ข่าวบันเทิง

เก็บความบทวิจารณ์แรก ที่เขียนถึง “มา ณ ที่นี้” ของ “ปราบดา” หลังเปิดตัว ณ เทศกาลโตเกียว

จบลงไปแล้ว สำหรับเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว 2017 โดย “มา ณ ที่นี้” (Someone from Nowhere) ผลงานหนังยาวลำดับที่สองของ “ปราบดา หยุ่น” ซึ่งเป็นหนังไทยเรื่องเดียวที่ถูกคัดเลือกเข้าฉายในสายประกวดประจำปีนี้ ไม่ได้รับรางวัลใดๆ จากสาย “เอเชี่ยนฟิวเจอร์”

อย่างไรก็ตาม เริ่มมีบทวิจารณ์ที่เขียนถึง “มา ณ ที่นี้” ออกมา และน้ำเสียงตอบรับนับว่าดีเลยทีเดียว

someone from nowhere

ริชาร์ด ไคเปอร์ส แห่ง variety.com เขียนถึงภาพยนตร์ไทยเรื่องนี้เอาไว้ว่า หนังจัดวางตัวละครสองคน โดยตั้งต้นจากเหตุการณ์การมีบุคคลแปลกหน้าบุกเข้ามาเยือน “บ้าน” ของตัวละครนำในวิถีแบบภาพยนตร์ธริลเลอร์ ก่อนสถานการณ์จะค่อยๆ ทวีความตึงเครียด และบางครั้ง ยังพลิกผันไปสู่การพูดถึงวาทกรรมว่าด้วยอัตลักษณ์, ความทรงจำ และการอยู่รอด ผ่านการนำเสนอเรื่องราวในรูปแบบเหนือจริง โดยหนังเรื่องนี้น่าจะมีหนทางสดใสในเทศกาลภาพยนตร์และโรงหนังอาร์ตเฮาส์ต่างๆ

เนื้อหาเกือบทั้งหมดของ “มา ณ ที่นี้” เกิดขึ้นภายในอพาร์ทเมนท์ห้องหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ในสถานที่สมมุติชื่อว่า “ลิเบอร์ตี้ แลนด์ คอมเพล็กซ์” นานๆ ครั้ง กล้องจึงจะจับภาพไปยังโลกภายนอก ซึ่งดูเผินๆ เหมือนจะมีแต่เหตุการณ์ปกติทั่วไป อันไม่เกี่ยวข้องประการใดกับเนื้อหาหลักในภาพยนตร์ แต่ภาพเหล่านี้จะมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้น หลังจากเงื่อนปมต่างๆ ในหนังถูกคลี่คลายออกมา

หนังยาวลำดับที่สองของปราบดาเล่าเรื่องราวของหญิงสาววัย 20 กว่าๆ ที่ตื่นเช้ามาพบว่ามีชายหนุ่มได้รับบาดเจ็บนอนสลบอยู่หน้าห้องพักของเธอ อย่างไรก็ตาม เมื่อพาชายคนดังกล่าวเข้ามาพักฟื้นในห้อง เขากลับคุกคามเธอด้วยการอ้างสิทธ์ว่าตนเองคือเจ้าของที่แท้จริงของอพาร์ทเมนท์ห้องนี้

ยิ่งหญิงสาวพยายามจะนำเอาหลักฐานเอกสารมายืนยันความเป็นเจ้าของห้องพัก สถานการณ์แปลกประหลาดก็ยิ่งบังเกิดขึ้น และทุกอย่างดูเหมือนจะตกอยู่ภายใต้การควบคุมของชายหนุ่มแปลกหน้ามากขึ้นทุกทีๆ

นักวิจารณ์ต่างชาติคนเดิมระบุว่า หนังที่ใช้ตัวละครแค่สองคนนั้นต้องการการแสดงที่ยอดเยี่ยมมารองรับ และสองนักแสดงนำ คือ ชญานิษฐ์ ชาญสง่าเวช และ พีรพล กิจรื่นภิรมย์สุข ก็สามารถทำหน้าที่ของพวกตนได้ดี ภายใต้การกำกับที่เหมาะเจาะแม่นยำของปราบดา

นอกจากนี้ หนังยังถูกเสริมส่งด้วยการกำกับภาพอันลื่นไหลของก้อง พาหุรักษ์ และงานดนตรีประกอบอันเยี่ยมยอดของจิติวี บาลไธสง ซึ่งเป็นอีกสองจุดเด่นของภาพยนตร์ที่ประกอบขึ้นจากงานฝีมือ “ชั้นหนึ่ง” เรื่องนี้

ขอบคุณภาพประกอบจาก Motel Mist + Someone From Nowhere

เนื้อหาจาก http://variety.com/2017/film/reviews/someone-from-nowhere-review-1202601627/

Advertisements
ข่าวบันเทิง

คำอวยพร “เจ้ย” ต่อเทศกาลหนังโตเกียว: ว่าด้วยการแชร์ประสบการณ์และทำลายขีดจำกัด

เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียวได้เผยแพร่คลิปคำกล่าวอวยพรของ “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” นักทำหนังชาวไทย ที่มีต่อทางเทศกาล ซึ่งจะมีอายุครบรอบ 30 ปี ในปีนี้

โดยคำกล่าวของอภิชาติพงศ์มีเนื้อหาว่า

(ภาษาไทย) สวัสดีครับ ผมขอแสดงความยินดีกับวันเกิดปีที่ 30 ของโตเกียว อินเตอร์เนชั่นแนล ฟิล์ม เฟสติวัล ครับ

(ภาษาอังกฤษ) สำหรับการเฉลิมฉลองเนื่องในวาระครบรอบ 30 ปีของทางเทศกาล ผมอยากจะกระตุ้นผู้คน ทั้งในฝั่งคนดูหนังและฝั่งคนทำหนัง ให้ตั้งคำถามและพยายามที่จะทำลายเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างประเทศ รวมถึงขอบเขตข้อจำกัดของการแสดงความคิดเห็น อย่างต่อเนื่อง

เพราะสำหรับผม ศิลปะภาพยนตร์ยังมีอายุเยาว์วัย ขณะเดียวกัน ช่วงอายุเพียง 30 ปี (ของเทศกาล) ก็ยังนับว่าเยาว์วัยอยู่เช่นกัน และความฝันยังคงเป็นสิ่งที่พวกเราต้องการ เพื่อจะได้ร่วมแบ่งปันความฝันนี้ให้แก่กัน ในการทำลายขอบเขตข้อจำกัดต่างๆ และการเข้าใจความรู้สึกของแต่ละฝ่ายมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ผมยังเชื่อในเรื่องของการแบ่งปันประสบการณ์ ซึ่งหมายความถึงภาวะที่พวกคุณเดินเข้าไปในโรงภาพยนตร์ขนาดใหญ่ และนั่งชมหนังบนจอภาพขนาดมหึมาอยู่เคียงข้างคนอื่นๆ เพื่อซึมซับและเป็นประจักษ์พยานของแสงสว่างที่ส่องออกมาจากจอดังกล่าวพร้อมหน้ากัน

ผมคิดว่า หากมองผ่านแง่มุมดังกล่าว เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียวก็มีความสำคัญเป็นอย่างมาก ที่จะช่วยผลักดันให้การแบ่งปันดังกล่าวเกิดขึ้น ทั้งยังช่วยเชื่อมร้อยผู้คนจากหลายประเทศ หลายช่วงอายุ หลายเป้าหมายชีวิต และหลายความเชื่อเข้าด้วยกัน

ดังนั้น ผมหวังว่าทางเทศกาลจะยังคงมุ่งมั่นเพื่อยกระดับการทำงานตรงจุดนี้ให้ดียิ่งขึ้นเรื่อยๆ และขอให้เทศกาลดำรงอยู่ต่อไป อย่างน้อยที่สุด ก็อีก 100 ปี ขอบคุณครับ

ข่าวบันเทิง

หนังไทย-หนังอาเซียนน่าสนใจ ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว 2017

เวียนมาบรรจบอีกครั้งสำหรับเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว 2017 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 ตุลาคม-3 พฤศจิกายน 2560

ในปีนี้ มีหนังไทยถูกคัดเลือกไปฉายในเทศกาล 3 เรื่องด้วยกัน ได้แก่

“มา ณ ที่นี้” หรือ “Someone from Nowhere”

Someone from Nowhere

นี่คือหนังยาวลำดับที่สองของ “ปราบดา หยุ่น” ซึ่งจะได้เข้าประกวดในสาย “เอเชี่ยน ฟิวเจอร์” (ช่วงหลัง หนังที่ชนะเลิศการประกวดสายนี้ มักไปได้ดีในระดับนานาชาติทั้งสิ้น ตั้งแต่ “มหาสมุทรและสุสาน” เมื่อสองปีก่อน และ “Birdshot” เมื่อปีที่แล้ว)

หนังเรื่องนี้จะถ่ายทอดเรื่องราวของสาววัย 20 กว่าๆ ซึ่งยามเช้าอันแสนสุขของเธอได้พลิกผันไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อมีชายบาดเจ็บรายหนึ่งโผล่เข้ามาในห้องพัก

ภาพยนตร์แนวดราม่า-ลึกลับเรื่องนี้มีจุดเด่นอยู่ที่การถ่ายทำ ซึ่งจะดำเนินไปในห้องพักเพียงห้องเดียว

“สิ้นเมษาฝนตกมาปรอยปรอย”

สิ้นเมษา

ผลงานภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องเยี่ยมของ “วิชชานนท์ สมอุ่มจารย์” ซึ่งเริ่มต้นออกเดินทางในเทศกาลระดับนานาชาติตั้งแต่เมื่อราวห้าปีก่อน

โดยหนังเรื่องนี้จะถูกนำมากลับมาฉายอีกครั้งในโปรแกรม CROSSCUT ASIA ของเทศกาลภาพยนตร์โตเกียว 2017

ซึ่งในปีนี้ โปรแกรมดังกล่าวจะนำเสนอผลงานของผู้กำกับรุ่นใหม่ๆ ที่น่าสนใจจากหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แตกต่างจากสามปีแรก ที่จะโฟกัสไปยังภาพยนตร์ของแต่ละประเทศเป็นรายๆ ไป เริ่มจากไทย, ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ตามลำดับ

จุดน่าสนใจอีกประการหนึ่ง คือ หนังที่ได้เข้าฉายในโปรแกรม CROSSCUT ASIA ประจำปี 2017 จะถูกแนะนำ/เลือกสรรมาโดยผู้กำกับระดับบิ๊กเนมของอาเซียน ซึ่งผู้แนะนำ “สิ้นเมษาฯ” ให้แก่ทางเทศกาล ก็ได้แก่ “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล”

(คลิกอ่านบทความที่เขียนถึง “สิ้นเมษาฝนตกมาปรอยปรอย” ที่นี่)

“ป๊อปอาย มายเฟรนด์”

ป๊อปอาย แปด

หนังเกี่ยวกับเมืองไทยที่เพิ่งได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนของประเทศสิงคโปร์ ให้เข้าชิงรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศ ประจำปีหน้า จะเข้าฉายในโปรแกรม CROSSCUT ASIA เช่นเดียวกัน

สำหรับผู้แนะนำหนังเรื่องนี้ให้เข้าฉายในโปรแกรมดังกล่าว คือ “เอริค คู” ผู้กำกับชื่อดังชาวสิงคโปร์

นอกจากนี้ ยังมีหนังอาเซียนอีกหลายเรื่องที่น่าสนใจ ซึ่งจะได้เข้าฉายในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว 2017 อาทิ

“AQÉRAT” หรือ “We the Dead”

main_Aqerat
(c)Pocket Music, Greenlight Pictures

ผลงานล่าสุดของ “เอ็ดมันด์ โหย่ว” คนทำหนังรุ่นใหม่ฝีมือดีจากมาเลเซีย (ซึ่งเคยบรรจุฉากละครสั้นเกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ลงไปในหนังยาวเรื่องแรกของเขา คลิกอ่านบทความเกี่ยวกับหนังเรื่องนั้นได้ ที่นี่) ที่จะได้เข้าฉายในสายการประกวดหลัก

หนังเล่าเรื่องราวของผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งภาวะขาดแคลนเงินเลี้ยงชีพ ส่งผลให้เธอต้องหันไปทำงานในธุรกิจค้ามนุษย์ โดยหนังจะพูดถึงประเด็นการเดินทางมายังประเทศมาเลเซียของกลุ่มผู้อพยพชาวโรฮิงญา ไปพร้อมๆ กับการสำแดงตนเป็นบทกวีที่ถ่ายทอดให้เห็นถึงการเดินทางทางจิตวิญญาณของสตรีผู้หนึ่ง

Yasmin-san

Yasmin-san
(c)Greenlight Pictures

นี่คือผลงานอีกเรื่องหนึ่งของเอ็ดมันด์ โหย่ว ที่ได้เข้าฉายในโปรแกรม CROSSCUT ASIA

ภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ จะบันทึกเบื้องหลังการถ่ายทำหนังสั้นเรื่อง “Pigeon” ของ “อิซาโอะ ยูกิซาดะ” (ตอนหนึ่งของภาพยนตร์เรื่อง “Reflections” ที่ออกฉายในเทศกาลภาพยนตร์โตเกียวเมื่อปีที่แล้ว คลิกอ่านบทความเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ ที่นี่)

โดยหนังสารคดีเรื่องดังกล่าวจะมุ่งสำรวจประเด็นว่าด้วยกระบวนการถ่ายทำภาพยนตร์, การมีเอกภาพ, ชะตากรรม และประวัติศาสตร์ ผ่านวิธีการมองที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของ “ยาสมิน อาหมัด” คนทำหนังสตรีผู้ล่วงลับชาวมาเลเซีย

Cambodian Young Cinema

176
©BOPHANA CENTER ©Anti Archive & Apsara Films

นี่เป็นภาพยนตร์รวมหนังสั้นสี่เรื่อง ผลงานของผู้กำกับรุ่นใหม่ห้าคนจากกัมพูชา ที่จะมาถ่ายทอดเรื่องราวหลากแง่มุมของสังคมกัมพูชาร่วมสมัย โดยถูกคัดเลือกเข้าฉายในโปรแกรม CROSSCUT ASIA

คนมองหนัง

ดู “หนังญี่ปุ่นร่วมสมัย” ในเทศกาลภาพยนตร์โตเกียว 2016

มติชนสุดสัปดาห์ 23-29 ธันวาคม 2559

บทความนี้จะเป็นชิ้นส่งท้ายของชุดงานเขียน ซึ่งมีเนื้อหาว่าด้วย “เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว 2016”

โดยในชิ้นสุดท้ายจะขอกล่าวถึงภาพยนตร์ญี่ปุ่นร่วมสมัยสามเรื่อง ที่ผมมีโอกาสได้ชมในเทศกาลประจำปีนี้

ขอเริ่มต้นจากหนังที่ประทับใจน้อยที่สุดกันก่อน นั่นคือ “Snow Woman” ผลงานของนักแสดง-ผู้กำกับฯ หญิง “กิกิ ซูกิโนะ”

snow-woman

หนังเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับตำนาน “เจ้าหญิงหิมะ” ของญี่ปุ่น ผ่านเนื้อหา-โครงเรื่องที่ดูได้เพลินๆ แต่ก็ค่อนข้างราบเรียบและไม่มีอะไรแปลกใหม่ (ทั้งในแง่การตีความ รวมถึงงานด้านโปรดักชั่น)

กล่าวอย่างง่ายๆ คือ หนังเรียบร้อยเกินไป และไม่กล้าแหวกจารีตเดิมๆ มากนัก

ไปๆ มาๆ สิ่งที่ผมชอบมากที่สุดใน “Snow Woman” กลับกลายเป็นการทดลองเล่นกับ “แสง” (ไฟนีออน) ตอนช่วงต้นๆ เรื่อง

แต่องค์ประกอบที่ว่าก็ไม่ได้ถูกสานต่อหรือขยายความในหนังมากเท่าที่ควร

หนังญี่ปุ่นอีกเรื่องที่ผมได้ชมและค่อนข้างพอใจ ก็คือ “Japanese Girls Never Die” โดยผู้กำกับฯ หนุ่ม “ไดโกะ มัตซุย”

Japanese Girls Never Die

แม้จะเป็นผลงานของคนทำหนังเพศชาย แต่หนังดูสนุกเรื่องนี้กลับมีธีมหลักที่เอนเอียงไปหาแนวคิดแบบ “เฟมินิสต์” ผ่านการพูดถึงตัวละครผู้หญิงสามคน/กลุ่ม

คนแรก เป็นสาวออฟฟิศวัยยี่สิบกว่าๆ ที่การผิดหวังจากความรักครั้งล่าสุด ส่งผลให้เธอตัดสินใจ “หายตัวไป” จากสังคม และการหายตัวดังกล่าวก็กลายมาเป็น “ประเด็นใจกลาง” ของหนัง

คนต่อมา เป็นเด็กผู้หญิงวัยรุ่นที่เพิ่งจบมัธยม เธอคบหาอยู่กับเพื่อนชายคนหนึ่ง โดยเธอและเขา รวมทั้งเพื่อนผู้ชายรุ่นเดียวกันอีกคน ได้ตระเวนพ่นภาพกราฟิตี้เป็นรูปของ “หญิงคนแรก” ที่หายตัวไป ตามพื้นที่สาธารณะ กระทั่งภาพกราฟิตี้เหล่านั้นโด่งดังเป็นกระแสขึ้นมา

แต่สุดท้าย พอมีสมาชิกในกลุ่มถูกตำรวจจับกุม จากความผิดฐานทำลายทรัพย์สินสาธารณะ หนุ่มสาวนักพ่นกราฟิตี้กลุ่มนี้ก็แตกกระเจิงและแยกย้ายกันไปคนละทาง

ที่โหดร้ายกว่านั้น คือ หลังจากสถานการณ์คลี่คลายลง เด็กหนุ่มสองคนในกลุ่มก็ได้กลายสถานะมาเป็นศิลปินต้นแบบของชุมชน ซึ่งมีพื้นที่จัดแสดงงานศิลปะกราฟฟิตี้แนว “ขบถ” ของตนเอง ผิดกับเพื่อนสาวอีกคนที่ไม่ถูกระบุถึงในสื่อและถูกทอดทิ้งเอาไว้ข้างหลัง

กลุ่มสุดท้าย ได้แก่ บรรดาเด็กหญิงนักเรียนมัธยม ที่รวมตัวกันเป็น “เกิร์ล แก๊ง” ซึ่งออกไล่ล่ารุมทำร้ายผู้ชายที่เดินไปไหนมาไหนคนเดียวยามค่ำคืน เพื่อเป็นการล้างแค้นที่ “ผู้หญิง” มักถูกกระทำจาก “ผู้ชาย” (ไม่ว่าจะในเชิงโครงสร้าง กายภาพ หรืออารมณ์ความรู้สึก)

หนังเชื่อมโยงให้เห็นว่าแม้แต่ชายหนุ่มแฟนเก่าของผู้หญิงคนแรก ตลอดจนเด็กหนุ่มคนหนึ่งในทีมกราฟิตี้ ก็ล้วนเคยตกเป็น “เหยื่อ” ที่ถูกซ้อม/กระทืบโดยเด็กผู้หญิงกลุ่มนี้มาแล้วทั้งนั้น

จริงๆ แล้ว ประเด็นหลักของหนังเรื่องนี้นั้นน่าสนใจมาก ส่วนเรื่องราวก็ดำเนินไปอย่างเพลิดเพลินไม่ติดขัด

น่าเสียดาย ที่หนังถูกนำเสนอออกมาเป็น “การ์ตูน” เกินไปหน่อย มิหนำซ้ำ บทสรุปสุดท้ายก็ดันพลิกผัน “ฟุ้งลอย” ประหนึ่งภาพ “แฟนตาซี” ซึ่งหลุดออกจากความสมจริงไปเลย

ภาพยนตร์ที่พยายามจะมีปฏิสัมพันธ์กับสภาพสังคมร่วมสมัยเรื่องนี้ จึงมิอาจสนทนากับประเด็นปัญหาของโลกยุคปัจจุบันได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

น่าสนใจว่า “Snow Woman” และ “Japanese Girls Never Die” คือ สองตัวแทนจากญี่ปุ่นในสายการประกวดหลักของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียวครั้งล่าสุด

อย่างไรก็ตาม ทั้งคู่ไม่ได้รับรางวัลใดๆ กลับไป และผู้ที่ตั้งข้อสังเกตถึงหนังสองเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจ ก็เห็นจะเป็น “ฌอง-ฌากส์ บีนีกซ์” ประธานคณะกรรมการตัดสินรางวัลในสายการประกวดหลัก ซึ่งบอกว่าตัวแทนจากญี่ปุ่นคู่นี้เป็นคล้าย “ขั้วตรงข้าม” ของกันและกัน

กล่าวคือ ในขณะที่ “Snow Woman” เล่าเรื่องราวแบบญี่ปุ่นโบราณตามจารีตประเพณี “Japanese Girls Never Die” กลับมีรูปแบบการนำเสนออันบ้าคลั่ง โดยเรื่องราวในหนังได้ถูกทำให้แตกตัวพลิกหัวกลับหางผ่านกระบวนการลำดับภาพ

บีนีกซ์เห็นว่าหนังทั้งสองเรื่องสะท้อนให้เห็นถึงกลุ่มผลงาน “สองกระแส” ในวงการภาพยนตร์ญี่ปุ่น แต่บางที “โลกความจริง” อาจมีตำแหน่งแห่งที่อยู่ตรงจุดกึ่งกลางระหว่าง “สองกระแส” ดังกล่าว

กลายเป็นว่าหนังญี่ปุ่นที่ได้รับการกล่าวถึงอย่างกว้างขวางจริงๆ และได้รับรางวัลในสายรองของเทศกาลประจำปีนี้ (รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมของสายการประกวด “The Japanese Cinema Splash”) คือ “POOLSIDEMAN” ผลงานของ “ฮิโรบูมิ วาตานาเบะ”

poolsideman

ในเทศกาลปีก่อน ผมได้ดูหนังเรื่อง “7 Days” ของผู้กำกับภาพยนตร์รายนี้ ซึ่งเป็นหนังขาวดำ บอกเล่าวิถีชีวิตสามัญและกิจวัตรประจำวันอันคล้ายจะซ้ำซากจำเจในช่วงเวลาหนึ่งสัปดาห์ของย่าและหลานชายคู่หนึ่ง (หลานชายแสดงโดยตัวผู้กำกับฯ เอง) แล้วก็รู้สึกชอบมาก

มาปีนี้ พอเห็นว่าหนังของวาตานาเบะได้กลับมาฉายในเทศกาลอีกหน เลยไม่ลังเลใจที่จะเดินเข้าไปชมผลงานเรื่องล่าสุดของเขา

ก่อนจะพบว่านี่คือภาพยนตร์ที่น่าประทับใจมากๆ เรื่องหนึ่ง

“POOLSIDEMAN” ยังคงถูกนำเสนอผ่านการถ่ายภาพแบบข่าวดำ ในช่วงต้นๆ หนังเล่าเรื่องราวการใช้ชีวิตประจำวันของหนุ่ม พนักงานประจำสระว่ายน้ำผู้โดดเดี่ยว

เขาอยู่บ้านตัวคนเดียว ไม่มีญาติพี่น้อง ไม่สุงสิงกับเพื่อนร่วมงาน ไม่ปริปากพูดคุยกับใคร เพียงแค่ปฏิบัติหน้าที่ของตนเองไปเรื่อยๆ นั่งฟังข่าววิทยุซ้ำเดิมทุกวัน กินอาหารแบบเดิมๆ แล้วก็มีงานอดิเรกเป็นการดูหนัง (น่าจะเกี่ยวกับสงคราม) ในโรงภาพยนตร์เกือบร้างแห่งเดิม

ถ้าหนังตลอดทั้งเรื่องดำเนินไปในวงจรจำเจเช่นนั้น “POOLSIDEMAN” ก็อาจก้าวเดินซ้ำลงบนรอยทางเดิมของ “7 Days”

แต่วาตานาเบะก็มีของมากพอ จนไม่พลัดตกลงไปใน “กับดักหลุมพราง” ดังกล่าว

“POOLSIDEMAN” เพิ่มเติม “จุดเปลี่ยนเล็กๆ” เข้าไปในตอนกลางเรื่อง ผ่านการกำหนดสถานการณ์ให้พระเอกต้องไปปฏิบัติงานที่สระว่ายน้ำแห่งอื่นเป็นการชั่วคราว ร่วมกับเพื่อนร่วมงานอีกคนหนึ่ง (ซึ่งแสดงโดยตัวผู้กำกับภาพยนตร์ – ฮิโรบูมิ วาตานาเบะ)

เพื่อนร่วมงานคนนี้กล่าวอ้างว่าตนเองเป็นพวกแปลกแยกจากกระแสสังคมเหมือนกันกับพระเอก แต่เขาไม่ใช่คนเงียบ และเอาแต่จ้อๆๆๆ เรื่องสังคม การเมือง วัฒนธรรมร่วมสมัย ฯลฯ โดยมีพระเอกเป็นฝ่ายรับฟังอยู่เงียบๆ

การเพิ่มเนื้อหาส่วนนี้และตัวละครสมทบรายนี้เข้ามากลายเป็นสีสันที่สนุกสนานอย่างไม่น่าเชื่อ ด้วยบทสนทนาจิกกัดสังคมที่ตัวละครเพื่อนพระเอกเกือบจะเป็นผู้พร่ำพูดอยู่เพียงฝ่ายเดียว

บทพูดหนึ่งที่เปี่ยมอารมณ์ขันและชวนขบคิดมากๆ เกิดขึ้นเมื่อเพื่อนพระเอกตั้งข้อสังเกตว่าคนรุ่นเขา คือ พวกเจเนอเรชั่น “ดราก้อนบอล” ซึ่งต้องต่อสู้กับจุดมุ่งหมายอะไรบางอย่างหรือพิสูจน์บางสิ่งบางอย่างภายในจิตวิญญาณของตนเอง (พูดอีกแบบ คือ มีลักษณะเติบโตเปลี่ยนผ่านในลักษณะปัจเจกบุคคล)

 

ผิดกับเด็กวัยรุ่นยุคปัจจุบัน ที่เป็นพวกเจเนอเรชั่น “วันพีซ” ซึ่งต้องตัดสินใจหรือคิดทำอะไรในแบบรวมหมู่ ร่วมกันคิด-ร่วมกันทำ หรือพอใครเริ่มต้นทำอะไร ก็เฮตามๆ กันไป ซึ่งเพื่อนพระเอกเห็นว่าเป็นสิ่งไม่เข้าท่าสักเท่าไหร่

แต่หนังก็เพิ่มเติมแง่มุมตลกร้ายที่ทำให้บทพูดของตัวละครรายนี้มีความย้อนแย้งในตัวเอง เมื่อในอีกไม่กี่ฉากต่อมา ตัวละครคนเดิมได้พร่ำบ่นขึ้นมาว่า มนุษย์ในสังคมปัจจุบันนั้นมีลักษณะตัวใครตัวมัน โดยต่างฝ่ายต่างเห็นแก่ตัว และไม่คิดถึงหัวอกคนอื่น

ทว่า หลังจากค่อยๆ สอดแทรก “จุดเปลี่ยน” ขำๆ เข้ามาในหนัง วาตานาเบะก็ตลบหลังผู้ชมอีกหนึ่งรอบ ด้วยการค่อยๆ เปิดเผยพฤติกรรมบางด้านของพระเอก ว่าเขาอาจมีปมและความสนใจเฉพาะตัวบางอย่าง

หนังชี้ให้เห็นแนวโน้มเป็นนัยๆ ว่า พระเอกอาจคือหนึ่งในชาวญี่ปุ่นที่ต้องการเดินทางออกนอกประเทศ เพื่อไปร่วมสู้รบเคียงบ่าเคียงไหล่กับกลุ่มไอเอส!

แล้วสุดท้าย พระเอกก็ตัดสินใจละทิ้งวิถีชีวิตประจำวันอันซ้ำซากและเปล่าเปลี่ยวในสระว่ายน้ำขึ้นมาจริงๆ หนังมิได้เฉลยอย่างชัดเจนว่าจุดมุ่งหมายลำดับถัดไปของเขาคือสถานที่ใดและการลงมือทำอะไร

เพราะวาตานาเบะถ่ายทอดให้ผู้ชมมองเห็นเพียงภาพรางๆ ที่ยิ่งขับเน้นความโดดเดี่ยวแปลกแยกของปัจเจกบุคคล ซึ่งกำลังเดินดุ่มมุ่งหน้าเข้าไปผสานกลืนกลายกับฝูงชนกลุ่มใหญ่

แน่นอนว่าจุดแข็งสำคัญประการหนึ่ง ที่ส่งผลให้ภาพยนตร์ของวาตานาเบะโดดเด่นออกมาจากหนังญี่ปุ่นเรื่องอื่น ๆ ในเทศกาล ก็ได้แก่การพยายามสร้างบทสนทนากับสถานการณ์โลกร่วมสมัย

เหมือนดังที่มีผู้ตั้งข้อสังเกตถึงหนังเรื่องนี้เอาไว้ว่า “POOLSIDEMAN” เป็นหนึ่งใน “ภาพยนตร์การเมือง” ที่หาได้ยากยิ่งในประเทศซึ่งพยายามแสดงตนว่า “ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง” อย่างญี่ปุ่น

ขณะเดียวกัน หนังก็ท้าทายความเชื่ออันใสซื่อที่เห็นว่าญี่ปุ่นเป็น “เกาะอันโดดเดี่ยว” ซึ่งแยกตัวออกจากความยุ่งเหยิงวุ่นวายต่างๆ ของโลกภายนอก

คนมองหนัง

ดู “หนังโลก” ในเทศกาลภาพยนตร์โตเกียว

(มติชนสุดสัปดาห์ 2-8 ธันวาคม 2559)

สัปดาห์นี้ ขอย้อนกลับไปยังเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว ครั้งที่ 29 อีกหนึ่งรอบ

โดยจะเขียนเล่าถึง “ภาพยนตร์นานาชาติ” น่าสนใจ ที่ได้ดูจากเทศกาลในครั้งนี้ ซึ่งประกอบด้วยผลงานของคนทำหนังยุโรป 2 เรื่อง และผลงานของคนทำหนังชาวอิหร่านผู้ล่วงลับอีก 1 เรื่อง

ขอเริ่มด้วยหนังตุรกีเรื่อง “Big Big World” ผลงานการกำกับฯ ของ “เรฮา เออร์เด็ม”

bigbigworld

หนังเล่าเรื่องราวของพี่ชายและน้องสาวฐานะยากจน ที่ต้องพลัดพรากจากกันหลังเป็นกำพร้า ฝั่งน้องสาวถูกรับไปเลี้ยงดูโดยครอบครัวคนชั้นกลาง ซึ่งหัวหน้าครอบครัวกำลังจะตบแต่งเด็กสาวเป็นภรรยาอีกรายของเขา

พี่ชายจึงบุกไปลักพาตัวน้องสาวออกมา พร้อมทำร้ายร่างกายทุกคนในครอบครัวนั้น ส่งผลให้ทั้งคู่ต้องรีบออกเดินทางด้วยมอเตอร์ไซค์คันเก่าๆ แล้วหนีไปไกลสุดเท่าที่จะทำได้

สองพี่น้องเลือกจะ “หลบหนี” ไปอาศัยอยู่ในพื้นที่ “ป่า” ซึ่งเป็นพื้นที่อันมีนัยยะน่าสนใจหลายประการ

ข้อแรก ตอนก้าวเท้าเข้าสู่อาณาเขตของ “ป่า” ใหม่ๆ น้องสาวตั้งคำถามด้วยความหวาดหวั่นว่าที่นี่จะมี “งู” หรือไม่? แล้วหนังก็จับภาพให้เห็นว่าป่าแห่งนี้ มีงูอาศัยอยู่จริงๆ แถมเลื้อยไปมาไม่ห่างจากสองพี่น้องด้วย

หนังจับภาพงูให้คนดูเห็นอีก 2-3 ครั้ง ทว่า มันกลับไม่เคยเข้ามายุ่งเกี่ยวกับชีวิตของพี่น้องคู่นี้แต่อย่างใด

จึงกลายเป็นว่า “สัตว์ที่แลดูอันตราย” กลับไม่เข้ามาทำอันตรายใดๆ กับมนุษย์ที่หลบหนีเข้ามาใน “ป่า” (อาจพูดเชยๆ ต่อท้ายอีกหน่อยได้ว่า เป็นมนุษย์ด้วยกันเองเสียอีกที่น่ากลัวยิ่งกว่าสัตว์)

ข้อสอง “ป่า” ที่สองพี่น้องใช้เป็นสถานที่ “หลบภัย” ไม่ได้ปราศจากมนุษย์รายอื่นๆ เสียทีเดียว เพราะอย่างน้อย ก็มีชาย “สติไม่ค่อยดี” ซึ่งโผล่มาแวบๆ ให้เห็นในระยะไกลๆ และเขาน่าจะเป็นคนขโมยกระจกข้างของมอเตอร์ไซค์ที่พี่น้องใช้ขับขี่เป็นยานพาหนะ

นอกจากนั้น ยังมีหญิงชราที่เริ่มพูดจาไม่รู้เรื่อง ซึ่งเข้ามาใช้ “ป่า” เป็นพื้นที่พักพิงแหล่งสุดท้ายในชีวิต

ข้อสุดท้าย แม้หนังจะแสดงให้เห็นว่า “ป่า” เป็น “พื้นที่ทางเลือก” ของมนุษย์ผู้ไม่ต้องการอาศัยอยู่ใน “เมือง” หรือประสบเภทภัยจาก “สังคมเมือง” แต่ตัวละครหลักอย่างสองพี่น้อง ก็ยังต้องเดินทางเข้าๆ ออกๆ ระหว่าง “ป่า” กับ “เมือง” อยู่ตลอดเวลา

เริ่มจากตัวพี่ชาย ซึ่งต้องหางานทำ เขาจึงใช้ป่าเป็นที่ซุกหัวนอน แล้วกลับเข้าไปทำงานเป็นช่างซ่อมมอเตอร์ไซค์ในเมืองตอนช่วงกลางวัน ก่อนที่ชายหนุ่มจะถูก “หลอกลวง” โดยคนใน “สังคมเมือง” อีกครั้ง

แต่ท้ายสุด เขาก็ไม่อาจหลบหนีออกจาก “เมือง” ได้อยู่ดี เพราะผู้เป็นน้องสาวจำเป็นต้องเข้าพบแพทย์โดยเร่งด่วน

เมื่อพี่ชายนำน้องสาวมาถึงโรงพยาบาลในตัวเมืองเรียบร้อยแล้ว เขาก็ลงมือ (ลงเท้า) วิ่งหนีเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกครั้ง ด้วยความหวาดกลัว

ชายหนุ่มวิ่งหนีจนไม่มีที่จะหนี และ “ป่า” ก็อาจไม่ใช่จุดหมายปลายทางที่ดีที่สุด เนื่องจากน้องสาวของเขายังต้องพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล

หนังทิ้ง “ปริศนาปลายเปิด” ไว้ตรงจุดนี้ โดยไม่ระบุชัดเจนว่าสองพี่น้องจะเดินทางไปไหนต่อใน “โลกใบกว้างใหญ่” เกินความคาดคะเนและความคิดฝันของพวกเขา

หนังเรื่องต่อมา คือ “The Ornithologist” ผลงานของ “เจา เปโดร โรดริเกซ” คนทำหนังจากโปรตุเกส

ornithologist

หนังเล่าเรื่องของนักปักษีวิทยาหนุ่มใหญ่ชาวโปรตุเกสที่พลัดหลงเข้าไปใน “ป่า” ก่อนจะได้มีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนและเจอเหตุการณ์ประหลาดๆ มากมาย

ทั้งการเผชิญหน้ากับสองสาวนักท่องเที่ยวจีน แล้วพลัดพรากกันแบบงงๆ การแอบมองกลุ่มคนแต่งกายแปลกตาที่มาทำพิธีกรรมประหลาดรอบกองไฟ การเจอกับสามสาวนักล่าสัตว์ที่ขี่ม้าและเปลือยกายท่อนบน ฯลฯ

นอกจากนี้ นักปักษีวิทยายังได้ร่วมเพศกับเด็กหนุ่มเลี้ยงแกะที่เป็นใบ้ริมลำธาร ก่อนจะทะเลาะเบาะแว้งกัน กระทั่งเขาพลั้งมือสังหารชายหนุ่มคนนั้น

ในตอนท้าย นักปักษีวิทยาได้พบเจอชายหนุ่มอีกคน ซึ่งแต่งตัวแบบเดียวกับกลุ่มคนที่ประกอบพิธีกรรมประหลาดรอบกองไฟ ชายคนนี้หน้าตาเหมือนชายหนุ่มใบ้ผู้เลี้ยงแกะไม่มีผิดเพี้ยน

ทว่า เขาพูดได้ และอ้างว่าตนเองเป็นพี่ชายฝาแฝดของชายเลี้ยงแกะผู้ล่วงลับ

ความสัมพันธ์อันเร่าร้อนรุนแรงระหว่างนักปักษีวิทยากับฟี่ชายฝาแฝดของหนุ่มเลี้ยงแกะ ส่งผลให้ทิศทางของหนังหักเหทิศทาง ไปพร้อมๆ กับรูปลักษณ์ที่ผันแปรของตัวละครนักปักษีวิทยา (มีการเปลี่ยนแปลงผู้รับบทบาทนี้ จากนักแสดงนำ “พอล ฮามี” มาเป็นตัวผู้กำกับหนัง คือ “เจา เปโดร โรดริเกซ”)

เช่นเดียวกับชื่อของเขาที่เปลี่ยนจาก “เฟอร์นานโด” เป็น “แอนโธนี”

จากนั้น ชายทั้งคู่ก็เดินทางออกจากป่า น่าสนใจว่าเมื่อหวนคืนสู่ “เมือง” เมืองที่ว่ากลับไม่ได้อยู่ในอาณาเขตประเทศโปรตุเกสอีกต่อไป แต่กลายเป็นเมืองปาโดว่า ในประเทศอิตาลี

ชายทั้งสองคนได้พบปะสองสาวจีนหน้าเดิมอีกครั้ง พวกเขาและเธอสร้างบทสนทนาขึ้นใหม่ ด้วยท่าทีเหมือนคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ราวกับว่าทุกคนต่างเปลี่ยนแปลงกลายเป็น “คนใหม่” หลังออกจาก “ป่า”

ที่น่าสนใจที่สุด คือ เส้นทางชีวิตที่ล่องไปใน “ป่า” อย่างพิลึกพิลั่นของตัวละครนักปักษีวิทยาหนุ่มนั้น ดำเนินโดยสอดคล้องหยอกล้อไปกับชีวประวัติของ “นักบุญแอนโธนีแห่งปาดัว”

นี่จึงเป็นภาพยนตร์ว่าด้วยชีวประวัติของ “นักบุญ” อันศักดิ์สิทธิ์ ที่แซมด้วยอัตชีวประวัติของ “เจา เปโดร โรดริเกซ” ซึ่งเคยทำงานเป็นนักปักษีวิทยามาก่อน และไม่เคยปิดบังว่าตนเองเป็นเกย์

มีจุดน่าสังเกตข้อหนึ่ง คือ ทั้ง “Big Big World” และ “The Ornithologist” ล้วนใช้ “ป่า” เป็นพื้นที่หลักของภาพยนตร์

แต่ในขณะที่หนังจากตุรกีนำเสนอภาวะสับสนของตัวละครที่ต้องวิ่งเข้าวิ่งออกอย่างแยกไม่ขาด ระหว่าง “ป่า” กับ “เมือง” (หนีเข้าไปอยู่ใน “ป่า” เลย ก็เป็นไปไม่ได้ แต่ก็รู้สึกไม่ปลอดภัยและไร้ตัวตน เมื่ออยู่ใน “เมือง”)

หนังโปรตุเกสกลับมอง “ป่า” เป็น “โลก” อีกชนิดหนึ่ง ซึ่งแยกขาดและอยู่นอกเหนือจาก “โลกมนุษย์ภายนอก”

“ป่า” ในหนังเรื่องนี้ เป็นโลกที่ “ความเชื่อ” อยู่เหนือ “เหตุผล” เป็นโลกแห่ง “ภาวะกลับหัวกลับหาง” ที่เรื่องราวแปลกประหลาดสารพัดสิ่งสามารถเกิดขึ้นได้อย่างน่าอัศจรรย์ และเป็นโลกของการเปลี่ยนแปลง “อัตลักษณ์/ตัวตน” ชนิดถอนรากถอนโคน

เพราะเมื่อคนใน “ป่า” กลับคืนสู่ “เมือง” พวกเขาก็มิใช่ “คนเดิม” อีกต่อไป

ปิดท้ายด้วยหนังสั้นขาวดำความยาวเพียง 16 นาที จากประเทศอิหร่าน

ภาพยนตร์สั้นเรื่องนี้มีชื่อว่า “Take Me Home” ซึ่งเป็นผลงานชิ้นสุดท้ายของ “อับบาส เคียรอสตามี” หนึ่งใน “คนทำหนังชั้นครูยุคร่วมสมัย” ผู้ล่วงลับไปเมื่อไม่กี่เดือนก่อน

take-me-home

หนังดำเนินไปในแนวทาง “มินิมอลลิสต์” ตามสไตล์ภาพยนตร์อิหร่านและงานจำนวนไม่น้อยของเคียรอสตามี นั่นคือ การถ่ายทำภาพยนตร์ที่บอกเล่าเรื่องราวเล็กๆ มีเนื้อเรื่องน้อยๆ ด้วยโปรดักชั่นง่ายๆ

ทว่า “พลังแฝง” ที่หนังส่งออกมากลับมีมากมายมหาศาล

ตัวเรื่องเริ่มต้นด้วยเหตุการณ์ที่เจ้าหนูคนหนึ่งวิ่งกลับขึ้นบ้านในชุมชนบนภูเขาสูง ซึ่งมีพื้นที่ลดหลั่นเต็มไปด้วยขั้นบันไดอันสลับซับซ้อน

ในมือของเขาถือลูกฟุตบอลอยู่ด้วย

พอถึงบ้าน เจ้าหนูก็วางลูกฟุตบอลไว้หน้าประตู แต่พอเขาเปิด-ปิดประตูบ้าน แรงสั่นสะเทือนกลับส่งผลให้ลูกบอลกระเด็นกระดอนตกลงมาตามพื้นที่ลาดเอียงและขั้นบันไดซับซ้อนหลากหลายในทิศทางเกินคาดเดา

ภารกิจ “เหมือนง่ายแต่ยาก” ของเจ้าหนู ก็คือการต้องวิ่งลงไปเอาลูกบอลกลับขึ้นบ้าน

เรื่องราวในหนังมีเพียงเท่านี้ แต่สิ่งที่สนุกมากๆ สำหรับผู้ชม กลับกลายเป็นการต้องพยายามจ้องมองทิศทางกระเด็นกระดอนสุดคาดเดาของลูกฟุตบอล ที่เด้งผ่านสัตว์เลี้ยงน่ารัก ตลอดจนเหลี่ยมมุมและความลดหลั่นอันไม่ราบเรียบของพื้นที่ในเชิงสถาปัตยกรรม

แม้จะพอจับได้ว่าเคียรอสตามีเล่นกระบวนท่า “แอบโกง” อยู่บ้าง (และแน่นอนว่าต้องใช้ซีจีช่วยในบางช็อต) แต่ระหว่างดูหนังในจอใหญ่ ผมก็ยังรู้สึกทึ่งอยู่ดีว่า โอ้โห! ผู้กำกับภาพยนตร์ที่เก่งๆ นี่ เขาสามารถกำกับ “ลูกฟุตบอล” ได้ด้วยเว้ยเฮ้ย!

หากจะถามว่าหนังนานาชาติทั้งสามเรื่องนี้มีความข้องเกี่ยวกันอย่างไร?

อาจตอบในเบื้องต้นได้ว่าหนังเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงทั้ง “ข้อจำกัด” และ “ความทะเยอทะยาน” ของมนุษย์

ขณะที่ “Big Big World” สะท้อนข้อจำกัดในการ “หนี” ของมนุษย์ “The Ornithologist” ก็บ่งชี้ว่าการรับรู้สรรพสิ่งต่างๆ ผ่าน “ระบบเหตุผล” ที่มนุษย์คุ้นเคย อาจไม่เวิร์กเสมอไป ส่วน “Take Me Home” ได้ท้าทายศักยภาพการคาดเดาของมนุษย์ (ในฐานะ “ผู้ชมภาพยนตร์”) ด้วยคำถามที่ว่า พวกคุณรู้มั้ยล่ะ ว่าลูกบอลลูกนี้มันจะกระเด้งกระดอนไปถึงจุดไหน?

อย่างไรก็ดี หนังจากตุรกีกลับแสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในการสร้าง “พื้นที่ (ป่า) ทางเลือก” ขึ้นมา ท่ามกลางสภาวะแตกร้าวของสังคมสมัยใหม่ แม้พื้นที่ดังกล่าวอาจไม่สามารถดำรงอยู่ได้โดย “สัมบูรณ์” ก็ตาม

เช่นเดียวกับหนังจากโปรตุเกส ซึ่งกล้าหาญพอที่จะผสมผสาน “ชีวประวัติศักดิ์สิทธิ์” ของนักบุญเข้ากับ “ชีวิตสามัญ/สามานย์” ของมนุษย์ตัวเล็กๆ คนหนึ่ง

ส่วนหนังสั้นของผู้กำกับฯ ผู้ยิ่งใหญ่จากอิหร่าน ก็เผยให้เห็นว่า แม้ทิศทางการเคลื่อนไหวของลูกฟุตบอลลูกหนึ่ง “คล้าย” จะเดินทางไปไกลสุดกู่เกินความหยั่งรู้ของมนุษย์ แต่ในทางกลับกัน มนุษย์ (ผ่านเครื่องมือช่วยเหลืออย่าง “ภาพยนตร์”) ก็สามารถกำกับ/ควบคุม/บิดผัน/ยั่วล้อ “วิถีทางอันคาดเดาไม่ได้” ของลูกบอลลูกนั้น ได้อย่างอยู่มือ

ข่าวบันเทิง, คลิปสัมภาษณ์

โปรแกรมไดเร็คเตอร์เทศกาลโตเกียว อธิบาย ทำไมเลือกฉายหนังแปดชั่วโมงของลาฟ ดิแอซ

ไปฟังเหตุผลของ “โยชิฮิโกะ ยาตาเบะ” หรือ คุณโยชิ โปรแกรมไดเร็คเตอร์ที่ทำหน้าที่คัดเลือกภาพยนตร์ในสายการประกวดหลัก ประจำเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว และมีหน้าที่รับผิดชอบในการคัดเลือกหนังนานาชาติเข้ามาฉายในสาย World Focus ของเทศกาลด้วย

ว่าทำไม เขาจึงเลือกหนังเรื่อง “A Lullaby to the Sorrowful Mystery” ของลาฟ ดิแอซ มาฉายในสาย World Focus ของเทศกาลประจำปีนี้

หมายเหตุ ก่อนหน้าบทสนทนาในคลิปไม่นาน คุณโยชิตอบคำถามสื่อมวลชนต่างชาติรายหนึ่งว่า ในฐานะโปรแกรมไดเร็คเตอร์ แกไม่สามารถเลือกหนังอาร์ตเฮาส์เข้ามาฉายในสายการประกวดหลักทั้ง 16 เรื่องได้ เพราะ “เทศกาลภาพยนตร์” ไม่ได้ถูกจัดขึ้นสำหรับชุมชนคนรักหนังเท่านั้น แต่ยังมีหน้าที่ต้องดึงดูดคนดูหนังทั่วๆ ไป ให้เข้ามาทำความรู้จักกับภาพยนตร์นานาชาติด้วย

อีกหลายนาทีต่อมา ผมเลยลองแย็บๆ แก เกี่ยวกับการเลือกหนังลาฟเข้าสู่เทศกาล

——

มันเป็นเรื่องยากสำหรับคุณมั้ย กับการตัดสินใจฉายหนังของลาฟ ดิแอซ (A Lullaby to the Sorrowful Mystery) ในเทศกาล เนื่องมาจากความยาวมากๆ ของมัน?

แน่นอน มันเป็นเรื่องยากสำหรับคนทำหน้าที่โปรแกรมเมอร์ทุกคนนั่นแหละ! กับความยาวแปดชั่วโมงของหนัง ถ้าคุณเลือกหนังที่มีความยาวระดับนี้เข้ามาในเทศกาล หมายความว่าคุณจะต้องสูญเสียหนังอื่นๆ ไปอีกสามเรื่อง ดังนั้น มันจึงกลายเป็นการตัดสินใจที่สำคัญมากสำหรับคนเป็นโปรแกรมเมอร์

แต่ผมไม่ลังเลใจเลยที่จะเลือกหนังความยาวแปดชั่วโมงของลาฟ ดิแอซ เข้ามาในเทศกาล เพราะมันเป็นหนังประเภทที่คุณจะหาดูได้จาก “เทศกาลภาพยนตร์” เท่านั้น ถ้าทางเทศกาลไม่มีความกล้าหาญพอจะจัดฉายหนังประเภทนี้ มันก็เปล่าประโยชน์ที่คุณจะจัดงาน “เทศกาลภาพยนตร์” ขึ้นมา

และจากข้อเท็จจริงที่ว่า ลาฟชนะเลิศรางวัลสูงสุดที่เวนิส หลังจากได้รางวัลที่เบอร์ลิน รางวัลเหล่านั้นได้ช่วยยืนยันอย่างแท้จริงถึงความเป็นอัจฉริยะของลาฟ ณ ปัจจุบัน เขาคือหนึ่งในคนทำหนังชั้นครูที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของวงการภาพยนตร์เอเชีย ดังนั้น ผมจึงรู้สึกภาคภูมิใจที่เรามีความกล้าที่จะจัดฉายหนังความยาวแปดชั่วโมงเรื่องนี้ และเรามีศักยภาพที่จะทำมันได้ ผมมีความสุขและภูมิใจกับมันมาก

ข่าวบันเทิง

“หนังอาเซียน” ในเทศกาลภาพยนตร์โตเกียว 2016

“หนังอาเซียน” ในเทศกาลภาพยนตร์โตเกียว 2016

(มติชนสุดสัปดาห์ 23-29 กันยายน 2559)

กลับมาอีกครั้ง สำหรับเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียวครั้งที่ 29 ประจำปี 2016

โดยเมื่อปีที่แล้ว มีหนังไทยเดินทางไปร่วมประกวดในเทศกาลนี้ถึงสองเรื่อง ได้แก่ “สแน็ป แค่…ได้คิดถึง” ของ คงเดช จาตุรันต์รัศมี ที่เข้าฉายในสายการประกวดหลัก

และ “มหาสมุทรและสุสาน” ของ พิมพกา โตวิระ ที่เข้าฉายในสายเอเชี่ยน ฟิวเจอร์ และได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมประจำสายการประกวดดังกล่าวมาครอง

คงต้องจับตาดูกันว่า ปีนี้ จะมีหนังไทยเรื่องใดถูกคัดเลือกเข้าฉาย/ประกวดในเทศกาลภาพยนตร์โตเกียวหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ภาพยนตร์จากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน ตลอดจนเรื่องราวว่าด้วยประเทศแถบนี้ ยังได้รับความสนใจจากผู้จัดเทศกาลหนังโตเกียวเช่นเคย

ในเทศกาลครั้งนี้ จะมีการเปิดตัวผลงานชื่อ “Asian Three-Fold Mirror 2016 : Reflections” โปรเจ็กต์รวมหนังสั้น 3 เรื่องจากผู้กำกับภาพยนตร์ชาวเอเชียสามคน ซึ่งพูดถึงการเดินทางไปมาหาสู่กันของผู้คนในทวีปเอเชีย

หนังสั้นตอนแรก คือ “Pigeon” ผลงานของผู้กำกับฯ ชาวญี่ปุ่น อิซาโอะ ยูกิซาดะ ที่มีฉากหลังเป็นพื้นที่แห่งหนึ่งในประเทศมาเลเซีย ซึ่งเคยถูกบุกเข้ายึดครองโดยกองทัพญี่ปุ่น สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง

แต่ปัจจุบัน พื้นที่แห่งนี้กลับกลายเป็น “บ้านหลังสุดท้าย” ที่บรรดาคนชราวัยหลังเกษียณจากประเทศญี่ปุ่นได้เดินทางเข้ามาพำนักพักพิงในช่วงปัจฉิมบทของชีวิต

โดยเรื่องราวของหนังจะมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ชายชราชาวญี่ปุ่นผู้ใช้ชีวิตบั้นปลายอยู่กับการเลี้ยงนกพิราบ, ความบาดหมางระหว่างเขากับลูกชาย และสายสัมพันธ์ของเขากับลูกจ้างสาวชาวมาเลเซีย

พร้อมๆ กับการใช้ชีวิตประจำวันในปัจจุบัน ความทรงจำเมื่อครั้งสงครามโลกก็ได้หวนย้อนกลับมาหาชายชราผู้นี้

หนังสั้นอีกหนึ่งตอน คือ “SHINIUMA Dead Horse” ผลงานของ บริลแลนเต้ เมนโดซ่า คนทำหนังชาวฟิลิปปินส์ที่เคยคว้ารางวัลผู้กำกับฯ ยอดเยี่ยม จากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์มาแล้ว

หนังของเขามักถ่ายทอดเรื่องราวของสามัญชนชาวฟิลิปปินส์ที่ต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์อันไม่ธรรมดา

ในหนังสั้นเรื่องนี้ เมนโดซ่าเลือกเล่าเรื่องราวของแรงงานข้ามชาติชาวฟิลิปปินส์ซึ่งเดินทางเข้าญี่ปุ่นอย่างผิดกฎหมาย และใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นนานนับทศวรรษ ก่อนจะถูกเจ้าหน้าที่จับกุมตัวได้และส่งตัวกลับประเทศ เพื่อชี้ให้เห็นถึงภาวะของการสูญเสียอัตลักษณ์ประจำชาติและพลัดพรากจากบ้านเกิดเมืองนอน

ปิดท้ายด้วย “Beyond the Bridge” หนังสั้นของ โสโท กูลิการ์ ผู้กำกับฯ หญิงชาวกัมพูชา ที่สร้างชื่อเสียงจากหนังยาวเรื่องแรกในชีวิต คือ “The Last Reel” ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวพันกับประวัติศาสตร์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยุคเขมรแดง

หนังสั้นของโสโทจะบอกเล่าเรื่องราวความรักที่อยู่เหนือกาลเวลาและเส้นแบ่งเขตแดน โดยมีฉากหลังเป็นเหตุการณ์สงครามกลางเมืองในประเทศกัมพูชา และสะพานมิตรภาพ “กัมพูชา-ญี่ปุ่น” ซึ่งถูกก่อสร้างขึ้น ณ กรุงพนมเปญ

นอกจากนี้ อีกหนึ่งโปรแกรมพิเศษที่กลายเป็นจุดเด่นของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียวไปแล้ว ก็คือ โปรเจ็กต์ “CROSSCUT ASIA” ซึ่งทางเทศกาลร่วมกับเจแปน ฟาวเดชั่น เอเชีย เซ็นเตอร์ ได้นำหนังจากประเทศต่างๆ ของทวีปเอเชีย มาจัดฉายในเทศกาล

โดยในสองปีแรกเป็นคิวของภาพยนตร์ไทยและฟิลิปปินส์ ตามลำดับ

ล่าสุด ในเทศกาลประจำปีนี้ คณะผู้จัดงานได้เลือกหนังจากประเทศที่มีความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรมอย่าง “อินโดนีเซีย” มานำเสนอ

ผลงานที่ถูกคัดเลือกเข้ามาจัดฉายจะเป็นหนังของบรรดาผู้กำกับภาพยนตร์รุ่นใหม่ชาวอินโดนีเซีย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงสภาวะของสังคมร่วมสมัยในหลายแง่มุม อาทิ แง่มุมด้านศาสนา, ชาติพันธุ์, เพศสภาพ และความรักหลากรูปแบบ

ยกตัวอย่างเช่น ภาพยนตร์เรื่อง “Lovely Man” ของ เท็ดดี้ โซเรียอัตมัดจา คนทำหนังที่เกิดในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเล่าเรื่องราวของพ่อผู้ประกอบอาชีพขายบริการทางเพศ ที่กลับมาเจอลูกสาวผู้เป็นมุสลิม

ขณะที่ภาพยนตร์เรื่อง “Something in the Way” ของผู้กำกับฯ คนเดียวกัน พูดถึงชายหนุ่มผู้โดดเดี่ยว ที่ใช้ชีวิตด้านหนึ่งไปกับการเสพติดหนังโป๊อย่างหมกมุ่น ทว่า ในอีกด้าน เขากลับกลายเป็นผู้มีศรัทธาอย่างเปี่ยมล้นต่อศาสนาอิสลาม

เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว 2016 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 ตุลาคม – 3 พฤศจิกายนนี้ หากมีความคืบหน้าน่าสนใจใดๆ จะนำมาบอกเล่าในพื้นที่คอลัมน์นี้ต่อไป

ของแถม

ล่าสุด เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว 2016 ได้ประกาศรายชื่อหนังทั้งหมดที่จะเข้าร่วมเทศกาลออกมาแล้ว น่าเสียดาย ที่ในปีนี้ไม่ปรากฏรายชื่อของหนังไทยแม้เพียงเรื่องเดียว

(ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะหนังไทยอิสระหลายๆ เรื่อง ถูกคัดเลือกไปฉายในเทศกาลภาพยนตร์ปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นพันธมิตรกับเทศกาลหนังโตเกียว แถมยังจัดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน)

อย่างไรก็ดี ยังมีหนังอาเซียนน่าสนใจอีกหลายเรื่องที่จะเดินทางมายังโตเกียว

รวมถึง “Diamond Island” ผลงานของดาวี่ ชู ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวกัมพูชาที่อาศัยอยู่ในฝรั่งเศส ซึ่งได้รับรางวัลจากสัปดาห์นักวิจารณ์นานาชาติ ซึ่งเป็นงานคู่ขนานของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ ปีล่าสุด

และที่น่าสนใจสุดๆ ก็คือ การมาเยือนญี่ปุ่นของ “A Lullaby to the Sorrowful Mystery” ผลงานความยาวกว่า 8 ชั่วโมง ที่ส่งผลให้คนทำหนังสุดฮ็อตจากฟิลิปปินส์อย่างลาฟ ดิแอซ คว้ารางวัลสำคัญในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเบอร์ลินเมื่อช่วงต้นปี

อ่านข้อมูลเกี่ยวกับ Diamond Island และดาวี่ ชู ได้ที่นี่

อ่านข้อมูลเกี่ยวกับ A Lullaby to the Sorrowful Mystery ได้ที่นี่

คนมองหนัง

เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว 2015 : พื้นที่ทางวัฒนธรรมอันหลากหลาย

 

(มติชนสุดสัปดาห์ 27 พ.ย.-3 ธ.ค. 2558)

ก่อนหน้าจะเดินทางไปร่วมงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว 2015 ผมตั้งคำถามเอาไว้ในใจเหมือนกัน ว่าเทศกาลภาพยนตร์แห่งนี้จะมีความแตกต่างจากเทศกาลภาพยนตร์อื่นๆ อย่างไร?

จากประสบการณ์อันจำกัดจำเขี่ย ข้อดีเด่นชัดของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติส่วนใหญ่ ตามความเห็นของผม ก็ได้แก่ การเป็นแหล่งรวบรวมจัดฉายหนังแปลกใหม่จากทั่วทุกมุมโลก ซึ่งหาดูได้ไม่ง่ายนักในโรงภาพยนตร์เชิงพาณิชย์ทั่วไป

เมื่อไปถึงเทศกาลภาพยนตร์โตเกียวจริงๆ ผมก็ได้พบถึง “ความแตกต่าง” บางอย่าง ซึ่งไม่เคยพบมาก่อนในเทศกาลหนัง 2-3 แห่ง ที่ตนเองเคยเข้าร่วมในฐานะคนดูธรรมดา

ในการพบปะพูดคุยระหว่างประธานคัดเลือกหนังสายประกวดของเทศกาลภาพยนตร์โตเกียวกับสื่อมวลชนนานาชาติ มีนักข่าวคนหนึ่งเอ่ยถามขึ้นว่าอะไรคือความแตกต่างระหว่างเทศกาลหนังโตเกียวกับเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซานของเกาหลีใต้ ที่ว่ากันว่าเป็น “เบอร์หนึ่งของเอเชีย” ยุคปัจจุบัน

ตัวแทนของเทศกาลโตเกียว ตอบว่า เทศกาลหนังทั้งสองไม่ได้เป็น “คู่แข่ง” กัน ทว่า เปรียบได้เป็น “พี่น้อง” ซึ่งทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อช่วยยกระดับให้วงการภาพยนตร์เอเชียมีเสน่ห์ดึงดูดใจมากยิ่งขึ้น

ก่อนที่เขาจะกล่าวถึงบุคลิกลักษณะเด่นๆ สองข้อ ของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว ตามความเข้าใจของตนเอง

คือ หนึ่ง เทศกาลจะมุ่งทำหน้าที่แนะนำภาพยนตร์นานาชาติคุณภาพดีให้แก่คนดูชาวญี่ปุ่น

และสอง นี่เป็นเทศกาลที่จะคัดเลือกภาพยนตร์ โดยพิจารณาจากความโดดเด่นของตัวผลงาน และไม่สนใจอายุ ประสบการณ์ ชื่อเสียง ของตัวคนทำหนัง

เมื่อพิจารณาจากความเห็นของตัวแทนผู้จัดงาน เทศกาลภาพยนตร์โตเกียวจึงน่าจะมีจุดเด่นคล้ายๆ กับเทศกาลภาพยนตร์อีกหลายแห่งทั่วโลก นั่นคือ การเป็นแหล่งเผยแพร่วัฒนธรรมภาพยนตร์อันหลากหลายให้แก่คนดูท้องถิ่น

ประเด็นดังกล่าวถูกขยายให้มีความชัดเจนขึ้น โดยคณะกรรมการตัดสินรางวัลในสายการประกวดหลักประจำปีนี้

ในการแถลงข่าวกับสื่อมวลชน เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติที่ดีในทัศนะของคุณควรมีลักษณะอย่างไร?

ไบรอัน ซิงเกอร์ ประธานคณะกรรมการ และผู้กำกับฯ-โปรดิวเซอร์ชื่อดังจากฮอลลีวู้ด ตอบคำถามดังกล่าวว่า เทศกาลหนังที่ดี ไม่น่าเบื่อ ควรจะเป็นเทศกาลที่ประกอบด้วยภาพยนตร์คุณภาพดี หลากหลายแนว

ความสำคัญของความหลากหลายยิ่งถูกขับเน้นขึ้นไปอีก เมื่อมีผู้สื่อข่าวถามว่า ประเด็นสำคัญทางสังคม-การเมืองร่วมสมัย นอกโรงภาพยนตร์ จะมีผลต่อการตัดสินเลือกภาพยนตร์ยอดเยี่ยมประจำเทศกาลหรือไม่?

กรรมการรายแรกๆ ที่ตอบคำถามนี้ ดูเหมือนจะไม่กล้าสวนกระแส “ความถูกต้องทางการเมือง” จึงพากันกล่าวว่า บริบททางสังคม-การเมืองนั้น เป็นปัจจัยสำคัญที่คณะกรรมการต้องนำมาพิจารณาอย่างแน่นอน

กระทั่งถึงคิวของ ตราน อันห์ หุง ผู้กำกับฯ เชื้อสายเวียดนาม ที่ยืนหยัดอย่างชัดเจนว่า สำหรับเขา สิ่งสำคัญที่สุด คือ “ภาษาหนัง” เพราะ “ภาพยนตร์ที่ดี” คือหนังที่เลือกใช้ภาษาหนัง/ไวยากรณ์แบบใดแบบหนึ่ง เพื่อสื่อสารถึงประเด็นหลักที่อยู่ในหนังได้อย่างลงตัว

เขาจึงไม่มีทางตัดสินรางวัล โดยพิจารณาว่าหนังเรื่องไหนพูดเรื่องการเมืองมากหรือชัดกว่าหนังเรื่องอื่นๆ หรือหนังแนวไหนมีคุณค่ากว่าหนังแนวอื่นๆ

คำตอบของตราน ได้รับการสนับสนุนจากประธานคณะกรรมการอย่างซิงเกอร์ ที่กล่าวว่า ประเด็นทางสังคม-การเมืองอาจมีความสำคัญอยู่บ้าง แต่ถึงที่สุด หนังการเมืองย่อมไม่ใช่ “หนังดี” หากตัวคนทำไม่สามารถเลือกวิธีการถ่ายทอดประเด็นหลักของหนังออกมาได้อย่างเหมาะสม

อย่างไรก็ตาม ในสายตาของทีมงานคัดเลือกหนังของเทศกาล ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญชาวญี่ปุ่น และคนดูอีกจำนวนหนึ่ง ดูเหมือนประเด็นทางสังคม-การเมืองร่วมสมัยของประเทศแหล่งกำเนิดภาพยนตร์เรื่องต่างๆ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาถึงผลงานชิ้นนั้นๆ อยู่ไม่น้อย

กรณีที่ชัดเจน ก็เห็นจะเป็นภาพยนตร์ไทยสองเรื่องที่ได้เข้าฉายในสายการประกวดหลักและสายการประกวดรองประจำปีนี้

สำหรับ “สแน็ป” ที่ได้ฉายในสายการประกวดหลักนั้น ถูกกล่าวถึงอย่างชัดแจ้งจากประธานคัดเลือกหนังสายดังกล่าว ว่าเป็นหนังรักวัยรุ่น ซึ่งพูดถึงประเด็นการเมืองไทยร่วมสมัย อย่างน่าสนใจ

คล้ายกันกับที่ประธานคัดเลือกหนังสายเอเชี่ยน ฟิวเจอร์ กล่าวถึง “มหาสมุทรและสุสาน” ว่า เป็นหนังโรด มูฟวี่ ที่เผยให้เห็นถึงประเด็นลึกซึ้งว่าด้วยความขัดแย้งทางศาสนาและชาติพันธุ์

หลัง “สแน็ป” ฉายรอบสื่อมวลชนจบ มีสื่อจากเกาหลีใต้ ที่สามารถตีความหนังเรื่องนี้ได้อย่างแหลมคม โดยระบุว่าการต่อสู้กับความทรงจำเรื่องความรักของนางเอกภายในหนัง ก็คงไม่ต่างอะไรกับการต่อสู้และสภาวะขัดแย้งทางการเมืองไทย ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

น่าเสียดายที่ผมไม่มีโอกาสได้ดู “มหาสมุทรและสุสาน” จึงไม่ทราบว่า มีผู้ชมและสื่อมวลชนพูดถึงหนังเรื่องนี้ว่าอย่างไรบ้าง

เมื่อพูดถึงหนังไทยแล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะกล่าวถึงหนังของประเทศเพื่อนบ้านอย่าง “ฟิลิปปินส์”

ในปีนี้ เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว ร่วมกับ เจแปน ฟาวเดชั่น เอเชีย เซ็นเตอร์ จัดโปรแกรมพิเศษ “ครอสคัต เอเชีย” เป็นปีที่สอง

เมื่อปีที่แล้ว ทางผู้จัดได้แนะนำภาพยนตร์ไทยหลากหลายแนวให้คนดูชาวญี่ปุ่นได้รับชม ขณะที่ในเทศกาลครั้งล่าสุด โปรแกรมดังกล่าวได้มุ่งความสนใจไปยังวงการภาพยนตร์ฟิลิปปินส์

มีทั้งการจัดโปรแกรมเรโทรสเป็กทีฟให้แก่ บริลลันเต้ เมนโดซ่า ผู้กำกับคนสำคัญของวงการหนังฟิลิปปินส์ มีการฉายหนังใหม่ของคนทำหนังรุ่นเก๋าอย่าง คิดลัท ทาฮิมิก ตลอดจนมีการฉายผลงานของคนทำหนังรุ่นใหม่ๆ อีกหลายราย

แต่จุดน่าสนใจจริงๆ ก็ได้แก่ การเสวนาถึงวงการหนังฟิลิปปินส์ร่วมสมัย ที่เต็มไปด้วยผลงานต้นทุนไม่สูง แต่คุณภาพดี ของผู้กำกับฯ อายุน้อย ซึ่งได้รับการยอมรับจากเทศกาลหนังนานาชาติ และบางเรื่องก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากกลุ่มคนดูภายในประเทศ

จนมีการบัญญัติศัพท์คำว่า “เมนดี้ส์” อันเกิดจากการผสมคำระหว่าง “เมนสตรีม” กับ “อินดี้” ขึ้นมาใช้อธิบายหนังกลุ่มนี้

ในปัจจุบัน ประเทศฟิลิปปินส์มีเทศกาลหนังสำคัญ ทั้งที่จัดโดยหน่วยงานของรัฐบาล และจัดโดยเอกชน (เป็นความร่วมมือระหว่าง บริลลันเต้ เมนโดซ่า กับบริษัทจัดจำหน่ายภาพยนตร์เจ้าใหญ่) เทศกาลภาพยนตร์เหล่านี้ ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่จัดฉายหนังแปลกๆ ทั่วทุกมุมโลก หรือหนังอินดี้ของผู้กำกับฯ ภายในประเทศเท่านั้น

ทว่า ยังมีหน้าที่มอบทุนสนับสนุนให้แก่คนทำหนัง/โปรเจ็กต์หนังที่น่าสนใจ โดยในส่วนของเทศกาลเกิดใหม่ที่จัดโดยฝ่ายเอกชน ก็ถึงกับมีข้อบังคับว่าหนังที่ได้รับทุน จะต้องมีตัวละครที่เป็นคนในชนบท ขณะที่ฝ่ายผู้พิจารณามอบทุน ก็พยายามจะกระจายทุนให้แก่คนทำหนัง/เรื่องราวจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศ

นี่ส่งผลให้ฟิลิปปินส์สามารถผลิตคนทำหนังรุ่นใหม่ ที่เต็มไปด้วยฝีไม้ลายมือ ออกมาได้อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนั้น น่าสังเกตว่า การมุ่งปั้นคนทำหนังในประเทศ ได้กลายเป็นจุดเด่นสำคัญของเทศกาลภาพยนตร์ในฟิลิปปินส์ และเป็นจุดเด่นที่แม้แต่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทยก็ยังไม่มี

กลับมาที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียวกันต่อ จุดเด่นข้อสุดท้าย ที่ทำให้เทศกาลนี้เป็นมากกว่าเทศกาลหนัง ก็คือ การจัดกิจกรรมอื่นๆ เพื่อพยายามเชื่อมโยงโลกของภาพยนตร์ ออกไปสู่พื้นที่นอกจอ/นอกโรงภาพยนตร์

ที่เห็นได้ชัดก็คือ การจัดกิจกรรมมอบรางวัลเกียรติยศซามูไร อวอร์ดส ให้แก่ โยจิ ยามาดะ และจอห์น วู ณ โรงละครคาบุกิซะ ผนวกด้วยการแสดงคาบุกิ และการจัดฉายภาพยนตร์เก่าของ อากิระ คุโรซาว่า ที่ดัดแปลงจากบทละครคาบุกิ เช่นกัน

นี่จึงเป็นการเชื่อมสื่อในยุคใหม่อย่างภาพยนตร์ เข้ากับสื่อการแสดงแบบประเพณี (น่าเสียดาย ที่ผมต้องพลาดกิจกรรมนี้ เพราะไม่ได้พกเสื้อสูทติดกระเป๋าเดินทางไปด้วย)

ไม่ใช่แค่เชื่อมศิลปะภาพยนตร์เข้ากับศิลปะการแสดงประเภทอื่น แต่ผู้จัดเทศกาลยังพยายามเชื่อมโยงการจัดฉายภาพยนตร์เข้ากับกิจกรรมการรับประทานอาหาร

ด้วยการแปรพื้นที่ลานด้านล่างบางส่วนของรปปงหงิ ฮิลล์ส อันเป็นสถานที่จัดเทศกาล ให้กลายเป็นลานอาหาร โดยมีเชฟระดับติดดาวมิชลิน มาคิดค้นเมนูประยุกต์ราคาไม่แพง เพื่อรองรับผู้เข้ามาชมภาพยนตร์

คนดูหนังจึงมีโอกาสได้ทานอาหารญี่ปุ่น, ฟิวชั่น, ยุโรป รสชาติดีๆ ในราคาที่คิดเป็นเงินไทยเพียงหลักร้อยบาท

คล้ายกับว่าลานอาหารแห่งนี้จะไม่มีความข้องเกี่ยวกับโลกของภาพยนตร์โดยตรง แต่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่านี่เป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรมอีกชนิดหนึ่งของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว ซึ่งแยกไม่ขาดจากตัวเทศกาล แถมยังมีนักดูหนัง ตลอดจนสื่อมวลชน ให้ความสนใจ มาใช้บริการกันค่อนข้างเยอะ

ปิดท้ายด้วยกิจกรรมดนตรี “ซีเนม่า มิวสิก แจม” ซึ่งเป็นเวทีที่ตั้งอยู่ไม่ห่างจากลานอาหารมากนัก และมีโปรแกรมการแสดงช่วงหัวค่ำ ในครึ่งหลังของเทศกาล

กิจกรรมนี้จะมีกลุ่มนักดนตรีสากลฝีมือดีของญี่ปุ่นมาเป็นศิลปินหลักประจำเวที เพื่อขับกล่อมบรรเลงคนดูหนังหรือผู้คนที่เดินผ่านไปมาในย่านนั้น ด้วยเพลงดังๆ จากภาพยนตร์หลากหลายแนว โดยในแต่ละวัน ก็จะมีนักร้องรับเชิญหมุนเวียนสับเปลี่ยนมาร่วมแสดงกับกลุ่มนักดนตรีหลัก

ผมมีโอกาสได้เข้าไปชมและฟังการแสดงในวันที่ 26 ตุลาคม ซึ่งมีนักร้องรับเชิญเป็น “คริส ฮาร์ต” ศิลปินผิวสีชาวอเมริกันวัย 31 ปี ที่มีความสนใจในดนตรี ภาษา และวัฒนธรรมญี่ปุ่น ตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น

ปัจจุบัน ฮาร์ต เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาเป็นศิลปินออกอัลบั้มเพลงภาษาญี่ปุ่น ในประเทศญี่ปุ่น และการขึ้นแสดงบนเวทีซีเนม่า มิวสิก แจม ก็ตอกย้ำให้คนดูเห็นว่า เขาสามารถร้องเพลงภาษาญี่ปุ่นได้ดี ดุจเดียวกันกับเจ้าของภาษาเลยทีเดียว

โดยสรุป ถ้าจะถามผมว่าอะไรคือจุดเด่นของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว คำตอบแรกที่คิดออกทันที ก็คงจะเป็น “ความหลากหลาย”

หลากหลายทั้งในเรื่องแนวทางของหนังที่ถูกคัดเลือกมาฉาย

หลากหลายทั้งในเรื่องกิจกรรมทางวัฒนธรรม ที่ครอบคลุมตั้งแต่ภาพยนตร์, การแสดงคาบูกิ เรื่อยมาจนถึงกิจกรรมลานอาหารและเวทีดนตรีนานาชาติ

เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียวจึงกอปรขึ้นจากความหลากหลาย ที่หลุดพ้นออกจากกรอบแคบๆ ของโลกแห่งภาพยนตร์ แต่ยังเป็นเวทีของศิลปะ/ศิลปินหลากแขนง ซึ่งสามารถเชื่อมโยงความแตกต่างทางภาษา-ชาติพันธุ์ ให้มาโลดแล่นเคียงคู่กันได้อย่างมีเสน่ห์

คนมองหนัง

หนังญี่ปุ่น ในเทศกาลภาพยนตร์โตเกียว ไดอารี่ขาวดำ, แอนดรอยด์มีชีวิต, ประวัติจิตรกรเอก และผีแหกขนบ

(มติชนสุดสัปดาห์ 13-19 พฤศจิกายน 2558)

ระหว่างการร่วมงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว ประจำปี 2015 ทางผู้จัดงานพยายามเชิญชวนให้สื่อมวลชนต่างชาติที่ได้รับเชิญมาร่วมงาน หาโอกาสเข้าชมภาพยนตร์ญี่ปุ่นที่ถูกจัดฉายในเทศกาล โดยเฉพาะหนังญี่ปุ่นสามเรื่อง ซึ่งถูกคัดเลือกเข้าฉายในสายการประกวดหลัก

ผมมีโอกาสได้ชมภาพยนตร์ทั้งสามเรื่องนั้น บวกกับหนังอีกหนึ่งเรื่องที่อยู่ในสายการประกวดสำหรับภาพยนตร์ญี่ปุ่นโดยเฉพาะ

จึงอยากนำเกร็ดน่าสนใจ มาเล่าสู่กันฟัง ดังนี้

7 days
7 Days

หนังเรื่องแรกที่ได้ชม คือ “7 Days” ผลงานการกำกับของ “ฮิโรบูมิ วาตานาเบะ” ซึ่งจัดเป็นหนังที่โดดเด่นมากเรื่องหนึ่ง ในบรรดาภาพยนตร์ราวสิบเรื่อง ที่ผมมีโอกาสได้ดูในเทศกาล แม้จะมิได้อยู่ในสายการประกวดหลักก็ตาม

7 Days เป็นภาพเคลื่อนไหวขาว-ดำ ไร้บทสนทนาโดยสิ้นเชิง ที่มีลักษณะคล้ายหนังสารคดีบันทึกภารกิจประจำวันอันเรียบเรื่อยในรอบหนึ่งสัปดาห์ ของหลานชายตัวอ้วนๆ หน้าโหดๆ (รับบทโดยตัวผู้กำกับเอง) ที่ใช้ชีวิตอยู่กับคุณย่าที่นั่งหลับเกือบตลอดทั้งวัน (รับบทโดยย่าวัย 98 ปี ของผู้กำกับ)

หนังจับภาพชายหนุ่มทำงานบ้าน นั่งกินข้าวกับย่า แล้วเดินเท้าไปทำงานยังฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ก่อนจะมีรายละเอียด (รวมถึงแก๊กตลก) เล็กๆ น้อยๆ ถูกแทรกเสริมเข้ามา เมื่อจำนวนวันเพิ่มมากขึ้น เช่นเดียวกับการที่ภาพกิจวัตรซ้ำเดิมบางอย่างถูกตัดทอนลงไป

เสียง/ดนตรีประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่รับผิดชอบโดย “ยูจิ วาตาเบะ” โปรดิวเซอร์และน้องชายของผู้กำกับ ก็มีความโดดเด่นมาก คือ มีทั้งเพลงคลาสสิกแบบตะวันตก, เพลงพื้นบ้านญี่ปุ่น รวมถึงเสียงธรรมชาติ ซึ่งถูกนำมาใช้ถ่ายทอดหลากหลายอารมณ์ความรู้สึก อันแปรผันตามภาพในจอที่เปลี่ยนแปลงไป

หนังที่อาจไม่มีเนื้อเรื่องให้จับต้องได้มากนัก แต่มอบประสบการณ์สุดพิเศษในโรงภาพยนตร์เรื่องนี้ เข้าฉายในสายเจแปนีส ซีเนมา สแปลช ทว่า น่าเสียดายที่ไม่ได้รับรางวัลใดๆ ติดมือ

sayonara
Sayonara

เรื่องที่สอง เป็นหนังญี่ปุ่นที่ได้เข้าฉายในสายการประกวดหลัก เรื่อง “Sayonara” ผลงานการกำกับของ “โคจิ ฟุกาดะ” ซึ่งจุดเด่นสำคัญสุดของภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็คือ การมี “แอนดรอยด์” เป็นหนึ่งในนักแสดงนำ

หนังกล่าวถึงประเทศญี่ปุ่นในภาวะที่โรงงานไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ระเบิด จนกัมมันตภาพรังสีรั่วไหลและรัฐบาลไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ผู้คนจึงต้องพากันทยอยอพยพออกนอกประเทศ

แต่ก็จะมีคนบางกลุ่มที่ตกค้างอยู่ในประเทศ โดยส่วนใหญ่เป็นคนชายขอบในทางชาติพันธุ์ หรือผู้เคยก่อคดีอาชญากรรมมาก่อน รวมถึงตัวละครหลัก ซึ่งเป็นสาวฝรั่งผิวขาวชาวแอฟริกาใต้ที่อพยพลี้ภัยมายังญี่ปุ่น (ตาม “ความทรงจำ” ของหญิงสาว หลังนโยบายแบ่งแยกสีผิวในประเทศแอฟริกาใต้สิ้นสุดลง คนขาวก็ตกเป็นเหยื่อถูกไล่ล่าบ้าง จนครอบครัวของเธอต้องอพยพมาที่เอเชีย)

ชีวิตของตัวละครรายนี้ดำเนินไปอย่างซ้ำซาก จำเจ ไร้ซึ่งความหวัง เธอเป็นคนป่วยมีโรคประจำตัวและรอวันตาย ซึ่งมี “แอนดรอยด์” เป็นมิตรคอยเคียงข้าง แม้เธอจะมีแฟนเป็นคนเชื้อสายเกาหลีในญี่ปุ่น แต่สุดท้าย เขาและครอบครัวก็ได้รับอนุญาตจากรัฐบาล ให้สามารถเดินทางออกนอกประเทศ เพื่ออพยพหนีภัยนิวเคลียร์ และตัดสินใจทิ้งเธอเอาไว้ข้างหลัง

Sayonara พยายามพูดถึงประเด็นน่าสนใจหลายข้อ ทั้งเรื่องความแตกต่างระหว่างมนุษย์กับแอนดรอยด์ เช่น การหลงลืมของมนุษย์กับการถูกป้อนความจำ (อย่างไม่มีวันลืม) ของแอนดรอยด์ ฯลฯ, การแบ่งแยกกันเองในหมู่มนุษย์ รวมถึง การถ่ายทอดรสนิยมและความใฝ่ฝันระหว่างกัน ของมนุษย์กับแอนดรอยด์

ดูคล้าย 7 Days กับ Sayonara จะมีลักษณะสอดคล้องกันประการหนึ่ง นั่นคือ หนังนำเสนอภาพการใช้ชีวิตประจำวันไปแบบเหงาๆ ว่างเปล่า เดียวดาย และไร้จุดหมายปลายทาง

ไม่แน่ใจว่า ความสอดคล้องดังกล่าวบ่งบอกอะไรถึงวิธีคิดของคนญี่ปุ่นร่วมสมัยหรือไม่?

FUJITA
Foujita

ภาพยนตร์เรื่องถัดมา คือ “Foujita” ผลงานของผู้กำกับอาวุโสชาวญี่ปุ่น “โคเฮอิ โอกุริ” ที่ได้เข้าฉายในสายการประกวดหลักเช่นกัน

โอกุริ ได้ชื่อว่าเป็นคนทำหนังยอดฝีมือ ที่นานปีจะผลิตภาพยนตร์ออกมาสักเรื่องหนึ่ง อย่างไรก็ตาม เขากลับเคยถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ ในสาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม รวมถึงเคยได้รับรางวัลในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติที่คานส์และเบอร์ลินมาแล้ว

ในหนังเรื่องล่าสุด โอกุริเล่าเรื่องราวชีวิตบางส่วนเสี้ยวของ “ซึกุฮารุ ฟุจิตะ” จิตรกรเอกชาวญี่ปุ่น ที่สร้างชื่อจากการนำเอาเทคนิคการใช้หมึกแบบญี่ปุ่นไปผสมผสานกับงานจิตรกรรมตะวันตก

ช่วงปลายทศวรรษ 1910 ถึงตลอดทศวรรษ 1920 ฟุจิตะ เดินทางไปทำงานสร้างชื่อเสียง ใช้ชีวิตอย่างหรูหราฟู่ฟ่า และพบรักกับหญิงต่างชาติที่ฝรั่งเศส จากนั้น เขาร่อนเร่ไปใช้ชีวิตในทวีปอเมริกาใต้ ก่อนจะกลับสู่ประเทศบ้านเกิด ในฐานะปรมาจารย์ทางด้านศิลปะ ผู้วาดภาพแนวโฆษณาชวนเชื่อ รับใช้จักรวรรดิญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

ตอนท้ายของหนัง บอกเล่าเหตุการณ์ช่วงที่ฟุจิตะหลบภัยสงครามไปใช้ชีวิตในเขตชนบท ร่วมกับภรรยาชาวญี่ปุ่น จนกระทั่งหลังสงครามสิ้นสุด ซึ่งเขาตัดสินใจเดินทางไปใช้ชีวิตที่ฝรั่งเศสอีกหน และเปลี่ยนไปนับถือศาสนาคริสต์

ภาพยนตร์เรื่อง Foujita เป็นดังการเรียงร้อยภาพพอร์ทเทรตจำนวนมาก เพื่อนำเสนอชีวิตแต่ละช่วงของจิตรกรเอก อย่างไรก็ดี ช่วงชีวิตเหล่านั้นไม่ได้ถูกเชื่อมโยงหรือปะติดปะต่อเข้าหากันอย่างเรียบเนียนเสียทีเดียว หากมีช่องว่างหรือรายละเอียดบางส่วนที่ถูกละไว้ไม่พูดถึง

ขณะเดียวกัน งานด้านภาพของหนังก็มีความสวยงามอย่างยิ่ง จนหลายช็อตเป็นเหมือนงานจิตรกรรมชั้นยอด ซึ่งถูกเจือด้วยบรรยากาศเหนือจริงและสัจนิยมมหัศจรรย์ อันเปี่ยมเสน่ห์

The_Inerasable-p1
The Inerasable

ภาพยนตร์เรื่องสุดท้าย เป็นหนังผีชื่อ “The Inerasable” ผลงานการกำกับของ “โยชิฮิโร นากามุระ” ที่อยู่ในสายการประกวดหลักเหมือนกัน

โดยส่วนตัว ผมไม่แน่ใจว่า หนังเรื่องนี้ถือเป็น “หนังดี” หรือไม่ เพราะในหลายๆ ช่วง หนังก็มีจังหวะที่ล้นเกิน หรือมีจังหวะตลกแบบการ์ตูนๆ เจือปนอยู่ แต่ก็ต้องยอมรับว่า นี่คือ “หนังผี” ที่น่ากลัวและท้าทายขนบดั้งเดิมมากๆ เรื่องหนึ่ง

หนังเปิดฉากด้วยเรื่องราวของนักเขียนหญิง ผู้คอยรับจดหมายบอกเล่าประสบการณ์การเจอวิญญาณจากคนทางบ้าน เพื่อนำมาแต่งเติมเสริมต่อเป็นนิยายลงในนิตยสาร

แล้วหนังก็มุ่งโฟกัสไปยังเคสหลัก ซึ่งเป็นเรื่องราวของหญิงสาวนักศึกษาสถาปัตย์ ที่เจอเสียงแปลกๆ ในห้องเช่า นักเขียนจึงร่วมมือกับคนต้นเรื่อง เพื่อสืบหาที่มาของเสียงแปลกๆ ดังกล่าว ซึ่งปรากฏว่า พอตามไปตามมา เรื่องก็ชักจะยุ่งเหยิงหนักขึ้นและเกี่ยวพันกับผู้คนมากหน้าหลายตา ในต่างพื้นที่และยุคสมัย

นอกจากนั้น ผี (ซึ่งมีจริงแน่ๆ) ยังไม่ได้มีแค่ตนเดียว แต่กลายเป็นว่า ผีหรือคนที่ตายไปแล้ว ก็ตายเพราะถูกผีตัวก่อนหน้าหลอกหลอนจนประสาทเสียอีกต่อหนึ่ง เรื่องราวของเสียงประหลาดในอพาร์ตเมนต์ จึงถูกสืบสาวลากยาวไปถึงรากเหง้าเมื่อราวศตวรรษก่อน (ในอีกแง่หนึ่ง หนังเรื่องนี้ก็ถือเป็นภาพยนตร์แนวสืบสวนสอบสวนที่ดูสนุกทีเดียว)

ท่าไม้ตายสำคัญจริงๆ ของ The Inerasable ก็คือ หนังเปิดเรื่องด้วยขนบเดิมๆ ของหนังผีส่วนใหญ่ ที่มักจะทำให้คนดูเชื่อว่าผีถูกผูกติดเชื่อมโยงอยู่กับพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง (หรืออย่างน้อยก็วัตถุชิ้นใดชิ้นหนึ่ง) อันมีลักษณะเป็นรูปธรรม

แต่สุดท้าย พื้นที่กับผีในหนังเรื่องนี้ กลับไม่ใช่สองสิ่งที่ยึดโยงกันอย่างแนบแน่นเสียทีเดียว ทว่า ผีกลับยึดโยงอยู่กับคำสาปและความผิดบาปเก่าแก่ อันเป็นนามธรรม ที่มีศักยภาพในการหลอกหลอนมนุษย์ โดยทะลุทะลวงข้ามผ่านปัจจัยเรื่องพื้นที่และกาลเวลา

ช่วงก่อนจบ หนังเล่นท่าหลอกอีกตลบหนึ่ง ด้วยการทำให้เรื่องผีมีสถานะเป็นเพียงแค่ประสบการณ์หนึ่งในชีวิต ที่ตัวละครจะต้องเดินข้าม ไปสู่การเปลี่ยนผ่านเติบโตตามช่วงอายุ

แต่แล้วในตอนจบ คนทำกลับบิดผันโครงเรื่องอีกรอบหนึ่ง ด้วยการหันมาสรุปยืนยันอย่างหนักแน่นมั่นคงว่า หนังเรื่องนี้คือ “หนังผี” ที่มีเรื่องราวว่าด้วยภูตผีวิญญาณและคำสาปดำมืดเป็นแก่นแกนสำคัญจริงๆ ไม่ได้เป็นแค่หนังที่ใช้ผีเป็น “เครื่องมือ” หรือ “พาหนะ” นำไปสู่สาระสำคัญอื่นๆ

มนุษย์คนแล้วคนเล่าที่ถูกคุกคามจึงขยายวงต่อไปเรื่อยๆ ตามต้นกำเนิดของผีที่สลับซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกับผีหลากเจเนอเรชั่นที่ขยายวงในการหลอกหลอนออกจากพื้นที่และช่วงเวลาเดิมๆ

ส่วนคนที่ย้ายที่อยู่เพื่อหนีผี ก็ยังหนีผีไม่พ้น และต้องเจอผีหลอกต่อไป

ภาพยนตร์ญี่ปุ่นทั้งสี่เรื่องนี้ เล่าเรื่องราวที่แตกต่างกันไป คือ มีทั้งหนังที่มุ่งพิจารณาชีวิตของบุคคลในอดีต มีทั้งหนังที่พูดถึงความผิดบาปในอดีตที่ตกทอดมาถึงคนรุ่นปัจจุบัน มีหนังที่ถ่ายทอดวิถีชีวิตของคนในสังคมร่วมสมัย และมีหนังที่กล่าวถึงชีวิตอันน่าหดหู่และวิทยาการในอนาคต

ขณะที่หนังไทย (และผลงานศิลปะร่วมสมัยแขนงอื่นๆ) ส่วนใหญ่ ยังมีประเด็นหลักอยู่ที่การหาวิธีเผชิญหน้ากับความทรงจำ และความงุนงงสับสนกับภาวะปัจจุบัน เพราะคนทำหนัง (หรือศิลปิน) แต่ละราย ก็ตกอยู่ในภาวะเดียวกันกับคนดูหนัง/คนเสพงานศิลปะจำนวนมาก

ที่ยังไม่แน่ใจและไม่กล้าคาดเดาว่าอนาคตของตนเองและของประเทศจะมีรูปลักษณ์เป็นเช่นใด