ข่าวบันเทิง

ส่ง “ดาวคะนอง” เป็นตัวแทนไทยชิงรางวัลออสการ์ – ชมหนังปะหัวเทศกาลภาพยนตร์สั้นครั้งที่ 21

สมาพันธ์ภาพยนตร์ฯ ส่ง “ดาวคะนอง” ชิงออสการ์ ครั้งที่ 90

ดาวคะนอง ออสการ์

สมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการ 7 คน โดยมี นายนคร วีระประวัติ เป็นประธาน ในการพิจารณาหนังไทยเพื่อไปชิงรางวัลออสการ์ ครั้งที่ 90 ในสาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม (Best Foreign Language Film Award) ผลการพิจารณาเป็นมติเอกฉันท์เลือก “ดาวคะนอง” เป็นตัวแทนหนังไทย

“ในที่ประชุมมีรูปแบบการพิจารณาโดยให้กรรมการเสนอหนังไทยเพื่อพิจารณาและออกความเห็นเป็นรายคนจนครบทุกคน มีภาพยนตร์ที่เข้ารอบสุดท้าย 4 เรื่องได้แก่ ฉลาดเกมส์โกง, มหา’ลัยวัวชน, ดาวคะนอง และป๊อปอายมายเฟรนด์ คณะกรรมการมีการถกเถียง อธิบายเหตุผล วิเคราะห์กันจนในที่สุด ดาวคะนอง ก็เป็นผู้ชนะด้วยคะแนนเสียงข้างมากไป” นายนคร กล่าว

ที่มา เพจ สมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ

เทศกาลหนังสั้น 21 เริ่มต้นแล้ว

หนังสั้น 21

เริ่มต้นขึ้นแล้ว สำหรับงานเทศกาลภาพยนตร์สั้นครั้งที่ 21 ซึ่งจะมีไปจนถึงวันที่ 10 กันยายนนี้ ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร สี่แยกปทุมวัน

สำหรับผู้สนใจรายละเอียดของโปรแกรม และวันเวลาการฉายหนัง สามารถติดตามได้ที่เพจ Thai Short Film & Video Festival ของทางเทศกาล

 

ขอปิดท้ายรายงานข่าวด้วย “Lighting for Funeral” หนังปะหัวเทศกาลภาพยนตร์สั้นครั้งที่ 21 ผลงานของ “จักรวาล นิลธำรงค์”

ซึ่งเจ้าตัวได้ระบุถึงแนวคิดเบื้องหลังของงานชิ้นนี้เอาไว้ว่า

“ทุกปี filmmaker รุ่นใหม่และเทศกาลหนังสั้นไทยทำหน้าที่เหมือนเตาเผาช่วยเติมเชื้อไฟให้วงการหนังที่กำลังจะมอดไหม้ให้ลุกโชติช่วง

“ขอเชิญร่วมค้นหาและเฉลิมฉลองอนาคตของหนังไทยและขอเชิญร่วมฌาปนกิจปัจจุบันที่ล่มสลาย และต้อนรับการเริ่มต้นใหม่อีกสักครั้ง”

Advertisements
คนมองหนัง

หนังสั้น 20 สเปเชียล (3) : Bangkok Stories

Bangkok Stories (ยกเว้น “หมอชิต”)

เยาวราช (อภิญญา สกุลเจริญสุข)

%e0%b9%80%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a

เรียบๆ ธรรมดาๆ ไปหน่อยนึง

เหมือนหนังจะพยายามจำกัดกรอบอะไรบางอย่างให้ตัวเองมากเกินไปนิด

แต่ก็เห็นด้วยกับบางเสียง ที่บอกว่าจุดน่าสนใจของมัน คือ การเป็นหนังชื่อ “เยาวราช” ที่ไม่ได้พยายามมุ่งเน้นนำเสนอภาพ-เรื่องราวเกี่ยวกับ “ความเป็นจีน” ในสังคมไทย

ข้าวสาร (อโนชา สุวิชากรพงศ์)

%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3

จริงๆ ตัวพื้นที่ และลักษณะการใช้สอยพื้นที่ของหนังเรื่องนี้ มัน “คลิก” กับประสบการณ์ส่วนตัวของผมพอสมควร

ช่วงเรียนปริญญาตรี-โท ที่ธรรมศาสตร์ ผมวนเวียนอยู่แถวข้าวสารบ่อยๆ แต่ก็ไม่ได้ “เที่ยว-ดื่มตอนกลางคืน” ถี่นัก ขณะเดียวกัน วัดชนะสงคราม ก็เป็นที่ที่ผมใช้จอดรถ เลยได้โอกาสเดินเที่ยวในวัดแบบไม่มีจุดหมายอะไรชัดเจนนักอยู่เสมอๆ

แต่น่าเสียดาย ที่ตัวละครหลักในหนังมันมี “ความเป็นมนุษย์” ที่แปลกๆ แข็งๆ เป็นเครื่องยนต์กลไกพอสมควร คนดูเลยอาจอินกับเธอและเขาได้ไม่มากนัก ทั้งๆ ที่มันมีโมเมนต์สนุกๆ เหงาๆ ซึ้งๆ หวานๆ ปะปนอยู่บ้างประปราย

นอกจากนี้ ไม่รู้ว่าถ้าหนังลองพลิกเส้นเรื่องให้เดินไปตามคำทำนายของหมอดูหญิงแบบเต็มๆ มันจะทำให้หนังสนุก โดดเด่น หรือมีอะไรน่าจดจำกว่านี้หรือไม่

อย่างไรก็ดี ชอบที่หนังเลือกใช้เพลง “อ่องอ๊องเอ” ในช่วงท้ายเรื่อง เพราะนี่เป็นเพลงเดียวในอัลบั้มชุดที่สองของเป้ อารักษ์ ที่ผมชอบมากๆ

พาหุรัด (โสรยา นาคะสุวรรณ)

%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%94

จริงๆ กลุ่มคน-วัฒนธรรมซิกข์ในย่านพาหุรัดเริ่มถูกเล่าถึงบ่อยครั้งขึ้นในสื่อภาพเคลื่อนไหว โดยเฉพาะพวกสารคดีหรือรายการท่องเที่ยว-ไลฟ์สไตล์ทางโทรทัศน์

ซึ่งมุ่งเน้นไปที่วัดซิกข์สีทองอร่าม และอาหารการกิน-สินค้าผ้าย่านหาพุรัด

แต่คนดูยังไม่เคยได้เห็นมิติการใช้ชีวิตประจำวันที่ลึกซึ้งหรือลงรายละเอียดของคนซิกข์ย่านพาหุรัดให้มากกว่านั้น

ดูเหมือน “พาหุรัด” ของโสรยา จะพยายามทำหน้าที่ดังกล่าว และทำได้ดีทีเดียว

เราได้เห็นแง่มุมชีวิตเล็กๆ ของเด็กหนุ่ม ม.ปลาย ที่นับถือศาสนาซิกข์ ภาระ-ทางแยก-ปัญหาที่ครอบครัวของเขากำลังเผชิญหน้า ตลอดจนความฝันของเด็กหนุ่มและเพื่อนหญิงคนสนิท

ซึ่งหนังถ่ายทอดออกมาได้กำลังดีและสวยงามในหลายช็อตหลายซีน

องค์ประกอบหนึ่งในหนังที่ผมชอบและรู้สึกติดตามากๆ ก็คือ ฉากถอดผ้าโพกศีรษะในห้องน้ำของตัวละครเด็กหนุ่ม (ซึ่งไม่ค่อยมีให้เห็นบ่อยนัก)

สีลม (วรกร ฤทัยวาณิชกุล)

%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a5%e0%b8%a1

โดยรวมแล้วน่ารักดี

แต่รู้สึกว่าแง่มุมเกี่ยวกับการเมือง ที่ถูก “ซ่อนแฝง” เอาไว้ในหนัง มันปรากฏขึ้นอย่างจงใจหรือค่อนทางทื่อตรงไปหน่อย

อีกส่วนที่ชอบ คือ การไปจีบกันในสวนงู สถานเสาวภา ซึ่งให้ความรู้สึกแปลกๆ ชวนพิศวง กึ่งสวยงามกึ่งสยดสยองดี

สุขุมวิท (อาทิตย์ อัสสรัตน์)

bangkok stories สุขุมวิท

เป็นอีกเรื่องที่น่ารัก สนุกสนาน และขำขันดี ส่วนนักแสดงนำหญิงสองคนในเรื่องก็น่ารักมากๆ ทั้งคู่

ไม่ต้องเอ่ยถึง เบสท์ ณัฐสิทธิ์ นักแสดงนำชาย ที่พุ่งทะยานเป็นพลุแตกไปแล้วเรียบร้อย เข้าใจว่า หนังถ่ายทำกันก่อนที่เบสท์จะโด่งดังขึ้นมาอย่างฉับพลัน และนี่อาจเป็นหนังเรื่องท้ายๆ ที่เขาจะได้รับบทเป็นหนุ่มเนิร์ดๆ หรืออันเดอร์ด็อก

จุดที่ชอบ คือ ความเป็นไปได้ของความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครสามรายนี้ ซึ่งเมื่อเดินทางมาถึงจุดท้ายสุดแล้ว มันสามารถออกได้ทุกหน้าเลย

ตรงนี้นับว่าหนังเล่นกับความกำกวมได้น่าสนใจ

ภาพรวม

ผมรู้สึกว่าโจทย์เรื่อง “ความรัก (ของหนุ่มสาว)” อาจกลายเป็นข้อจำกัดให้หนังพอสมควร

ขณะที่ “หมอชิต” และ “พาหุรัด” พยายามจะไปไกลกว่านั้น และได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ

“สีลม” และ “สุขุมวิท” ก็พยายามเล่นกับกรอบดังกล่าว และ “เล่น” ออกมาได้สนุก

ผิดกับ “เยาวราช” และ “ข้าวสาร” ที่มีอาการเกร็งกับกรอบ จนไปได้ไม่สุดทาง

อย่างไรก็ดี แง่มุมเรื่อง “พื้นที่” กลับไม่ได้เป็นกรอบที่บีบบังคับหนังให้แน่นิ่งตายตัว

กระทั่ง “เยาวราช” ซึ่งเหมือนจะเป็นหนังที่อ่อนสุดในบรรดา 6 เรื่อง ก็ยังสามารถตีความ “พื้นที่เยาวราช” ออกมาได้น่าสนใจ

หรือ “สุขุมวิท” ก็เลือกตีความโจทย์อย่างผิดแผก ด้วยการฝังตัวเองลงไปในพื้นที่เฉพาะ ที่เล็กย่อย (ทว่าเบลอร์) ยิ่งกว่าย่านสุขุมวิทเสียอีก

ไม่รวมถึง “หมอชิต” ที่เดินทางออกไปไกลจาก “พื้นที่/สถานีขนส่งหมอชิต” มากมาย

นอกจากนั้น ผมรู้สึกติดกับ “กรอบเวลา” ของหนังแต่ละเรื่องนิดนึง

โอเค ด้วยความที่เป็นหนังสั้น ความยาวราวๆ แค่ 15 นาที การเล่าเรื่องผ่านกรอบเวลาหนึ่งวัน/หนึ่งคืน จึงน่าจะเป็นอะไรที่เหมาะสมลงตัวที่สุด

แต่ก็น่าตั้งคำถามเหมือนกันว่า ถ้าผู้กำกับพยายาม “เล่นกล” กับกรอบเวลา ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นอย่างไร?

ดังเช่นที่กรอบเวลาของ “หมอชิต” โดยวิชชานนท์ สมอุ่มจารย์ ถูกยืดขยายออกไปถึง 9 ปี จนส่งผลให้เรื่องราวในหนังมีมิติเหลี่ยมมุมสลับซับซ้อนขึ้น และมีพลวัตความเปลี่ยนแปลงเด่นชัดขึ้นตามไปด้วย

หมอชิต

คลิกอ่านบทความที่เขียนถึง “หมอชิต” ได้ที่นี่ครับ

คนมองหนัง

ผลงานน่าประทับใจ จากเทศกาลหนังสั้นครั้งที่ 20

ปรับปรุงจากบทความในมติชนสุดสัปดาห์ 2-8 กันยายน 2559

ปิดฉากลงไปแล้วสำหรับเทศกาลหนังสั้นครั้งที่ 20 จัดโดยหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) และมูลนิธิหนังไทย

ปีนี้ มีโอกาสแวะเวียนไปชมผลงานบางส่วนที่เข้าฉายในเทศกาลหนังสั้น แม้จะถือเป็นจำนวนที่น้อยมาก คือ ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของผลงานทั้งหมดในเทศกาล (และเป็นเพียงส่วนเสี้ยวน้อยนิดของผลงานที่ส่งเข้าประกวด)

แต่ก็มีหนังสั้นจำนวนหนึ่ง ที่เมื่อได้ดูก็รู้สึกประทับใจ และยังติดอยู่ในใจ แม้จะเดินออกจากห้องฉายแล้วก็ตาม

ภารกิจสุดท้าย-Aim

“ภารกิจสุดท้าย” (เชวง ไชยวรรณ) และ “Aim” (อรุณกร พิค) เป็นหนังสั้นที่มีภูมิหลังของตัวละครนำ และฉากหลังคล้ายๆ กัน นั่นคือ กลุ่มชนเผ่า/แรงงานข้ามขาติ บนพื้นที่ภูเขาสูงทางภาคเหนือ

ภารกิจสุดท้าย

“ภารกิจสุดท้าย” เล่าเรื่องราวของ “เงื่อนปมขัดแย้ง” ผ่านแนวทาง “สมจริง” เมื่อนายทหารชั้นประทวนเชื้อสายปกาเกอะญอเดินทางไปเยี่ยมแม่, น้องสาว และคนรัก อันเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่กองทัพมีคำสั่งให้ทหารเข้าตัดโค่นสวนยางในเขตป่า ตามนโยบายทวงคืนผืนป่าของรัฐบาล

แน่นอนว่า สวนยางของครอบครัวทหารหนุ่ม ตลอดจนคนรู้จักในหมู่บ้าน ย่อมจะถูกตัดโค่นไปด้วย ขณะเดียวกัน แม้ทหารเชื้อสายปกาเกอะญอจะไม่ต้องลงมือตัดโค่นต้นยางของตนเอง แต่เขาก็ต้องเดินทางไปทำลายต้นยางของชาวบ้านในพื้นที่อื่นๆ

หนังเล่าเรื่องราวอย่างเรียบง่าย สอดแทรกอารมณ์ขันบ้างตามสมควร นอกจากนี้ ดนตรีประกอบในส่วนที่เป็นเพลง “คืนความสุขให้ประเทศไทย” เวอร์ชั่นเตหน่า ก็จัดเป็นเพลงบรรเลงที่มีทั้งความไพเราะ หดหู่ และตลกร้าย ผสมผสานกันไปอย่างน่าประหลาด

Aim

ในทางกลับกัน “Aim” เลือกเล่าเรื่องของตนเองผ่านการเป็นหนังแนว “ดราม่า-ทริลเลอร์” ที่สนุก ตื่นเต้น และน่าติดตาม

หนังถ่ายทอดความสัมพันธ์ระหว่าง “คุณหมอ” วัยกลางคน เจ้าของรีสอร์ทหรู ที่มีงานอดิเรกเป็นการยิงปืนใส่หุ่นจำลองกลางป่า กับแรงงานข้ามชาติในรีสอร์ต

ท่ามกลางปมขัดแย้งที่คล้ายจะเป็นสูตรสำเร็จ หนังสั้นเรื่องนี้ค่อยๆ เผยให้คนดูเห็นถึง ภาวะกดขี่-ขูดรีด หรือการใช้อำนาจอย่างแนบเนียน ที่ด้านหนึ่ง ก็คล้ายจะเปี่ยมความเมตตาปรานี ทว่า อีกด้านกลับคุกรุ่นไปด้วยความโหดเหี้ยม ของตัวละคร “คุณหมอ”

รวมถึงภาวะของตัวละครแรงงานข้ามชาติที่ถูก “บริหาร/จัดการ/ควบคุม” อย่างผิดแผกกันไป คือ มีทั้งคนซึ่งถูกลงโทษอย่างหนักหน่วง คนที่ถูกข่มขู่เกือบสุดทาง ตลอดจนคนที่ถูกรับไปเลี้ยงดู, กลืนกลาย และค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นฝ่ายผู้ใช้อำนาจ มากกว่าจะถูกกดด้วยอำนาจ

ถ้าได้รับการจัดฉายในวงกว้าง หนังสั้นที่สนุกและระทึกขวัญอย่าง “Aim” อาจสามารถเข้าถึงคนดูกลุ่มใหญ่ได้ง่ายกว่าหนังที่พยายามส่ง “สาร” แบบเดียวกัน ด้วยกระบวนท่าอื่นๆ

ฝนเม็ดน้อย

ฝนเม็ดน้อย

“ฝนเม็ดน้อย” (บุญฤทธิ์ เวียงนนท์) ดัดแปลงมาจากบทกวีชื่อเดียวกันของ “ศิวกานท์ ปทุมสูติ”

จุดเด่นมากๆ ของ “ฝนเม็ดน้อย” ในมุมมองของผม มีอยู่สองประการ

ประการแรก คือ หนังเรื่องนี้มีงานสร้างที่ “เรียบง่าย” หรือออกไปในเชิง “ทำมือ” นิดๆ ซึ่งอาจส่งผลให้งานของบุญฤทธิ์เสียเปรียบหนังสั้นจำนวนมาก ซึ่งมีคุณภาพด้านโปรดักชั่นดีกว่า

แต่เรื่องราวอันทรงพลังก็ช่วยกลบเกลื่อนข้อจำกัดด้านงานสร้างได้เป็นผลสำเร็จ แถมยังผลักดันให้ “ฝนเม็ดน้อย” มีความโดดเด่นเหนือกว่าหนังสั้นส่วนใหญ่ในเทศกาล

ประการต่อมา หนังสั้นเรื่องนี้สร้างขึ้นจากบทกวีของศิวกานท์ ซึ่งมีเนื้อหาเน้นหนักไปยังการวิพากษ์ระบบการศึกษาไทย

ถ้าบุญฤทธิ์สร้าง “ฝนเม็ดน้อย” เวอร์ชั่น “หนังสั้น” ให้เหมือนกับเวอร์ชั่น “บทกวี” เป๊ะๆ เราอาจได้หนังสั้นแนว “ด.เด็ก ช.ช้าง” (ผลงานภาพยนตร์สั้นคลาสสิคของ ทรงยศ สุขมากอนันต์ เมื่อต้นทศวรรษ 2540 ที่พูดถึงการใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรมในห้องเรียน) เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งเรื่อง (โดยที่คุณภาพโดยรวมอาจอ่อนด้อยกว่างานของทรงยศ)

แต่บุญฤทธิ์กลับพยายามเดินทางไปให้ไกลกว่านั้น ด้วยการเสริมสร้างปมชีวิต-ภูมิหลังอันละเอียด ซับซ้อน และเศร้าสะเทือนใจ ให้แก่ตัวละครนำ ซึ่งเป็นเด็กหญิงชาวอีสาน

ที่สำคัญ เขาสามารถสอดแทรกจุดยืนหรือท่าทีในการวิพากษ์สังคม-การเมืองไทยร่วมสมัยของตนเอง ลงไปในหนังสั้น “ฝนเม็ดน้อย” ได้อย่างคมคายและกล้าหาญมากๆ

โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่าหนังเรื่องนี้ถูกสร้างขึ้นในปี 2559 อันเป็นยุคที่บรรยากาศของสังคมไทยไม่ได้เปิดกว้าง หรือเอื้อต่อการวิพากษ์วิจารณ์สักเท่าไหร่

หมอชิต

หมอชิต

“หมอชิต” (วิชชานนท์ สมอุ่มจารย์) เป็นหนังสั้นเรื่องหนึ่งที่อยู่ในโปรเจ็กต์ “Bangkok Stories” ซึ่งมีแผนจะออกฉายตามโรงภาพยนตร์ทั่วไปปลายปีนี้

ขณะที่หนังสั้นอีกห้าเรื่องที่เหลือของโปรเจ็กต์ เล่าเรื่องราวความรักความสัมพันธ์ระหว่างหนุ่มสาวชาวกรุงเทพฯ (เรื่อยไปจนถึงนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ) วิชชานนท์กลับเลือกเล่าเรื่องราวผ่านสองตัวละครหลัก ซึ่งเป็นคนต่างจังหวัด

หนึ่ง คือ เด็กหนุ่มขอนแก่นที่เดินทางเข้ามาเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง อีกหนึ่ง คือ เด็กสาวชาวลำพูน แต่ย้ายไปอยู่เชียงใหม่ ซึ่งลงมาเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม

มีไม่บ่อยครั้งนักหรอก ที่ตัวละครพระเอก-นางเอกในหนังหรือละครไทย จะเป็น “เด็กรามฯ” และ “เด็กราชภัฏ”

ขณะที่หนังสั้นอีกห้าเรื่องที่เหลือ พูดถึงความสัมพันธ์ของตัวละครภายใน “กรอบเวลาสั้นๆ” ไม่เกินหนึ่งวันหรือหนึ่งคืน

“หมอชิต” กลับขยับขยาย “กรอบเวลา” ของตัวเอง ให้ยืดยาวออกไปได้อย่างน่าทึ่ง แม้หนังจะมีความยาวเพียงราวๆ 15 นาที

นั่นคือ หลังจากที่ตัวละครเอกสองคนพบกันครั้งแรก ณ สถานีขนส่งหมอชิต หนังก็ตัดภาพไปยังเหตุการณ์ 9 ปีถัดจากนั้น

เมื่อหนุ่มขอนแก่นกลายเป็นคนขับแท็กซี่ ที่เรียนรามฯ ไม่จบ พลัดพรากจากถิ่นฐานบ้านเกิด และมีภาระต้องเลี้ยงดูลูกอยู่ในเมืองหลวง ส่วนสาวลำพูน/เชียงใหม่ กลายสภาพเป็น “ผู้หญิงผมทอง” ซึ่งประกอบอาชีพ “เซลส์” ออกตระเวนขายครุภัณฑ์ตามสถานศึกษา

ทั้งคู่กลับมาเจอกันอีกหนบนรถแท็กซี่ของตัวละครฝ่ายชาย และบทสนทนา พันธสัญญาหลวมๆ ระหว่างกัน รวมถึงลูกเล่นรายทาง เล็กๆ น้อยๆ ก็ดำเนินไปอย่างน่ารัก เปี่ยมอารมณ์ขัน และมีเสน่ห์แพรวพราว

Mr.Zero คนหมายเลขศูนย์

คนหมายเลขศูนย์

“Mr.Zero คนหมายเลขศูนย์” ผลงานการกำกับของ นัชชา ตันติวิทยาพิทักษ์ (มีชวัลรัตน์ รุ้งแสงเจริญทิพย์ เป็นผู้กำกับร่วม) เข้าประกวดในสายภาพยนตร์สารคดี และได้รับรางวัลสูงสุดของสายการประกวดดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม นี่กลับเป็น “หนังสารคดี” ซึ่งดำเนินเรื่องราวหยอกล้อเคล้าคลอกับ “เรื่องแต่ง” ทั้งยังมีลีลาการถ่ายทอดประหนึ่งบทกวีที่งดงาม และแย้มพรายปริศนาบางประการ ให้ผู้ชมนำกลับไปขบคิดตีความกันต่อ

หนังเล่าเรื่องราวชีวิตของ “บัณฑิต อานียา” นักเขียน-นักแปลอาวุโส ที่ทั้งถูกกล่าวหาว่าเป็น “คนบ้า” และถูกฟ้องร้องในคดีความอันสุ่มเสี่ยงอันตราย

แต่ “Mr.Zero คนหมายเลขศูนย์” ไม่ได้มุ่งนำเสนอประเด็นเรื่องคดีความหรือการต่อสู้ทางการเมือง หากพยายามย้อนกลับมาสำรวจตรวจสอบ “แง่มุมภายใน” ของชีวิตบัณฑิต

นัชชาและชวัลรัตน์ถ่ายทอดชีวิตจริง ทั้งในปัจจุบันและอดีต ของนักเขียนอาวุโส คู่ขนานไปกับการปล่อยเสียงอ่านข้อความบางส่วนจากนิยายเรื่อง “คนหมายเลขศูนย์” หนึ่งในผลงานที่บัณฑิตแต่งขึ้น (แต่หลอกบนปกหนังสือว่า นี่คือนิยายแปลจากวรรณกรรมภาษาต่างประเทศ เพราะเชื่อว่าจะทำให้ขายดีกว่า) ซึ่งเล่าเรื่องราวของชายที่คิดว่าตนเอง คือ “จอห์น เลนนอน”

ดังที่เขียนไปแล้วว่า หนังเรื่องนี้ไม่ได้พยายามจำกัดตนเองอยู่ในกรอบของ “ความเป็นภาพยนตร์สารคดี” แบบเคร่งครัด จึงมีหลายช่วงตอน ซึ่งหนังแปรสภาพกลายเป็นบทกวีที่บรรยายรายละเอียดเล็กน้อยในชีวิตของชายชราผู้หนึ่ง ด้วยอารมณ์กึ่งงดงาม กึ่งเศร้าสร้อย

ยิ่งกว่านั้น ยังมีบางจังหวะ ที่หนังได้พลิกผันสถานภาพของตนเองไปสู่การเป็น “ภาพยนตร์เรื่องแต่ง” (fiction) เช่น ฉากที่จำลองการรักษาคนป่วยในโรงพยาบาลบ้า หรือฉากร้องเพลงในโอ่ง ที่มีความก้ำกึ่งระหว่างการบันทึกภาพแบบดิบๆ อย่างสารคดี กับการถ่ายทำอย่างตั้งใจและมีการเตรียมงานล่วงหน้า ในลักษณะหนังฟิกชั่น

แต่องค์ประกอบเหล่านั้น มิได้ส่งผลให้ “ความจริงจังเข้มข้น” ในเนื้อหาของหนังถูกลดทอนลง ตรงกันข้าม “ชีวิตจริงๆ” ของบัณฑิต กลับถูกถ่ายทอดออกมาอย่างทรงพลังหนักแน่นมากขึ้น

“Mr.Zero คนหมายเลขศูนย์” ไม่มีจุดบกพร่องด้านโปรดักชั่น แต่ก็ไม่ได้เป็นหนังที่มีงานสร้างเลิศหรูหรือหวือหวา

หนังถูกถ่ายทำอย่างเรียบง่าย โดยหากพิจารณาในแง่ของการถ่ายภาพ-ตัดต่อ ใครก็ตามที่มีกล้องวิดีโอแฮนดี้แคม กล้องจากสมาร์ตโฟน หรือกล้องมิเรอร์เลสราคาไม่แพง และมีเครื่องคอมพิวเตอร์พร้อมโปรแกรมตัดต่อ ก็คงสามารถทำงานโปรดักชั่นได้สูสีกับคนทำหนังเรื่องนี้

แต่จะมีสักกี่คนกัน ซึ่งสามารถถ่ายทอดอารมณ์และความรู้สึกนึกคิดของ “มนุษย์” ผู้หนึ่ง ออกมาได้ละเอียดซับซ้อน เหมือนกับที่นัชชาและชวัลรัตน์สามารถทำได้เป็นอย่างดียิ่ง

อีกประเด็นที่ “Mr.Zero คนหมายเลขศูนย์” ทิ้งค้างไว้ให้ผู้ชมได้นำกลับไปขบคิดตีความ ก็คือ แม้ในช่วงต้นๆ หนังจะนำเสนอภาพ-เสียงที่บุคคลใน “เครือข่ายเดียวกัน” กล่าวชื่นชม ยกย่อง ให้กำลังใจบัณฑิต

จนเขาแทบจะกลายสถานะเป็น “ฮีโร่ของการต่อสู้” อีกคนหนึ่ง

ทว่า ต่อมา หนังกลับค่อยๆ ถ่ายทอดภาวะความป่วยไข้ อ้างว้าง โดดเดี่ยว และการพยายามตั้งคำถามกับตัวเอง ของนักเขียน-นักแปลอาวุโส

เขาจึงอาจนับเป็น “คนหมายเลขศูนย์” อีกรายหนึ่งของสังคม

“คนหมายเลขศูนย์” ซึ่งไม่ได้เป็นทั้ง จอห์น เลนนอน หรือ “ผู้มีชื่อเสียง” รายอื่นๆ

เขามิอาจเป็นใคร เขาไม่มีใคร และเขาไม่ได้อะไรจากใครเลย เมื่อดุ่มเดินไปจนเกือบจะถึงปลายทางของชีวิต

หนังสารคดีกึ่งบทกวีกึ่งเรื่องแต่งเรื่องนี้ อาจกำลังพยายามร้องเตือนคนดูอยู่ว่า นอกจาก “บัณฑิต อานียา” แล้ว พวกเราส่วนใหญ่ต่างก็เป็น “คนหมายเลขศูนย์” เช่นเดียวกัน

คนมองหนัง

หนังสั้น 20 สเปเชียล (2) : ภาพยนตร์สารคดีโปรแกรมดุ๊ก 2-3

โปรแกรมดุ๊ก 2

การตายของหิ่งห้อย (จิรัฐติกาล พระสนชุ่ม และ พสิษฐ์ ตันเดชานุรัตน์)

การตายของหิ่งห้อย

เหมือนดังที่มิตรสหายท่านหนึ่งบอกเอาไว้ว่า หนังสารคดีเรื่องนี้มีความสอดคล้องกับข่าวคราวที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานนี้ ที่พระภิกษุร่างจิ๋วสูงไม่ถึง 100 ซม. ถูกบังคับให้สึกโดยคำสั่งของพระผู้ใหญ่ ซึ่งอ้างเหตุผลเรื่องพระธรรมวินัย

“การตายของหิ่งห้อย” เล่าเรื่องราวคล้ายๆ กันของชาย ผู้อาจมีอาการ “ผิดแปลก” บางอย่าง จนแตกต่างจากคนปกติธรรมดาทั่วไป แต่เขากลับชอบไปขลุกตัวช่วยงานวัด และสุดท้าย ก็อยากบวชเป็นพระ

สำหรับใครที่ไปทำบุญ ไปงานศพ ตามวัดวาอารามต่างๆ อยู่เสมอๆ คนประเภทเดียวกับ “ซับเจคท์” ของหนังสารคดีเรื่องนี้ มักถูกพบเห็นได้ในวัดหลายๆ แห่ง

แต่สิ่งที่พวกเราไม่ค่อยรู้ก็คือ ชีวิตเบื้องหลังเบื้องลึกของเขา

“การตายของหิ่งห้อย” ทำให้เห็นว่า “ซับเจคท์” ของตนเอง ไม่ใช่คนเร่ร่อน ไร้หลักแหล่ง แต่มีครอบครัวที่ดี มีการศึกษา (จบปริญญาตรี จากมหามกุฎราชวิทยาลัย) และรู้เรื่องราวเกี่ยวกับลำดับชั้นทางสังคม (เปรียบเทียบตำแหน่งเจ้าคณะตำบลกับกำนันได้อย่างคมคาย) หรือเอ่ยถึงความแตกต่างระหว่างนิกายของคณะสงฆ์ได้อย่างน่าทึ่ง แถมยัง “ถ่ายหนัง” ได้ด้วย

ผมชอบฉากที่ตัวซับเจคท์และแม่ เข้าไปปรึกษาที่ปรึกษาเจ้าคณะตำบลเรื่องการบวช แล้วฝ่ายหลวงปู่นั่นแหละที่อ่านทบทวนพระธรรมวินัยแบบลังเล ไม่แน่ใจ ผิดกับชาย ผู้ถูกมองว่าอาจไม่สามารถออกบวชได้ ที่ท่องบทสวดหรือเอ่ยเรื่องศาสนาบางอย่างออกมาอย่างมั่นใจ (แม้จะมีจุดลังเลคลุมเครือในตอนท้าย)

ผมเสียดายที่หนังมีลักษณะ “รวบรัด” ไปนิดในช่วงท้ายๆ และอาจตัดจบเร็วไปหน่อย แต่โดยรวมแล้ว นี่คือหนังสารคดีที่น่าประทับใจทีเดียว

Anonymous in Bangkok (สินีนาฎ คะมะคต)

Anonymous in Bangkok

หนังนำเสนอเรื่องเล่า (ทางเสียง) ของสตรีขายบริการรายหนึ่งในกรุงเทพฯ เปรียบเทียบไปกับภาพ cityscapes ในแง่มุมต่างๆ ของเมืองหลวง

น่าเสียดาย ที่ตัวเรื่องเล่ามันดีเลยแหละ (ผมชอบช่วงที่ผู้หญิงคนนี้อธิบายว่างานขายบริการทางเพศมันดีกว่างานออฟฟิศยังไงบ้าง) แต่พอเอามาผสานกับตัวภาพที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวโดยตรง มันกลับยังหาจุดแหลมคมลงตัวแบบ “เป๊ะๆ” ไม่เจอซะทีเดียว

อย่างไรก็ดี มีช่วงท้ายๆ เรื่อง ที่ผู้หญิงเจ้าของเรื่องก็ยังส่งเสียงเล่าเรื่องราวของตัวเองไป ขณะที่หนังก็จับภาพไปที่สตรีคนหนึ่งซึ่งยืนอยู่คนเดียวตรงหน้าซอยหรือไม่ก็ตึกแถวเก่าๆ แห่งหนึ่ง ผมไม่แน่ใจว่า ผู้หญิงคนนั้นคือใคร? เธออาจเป็นอีกคนที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องเล่าเลยก็ได้ หรืออาจเป็นผู้หญิงเจ้าของเรื่องหรือเปล่า? แต่ผมรู้สึกว่าไอ้ความคลุมเครืออย่างนี้มันมีเสน่ห์ดี ทว่า มันกลับปรากฏออกมาในหนังไม่บ่อยครั้งนัก

ม้าทรง (อภิชน รัตนาภายน และ วัชรี รัตนะกรี)

ม้าทรง

น่าสนใจมากๆ ที่ตัว “คนทรง” ในหนัง มีอีกบทบาทหนึ่งในชีวิตประจำวันเป็น “ครู” แถมยังเป็นครูที่สอนภาษาไทยให้แก่นักเรียนชาวต่างชาติด้วย เธอจึงมีความรู้ภาษาอังกฤษ ซึ่งเอาเข้าจริงๆ ต้องถือเป็นบุคลากรระดับ “ครีม” หากเทียบกับบุคลากรสาขาอื่นๆ ของแวดวงการศึกษาไทย

สมัยเด็กๆ ผมจะได้ยินเรื่องราวเชิงกอสซิปในโรงเรียนประถมฯ เกี่ยวกับครูสองท่านที่ว่ากันว่าเป็น “ร่างทรง” ท่านหนึ่งเป็นร่างทรงของเทพเจ้าอินเดีย อีกท่านเป็นร่างทรงของเทพเจ้าจีน แต่ผมก็ไม่เคยเห็นแกประทับทรงจริงๆ จังๆ สักหน

“ม้าทรง” จึงช่วยเติมเต็มจินตนาการตรงจุดนั้น ว่า “ครู” ที่ประทับทรงนี่ เขามีวิถีชีวิต มีโลกทัศน์ และอธิบายการดำเนินชีวิตของตนเองอย่างไร และชีวิตที่สวิทช์ไปๆ มาๆ ระหว่างโลกสองแบบของเขา มันมีความไหลเลื่อนเคลื่อนไหวอย่างไรบ้าง

หนังมี impact กับผมพอสมควร อย่างน้อย หลังดูเสร็จ ผมก็ออกมาเสิร์ชหาชื่อ “ขุนนิทรรศน์ชนะศึกสงคราม ณ ถลาง?” ซึ่งคุณครูใน “ม้าทรง” บอกว่าเป็นต้นตระกูลของแก ทางกูเกิ้ล

ปรากฏว่าหาไม่พบครับ 555

แปะอิ่น (พริมริน พัวรัตน์)

แปะอิ่น

นี่เป็นหนัง “ดี” ที่ไม่ถึงกับ “ดีมาก”

แล้วถ้าผมยังอยู่ในวัยซัก 10 ปลายๆ ถึง 20 กลางๆ ยังแรงๆ ร้อนๆ ผมอาจไม่ได้ชอบ “แปะอิ่น” มากนัก

แต่พอมาดูหนังเรื่องนี้ในวัย 30 กลางๆ เริ่มเบื่อๆ เหนื่อยๆ ปลงๆ กับบางด้านของชีวิตพอสมควร ผมกลับรู้สึกว่า “เรื่องราว” ในหนังมันดีและอิ่มเอมมากๆ เลย

คือ ผมไม่แน่ใจว่าตัวเองชอบ “หนังสารคดีเรื่องแปะอิ่น” มากน้อยแค่ไหน แต่ที่แน่ๆ คือ ผมชอบ “เรื่องเล่าแวดล้อมชีวิตของแปะอิ่น” ที่หนังนำเสนอ

และอินพอที่จะเห็นพ้องกับคนทำหนังว่า ผู้ชายธรรมดาๆ เจ้าของร้านโชห่วยเล็กๆ และต้องดูแลแม่วัยชรา อย่างแปะอิ่นนี่แหละ ที่สามารถเป็น “ต้นแบบในการดำเนินชีวิต” ให้แก่คนอื่นๆ ได้

นอกจากนี้ โดยส่วนตัว ผมยังรู้สึกติดตาติดใจกับเหตุการณ์เล็กๆ สองช่วงในหนัง

เหตุการณ์แรก คือ ตอนที่แปะอิ่นกินข้าว แล้วเหมือนกับข้าวมันไม่อร่อย เพราะที่บ้านปรุงปลาผิดวิธี ซึ่งโดยปกติ ผมรู้สึกว่า “ภาพจำ” หนึ่งของสังคม-วัฒนธรรมภาคใต้ในสายตาคนภาคอื่นๆ ก็คือ อาหารใต้นี่อร่อย รสชาติจัดจ้าน คนใต้ทำอาหารเก่ง ทว่า ภาพของหนังสารคดีที่ถ่ายทำที่จังหวัดกระบี่เรื่องนี้คล้ายจะ “บิด” ภาพจำดังกล่าวไปนิดนึง

เหตุการณ์ที่สอง คือ ตอนที่ “น้องสาว?” ของแปะอิ่นมารับแม่วัย 90 ปี ไปกินข้าว โดยใช้รถป้ายแดง ซึ่งสวนทางกับแปะอิ่นที่ขี่มอเตอร์ไซค์และขับปิ๊กอัพคันเก่าๆ แต่สุดท้าย คนที่เลี้ยงแม่เป็นกิจวัตร ก็คือ แปะอิ่น นี่แหละ ภาพตอนนี้มันเลย “กินใจ” มากๆ ทีเดียว

โปรแกรมดุ๊ก 3

Ghost (วรพจน์ อินเหลา)

Ghost

ตอนฟังเสียงบรรยายช่วงต้นเรื่อง ผมเอาใจช่วยให้หนังมันกลายเป็นงานเสียดสีคนชั้นกลางในเมือง ที่พยายามเข้าไปช่วยเหลือเป็นปากเป็นเสียงให้ผู้คนในสังคมชนบท

แต่สุดท้าย หนังมันก็ไปอีกทางน่ะนะ

นอกจากนี้ ยังรู้สึกเสียดาย ที่งานถ่ายภาพของหนังมันดีมากๆ เลย แต่ประเด็น-เรื่องราวมัน “ทื่อ” และ “แคบ” เกินไป และ “สลับซับซ้อน” น้อยเกินไป (ยิ่งตอนอ้างไปถึงข้อมูลทีดีอาร์ไอแบบโต้งๆ ยิ่งไปกันใหญ่)

รวมถึงอุปลักษณ์เรื่อง “ผี” ที่ก็ไม่คมเช่นกัน

The Rebirth (ธีรยุทธ์ วีระคำ)

The Rebirth

หนังสารคดีเล่าเรื่องราวของผู้หญิงวัย 69 ที่อยู่ตัวคนเดียว หลังเพิ่งสูญเสียสามีวัยชราไป

ผมรู้สึกกับหนังเรื่องนี้คล้ายๆ กับที่รู้สึกกับ “แปะอิ่น”

คือ ถ้าผมเด็กกว่านี้ ผมคงรู้สึกเฉยๆ กับมัน

แต่พออายุมากขึ้น พ่อแม่เราอายุใกล้เคียงกับซับเจคท์ในหนังพอดี ก็จะเริ่มเห็นความดีงาม ที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเรียบง่ายและปกติธรรมดาของมัน

โดยส่วนตัว ผมชอบการที่ตัวคุณแม่ในหนังแกนับถือพุทธทั้งสองนิกาย คือ ไปสวดมนต์เยียวยาจิตใจตนเองกับมหายานฝ่ายจีน แต่เวลาทำบุญ ก็ไปวัดเถรวาทปกติ

น่าเสียดาย ที่บางส่วนของ “The Rebirth” มีลักษณะเป็นการ “เซ็ต” อย่างเห็นได้ชัดไปนิด “พลังความสด/ความจริงใจ” ของหนัง เลยแลดูอ่อนด้อยกว่า “แปะอิ่น” เล็กน้อย

Mr.Zero คนหมายเลขศูนย์

(ตามอ่านได้ในมติชนสุดสัปดาห์เล่มหน้านะครับ หลังจากนั้น จะนำมาเผยแพร่ในบล็อกต่อไป)

หมายเหตุ ไม่ได้ดูโปรแกรมดุ๊ก 1 ครับ

ขอบคุณภาพจาก Thai Short Film & Video Festival

ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

จิตร โพธิ์แก้ว : “บริบท” และ “ปัจจัยสำคัญ 3 ประการ” ของ “วงการหนังสั้นไทย” ในรอบ 15-20 ปี

คำกล่าวแนะนำหนังสั้นในโปรแกรม “ความปรารถนาของคุณจิตร” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลหนังสั้นครั้งที่ 20 โดยจิตร โพธิ์แก้ว

โปรแกรมนี้ก็เป็นเพราะคุณชลิดา (เอื้อบำรุงจิต – รองผู้อำนวยการหอภาพยนตร์ และผู้จัดเทศกาลหนังสั้น) ขอให้เลือกหนังที่ผมอยากดูอีกรอบ ก็เลยเลือกหนังที่หายากหน่อย

หนังทั้ง 7 เรื่องในโปรแกรมนี้เป็นหนังที่ผมเคยดูเมื่อประมาณ 15-20 ปีที่แล้ว แล้วก็ชอบมาก แล้วก็มันมีอะไรค้างคาใจ แล้วก็ส่วนใหญ่แล้ว ผู้กำกับหลายคนใน 7 เรื่องนี้ เป็นคนที่ผมไม่รู้จักเลย ผมก็เลยไม่สามารถขอหนังเขามาดูได้อีก

แล้วมันก็เป็นหนังที่ทำก่อนยุคยูทูบด้วย คือผมก็ได้ดูครั้งเดียวเมื่อ 15-20 ปีก่อน แล้วมันก็เหมือนหายสาบสูญไปเลย ผมก็เลยเลือกหนังชุดนี้มา เพราะสองคุณสมบัติสำคัญ

คือว่าเป็นหนังที่ผมชอบมาก แล้วก็มันหายาก แล้วส่วนใหญ่ เพื่อนๆ ซีเนไฟล์ของผมก็ไม่เคยดูหนังกลุ่มนี้เลย ก็เลยเลือกหนังกลุ่มนี้มาครับ

ขอพูดถึงรวมๆ แล้วกันว่าเวลาดูหนังกลุ่มนี้แล้ว ก็ให้คำนึงถึง “บริบทของเวลา” เป็นสำคัญ เพราะว่ามันทำขึ้นเมื่อ 15-20 ปีก่อน เพราะฉะนั้น ถ้าเรามองจากมุมมองปัจจุบัน แล้วเอาไปตัดสินมัน มันก็อาจไม่ยุติธรรมกับตัวหนัง เพราะว่าช่วง 15-20 ปีก่อน อย่างน้อย มันจะส่งผลกระทบต่อ “ปัจจัยสำคัญ” 3 ประการ คือ

หนึ่ง “เทคโนโลยี” เพราะว่ายุคนั้นมันยังไม่มีกล้องมือถือ หนังบางเรื่องในกลุ่มนี้ เราดูแล้วอาจรู้สึกว่า โอ๊ย! เด็กมัธยมฯ เด็กประถมฯ ก็ทำหนังแบบนี้ได้ ใช้กล้องมือถือถ่ายก็ได้ แต่เราต้องไม่ลืมว่า 15-20 ปีก่อน มันยังไม่มีเทคโนโลยีกล้องมือถือ เพราะฉะนั้น หนังบางเรื่องในกลุ่มนี้ที่ผมดูแล้วประทับใจ ก็เป็นเพราะว่าสมัยนั้น มันยังไม่ค่อยทำหนังแบบนี้กัน เพราะปัจจัยด้านเทคโนโลยี

สอง คือ ปัจจัยด้าน “สังคม-การเมือง” คือผมก็จำเนื้อเรื่องในหนัง 7 เรื่องนี้ไม่ค่อยได้ แต่รู้สึกว่า ถ้าจำไม่ผิด มันจะมีบางเรื่องที่เป็นหนังที่อาจจะต่อต้านทุนนิยม แต่เราต้องอย่าลืมว่า 15-20 ปีก่อน เรายังไม่มีรัฐประหาร ไม่มีปัญหาประชาธิปไตย ไม่มีปัญหาเผด็จการอะไรพวกนี้

เพราะฉะนั้น การดูหนังต่อต้านทุนนิยมที่สร้างขึ้นเมื่อ 20 ปีก่อน กับการดูหนังไทยที่ต่อต้านทุนนิยมที่สร้างขึ้นในยุคปัจจุบัน เวลาเราจะตัดสินใจหนัง (สองกลุ่มนี้) เราต้องคำนึงถึงปัจจัยด้านสังคม-การเมืองเมื่อ 15-20 ปีก่อน ด้วยว่ามันแตกต่างจากเมืองไทยในยุคปัจจุบันแบบ “หน้ามือเป็นหลังเท้า” ขนาดไหน

ปัจจัยที่สาม ก็คือว่าการที่หนังสัก 4 ใน 7 เรื่องนี้ อาจจะมีลักษณะในแบบหนัง “อาร์ต-นิ่ง-ช้า” ซึ่งจริงๆ แล้ว ในยุคปัจจุบัน มันมีหนังไทยที่ “อาร์ต-นิ่ง-ช้า” เยอะมากๆ เลย แต่ว่าการที่ผมประทับใจหนังกลุ่มนี้มากเมื่อ 15-20 ปีก่อน เป็นเพราะว่ามันยังไม่ค่อยมีหนังไทย “อาร์ต-นิ่ง-ช้า” ในยุคนั้นมากนะครับ

เพราะว่าหนังในกลุ่มนี้มันสร้างขึ้นในปี 1997-2003 ซึ่งยุคนั้นเป็นยุคที่ผู้กำกับหลายคนยังไม่โด่งดัง มันจะมีผู้กำกับอย่างอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล, ศะศิธร อริยะวิชา, พิมพกา โตวิระ หรือว่าคุณอารยา ราษฎร์จำเริญสุข หรือว่าอุรุพงษ์ รักษาสัตย์ คือกลุ่มนี้จะทำหนังสั้น “อาร์ต-นิ่ง-ช้า” ออกมาแล้วในยุคนั้น แต่ก็ยังไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดังในระดับประเทศ เพราะฉะนั้น หนัง “อาร์ต-นิ่ง-ช้า” ของผู้กำกับโนเนมหลายๆ คนในยุคนั้น ก็เลยหายากอยู่

หนังกลุ่มนี้ เราดูแล้วเราต้องนึกว่ามันเป็นหนังที่มาก่อนหนัง “อาร์ต-นิ่ง-ช้า” ของใครหลายๆ คนในยุคต่อๆ มา คือ หลังจากปี 2003 แล้ว เราค่อยเจอผู้กำกับอย่างไทกิ ศักดิ์พิสิษฐ์ หรือว่าวิศรา วิจิตรวาทการ, อโนชา สุวิชากรพงศ์, วิชชานนท์ สมอุ่มจารย์ หรือว่าศิวโรจณ์ คงสกุล หรือว่าพอปี 2010 เราก็เจอ วชร กัณหา กับธีรนิติ์ เสียงเสนาะ

ก็เลยอยากให้นึกว่าการที่ผมประทับใจหนังกลุ่มนี้มากๆ เป็นเพราะว่ามันเป็นหนังที่เหมือนกับว่ามาก่อนหนัง “อาร์ต-นิ่ง-ช้า” ของไทย ที่หลายๆ คนทำกันในยุคต่อมาน่ะครับ

ก็คือว่าปัจจัยสำคัญ เราต้องคำนึงถึงเรื่อง “เวลา” ว่ามันส่งผลกระทบต่อเทคโนโลยี ส่งผลกระทบต่อสังคม-การเมืองของคนไทย แล้วก็ส่งผลกระทบต่อสไตล์ของหนังสั้นไทยในยุค 20 ปีก่อน ที่มันแตกต่างกับสไตล์ของหนังสั้นไทยในยุคปัจจุบันด้วยครับ

หมายเหตุ ถอดความจากคลิปเสียงที่บันทึกโดยคุณวรงค์ หลูไพบูลย์

คนมองหนัง

หนังสั้น 20 สเปเชียล (1) : นิมิตลวง (พิมพกา โตวิระ)

นิมิตลวง (Prelude to the General) หนังสั้นของพิมพกา โตวิระ ซึ่งได้รับรางวัลจูรี่ ไพรซ์ ในสายการประกวดภาพยนตร์สั้น จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติฮ่องกงครั้งล่าสุด เพิ่งมีโอกาสได้ฉายที่เมืองไทย ในฐานะ “ซีเคร็ท ฟิล์ม” ของงานเปิดเทศกาลภาพยนตร์สั้นครั้งที่ 20

หนังความยาวแค่ 11 นาที เรื่องนี้ มีเรื่องราวที่สลับซับซ้อนพอสมควร

หนังเริ่มต้นด้วยการยืนเผชิญหน้ากันระหว่างผู้หญิงสองคน คนหนึ่ง อยู่ในวัยกลางคน อีกคน ยังอยู่ในวัยสาว

ตัวละครผู้หญิงสาวพยายามสื่อสารกับอีกฝ่าย เพื่อเตือนให้ตระหนักถึงภัยร้ายแรงบางอย่าง ทว่า คล้ายการสื่อสารจะไม่สัมฤทธิ์ผล

แล้วหนังก็ค่อยๆ เผยให้เห็นถึงวิถีชีวิตใน “โลกคู่ขนาน” ของตัวละครสตรีทั้งสองราย

ผู้หญิงวัยกลางคน เป็นหมอนวดรับใช้ “ชายผู้หนึ่ง” หลังเสร็จสิ้นภารกิจหลัก พร้อมได้รับค่าตอบแทน เธอก็มีชีวิตที่ “ชิลล์” พอสมควร ไม่ว่าจะเป็นการฟังเพลงเก่าๆ จากไอโฟน การเดินไปตามอาคารที่อยู่อาศัยอันหรูหรา และการไปนั่งปลดปล่อยอารมณ์ความรู้สึกริมบึงน้ำ

ตรงกันข้ามกับหญิงสาววัยรุ่น ที่มองทะลุผ่านฉากหน้า ซึ่งถูกเสกสรรค์ปั้นแต่งให้งดงาม จนเห็นถึงความเสื่อมโทรมของอาคารที่อยู่อาศัย (ซึ่งหญิงวัยกลางคนมองว่าหรูหรา) เธอเดินมาริมบึงแห่งเดียวกัน ด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่อัดอั้นตันใจ และหวาดระแวง

ก่อนที่หนังจะจบลงด้วยโศกนาฏกรรมบางอย่าง โดยมีตัวละครหลักรายหนึ่งเป็นประจักษ์พยานอยู่ห่างๆ

preludetogeneral

อาจตีความได้ว่า ตัวละครหญิงวัยกลางคน คือ ตัวแทนของคนเล็กคนน้อยที่ใช้ชีวิตอยู่ในระบอบพิกลพิการ โดยไม่ได้ตระหนักถึงภาวะวิกลดังกล่าว มิหนำซ้ำ ยังรู้สึกว่า ตนเองได้รับประโยชน์ตามสมควรจากระบอบที่เป็นอยู่

ผิดกับตัวละครหญิงสาววัยรุ่น ที่มองเห็นความผิดปกติ และกำลังพยายามสื่อสารหรือป่าวประกาศให้คนอื่นๆ ได้รับรู้เช่นเดียวกัน

นอกจากตัวเรื่องที่เข้มข้น เทคนิคทางด้านภาพของนิมิตลวงก็มีความแปลกแหวกแนวและโดดเด่นเป็นอย่างมาก

ทั้งจังหวะสโลว์ภาพตอนต้นเรื่อง ที่แสดงให้เห็นถึงความอึดอัด ต่อไม่ติด ระหว่างตัวละครหลักสองคน

หรือการใช้เทคนิคแอนิเมชั่นสวยๆ มาอธิบายสภาวะการดำรงอยู่ของ “ภาพลวงตา” ได้อย่างทรงพลัง

“นิมิตลวง” กำลังถูกพัฒนาเป็นโปรเจ็คท์หนังยาวเรื่องต่อไปของพิมพกา ซึ่งมีชื่อว่า “ความลับของนายพล”

ข่าวบันเทิง

รวมโปรแกรมพิเศษน่าสนใจ จากเทศกาลหนังสั้นครั้งที่ 20

จะเริ่มต้นขึ้นพรุ่งนี้แล้ว สำหรับเทศกาลหนังสั้นครั้งที่ 20

นอกจากโปรแกรมหลัก ที่รับประกันคุณภาพอยู่แล้ว อย่างสายการประกวด “รัตน์ เปสตันยี” สำหรับบุคคลทั่วไป สาย “ช้างเผือก” สำหรับนักศึกษา สาย “ช้างเผือกพิเศษ” สำหรับน้องๆ เยาวชน สายรางวัล “ดุ๊ก” สำหรับหนังสารคดี สายรางวัล “ปยุต เงากระจ่าง” สำหรับหนังแอนิเมชั่น และสายการประกวดของหนังสั้นต่างประเทศ

รวมถึงโปรแกรมหนังสั้นเควียร์, หนังสั้นน่าสนใจจากเทศกาล Clermont-Ferrand ประเทศฝรั่งเศส, โปรแกรม S-Express รวมหนังสั้นจากประเทศเพื่อนบ้าน และ หนังยาวเกิน 30 นาที ในสายดิจิตอล ฟอรัม

เทศกาลปีนี้ ยังมีโปรแกรมพิเศษน่าสนใจอื่นๆ อีก

river

เริ่มตั้งแต่การฉายภาพยนตร์เรื่อง “River of Exploding Durians” ผลงานการกำกับของ Edmund Yeo

ซึ่งเล่าเรื่องราวของโครงการโรงงานผลิตไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ที่จะถูกสร้างไว้ริมชายฝั่งทะเล จนชาวบ้านบริเวณนั้นต้องตกอยู่ในภาวะจำยอม พร้อมความหวาดกลัวต่อกัมมันตภาพรังสี

Ming นักเรียนมัธยมไม่ได้รู้สึกอะไรต่อการเปลี่ยนแปลง เขาแค่สนใจแต่การใช้เวลาช่วงบ่ายกับไปเพื่อนวัยเด็ก Hui Ling ที่ตนหลงรัก

ในขณะเดียวกัน Lim ครูสอนประวัติศาสตร์ของ Ming เริ่มตั้งกลุ่มนักเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านการต่อสร้างโรงงาน เธอรับนักเรียนคนโปรด Hui Ling เข้าร่วมขบวนการ อุดมการณ์ของพวกเธอกำลังถูกทดสอบ

การก่อสร้างดำเนินต่อไป ตัวละครทั้งหมดถูกดึงเข้าสู่เหตุการณ์ต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ ที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตพวกเขาจนไม่อาจหวนกลับ

และแน่นอนว่าหนึ่งในไฮไลท์สำคัญสำหรับคอหนังชาวไทยโดยเฉพาะ ก็คือ การดำรงอยู่ของภาพจำลองเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ในภาพยนตร์มาเลเซียเรื่องนี้

หนังจะฉายในเวลา 18.30 น. ของวันเสาร์ที่ 20 สิงหาคม ที่โรงภาพยนตร์ศรีศาลายา หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน)

ตามมาด้วย “ความเศร้าของภูตผี”

ความเศร้าของภูตผี

โปรเจ็คท์หนังครั้งแรกในประเทศไทย ที่นักเขียนระดับแนวหน้ารวมใจลงแขกกับนักทำหนังสั้นแบบไม่เกรงใจสูตรคร่ำครึ ปฏิวัติการดัดแปลงวรรณกรรมรูปแบบใหม่ ให้เป็นการด้นเกมแห่งเสียงอักษรไหลสุดขอบจินตนาการภาพ ด้วยโจทย์ต้นเรื่องของนักเขียนที่จุดประกายให้คนทำหนังสั้น 4 คน ต่อ-แต่งเรื่องเล่าตามใจชอบ จนเกิดเป็นภาพยนตร์ขนาดยาวภายใต้โครงการ Domino Film Experiment

สำหรับภาพยนตร์เรื่องแรกในโครงการนี้ จะเป็นการนำบทภาพยนตร์ดั้งเดิมของ แดนอรัญ แสงทอง เรื่อง “ความเศร้าของภูตผี” มาตีความและแต่งเติมใหม่ จนได้เป็นภาพยนตร์ขนาดยาวในชื่อเดียวกัน

เจ้าของโปรเจ็คท์นี้ คือ สนธยา ทรัพย์เย็น แห่งฟิล์มไวรัส ส่วนทีมผู้กำกับ ได้แก่ วชร กัณหา, จุฬญาณนนท์ ศิริผล, รัชฏ์ภูมิ บุญบัญชาโชค และเฉลิมเกียรติ แซ่หย่อง

หนังจะฉายที่โรงภาพยนตร์ศรีศาลายา ในเวลา 17.00 น. ของวันอาทิตย์ที่ 21 สิงหาคม

อีกหนึ่งโปรแกรมน่าสนใจ ที่จะจัดฉายต่อเนื่องกับ “ความเศร้าของภูตผี” ที่โรงภาพยนตร์ศรีศาลายาในวันอาทิตย์นี้ ก็คือ หนังสั้นโปรแกรม “ความปรารถนาของคุณจิตร”

จิตร โพธิ์แก้ว
ภาพจากนิตยสาร ART4D ปีที่ 18 ฉบับที่ 208 ตุลาคม 2013 บันทึกไว้โดย http://www.magazinedee.com/

คุณจิตร คือ จิตร โพธิ์แก้ว นักดูหนังขาประจำของงานหนังสั้นมาราธอน และเทศกาลหนังสั้น

คุณจิตรอาจไม่ได้เป็นแค่ซีเนไฟล์ แต่เป็นเอนไซโคลพีเดียเคลื่อนที่ของวงการภาพเคลื่อนไหวไทย

เมื่อมูลนิธิหนังไทย ผู้จัดเทศกาลหนังสั้นครั้งที่ 20 สอบถามคุณจิตร ว่าอยากดูหนังสั้นที่เคยฉายในเทศกาลเรื่องใดบ้าง? ในวาระที่เทศกาลเดินทางมาถึงปีที่ 20

คุณจิตรก็ระบุรายชื่อหนังมาจำนวนหนึ่ง อันนำมาสู่การเกิดขึ้นของโปรแกรมพิเศษนี้

คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/ThaiShortFilmVideoFestival/photos/?tab=album&album_id=850914975039164

ข้ามฟากไปที่หนังที่จะฉาย ณ หอศิลป์ กทม. สี่แยกปทุมวัน

João Tempera The Robbery
ภาพจากหนังสั้นเรื่อง The Robbery โดย João Tempera

หนึ่งในโปรแกรมพิเศษน่าสนใจ ก็คือ “NY Portuguese” รวมหนังสั้นคัดสรรจากเทศกาล NY Portuguese Short Film Festival ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมภาพยนตร์โปรตุเกสร่วมสมัย จัดโดย Arte Institute

ในเทศกาลครั้งนี้ หนังสั้นชุดดังกล่าวจะถูกซอยแบ่งออกเป็นสองโปรแกรม คลิกอ่านรายละเอียดได้ในสองลิงก์ต่อไปนี้

https://www.facebook.com/ThaiShortFilmVideoFestival/photos/?tab=album&album_id=850901005040561

https://www.facebook.com/ThaiShortFilmVideoFestival/photos/?tab=album&album_id=850908251706503

โดย NY Portuguese 1 จะฉายในวันอังคารที่ 23 เวลา 17.00-19.00 น. และวันพฤหัสบดีที่ 25 เวลาเดียวกัน ส่วน NY Portuguese 2 จะฉายในวันอังคารที่ 23 เวลา 19.00-20.30 น. และวันอาทิตย์ที่ 28 เวลา 13.00-15.00 น.

ขอปิดท้ายด้วย “Bangkok Stories” ภาพยนตร์ที่จะบอกเล่าเรื่องราวความรัก 6 เรื่อง ที่เกิดขึ้นในต่างย่านและต่างเวลาทั่วกรุงเทพฯ ผ่านสายตาผู้กำกับ 6 คน

bangkok stories สุขุมวิท
ภาพจากหนังสั้นเรื่อง “สุขุมวิท” โดย อาทิตย์ อัสสรัตน์

ประกอบด้วย “ข้าวสาร” โดย อโนชา สุวิชากรพงศ์, “พาหุรัด” โดย โสรยา นาคะสุวรรณ, “หมอชิต” โดย วิชชานนท์ สมอุ่มจารย์, “สีลม” โดย วรกร ฤทัยวาณิชกุล, “สุขุมวิท” โดย อาทิตย์ อัสสรัตน์ และ “เยาวราช” โดย อภิญญา สกุลเจริญสุข

หนังจะจัดฉายในวันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม เวลา 19.00-20.30 น.

โปรแกรมหนังสั้น 20

คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมอื่นๆ เกี่ยวกับเทศกาลหนังสั้นครั้งที่ 20 ได้ที่เพจ Thai Short Film & Video Festival