คนมองหนัง

รีวิวหนังสารคดี Salaya Doc: นิรันดร์ราตรี

นิรันดร์ราตรี (วรรจธนภูมิ ลายสุวรรณชัย)

หนังสารคดีที่เล่าเรื่องราวของ “สัมฤทธิ์” ชายชาวชนบท ซึ่งเข้ามาประกอบอาชีพฉายหนังในโรงภาพยนตร์สแตนด์อะโลน (โรงหนังชั้นสอง) แถวฝั่งธนบุรี

เอาเข้าจริง ดูเหมือนช่วงเวลา “รุ่งเรือง” สำหรับชายผู้นี้จะเกิดขึ้นเพียงแค่ในระยะสั้นๆ คือ ระหว่างปี 2534 ที่เขาเริ่มเข้ามาหางานทำในกรุงเทพฯ จนถึงก่อนวิกฤตเศรษฐกิจ 2540

ขณะที่จากปี 2540-กลางทศวรรษ 2550 กลับกลายเป็นช่วงซบเซาซึมเศร้ายาวของธุรกิจโรงหนังประเภทนี้

และ “การปิดตัว” ก็กลายเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

หนังถ่ายทอดและเล่าเรื่องราวชีวิตของชายฉายหนัง (ตลอดจนเพื่อนร่วมงานของเขา) ได้อย่างสนุก มีอารมณ์ขัน น่าติดตาม แฝงอารมณ์เศร้าหม่นอยู่ลึกๆ และละเอียดลออมากพอสมควร

นี่ก็คือแกนเรื่องหลักใน “ครึ่งทางแรก” ของ “นิรันดร์ราตรี” ซึ่งเชื่อมร้อยอยู่กับประเด็นเรื่อง “ความเปลี่ยนแปลง” อันเป็นนิรันดร และ “อวสาน” ของโรงภาพยนตร์

ก่อนที่หนังจะเดินทางไปสู่ “ครึ่งหลัง” ที่สัมฤทธิ์เดินทางกลับไปใช้ชีวิตยังบ้านเกิด

ความชำนาญเฉพาะจากการทำงานในโรงภาพยนตร์มาเป็นเวลาหลายสิบปีของเขา แทบจะไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง จากมุมมองของภรรยา ซึ่งต้องหาเลี้ยงครอบครัว (ทั้งคู่มีลูกสาวหนึ่งคนชื่อ “น้องฟิล์ม”) ด้วยการเป็น “ชาวสวนยาง”

ภรรยามองว่าสามีผู้เพิ่งล้มเหลวกลับมาจากกรุงเทพฯ มีสภาพประหนึ่ง “ผีดิบ” ที่คุ้นเคยและแทบไม่เคยปลีกตนออกมาจากการทำงานแบบ “อินดอร์” หรือ “ในร่ม”

สำหรับเธอ ความพ่ายแพ้ที่เขาประสบไม่ได้เกิดจาก “ความเปลี่ยนแปลง” แต่เป็นเพราะเขา “ไม่เคยเปลี่ยนตัวเอง” ต่างหาก

ชายฉายหนังกลายเป็นคนกรีดยางที่ย่อหย่อนประสิทธิภาพและไร้ประสิทธิผล เขาปรับตัวและหางาน (กลางแจ้ง) ในชนบทไม่ได้

แม้กระทั่งสิ่งที่สัมฤทธิ์น่าจะรับมือได้สบายๆ อย่างการซ่อมแซมเครื่องเล่น “ดีวีดี” ในบ้าน เขาก็ยังทำมันไม่สำเร็จ

ที่ กทม. ชายฉายหนังพยายาม “หลีกหนี” จากภาวะอวสานของโรงภาพยนตร์ ด้วยการอ่านศึกษาหนังสือธรรมะ แต่ที่บ้านนอก สัมฤทธิ์เลือกจะเยียวยาตนเองด้วย “สุรา” ซึ่งส่งผลให้สายสัมพันธ์ระหว่างเขากับลูกสาวที่ไม่ค่อยได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน ยิ่งมีความห่างเหินกันมากขึ้น

“นิรันดร์ราตรี” ปิดฉากลงโดยไม่ได้เฉลยคำตอบแน่ชัดใดๆ หนังค่อยๆ ปลดปล่อยอารมณ์ความรู้สึกร้าวลึกและภาวะห้วงฝันอันล่องลอยลี้ลับ ให้ออกมาเอ่อท้นท่วมจอภาพยนตร์

ขณะที่คนดูก็ได้ตระหนักถึงภาวะ “กลับไม่ได้ไปไม่ถึง” ของชายฉายหนังผู้เป็น subject หลักของเรื่อง

นิรันดร์ราตรี

ระหว่างชมภาพยนตร์ ผมรู้สึกว่ามันมี “สององค์ประกอบน่าสนใจ” ที่ดำรงอยู่เคียงคู่กันในหนังสารคดีเรื่องนี้

องค์ประกอบแรก คือ ความเป็นศิลปินรุ่นใหม่ผู้เชี่ยวชาญช่ำชองในงานด้านภาพเคลื่อนไหวที่เล่นกับ “แสง” อย่างหนักหน่วงพริ้วไหวของวรรจธนภูมิ

องค์ประกอบเหล่านี้ปรากฏอยู่ตามรายทางในทั้งสองพาร์ทของหนัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ช่วงเปลี่ยนผ่าน” จากครึ่งแรกมายังครึ่งหลัง และ “ช่วงทิ้งท้าย” ก่อนหนังจะจบ

ภาวะภาพฝันอันแปลกประหลาดและเป็นปริศนา ก็ถือกำเนิดขึ้นจากความสามารถเยี่ยมยอดตรงจุดนี้

แต่อีกองค์ประกอบหนึ่ง คนดูอาจพอจับได้ว่า วรรจธนภูมิ (ซึ่งเพิ่งทำหนังยาวเป็นเรื่องแรก) นั้นเลือกจะเล่าเรื่องของ subject ผ่าน “กระบวนท่า” ที่ไม่ยากหรือสลับซับซ้อนจนเกินไปนัก

นี่นำมาสู่การตัดแบ่งหนังออกมาเป็นสองช่วงอย่าง “เด่นชัด” และ “สมมาตร” ซึ่งด้านหนึ่ง คงทำให้ผู้ชมสามารถตามเรื่องได้อย่างไม่ยากลำบาก แต่อีกด้าน มันกลับเหมือนเป็นการลดทอนเสน่ห์หรือความซับซ้อนในชีวิตและวิธีการมองโลกของสัมฤทธิ์ให้ “ซอฟท์” ลง

ไม่แน่ใจว่าความเป็นระบบระเบียบเรียบร้อยเช่นนั้น จะส่งผลถึงการเลือกเพลงประกอบด้วยหรือไม่ เพราะการเลือกใช้เพลงลูกทุ่งคลาสสิคระดับมาตรฐานอย่าง “คิดถึงพี่ไหม” มาปิดท้ายครึ่งแรกของหนัง ก็เป็นอะไรที่ซาบซึ้งพอสมควร แต่ไม่ใหม่หรือไม่น่าตื่นเต้นถึงขีดสุด

ไปๆ มาๆ ช่วงที่ผมชอบและคิดว่ามันดิ้นไกลออกไปจากโครงสร้างการเล่าเรื่องแบบชัดๆ ที่วรรจธนภูมิจัดวางเอาไว้ กลับกลายเป็นเรื่องเล่าย่อยๆ เล็กๆ ในหนัง เช่น เรื่องราวเกี่ยวกับ “นที” เพื่อนร่วมงานของสัมฤทธิ์ หรือเรื่องราวที่ภรรยาสัมฤทธิ์ไปเจอสิ่งที่เธอเชื่อว่าน่าจะเป็นภูตผีดวงวิญญาณในระหว่างการกรีดยาง (ซึ่งอาจเชื่อมโยงมาถึงชะตากรรมของสัมฤทธิ์ก่อนหนังจบ)

เชื่อว่าในผลงานลำดับถัดไป วรรจธนภูมิคงจะค่อยๆ สามารถถ่ายทอดบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ได้อย่างผ่อนคลายยืดหยุ่นมากขึ้น และมีลักษณะเป็นโครงสร้างแข็งแรงตายตัวน้อยลง

ซึ่งความลื่นไหลเช่นนั้นน่าจะสอดรับกันเป็นอย่างดีกับศักยภาพในการทำงานด้านภาพเคลื่อนไหวอันแพรวพราวของเขา

หมายเหตุ “นิรันดร์ราตรี” เพิ่งจะคว้ารางวัล Special Mention จากสายการประกวด NEXT:WAVE Award ในเทศกาล CPH:DOX ที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก

Advertisements
คนมองหนัง

รีวิวหนังสารคดี Salaya Doc: “Absent without Leave”

Absent without Leave (Lau Kek-Huat)

หนังสารคดีเกี่ยวกับครอบครัวคนจีนในประเทศมาเลเซียเรื่องนี้ เริ่มต้นด้วยปมง่ายๆ ที่พวกเราคุ้นเคย คือ ความห่างเหินระหว่างพ่อกับลูกชาย (ตัวผู้กำกับเอง)

แต่แล้วผู้กำกับกลับค่อยๆ ขยับขยายความสงสัยใคร่รู้ส่วนตัวและพรมแดนเนื้อหาของหนังให้แผ่คลี่ออกไปกว้างไกลกว่านั้น

พร้อมๆ กับการไม่รู้จัก “พ่อ” เขาก็พบว่าตนเองและสมาชิกครอบครัว ตั้งแต่ “ย่า” ลงมา แทบไม่พูดถึง “ปู่” เลย

แล้วเขาก็ได้ค้นพบว่า “ปู่” ออกไปร่วมต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์มลายา และถูกเจ้าหน้าที่รัฐยิงเสียชีวิตตั้งแต่เมื่อวัยยังไม่ถึง 30 ปี

เท่านั้น ยังไม่พอ เพราะคุณผู้กำกับไม่ได้หยุดเรื่องราวของหนังไว้ที่เรื่องราวเกี่ยวกับปู่ของตนเอง

absent 1

แต่เขากลับพาหนังออกเดินทางไกล เพื่อไปทำความรู้จักกับครอบครัวของชาวจีนคนอื่นๆ ในมลายา/มาเลเซีย อีกหลากหลายรุ่น ที่ต้องประสบชะตากรรมพลัดพรากระหว่างสมาชิกในบ้าน หรือพลัดพรากจาก “แผ่นดิน” อันเป็นที่รัก หลังตัดสินใจเข้าร่วมต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์

จากการตั้งต้นด้วย “เรื่องเล่าเล็กๆ ว่าด้วยครอบครัว” ครอบครัวหนึ่ง หนังได้เปลี่ยนทิศทางของตนเองไปสู่การมุ่งสำรวจ “ประวัติศาสตร์/ความทรงจำร่วม” อันเป็น “บาดแผล” ของคนจีนหลายเจเนอเรชั่นในประเทศมาเลเซีย

จากความสนใจในตัว “ปู่” ของผู้กำกับ ซึ่งหายสาบสูญจากครอบครัว หนังค่อยๆ ถ่ายเทความสนใจไปยัง “พรรคคอมมิวนิสต์มลายา” ที่ปลาสนาการจากประวัติศาสตร์มาเลเซีย

ตามความเข้าใจส่วนตัว (ซึ่งไม่แม่นยำหรือแทบไม่รู้ประวัติศาสตร์ส่วนนี้เอาเลย – จึงต้องเสิร์ชหาข้อมูลแบบผิวเผินเอาจากอินเตอร์เน็ต) เราอาจแบ่งกลุ่มคนจีนที่หนังพูดถึงหรือพยายามไปทำความรู้จักออกได้เป็นสองกลุ่มหลักๆ

กลุ่มแรก คือ คนจีนที่เข้าร่วมต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์มลายา เพื่อต่อต้านจักรวรรดินิยมอังกฤษ แล้วต่อมาก็ต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่น (โดยร่วมมือกับอังกฤษ) ด้วยอารมณ์ความรู้สึกปนเปทั้ง “ชาตินิยมจีน” (หลัง “จีนแผ่นดินใหญ่” ถูกกองทัพญี่ปุ่นบดขยี้) และ “ชาตินิยมมลายา” (ที่ถูกญี่ปุ่นบุกเช่นกัน) ก่อนจะเปลี่ยนเป้าหมายเป็นการเรียกร้องเอกราชหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

คนกลุ่มนี้มีบทบาททางการเมืองช่วงก่อน-ระหว่าง-หลังสงครามโลกครั้งที่สอง

ก่อนที่ต่อมา บางส่วนจะถูกเนรเทศกลับจีน (พอกลับจีน ก็มีบางคนที่ต้องเสียชีวิตลงในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม) บางส่วนต้องโทษ แล้วพอพ้นโทษก็ย้ายไปอยู่ประเทศอื่นๆ เช่น ฮ่องกง หรือมีบางส่วนข้ามแดนไปที่ไทย แถบอำเภอเบตง เพื่อปักหลักสู้ต่อ

“ปู่” ของผู้กำกับ คือ คนจีนที่เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์มลายาในเจเนอเรชั่นนี้

absent 3

คนอีกกลุ่ม คือ พวกที่เข้าร่วมต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์มลายาหลังทศวรรษ 2490 ที่ทางพรรคกับรัฐบาลมาเลเซียหาข้อตกลงทางการเมืองร่วมกันไม่ได้ แล้วสถานการณ์ความขัดแย้งก็ลากยาว (คู่ขนานกับ “สงครามเย็น”) มาถึงยุค 1960-1970-1980 ก่อนจะมีสนธิสัญญาสันติภาพในปี 1989

คนกลุ่มนี้ คือ ชายหญิงวัยประมาณ 60 กว่าปี ที่ปรากฏตัวในหนัง ซึ่งเคยมีฐานที่มั่นการต่อสู้อยู่ที่ อ.เบตง จ.ยะลา

(รวมถึงตัวละครคู่ที่มีความรักและมีลูกระหว่างการสู้รบในเขตป่า แต่ต้องส่งลูกออกไปให้คนอื่นเลี้ยง จนความสัมพันธ์พ่อแม่ลูกถูกตัดขาดในเวลาต่อมา – ผมเข้าใจว่ากรณีของไทย ก็มีอะไรแบบนี้อยู่ไม่น้อย เช่น “เสกสรรค์-จิระนันท์” ที่ให้กำเนิด “แทนไท” ในป่า แล้วต้องส่งลูกออกมาในเมือง ทว่า หลายๆ กรณีของไทย ครอบครัวแบบพ่อ-แม่-ลูกยังสามารถกลับมารวมตัวกันใหม่ได้ หลังพ่อแม่หวนคืนสู่เมือง)

เอาเข้าจริง ผมรู้สึกว่าเจเนอเรชั่นของคนจีนในมาเลเซียที่เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์มลายานั้น คล้ายคลึงกับประวัติศาสตร์ช่วงเดียวกันในสยาม/ไทยอยู่ไม่น้อย ซึ่งบทบาทของคนเชื้อสายจีนและการเคลื่อนไหวของพรรคคอมมิวนิสต์จะเริ่มต้นตั้งแต่ก่อนหน้า 2475 แล้วค่อยๆ ลากยาวมาถึงขบวนการ “ฝ่ายซ้าย” ก่อน 2500 แล้วตัดไปที่ช่วงกำเนิด “สงครามประชาชน” ปลายทศวรรษ 2500 และช่วงที่นักศึกษา-ปัญญาชน-คนหนุ่มสาวกลุ่มใหญ่เดินทางเข้าป่าในช่วงปลายทศวรรษ 2510

ถ้าจะมีจุดต่างอยู่บ้าง ก็เห็นจะเป็น หนึ่ง ในกรณีของไทย ไม่ได้มีเรื่องเรียกร้องเอกราชแบบชัดๆ แรงๆ ด้วยบริบทเฉพาะที่แตกต่างจากประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ กับ สอง อัตลักษณ์เรื่องการเป็น “ลูกจีน” และการเข้าร่วมต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์ในไทยยุคหลัง 2500 (โดยเฉพาะในทศวรรษ 2510) อาจไม่ได้ผูกพันกันอย่างแนบแน่นเป็น “เนื้อเดียว” หรือเป็น “สองด้านของเหรียญ” แบบกรณีของมาเลเซีย

จุดที่ผมชอบสุดๆ ในหนังเรื่องนี้ คือ การที่ผู้กำกับสามารถขยับขยายพรมแดนของหนังไปได้กว้างไกลมากๆ จากเรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัว ไปสู่เรื่องชาติพันธุ์และการเมือง จากการเมืองระดับชาติ ก็ค่อยๆ เพิ่มขอบเขตไปถึงโครงข่ายความสัมพันธ์ที่มีลักษณะข้ามชาติ/ประเทศ

การบุกไปตามหาและพูดคุยกับอดีตสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์มลายา (หรือลูกหลานของพวกเขา) ถึงในจีนแผ่นดินใหญ่ ในฮ่องกง และในไทย จึงทรงพลังอย่างมาก และทำให้หนังเต็มไปด้วยเหลี่ยมมุมสลับซับซ้อน ที่คาดเดาไม่ค่อยได้ว่าผู้กำกับจะพาเราไปพบกับใคร ที่ไหนอีก

อีกข้อที่อาจไม่ใช่เรื่องใหม่นัก แต่หนังก็นำเสนอออกมาได้ดีมากๆ คือ การแสดงให้เห็นว่า “ผู้ปราชัยทางการเมือง” มักเก่งกาจเสมอ ในการฉวยใช้ “เครื่องมือทางวัฒนธรรม” บางอย่าง มาเยียวยารักษาแผลใจของตนเอง

ฉากกิจกรรมพบปะสังสรรค์ของบรรดาอดีตแนวร่วมพรรคคอมมิวนิสต์ที่เบตงอาจ “ไม่ใหม่” นักสำหรับคนที่เคยดูหนังสารคดีเรื่อง “The Last Communist” และ “Village People Radio Show” ของ “อามีร์ มูฮัมหมัด” ทว่า ฉากร้องเพลงอย่างอินและซาบซึ้งสุดๆ ของบรรดาคุณย่าคุณยายที่เมืองจีนใน “Absent without Leave” นั้น สามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนทางอารมณ์ได้สูงยิ่งทีเดียว

absent 4

นอกจากนี้ บรรดา subjects ที่จีนแผ่นดินใหญ่ ยังแสดงอารมณ์ความรู้สึกที่น่าสนใจออกมา คือ ในสมัยหนึ่ง พวกเขาและเธออาจเคยเข้าร่วมการต่อสู้ในมลายา โดยมีอารมณ์ความรู้สึก “ชาตินิยมจีน” เป็นองค์ประกอบสำคัญ แต่เมื่อพวกเขาและเธอต้องถูก “บีบบังคับ” ให้โยกย้ายกลับมาใช้ชีวิตที่จีนแผ่นดินใหญ่อย่างถาวร สิ่งที่หลายคนโหยหา (อย่างหลบๆ ซ่อนๆ) ในอีกหลายทศวรรษต่อมา กลับกลายเป็นวิถีชีวิต/วัฒนธรรมท้องถิ่นแบบมาเลย์หรือเปอรานากัน (ลูกผสมจีน-มาเลย์)

ถ้าจะกล่าวให้งงหนักขึ้น ด้านหนึ่ง คนชราเหล่านี้ก็เป็นทั้ง “คนจีน (แผ่นดินใหญ่)” และ “คนมาเลเซีย” แต่อีกด้าน พวกเขาก็อาจไม่ได้เป็นทั้ง “คนจีน (แผ่นดินใหญ่)” และ “คนมาเลเซีย” เช่นเดียวกัน

หากจะให้หา (เรื่อง) จุดบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ ผมเห็นว่าการพยายามดึงหรือตบหนังกลับมาสู่บทสรุปเกี่ยวกับประเด็น “ครอบครัว” ซึ้งๆ ของปัจเจกบุคคลต้นเรื่องในตอนท้าย อาจไม่ค่อยมีความจำเป็นเท่าไหร่นัก

เพราะในระหว่างทาง หนังได้พูดถึงชะตากรรมของ “ครอบครัวขยาย” ที่มิได้ผูกพันกันทางสายเลือด แต่กลับมีขอบข่ายความสัมพันธ์กว้างขวางใหญ่โตมากกว่านั้น ไปเรียบร้อยแล้ว แถมยังเล่าได้อย่างจับใจและน่าสนใจมากๆ อีกด้วย

หมายเหตุ “Absent without Leave” เพิ่งได้รับรางวัลภาพยนตร์สารคดีอาเซียนยอดเยี่ยม จากเทศกาลภาพยนตร์สารคดีนานาชาติศาลายาครั้งที่ 7 ในการประกาศผลรางวัลเมื่อช่วงค่ำวันที่ 26 มีนาคม 2560

ข่าวบันเทิง

หนังสารคดีไทยน่าสนใจจาก Salaya Doc 7

เวียนกลับมาอีกครั้ง สำหรับเทศกาลภาพยนตร์สารคดีนานาชาติศาลายาครั้งที่ 7

โดยงานจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 18-26 มีนาคม 2560 ณ โรงภาพยนตร์ศรีศาลายา หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) และหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร สี่แยกปทุมวัน

สำหรับเทศกาลปีนี้ จะมีหนังสารคดีไทยน่าสนใจเข้าฉายหลายเรื่อง

ดอกฟ้าในมือมาร

เริ่มต้นจาก “ดอกฟ้าในมือมาร” หนังยาวเรื่องแรกของ “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” ซึ่งผสมผสาน “เรื่องแต่ง” เข้ากับ “เรื่องจริง” เพื่อถ่ายทอด “เรื่องเล่ากระจัดกระจาย” เกี่ยวกับ “ชุมชนชาติไทย” ได้อย่างชวนพิศวง (โดยเฉพาะสำหรับวงการภาพยนตร์ในยุค ค.ศ.2000)

หนังจะฉายที่หอภาพยนตร์ ศาลายา วันอาทิตย์ที่ 19 มีนาคม เวลา 15.00 น.

หมอนรถไฟ

ตามมาด้วย “หมอนรถไฟ” ผลงานที่มีอัตลักษณ์โดดเด่นของ “สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์” ที่เคยทำงานเป็นผู้ช่วยของอภิชาติพงศ์มาอย่างยาวนาน นี่เป็นอีกครั้งที่หนังจะเข้าฉายในเมืองไทย หลังจากเปิดตัวครั้งแรกในประเทศบ้านเกิด ที่เทศกาลเวิลด์ ฟิล์ม เฟสติวัล ออฟ แบงค็อก เมื่อช่วงต้นปี

ผลงานของสมพจน์จะฉายที่หอภาพยนตร์ ศาลายา วันอาทิตย์ที่ 26 มีนาคม เวลา 16.00 น.

โดยหนังทั้งสองเรื่องนี้จะฉายในสาย Panorama

นิรันดร์ราตรี

 

ถัดมา คือ “นิรันดร์ราตรี” ที่จะจัดฉาย ณ ศาลายา ในวันอาทิตย์ที่ 26 มีนาคม เวลา 19.00 น.

หนังสารคดีกึ่งทดลองความยาว 68 นาทีของ “วรรจธนภูมิ ลายสุวรรณชัย” ซึ่งเพิ่งฉายรอบปฐมทัศน์โลกที่ประเทศเดนมาร์ก เรื่องนี้ พูดถึงภาวะโรยราของโรงหนังแบบสแตนด์อะโลน ผ่านชีวิตของชายฉายหนังคนหนึ่ง ซึ่งทักษะวิชาชีพของเขากลายเป็นสิ่งไร้ค่า เมื่อโรงหนังอันเป็นสถานที่ทำงานได้ปิดตัวลง

ชายผู้นี้เริ่มหันไปหาสุราและหนังสือธรรมะ หลายครั้งคำพูดที่เขาถ่ายทอดออกมากลายเป็นการผสมกันระหว่าง “ความจริง” กับ “การตีความจากทัศนะส่วนบุคคล” และแม้จะพยายามกลับไปเริ่มต้นชีวิตใหม่กับลูกเมีย แต่อะไรต่อมิอะไรก็ยังไม่ดีขึ้น

“นิรันดร์ราตรี” ได้รับการคัดเลือกเข้าฉายในโปรแกรม Life, Death and Cinema

ต้นสะดือ

ปิดท้ายด้วย “ต้นสะดือ” หนังไทยในสาย Asean Competition โดย “เชิดพงษ์ เหล่ายนตร์” ผู้ช่วยผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดัง

หนังพาผู้ชมท่องไปยังดินแดนห่างไกล เพื่อรู้จักกับชนเผ่าคนกลุ่มน้อยชาวปกาเกอะญอ หรือที่รู้จักกันดีว่า “ชาวกะเหรี่ยง”

โดยเล่าเรื่องผ่าน “ชิ” นักดนตรีหนุ่มชาวปกาเกอะญอและปราชญ์ชาวบ้านชาวปกาเกอะญออีกหลายคน ที่จะแนะนำคนดูให้รู้จักกับวัฒนธรรมวิถีชีวิตของชนเผ่าปกาเกอะญอทั่วประเทศไทย จากจังหวัดแม่ฮ่องสอนเรื่อยลงมาตามแนวภาคเหนือสู่ภาคตะวันตกที่อุดมไปด้วยความสมบูรณ์ของป่าไม้และภูเขา

ทั้งหมดนี้ก็เพื่อพูดถึงประเด็นใหญ่ คือ เรื่องราววัฒนธรรมความผูกพันกันระหว่างชาวปกาเกอะญอกับป่าตามคติดั้งเดิมที่ว่า “บ้านคือป่า ป่าคือบ้าน” การถกเถียงกันจนเกิดความขัดแย้งว่าทำไมพวกเขาถึงต้องเผาป่า และความเจริญในการพัฒนาแบบถอยหลังที่เข้ามากระตุ้นเร้าและส่งผลให้วิถีชีวิตของชาวปกาเกอะญอเปลี่ยนแปลงไป

หนังสารคดีเรื่องนี้จะฉายที่หอศิลป์ กทม. วันศุกร์ที่ 24 มีนาคม เวลา 19.00 น.

ตารางศาลายา

ติดตามรายละเอียดของหนังน่าสนใจเรื่องอื่นๆ ในเทศกาลครั้งนี้ ได้ที่เพจเฟซบุ๊ก Salaya Doc

คนมองหนัง

วงน้ำชา, สตรีชรา และความเป็นอนิจจังของชีวิต

มติชนสุดสัปดาห์ 8-14 เมษายน 2559

ในเทศกาลภาพยนตร์สารคดีนานาชาติศาลายา ครั้งที่ 6 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 มีนาคม – 3 เมษายนที่ผ่านมา ณ หอภาพยนตร์ และหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

ผู้เขียนมีโอกาสไปชมภาพยนตร์สารคดีความยาว 70 นาที จากประเทศชิลี เรื่อง “Tea Time” ผลงานของผู้กำกับหญิง Maite Alberdi ซึ่งเฝ้าสังเกตการณ์วงดื่มน้ำชาของสตรีสูงอายุกลุ่มหนึ่ง ที่นัดสังสรรค์กันเรื่อยมา นับแต่จบการศึกษาจากโรงเรียนมัธยมฯ และต่างคนต่างไปมีชีวิตครอบครัว (รวมถึงชีวิตโสด) ของตนเอง

วงน้ำชาดังกล่าวดำเนินไปปีแล้วปีเล่า (โดยในปีหนึ่งๆ พวกป้าๆ จะนัดมาพบปะพูดคุยกันหลายครั้ง) กระทั่งถึงปีที่ 60 อันเป็นจุดเริ่มต้นของการบันทึกเหตุการณ์ในภาพยนตร์เรื่อง “Tea Time”

ก่อนหนังจะปิดฉากลง พร้อมกับการหวนกลับมาดื่มน้ำชา-สนทนากันในรอบปีที่ 64

แรกเริ่ม คล้ายภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้จะถ่ายทอดเพียงการนั่งเมาธ์กัน ว่าด้วยประเด็นวัยเยาว์/อดีตที่ไม่อาจหวนกลับ และชีวิตครอบครัว ที่บ้างก็เต็มไปด้วยวันชื่นคืนสุข บ้างก็จบลงอย่างล้มเหลวเคียดแค้น

ครั้นพอเดินเรื่องไปได้สักพัก ภาพและสถานการณ์ต่างๆ ก็บ่งชี้ว่าหนังมีอะไรมากกว่านั้น อาทิ

ผู้กำกับและผู้กำกับภาพ เริ่มจับจ้องไปที่ “คุณป้าหน้าเครียด” ผู้ไม่มีครอบครัว ซึ่งเหมือนจะใช้ชีวิตอย่างทันสมัย (หน้าจอคอมพิวเตอร์) ทว่า กลับแลดูไม่ค่อยมีความสุขหรืออารมณ์ขันมากนัก

แม้แต่คนดูเอง ก็อาจสามารถคาดเดาได้ว่าเธอคงจะถอยห่างออกจากวงน้ำชานี้ในไม่ช้า

แล้วสุดท้าย คุณป้ารายนี้ก็หายตัวไปจริงๆ ทั้งเพราะอาการเจ็บป่วยและทัศนคติส่วนบุคคล ซึ่งพยายามจะ “ปิดกั้น” ตัวเองออกจากคนรอบข้าง จนเพื่อนๆ พากันจับกลุ่มวิจารณ์เธอลับหลังว่า ที่เธอไม่ได้แต่งงาน ไม่ใช่เป็นเพราะไม่มีผู้ชายเข้ามาหาเธอ แต่เป็นเพราะเธอไม่เลือกผู้ชายเหล่านั้นเองต่างหาก

(จริงๆ แล้ว สามารถโต้แย้งหรือโต้เถียงแทน “คุณป้าหน้าเครียด” ได้เช่นกันว่า นั่นเป็นสิทธิในการเลือกของเธอ และเธอก็ต้องแบกรับความผิดชอบในการดูแลตนเอง ณ บั้นปลายชีวิตไปคนเดียว โดยเพื่อนคนอื่นๆ ไม่ต้องมาแชร์ความรับผิดชอบด้วย)

การปลีกตัวเองจากโต๊ะน้ำชาของ “คุณป้าหน้าเครียด” เกิดขึ้นอย่างสอดคล้องกับการเข้ามาทีหลังของ “คุณป้าอีกรายหนึ่ง” ซึ่งดูเหมือนจะถูกแอนตี้-ไม่ยอมรับจากเพื่อนฝูงบางคน

แต่ไปๆ มาๆ เธอกลับสามารถยืนระยะอยู่กับเพื่อนๆ ได้นานพอสมควร นานจนคุณป้ารายอื่นๆ และผู้ชม เริ่มสังเกตเห็น “อาการหลง” ของเธอ ที่จดจำเหตุการณ์อดีตอันไกลโพ้นได้ ทว่า จำเหตุการณ์ย้อนหลังที่เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาอันใกล้ไม่ได้

“ดาวเด่น” คนหนึ่งของวงน้ำชา คือ คุณป้าผู้เป็นเสมือน “ตัวเอก” ในภาพยนตร์เรื่องนี้

เพราะหากเทียบกับเพื่อนเพศ/วัยเดียวกันรายอื่นๆ “คุณป้าตัวเอก” จะมีบุคลิก/นิสัย/ทัศนคติ/รูปแบบการใช้ชีวิตที่ “สว่างไสว” “ร่าเริง” “เสรีนิยม” “เป็นปัญญาชน” “มองโลกแง่บวก” “โรแมนติก” “หัวทันสมัย” ที่สุดในกลุ่ม

เธอพูดถึงช่วงชีวิตอันเปี่ยมสุขกับสามีผู้ล่วงลับ, เธอเป็นคนแนะนำให้ชักชวนเพื่อนบางคนมาเข้ากลุ่มเพิ่มเติม, เธอเป็นคนเดียวที่ชื่นชอบหนังเลสเบี้ยนร่วมสมัย ซึ่งได้รับคำชมจากนักวิจารณ์ ขณะที่เพื่อนๆ ต่างพากันไม่ยอมรับกลุ่มคนรักเพศเดียวกัน

ในทริปไปเที่ยวต่างจังหวัด แม้เพื่อนๆ จะพากันนอนกลางวัน ณ สวนสาธารณะอันร่มรื่น แต่เธอกลับเป็นคนเดียว ที่หยิบหนังสือขึ้นมานอนอ่าน นอกจากนี้ เธอยังแลกจูบกับชายชราที่พบเจอกัน ณ โรงพยาบาล และรู้สึกปลื้มปริ่ม เมื่อเขามีท่าทีอยากจีบเธอ

ไม่นับว่าเธอมีหน้าตาสวย และมีความสาว-กระฉับกระเฉง มากกว่าเพื่อนร่วมโต๊ะน้ำชาคนอื่น

อย่างไรก็ดี หนังค่อยๆ คลี่แผ่ให้เห็นถึงแง่มุม “ไม่สว่าง” ในชีวิตของ “คุณป้าตัวเอก” โดยเฉพาะการเปิดตัว “ลูกสาว” ของเธอ ซึ่งเป็นดาวน์ซินโดรม

จากนั้น คนดูจึงมีโอกาสได้รับรู้ปัญหาหนักอกของเธอ มิหนำซ้ำ นอกจากเรื่องลูกแล้ว หนังยังเผยให้เห็นว่า หญิงชราที่ดูสดใสเยาว์วัยที่สุดในกลุ่ม กลับกลายเป็นผู้มีสุขภาพอ่อนแอย่ำแย่ที่สุดในหมู่เพื่อนฝูง

ฉากหนึ่ง ที่ขับเน้นอารมณ์หม่นเศร้าของ “คุณป้าตัวเอก” ได้เป็นอย่างดี ก็คือ ฉากที่ป้าๆ นัดกันมาล้อมวงดื่มชา และรวมกลุ่มเชียร์ทีมฟุตบอลทีมชาติชิลีหน้าจอโทรทัศน์

นี่เป็นฉากดูฟุตบอล แต่กลับไม่โฟกัสไปที่การแข่งขันฟุตบอลในจอ (แถมยังนำเสนอภาพจอโทรทัศน์แบบเบลอๆ อีกต่างหาก ส่วนจังหวะที่ทีมชาติชิลียิงเข้าก็ไม่มีให้เห็น)

ขณะเดียวกัน “คุณป้าตัวเอก” ซึ่งปกติจะชอบเฮฮากับเพื่อนๆ กลับแสดงสีหน้าเซ็ง ไม่อินกับเกมลูกหนังโดยสิ้นเชิง เพราะกำลังวิตกกังวลเรื่องลูกสาว

การแข่งขันฟุตบอลแมตช์ดังกล่าว เป็นเกมฟาดแข้งระหว่างชิลีกับเปรู ซึ่งล้อไปกับความสัมพันธ์ของผู้หญิง “สองกลุ่ม” ในหนังสารคดีเรื่องนี้

ในซีนแรกๆ ของภาพยนตร์ คนทำหนังฉายภาพราวกับว่าคุณป้าชาวชิลีที่มี “ฐานะดี” แต่ละคน (บางคนมีสามีเป็นนายพล ยิ่งกว่านั้น พวกเธอยังมีเงินมากพอที่จะซื้อทัวร์ไปเที่ยวพักผ่อนร่วมกันทุกๆ ปี) เป็นผู้จัดแจงหุงหาขนม-น้ำชา-เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ด้วยมือของตัวเอง

แต่แล้วหนังก็เผยให้ผู้ชมได้ตระหนักรู้ถึงการมีอยู่ของมือ เสียง ตลอดจนใบหน้า-ร่างกายของ “แม่บ้าน” ที่คอยรับใช้บรรดาคุณป้า

บทสนทนาในวงน้ำชา ทำให้คนดูพอจะทราบว่าแม่บ้านเหล่านี้เป็นแรงงานข้ามชาติมาจากประเทศเปรู

การจับภาพวงสนทนาบนโต๊ะอาหารของคุณป้า “ไฮโซ” ชาวชิลี ที่เต็มไปด้วยน้ำชาในถ้วยเซรามิก และขนมหรูหรานานาชนิด พลันปะทะเข้าอย่างจังกับผู้หญิงอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมีสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมด้อยกว่า

ดังนั้น ในหมู่ “ผู้หญิง” จึงมีระดับชั้นทางสังคมที่ลดหลั่นกันแฝงเร้นอยู่ หรืออาจกล่าวได้ว่า ในบรรดาสตรีด้วยกันเอง ก็มีปัญหาเรื่อง “ชนชั้น”

ผู้ชมเลยมีโอกาสได้เห็นภาพและฟังเสียงของผู้หญิงสูงอายุชาวชิลี (ที่ก๊อสซิปนักการเมืองสายอนุรักษนิยมในประเทศบ้านเกิดอย่างสนุกสนาน) ซึ่งพูดจาจิกกัดเหยียดหยามแม่บ้านจากเปรู รวมทั้งพร่ำบ่นถึง “ความไม่รู้เรื่องรู้ราว” ของสตรีจากประเทศเพื่อนบ้าน

ฉากที่คุณป้าเจ้าภาพวงน้ำชาแต่ละราย พยายามเข้าไป “ให้การศึกษา” แก่แม่บ้านของตัวเอง ว่าวิธีการจัดขนมที่ดีที่ถูกต้องควรเป็นอย่างไร ก็แสดงให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำซึ่งดำรงอยู่ได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตาม ถึงจะแตะปัญหาทางสังคม-การเมืองอยู่บางๆ แต่สุดท้าย “Tea Time” ได้เลือกปิดฉากตัวเองลง ด้วยอารมณ์ดราม่า ที่ระคนระหว่างความเศร้าสร้อยและงดงาม

ในตอนเปิดฉาก คนทำหนังใช้เสียงพูดของ “คุณป้าคนหนึ่ง” มาบรรยายเกริ่นนำเรื่องราวและแนะนำตัวละครรายอื่นๆ

ตามจารีตของหนังเล่าเรื่องและหนังสารคดีโดยทั่วไป “เจ้าของเสียงวอยซ์โอเวอร์” ช่วงต้นเรื่อง มักจะใช้/มีชีวิตเคียงคู่กับคนดูไปจวบจนตอบจบ

แต่ภาพยนตร์สารคดีจากชิลีเรื่องนี้ กลับกล้าแหวกขนบดังกล่าวออกมาได้อย่างซาบซึ้งและร้าวราน เมื่อเจ้าของเสียงบรรยายตอนเปิดเรื่อง กลายเป็นอีกหนึ่งเสียงและหนึ่งบุคคลที่ปลาสนาการไปจากวงน้ำชา

เหลือไว้เพียงจดหมายลายลักษณ์อักษรที่เธอเขียนอำลาเพื่อนๆ ผู้ยังคงมีชีวิตอยู่

ข่าวบันเทิง

อย่าพลาดชมเทศกาลหนังสารคดีนานาชาติศาลายา 26 มี.ค.-3 เม.ย.นี้

ระหว่างวันที่ 26 มีนาคม – 3 เมษายนนี้ ขอเชิญชวนคนรักหนังทุกท่าน เข้าร่วมชมเทศกาลภาพยนตร์สารคดีนานาชาติศาลายา ครั้งที่ 6

ซึ่งงานจะมีขึ้นที่โรงภาพยนตร์ศรีศาลายา หอภาพยนตร์ พุทธมณฑลสาย 5 ในวันที่ 26-28 มีนาคม และที่ห้องออดิธอเรียม หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร สี่แยกปทุมวัน ในวันที่ 29 มีนาคม-3 เมษายน

โดยในเทศกาลครั้งนี้ จะประกอบไปด้วยโปรแกรมภาพยนตร์สารคดีอันหลากหลาย ได้แก่

Power of Asian Cinema

เป็นชุดสารคดีที่อำนวยการสร้างโดยสถานีโทรทัศน์ KBS สาขาใหญ่ปูซาน และเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน ภาพยนตร์ชุดนี้ประกอบด้วยหนังสารคดี 10 เรื่อง (แต่เนื่องจากปัญหาบางประการ ทำให้เทศกาลฉายได้แค่ 8 เรื่อง) โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อจะพัฒนาความเข้าใจในภาพยนตร์เอเชียพร้อมๆ กับการเติบโตและอนาคตที่สดใสของภาพยนตร์เอเชีย หนังแต่ละเรื่องจะครอบคลุมภาพยนตร์และประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ของแต่ละประเทศ ผู้กำกับแต่ละคนได้มองภาพอดีตและปัจจุบันของภาพยนตร์ในประเทศตัวเอง เพื่อให้ผู้ชมเข้าใจภาพยนตร์เอเชียอย่างลึกซึ้ง

Sense and Sensibility

โปรแกรมพิเศษที่จะพาไปชมเรื่องราวของผู้หญิง หรือ มุมมองของผู้สร้างหนังสารคดีผู้หญิง จากทั่วทุกมุมโลก

Discovery Program

อีกหนึ่งโปรแกรมพิเศษ ซึ่งจะนำเสนอตั้งแต่หนังสารคดีที่พูดถึงประเด็นเรื่องจริยธรรมและความยุติธรรมอย่างเข้มข้นจริงจัง ผ่านกรณีนาซี-สงครามเวียดนาม หนังเกี่ยวกับกลุ่มคนข้ามเพศและเพศวิถี หนังที่พูดถึงภาวะสงครามในอิรัก หนังที่กล่าวถึงบุคคลตกค้างจากยุคสงครามเย็น รวมถึงหนังที่สื่อสารประเด็นผู้อพยพ, พื้นที่ เรื่อยจนถึงชีวิตศิลปินร่วมสมัย

Competition Program

ภาพยนตร์สารคดี 8 เรื่องจากประเทศในกลุ่มอาเซียน ที่จะเปิดโลกทัศน์ของคนดูต่อภูมิภาคแห่งนี้ โดยหนังเหล่านี้ได้รับคัดเลือกให้เข้าประกวดชิงรางวัลภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยมของอาเซียนจากทางเทศกาลอีกด้วย

ผู้สนใจ สามารถคลิกเข้าชมรายละเอียดของเทศกาล เรื่องย่อของหนัง และตารางฉายภาพยนตร์ได้ที่ https://www.facebook.com/SalayaDoc

ภาพยนตร์ทุกเรื่อง ชมฟรี