คนมองหนัง

ว่าด้วย The Square

โดยส่วนตัว รู้สึกว่าท่ามกลางภาวะชุลมุนวุ่นวาย แวะโน่นแวะนี่ไปเรื่อยๆ หนังมันนำเสนอ “ข้อขัดแย้ง” หรือ “การเทียบเคียง” ในหลากหลายประเด็นดี

ในจำนวนนั้น “ประเด็นขัดแย้ง/การเทียบเคียง” เท่าที่ตัวเองรู้สึกว่าน่าสนใจ น่าสนุก และค่อนข้างอิน ก็คือ

หนึ่ง

ข้อขัดแย้งระหว่างเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น/ความอดทนอดกลั้นต่อความแตกต่างความหลากหลาย (ไม่ว่าจะดิบเถื่อนถึงขีดสุดขนาดไหน) กับ ข้อห้ามเรื่องการเหยียด หรือเรื่องการล่วงละเมิดกลุ่มคนต่างๆ ในสังคม ตั้งแต่ที่จำแนกด้วยอายุ เพศสภาพ ชาติพันธุ์ หรือสถานะทางเศรษฐกิจ (พูดง่ายๆ คือ เรื่องความถูกต้องทางการเมือง)

thesquare 3

ประเด็นนี้ หนังฉายภาพให้เห็นถึงการพยายามจะขยับขยายขอบเขตของงานศิลปะ ตลอดจนการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน อันอาจนำไปสู่เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นที่เปิดกว้างขึ้น หรือวุฒิภาวะที่สูงขึ้นของสังคมโดยรวม ในการอดทนอดกลั้นต่อความแตกต่างหลากหลาย (ทั้งในทางวัฒนธรรม ไปจนถึงทางสุขภาพกาย-ใจ)

แต่ขณะเดียวกัน ในการนี้ ภัณฑารักษ์ของพิพิธภัณฑ์ศิลปะก็จะไม่ได้เป็นแค่ “ภัณฑารักษ์” อีกต่อไป แต่กลับกลายเป็นทั้งเจ้าของโปรเจ็คท์สินค้าบางอย่าง คนขายของ เซเล็บ ซึ่งมีตัวมีตน หรือมีส่วนร่วมกับผลงานที่ถูกจัดแสดงยิ่งกว่าศิลปินเจ้าของผลงานเสียอีก

เช่นเดียวกัน เมื่อทางทีมงานพิพิธภัณฑ์ต้องการจะโปรโมทนิทรรศการใหม่ของตน “สื่อมวลชน” ที่พวกเขาเชิญมาร่วมงาน ก็มิได้เป็น “นักข่าวสายศิลปวัฒนธรรม” อะไรทำนองนั้น แต่เป็นหนุ่มนักทำไวรัลคลิปสองคน ซึ่งคลิปของพวกเขาจะส่งผลกระทบสำคัญต่อพิพิธภัณฑ์และภัณฑารักษ์ในเวลาต่อมา

สำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ การพยายามขยายขอบเขตดังกล่าวของงานศิลปะและการทำหน้าที่สื่อ ยังพัวพันโดยมิอาจแยกขาดจากการเหยียดหรือการล่วงละเมิดกลุ่มคนต่างๆ ในสังคม

ภัณฑารักษ์หนุ่มใหญ่ใช้อำนาจผ่านสถานภาพที่ได้เปรียบบางอย่าง ในเกมเซ็กส์ซึ่งเขาร่วมเล่น/ต่อรองกับสาวอเมริกัน

เพราะความหน้ามืดตามัว ภัณฑารักษ์คนเดิมพยายามตามหาโทรศัพท์มือถือที่ถูกลักขโมยไป ซึ่งมีสัญญาณเครื่องปรากฏขึ้น ณ แฟลตที่อาศัยของเหล่าคนยากจน ด้วยวิธีการที่บ้าบอเหลือเชื่อ จนเขามีกรณีขัดแย้ง/บาดแผลค้างคาใจกับเด็กน้อยที่น่าจะมีเชื้อสายมุสลิม (น่าสนใจว่า ผู้ที่เป็นต้นคิดให้ภัณฑารักษ์ก่อเรื่องราวนี้ขึ้น คือ ลูกน้องผิวดำของเขา)

และก็เป็นอีตาภัณฑารักษ์นี่แหละ ที่ไม่เคยสนใจไยดีกับคนจรจัดยากจนผู้ร้องขอความช่วยเหลือเจือจุนตามท้องถนนซักเท่าไหร่ สวนทางลิบลับกับคอนเซ็ปท์ของงานศิลปะชิ้นใหม่ในพิพิธภัณฑ์ที่เขาดูแลอยู่

รวมถึงไฮไลท์สำคัญตอนท้าย คือ คลิปโปรโมทนิทรรศการของพิพิธภัณฑ์ศิลปะ ที่ใช้ “เด็กฝรั่งผมทอง” มาแสดงเป็นเหยื่อของสถานการณ์บางอย่าง ซึ่งฉายให้เห็นถึงความขัดแย้งตึงเครียดระหว่างเสรีภาพในการแสดงออกกับข้อคำนึงถึงเรื่องความถูกต้องทางการเมืองอย่างชัดเจน

ระหว่างดูหนังเรื่องนี้ ผมจะนึกถึง Hidden อยู่นิดๆ เป็นครั้งคราว แต่สุดท้าย ก็รู้สึกว่า The Square เดินทางมาไกลกว่าหนังเรื่องนั้นพอสมควร ตามยุคสมัยและปัญหาทางสังคม-การเมือง (ในทวีปยุโรป) ที่สลับซับซ้อนยิ่งขึ้น

(อย่างน้อย จุดหนึ่งที่น่าสนใจใน The Square ก็คือ ภาวะที่พลเมืองชั้นสองในสังคมไม่ได้มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่คนกลุ่มนี้ประกอบด้วยหลายเสี้ยวส่วน มีทั้งส่วนที่ปรับตัวเข้าหาชนชั้นนำในสังคมได้ และส่วนที่ยังใช้ชีวิตอยู่ตรงชายขอบ แล้วเข้ามาก่อกวน/ปะทะกับคนระดับบน/ในศูนย์กลางอำนาจชั่วครั้งคราว)

สอง

การเทียบเคียงระหว่างคุณค่าสูงส่งของ “งานศิลปะ” กับ ภาวะสาธารณ์ของ “สื่อสมัยใหม่” โดยเฉพาะอินเตอร์เน็ต/โซเชียลมีเดีย

The-Square-3-1600x900-c-default

พร้อมๆ กับการพูดถึงข้อขัดแย้งประการแรก หนังก็กล่าวถึงการเทียบเคียงในประเด็นที่สองไปด้วยพร้อมๆ กัน

(เช่น กรณีไวรัลคลิป ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงทั้งข้อขัดแย้งระหว่างเสรีภาพในการแสดงออกกับความถูกต้องทางการเมือง และรอยต่อระหว่างงานศิลปะกับการสื่อสารในยุคโซเชียลมีเดีย)

ที่น่าสนใจ คือ หนังทำให้เราเห็นว่า ไม่ว่าจะเป็นคู่ตรงข้ามที่ต่างขั้วกันหรือไม่ก็ตาม “งานศิลปะในพิพิธภัณฑ์” และ “สื่อใหม่ในอินเตอร์เน็ต” ล้วนมีพลัง มีทุน มีกลุ่มผู้บริโภคที่พร้อมจะสนับสนุน และมีด้านอัปลักษณ์ของตัวมันเอง คล้ายคลึงกัน

ถ้าพลังและภาวะอัปลักษณ์ของ “สื่อใหม่” ปรากฏผ่านไวรัลคลิปอื้อฉาวช่วงท้ายเรื่อง

พลังและภาวะอัปลักษณ์ของ “ศิลปะชั้นสูง” ก็สำแดงตนผ่านปฏิกิริยาที่แขกผู้มีเกียรติ/ผู้สนับสนุนในแวดวงศิลปะชั้นสูง มีต่อการแสดงยั่วล้ออารมณ์และความถูกต้องทางการเมืองของ “โอเลก”

เช่นเดียวกัน การแสดงของ “โอเลก” และปฏิกิริยาโต้กลับของบรรดาชายใส่สูทผูกหูกระต่าย ยังแสดงให้เห็นถึงขีดจำกัดของเสรีภาพและความอดทนอดกลั้นได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตาม ถ้าถามว่ามีจุดติดขัดอะไรบ้างหรือไม่? ระหว่างนั่งชมหนังรางวัลปาล์มทองคำปีล่าสุดจากประเทศสวีเดนเรื่องนี้

ส่วนตัว ผมมีจุดงงๆ อยู่สองข้อ

thesquare4

ข้อแรก คือ จนตอนนี้ผมก็ยังแอบสงสัยว่าทำไมคุณภัณฑารักษ์และลูกน้องผิวดำจึงจัดการเรื่องโทรศัพท์มือถือถูกขโมยด้วยวิธีการที่เลยเถิดได้ถึงขนาดนั้น? 555

(ถ้าให้เดา นั่นอาจเป็นภาวะแปลกแยกตัวใครตัวมันจนเคว้งคว้างทำอะไรไม่ถูกเมื่อเจอปัญหาง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน ของผู้คนในมหานครระดับ global city หรืออีกทางหนึ่ง นั่นก็อาจเป็นปัญหาของวิถีชีวิตที่แทบจะปลอดจากเจ้าหน้าที่รัฐตัวเป็นๆ อาทิ ตำรวจ)

อีกข้อ คือ คงมีหลายคนรู้สึกว่าหนังมีอาการรุ่มร่ามอยู่พอสมควร สำหรับผม ผมเห็นว่าหนังใช้ตัวละครเปลืองไปนิด

ถ้าใครได้ดูหนังแล้ว ก็คงพบว่า The Square ประกอบไปด้วยส่วนเสี้ยวเรื่องราวต่างๆ จำนวนมาก โดยแต่ละเสี้ยวส่วน ที่นำไปสู่ประเด็นข้อถกเถียง/ขัดแย้งอันแตกต่าง (หรือสอดคล้อง) กันไป ก็จะมีตัวละครสมทบรายเล็กรายน้อยปรากฏขึ้น

ผมยังรู้สึกว่าตัวละครสมทบบางรายสามารถทำหน้าที่ของตนเองได้มากกว่าหนึ่งตำแหน่ง (หรือทำหน้าที่เกินเลยจากส่วนเสี้ยวที่ตนเองมีบทบาทจำเพาะอยู่) เพื่อหนังจะได้ลดทอนตัวละครเล็กๆ น้อยๆ รายอื่นออกไปบ้าง

แต่ดูเหมือนผู้กำกับจะเลือกจำกัดตัวละครมากมายเหล่านั้นไว้ในส่วนเสี้ยว/หน้าที่เฉพาะของพวกเขา และไม่พยายามควบรวมตัวละครหรือตัดทอนใครออกไป

เช่น เพื่อจะกล่าวถึงความขัดแย้งหรือสายสัมพันธ์ระหว่างภัณฑารักษ์ฐานะดีกับกลุ่มคนยากจน/คนชายขอบ/คนผิวสีในสังคม

ขณะที่ตัวละครภัณฑารักษ์อันเป็นศูนย์กลางของหนังมีอยู่เพียงหนึ่งเดียว แต่ตัวละครคู่ตรงข้ามกลับมีทั้งหนุ่มผิวสี/สาวมุสลิมในพิพิธภัณฑ์ เด็กชายมุสลิมในแฟลตคนจน และแก๊งแว้นมอเตอร์ไซค์หน้าแฟลต  (ไม่รวมถึงคนยากจนจรจัดอีกมากหน้าหลายตาที่ปรากฏกายบนจอภาพยนตร์แบบผ่านมาแล้วก็ผ่านไป)

ซึ่งตัวละครบางรายก็ถูกทิ้งขว้างออกไปอย่างง่ายๆ และน่าเสียดาย หลังจากหมดสิ้นบทบาทสั้นๆ ของตนเอง อาทิ เจ้าหน้าพิพิธภัณฑ์ที่เป็นสาวมุสลิม และแก๊งมอเตอร์ไซค์

Advertisements
ข่าวบันเทิง

คนทำหนังไทยกวาดหลายรางวัลจากเทศกาลภาพยนตร์สิงคโปร์

ประกาศผลออกมาแล้ว สำหรับรางวัลสาขาต่างๆ ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติสิงคโปร์ 2017

เริ่มต้นจากสายการประกวดหลัก “ซิลเวอร์ สกรีน อวอร์ดส์” ซึ่งพิจารณามอบรางวัลสาขาต่างๆ ให้แก่ภาพยนตร์ขนาดยาวจากภูมิภาคอาเซียนนั้น รางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม ตกเป็นของ “อนุชา บุญยวรรธนะ” จากหนังไทยเรื่อง “มะลิลา”

คณะกรรมการระบุถึงเหตุผลในการมอบรางวัลให้แก่อนุชาเอาไว้ว่า

24174424_1881816388514544_3781894476038859976_n
ภาพจากเพจเฟซบุ๊ก Singapore International Film Festival – SGIFF

“รางวัลนี้มอบให้แก่ความเงียบสงบ, การสั่นสะเทือนอารมณ์อย่างสูง รวมถึงการมุ่งสำรวจองค์ประกอบพื้นฐานในการดำรงอยู่ของมนุษย์ผ่านการถ่ายภาพอันสวยงาม อันเป็นผลงานของผู้กำกับภาพยนตร์

“หนังเรื่องนี้ผลักดันคนดูอย่างแผ่วเบาให้ก้าวเข้าไปสู่สภาวะแห่งการเพ่งสมาธิ ซึ่งเปิดโอกาสให้เราได้ไตร่ตรองตรวจสอบตนเอง และความหมายของการดำรงอยู่ในช่วงเวลาปัจจุบันขณะ

“นี่คือหนังว่าด้วยการดำรงอยู่กับปัจจุบัน การดำรงอยู่กับชีวิต และการดำรงอยู่กับความตาย”

ส่วนในสายการประกวดภาพยนตร์สั้นอาเซียนยอดเยี่ยม ปรากฏว่า “สรยศ ประภาพันธ์” ได้รับรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม จากหนังสั้นเรื่องดัง “อวสานซาวด์แมน”

สรยศ again
ภาพจากเพจเฟซบุ๊ก Singapore International Film Festival – SGIFF

“ผู้กำกับหนังสั้นเรื่องนี้มีความชำนิชำนาญในการเล่าเรื่องเป็นอย่างยิ่ง

“การเทียบเคียงภาวะของการส่งเสียงกับความเงียบงัน เพื่อถ่ายทอดแก่นเรื่องและประเด็นต่างๆ ภายในหนัง ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ โดยไม่ต้องพยายามจะทำอะไรให้หนักมือเกินควร

“แนวทางการกำกับเช่นนั้นส่งผลให้หนังสั้นเรื่องนี้มีทั้งความเฉียบคมและตรงเป้าเป็นอย่างมาก” คณะกรรมการกล่าวยกย่องสรยศ

ขณะเดียวกัน “อวสานซาวด์แมน” ยังได้รับรางวัล Youth Jury Prize จากทางเทศกาลไปอีกหนึ่งรางวัล

นอกจากนี้ Southeast Asian Film Lab ซึ่งเป็นกิจกรรมเวิร์กช็อปแนวทางการพัฒนาเรื่องราวให้แก่ผู้กำกับภาพยนตร์หน้าใหม่ของภูมิภาคอาเซียน ซึ่งมีโครงการหนังยาวเรื่องแรกอยู่ในมือ ยังมอบรางวัล the Most Promising Project หรือ “โครงการที่น่าจับตาที่สุด” (ตัดสินจากการนำเสนอโปรเจ็คท์หนังยาวต่อหน้าบุคลากรในอุตสาหกรรมภาพยนตร์) ให้แก่ โครงการหนังยาวเรื่อง “A Useful Ghost” โดย “รัชฏ์ภูมิ บุญบัญชาโชค”

อุ้ย
ขอบคุณภาพประกอบจากเฟซบุ๊ก Vorakorn Ruetaivanichkul

ข้อมูลจาก http://sgiff.com/silver-screen-awards/

ข่าวบันเทิง

“พิมพกา โตวิระ” ได้รับแต่งตั้งเป็นโปรแกรม ไดเร็กเตอร์ เทศกาลหนังสิงคโปร์

นับเป็นข่าวดีของวงการภาพยนตร์ไทย-อาเซียน เมื่อ “พิมพกา โตวิระ” นักทำหนังชาวไทย ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง “โปรแกรม ไดเร็กเตอร์” (ผู้อำนวยการฝ่ายคัดเลือกภาพยนตร์) ของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติสิงคโปร์

นอกจากจะเคยมีผลงานกำกับภาพยนตร์ (เรื่องล่าสุด คือ “มหาสมุทรและสุสาน”) พิมพกายังเคยทำงานบริหารเทศกาลภาพยนตร์ระดับนานาชาติมาก่อน โดยเธอเคยดำรงตำแหน่งโปรแกรม ไดเร็กเตอร์ ของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ เมื่อปี 2001, 2008 และ 2009 และดำรงตำแหน่งเดียวกันของเทศกาลภาพยนตร์อาเซียนแห่งกรุงเทพฯ ระหว่างปี 2015-17

งานแรกของพิมพกาที่สิงคโปร์ก็คือ การจัดงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติสิงคโปร์ครั้งที่ 28 ระหว่างวันที่ 23 พฤศจิกายน-3 ธันวาคมนี้

“บทบาทหน้าที่ของฉัน คือ การเข้าไปพัฒนาแนวทางการเลือกฉายภาพยนตร์ในเทศกาล และแสดงให้เห็นถึงพันธกิจที่ทางเทศกาลนี้มีต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

พิมพกาให้สัมภาษณ์กับวาไรตี้ และว่า “ฉันต้องการที่จะทำงานทั้งในฐานะคนทำภาพยนตร์และผู้จัดเทศกาลภาพยนตร์อยู่เสมอมา”

“ภูมิภาคแห่งนี้มีจารีตของการเล่าเรื่องที่รุ่มรวย เรามีผู้กำกับภาพยนตร์คนสำคัญๆ อย่าง บริลลันเต้ เมนโดซ่า, ลาฟ ดิแอซ และอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล รวมถึงคนทำหนังรุ่นใหม่ผู้มีความสามารถอีกหลายราย เราจะสามารถสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ชัดกว่านี้ ถ้าเรามาร่วมมือทำงานกัน ฉันต้องการที่จะนำเสนอให้คนทำหนังจากเมียนมา, เวียดนาม และลาว เป็นที่รู้จักมากกว่าเดิม และช่วยเหลือให้พวกเขาเชื่อมต่อกับประชาคมภาพยนตร์นานาชาติมากยิ่งขึ้น”

ด้านทูเดย์ออนไลน์ระบุด้วยว่า พิมพกาได้ตั้งเป้าหมายที่จะยกระดับให้เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติสิงคโปร์กลายเป็นเทศกาลภาพยนตร์ชั้นนำระดับทวีป เช่นเดียวกับเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน ของเกาหลีใต้

ขอบคุณภาพประกอบจาก มติชน

ข่าวบันเทิง

จับตา “หนัง (จาก/เกี่ยวกับ) อาเซียน” ในเทศกาลคานส์ 2017

นอกจากในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ 2017 จะมีหนังเกี่ยวกับคุกไทยเรื่อง “A Prayer Before Dawn” ของผู้กำกับชาวฝรั่งเศส “Jean-Stéphane Sauvaire” เข้าฉายนอกสายการประกวดหลัก ในโปรแกรม “Midnight Screening” แล้ว (คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่)

ยังมีหนังจาก (หรือที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับ) ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่น่าสนใจอีกจำนวนหนึ่งในเทศกาลคานส์ปีนี้

w1

เริ่มต้นด้วย “The Venerable W.” ผลงานภาพยนตร์สารคดีโดย “Barbet Schroeder” นักทำหนังอาวุโสเชื้อสายอิหร่านชาวสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งจะได้ฉายนอกสายการประกวดในโปรแกรม “Special Screenings”

หนังถ่ายทอดเรื่องราวของ “วีระตุ๊” พระสงฆ์ที่ได้รับความเคารพและทรงอิทธิพลอย่างสูงในประเทศเมียนมา ซึ่งมีส่วนสำคัญในการปลุกกระแสความเกลียดชัง กระทั่งนำไปสู่การเข่นฆ่าทำร้ายประชากรที่นับถือศาสนามุสลิม

หนังเรื่องนี้เป็นภาคสุดท้ายในภาพยนตร์ชุด “ไตรภาคว่าด้วยปีศาจ” ของ Schroeder ถัดจาก “General Idi Amin Dada: A Self Portrait” (1974) และ “Terror’s Advocate” (2007)

marina good

ขณะเดียวกัน ภาพยนตร์อินโดนีเซียเรื่อง “Marlina the Murderer in Four Acts” ผลงานการกำกับของ “Mouly Surya” ก็ได้รับการคัดเลือกเข้าฉายในสาย “Directors’ Fortnight” ซึ่งเป็นกิจกรรมคู่ขนานของเทศกาลหนังเมืองคานส์

หนังเล่าเรื่องราวของหม้ายสาวชื่อ “Marlina” ที่ออกเดินทางแสวงหาความยุติธรรมและอิสรภาพ หลังจากเธอถูกทำร้ายและปล้นสะดมจากแก๊งนักเลงกลุ่มหนึ่ง ก่อนที่หญิงสาวจะลงมือสังหารชายเหล่านั้น

แต่การเดินทางของ Marlina กลับช่างยาวไกล แถมวิญญาณของชายที่ถูกฆ่ายังตามมาหลอกหลอนเธออีกต่างหาก!

น่าสนใจว่าหนึ่งในผู้สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ คือ “Purin Pictures” จากประเทศไทย ซึ่งเป็นบริษัทที่ก่อตั้งโดย “วิศรา วิจิตรวาทการ” และ “อโนชา สุวิชากรพงศ์” โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อสนับสนุนหนังอิสระในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

jodika

นอกจากนี้ ในโปรแกรมประกวดภาพยนตร์สั้นของงาน “International Critics’ Week” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมคู่ขนานของเทศกาลหนังเมืองคานส์ ยังมีผลงานชื่อ “Jodilerks Dela Cruz, Employee of the Month” ของ “Carlo Francisco Manatad” ผู้กำกับชาวฟิลิปปินส์ ถูกคัดเลือกเข้ามาฉายอีกด้วย

หนังร่วมสร้างระหว่างฟิลิปปินส์และสิงคโปร์เรื่องนี้ เล่าเรื่องราวการทำงานในวัน/คืนสุดท้ายของพนักงานปั๊มน้ำมันหญิงคนหนึ่ง

ต้องจับตาดูว่ากระแสตอบรับต่อภาพยนตร์เหล่านี้จะเป็นอย่างไรบ้าง

ข่าวบันเทิง

“หนัง (เรื่องเมือง) ไทย” ในคานส์, หนังสั้น “เจ้ย” ที่ฮ่องกง และรางวัลล่าสุดของ “ดาวคะนอง”

มี “หนังเกี่ยวกับเมืองไทย” ในคานส์ 2017

prayer

ภาพยนตร์เรื่อง “A Prayer Before Dawn” โดย “Jean-Stéphane Sauvaire” ได้รับการคัดเลือกเข้าฉายในสาย “Midnight Screening” ของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ 2017

โดยหนังเรื่องนี้สร้างขึ้นจากประสบการณ์ชีวิตจริงของ “บิลลี่ มัวร์” นักโทษชาวต่างชาติ ที่ต้องแสวงหาวิธีการ “อยู่รอด” ภายในคุกไทย ด้วยการฝึกมวยไทยจนกลายเป็นแชมเปี้ยน

“หนังสั้นอภิชาติพงศ์” ที่ฮ่องกง

ablaze

ในโปรแกรม “Short Film Competition Programme I” ของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติฮ่องกง 2017

มีหนังสั้นชื่อ “Ablaze” ของ “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” รวมอยู่ด้วย

เว็บไซต์ของเทศกาลไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้มากนัก นอกจากการระบุสั้นๆ ว่า หนังจะนำเสนอภาวะที่เงาของแมกไม้กลายเป็นบทกวี และสภาวะที่อารมณ์ความรู้สึกของคนคู่หนึ่งถูกแชร์ร่วมกัน

อีกหนึ่งรางวัลของ “ดาวคะนอง”

ดาวคะนองอิตาลี

นอกจากโกยรางวัลสำคัญๆ ในประเทศไทยไปได้แล้ว “ดาวคะนอง” ภาพยนตร์ของ “อโนชา สุวิชากรพงศ์” ยังเดินหน้าคว้ารางวัลระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุด หนังเพิ่งได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเทศกาลภาพยนตร์ลุคคา ประเทศอิตาลี

ยินดีด้วยจ้า

ข่าวบันเทิง

“สันติ-วีณา” เป็นหนึ่งเดียวของไทยในเทศกาลคานส์ 2016 ถูกคัดเลือกเข้าฉายในสาย “คลาสสิคส์”

วันที่ 20 เมษายน เว็บไซต์เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ ได้ประกาศรายชื่อภาพยนตร์เก่าและหนังซึ่งบอกเล่าเรื่องราวของประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ ที่ถูกคัดเลือกเข้าฉายในสาย “คานส์ คลาสสิคส์” ของเทศกาลประจำปี 2016

น่ายินดีว่ามีหนังไทยหนึ่งเรื่องได้รับคัดเลือกเข้าไปฉายในสายดังกล่าวประจำปีนี้ นั่นคือ ภาพยนตร์เรื่อง “สันติ-วีณา” โดย ทวี ณ บางช้าง หรือ “มารุต”

แผ่นฟิล์มต้นฉบับของหนังที่สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2497 เรื่องนี้ ถูกดำเนินการบูรณะโดยหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน)

ก่อนหน้านี้ เป็นที่เข้าใจกันว่า ม้วนฟิล์มเนกาทีฟต้นฉบับของภาพยนตร์เรื่องนี้ได้สูญหายจากโลกไปแล้ว ต่อมา ในปี ค.ศ.2014 หรือ พ.ศ.2557 จึงได้มีการค้นพบฟิล์มต้นฉบับของหนังเรื่อง “สันติ-วีณา” ณ สถาบันภาพยนตร์แห่งสหราชอาณาจักร (บีเอฟไอ) รวมทั้งยังมีการค้นพบฟิล์มฉบับก็อปปี้ที่ถูกส่งไปฉายตามโรงภาพยนตร์ต่างประเทศ ณ หอภาพยนตร์แห่งประเทศจีน และ Gosfilmofond (ซีเนมาเธคของรัสเซีย)

จากนั้น ได้มีการนำฟิล์มต้นฉบับที่ถูกค้นพบ ณ บีเอฟไอ ไปบูรณะและสแกนเป็นไฟล์ดิจิตอล 4K ที่ L’Immagine Ritrovata Laboratory ประเทศอิตาลี

ก่อนจะถูกคัดเลือกเข้าฉายในสาย “คานส์ คลาสสิคส์ 2016”

ที่มาเนื้อหา http://www.festival-cannes.fr/en/article/62136.html

ที่มาภาพประกอบ http://saisampan.net/index.php?topic=55075.60