริ่มต้นเทศกาล (คงเพราะด้วยเหตุผล-ความจำเป็น-ข้อจำกัดบางประการของทางทีมงาน)

ทำให้นึกถึงบทความแปลชิ้นหนึ่งของตัวเองที่ตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อปี 2553 ซึ่งมีเนื้อหาว่าด้วยความพิเศษและจุดแข็งของงานหนังสั้นมาราธอนในมุมมองของ “คุณจิตร โพธิ์แก้ว” นักดูหนัง ผู้เป็นแฟนประจำของกิจกรรมฉายหนังดังกล่าว

ก่อนหน้านี้ พยายามค้นหาไฟล์ของบทความชิ้นนี้อยู่นานมาก แต่ก็หาไม่พบ กระทั่งมาเจอเวอร์ชั่นกระดาษของมัน เลยลองสแกนผ่านแอพพลิเคชั่นในโทรศัพท์ (ได้ผลลัพธ์ที่พออ่านออก แต่อาจจะไม่เนี้ยบนัก) แล้วนำมาเผยแพร่อีกครั้งผ่านบล็อกนี้ ในรูปแบบไฟล์พีดีเอฟครับ

มาร่วมรำลึกถึง “งานหนังสั้นมาราธอน” กันครับ

‘จิตร โพธิ์แก้ว’ และงานหนังสั้นมาราธอน (PDF)

จิตร มาราธอน

 

 

คนมองหนัง

หนังสั้น 20 สเปเชียล (3) : Bangkok Stories

Bangkok Stories (ยกเว้น “หมอชิต”)

เยาวราช (อภิญญา สกุลเจริญสุข)

%e0%b9%80%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a

เรียบๆ ธรรมดาๆ ไปหน่อยนึง

เหมือนหนังจะพยายามจำกัดกรอบอะไรบางอย่างให้ตัวเองมากเกินไปนิด

แต่ก็เห็นด้วยกับบางเสียง ที่บอกว่าจุดน่าสนใจของมัน คือ การเป็นหนังชื่อ “เยาวราช” ที่ไม่ได้พยายามมุ่งเน้นนำเสนอภาพ-เรื่องราวเกี่ยวกับ “ความเป็นจีน” ในสังคมไทย

ข้าวสาร (อโนชา สุวิชากรพงศ์)

%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3

จริงๆ ตัวพื้นที่ และลักษณะการใช้สอยพื้นที่ของหนังเรื่องนี้ มัน “คลิก” กับประสบการณ์ส่วนตัวของผมพอสมควร

ช่วงเรียนปริญญาตรี-โท ที่ธรรมศาสตร์ ผมวนเวียนอยู่แถวข้าวสารบ่อยๆ แต่ก็ไม่ได้ “เที่ยว-ดื่มตอนกลางคืน” ถี่นัก ขณะเดียวกัน วัดชนะสงคราม ก็เป็นที่ที่ผมใช้จอดรถ เลยได้โอกาสเดินเที่ยวในวัดแบบไม่มีจุดหมายอะไรชัดเจนนักอยู่เสมอๆ

แต่น่าเสียดาย ที่ตัวละครหลักในหนังมันมี “ความเป็นมนุษย์” ที่แปลกๆ แข็งๆ เป็นเครื่องยนต์กลไกพอสมควร คนดูเลยอาจอินกับเธอและเขาได้ไม่มากนัก ทั้งๆ ที่มันมีโมเมนต์สนุกๆ เหงาๆ ซึ้งๆ หวานๆ ปะปนอยู่บ้างประปราย

นอกจากนี้ ไม่รู้ว่าถ้าหนังลองพลิกเส้นเรื่องให้เดินไปตามคำทำนายของหมอดูหญิงแบบเต็มๆ มันจะทำให้หนังสนุก โดดเด่น หรือมีอะไรน่าจดจำกว่านี้หรือไม่

อย่างไรก็ดี ชอบที่หนังเลือกใช้เพลง “อ่องอ๊องเอ” ในช่วงท้ายเรื่อง เพราะนี่เป็นเพลงเดียวในอัลบั้มชุดที่สองของเป้ อารักษ์ ที่ผมชอบมากๆ

พาหุรัด (โสรยา นาคะสุวรรณ)

%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%94

จริงๆ กลุ่มคน-วัฒนธรรมซิกข์ในย่านพาหุรัดเริ่มถูกเล่าถึงบ่อยครั้งขึ้นในสื่อภาพเคลื่อนไหว โดยเฉพาะพวกสารคดีหรือรายการท่องเที่ยว-ไลฟ์สไตล์ทางโทรทัศน์

ซึ่งมุ่งเน้นไปที่วัดซิกข์สีทองอร่าม และอาหารการกิน-สินค้าผ้าย่านหาพุรัด

แต่คนดูยังไม่เคยได้เห็นมิติการใช้ชีวิตประจำวันที่ลึกซึ้งหรือลงรายละเอียดของคนซิกข์ย่านพาหุรัดให้มากกว่านั้น

ดูเหมือน “พาหุรัด” ของโสรยา จะพยายามทำหน้าที่ดังกล่าว และทำได้ดีทีเดียว

เราได้เห็นแง่มุมชีวิตเล็กๆ ของเด็กหนุ่ม ม.ปลาย ที่นับถือศาสนาซิกข์ ภาระ-ทางแยก-ปัญหาที่ครอบครัวของเขากำลังเผชิญหน้า ตลอดจนความฝันของเด็กหนุ่มและเพื่อนหญิงคนสนิท

ซึ่งหนังถ่ายทอดออกมาได้กำลังดีและสวยงามในหลายช็อตหลายซีน

องค์ประกอบหนึ่งในหนังที่ผมชอบและรู้สึกติดตามากๆ ก็คือ ฉากถอดผ้าโพกศีรษะในห้องน้ำของตัวละครเด็กหนุ่ม (ซึ่งไม่ค่อยมีให้เห็นบ่อยนัก)

สีลม (วรกร ฤทัยวาณิชกุล)

%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a5%e0%b8%a1

โดยรวมแล้วน่ารักดี

แต่รู้สึกว่าแง่มุมเกี่ยวกับการเมือง ที่ถูก “ซ่อนแฝง” เอาไว้ในหนัง มันปรากฏขึ้นอย่างจงใจหรือค่อนทางทื่อตรงไปหน่อย

อีกส่วนที่ชอบ คือ การไปจีบกันในสวนงู สถานเสาวภา ซึ่งให้ความรู้สึกแปลกๆ ชวนพิศวง กึ่งสวยงามกึ่งสยดสยองดี

สุขุมวิท (อาทิตย์ อัสสรัตน์)

bangkok stories สุขุมวิท

เป็นอีกเรื่องที่น่ารัก สนุกสนาน และขำขันดี ส่วนนักแสดงนำหญิงสองคนในเรื่องก็น่ารักมากๆ ทั้งคู่

ไม่ต้องเอ่ยถึง เบสท์ ณัฐสิทธิ์ นักแสดงนำชาย ที่พุ่งทะยานเป็นพลุแตกไปแล้วเรียบร้อย เข้าใจว่า หนังถ่ายทำกันก่อนที่เบสท์จะโด่งดังขึ้นมาอย่างฉับพลัน และนี่อาจเป็นหนังเรื่องท้ายๆ ที่เขาจะได้รับบทเป็นหนุ่มเนิร์ดๆ หรืออันเดอร์ด็อก

จุดที่ชอบ คือ ความเป็นไปได้ของความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครสามรายนี้ ซึ่งเมื่อเดินทางมาถึงจุดท้ายสุดแล้ว มันสามารถออกได้ทุกหน้าเลย

ตรงนี้นับว่าหนังเล่นกับความกำกวมได้น่าสนใจ

ภาพรวม

ผมรู้สึกว่าโจทย์เรื่อง “ความรัก (ของหนุ่มสาว)” อาจกลายเป็นข้อจำกัดให้หนังพอสมควร

ขณะที่ “หมอชิต” และ “พาหุรัด” พยายามจะไปไกลกว่านั้น และได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ

“สีลม” และ “สุขุมวิท” ก็พยายามเล่นกับกรอบดังกล่าว และ “เล่น” ออกมาได้สนุก

ผิดกับ “เยาวราช” และ “ข้าวสาร” ที่มีอาการเกร็งกับกรอบ จนไปได้ไม่สุดทาง

อย่างไรก็ดี แง่มุมเรื่อง “พื้นที่” กลับไม่ได้เป็นกรอบที่บีบบังคับหนังให้แน่นิ่งตายตัว

กระทั่ง “เยาวราช” ซึ่งเหมือนจะเป็นหนังที่อ่อนสุดในบรรดา 6 เรื่อง ก็ยังสามารถตีความ “พื้นที่เยาวราช” ออกมาได้น่าสนใจ

หรือ “สุขุมวิท” ก็เลือกตีความโจทย์อย่างผิดแผก ด้วยการฝังตัวเองลงไปในพื้นที่เฉพาะ ที่เล็กย่อย (ทว่าเบลอร์) ยิ่งกว่าย่านสุขุมวิทเสียอีก

ไม่รวมถึง “หมอชิต” ที่เดินทางออกไปไกลจาก “พื้นที่/สถานีขนส่งหมอชิต” มากมาย

นอกจากนั้น ผมรู้สึกติดกับ “กรอบเวลา” ของหนังแต่ละเรื่องนิดนึง

โอเค ด้วยความที่เป็นหนังสั้น ความยาวราวๆ แค่ 15 นาที การเล่าเรื่องผ่านกรอบเวลาหนึ่งวัน/หนึ่งคืน จึงน่าจะเป็นอะไรที่เหมาะสมลงตัวที่สุด

แต่ก็น่าตั้งคำถามเหมือนกันว่า ถ้าผู้กำกับพยายาม “เล่นกล” กับกรอบเวลา ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นอย่างไร?

ดังเช่นที่กรอบเวลาของ “หมอชิต” โดยวิชชานนท์ สมอุ่มจารย์ ถูกยืดขยายออกไปถึง 9 ปี จนส่งผลให้เรื่องราวในหนังมีมิติเหลี่ยมมุมสลับซับซ้อนขึ้น และมีพลวัตความเปลี่ยนแปลงเด่นชัดขึ้นตามไปด้วย

หมอชิต

คลิกอ่านบทความที่เขียนถึง “หมอชิต” ได้ที่นี่ครับ

คนมองหนัง

ผลงานน่าประทับใจ จากเทศกาลหนังสั้นครั้งที่ 20

ปรับปรุงจากบทความในมติชนสุดสัปดาห์ 2-8 กันยายน 2559

ปิดฉากลงไปแล้วสำหรับเทศกาลหนังสั้นครั้งที่ 20 จัดโดยหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) และมูลนิธิหนังไทย

ปีนี้ มีโอกาสแวะเวียนไปชมผลงานบางส่วนที่เข้าฉายในเทศกาลหนังสั้น แม้จะถือเป็นจำนวนที่น้อยมาก คือ ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของผลงานทั้งหมดในเทศกาล (และเป็นเพียงส่วนเสี้ยวน้อยนิดของผลงานที่ส่งเข้าประกวด)

แต่ก็มีหนังสั้นจำนวนหนึ่ง ที่เมื่อได้ดูก็รู้สึกประทับใจ และยังติดอยู่ในใจ แม้จะเดินออกจากห้องฉายแล้วก็ตาม

ภารกิจสุดท้าย-Aim

“ภารกิจสุดท้าย” (เชวง ไชยวรรณ) และ “Aim” (อรุณกร พิค) เป็นหนังสั้นที่มีภูมิหลังของตัวละครนำ และฉากหลังคล้ายๆ กัน นั่นคือ กลุ่มชนเผ่า/แรงงานข้ามขาติ บนพื้นที่ภูเขาสูงทางภาคเหนือ

ภารกิจสุดท้าย

“ภารกิจสุดท้าย” เล่าเรื่องราวของ “เงื่อนปมขัดแย้ง” ผ่านแนวทาง “สมจริง” เมื่อนายทหารชั้นประทวนเชื้อสายปกาเกอะญอเดินทางไปเยี่ยมแม่, น้องสาว และคนรัก อันเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่กองทัพมีคำสั่งให้ทหารเข้าตัดโค่นสวนยางในเขตป่า ตามนโยบายทวงคืนผืนป่าของรัฐบาล

แน่นอนว่า สวนยางของครอบครัวทหารหนุ่ม ตลอดจนคนรู้จักในหมู่บ้าน ย่อมจะถูกตัดโค่นไปด้วย ขณะเดียวกัน แม้ทหารเชื้อสายปกาเกอะญอจะไม่ต้องลงมือตัดโค่นต้นยางของตนเอง แต่เขาก็ต้องเดินทางไปทำลายต้นยางของชาวบ้านในพื้นที่อื่นๆ

หนังเล่าเรื่องราวอย่างเรียบง่าย สอดแทรกอารมณ์ขันบ้างตามสมควร นอกจากนี้ ดนตรีประกอบในส่วนที่เป็นเพลง “คืนความสุขให้ประเทศไทย” เวอร์ชั่นเตหน่า ก็จัดเป็นเพลงบรรเลงที่มีทั้งความไพเราะ หดหู่ และตลกร้าย ผสมผสานกันไปอย่างน่าประหลาด

Aim

ในทางกลับกัน “Aim” เลือกเล่าเรื่องของตนเองผ่านการเป็นหนังแนว “ดราม่า-ทริลเลอร์” ที่สนุก ตื่นเต้น และน่าติดตาม

หนังถ่ายทอดความสัมพันธ์ระหว่าง “คุณหมอ” วัยกลางคน เจ้าของรีสอร์ทหรู ที่มีงานอดิเรกเป็นการยิงปืนใส่หุ่นจำลองกลางป่า กับแรงงานข้ามชาติในรีสอร์ต

ท่ามกลางปมขัดแย้งที่คล้ายจะเป็นสูตรสำเร็จ หนังสั้นเรื่องนี้ค่อยๆ เผยให้คนดูเห็นถึง ภาวะกดขี่-ขูดรีด หรือการใช้อำนาจอย่างแนบเนียน ที่ด้านหนึ่ง ก็คล้ายจะเปี่ยมความเมตตาปรานี ทว่า อีกด้านกลับคุกรุ่นไปด้วยความโหดเหี้ยม ของตัวละคร “คุณหมอ”

รวมถึงภาวะของตัวละครแรงงานข้ามชาติที่ถูก “บริหาร/จัดการ/ควบคุม” อย่างผิดแผกกันไป คือ มีทั้งคนซึ่งถูกลงโทษอย่างหนักหน่วง คนที่ถูกข่มขู่เกือบสุดทาง ตลอดจนคนที่ถูกรับไปเลี้ยงดู, กลืนกลาย และค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นฝ่ายผู้ใช้อำนาจ มากกว่าจะถูกกดด้วยอำนาจ

ถ้าได้รับการจัดฉายในวงกว้าง หนังสั้นที่สนุกและระทึกขวัญอย่าง “Aim” อาจสามารถเข้าถึงคนดูกลุ่มใหญ่ได้ง่ายกว่าหนังที่พยายามส่ง “สาร” แบบเดียวกัน ด้วยกระบวนท่าอื่นๆ

ฝนเม็ดน้อย

ฝนเม็ดน้อย

“ฝนเม็ดน้อย” (บุญฤทธิ์ เวียงนนท์) ดัดแปลงมาจากบทกวีชื่อเดียวกันของ “ศิวกานท์ ปทุมสูติ”

จุดเด่นมากๆ ของ “ฝนเม็ดน้อย” ในมุมมองของผม มีอยู่สองประการ

ประการแรก คือ หนังเรื่องนี้มีงานสร้างที่ “เรียบง่าย” หรือออกไปในเชิง “ทำมือ” นิดๆ ซึ่งอาจส่งผลให้งานของบุญฤทธิ์เสียเปรียบหนังสั้นจำนวนมาก ซึ่งมีคุณภาพด้านโปรดักชั่นดีกว่า

แต่เรื่องราวอันทรงพลังก็ช่วยกลบเกลื่อนข้อจำกัดด้านงานสร้างได้เป็นผลสำเร็จ แถมยังผลักดันให้ “ฝนเม็ดน้อย” มีความโดดเด่นเหนือกว่าหนังสั้นส่วนใหญ่ในเทศกาล

ประการต่อมา หนังสั้นเรื่องนี้สร้างขึ้นจากบทกวีของศิวกานท์ ซึ่งมีเนื้อหาเน้นหนักไปยังการวิพากษ์ระบบการศึกษาไทย

ถ้าบุญฤทธิ์สร้าง “ฝนเม็ดน้อย” เวอร์ชั่น “หนังสั้น” ให้เหมือนกับเวอร์ชั่น “บทกวี” เป๊ะๆ เราอาจได้หนังสั้นแนว “ด.เด็ก ช.ช้าง” (ผลงานภาพยนตร์สั้นคลาสสิคของ ทรงยศ สุขมากอนันต์ เมื่อต้นทศวรรษ 2540 ที่พูดถึงการใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรมในห้องเรียน) เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งเรื่อง (โดยที่คุณภาพโดยรวมอาจอ่อนด้อยกว่างานของทรงยศ)

แต่บุญฤทธิ์กลับพยายามเดินทางไปให้ไกลกว่านั้น ด้วยการเสริมสร้างปมชีวิต-ภูมิหลังอันละเอียด ซับซ้อน และเศร้าสะเทือนใจ ให้แก่ตัวละครนำ ซึ่งเป็นเด็กหญิงชาวอีสาน

ที่สำคัญ เขาสามารถสอดแทรกจุดยืนหรือท่าทีในการวิพากษ์สังคม-การเมืองไทยร่วมสมัยของตนเอง ลงไปในหนังสั้น “ฝนเม็ดน้อย” ได้อย่างคมคายและกล้าหาญมากๆ

โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่าหนังเรื่องนี้ถูกสร้างขึ้นในปี 2559 อันเป็นยุคที่บรรยากาศของสังคมไทยไม่ได้เปิดกว้าง หรือเอื้อต่อการวิพากษ์วิจารณ์สักเท่าไหร่

หมอชิต

หมอชิต

“หมอชิต” (วิชชานนท์ สมอุ่มจารย์) เป็นหนังสั้นเรื่องหนึ่งที่อยู่ในโปรเจ็กต์ “Bangkok Stories” ซึ่งมีแผนจะออกฉายตามโรงภาพยนตร์ทั่วไปปลายปีนี้

ขณะที่หนังสั้นอีกห้าเรื่องที่เหลือของโปรเจ็กต์ เล่าเรื่องราวความรักความสัมพันธ์ระหว่างหนุ่มสาวชาวกรุงเทพฯ (เรื่อยไปจนถึงนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ) วิชชานนท์กลับเลือกเล่าเรื่องราวผ่านสองตัวละครหลัก ซึ่งเป็นคนต่างจังหวัด

หนึ่ง คือ เด็กหนุ่มขอนแก่นที่เดินทางเข้ามาเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง อีกหนึ่ง คือ เด็กสาวชาวลำพูน แต่ย้ายไปอยู่เชียงใหม่ ซึ่งลงมาเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม

มีไม่บ่อยครั้งนักหรอก ที่ตัวละครพระเอก-นางเอกในหนังหรือละครไทย จะเป็น “เด็กรามฯ” และ “เด็กราชภัฏ”

ขณะที่หนังสั้นอีกห้าเรื่องที่เหลือ พูดถึงความสัมพันธ์ของตัวละครภายใน “กรอบเวลาสั้นๆ” ไม่เกินหนึ่งวันหรือหนึ่งคืน

“หมอชิต” กลับขยับขยาย “กรอบเวลา” ของตัวเอง ให้ยืดยาวออกไปได้อย่างน่าทึ่ง แม้หนังจะมีความยาวเพียงราวๆ 15 นาที

นั่นคือ หลังจากที่ตัวละครเอกสองคนพบกันครั้งแรก ณ สถานีขนส่งหมอชิต หนังก็ตัดภาพไปยังเหตุการณ์ 9 ปีถัดจากนั้น

เมื่อหนุ่มขอนแก่นกลายเป็นคนขับแท็กซี่ ที่เรียนรามฯ ไม่จบ พลัดพรากจากถิ่นฐานบ้านเกิด และมีภาระต้องเลี้ยงดูลูกอยู่ในเมืองหลวง ส่วนสาวลำพูน/เชียงใหม่ กลายสภาพเป็น “ผู้หญิงผมทอง” ซึ่งประกอบอาชีพ “เซลส์” ออกตระเวนขายครุภัณฑ์ตามสถานศึกษา

ทั้งคู่กลับมาเจอกันอีกหนบนรถแท็กซี่ของตัวละครฝ่ายชาย และบทสนทนา พันธสัญญาหลวมๆ ระหว่างกัน รวมถึงลูกเล่นรายทาง เล็กๆ น้อยๆ ก็ดำเนินไปอย่างน่ารัก เปี่ยมอารมณ์ขัน และมีเสน่ห์แพรวพราว

Mr.Zero คนหมายเลขศูนย์

คนหมายเลขศูนย์

“Mr.Zero คนหมายเลขศูนย์” ผลงานการกำกับของ นัชชา ตันติวิทยาพิทักษ์ (มีชวัลรัตน์ รุ้งแสงเจริญทิพย์ เป็นผู้กำกับร่วม) เข้าประกวดในสายภาพยนตร์สารคดี และได้รับรางวัลสูงสุดของสายการประกวดดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม นี่กลับเป็น “หนังสารคดี” ซึ่งดำเนินเรื่องราวหยอกล้อเคล้าคลอกับ “เรื่องแต่ง” ทั้งยังมีลีลาการถ่ายทอดประหนึ่งบทกวีที่งดงาม และแย้มพรายปริศนาบางประการ ให้ผู้ชมนำกลับไปขบคิดตีความกันต่อ

หนังเล่าเรื่องราวชีวิตของ “บัณฑิต อานียา” นักเขียน-นักแปลอาวุโส ที่ทั้งถูกกล่าวหาว่าเป็น “คนบ้า” และถูกฟ้องร้องในคดีความอันสุ่มเสี่ยงอันตราย

แต่ “Mr.Zero คนหมายเลขศูนย์” ไม่ได้มุ่งนำเสนอประเด็นเรื่องคดีความหรือการต่อสู้ทางการเมือง หากพยายามย้อนกลับมาสำรวจตรวจสอบ “แง่มุมภายใน” ของชีวิตบัณฑิต

นัชชาและชวัลรัตน์ถ่ายทอดชีวิตจริง ทั้งในปัจจุบันและอดีต ของนักเขียนอาวุโส คู่ขนานไปกับการปล่อยเสียงอ่านข้อความบางส่วนจากนิยายเรื่อง “คนหมายเลขศูนย์” หนึ่งในผลงานที่บัณฑิตแต่งขึ้น (แต่หลอกบนปกหนังสือว่า นี่คือนิยายแปลจากวรรณกรรมภาษาต่างประเทศ เพราะเชื่อว่าจะทำให้ขายดีกว่า) ซึ่งเล่าเรื่องราวของชายที่คิดว่าตนเอง คือ “จอห์น เลนนอน”

ดังที่เขียนไปแล้วว่า หนังเรื่องนี้ไม่ได้พยายามจำกัดตนเองอยู่ในกรอบของ “ความเป็นภาพยนตร์สารคดี” แบบเคร่งครัด จึงมีหลายช่วงตอน ซึ่งหนังแปรสภาพกลายเป็นบทกวีที่บรรยายรายละเอียดเล็กน้อยในชีวิตของชายชราผู้หนึ่ง ด้วยอารมณ์กึ่งงดงาม กึ่งเศร้าสร้อย

ยิ่งกว่านั้น ยังมีบางจังหวะ ที่หนังได้พลิกผันสถานภาพของตนเองไปสู่การเป็น “ภาพยนตร์เรื่องแต่ง” (fiction) เช่น ฉากที่จำลองการรักษาคนป่วยในโรงพยาบาลบ้า หรือฉากร้องเพลงในโอ่ง ที่มีความก้ำกึ่งระหว่างการบันทึกภาพแบบดิบๆ อย่างสารคดี กับการถ่ายทำอย่างตั้งใจและมีการเตรียมงานล่วงหน้า ในลักษณะหนังฟิกชั่น

แต่องค์ประกอบเหล่านั้น มิได้ส่งผลให้ “ความจริงจังเข้มข้น” ในเนื้อหาของหนังถูกลดทอนลง ตรงกันข้าม “ชีวิตจริงๆ” ของบัณฑิต กลับถูกถ่ายทอดออกมาอย่างทรงพลังหนักแน่นมากขึ้น

“Mr.Zero คนหมายเลขศูนย์” ไม่มีจุดบกพร่องด้านโปรดักชั่น แต่ก็ไม่ได้เป็นหนังที่มีงานสร้างเลิศหรูหรือหวือหวา

หนังถูกถ่ายทำอย่างเรียบง่าย โดยหากพิจารณาในแง่ของการถ่ายภาพ-ตัดต่อ ใครก็ตามที่มีกล้องวิดีโอแฮนดี้แคม กล้องจากสมาร์ตโฟน หรือกล้องมิเรอร์เลสราคาไม่แพง และมีเครื่องคอมพิวเตอร์พร้อมโปรแกรมตัดต่อ ก็คงสามารถทำงานโปรดักชั่นได้สูสีกับคนทำหนังเรื่องนี้

แต่จะมีสักกี่คนกัน ซึ่งสามารถถ่ายทอดอารมณ์และความรู้สึกนึกคิดของ “มนุษย์” ผู้หนึ่ง ออกมาได้ละเอียดซับซ้อน เหมือนกับที่นัชชาและชวัลรัตน์สามารถทำได้เป็นอย่างดียิ่ง

อีกประเด็นที่ “Mr.Zero คนหมายเลขศูนย์” ทิ้งค้างไว้ให้ผู้ชมได้นำกลับไปขบคิดตีความ ก็คือ แม้ในช่วงต้นๆ หนังจะนำเสนอภาพ-เสียงที่บุคคลใน “เครือข่ายเดียวกัน” กล่าวชื่นชม ยกย่อง ให้กำลังใจบัณฑิต

จนเขาแทบจะกลายสถานะเป็น “ฮีโร่ของการต่อสู้” อีกคนหนึ่ง

ทว่า ต่อมา หนังกลับค่อยๆ ถ่ายทอดภาวะความป่วยไข้ อ้างว้าง โดดเดี่ยว และการพยายามตั้งคำถามกับตัวเอง ของนักเขียน-นักแปลอาวุโส

เขาจึงอาจนับเป็น “คนหมายเลขศูนย์” อีกรายหนึ่งของสังคม

“คนหมายเลขศูนย์” ซึ่งไม่ได้เป็นทั้ง จอห์น เลนนอน หรือ “ผู้มีชื่อเสียง” รายอื่นๆ

เขามิอาจเป็นใคร เขาไม่มีใคร และเขาไม่ได้อะไรจากใครเลย เมื่อดุ่มเดินไปจนเกือบจะถึงปลายทางของชีวิต

หนังสารคดีกึ่งบทกวีกึ่งเรื่องแต่งเรื่องนี้ อาจกำลังพยายามร้องเตือนคนดูอยู่ว่า นอกจาก “บัณฑิต อานียา” แล้ว พวกเราส่วนใหญ่ต่างก็เป็น “คนหมายเลขศูนย์” เช่นเดียวกัน

คนมองหนัง

หนังสั้น 20 สเปเชียล (2) : ภาพยนตร์สารคดีโปรแกรมดุ๊ก 2-3

โปรแกรมดุ๊ก 2

การตายของหิ่งห้อย (จิรัฐติกาล พระสนชุ่ม และ พสิษฐ์ ตันเดชานุรัตน์)

การตายของหิ่งห้อย

เหมือนดังที่มิตรสหายท่านหนึ่งบอกเอาไว้ว่า หนังสารคดีเรื่องนี้มีความสอดคล้องกับข่าวคราวที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานนี้ ที่พระภิกษุร่างจิ๋วสูงไม่ถึง 100 ซม. ถูกบังคับให้สึกโดยคำสั่งของพระผู้ใหญ่ ซึ่งอ้างเหตุผลเรื่องพระธรรมวินัย

“การตายของหิ่งห้อย” เล่าเรื่องราวคล้ายๆ กันของชาย ผู้อาจมีอาการ “ผิดแปลก” บางอย่าง จนแตกต่างจากคนปกติธรรมดาทั่วไป แต่เขากลับชอบไปขลุกตัวช่วยงานวัด และสุดท้าย ก็อยากบวชเป็นพระ

สำหรับใครที่ไปทำบุญ ไปงานศพ ตามวัดวาอารามต่างๆ อยู่เสมอๆ คนประเภทเดียวกับ “ซับเจคท์” ของหนังสารคดีเรื่องนี้ มักถูกพบเห็นได้ในวัดหลายๆ แห่ง

แต่สิ่งที่พวกเราไม่ค่อยรู้ก็คือ ชีวิตเบื้องหลังเบื้องลึกของเขา

“การตายของหิ่งห้อย” ทำให้เห็นว่า “ซับเจคท์” ของตนเอง ไม่ใช่คนเร่ร่อน ไร้หลักแหล่ง แต่มีครอบครัวที่ดี มีการศึกษา (จบปริญญาตรี จากมหามกุฎราชวิทยาลัย) และรู้เรื่องราวเกี่ยวกับลำดับชั้นทางสังคม (เปรียบเทียบตำแหน่งเจ้าคณะตำบลกับกำนันได้อย่างคมคาย) หรือเอ่ยถึงความแตกต่างระหว่างนิกายของคณะสงฆ์ได้อย่างน่าทึ่ง แถมยัง “ถ่ายหนัง” ได้ด้วย

ผมชอบฉากที่ตัวซับเจคท์และแม่ เข้าไปปรึกษาที่ปรึกษาเจ้าคณะตำบลเรื่องการบวช แล้วฝ่ายหลวงปู่นั่นแหละที่อ่านทบทวนพระธรรมวินัยแบบลังเล ไม่แน่ใจ ผิดกับชาย ผู้ถูกมองว่าอาจไม่สามารถออกบวชได้ ที่ท่องบทสวดหรือเอ่ยเรื่องศาสนาบางอย่างออกมาอย่างมั่นใจ (แม้จะมีจุดลังเลคลุมเครือในตอนท้าย)

ผมเสียดายที่หนังมีลักษณะ “รวบรัด” ไปนิดในช่วงท้ายๆ และอาจตัดจบเร็วไปหน่อย แต่โดยรวมแล้ว นี่คือหนังสารคดีที่น่าประทับใจทีเดียว

Anonymous in Bangkok (สินีนาฎ คะมะคต)

Anonymous in Bangkok

หนังนำเสนอเรื่องเล่า (ทางเสียง) ของสตรีขายบริการรายหนึ่งในกรุงเทพฯ เปรียบเทียบไปกับภาพ cityscapes ในแง่มุมต่างๆ ของเมืองหลวง

น่าเสียดาย ที่ตัวเรื่องเล่ามันดีเลยแหละ (ผมชอบช่วงที่ผู้หญิงคนนี้อธิบายว่างานขายบริการทางเพศมันดีกว่างานออฟฟิศยังไงบ้าง) แต่พอเอามาผสานกับตัวภาพที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวโดยตรง มันกลับยังหาจุดแหลมคมลงตัวแบบ “เป๊ะๆ” ไม่เจอซะทีเดียว

อย่างไรก็ดี มีช่วงท้ายๆ เรื่อง ที่ผู้หญิงเจ้าของเรื่องก็ยังส่งเสียงเล่าเรื่องราวของตัวเองไป ขณะที่หนังก็จับภาพไปที่สตรีคนหนึ่งซึ่งยืนอยู่คนเดียวตรงหน้าซอยหรือไม่ก็ตึกแถวเก่าๆ แห่งหนึ่ง ผมไม่แน่ใจว่า ผู้หญิงคนนั้นคือใคร? เธออาจเป็นอีกคนที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องเล่าเลยก็ได้ หรืออาจเป็นผู้หญิงเจ้าของเรื่องหรือเปล่า? แต่ผมรู้สึกว่าไอ้ความคลุมเครืออย่างนี้มันมีเสน่ห์ดี ทว่า มันกลับปรากฏออกมาในหนังไม่บ่อยครั้งนัก

ม้าทรง (อภิชน รัตนาภายน และ วัชรี รัตนะกรี)

ม้าทรง

น่าสนใจมากๆ ที่ตัว “คนทรง” ในหนัง มีอีกบทบาทหนึ่งในชีวิตประจำวันเป็น “ครู” แถมยังเป็นครูที่สอนภาษาไทยให้แก่นักเรียนชาวต่างชาติด้วย เธอจึงมีความรู้ภาษาอังกฤษ ซึ่งเอาเข้าจริงๆ ต้องถือเป็นบุคลากรระดับ “ครีม” หากเทียบกับบุคลากรสาขาอื่นๆ ของแวดวงการศึกษาไทย

สมัยเด็กๆ ผมจะได้ยินเรื่องราวเชิงกอสซิปในโรงเรียนประถมฯ เกี่ยวกับครูสองท่านที่ว่ากันว่าเป็น “ร่างทรง” ท่านหนึ่งเป็นร่างทรงของเทพเจ้าอินเดีย อีกท่านเป็นร่างทรงของเทพเจ้าจีน แต่ผมก็ไม่เคยเห็นแกประทับทรงจริงๆ จังๆ สักหน

“ม้าทรง” จึงช่วยเติมเต็มจินตนาการตรงจุดนั้น ว่า “ครู” ที่ประทับทรงนี่ เขามีวิถีชีวิต มีโลกทัศน์ และอธิบายการดำเนินชีวิตของตนเองอย่างไร และชีวิตที่สวิทช์ไปๆ มาๆ ระหว่างโลกสองแบบของเขา มันมีความไหลเลื่อนเคลื่อนไหวอย่างไรบ้าง

หนังมี impact กับผมพอสมควร อย่างน้อย หลังดูเสร็จ ผมก็ออกมาเสิร์ชหาชื่อ “ขุนนิทรรศน์ชนะศึกสงคราม ณ ถลาง?” ซึ่งคุณครูใน “ม้าทรง” บอกว่าเป็นต้นตระกูลของแก ทางกูเกิ้ล

ปรากฏว่าหาไม่พบครับ 555

แปะอิ่น (พริมริน พัวรัตน์)

แปะอิ่น

นี่เป็นหนัง “ดี” ที่ไม่ถึงกับ “ดีมาก”

แล้วถ้าผมยังอยู่ในวัยซัก 10 ปลายๆ ถึง 20 กลางๆ ยังแรงๆ ร้อนๆ ผมอาจไม่ได้ชอบ “แปะอิ่น” มากนัก

แต่พอมาดูหนังเรื่องนี้ในวัย 30 กลางๆ เริ่มเบื่อๆ เหนื่อยๆ ปลงๆ กับบางด้านของชีวิตพอสมควร ผมกลับรู้สึกว่า “เรื่องราว” ในหนังมันดีและอิ่มเอมมากๆ เลย

คือ ผมไม่แน่ใจว่าตัวเองชอบ “หนังสารคดีเรื่องแปะอิ่น” มากน้อยแค่ไหน แต่ที่แน่ๆ คือ ผมชอบ “เรื่องเล่าแวดล้อมชีวิตของแปะอิ่น” ที่หนังนำเสนอ

และอินพอที่จะเห็นพ้องกับคนทำหนังว่า ผู้ชายธรรมดาๆ เจ้าของร้านโชห่วยเล็กๆ และต้องดูแลแม่วัยชรา อย่างแปะอิ่นนี่แหละ ที่สามารถเป็น “ต้นแบบในการดำเนินชีวิต” ให้แก่คนอื่นๆ ได้

นอกจากนี้ โดยส่วนตัว ผมยังรู้สึกติดตาติดใจกับเหตุการณ์เล็กๆ สองช่วงในหนัง

เหตุการณ์แรก คือ ตอนที่แปะอิ่นกินข้าว แล้วเหมือนกับข้าวมันไม่อร่อย เพราะที่บ้านปรุงปลาผิดวิธี ซึ่งโดยปกติ ผมรู้สึกว่า “ภาพจำ” หนึ่งของสังคม-วัฒนธรรมภาคใต้ในสายตาคนภาคอื่นๆ ก็คือ อาหารใต้นี่อร่อย รสชาติจัดจ้าน คนใต้ทำอาหารเก่ง ทว่า ภาพของหนังสารคดีที่ถ่ายทำที่จังหวัดกระบี่เรื่องนี้คล้ายจะ “บิด” ภาพจำดังกล่าวไปนิดนึง

เหตุการณ์ที่สอง คือ ตอนที่ “น้องสาว?” ของแปะอิ่นมารับแม่วัย 90 ปี ไปกินข้าว โดยใช้รถป้ายแดง ซึ่งสวนทางกับแปะอิ่นที่ขี่มอเตอร์ไซค์และขับปิ๊กอัพคันเก่าๆ แต่สุดท้าย คนที่เลี้ยงแม่เป็นกิจวัตร ก็คือ แปะอิ่น นี่แหละ ภาพตอนนี้มันเลย “กินใจ” มากๆ ทีเดียว

โปรแกรมดุ๊ก 3

Ghost (วรพจน์ อินเหลา)

Ghost

ตอนฟังเสียงบรรยายช่วงต้นเรื่อง ผมเอาใจช่วยให้หนังมันกลายเป็นงานเสียดสีคนชั้นกลางในเมือง ที่พยายามเข้าไปช่วยเหลือเป็นปากเป็นเสียงให้ผู้คนในสังคมชนบท

แต่สุดท้าย หนังมันก็ไปอีกทางน่ะนะ

นอกจากนี้ ยังรู้สึกเสียดาย ที่งานถ่ายภาพของหนังมันดีมากๆ เลย แต่ประเด็น-เรื่องราวมัน “ทื่อ” และ “แคบ” เกินไป และ “สลับซับซ้อน” น้อยเกินไป (ยิ่งตอนอ้างไปถึงข้อมูลทีดีอาร์ไอแบบโต้งๆ ยิ่งไปกันใหญ่)

รวมถึงอุปลักษณ์เรื่อง “ผี” ที่ก็ไม่คมเช่นกัน

The Rebirth (ธีรยุทธ์ วีระคำ)

The Rebirth

หนังสารคดีเล่าเรื่องราวของผู้หญิงวัย 69 ที่อยู่ตัวคนเดียว หลังเพิ่งสูญเสียสามีวัยชราไป

ผมรู้สึกกับหนังเรื่องนี้คล้ายๆ กับที่รู้สึกกับ “แปะอิ่น”

คือ ถ้าผมเด็กกว่านี้ ผมคงรู้สึกเฉยๆ กับมัน

แต่พออายุมากขึ้น พ่อแม่เราอายุใกล้เคียงกับซับเจคท์ในหนังพอดี ก็จะเริ่มเห็นความดีงาม ที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเรียบง่ายและปกติธรรมดาของมัน

โดยส่วนตัว ผมชอบการที่ตัวคุณแม่ในหนังแกนับถือพุทธทั้งสองนิกาย คือ ไปสวดมนต์เยียวยาจิตใจตนเองกับมหายานฝ่ายจีน แต่เวลาทำบุญ ก็ไปวัดเถรวาทปกติ

น่าเสียดาย ที่บางส่วนของ “The Rebirth” มีลักษณะเป็นการ “เซ็ต” อย่างเห็นได้ชัดไปนิด “พลังความสด/ความจริงใจ” ของหนัง เลยแลดูอ่อนด้อยกว่า “แปะอิ่น” เล็กน้อย

Mr.Zero คนหมายเลขศูนย์

(ตามอ่านได้ในมติชนสุดสัปดาห์เล่มหน้านะครับ หลังจากนั้น จะนำมาเผยแพร่ในบล็อกต่อไป)

หมายเหตุ ไม่ได้ดูโปรแกรมดุ๊ก 1 ครับ

ขอบคุณภาพจาก Thai Short Film & Video Festival

คนมองหนัง

“River of Exploding Durians” : การต่อสู้, ประวัติศาสตร์ และหนุ่มสาวผู้ร้าวราน

ปรับปรุงจากบทความในมติชนสุดสัปดาห์  26 สิงหาคม – 1 กันยายน 2559

ในที่สุด ก็มีโอกาสได้ชมภาพยนตร์มาเลเซีย ฝีมือการกำกับของ “เอ็ดมันด์ โหย่ว” ที่งานเปิดเทศกาลหนังสั้นครั้งที่ 20 และพบว่านี่เป็นหนังเกี่ยวกับช่วงชีวิตเปลี่ยนผ่านของวัยรุ่น รวมถึงการต่อสู้เคลื่อนไหวทางการเมือง ที่สนุกครบรสทีเดียว

“River of Exploding Durians” เริ่มต้นเรื่องราวในเมืองชายทะเล ซึ่งกำลังมีการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์-โรงงานถลุงแร่หายาก

อย่างไรก็ตาม ครึ่งแรกของหนัง กลับเน้นหนักไปที่ประเด็นความรักของนักเรียนวัยรุ่นสองราย ได้แก่ “หมิง” และ “เหมย อัน”

ความรักของหนุ่มสาวคู่นี้เป็น “ความรักต่างชนชั้น” เมื่อ “หมิง” มาจากครอบครัวมีอันจะกิน และสามารถส่งลูกชายไปเรียนต่อที่ออสเตรเลีย (ซึ่งเป็นเจ้าของโครงการโรงงานถลุงแร่หายาก)

ขณะที่ “เหมย อัน” มาจากครอบครัวชาวประมงพื้นบ้าน ซึ่งพ่อ, เธอ และน้องเล็กๆ อีกสองคน คล้ายจะเริ่มได้รับผลกระทบจากโปรเจ็กต์โรงไฟฟ้าฯ

ในด้านหนึ่ง การโดดเรียนมาพลอดรักกันระหว่างสองหนุ่มสาวต่างชนชั้น ก็อาจถือเป็นการหลบหนีออกจากความจริงอันปั่นป่วนวุ่นวาย

แต่ไปๆ มาๆ เรื่องราวที่อ่อนไหวและสับสนก็บังเกิดขึ้นในโลกความฝันของ “หมิง” กับ “เหมย อัน” เช่นกัน

ทั้งคู่มิได้แค่หนีจากห้องเรียน แต่พยายามออกเดินทางไกล และหลบหนีออกจากบ้าน ออกจากเมือง

ระหว่างการเดินทาง หนุ่มสาวสองคนสนทนากันถึงเรื่องความใฝ่ฝัน ทว่า เพียงไม่นาน ความฝันดังกล่าวก็จบลงอย่างรวดร้าวและพลัดพราก

เพราะอาการป่วยไข้อาเจียนที่บังเกิดขึ้นบ่อยๆ ในระยะหลังของฝ่ายหญิง มิได้เป็นผลกระทบจากการก่อสร้างโรงไฟฟ้า หากเกิดขึ้นเพราะสาเหตุอื่น

สาเหตุที่ส่งผลให้ “เหมย อัน” และครอบครัวต้องอพยพโยกย้ายออกจากเมือง

ทั้งยังเป็นการอำลาจาก “หมิง” ไปตลอดกาล

จะว่าไปแล้ว ความเจ็บปวดและอาการ “อกหัก” ของ “หมิง” ก็มีสถานะเป็นประวัติศาสตร์ส่วนบุคคล ซึ่งไม่มีตำแหน่งแห่งที่อยู่ในประวัติศาสตร์นิพนธ์กระแสหลัก-กระแสรองฉบับไหนทั้งสิ้น

นอกจากจะเป็น “บาดแผล” อันฝากรอยจารึกเอาไว้ในความทรงจำของบุคคลเจ้าของเรื่อง เพียงลำพัง

ยิ่งกว่านั้น “หมิง” ยังไม่มีที่ทางในสายตาของ “ลิ้ม” ครูสาวไฟแรง ผู้สอนวิชาประวัติศาสตร์

เพราะไม่ว่าเด็กหนุ่มจะเข้าหรือไม่เข้าชั้นเรียน การเรียนการสอนก็ยังดำเนินต่อไปได้ไร้รอยสะดุด

ขณะเดียวกัน ครูสาวเช่น “ลิ้ม” ก็พยายามมุ่งปลุกใจและชักจูงเหล่านักเรียน “หัวกะทิ” ให้มาร่วมต่อสู้เพื่อสังคม ภายนอกห้องเรียน โดยที่ “หมิง” มิได้มีสถานะเป็นหนึ่งในเป้าหมายของเธอแต่อย่างใด

“ลิ้ม” เคยชวนนักเรียนในห้องสนทนาถึงนิยามของ “ประวัติศาสตร์”

แต่ไม่ว่า “ประวัติศาสตร์” จะถูกนิยามว่าอย่างไร ครูสาวก็ดูเหมือนจะต้องการเน้นย้ำให้เด็กๆ ได้ตระหนักถึงประวัติศาสตร์ของสามัญชน/วีรชน/มรณสักขี ที่เสียสละตนเอง ในการต่อสู้กับอำนาจรัฐ/เจ้าอาณานิคม

จากประวัติศาสตร์วีรชนของมาเลเซีย การเรียนรู้ภายในห้องค่อยๆ ขยับขยายไปสู่ประวัติศาสตร์ 6 ตุลาคม 2519 ของประเทศไทย และประวัติศาสตร์ของนักศึกษาชาวฟิลิปปินส์ ซึ่งถูกสังหารโดยอำนาจเผด็จการยุค “มาร์กอส”

แล้วในที่สุด “ลิ้ม” ก็พานักเรียนกลุ่มหนึ่งก้าวเท้าออกจากตำรา ไปสู่การเคลื่อนไหวต่อสู้ในโลกความจริง

แต่เมื่อการล่าชื่อในจดหมายเปิดผนึกต่อต้านโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไม่ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนอะไรมากนัก เช่นเดียวกับการถูกปิดกั้นการแสดงออกในพื้นที่สื่อ

ครูสาวจึงค่อยๆ นำนักเรียนของเธอออกปฏิบัติการ “จรยุทธ” ที่ลงเอยด้วยการใช้ความรุนแรง กระทั่งเส้นแบ่งระหว่างการต่อสู้ทางการเมือง กับการก่ออาชญากรรม/โจรกรรม เริ่มพร่าเลือน

ภาวะเช่นนั้นนำไปสู่ “การแตกหักกัน” ระหว่าง “ลิ้ม” กับ “ฮุ่ย หลิง” นักเรียนระดับหัวหน้าห้อง-นักกิจกรรมรุ่นเยาว์คนเก่ง ผู้เริ่มรู้สึกว่าการต่อสู้ของคุณครูกำลังล้ำเส้นความเหมาะสม

ในชั้นเรียนวิชาประวัติศาสตร์ที่ดำเนินไปขณะการต่อสู้นอกห้องเรียนกำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม และ “ลิ้ม” กำลังอินกับปฏิบัติการดังกล่าวถึงขีดสุด

“ฮุ่ย หลิง” ซึ่งเพิ่งแสดงความไม่เห็นด้วยกับแนวทางการเคลื่อนไหวของครูอย่างตรงไปตรงมา ได้เลือกนำเสนอรายงานเรื่องสตรีชาวญี่ปุ่น ที่ถูกส่งตัวมาประกอบอาชีพค้าบริการ ณ มลายา ก่อนพวกเธอจะกลายเป็นกลุ่มคนไร้ตัวตนในบ้านใหม่ และไม่มีใครที่บ้านหลังเก่ายินดีจะต้อนรับขับสู้

แทนที่จะพูดถึงผู้สละชีพอย่างหาญกล้าในเหตุการณ์การต่อสู้ทางการเมือง “ฮุ่ย หลิง” กำลังดึง “ประวัติศาสตร์” กลับไปสู่การเป็นเรื่องเล่าว่าด้วยความทรงจำของคนเล็กคนน้อยในระดับจุลภาค (ไม่ต่างอะไรกับประวัติศาสตร์ส่วนบุคคลอันทุกข์ระทมของ “หมิง”)

ในแง่ของการเป็นหนังที่ครุ่นคิดถึงสถานะของ “ประวัติศาสตร์”

“River of Exploding Durians” ได้สร้างภาพแทนของประวัติศาสตร์นิพนธ์อันหลากหลาย ตั้งแต่ประวัติศาสตร์ฉบับทางการ ประวัติศาสตร์ของวีรชน/มรณสักขีทางการเมือง ประวัติศาสตร์ของคนเล็กคนน้อยที่ถูกลืมเลือนเสียยิ่งกว่าบุคคลในประวัติศาสตร์แบบที่สอง ไปจนถึงประวัติศาสตร์ส่วนบุคคล ซึ่งไม่มีใครปรารถนาจะจดบันทึก

ในที่สุด “ฮุ่ย หลิง” ก็ตัดสินใจผละตัวเองออกจากการต่อสู้นอกห้องเรียน แล้วกลับมาเป็น “เด็กดี” ผู้คร่ำเคร่งเตรียมตัวสอบตามระบบระเบียบของหลักสูตรการศึกษา

นักเรียนหญิงหัวกะทิคล้ายจะเลือกกลับไปต่อสู้กับรัฐหรืออำนาจนำในสังคม เท่าที่พอจะสู้ได้ ในพื้นที่ชีวิตประจำวัน

แต่การเลือกทางสายนั้น ก็ส่งผลให้เธอถูกเพื่อนสนิท-นักกิจกรรมกลุ่มเดิมทอดทิ้ง ทำลายทรัพย์สิน และทำร้ายร่างกาย

จน “ฮุ่ย หลิง” อาจรู้สึกบอบช้ำในหัวใจไม่ต่างกับ “หมิง”

สาระสำคัญข้อหนึ่งของหนัง จึงเป็นความพยายามจะสะกิด/ดึงการต่อสู้เคลื่อนไหวทางการเมือง ให้กลับคืนไปสู่แนวทางแบบ “Weapons of the Weak” อันได้แก่ การต่อสู้ท้าทายอำนาจรัฐในวิถีชีวิตประจำวัน หรือการแอบคิดต่างจากอุดมการณ์หลักที่ครอบงำสังคมอยู่

อย่างไรก็ดี ผมยังรู้สึกว่าหนังนำเสนอภาพความแตกต่างของวิถีการต่อสู้เคลื่อนไหวทางการเมือง ผ่านลักษณะที่แตกแยกออกเป็นสองขั้ว อย่างมากล้นจนเกินไป

การต่อสู้ทางการเมืองในภาพยนตร์ จึงประกอบไปด้วย แนวทางการปฏิวัติถอนรากถอนโคนแบบฮาร์ดคอร์ และดราม่าตบตีกันเองในหมู่นักเคลื่อนไหว (ซึ่งลงไม้ลงมือกันจริงๆ ไม่ใช่ทะเลาะกันผ่านเฟซบุ๊ก)

 

และ/หรือ การต่อสู้แบบเนียนๆ เงียบๆ ในฐานะปัจเจกบุคคล ท่ามกลางกระแสสังคมอันผันผวนปรวนแปร

ทว่า ในความเป็นจริง แนวทางการต่อสู้เคลื่อนไหวย่อมมีหลายเฉดสี ซึ่งสลับซับซ้อนกว่าการเหวี่ยงลูกตุ้มไปมาระหว่างความแตกต่างสุดขั้วสองแนวทาง

“River of Exploding Durians” ปิดฉากตัวเองลงอย่างเจ็บปวดรวดร้าว

“ลิ้ม” ล้มเหลวในฐานะผู้นำของปฏิบัติการรวมหมู่แบบฮาร์ดคอร์ เธอถูกจับกุม และต้องโทษจำคุกนานหลายเดือน

ครูสาวเดินออกจากเรือนจำโดยแทบไม่เหลือใคร นอกจาก “หมิง” ลูกศิษย์ผู้ไม่เอาอ่าว และไม่เคยมีตัวตนอยู่ในประวัติศาสตร์ฉบับที่เธอพยายามเขียนขึ้น

“หมิง” ยืนรอ “ลิ้ม” อยู่คนเดียวหน้าเรือนจำ แถมยังพาครูไปนั่งกินอาหารมื้อแรกหลังพ้นโทษ

ในร้านอาหาร “หมิง” เอ่ยปากชักชวนครูสาวให้กลับคืนสู่ปฏิบัติการต่อต้านเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน อาทิ การปล่อยยางรถยนต์ หรือการลอบทำลายกระจกบ้าน ของผู้เกี่ยวข้องกับโครงการโรงไฟฟ้าฯ

แต่ “ลิ้ม” กลับไปไกลและเลือกเส้นทางที่รุนแรงยิ่งกว่าเดิม จนนำไปสู่การตัดสินใจปลิดชีวิต “ลิ่วล้อ” ของฝ่ายตรงข้าม และการยุติชีวิตของตนเอง ด้วยโศกนาฏกรรมอันเดียวดาย

ภารกิจการต่อสู้/เปลี่ยนแปลงสังคม (ถ้ายังมีเหลืออยู่) ของ “ลิ้ม” อาจถูกส่งมอบสู่คนรุ่นต่อๆ ไป ซึ่งคงรวมถึง “หมิง” และ “ฮุ่ย หลิง”

ในฉากจบของหนัง เด็กหนุ่มสาวสองคนกลายเป็นปัจเจกบุคคล ที่ต่างฝ่ายต่างดุ่มเดินอยู่ท่ามกลางฝูงชนอันเนืองแน่นในเทศกาลเฉลิมฉลองปีใหม่ ณ บ้านเกิดของครูผู้ล่วงลับ

เขาและเธออาจเฝ้ารอ, แอบผลักดัน หรือเลาะไหลไปตามกระแสน้ำแห่งความเปลี่ยนแปลง ที่เริ่มก่อตัวขึ้นทีละน้อยๆ

หลังต่างฝ่ายต่างบอบช้ำกันตามสมควร จากการเข้าไปมีส่วนร่วมกับประวัติศาสตร์ว่าด้วยความรักและการต่อสู้ของคนหนุ่มสาว ซึ่งเริ่มต้นขึ้นอย่างโรแมนติก ก่อนจะยุติลงชั่วคราวอย่างเศร้าสร้อย

ประหนึ่งราชาแห่งผลไม้ที่แสนหอมหวานอย่าง “ทุเรียน” ซึ่งถูกระเบิดทิ้งกระจัดกระจาย จนแต่ละเสี้ยวส่วนต้องล่องลอยไปตามสายธารอันเชี่ยวกราก

น่าสนใจว่า ภาพยนตร์มาเลเซียเรื่องนี้กล่าวถึงประเทศเพื่อนบ้านอย่าง “ไทย” อยู่สองครั้ง

ครั้งหนึ่ง คือการกล่าวถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ในฐานะอัปลักษณะของประวัติศาสตร์การเมืองไทยร่วมสมัย

 

แต่ก่อนหน้านั้น ประเทศไทยถือเป็นจุดหมายรางๆ ซึ่งดำรงอยู่ในบทสนทนาระหว่างการเดินทางไกลท่ามกลางความฟุ้งฝันของ “หมิง” และ “เหมย อัน” โดยฝ่ายหญิงเอ่ยชื่นชมภาษาไทยว่ามีความไพเราะราว “เสียงดนตรีในวันฝนพรำ”

นี่จึงเป็น “เหรียญสองด้าน” ของสังคมไทย ที่ปรากฏผ่านหนังมาเลเซีย ซึ่งก็ “ล้อ” ไปกับสถานภาพแบบ “ลักปิดลักเปิด” ของ “River of Exploding Durians” และหนังการเมืองเรื่องอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

“เอ็ดมันด์ โหย่ว” กล่าวกับผู้ชมชาวไทยหลังฉายหนังจบว่า ผลงานภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกของเขานั้นถูกแบนที่ประเทศบ้านเกิด (ทั้งในระบบโรงภาพยนตร์และจอโทรทัศน์) อย่างไรก็ตาม หนังกลับได้เดินทางมาฉายในประเทศเพื่อนบ้านข้างเคียง

ชะตากรรมของ “River of Exploding Durians” จึงคล้ายคลึงกับ “รักที่ขอนแก่น” โดย “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” ซึ่งเจ้าของหนังตัดสินใจไม่นำผลงานของตนเองเข้าระบบเซ็นเซอร์และเข้าฉายในบ้านเกิด

พื้นที่ที่ใกล้เคียงกับประเทศไทยมากที่สุด ซึ่งได้จัดฉาย “รักที่ขอนแก่น” อย่างเป็นทางการ ก็คือ ประเทศสิงคโปร์

นี่คงเป็นภาวะของการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ภายใต้เพดาน/ข้อจำกัดที่มีร่วมกัน ระหว่างคนทำหนังภายในประชาคมอาเซียนกระมัง?

ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

จิตร โพธิ์แก้ว : “บริบท” และ “ปัจจัยสำคัญ 3 ประการ” ของ “วงการหนังสั้นไทย” ในรอบ 15-20 ปี

คำกล่าวแนะนำหนังสั้นในโปรแกรม “ความปรารถนาของคุณจิตร” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลหนังสั้นครั้งที่ 20 โดยจิตร โพธิ์แก้ว

โปรแกรมนี้ก็เป็นเพราะคุณชลิดา (เอื้อบำรุงจิต – รองผู้อำนวยการหอภาพยนตร์ และผู้จัดเทศกาลหนังสั้น) ขอให้เลือกหนังที่ผมอยากดูอีกรอบ ก็เลยเลือกหนังที่หายากหน่อย

หนังทั้ง 7 เรื่องในโปรแกรมนี้เป็นหนังที่ผมเคยดูเมื่อประมาณ 15-20 ปีที่แล้ว แล้วก็ชอบมาก แล้วก็มันมีอะไรค้างคาใจ แล้วก็ส่วนใหญ่แล้ว ผู้กำกับหลายคนใน 7 เรื่องนี้ เป็นคนที่ผมไม่รู้จักเลย ผมก็เลยไม่สามารถขอหนังเขามาดูได้อีก

แล้วมันก็เป็นหนังที่ทำก่อนยุคยูทูบด้วย คือผมก็ได้ดูครั้งเดียวเมื่อ 15-20 ปีก่อน แล้วมันก็เหมือนหายสาบสูญไปเลย ผมก็เลยเลือกหนังชุดนี้มา เพราะสองคุณสมบัติสำคัญ

คือว่าเป็นหนังที่ผมชอบมาก แล้วก็มันหายาก แล้วส่วนใหญ่ เพื่อนๆ ซีเนไฟล์ของผมก็ไม่เคยดูหนังกลุ่มนี้เลย ก็เลยเลือกหนังกลุ่มนี้มาครับ

ขอพูดถึงรวมๆ แล้วกันว่าเวลาดูหนังกลุ่มนี้แล้ว ก็ให้คำนึงถึง “บริบทของเวลา” เป็นสำคัญ เพราะว่ามันทำขึ้นเมื่อ 15-20 ปีก่อน เพราะฉะนั้น ถ้าเรามองจากมุมมองปัจจุบัน แล้วเอาไปตัดสินมัน มันก็อาจไม่ยุติธรรมกับตัวหนัง เพราะว่าช่วง 15-20 ปีก่อน อย่างน้อย มันจะส่งผลกระทบต่อ “ปัจจัยสำคัญ” 3 ประการ คือ

หนึ่ง “เทคโนโลยี” เพราะว่ายุคนั้นมันยังไม่มีกล้องมือถือ หนังบางเรื่องในกลุ่มนี้ เราดูแล้วอาจรู้สึกว่า โอ๊ย! เด็กมัธยมฯ เด็กประถมฯ ก็ทำหนังแบบนี้ได้ ใช้กล้องมือถือถ่ายก็ได้ แต่เราต้องไม่ลืมว่า 15-20 ปีก่อน มันยังไม่มีเทคโนโลยีกล้องมือถือ เพราะฉะนั้น หนังบางเรื่องในกลุ่มนี้ที่ผมดูแล้วประทับใจ ก็เป็นเพราะว่าสมัยนั้น มันยังไม่ค่อยทำหนังแบบนี้กัน เพราะปัจจัยด้านเทคโนโลยี

สอง คือ ปัจจัยด้าน “สังคม-การเมือง” คือผมก็จำเนื้อเรื่องในหนัง 7 เรื่องนี้ไม่ค่อยได้ แต่รู้สึกว่า ถ้าจำไม่ผิด มันจะมีบางเรื่องที่เป็นหนังที่อาจจะต่อต้านทุนนิยม แต่เราต้องอย่าลืมว่า 15-20 ปีก่อน เรายังไม่มีรัฐประหาร ไม่มีปัญหาประชาธิปไตย ไม่มีปัญหาเผด็จการอะไรพวกนี้

เพราะฉะนั้น การดูหนังต่อต้านทุนนิยมที่สร้างขึ้นเมื่อ 20 ปีก่อน กับการดูหนังไทยที่ต่อต้านทุนนิยมที่สร้างขึ้นในยุคปัจจุบัน เวลาเราจะตัดสินใจหนัง (สองกลุ่มนี้) เราต้องคำนึงถึงปัจจัยด้านสังคม-การเมืองเมื่อ 15-20 ปีก่อน ด้วยว่ามันแตกต่างจากเมืองไทยในยุคปัจจุบันแบบ “หน้ามือเป็นหลังเท้า” ขนาดไหน

ปัจจัยที่สาม ก็คือว่าการที่หนังสัก 4 ใน 7 เรื่องนี้ อาจจะมีลักษณะในแบบหนัง “อาร์ต-นิ่ง-ช้า” ซึ่งจริงๆ แล้ว ในยุคปัจจุบัน มันมีหนังไทยที่ “อาร์ต-นิ่ง-ช้า” เยอะมากๆ เลย แต่ว่าการที่ผมประทับใจหนังกลุ่มนี้มากเมื่อ 15-20 ปีก่อน เป็นเพราะว่ามันยังไม่ค่อยมีหนังไทย “อาร์ต-นิ่ง-ช้า” ในยุคนั้นมากนะครับ

เพราะว่าหนังในกลุ่มนี้มันสร้างขึ้นในปี 1997-2003 ซึ่งยุคนั้นเป็นยุคที่ผู้กำกับหลายคนยังไม่โด่งดัง มันจะมีผู้กำกับอย่างอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล, ศะศิธร อริยะวิชา, พิมพกา โตวิระ หรือว่าคุณอารยา ราษฎร์จำเริญสุข หรือว่าอุรุพงษ์ รักษาสัตย์ คือกลุ่มนี้จะทำหนังสั้น “อาร์ต-นิ่ง-ช้า” ออกมาแล้วในยุคนั้น แต่ก็ยังไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดังในระดับประเทศ เพราะฉะนั้น หนัง “อาร์ต-นิ่ง-ช้า” ของผู้กำกับโนเนมหลายๆ คนในยุคนั้น ก็เลยหายากอยู่

หนังกลุ่มนี้ เราดูแล้วเราต้องนึกว่ามันเป็นหนังที่มาก่อนหนัง “อาร์ต-นิ่ง-ช้า” ของใครหลายๆ คนในยุคต่อๆ มา คือ หลังจากปี 2003 แล้ว เราค่อยเจอผู้กำกับอย่างไทกิ ศักดิ์พิสิษฐ์ หรือว่าวิศรา วิจิตรวาทการ, อโนชา สุวิชากรพงศ์, วิชชานนท์ สมอุ่มจารย์ หรือว่าศิวโรจณ์ คงสกุล หรือว่าพอปี 2010 เราก็เจอ วชร กัณหา กับธีรนิติ์ เสียงเสนาะ

ก็เลยอยากให้นึกว่าการที่ผมประทับใจหนังกลุ่มนี้มากๆ เป็นเพราะว่ามันเป็นหนังที่เหมือนกับว่ามาก่อนหนัง “อาร์ต-นิ่ง-ช้า” ของไทย ที่หลายๆ คนทำกันในยุคต่อมาน่ะครับ

ก็คือว่าปัจจัยสำคัญ เราต้องคำนึงถึงเรื่อง “เวลา” ว่ามันส่งผลกระทบต่อเทคโนโลยี ส่งผลกระทบต่อสังคม-การเมืองของคนไทย แล้วก็ส่งผลกระทบต่อสไตล์ของหนังสั้นไทยในยุค 20 ปีก่อน ที่มันแตกต่างกับสไตล์ของหนังสั้นไทยในยุคปัจจุบันด้วยครับ

หมายเหตุ ถอดความจากคลิปเสียงที่บันทึกโดยคุณวรงค์ หลูไพบูลย์

คนมองหนัง

หนังสั้น 20 สเปเชียล (1) : นิมิตลวง (พิมพกา โตวิระ)

นิมิตลวง (Prelude to the General) หนังสั้นของพิมพกา โตวิระ ซึ่งได้รับรางวัลจูรี่ ไพรซ์ ในสายการประกวดภาพยนตร์สั้น จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติฮ่องกงครั้งล่าสุด เพิ่งมีโอกาสได้ฉายที่เมืองไทย ในฐานะ “ซีเคร็ท ฟิล์ม” ของงานเปิดเทศกาลภาพยนตร์สั้นครั้งที่ 20

หนังความยาวแค่ 11 นาที เรื่องนี้ มีเรื่องราวที่สลับซับซ้อนพอสมควร

หนังเริ่มต้นด้วยการยืนเผชิญหน้ากันระหว่างผู้หญิงสองคน คนหนึ่ง อยู่ในวัยกลางคน อีกคน ยังอยู่ในวัยสาว

ตัวละครผู้หญิงสาวพยายามสื่อสารกับอีกฝ่าย เพื่อเตือนให้ตระหนักถึงภัยร้ายแรงบางอย่าง ทว่า คล้ายการสื่อสารจะไม่สัมฤทธิ์ผล

แล้วหนังก็ค่อยๆ เผยให้เห็นถึงวิถีชีวิตใน “โลกคู่ขนาน” ของตัวละครสตรีทั้งสองราย

ผู้หญิงวัยกลางคน เป็นหมอนวดรับใช้ “ชายผู้หนึ่ง” หลังเสร็จสิ้นภารกิจหลัก พร้อมได้รับค่าตอบแทน เธอก็มีชีวิตที่ “ชิลล์” พอสมควร ไม่ว่าจะเป็นการฟังเพลงเก่าๆ จากไอโฟน การเดินไปตามอาคารที่อยู่อาศัยอันหรูหรา และการไปนั่งปลดปล่อยอารมณ์ความรู้สึกริมบึงน้ำ

ตรงกันข้ามกับหญิงสาววัยรุ่น ที่มองทะลุผ่านฉากหน้า ซึ่งถูกเสกสรรค์ปั้นแต่งให้งดงาม จนเห็นถึงความเสื่อมโทรมของอาคารที่อยู่อาศัย (ซึ่งหญิงวัยกลางคนมองว่าหรูหรา) เธอเดินมาริมบึงแห่งเดียวกัน ด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่อัดอั้นตันใจ และหวาดระแวง

ก่อนที่หนังจะจบลงด้วยโศกนาฏกรรมบางอย่าง โดยมีตัวละครหลักรายหนึ่งเป็นประจักษ์พยานอยู่ห่างๆ

preludetogeneral

อาจตีความได้ว่า ตัวละครหญิงวัยกลางคน คือ ตัวแทนของคนเล็กคนน้อยที่ใช้ชีวิตอยู่ในระบอบพิกลพิการ โดยไม่ได้ตระหนักถึงภาวะวิกลดังกล่าว มิหนำซ้ำ ยังรู้สึกว่า ตนเองได้รับประโยชน์ตามสมควรจากระบอบที่เป็นอยู่

ผิดกับตัวละครหญิงสาววัยรุ่น ที่มองเห็นความผิดปกติ และกำลังพยายามสื่อสารหรือป่าวประกาศให้คนอื่นๆ ได้รับรู้เช่นเดียวกัน

นอกจากตัวเรื่องที่เข้มข้น เทคนิคทางด้านภาพของนิมิตลวงก็มีความแปลกแหวกแนวและโดดเด่นเป็นอย่างมาก

ทั้งจังหวะสโลว์ภาพตอนต้นเรื่อง ที่แสดงให้เห็นถึงความอึดอัด ต่อไม่ติด ระหว่างตัวละครหลักสองคน

หรือการใช้เทคนิคแอนิเมชั่นสวยๆ มาอธิบายสภาวะการดำรงอยู่ของ “ภาพลวงตา” ได้อย่างทรงพลัง

“นิมิตลวง” กำลังถูกพัฒนาเป็นโปรเจ็คท์หนังยาวเรื่องต่อไปของพิมพกา ซึ่งมีชื่อว่า “ความลับของนายพล”