ข่าวบันเทิง

“A Room with a Coconut View” หนังสั้นไทยในเทศกาล “โลคาร์โน”

“A Room with a Coconut View” ภาพยนตร์สั้นความยาว 29 นาที โดย “ตุลพบ แสนเจริญ” ได้รับการคัดเลือกให้เข้าฉายในสาย “Signs of Life” ของเทศกาลภาพยนตร์โลคาร์โน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

หนังจะเล่าเรื่องของ “กันยา” ไกด์สาวและตัวแทนโรงแรมชาวไทย ที่พานักท่องเที่ยวต่างชาติชื่อ “อเล็กซ์” เดินทางไปชายหาดบางแสน

a room 1

การนำเที่ยวของกันยาดำเนินไปในกรอบกฎเกณฑ์อันเคร่งครัดตายตัว และพยายามนำเสนอภาพความงดงามของสถานที่ต่างๆ อย่างจงใจ ด้วยการพูดจาที่แข็งทื่อประหนึ่งหุ่นยนต์

อเล็กซ์จึงตัดสินใจออกไปเยี่ยมชมค้นหาและจินตนาการถึงเมืองบางแสนด้วยตัวเอง ผ่านชุดประสบการณ์ที่หลุดออกจากข้อจำกัดของไกด์ชาวไทย

เทศกาลภาพยนตร์โลคาร์โนจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 1-11 สิงหาคม ทั้งนี้ สาย “Signs of Life” ของเทศกาลดังกล่าว เป็นแหล่งรวบรวมผลงานภาพเคลื่อนไหวที่นำเสนอรูปแบบการเล่าเรื่องและภาษาทางภาพยนตร์แบบใหม่ๆ

ภาพ-เนื้อหาจาก https://www.locarnofestival.ch/pardo/program/archive/2018/film.html?fid=1040016&eid=71

Advertisements
ข่าวบันเทิง

รู้จัก “Song X” หนังสั้นไทยน่าสนใจ ที่ได้ฉายในเทศกาลโลคาร์โน

“Song X” ผลงานหนังสั้นขาว-ดำ ความยาว 20 นาที และไม่มีบทสนทนา ของ “ปฐมพล เทศประทีป” ได้รับคัดเลือกให้เข้าฉายในสาย “Pardi di domani: Concorso internazionale” ซึ่งเป็นสายการประกวดภาพยนตร์ขนาดสั้นและกลางสำหรับคนทำหนังอิสระ-นักเรียนหนังนานาชาติ ของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโลคาร์โน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

หนังเล่าเรื่องราวของทหารหนีทัพที่ตื่นขึ้นมา แล้วพบร่างของตนเองนอนไร้ชีวิตอยู่บนพื้นดิน เขาไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากเริ่มต้นออกเดินทางครั้งใหม่ ก่อนจะได้เผชิญหน้ากับกลุ่มวัยรุ่น ที่ตั้งใจจะประกอบพิธีฌาปนกิจศพให้แก่เขา แต่ขณะเดียวกัน กองทัพก็ส่งกำลังพลออกตามหาร่างไร้วิญญาณของเขาเช่นเดียวกัน

ผลงานภาพยนตร์ชิ้นก่อนหน้านี้ของปฐมพล คือ “Endless, Nameless” ที่ได้รับรางวัลรัตน์ เปสตันยี จากเทศกาลหนังสั้นครั้งที่ 18 (พ.ศ.2557) และถูกนำไปจัดฉายในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติหลายแห่ง

ชมตัวอย่างของหนังสั้นเรื่องนี้ได้ที่นี่ Watch video!

ขอบคุณภาพและคลิปจาก https://pardo.ch/pardo/program/film.html?fid=960748&eid=70

คนมองหนัง

ปฏิกิริยาต่อ “ดาวคะนอง” จากนักวิจารณ์หนังต่างชาติ

ปฏิกิริยาต่อ “ดาวคะนอง” จากนักวิจารณ์หนังต่างชาติ

(มติชนสุดสัปดาห์ 19-25 สิงหาคม 2559)

ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับเทศกาลภาพยนตร์โลคาร์โน 2016 ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ในเทศกาลประจำปีนี้ มีภาพยนตร์ไทยเรื่อง “ดาวคะนอง” โดย “อโนชา สุวิชากรพงศ์” ถูกคัดเลือกเข้าฉายในสายการประกวดนานาชาติด้วย

แม้ไม่ได้รางวัลอะไรติดไม้ติดมือกลับมา แต่หลายเสียงก็ชื่นชมในความแปลกแหวกแนวและรูปแบบการเล่าเรื่องที่หลุดพ้นออกจาก “ขนบมาตรฐาน” ของหนังเรื่องนี้

“ออเรลี โกเดต์” เขียนวิจารณ์ “ดาวคะนอง” ในเว็บไซต์ทางการของเทศกาลภาพยนตร์โลคาร์โนว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้รับมรดกตกทอดมาจาก “เจ้านกกระจอก” หนังยาวเรื่องแรกของอโนชา

ที่ไม่ได้เล่าเรื่องราวอันข้องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ความทรงจำออกมาในรูปของการเรียงลำดับเหตุการณ์ แต่หนังทำตัวเสมือนยานพาหนะ ซึ่งกำลังนำพาผู้ชมท่องไปบนท้องถนน โดยคาดเดาหนทางข้างหน้าไม่ได้

โกเดต์ตีความว่ากระแสสำนึกที่เป็นแกนกลางในการเล่าเรื่องของ “ดาวคะนอง” น่าจะเป็นกระบวนการทางความคิดของตัวละครหลักชื่อ “แอน” ผู้กำกับภาพยนตร์หญิงที่เสาะแสวงหาเรื่องราวดีๆ เปี่ยมคุณค่าความหมาย มาสรรค์สร้างเป็นภาพเคลื่อนไหว

ในที่สุด แอนก็ได้ไปสัมภาษณ์ผู้หญิงที่เป็นแรงบันดาลใจให้เธอ สตรีคนนี้ประกอบอาชีพเป็นนักเขียน และมีอดีตเป็นนักศึกษา-นักกิจกรรมในช่วงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

จากจุดนั้น ความทรงจำต่างๆ จึงถูกรื้อฟื้นให้ปรากฏขึ้น ผ่านภาพฝันซึ่งมีลักษณะดังราวบทกวีที่เอื้อนเอ่ยรำพึงรำพันถึงอดีต

โกเดต์เห็นว่า ไม่ว่าภาพฝันเหล่านั้นจะเป็นความพยายายามในการรื้อฟื้นเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ ที่ถูกรัฐบีบบังคับให้หลงลืม หรือมีสถานะเป็นส่วนเสี้ยวที่ขาดหายไปจากบทบันทึกการเดินทางส่วนบุคคล

แต่ภาพทั้งหมดก็ถูกเรียงร้อยและสร้างความหมายใหม่ขึ้นมา ในทิศทางการเล่าเรื่องอันผิดแผก แตกต่าง และยากคาดเดา

อย่างไรก็ตาม นักวิจารณ์ต่างชาติผู้นี้เตือนว่า อาจเป็นไปได้เช่นกัน ที่กระแสสำนึกซึ่งผู้ชมหนังเรื่องนี้เข้าถึงนั้น เป็นวิธีการมองโลกและทำความเข้าใจอดีตของตัวละครผู้กำกับภาพยนตร์ ที่กำลังนำเสนอให้คนดูเห็นถึง “ความเป็นไปได้แบบหนึ่ง” ซึ่งเธอสามารถบังคับควบคุมมันด้วยฐานะผู้ทรงอำนาจสูงสุด (ในการผลิตเรื่องเล่า)

โกเดต์เสนออีกว่า การนำเสนอภาวะไหลเลื่อนของเรื่องราวผ่านห่วงโซ่สถานการณ์ ที่ตัวละครหลายกลุ่มใน “ดาวคะนอง” ต้องเผชิญหน้า ได้ส่งผลให้คนดูมีโอกาสมองเห็นสถานการณ์ต่างๆ จากมุมสูง (ประหนึ่ง “พระเจ้า” บนสรวงสวรรค์ หรือนกบนฟ้า) ทั้งยังเป็นการขับเคลื่อนประเด็นปริศนาอันหลากหลายในภาพยนตร์ ให้มีความสอดคล้องเป็นองค์รวมหนึ่งเดียวกัน

เธอตั้งคำถามส่งท้ายว่า บางทีการเล่าเรื่องราวบางอย่างให้วกวนงงงวยเข้าไว้ อาจถือเป็นวิธีการเล่าเรื่องที่ซื่อสัตย์ต่อชีวิตของมนุษย์มากที่สุด เพราะแม้แต่ดีเอ็นเอ ซึ่งสามารถตัดต่อ-กำหนดคุณสมบัติได้ล่วงหน้า ก็ยังต้องมีปัจจัยเรื่องความบังเอิญและความไม่แน่นอนเข้ามาเกี่ยวข้อง

ด้วยเหตุนี้ มนุษย์ทุกคนจึงอาจใช้ชีวิตอยู่ภายในความฝัน อันเป็นความฝันถึงชีวิตของพวกเขานั่นเอง

ขณะเดียวกัน “จูเซปเป้ ดิ ซัลวาตอเร” ก็ได้เขียนถึง “ดาวคะนอง” ลงในเว็บไซต์ http://www.filmexplorer.ch

เขาเห็นว่าการเล่าเรื่องที่มีพัฒนาการเป็น “เส้นตรง” ของ “ดาวคะนอง” ถูกทำลายลง เมื่อตัวละครผู้กำกับหญิงและอดีตนักศึกษา-นักกิจกรรม ได้เริ่มแลกเปลี่ยนทัศนะมุมมองซึ่งกันและกัน

หลังจากนั้น หนังก็เต็มไปด้วยภาวะการ “กระโดดข้าม” จากเรื่องเล่าหนึ่งไปยังเรื่องเล่าอื่น จากมุมมองหนึ่งไปยังอีกมุมมอง และจากภาพยนตร์เรื่องหนึ่งไปถึงหนังเรื่องใหม่ (ซึ่งนับเป็นลักษณะโดดเด่น)

อย่างไรก็ดี ดิ ซัลวาตอเร มองว่าอโนชามิได้พยายามล้มล้างรูปแบบการเล่าเรื่องในลักษณะ “เส้นตรง” โดยสิ้นเชิง แต่เธอกำลัง “เล่น” กับมัน

ท้ายที่สุด “เส้นเรื่อง” ของ “ดาวคะนอง” จึงมิได้เป็นเพียงเส้นทางให้ใครๆ เดินตามโดยง่าย หากมันเป็นหนทางที่เปิดกว้างต่อการครุ่นคิดจินตนาการของผู้ชม โดยเฉพาะเมื่อคนดูได้เริ่มตระหนักว่าตนเองกำลัง “หลงทาง” อยู่

นักวิจารณ์รายดังกล่าวยังตั้งข้อสังเกตว่า เส้นเรื่องอันกระจัดกระจายของ “ดาวคะนอง” ได้ถูกเชื่อมโยงเข้าหากันด้วยองค์ประกอบเล็กๆ น้อยๆ จำนวนหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นดอกเห็ด, ดวงจันทร์, เศษขยะ และรายละเอียดปลีกย่อยในการดำเนินชีวิตประจำวัน

สายสัมพันธ์สอดคล้องระหว่างสิ่งต่างๆ ในโลกนี้จึงยังคงดำรงอยู่อย่างเงียบๆ และห่างๆ จากจุดสนใจและเจตจำนงของพวกเราส่วนใหญ่

ดิ ซัลวาตอเร ระบุว่าตัวละครเล็กๆ รายหนึ่ง ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแทนของ “ความต่อเนื่องเชื่อมโยง” ก็คือ พนักงานทำความสะอาดหญิง ซึ่งเป็นตัวละครเพียงรายเดียว ที่มีชีวิตโลดแล่นอยู่ทั้งใน “หนัง” ซึ่งกำลังถูกถ่ายทำ ของตัวละครผู้กำกับสาว และใน “โลกความเป็นจริง” ของภาพยนตร์

หากมองอีกมุมหนึ่ง ตัวละครรายนี้จึงมีสถานะเป็นเหมือน “ผู้ชำระล้างความฝัน” หรือเป็นผู้มีบทบาทต่อต้านการสร้าง “ภาพแทน” ในโลกภาพยนตร์นั่นเอง

เท่าที่ตามอ่านบทวิจารณ์ต่างประเทศ ดูคล้าย “ดาวคะนอง” จะเป็นหนังที่พูดถึง “ประวัติศาสตร์การเมืองไทยร่วมสมัย” ผ่านปมเงื่อน-กลวิธีอันสลับซับซ้อน และเต็มไปด้วยนัยยะความหมายยอกย้อนหลากหลายชั้น

ซึ่งนั่นคงเป็นยุทธวิธีที่ “เวิร์ก” ที่สุด ในการบอกเล่าเรื่องราวดังกล่าวผ่านสื่อบันเทิงอย่างภาพยนตร์

ที่มา http://www.pardolive.ch/pardo/pardo-live/today-at-festival/2016/day-8/ci-by-the-time-it-gets-dark.html

http://www.filmexplorer.ch/detail/dao-khanong/

ของแถม

ล่าสุด เว็บไซต์ indiewire ก็เพิ่งเผยแพร่บทความของ “เคลลี่ ตง” ที่มีเนื้อหาส่วนหนึ่งเขียนถึง “ดาวคะนอง”

ตงระบุว่า หนังเรื่องนี้ได้ท้าทายวิธีคิดเรื่องการประกอบสร้างประวัติศาสตร์ รวมทั้งได้มอบวิถีทางใหม่ๆ ในการรับรู้ประวัติศาสตร์ ที่อยู่นอกเหนือจากอำนาจนำในการสร้างภาพเคลื่อนไหวแบบเดิมๆ ให้แก่ผู้ชม

นักวิจารณ์ผู้นี้เห็นว่า ผลงานหนังยาวเรื่องล่าสุดของอโนชาเป็นทั้งการวิพากษ์ การเฉลิมฉลอง และการสำรวจตรวจสอบเส้นแบ่งอันพร่าเลือนระหว่าง “ภาพยนตร์” กับ “ความจริง” ไปพร้อมๆ กัน

โดยหนังได้ทิ้งคำถามไว้ให้คนดูขบคิดต่อว่า เรื่องราวในจอภาพด้านหน้าตนเองนั้น คือ เรื่องราวของชีวิตจริง หรือ เรื่องราวของชีวิตในภาพยนตร์ หรือ ยิ่งกว่านั้น มันยังอาจเป็นเรื่องราวของภาพยนตร์ที่ดำรงอยู่ในภาพยนตร์อีกเรื่องหนึ่ง (หนังซ้อนหนัง)

กระทั่งอาจเป็นภาพยนตร์ที่ดำรงอยู่ในภาพยนตร์อีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งก็ดำรงอยู่ในภาพยนตร์อีกหนึ่งเรื่อง (หนังซ้อนหนังซ้อนหนัง)

ตงชี้ว่า แม้เรื่องราวของ “ดาวคะนอง” จะผูกโยงอยู่กับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 โศกนาฏกรรมระดับชาติ ซึ่งนำไปสู่การมีอำนาจทางการเมืองเพิ่มสูงขึ้นของรัฐบาลทหาร อย่างไรก็ตาม อโนชากลับโฟกัสหนังของตนเองไปที่กลุ่มตัวละคร ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขากับเหตุการณ์สังหารหมู่ทางการเมือง ได้ถูกทิ้งค้างไว้ให้เป็นปริศนา

จากนั้น เรื่องราวต่างๆ ของหนัง ก็ดำเนินไป ผ่านการประกอบสร้างตัวเองขึ้นมาใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งนี่อาจเป็นภาพเปรียบเทียบของสภาวะที่ “ความทรงจำร่วม” มักถูกตีความใหม่และถูกรื้อฟื้นขึ้นเพื่อจดจำ ด้วยวิถีทางอันหลากหลาย อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ

สำหรับเคลลี่ ตง “ดาวคะนอง” เป็นหนังว่าด้วยประวัติศาสตร์ ที่มิได้อ้างอิงกลับไปยังเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ ซึ่งหนังกำลังกล่าวถึง โดยตรง แต่หนังกลับเลือกที่จะนำเสนอประวัติศาสตร์จากแง่มุมตรงชายขอบ

ในภาพยนตร์เรื่องนี้ แนวความคิดเกี่ยวกับ “ประวัติศาสตร์” จึงถูกรื้อสร้างให้มีสถานะเป็นอะไรบางอย่างที่ถูกจำกัดอยู่ในอดีต ทว่า ไม่มีที่ทางในปัจจุบันและอนาคต

นอกจากนั้น อโนชา ยังสร้างสายสัมพันธ์อันสลับซับซ้อนระหว่าง “เวลา” กับ “พื้นที่” ได้อย่างแพรวพราว

เหตุการณ์ในหนัง ที่เป็นมุมมองของตัวละครรายหนึ่ง สามารถถูกสลับโยกจนกลายเป็นมุมมองของตัวละครอีกรายได้ตามใจปรารถนา โดยคนทำหนังไม่มีอาการพะวักพะวง หรือมีห่วงว่าจะต้องอธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครเหล่านั้นให้เด่นชัด

กลุ่มตัวละครในภาพยนตร์เรื่องนี้ก็มีสถานภาพอันหลากหลาย ตั้งแต่อดีตแกนนำกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมือง, นักศึกษามหาวิทยาลัย, คนทำหนัง, ป๊อปสตาร์ชื่อดัง และวัยรุ่นสาวที่กำลังหางานทำ

“ดาวคะนอง” ได้เชื้อเชิญคนดูให้ปะติดปะต่อเรื่องเล่าของตัวละครแต่ละคน/กลุ่มเหล่านั้นด้วยตัวเอง โดยทิ้งไว้ให้เพียงรหัสยนัยอันกระจัดกระจายจำนวนหนึ่ง ซึ่งทำหน้าที่เชื่อมร้อยเรื่องราวแต่ละส่วนเข้าหากัน

ท้ายสุด ตงสรุปคล้ายๆ กับนักวิจารณ์อีกหลายคนว่า ภาวะประหนึ่งฝันที่ดำเนินไปอย่างเลื่อนไหลใน “ดาวคะนอง” ส่งผลให้ประวัติศาสตร์ถูกนำเสนออย่างไม่เป็นเส้นตรง หากคือการเดินทางหมุนวนเป็นวงจรไม่รู้จบ

ลักษณะการดำเนินเรื่องเช่นนี้ได้ช่วยเน้นย้ำให้เห็นความพยายามที่จะอภิปรายถกเถียงถึง “มุมมืด” ในประวัติศาสตร์ไทย ของ “ดาวคะนอง”

ซึ่งอโนชาได้อธิบายเอาไว้ระหว่างการแถลงข่าวที่เทศกาลภาพยนตร์โลคาร์โน ว่า ประวัติศาสตร์หน้าดังกล่าวถูกภาครัฐระบุถึงน้อยครั้งมาก

แม้ว่าอิทธิพลของเหตุการณ์ครั้งนั้นจะส่งผลกระทบต่อประชาชนคนไทย จนสามารถรู้สึกถึงมันได้อย่างชัดเจนก็ตามที

ที่มา http://www.indiewire.com/2016/08/locarno-film-festival-2016-interchange-jonas-mekas-anocha-suwichakornpong-1201718800/

ข่าวบันเทิง

“Bangkok Nites” หนังเล่าเรื่องเมืองไทยของผู้กำกับญี่ปุ่น คว้ารางวัลจากเทศกาลโลคาร์โน

Bangkok Nites ผลงานการกำกับของ คัตสึยะ โทมิตะ ได้รับรางวัล First Prize ในสาขา Junior Jury Awards ของเทศกาลภาพยนตร์โลคาร์โน ประจำปี 2016 ไปครอบครอง

หนังเริ่มต้นเรื่องราวที่ถนนธนิยะ ย่านบันเทิงเริงรมย์ยอดนิยมของชายชาวญี่ปุ่น ซึ่งเข้ามาอาศัย-ทำงานอยู่ในเมืองไทย

“ลักษณ์?” (Luck) คือสาวไทยที่เป็นหนึ่งในดาวเด่นของสถานบริการย่านนั้น เธออาศัยอยู่ในอพาร์ทเมนท์หรูหราเพียงตัวคนเดียว แล้วส่งเงินที่หาได้กลับไปจุนเจือครอบครัวที่หมู่บ้านในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ติดกับพรมแดนไทย-ลาว

วันหนึ่ง ลักษณ์ได้เจอกับ “โอซาวะ” ลูกค้าชาวญี่ปุ่น ซึ่งเธอเคยตกหลุมรักเมื่อห้าปีก่อน เขาเป็นอดีตนายทหารประจำกองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่น ซึ่งไม่ได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ร่ำรวยแต่อย่างใด

เมื่อโอซาวะต้องเดินทางไปยังประเทศลาว ลักษณ์ได้ติดตามเขาไปด้วย รวมทั้งยังพาชายชาวญี่ปุ่นไปทำความรู้จักกับครอบครัวและเพื่อนๆ ในวัยเด็กของเธอ ที่ภาคอีสาน

ระหว่างดำเนินชีวิตช่วงสั้นๆ ที่ชนบท หลังจากเบื่อหน่ายกับวิถีความเป็นอยู่ในเมืองใหญ่ โอซาวะก็เริ่มมีความฝันที่จะหันมาใช้ชีวิตแบบสงบเงียบในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้

ทว่า ขณะเดียวกัน เขาก็เริ่มได้ตระหนักรับรู้ถึงบาดแผลบางอย่าง ที่ถูกทิ้งค้างไว้จากยุคอาณานิคม

คาร์โล ชาเทรียน เขียนวิจารณ์ภาพยนตร์เรื่องนี้ไว้ในเว็บไซต์ทางการของเทศกาลว่า เรื่องเล่าใน Bangkok Nites มีจุดเด่นอยู่ตรงการเล่นกับภาวะเลื่อนไหลและรายละเอียดอันซับซ้อนของเหล่าตัวละคร มากกว่าจะมุ่งเน้นไปยังพัฒนาการของตัวเรื่องราว

แม้หากมองดูเผินๆ หนังเรื่องนี้จะเล่าเรื่องราวความรักสุดแสนโรแมนติก ที่ฝ่ายหญิงเป็นผู้ช่วยเหลือฝ่ายชาย แต่พ้นไปจากนั้น หนังยังนำเสนอถึง “สองมุมมอง” ที่มีต่อสังคมไทย

เป็นที่ชัดเจนว่าโทมิตะได้ใช้เวลาซึมซับทำความเข้าใจสังคมไทยอยู่นานพอสมควร ก่อนจะตัดสินใจเล่าเรื่องราวของเมืองไทยออกมาในหนังเรื่องนี้

โดยผู้กำกับชาวญี่ปุ่นได้ใช้ภาษาภาพและการสับเปลี่ยนมุมมองระหว่างบรรดาตัวละคร มาถ่ายทอดภาวะสองขั้ว ระหว่าง “เมือง” กับ “ชนบท” และ “ปัจจุบัน” กับ “อดีต” ของสังคมไทย อย่างน่าสนใจ

ขณะเดียวกัน บทบาทของเหล่านักแสดงสมทบในหนังก็มีความโดดเด่น เช่นเดียวกับการหยิบจับเอาเพลงป๊อป, เพลงแร็ป, บทกวี และภูตผี (หนึ่งในนั้น คือ วิญญาณของจิตร ภูมิศักดิ์) มาสนับสนุนเรื่องราวที่ผู้กำกับต้องการจะบอกเล่า ได้อย่างน่าทึ่ง

ที่มา http://www.pardolive.ch/pardo/pardo-live/today-at-festival/2016/day-11/loc-69-palmares/palmares-2016.html

http://www.pardolive.ch/pardo/pardo-live/today-at-festival/2016/day-10/ci-bangkok-nites.html

 

ข่าวบันเทิง

เสียงตอบรับแรกๆ ที่มีต่อหนังไทยโกอินเตอร์เรื่อง “ดาวคะนอง”

ได้ฤกษ์ลงโรงฉายในสายการประกวดหนังนานาชาติของเทศกาลภาพยนตร์โลคาร์โน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับ “ดาวคะนอง” ภาพยนตร์ไทยของ “อโนชา สุวิชากรพงศ์”

อโนชา ดาวคะนอง
อโนชา สุวิชากรพงศ์

โดยผู้ชมที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ในรอบปฐมทัศน์โลก ต่างแสดงความเห็นคล้ายๆ กันว่า นี่เป็นภาพยนตร์ที่มีความแปลกใหม่ ซึ่งค่อยๆ ปอกเปลือกเรื่องราวเกี่ยวกับความทรงจำในอดีตออกมาทีละชั้นๆ ด้วยลักษณะกึ่งบทกวี กี่งความฝัน และมีการดำเนินเรื่องอันยากจะคาดเดา

นอกจากนี้ มีผู้แสดงความเห็นด้วยว่า “ดาวคะนอง” ยังคงเดินตามรอย “เจ้านกกระจอก” หนังยาวเรื่องแรกของอโนชา ในแง่ของการเป็นภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยความสลับซับซ้อน

ทีมงาน ดาวคะนอง
ทีมงานของภาพยนตร์ “ดาวคะนอง”

ก่อนหน้านี้ “ก้อง ฤทธิ์ดี” นักวิจารณ์ภาพยนตร์-วัฒนธรรมจากหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ได้แสดงความเห็นผ่านทางเฟซบุ๊ก Kong Rithdee เมื่อวันที่ 4 สิงหาคมว่า

“ดาวคะนอง” – By the Time It Gets Dark

 

ประวัติศาสตร์ การเมือง คน ภาพยนตร์ อดีต ปัจจุบัน — ทุกอย่างถูกลอกออกเป็นชั้นๆ ผลัดผิวแล้วผิวเล่า variation ของเรื่องเล่า เหมือนเมโลดี้หลักของเพลงที่เปลี่ยนบางโน้ตแล้วกลายเป็นเมโลดี้ใหม่ไปเรื่อยๆ ไม่สิ้นสุด หนังของอโนชาฉายประกวดที่โลคาร์โน่วีคนี้ อีกหนึ่งภาพยนตร์ที่มีเชื้อการปฏิสนธิทางปัญญาจากสภาพการเมือง/ละครประวัติศาสตร์ไทย กับคน — คร่าวๆ ก่อน หวังว่าหนังจะไปได้ไกลเพราะชอบทีเดียว

ขอบคุณภาพประกอบจาก เพจเฟซบุ๊ก ดาวคะนอง By the Time It Gets Dark

ข่าวบันเทิง

มาแล้ว ทีเซอร์แรก “ดาวคะนอง” – เปิดตัว ผกก.&คนเขียนบท หนัง “ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต”

ทีเซอร์แรกของ “ดาวคะนอง”

เปิดเผยออกมาแล้วสำหรับทีเซอร์ตัวแรกของ “ดาวคะนอง” หนังไทย ผลงานการกำกับของ “อโนชา สุวิชากรพงศ์” ที่ได้เข้าฉายในสายการประกวดนานาชาติ ของเทศกาลภาพยนตร์โลคาร์โน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

เท่าที่ดูจากทีเซอร์ ลายเซ็นหลายๆ อย่างที่เคยปรากฏใน “เจ้านกกระจอก” หนังยาวเรื่องแรกของอโนชา ยังคงตกทอดมาถึงหนังยาวเรื่องที่สองของเธอ

ที่สำคัญ ฉากนักศึกษาช่วงทศวรรษ 2510 ติดป้ายขับไล่เผด็จการในหนัง ก็ยิ่งทำให้ “ดาวคะนอง” มีความน่าสนใจมากขึ้น หากนำมาพิจารณาภายในบริบทการเมืองไทยร่วมสมัย

เปิดตัวผู้กำกับ-คนเขียนบท “ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต”

หลังจากมีข่าวออกมาสักระยะหนึ่งว่า “ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต” นวนิยายรางวัลซีไรต์ของ “วีรพร นิติประภา” จะถูกซื้อลิขสิทธิ์ไปสร้างเป็นภาพยนตร์

ล่าสุด “ผ้าป่าน-สิริมา ไชยปรีชาวิทย์” พิธีกรและช่างภาพสาวชื่อดัง ก็ได้เผยแพร่รูปถ่ายและข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ซึ่งระบุว่า

ทีมงานไส้เดือน
ภาพจากเฟซบุ๊ก Pahparn Sirima Chaipreechawit

ผู้สร้างภาพยนต์เรื่อง “ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต” คือ The Jam Factory ของสถาปนิกดัง “ดวงฤทธิ์ บุนนาค” โดย “เป็นเอก รัตนเรือง” จะมาทำหน้าที่เป็นผู้กำกับของหนัง ซึ่งเขียนบทภาพยนตร์ดัดแปลงโดย “คงเดช จาตุรันต์รัศมี” ทั้งนี้ หนังจะเริ่มเปิดกล้องในเดือนมีนาคม 2560

พิจารณาจากคุณภาพของหนังสือ และเครดิตของผู้กำกับ-คนเขียนบทแล้ว

นับว่าหนังเรื่องนี้น่าดูทีเดียว

ข่าวบันเทิง

อ่านเรื่องย่อ Bangkok Nites หนังญี่ปุ่นที่พูดถึงบาดแผลจากยุคอาณานิคมบนพรมแดนไทย-ลาว

นอกจาก “ดาวคะนอง” ของ “อโนชา สุวิชากรพงศ์” แล้ว ในสายการประกวดหนังนานาชาติ ของเทศกาลภาพยนตร์โลคาร์โน 2016 ยังมีผลงานของนักทำหนังชาวญี่ปุ่น “คัตสึยะ โทมิตะ” เรื่อง “Bangkok Nites” ซึ่งนักแสดงส่วนใหญ่เป็นคนไทย แถมยังถ่ายทำในเมืองไทยอีกด้วย

ก่อนหน้านี้ มีเสียงเล่าลือว่า องค์ประกอบของหนังญี่ปุ่นเรื่องนี้นั้นแสนจะพิลึกพิลั่น เพราะมีทั้งย่านธนิยะ, ผีจิตร ภูมิศักดิ์, พญานาค และซากประวัติศาสตร์สงครามลับในลาว

โทมิตะ
คัตสึยะ โทมิตะ

 

ล่าสุด เว็บไซต์ของทางเทศกาลได้เผยแพร่ภาพนิ่งบางส่วนและเรื่องย่อของ Bangkok Nites ออกมาเรียบร้อยแล้ว ดังนี้

หนังเริ่มต้นที่ถนนธนิยะ ย่านบันเทิงเริงรมย์ยอดนิยมของชายชาวญี่ปุ่น ซึ่งเข้ามาอาศัย-ทำงานอยู่ในเมืองไทย

 

“ลักษณ์?” (Luck) คือสาวไทยที่เป็นหนึ่งในดาวเด่นของสถานบริการย่านนั้น เธออาศัยอยู่ในอพาร์ทเมนท์หรูหราเพียงตัวคนเดียว แล้วส่งเงินที่หาได้กลับไปจุนเจือครอบครัวที่หมู่บ้านในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ติดกับพรมแดนไทย-ลาว

 

วันหนึ่ง ลักษณ์ได้เจอกับ “โอซาวะ” ลูกค้าชาวญี่ปุ่น ซึ่งเธอเคยตกหลุมรักเมื่อห้าปีก่อน เขาเป็นอดีตนายทหารประจำกองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่น ซึ่งไม่ได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ร่ำรวยแต่อย่างใด

 

เมื่อโอซาวะต้องเดินทางไปยังประเทศลาว ลักษณ์ได้ติดตามเขาไปด้วย รวมทั้งยังพาชายชาวญี่ปุ่นไปทำความรู้จักกับครอบครัวและเพื่อนๆ ในวัยเด็กของเธอ ที่ภาคอีสาน

 

ระหว่างดำเนินชีวิตช่วงสั้นๆ ที่ชนบท หลังจากเบื่อหน่ายกับวิถีความเป็นอยู่ในเมืองใหญ่ โอซาวะก็เริ่มมีความฝันที่จะหันมาใช้ชีวิตแบบสงบเงียบในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้

 

ทว่า ขณะเดียวกัน เขาก็เริ่มได้ตระหนักรับรู้ถึงบาดแผลบางอย่าง ที่ถูกทิ้งค้างไว้จากยุคอาณานิคม

bkk nite 1

คงต้องมาจับตาดูกันว่า “ผีจิตร ภูมิศักดิ์” “พญานาค” และ “ซากประวัติศาสตร์สงครามลับในลาว” จะเผยร่างออกมาตรงจุดไหนของภาพยนตร์เรื่องนี้

ที่มา ภาพ-เนื้อหา : http://www.pardolive.ch/pardo/program/film.html?fid=893008&eid=69

ข่าวบันเทิง

เปิดเรื่องย่อ “ดาวคะนอง” หนังไทยสายประกวด ในเทศกาล “โลคาร์โน”

หลังจากก่อนหน้านี้ บล็อกของเราได้เผยแพร่ข่าวที่ภาพยนตร์ไทยเรื่อง “ดาวคะนอง” โดย “อโนชา สุวิชากรพงศ์” ได้รับคัดเลือกให้เข้าฉายในสายการประกวดนานานาชาติ ของเทศกาลภาพยนตร์โลคาร์โน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ล่าสุด เว็บไซต์ของทางเทศกาลได้เผยแพร่ภาพบางส่วนและเนื้อเรื่องย่อของหนังไทยเรื่องดังกล่าวออกมาแล้ว

ดาวคะนอง 1

ดาวคะนองจะเล่าเรื่องราวว่าด้วยภาวะที่ข้องเกี่ยวกันอย่างหลวมๆ ซึ่งเชื่อมร้อยด้วยสายใยที่แทบจะมองไม่เห็น ระหว่างตัวละครหลากหลายกลุ่ม ได้แก่ ผู้กำกับภาพยนตร์หญิงและผู้เป็นแรงบันดาลใจของเธอ ซึ่งเคยมีอดีตเป็นนักศึกษา-นักกิจกรรมในทศวรรษ 2510, บริกรสาวผู้เปลี่ยนงานอยู่เป็นประจำ และนักแสดงชาย-หญิงคู่หนึ่ง

 

โดยเรื่องเล่าหลายเฉดสีในหนัง จะค่อยๆ ปอกเปลือกตัวเองลงไปทีละชั้น เพื่อเปิดเผยให้เห็นความสลับซับซ้อน ที่มีส่วนต่อการก่อรูปวิถีชีวิตของตัวละครแต่ละราย

ถ้ามีความคืบหน้าเพิ่มเติมเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ ทางเราจะนำข่าวคราวมาเสนออีกเป็นระยะๆ

ดาวคะนอง 3

ที่มารูป-เนื้อหา : http://www.pardolive.ch/pardo/program/film.html?fid=896826&eid=69

ข่าวบันเทิง

“ดาวคะนอง” ได้ฉายสายประกวดเทศกาล “โลคาร์โน” พร้อมหนังญี่ปุ่นที่พูดเรื่องจิตร ภูมิศักดิ์-สงครามลับในลาว

เทศกาลภาพยนตร์โลคาร์โน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพิ่งประกาศรายชื่อหนังที่ได้รับคัดเลือกให้เข้าฉายในเทศกาลประจำปี 2016 ออกมา

เป็นที่น่ายินดีว่า ในสายการประกวดนานาชาติ มีชื่อของภาพยนตร์ไทยเรื่อง “ดาวคะนอง” โดย “อโนชา สุวิชากรพงศ์” รวมอยู่ด้วย

ทั้งนี้ อโนชา เคยมีผลงานหนังยาวมาหนึ่งเรื่อง คือ “เจ้านกกระจอก”

นอกจากนี้ ในสายการประกวดดังกล่าว ยังมีรายชื่อของภาพยนตร์ญี่ปุ่นเรื่อง “Bangkok Nites” ผลงานการกำกับของ “คัตสึยะ โทมิตะ” โดยหนังเรื่องนี้ถ่ายทำในไทยแบบร้อยเปอร์เซ็นต์

ยิ่งกว่านั้น องค์ประกอบของเรื่องราวภายในหนังก็ชวนเหวอ เพราะมีทั้งย่านธนิยะ, ผีจิตร ภูมิศักดิ์, พญานาค และซากประวัติศาสตร์สงครามลับในลาว มารวมอยู่ในภาพยนตร์เรื่องเดียวกัน (ข้อมูลส่วนนี้ นำมาจากเฟซบุ๊กของคุณ Panu Aree)

ถ้ามีข่าวคราวและรายละเอียดความคืบหน้าของภาพยนตร์ “ไทย” ทั้งสองเรื่องนี้ เราจะนำมารายงานให้ทราบในโอกาสต่อไป

ข้อมูลจาก http://www.indiewire.com/2016/07/locarno-film-festival-lineup-2016-bill-pullman-roger-corman-1201705184/2/

ภาพประกอบจาก https://twitter.com/FilmFestLocarno

อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้สนใจในผลงานของอโนชา สามารถอ่านบทความที่เขียนถึงหนังเรื่อง “เจ้านกกระจอก” ได้ที่ลิงก์ด้านล่าง

“เจ้านกกระจอก”: กาลเวลา, จักรวาลวิทยา และ ความสัมพันธ์ระหว่างบิดากับบุตร