ข่าวบันเทิง

“Where We Belong” โปรเจ็คท์ภาพยนตร์เรื่องใหม่ของ “คงเดช” ที่เพิ่งได้รับรางวัลจากปูซาน

(อัปเดตข้อมูลเพิ่มเติม 23 ตุลาคม 2561)

โปรเจ็คท์ภาพยนตร์เรื่อง “Where We Belong” ของคงเดช จาตุรันต์รัศมี (มีโสฬส สุขุม  ทำหน้าที่โปรดิวเซอร์) ได้รับรางวัลซีเจ เอ็นเตอร์เทนเมนต์ อวอร์ด ซึ่งเป็นเงินสดมูลค่า 10,000 เหรียญสหรัฐ ภายหลังเป็น 1 ใน 29 โครงการภาพยนตร์ซึ่งได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมงานเอเชียน โปรเจ็คท์ มาร์เก็ต ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน 2018

where we belong

“Where We Belong” จะเล่าเรื่องราวของ “ซู” (Sue) ที่กำลังจะจากจังหวัดจันทบุรี บ้านเกิด ไปเรียนต่อต่างประเทศ หลังได้รับทุนการศึกษา

ซูไม่ได้บอกให้พ่อของเธอทราบเรื่องนี้ เพราะทั้งสองคนทะเลาะและไม่ยอมพูดคุยกัน

ซูที่ไม่เคยไปต่างประเทศมาก่อน ลงมือจัดกระเป๋าเดินทางโดยมีเพื่อนสนิทชื่อ “เบล” (Belle) มาเป็นผู้ช่วย นอกจากนั้น ซูยังทำเช็กลิสต์สิ่งที่เธอควรทำก่อนขึ้นเครื่องบิน ซึ่งมีมากมายหลายข้อ อาทิ

คืนหนังสือการ์ตูนที่เธอยืมแล้วลืมส่งคืนมาเนิ่นนาน, เข้ากรุงเทพฯ เพื่อจัดการเรื่องการเงินร่วมกับแม่, คุยกับพ่อหลังไม่ได้สนทนากันมาพักใหญ่, ดูแลร้านบะหมี่ ซึ่งเป็นธุรกิจครอบครัว, มอบเสื้อผ้าของตัวเองให้น้อง/พี่ชาย, เรียนแต่งหน้า, กลับไปแจมกับเพื่อนๆ ร่วมวงดนตรี, ขอโทษ “มิว” (Mew), ช่วยให้เบลได้ออกเดทกับครูสอนภาษาอังกฤษ, สารภาพความรู้สึกส่วนตัวกับ “เก่ง” (Keng) สักครั้ง

ซูและเบลยังเปรียบเทียบชีวิตของกันและกัน คนหนึ่งกำลังจากบ้านเกิดเพื่อออกเดินทางไกล อีกคนจะยังใช้ชีวิตอยู่ในเมืองเล็กๆ แห่งนี้ เหมือนที่ผ่านมา

ซูตระหนักว่า ไม่ว่าเธอจะทำภารกิจในเช็กลิสต์ได้ครบถ้วนหรือไม่ อย่างไรเสีย ยังมีบางสิ่งบางอย่างในชีวิตที่เธอต้อง “ปล่อยผ่าน” ไป

สิ่งต่างๆ ในเมืองเล็กๆ ที่ซูคุ้นเคยจะต้องเปลี่ยนแปลง ยกเว้น “ความทรงจำ” ที่เธอและเบลมีร่วมกัน

ซูจัดกระเป๋าเดินทางเสร็จเรียบร้อย มีสิ่งใดบ้างที่เธอทิ้งเอาไว้เบื้องหลัง และมีสิ่งใดบ้างที่เธอนำติดตัวไปข้างหน้า?

มิวสิค เจนนิษฐ์
ขอบคุณภาพจาก Major Group

มีรายงานว่า “Where We Belong” จะนำแสดงโดยสองสมาชิกวง BNK48 คือ “มิวสิค-แพรวา สุธรรมพงษ์” และ “เจนนิส-เจนนิษฐ์ โอ่ประเสริฐ” 

ทั้งนี้ ซีเจ เอ็นเตอร์เทนเมนต์ เจ้าของเงินรางวัล ซึ่งเป็นบริษัทลงทุน-จัดจำหน่ายภาพยนตร์ชื่อดังของเกาหลีใต้ จะเป็นเอกชนรายแรกที่ได้สิทธิ์เลือกว่าจะเข้าไปเป็นผู้ร่วมผลิต, ผู้ร่วมลงทุน, ผู้ขาย หรือผู้จัดจำหน่ายให้แก่ “Where We Belong”

นอกจากโครงการของคงเดชแล้ว ยังมีหนังไทยอีกหนึ่งเรื่องที่ได้เข้าร่วมเอเชียน โปรเจ็คท์ มาร์เก็ต 2018 นั่นคือ “Anatomy of Time” โดยจักรวาล นิลธำรงค์

โปรเจ็คท์ของจักรวาลจะเล่าเรื่องราวสองช่วงเวลา

anatomy

ย้อนไปในเมืองชนบทช่วงทศวรรษ 1960 ความตึงเครียดของยุคสงครามเย็นก่อตัวอยู่ภายนอก ส่วนภายในประเทศก็ถูกปกครองโดยผู้นำทหาร

“แหม่ม” (Mam) คือหญิงสาวที่เรียนรู้เรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับชีวิตจากพ่อของเธอ ช่างซ่อมนาฬิกาผู้รอบรู้

แหม่มพัฒนาความสัมพันธ์กับชายสองคน คนแรก คือผู้หมวดทหารหนุ่ม ผู้ชอบครุ่นคิดวางแผนและเปี่ยมความทะเยอทะยาน อีกคน คือ เพื่อนเก่าที่เคยผ่านอดีตอันยากลำบากมาด้วยกันกับเธอ

หลังอำนาจทางการเมืองในมือกองทัพเปลี่ยนผัน นายร้อยหนุ่มชักชวนแหม่มให้ออกเดินทางไกลไปด้วยกัน หลังเขาถูกโยกย้ายตำแหน่ง

ตัดกลับมาที่กรุงเทพฯ ยุคปัจจุบัน อดีตผู้หมวดหนุ่มไฟแรงกลายเป็นนายพลซึ่งกำลังป่วยหนักในสภาพน่าเวทนา

แหม่มในวัยชราใช้ชีวิตอยู่กับสามีผู้มีพฤติกรรมเลวร้ายและรุมเร้าด้วยปัญหา ทั้งคู่ผ่านช่วงเวลาอันหนักหนาสาหัส ซึ่งเต็มไปด้วยความสูญเสีย, ความผิดหวัง และการทรยศหักหลัง

ในภาวะปัจฉิมวัย แหม่มมองย้อนกลับไปยังอดีตด้วยความโศกเศร้าเสียใจ เธอตั้งใจจะอุทิศตนในการดูแลสามีตราบจนวันสุดท้าย

ที่มาเนื้อหา

https://variety.com/2018/film/asia/busan-project-market-awards-1202973683/

http://apm.asianfilmmarket.org/Template/Builder/00000001/page.asp?page_num=3986

http://apm.asianfilmmarket.org/eng/database/view_ppp_history.asp?order_year=2018&idx=85&no=2

http://apm.asianfilmmarket.org/eng/database/view_ppp_history.asp?order_year=2018&idx=92&no=25

ขอบคุณภาพประกอบจาก

เฟซบุ๊ก Thongdee Sukhum

เพจเฟซบุ๊ก ASIAN PROJECT MARKET (APM)

Advertisements
ข่าวบันเทิง

“6 หนังไทย” ในปูซาน และหนังสั้นใหม่ของ “อภิชาติพงศ์”

6 หนังไทยในปูซาน 2018

ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซานประจำปี 2018 ที่เกาหลีใต้ จะมีหนังไทยเข้าร่วมฉายรวมทั้งสิ้น 6 เรื่อง

kraben-rahu

เริ่มต้นด้วย “กระเบนราหู” ผลงานของพุทธิพงษ์ อรุณเพ็ง ซึ่งเพิ่งสร้างประวัติศาสตร์ เป็นหนังไทยเรื่องแรกสุดที่คว้ารางวัลจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิสมาครอง จะเข้าฉายรอบ “เอเชียน พรีเมียร์” ในสาย A Window on Asian Cinema

ten years thailand wp ตัดคำ

เช่นเดียวกับ “Ten Years Thailand” โดยอาทิตย์ อัสสรัตน์, วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง, จุฬญาณนนท์ ศิริผล และ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ที่จะฉายรอบ “เอเชียน พรีเมียร์” ในสายเดียวกัน

ทั้งนี้ ภาพยนตร์เรื่อง “Ten Years Japan” และ “Ten Years Taiwan” ก็จะเข้าฉายในสายดังกล่าวพร้อมๆ กันด้วย

GDC poster

ขณะที่ “BNK48: Girls Don’t Cry” ของนวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ก็จะไปเปิดตัวรอบ “อินเตอร์เนชั่นแนล พรีเมียร์” ในสาย Wide Angle

แผลเก่า 2520

ส่วน “แผลเก่า” ฉบับเชิด ทรงศรี ซึ่งได้รับการบูรณะโดยหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ก็จะออกฉายที่เกาหลีใต้เป็นครั้งแรกสุด ในสาย Busan Classics

อย่างไรก็ตาม หนังไทยสองเรื่องที่จะเปิดตัวรอบ “เวิลด์ พรีเมียร์” หรือ “ปฐมทัศน์โลก” ในเทศกาลภาพยนตร์ปูซานปีนี้ คือ หนังยาวเรื่อง “นคร-สวรรค์” โดยพวงสร้อย อักษรสว่าง และหนังสั้นเรื่อง “คราบ” โดยนันทณัฐ ดวงธิสาร

เอย นครสวรรค์

“นคร-สวรรค์” คือหนังยาวเรื่องแรกของพวงสร้อย เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับตัวละครชื่อ “เอย” ซึ่งออกเดินทางไปลอยอังคารของแม่ที่ปากน้ำโพ พร้อมด้วยพ่อ, สมาชิกครอบครัวคนอื่นๆ และเพื่อนเก่าของเธอซึ่งบวชเป็นพระสงฆ์

พวงสร้อยจะนำเรื่องแต่งดังกล่าวไปนำเสนอเทียบเคียงกับฟุตเทจสารคดีงานศพแม่และชีวิตการทำงานอันโดดเดี่ยวในโรงงานยางพาราของพ่อเธอ

นครสวรรค์ โปสเตอร์

“นคร-สวรรค์” เป็นภาพยนตร์ไทยอีกหนึ่งเรื่องที่จะเข้าฉายในสาย A Window on Asian Cinema

ทางด้าน “คราบ” เป็นหนังสั้นที่เล่าเรื่องราวของพระสงฆ์รูปหนึ่ง ซึ่งใช้ชีวิตอย่างสุขสงบในโลกศาสนา กระทั่งวันหนึ่ง ที่ท่านได้พบกับชายหนุ่มผู้ซุกซ่อนความลับดำมืดเอาไว้

เมื่อพระสงฆ์ต้องบวชให้ชายหนุ่ม ฝ่ายแรกจึงเผชิญหน้ากับบาดแผลในอดีตของตนเองและทางแยกสำคัญในชีวิต

the stain

“คราบ” จะเข้าฉายในสาย Wide Angle และมีสิทธิ์ชิงรางวัล Sonje Award ซึ่งมอบให้แก่หนังสั้นเกาหลีและเอเชียยอดเยี่ยมของสายดังกล่าว

ชมหนังสั้นใหม่ของ “อภิชาติพงศ์”

เชิญชมหนังสั้นเรื่อง “ตะวันดับ” หรือ Blue ของอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล

สำหรับใครที่อยากดูงานชิ้นนี้ในจอใหญ่ สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Ghost2561

 

 

คนมองหนัง

Shoplifters: ทางเลือกที่ 3 จากปัญหา “ครอบครัว” 2 แบบ และ “ดอกไม้ไฟ” ที่มองไม่เห็น

พื้นที่ตรงกลาง? ระหว่าง “สายเลือด” กับ “สายใยสังคม”

shoplifters poster

ชอบท่าทีและประเด็นหลักของหนัง ซึ่งด้านหนึ่ง “ฮิโรคาสุ โคเรเอดะ” กำลังพยายามตั้งคำถามกับเรื่องความสัมพันธ์ “ทางสายเลือด” อยู่แน่ๆ แต่ขณะเดียวกัน หนังก็ไม่ได้โรแมนติไซส์ “สายใย/สายสัมพันธ์ทางสังคม” รูปแบบอื่นๆ ที่เข้ามาก่อร่างสร้าง “ครอบครัว” ทดแทนความสัมพันธ์ชนิดแรก

ดังจะเห็นได้ว่าสายสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกของ “ครอบครัว (ที่เพิ่งสร้าง)” ในหนัง มันมีลักษณะ “สองหน้า” หรือกระตุ้นให้คนดูรู้สึกคลางแคลงใจได้บ่อยๆ (นับแต่ช่วงครึ่งหลังของเรื่องเป็นต้นไป) ว่าตัวละครเหล่านั้นกำลัง “จริงใจ” หรือ “ไก่กา” ต่อกัน?

“สายสัมพันธ์ทางสังคม” อาจทำให้เกิดภาพความทรงจำดีๆ เช่น การจับกลุ่มไปเที่ยวทะเลสุดแสนรื่นรมย์ หรือการที่ผู้หญิงวัยกลางคนรายหนึ่งกับเด็กหญิงวัยไม่กี่ขวบ ที่ไม่ใช่แม่-ลูกโดยสายเลือด ต่างไถ่ถามถึงรอยแผลเป็นจากเตารีดของกันและกัน ด้วยความห่วงใย

แต่อีกด้าน สายสัมพันธ์แบบนั้นก็เชื่อมร้อยเข้าหากันผ่านการปิดบังความจริงบางอย่าง, การขูดรีดซึ่งกันและกัน และการพร้อมจะทอดทิ้งสมาชิกบางคนที่พลาดท่าเสียที

หรือกล่าวให้ถึงที่สุด การลักเล็กขโมยน้อยที่ “ครอบครัว” นี้กระทำเพื่อหาเลี้ยงตนเอง มันก็เป็นสิ่งที่ “ไม่แฟร์” กับหลายๆ คนในสังคม เช่น เจ้าของร้านชำขนาดเล็กๆ ถ้าเราไม่เหมารวม/ตีความใหญ่โตว่าพฤติการณ์ของพวกเขา คือ การต่อต้านระบบทุนนิยมอะไรทำนองนั้น

การตัดสินใจของ “โชตะ” ตอนท้ายเรื่อง จึงเป็นสิ่งที่เจ็บปวดมาก และเป็นเหมือนการแสวงหา “ทางเลือกที่สาม/อื่นๆ” ที่ยังไม่รู้ชัดว่าจะ “ใช่” หรือไม่?

แต่ครั้นจะให้เขาและคนรุ่นราวคราวเดียวกันเติบโตขึ้นมาท่ามกลาง “สายสัมพันธ์หรือเงื่อนไขทางสังคม” แบบในหนัง ชีวิตก็แลดูโหดร้ายและตีบตันเกินไป

(ทำไม “หลิน” ต้องเป็นบัณฑิตมือวิเศษเจริญรอยตามโชตะ? หรือถ้าโชตะอยากขึ้นครูกับ “อากิ” เรื่องราวมันจะชุลมุนวุ่นวายขนาดไหน?)

ที่สำคัญ ผลลัพธ์จากการตัดสินใจไปบุกเบิกอนาคตใหม่ๆ ของโชตะ ซึ่งสั่นสะเทือนถึงปัจเจกบุคคลผู้เกี่ยวข้องแต่ละคนนั้น มันดันไม่เหมือนและไม่เท่าเทียมกัน (ไม่ยุติธรรม) อีกต่างหาก

หรือถ้าคิดให้สุดขั้ว บางทีการใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวเดียวดายเฉกเช่นที่ตัวละครหลักทุกรายต้องเผชิญในตอนจบ อาจเป็น “ทางออก” จาก “ปัญหาครอบครัว” ซึ่งทรงประสิทธิภาพ-ประสิทธิผลที่สุด (ทว่า พวกเขาก็ต้องพบเจอกับวิกฤตอื่นๆ อยู่ดี)

ดอกไม้ไฟที่มองไม่เห็น

shoplifters

ผมชอบหลายๆ ฉาก หลายๆ โมเมนต์/สถานการณ์ของหนัง

แน่นอนว่าชอบพวกฉากเที่ยวทะเล, ฉากเด็กวัยแตกเนื้อหนุ่มเริ่มเหล่นม “พี่สาว”, ฉากแผลเตารีด, ฉากฟันน้ำนมหลุดที่มาพร้อมโศกนาฏกรรมสำคัญ

อีกรายละเอียดหนึ่งของหนังที่รู้สึกชอบและสะดุดใจ คือ ภูมิหลังชีวิตรักสามเส้า/ชีวิตครอบครัวของคุณย่า

แต่ฉากที่ชอบมากสุดเป็นการส่วนตัว คือ ฉากคนในครอบครัวมาจับกลุ่มแหงนหน้ามองดอกไม้ไฟหน้าบ้าน โดยที่ผู้ชมภาพยนตร์ไม่ได้เห็นพลุ ทว่าเห็นเพียงกลุ่มตัวละครที่กำลังชะเง้อหน้าจ้องมองพลุบนฟากฟ้าอันมืดมิด (ซึ่งแม้แต่พวกเขาเองก็อาจจะมองเห็นมันไม่ชัดเจนเช่นกัน)

ฉากนี้ทำให้ย้อนนึกถึงประสบการณ์ส่วนตัวตอนอยู่เมืองนอก ช่วงนั้นเป็นวันหยุดยาวคริสต์มาส-ปีใหม่พอดี พวกนักเรียนนักศึกษาต่างชาติมักข้ามไปเที่ยวแถบภาคพื้นทวีป หรือผมก็กำลังจะนั่งรถไฟไปเวลส์

คืนหนึ่งก่อนหน้าจะออกเดินทางไม่นาน ผมแวะซื้อไก่ทอดแถวหอพัก (ทางตะวันออกเฉียงใต้ –และเป็นพื้นที่โซนสอง- ของมหานครลอนดอน) แล้วได้ทักทายกับพนักงานขายที่ค่อนข้างสนิทสนมกัน ซึ่งมีพื้นเพเป็นคนเอเชียใต้

ระหว่างรอไก่ ไอ้เราก็ดันทะลึ่งถามพี่คนขายว่า “นี่ยูมีแผนจะไปเที่ยวต่างจังหวัดหรือต่างประเทศที่ไหนบ้างหรือเปล่า?” ชายชาวเอเชียใต้คนนั้นมีท่าทีตกใจมากเมื่อได้รับฟังคำถามของผม ก่อนจะตอบกลับมา (กึ่งสอน) ว่า

“โอ๊ย! ผมไม่มีปัญญาไปไหนไกลหรอก อย่างมากก็แค่เข้าไปดูเค้าจุดดอกไม้ไฟฉลองตอนเคาท์ดาวน์ปีใหม่ที่ลอนดอนชั้นใน เอาจริง! กะอีแค่ไอ้ลอนดอนชั้นในนี่ ผมยังไม่ค่อยได้เข้าไปเลย”

สุดท้าย ไม่รู้ว่าพี่คนขายไก่เขาจะได้ไปดูดอกไม้ไฟที่ใจกลางมหานครลอนดอนตามความประสงค์หรือเปล่า (เพราะหลังจากนั้นไม่นาน ร้านไก่ทอดแห่งนี้ก็ปิดตัวลง) ส่วนผมก็ไม่ได้เห็นไอ้ดอกไม้ไฟนั่นเหมือนกัน

แต่สิ่งที่ได้ประจักษ์ชัด คือ ข้อจำกัดของมนุษย์ผู้หนึ่ง ซึ่งการดิ้นรนอยากไปดูพลุเฉลิมฉลองเทศกาล ถือเป็นความฝันอันอยู่ไกลแสนไกลเหลือเกิน จากวิถีชีวิตปกติของเขา

ข่าวบันเทิง

“กระเบนราหู” ของ “พุทธิพงษ์ อรุณเพ็ง” ได้ฉายรอบปฐมทัศน์โลกที่เวนิส

กระเบนราหู ประกาศ

“กระเบนราหู” หรือ Manta Ray ภาพยนตร์โดย “พุทธิพงษ์ อรุณเพ็ง” ถูกคัดเลือกเข้าฉายในสายการประกวด Orizzonti ของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิสครั้งที่ 75

หนังความยาว 105 นาที เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น ณ หมู่บ้านริมทะเล เมื่อชาวประมงท้องถิ่นไปพบชายบาดเจ็บคนหนึ่งนอนหมดสติในป่า เขาตัดสินใจช่วยเหลือชายแปลกหน้า ที่ทำไม่ได้แม้กระทั่งพูดจาสื่อสาร

ชาวประมงตั้งชื่อให้ชายผู้นั้นว่า “ธงชัย”

ทั้งคู่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันและค่อยๆ สานก่อสายสัมพันธ์ที่มิได้ถือกำเนิดขึ้นจากบทสนทนาใดๆ

วันหนึ่ง ชาวประมงออกไปหาปลายามค่ำคืนแล้วไม่หวนกลับมาอีกเลย ธงชัยจึงอาศัยอยู่ในบ้านเพียงผู้เดียว เขาค่อยๆ คืบคลานเข้าครอบครองวิถีชีวิต, บ้านเรือน, อาชีพ และอดีตภรรยาของชาวประมง

Manta Ray 1

พุทธิพงษ์ระบุว่าหนังเรื่อง “กระเบนราหู” ถูกสร้างขึ้นเพื่ออุทิศแด่เหยื่อผู้อพยพชาวโรฮิงญา

โดยภาพยนตร์จะกล่าวถึงภาวะคลุมเครือของอัตลักษณ์ ซึ่งในด้านหนึ่ง ทุกผู้คนก็มีสิทธิพื้นฐานในการถือครองอัตลักษณ์ของตนเอง (ไม่ว่าจะผ่านเอกสารราชการหรือไม่ก็ตาม) แต่ในอีกด้าน ทุกคนต่างก็อาศัยอยู่บนโลกใบเดียวกัน และชื่อหนึ่งชื่อสามารถถูกครอบครองโดยคนหลายคนได้ ไม่ว่าเขาจะเป็นผู้อพยพ, คนแปลกหน้า หรือเซเล็บในสังคม

พุทธิพงษ์บอกว่าเขาเข้าใจในความขุ่นเคืองของตัวละครชาวประมงที่จะมีต่อชายแปลกหน้า ซึ่งตนเองเคยช่วยเหลือชีวิตเอาไว้ แต่อีกทางหนึ่ง เขาก็เข้าใจว่าชายแปลกหน้าอย่าง “ธงชัย” มิได้มีความมุ่งมาดปรารถนาที่จะยึดครองวิถีชีวิตและทรัพย์สินของชาวประมง

อย่างไรก็ดี สิ่งที่เขาไม่เข้าใจ คือ โศกนาฏกรรมดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ณ ที่แห่งนั้น

ท้ายสุด พุทธิพงษ์ไม่ได้ต้องการจะประณามหรือลงทัณฑ์ตัวละครฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เขาหวังเพียงว่า “กระเบนราหู” จะสามารถสะท้อนภาวะเปราะบางและความบกพร่องไม่สมบูรณ์ของมนุษย์

ทั้งนี้ สายการประกวด Orizzonti จะนำเสนอแนวโน้มของการเล่าเรื่องและรูปแบบทางสุนทรียศาสตร์ใหม่ๆ ในแวดวงภาพยนตร์นานาชาติ

ที่มารูปภาพ-เนื้อหา

เพจเฟซบุ๊ก Manta Ray กระเบนราหู

http://www.diversion-th.com/mantaray/

คนมองหนัง

“ฮิโรคาสุ โคเรเอดะ” คนทำหนังญี่ปุ่นรายล่าสุด ผู้คว้า “ปาล์มทองคำ”

หมายเหตุ ปรับปรุงแก้ไขจากบทความในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 25-31 พฤษภาคม 2561 ซึ่งมีจุดผิดพลาดตรงข้อมูลสถิติเรื่องแวดวงภาพยนตร์ญี่ปุ่นกับรางวัลปาล์มทองคำ

“ฮิโรคาสุ โคเรเอดะ” วัย 55 ปี เพิ่งพาหนังใหม่ของตนเองเรื่อง “Shoplifters” คว้า “ปาล์มทองคำ” อันเป็นรางวัลสูงสุดของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ครั้งที่ 71

นี่คือครั้งที่ 7 ซึ่งหนังของเขาได้รับคัดเลือกให้ร่วมฉายในเทศกาลเมืองคานส์ โดยเป็นการเข้าประกวดสายหลักเสีย 5 เรื่อง (โคเรเอดะได้เข้าชิงรางวัลปาล์มทองคำหนแรกจากหนังเรื่อง “Distance” เมื่อปี 2001)

ผู้กำกับฯ แนวหน้าจากญี่ปุ่น เคยเฉียดใกล้ปาล์มทองคำมากที่สุด เมื่อคราวนำหนังเรื่อง “Like Father, Like Son” คว้าจูรี่ไพรซ์ (รางวัลสำคัญอันดับสามของเทศกาล) มาครองเมื่อปี 2013

หนังเล่าเรื่องราวของสามีภรรยาชนชั้นกลางซึ่งเพิ่งตระหนักว่าลูกชายวัย 6 ปี ที่พวกตนเลี้ยงดูมา ไม่ใช่ “บุตรโดยสายเลือด” แต่เขาถูกสับเปลี่ยนกับเด็กทารกอีกคน ผู้ถือกำเนิดจากครอบครัวซึ่งมีฐานะยากจนกว่า เมื่อแรกเกิดที่โรงพยาบาล

ส่วนผลงานซึ่งทำให้โคเรเอดะเป็นที่รู้จักในวงกว้างนอกประเทศญี่ปุ่น คือ “Nobody Knows” (2004)

หนังพูดถึงกลุ่มเด็กเร่อนถูกทอดทิ้ง พร้อมตั้งคำถามแหลมคมว่าบรรดาปัจเจกบุคคลควรรับผิดชอบต่ออาชญากรรมที่พวกตนก่อขึ้น หรือว่าเราควรกล่าวโทษสังคมที่หล่อเลี้ยงคนเหล่านั้นขึ้นมา

ภาพยนตร์เรื่องนี้ส่งผลให้ “ยูยะ ยากิระ” ได้รับรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมของเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ขณะมีวัยเพียง 14 ปี

 

บางคนเปรียบเทียบโคเรเอดะกับ “เคน โลช” นักทำหนังอาวุโสชาวอังกฤษผู้มีแนวคิดสังคมนิยมชนิดเข้มข้น (และเคยคว้าปาล์มทองคำมาสองหน) เพราะทั้งคู่สามารถถ่ายทอดเรื่องราวการต่อสู้ชีวิตของเหล่าสามัญชนคนยากไร้ผ่านศิลปะภาพยนตร์ได้อย่างจับใจผู้ชมเหมือนๆ กัน

กระทั่งมีการขนานนามให้โคเรเอดะเป็น “เคน โลช แห่งญี่ปุ่น”

ขณะเดียวกัน บางคนก็เปรียบเปรยเขากับปรมาจารย์ร่วมชาติอย่าง “ยาสึจิโร โอสุ” โดยพิจารณาจากภาวะโศกเศร้าสะเทือนอารมณ์ อันเป็นจุดเด่นซึ่งมักปรากฏในภาพยนตร์ของสองยอดนักทำหนังต่างยุค

“Shoplifters” ภาพยนตร์ลำดับที่ 13 ของโคเรเอดะ เล่าเรื่องราวการสู้ชีวิตของครอบครัวชาวบ้านฐานะยากจน ซึ่งอาศัยอยู่ ณ บ้านหนึ่งชั้นสภาพทรุดโทรมในกรุงโตเกียว

ทุกชีวิตในบ้านต่างหวังพึ่งพาเบี้ยคนชราซึ่งคุณยาย สมาชิกอาวุโสสูงสุดของครัวเรือน ได้รับจากหน่วยงานรัฐ แต่เงินจำนวนนั้นก็ยังไม่เพียงพอกับการยังชีพ สมาชิกที่เหลือ (มีทั้งที่ผูกพันกันทางสายเลือดและไม่ใช่) จึงต้องออกตระเวนลักเล็กขโมยน้อย

เท่ากับว่าสายสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกของครอบครัวในหนัง ถูกเชื่อมร้อยเข้าหากันด้วยการก่ออาชญากรรม

 

โคเรเอดะให้สัมภาษณ์ลิซ แช็กเกิลตัน แห่งสกรีนเดลี่ ว่า ตนเองทำหนังเรื่องนี้จากคำถามตั้งต้นว่าอะไรคือสายสัมพันธ์ที่ยึดโยงสมาชิกครอบครัวเข้าไว้ด้วยกัน?

เป็นสายเลือดหรือเวลาที่พวกเขาได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน?

คำถามสองข้อนี้ถูกผนวกเข้ากับข่าวคราวที่เขาอ่านพบเมื่อไม่กี่ปีก่อน ซึ่งสื่อมวลชนรายงานว่ามีครอบครัวฐานะขัดสนไม่ยอมแจ้งภาครัฐว่าสมาชิกวัยชราในบ้านได้เสียชีวิตลงแล้ว เพราะต้องการจะนำเงินบำนาญคนสูงอายุมาใช้จ่ายดูแลสมาชิกที่เหลือ

“ความแตกต่างทางชนชั้นในสังคมญี่ปุ่นถูกถ่างขยายให้กว้างขึ้นในช่วงห้าปีที่ผ่านมา จนมีผู้คนจำนวนมากไม่ได้รับสิทธิคุ้มครองอย่างที่พวกเขาพึงจะได้รับ” เจ้าของรางวัลปาล์มทองคำรายล่าสุดบรรยาย

นอกจากนั้น “Shoplifters” ยังเจริญรอยตามผลงานหลายเรื่องก่อนหน้านี้ของโคเรเอดะ ซึ่งพยายามตั้งคำถามกับแนวคิด/คุณค่าเรื่อง “สายเลือด” ที่สังคมญี่ปุ่นยึดมั่นถือมั่น

โดยส่วนตัว เขาเชื่อว่ายังมีสายสัมพันธ์ทางสังคมชนิดอื่นๆ ที่สำคัญและลึกซึ้งไม่แพ้เรื่องสายเลือด และการยึดถือคติว่า “เลือดข้นกว่าน้ำ” ก็ส่งผลให้ระบบรัฐสวัสดิการในประเทศญี่ปุ่นไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร

 

โคเรเอดะเป็นชาวโตเกียวโดยกำเนิด เขาจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยวาเซดะ และเริ่มต้นทำงานด้วยอาชีพนักเขียนนิยาย ก่อนจะหันเหสู่วงการโทรทัศน์

หนังยาวเรื่องแรก คือ “Maborosi” ของโคเรเอดะประสบความสำเร็จ ด้วยการคว้ารางวัลจากเทศกาลภาพยนตร์เวนิสและชิคาโก้ เมื่อปี 1995

นอกจากผลงานเด่นๆ ที่อ้างอิงไว้ในช่วงต้นบทความ งานสร้างชื่อชิ้นอื่นๆ ของเขาก็มีอาทิ Air Doll, Our Little Sister, After the Storm และ The Third Murder (หนังส่วนใหญ่ของโคเรเอดะถูกนำเข้ามาฉายที่เมืองไทย และมีฐานแฟนประจำเหนียวแน่นไม่ใช่น้อย)

อย่างไรก็ดี เมื่อลงลึกไปที่เส้นทางการเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ของเขา โคเรเอดะกลับมีสถานะประหนึ่ง “คนนอก” ในอุตสาหกรรมหนังญี่ปุ่น

เขามีเส้นทางวิชาชีพที่ค่อนข้างแตกต่างจากคนทำหนังรุ่นก่อนหน้าและรุ่นเดียวกัน เพราะหลังจากทำภาพยนตร์สารคดีป้อนบริษัทผลิตรายการโทรทัศน์อยู่ระยะสั้นๆ โคเรเอดะก็กระโดดไปกำกับหนังยาวเรื่องแรก

ผิดกับพี่/เพื่อนร่วมวิชาชีพรายอื่นๆ ที่ต้องใช้เวลาสั่งสมประสบการณ์ยาวนานหลายปี ในบทบาทผู้ช่วยผู้กำกับฯ หรือรับตำแหน่งรองๆ ประจำกองถ่าย

วิถีทางเช่นนั้นหล่อหลอมเขาให้เลือกทำหนังบันเทิงคดีด้วยวิธีคิดแบบสารคดี

“หนังโคเรเอดะ” มักก่อรูปขึ้นจากเหตุการณ์จริง และประสบการณ์ชีวิตจริงๆ ของตัวผู้กำกับฯ เอง ผิดแผกจากหนังเชิงพาณิชยศิลป์ทั่วไปของญี่ปุ่น ที่มักต่อยอดมาจากหนังสือการ์ตูน (มังงะ) หรือเรื่องแต่งประเภทอื่นๆ

ยิ่งกว่านั้น โคเรเอดะยังชอบปรับเปลี่ยนบทภาพยนตร์ในลักษณะ “ด้นสด” ระหว่างถ่ายทำ เพื่อให้เนื้อหาของหนังมีความสอดคล้องกับศักยภาพจริงของเหล่านักแสดง หรือเพื่อผลักดันให้เรื่องราวมีพลวัตก้าวไกลไปมากกว่าตัวสคริปต์

สวนทางกับขนบของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ญี่ปุ่น ที่ต้องมี “คณะกรรมการควบคุมงานสร้าง” อันประกอบด้วยผู้ร่วมลงทุนหลายเจ้า มาคอยกำหนด ตรวจสอบ และอนุมัติเห็นชอบบทภาพยนตร์ก่อนถ่ายทำ

 

ถึงกระนั้น หนังหลายเรื่องของโคเรเอดะก็ประสบความสำเร็จเชิงรายได้ เช่น “Like Father, Like Son” ที่ทำเงินทั้งหมดรวม 3.2 พันล้านเยน หรือราว 900 ล้านบาท (และถูกซื้อไปรีเมคโดยค่ายดรีมเวิร์กส์ สตูดิโอ ด้วยคำแนะนำของ “สตีเวน สปีลเบิร์ก”)

เขาจึงเป็นแบบอย่างของคนทำหนังที่เลือก “ทางสายกลาง” ไม่ใช่สายอินดี้-เข้าไม่ถึงผู้คนวงกว้าง-ยากจน หรือสายพาณิชย์-ตลาดจ๋า-ยอมถูกจำกัดความคิดสร้างสรรค์

ภาพยนตร์ของโคเรเอดะบ่งชี้ความเป็นไปได้ที่คนทำหนังผู้หนึ่งจะถูกชมเชยด้วยคำวิจารณ์เชิงบวก พร้อมกับตัวเลขสวยงามในบ็อกซ์ออฟฟิศ

แม้การมีผลงานถูกคัดเลือกไปเทศกาลเมืองคานส์ถึง 7 ครั้ง จะช่วยรับประกันที่ทาง “ตรงกลาง” อันปลอดภัยให้แก่โคเรเอดะ ทว่าเขาก็ควรได้รับการยกย่องเชิดชู จากการเลือกวิธีทำงานที่สวนกระแสอุตสาหกรรมภาพยนตร์ภายในประเทศอย่างแหลมคมและมั่นคงเสมอมา

 

“Shoplifters” เป็นภาพยนตร์ญี่ปุ่นลำดับที่ห้าซึ่งคว้า “ปาล์มทองคำ” ถัดจาก “The Eel” โดย “โชเฮ อิมามุระ” เมื่อปี 1997 หรือ 21 ปีก่อน

นักวิจารณ์บางรายชี้ว่ารางวัลนี้จะช่วยเสริมส่งสถานะให้โคเรเอเดะกลายเป็นตัวแทนผู้กำกับฯ ชั้นครูแห่งแดนอาทิตย์อุทัย ในประชาคมหนังนานาชาติ ต่อจาก “ยาสึจิโร โอสุ”, “อากิระ คุโรซาวะ” และ “มิกิโอะ นารุเสะ”

นอกจากนั้น ผลงานล่าสุดของโคเรเอดะยังเป็นหนังญี่ปุ่นเรื่องแรกนับแต่ปี 2002 ที่คว้ารางวัลสูงสุดในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติระดับแกรนด์สแลม (คานส์, เวนิส และเบอร์ลิน)

หลังจากภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่อง “Spirited Away” โดย “ฮายาโอะ มิยาซากิ” คว้ารางวัล “หมีทองคำ” ของเทศกาลเบอร์ลิน เมื่อ 16 ปีที่แล้ว

โคเรเอดะมีปณิธานส่วนบุคคลที่เชื่อว่า “ภาพยนตร์นั้นมีศักยภาพในการเชื่อมร้อยผู้คนและประเทศต่างๆ ที่เคยขัดแย้งกัน ให้สามารถสมัครสมานกันได้”

สอดคล้องกับลักษณะการทำงานของเขา ที่ด้านหนึ่ง ก็พยายามประสานร่วมมือกับผู้คนหลายฝ่าย เช่น การเป็นโปรดิวเซอร์ของหนังเรื่อง “Ten Years Japan” เพื่อดูแลนักทำหนังรุ่นใหม่ในโปรเจ็กท์

อีกด้านหนึ่ง โคเรเอดะก็มีโครงการใหม่ๆ มากมายอยู่ในหัว รวมถึงหนังที่ตั้งใจฉายภาพความผิดบาปของญี่ปุ่นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แม้เจ้าตัวจะตระหนักดีว่านั่นมิใช่งานง่ายดายปราศจากอุปสรรค

“คนญี่ปุ่นต่างต้องการลบล้างความผิดพลาดครั้งนั้นออกจากความทรงจำของพวกตน แต่ในฐานะคนทำหนัง ผมรู้สึกว่าตัวเองควรจะต้องกล้าชนกับประเด็นดังกล่าว เหมือนที่ยอดผู้กำกับฯ เช่น นางิสะ โอชิมะ และโชเฮ อิมามุระ เคยแผ้วถางหนทางเอาไว้ในอดีต” เขาให้สัมภาษณ์สกรีนเดลี่

ก่อนการมาถึงของงานใหม่ๆ “หนังรางวัลปาล์มทองคำ” ฝีมือโคเรเอดะ จะเข้าฉายที่เมืองไทยช่วงต้นเดือนสิงหาคม

ที่มาข้อมูล

http://www.asahi.com/ajw/articles/AJ201805200022.html

https://www.japantimes.co.jp/culture/2018/05/20/films/hirokazu-kore-edas-shoplifters-steals-show-win-cannes-palme-dor/#.WwO0ru6FOUl

https://www.japantimes.co.jp/culture/2018/05/20/films/director-hirokazu-kore-eda-master-humanism/#.WwHe70iFNPY

https://www.japantimes.co.jp/culture/2018/05/21/films/young-filmmakers-looking-follow-hirokazu-kore-edas-footsteps-work-cut/#.WwO-Qe6FOUl

https://english.kyodonews.net/news/2018/05/be42f5f5fdbb-japans-koreeda-wins-cannes-palme-dor-for-shoplifters.html

http://the-japan-news.com/news/article/0004452938

https://www.screendaily.com/features/palme-dor-winner-hirokazu-kore-eda-on-the-family-ties-that-inspired-shoplifters/5129549.article

http://sahamongkolfilm.com/saha-news/shoplifters-cannes71-palme-dor/

 

ภาพประกอบโดย Georges Biard [CC BY-SA 3.0 (https://creativecommons.org/licenses/by-sa/3.0)%5D, from Wikimedia Commons

คนมองหนัง, เด็กฝึกงานในร้านถ่ายเอกสาร

เมื่อ “เทศกาลเมืองคานส์” ไม่ใช่ “เทศกาลภาพยนตร์” (สำหรับทุกคน)

ปิดฉากลงไปแล้วสำหรับเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ประจำปี 2018 พร้อมกับการก้าวขึ้นคว้ารางวัลปาล์มทองคำของ “ฮิโรคาสุ โคเรเอดะ” (ผู้กำกับชาวญี่ปุ่น ที่ผลงานของเขาได้เข้ามาฉายในเมืองไทยโดยต่อเนื่อง) จากหนังเรื่องล่าสุดอย่าง “Shoplifters”

อย่างไรก็ตาม เราอยากจะพาคอหนังไปสัมผัสกับมุมมองเชิงวิพากษ์ที่มีต่อเทศกาลหนังเมืองคานส์กันบ้าง

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา “ดินา ยอร์ดาโนวา” ศาสตราจารย์ด้านภาพยนตร์โลกและวัฒนธรรมสร้างสรรค์ แห่งมหาวิทยาลัยเซนต์แอนดรูว์ส ได้เขียนบทความหัวข้อ Cannes is not a film festival – it’s a club for insiders เผยแพร่ในเว็บไซต์ https://theconversation.com

Dina-on-shore-Balat-2013

“เทศกาลเมืองคานส์” ที่ไม่ใช่ “เทศกาลภาพยนตร์”!

นักวิชาการผู้นี้เสนอว่าถ้ายึดตามความหมายอย่างเคร่งครัด “เทศกาลเมืองคานส์” ก็ไม่ใช่ “เทศกาลภาพยนตร์” แต่เป็นมหกรรมของอุตสาหกรรม (บันเทิง) ที่มีการจัดฉายหนังให้เซเล็บและผู้อยู่ในแวดวงคนอื่นๆ ได้รับชมเป็นหลัก

ขณะเดียวกัน ความสำคัญจริงๆ ของเทศกาลนี้ ก็คือ การทำตัวเป็น “ตลาดกลาง” ให้บุคลากรในธุรกิจภาพยนตร์ได้มาพบปะและเจรจาร่วมงานกัน

สำหรับคนดูในวงกว้าง “เทศกาลเมืองคานส์” เป็นเหมือนเวทีกลางที่แสดงบทบาทผ่านจอมอนิเตอร์, โทรศัพท์มือถือ และนิตยสารแฟชั่น

ยอร์ดาโนวาชี้ว่า ด้านหนึ่ง คานส์เป็นเวทีอวดโฉมของเหล่าเซเล็บที่ฉาบหน้าด้วยความเป็นเทศกาลภาพยนตร์ เห็นชัดจากการที่มีสื่อสายแฟชั่นมาร่วมงานในจำนวนพอๆ กับนักวิจารณ์หนัง

เทศกาลนี้มุ่งเน้นเรื่องผลประโยชน์ทางธุรกิจของแบรนด์สินค้าหรูหราพอๆ กับเรื่องหนัง

และดราม่าความขัดแย้งว่าด้วย “สถานะศักดิ์สิทธิ์” ของ “พรมแดง” กับข้อห้ามต่างๆ นานา เช่น ห้ามสวมรองเท้าผ้าใบ หรือห้ามเซลฟี่ บนพื้นที่ดังกล่าว ก็กลายเป็นจุดขายหนึ่งของ “เทศกาลเมืองคานส์”

ตลาดกลางที่เสื่อมมนต์ขลัง

อีกแง่หนึ่ง ศาสตราจารย์ด้านภาพยนตร์ผู้นี้วิจารณ์ว่าความเป็นตลาดกลางของการจัดจำหน่ายภาพยนตร์ ซึ่งเคยเป็นจุดเด่นของคานส์ ก็เริ่มเสื่อมมนต์ขลังลงทุกที

ในอดีต มีความเชื่อว่าภาพยนตร์ที่ได้รับการคัดเลือกให้ร่วมฉายในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติที่ทรงอิทธิพล ย่อมจะถูกจัดจำหน่ายผ่านช่องทางที่ดีที่สุด จนหนังมีโอกาสเข้าถึงกลุ่มคนดูที่กว้างขวางที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ณ ช่วงเวลาหลังจากนั้น

แต่ผู้ชนะรางวัลที่คานส์ในช่วงสองทศวรรษหลัง กลับมิได้มีตำแหน่งแห่งที่อันโดดเด่นในภูมิทัศน์ภาพยนตร์ร่วมสมัยมากนัก

ไปๆ มาๆ รางวัลของเทศกาลเมืองคานส์อาจเป็นเกียรติยศหรือมีมูลค่าในเชิงวัฒนธรรม ทว่ามิได้ให้หลักประกันถึงความสำเร็จในเชิงเศรษฐกิจหรือการจัดจำหน่ายที่มีประสิทธิผล

ยิ่งกว่านั้น ความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยียังบั่นทอนอิทธิพลของวิธีการจัดจำหน่ายภาพยนตร์แบบเดิมๆ ซึ่งผู้จัดจำหน่ายต้องรับภาระเป็นคนกลางระหว่างผู้สร้างภาพยนตร์และผู้ฉายภาพยนตร์

ทว่าการเกิดขึ้นของแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งภาพยนตร์ผ่านระบบออนไลน์ เช่น เน็ตฟลิกซ์ กลับสามารถผลักดันให้ภาพยนตร์รุ่นใหม่ๆ มีโอกาสเข้าถึงผู้ชมวงกว้างได้ง่ายดายขึ้น โดยไม่ต้องพึ่งพาตลาดกลางอย่างคานส์ รวมถึงเทศกาลภาพยนตร์อื่นๆ

สมาคมชนชั้นนำ

อย่างไรก็ตาม ปัญหาใหญ่จริงๆ ของ “เทศกาลคานส์” ในมุมมองของยอร์ดาโนวา คือ การทำตัวเป็น “สมาคม” สำหรับชนชั้นนำเฉพาะกลุ่ม มากกว่าจะเป็นพื้นที่แจ้งเกิดแก่ “หนังแนวทางใหม่ๆ” และ “นักทำหนังหน้าใหม่ๆ”

คานส์กลายเป็นเวทีของนักทำหนังเฉพาะกลุ่ม ซึ่งผลงานของพวกเขาจะถูกพิจารณาอย่างใส่ใจและถูกคัดเลือกเข้าฉายในสายการประกวดหลัก ด้วยกระบวนการเลือกหนังที่ไม่ได้โปร่งใสเปิดเผยเสียทีเดียว

ส่วนใหญ่ ผลงานของ “สมาชิกระดับชนชั้นนำ” ในสมาคม จะถูกคัดเลือกกลับเข้ามาอยู่เรื่อยๆ และอาจมีบ้าง ที่จะมีสมาชิกหน้าใหม่โผล่เข้ามา แต่เขาเหล่านั้นก็ต้องมีดีกรีไม่ธรรมดา เช่น เคยได้รางวัลออสการ์มาแล้ว

“ความเป็นสมาคม” ยังถูกขับเน้นจนเห็นได้ชัด จากนโยบายใหม่ที่ทางเทศกาลงดฉายหนังรอบสื่อมวลชน ก่อนหน้ารอบกาล่าพรีเมียร์ เพื่อปกป้องหนังจากนักวิจารณ์ หรือไม่ให้มีเสียงวิจารณ์หนังในทางลบเผยแพร่สู่สาธารณะก่อนรอบเปิดตัวอย่างเป็นทางการ

นี่เป็นจุดยืนที่มองว่า “สมาชิกสมาคม” ย่อมต้องมาก่อน “สาธารณชน”

คานส์ไม่ใช่พื้นที่ของผู้หญิง

“ความเป็นสมาคม” ยังส่งผลให้ผู้กำกับหญิงถูกกีดกันออกไปโดยปริยาย

ผู้จัดงานเทศกาลเมืองคานส์อ้างว่ากระบวนการคัดเลือกหนังของที่นี่จะไม่คำนึงถึงเรื่องโควต้า แต่จะเลือกผลงานที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

นักวิชาการรายนี้ทักท้วงว่าถ้าหากคานส์คัดเลือกภาพยนตร์โดยพิจารณาเรื่องคุณภาพของผลงานเป็นหลักจริงๆ เราคงไม่ได้เห็นพาดหัวข่าวประเภท “ผู้กำกับคนนี้ได้หวนกลับมาที่คานส์” หรือ “ผู้กำกับคนนั้นอพยพจากเวนิส/เบอร์ลินมายังคานส์”

ทั้งนี้ ทัศนคติดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าการคัดเลือกหนังของคานส์ มีจุดประสงค์เพื่อช่วยธำรงรักษาสถานภาพของคนทำหนังเฉพาะกลุ่ม มากกว่าจะคำนึงถึงคุณภาพความโดดเด่นของภาพยนตร์เป็นเรื่องๆ ไป

การเลือกหนังเข้าสู่สายประกวดหลักของคานส์ จึงเป็นการรับรองว่า “งานชิ้นใหม่” ของสมาชิกหน้าเดิมในสมาคม มีคุณภาพผ่านเกณฑ์มาตรฐาน มากกว่าจะเป็นการคัดเลือกหนังที่ยอดเยี่ยมที่สุดจากทั่วทุกมุมโลก

จากระบบดังกล่าว หนังของผู้หญิงจึงมักเป็นผลงานชายขอบซึ่งถูกเพิกเฉยอยู่เสมอ แม้จะมีการประท้วงและแคมเปญเรียกร้องความเสมอภาคเกิดขึ้นที่คานส์ในปีนี้ แต่เสียงเหล่านั้นอาจไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสั่นคลอนวัฒนธรรมอันฝังรากลึกได้อย่างง่ายดายและรวดเร็วนัก

คานส์คือแบรนด์

ยอร์ดาโนวาสรุปว่า จริงๆ แล้ว “เทศกาลเมืองคานส์” คือ แบรนด์ทางการตลาด-วัฒนธรรม ระดับสัญลักษณ์ของประเทศฝรั่งเศส และนี่เป็นแบรนด์ที่ติดตลาดไปเรียบร้อย

ด้วยเหตุนี้ เมื่อพูดถึง “เทศกาลภาพยนตร์” อย่างไรเสีย คนก็มักนึกถึงคานส์เป็นลำดับแรก (แม้อาจจะมีเทศกาลหนังที่ดีกว่าคานส์ก็ตาม)

ทว่าสถานะพิเศษข้างต้นกับการเป็นพื้นที่แห่งความหลากหลายและความเท่าเทียมนั้นมิใช่เรื่องเดียวกัน

ข่าวบันเทิง

“วิศิษฏ์-จุฬญาณนนท์” ตัวแทนผู้กำกับ Ten Years Thailand เปิดใจผ่านเว็บไซต์คานส์

เว็บไซต์ทางการของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ ได้เผยแพร่บทสัมภาษณ์ขนาดสั้น ที่ Tarik Khaldi พูดคุยกับวิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง และจุฬญาณนนท์ ศิริผล สองตัวแทนผู้กำกับจากหนัง Ten Years Thailand

ซึ่งมีเนื้อหาดังนี้

คุณเข้ามามีส่วนร่วมกับหนังเรื่อง Ten Years Thailand ได้อย่างไร?

วิศิษฏ์: ผมได้รับคำเชิญชวนจากคนทำหนังอิสระบางราย ให้มาร่วมกำกับภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาว่าด้วยสถานการณ์ปัจจุบันของประเทศไทย ผมต้องการใช้หนังเรื่องนี้สื่อสารไปยังคนดูทั่วโลกว่าอะไรกำลังขึ้นที่นั่น ผมต้องการให้ผู้คนนอกประเทศได้ตระหนักถึงสถานการณ์ดังกล่าว ประชาชนชาวไทยติดอยู่ในกับดักมาเป็นเวลานาน ตั้งแต่ปี 2014 ประเทศถูกปกครองด้วยรัฐบาลทหาร ซึ่งควบคุมความเห็นต่าง, การแสดงออกในพื้นที่สาธารณะ และความหลากหลายทางความคิด

catopia

หนังตอน Catopia เล่าเรื่องราวของชายหนุ่มที่ประจักษ์ว่าตนเองคือมนุษย์คนเดียว ผู้หลงเหลืออยู่ในโลกของฝูงแมวที่ประพฤติตัวประหนึ่งมนุษย์ ดังนั้น เขาจึงต้องพยายามทำตัวให้เหมือนพวกแมวเหล่านั้น…

วิศิษฏ์: หนังตอนนี้เล่าเรื่องของผู้คนที่อาศัยอยู่ในสังคมอันป่วยไข้จากภาวะความขัดแย้งเรื้อรังขั้นรุนแรง ปัญหาดังกล่าวดูคล้ายจะดำรงคงอยู่ไปเรื่อยๆ และเราก็ต้องแสวงหาหนทางที่จะใช้ชีวิตร่วมกับมัน เราต่างต้องอำพรางตัวตน เพื่อจะกลืนกลายไปกับคนอื่นๆ

สำหรับหนังตอน Planetarium คุณได้จินตนาการถึงประวัติศาสตร์ว่าด้วยโครงสร้างอำนาจของรัฐบาล ที่พยายามจะดัดนิสัยประชาชนผู้ไม่ยอมเชื่อฟังรัฐ โดยกระบวนการบำบัดด้วยแสง ส่งผลให้ผู้คนที่เคยดื้อแพ่งเหล่านั้นมีอาการยิ้มอยู่ตลอดเวลาและกลายเป็นคนว่านอนสอนง่าย อะไรคือสารที่คุณต้องการสื่อผ่านหนังตอนนี้?

จุฬญาณนนท์: ในสถานการณ์อย่างที่พวกเรารับรู้กัน เราสามารถเข้าใจภาวะที่เกิดขึ้นในหนังตอนนี้ได้ เมื่อเราถูกกระทำจากรัฐบาลชุดปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อการติดต่อสื่อสารระหว่างปัจเจกบุคคลถูกควบคุม อำนาจรัฐวางเป้าหมายที่จะกำหนดบงการทุกสิ่งทุกอย่าง ผมต้องการแสดงให้ผู้ชมได้เห็นว่า โลกที่ทุกอย่างถูกกำหนดควบคุมชนิดเบ็ดเสร็จเด็ดขาดนั้น มีลักษณะเป็นเช่นไร

planet

ทำไมการที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้มาฉายในคานส์จึงมีความสำคัญ?

จุฬญาณนนท์: ก่อนมาร่วมทำหนังเรื่องนี้ ผมก็อุทิศงานทุกชิ้นของตนเองให้แก่ประเด็นทางการเมือง ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมสนใจเสมอมา การที่หนังได้มาฉายในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ถือเป็นโอกาสอันดีเยี่ยม ที่จะช่วยให้มันมีเกราะป้องกันตัวอันแข็งแกร่งยิ่งขึ้น และทำให้เรายังพอมีความหวังว่าหนังจะสามารถเข้าฉายในประเทศไทยได้

ที่มา https://www.festival-cannes.com/en/festival/actualites/articles/10-years-thailand-in-conversation-with-chulayarnnon-siriphol-and-wisit-sasanatieng

ข่าวบันเทิง

เผยรอบฉายปฐมทัศน์โลก “Ten Years Thailand” พร้อมเรื่องย่อ

หลังได้รับคัดเลือกให้เข้าฉายในสาย Special Screenings ของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ประจำปีนี้

ล่าสุด มีการประกาศออกมาแล้วว่า หนังไทยเรื่อง “Ten Years Thailand” จะได้ฉายรอบปฐมทัศน์โลกที่คานส์ในวันที่ 10 พฤษภาคม โดยจะมีผู้กำกับทั้งสี่คนและนักแสดงเดินทางไปร่วมงานด้วย

ภาพยนตร์ไทยเรื่องนี้ประกอบด้วยหนังสั้นจำนวน 4 เรื่องของ 4 ผู้กำกับ ได้แก่

Sunset โดย อาทิตย์ อัสสรัตน์ เล่าเรื่องราวของทหารที่เข้าไปตรวจสอบนิทรรศการจัดแสดงผลงานศิลปะ, Planetarium โดย จุฬญาณนนท์ ศิริผล เป็นการเสียดสีชนชั้นนำไทยผ่านรูปแบบแฟนตาซีเหนือจริง, Catopia โดย วิศิษฏ์ ศาสนาเที่ยง นิทานเปรียบเทียบแนวเขย่าขวัญ ที่เล่าเรื่องราวของบรรดามนุษย์แมวฆาตกร ซึ่งออกไล่ล่าคนผู้ยังเหลือรอดในกรุงเทพฯ และ Song of the City โดย อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ที่นำเสนอเหตุการณ์ซึ่งตัวละครชายรายหนึ่งกำลังพยายามเสนอขาย “เครื่องช่วยนอนหลับ” ให้แก่คุณหมอในโรงพยาบาล

ten years thailand wp

ในมุมมองของแอนดรูว์ ชอย ลิม-หมิง ผู้อำนวยการสร้างโปรเจ็คท์หนัง Ten Years เขาเห็นว่า “Ten Years Thailand” มีความใกล้เคียงกับหนังต้นฉบับของฮ่องกงมากที่สุด ในแง่การถ่ายทอดภาวะผันผวนป่วนปั่นทางการเมือง

สอดคล้องกับอาทิตย์ หนึ่งในผู้กำกับ ซึ่งเห็นว่าตลอด 12 ปีที่ผ่านมา มีความขัดแย้งทางสังคมและการเมืองจำนวนมากมายเกิดขึ้นในประเทศไทย

“เกิดรัฐประหารขึ้นสองครั้ง และจนถึงตอนนี้ พวกเราก็ยังคงเฝ้ารอคอยการเลือกตั้ง ซึ่งจะนำพาประเทศกลับคืนสู่ความเป็นประชาธิปไตย ดังนั้น ผมจึงมองว่าคำถามเกี่ยวกับอนาคตภายภาคหน้าย่อมเป็นปริศนาที่พวกเราทุกคนล้วนกำลังครุ่นคิดถึงมัน และในฐานะคนทำหนัง เราก็มีช่องทางที่จะตั้งคำถามของตัวเองผ่านการสร้างภาพยนตร์”

ทั้งนี้ นอกจากประเทศไทยแล้ว โครงการ Ten Years เวอร์ชั่นไต้หวันและญี่ปุ่น ก็กำลังอยู่ในกระบวนการผลิตเช่นกัน

โดย Ten Years Taiwan จะพูดถึงประเด็นสิ่งแวดล้อม, สิทธิของแรงงาน และการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (หนึ่งในผู้กำกับของโปรเจ็กท์นี้คือ เลา เก็ก-ฮวต ผู้กำกับหนังสารคดีเรื่อง Absent without Leave)

ขณะที่ Ten Years Japan มี ฮิโรคาซึ โครีเอดะ ผู้กำกับดัง เป็นผู้อำนวยการสร้าง โดยหนังพูดถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม, เทคโนโลยี และการนำสงครามมาเป็นจุดขายทางการเมืองในสังคมญี่ปุ่น

ข้อมูลจากเพจ 10 Years Thailand และ http://www.scmp.com/magazines/post-magazine/arts-music/article/2143262/hong-kong-hit-film-ten-years-adapted-japan-taiwan

ภาพประกอบจากเพจ 10 Years Thailand

หมายเหตุ อ่านบทสัมภาษณ์ คุยกับ โปรดิวเซอร์, ผู้กำกับ, นักแสดงนำ ‘Ten Years Thailand’ หนังไทยไปคานส์เรื่องล่าสุด ได้ที่ https://prachatai.com/journal/2018/05/76737

คนมองหนัง

ว่าด้วย The Square

โดยส่วนตัว รู้สึกว่าท่ามกลางภาวะชุลมุนวุ่นวาย แวะโน่นแวะนี่ไปเรื่อยๆ หนังมันนำเสนอ “ข้อขัดแย้ง” หรือ “การเทียบเคียง” ในหลากหลายประเด็นดี

ในจำนวนนั้น “ประเด็นขัดแย้ง/การเทียบเคียง” เท่าที่ตัวเองรู้สึกว่าน่าสนใจ น่าสนุก และค่อนข้างอิน ก็คือ

หนึ่ง

ข้อขัดแย้งระหว่างเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น/ความอดทนอดกลั้นต่อความแตกต่างความหลากหลาย (ไม่ว่าจะดิบเถื่อนถึงขีดสุดขนาดไหน) กับ ข้อห้ามเรื่องการเหยียด หรือเรื่องการล่วงละเมิดกลุ่มคนต่างๆ ในสังคม ตั้งแต่ที่จำแนกด้วยอายุ เพศสภาพ ชาติพันธุ์ หรือสถานะทางเศรษฐกิจ (พูดง่ายๆ คือ เรื่องความถูกต้องทางการเมือง)

thesquare 3

ประเด็นนี้ หนังฉายภาพให้เห็นถึงการพยายามจะขยับขยายขอบเขตของงานศิลปะ ตลอดจนการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน อันอาจนำไปสู่เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นที่เปิดกว้างขึ้น หรือวุฒิภาวะที่สูงขึ้นของสังคมโดยรวม ในการอดทนอดกลั้นต่อความแตกต่างหลากหลาย (ทั้งในทางวัฒนธรรม ไปจนถึงทางสุขภาพกาย-ใจ)

แต่ขณะเดียวกัน ในการนี้ ภัณฑารักษ์ของพิพิธภัณฑ์ศิลปะก็จะไม่ได้เป็นแค่ “ภัณฑารักษ์” อีกต่อไป แต่กลับกลายเป็นทั้งเจ้าของโปรเจ็คท์สินค้าบางอย่าง คนขายของ เซเล็บ ซึ่งมีตัวมีตน หรือมีส่วนร่วมกับผลงานที่ถูกจัดแสดงยิ่งกว่าศิลปินเจ้าของผลงานเสียอีก

เช่นเดียวกัน เมื่อทางทีมงานพิพิธภัณฑ์ต้องการจะโปรโมทนิทรรศการใหม่ของตน “สื่อมวลชน” ที่พวกเขาเชิญมาร่วมงาน ก็มิได้เป็น “นักข่าวสายศิลปวัฒนธรรม” อะไรทำนองนั้น แต่เป็นหนุ่มนักทำไวรัลคลิปสองคน ซึ่งคลิปของพวกเขาจะส่งผลกระทบสำคัญต่อพิพิธภัณฑ์และภัณฑารักษ์ในเวลาต่อมา

สำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ การพยายามขยายขอบเขตดังกล่าวของงานศิลปะและการทำหน้าที่สื่อ ยังพัวพันโดยมิอาจแยกขาดจากการเหยียดหรือการล่วงละเมิดกลุ่มคนต่างๆ ในสังคม

ภัณฑารักษ์หนุ่มใหญ่ใช้อำนาจผ่านสถานภาพที่ได้เปรียบบางอย่าง ในเกมเซ็กส์ซึ่งเขาร่วมเล่น/ต่อรองกับสาวอเมริกัน

เพราะความหน้ามืดตามัว ภัณฑารักษ์คนเดิมพยายามตามหาโทรศัพท์มือถือที่ถูกลักขโมยไป ซึ่งมีสัญญาณเครื่องปรากฏขึ้น ณ แฟลตที่อาศัยของเหล่าคนยากจน ด้วยวิธีการที่บ้าบอเหลือเชื่อ จนเขามีกรณีขัดแย้ง/บาดแผลค้างคาใจกับเด็กน้อยที่น่าจะมีเชื้อสายมุสลิม (น่าสนใจว่า ผู้ที่เป็นต้นคิดให้ภัณฑารักษ์ก่อเรื่องราวนี้ขึ้น คือ ลูกน้องผิวดำของเขา)

และก็เป็นอีตาภัณฑารักษ์นี่แหละ ที่ไม่เคยสนใจไยดีกับคนจรจัดยากจนผู้ร้องขอความช่วยเหลือเจือจุนตามท้องถนนซักเท่าไหร่ สวนทางลิบลับกับคอนเซ็ปท์ของงานศิลปะชิ้นใหม่ในพิพิธภัณฑ์ที่เขาดูแลอยู่

รวมถึงไฮไลท์สำคัญตอนท้าย คือ คลิปโปรโมทนิทรรศการของพิพิธภัณฑ์ศิลปะ ที่ใช้ “เด็กฝรั่งผมทอง” มาแสดงเป็นเหยื่อของสถานการณ์บางอย่าง ซึ่งฉายให้เห็นถึงความขัดแย้งตึงเครียดระหว่างเสรีภาพในการแสดงออกกับข้อคำนึงถึงเรื่องความถูกต้องทางการเมืองอย่างชัดเจน

ระหว่างดูหนังเรื่องนี้ ผมจะนึกถึง Hidden อยู่นิดๆ เป็นครั้งคราว แต่สุดท้าย ก็รู้สึกว่า The Square เดินทางมาไกลกว่าหนังเรื่องนั้นพอสมควร ตามยุคสมัยและปัญหาทางสังคม-การเมือง (ในทวีปยุโรป) ที่สลับซับซ้อนยิ่งขึ้น

(อย่างน้อย จุดหนึ่งที่น่าสนใจใน The Square ก็คือ ภาวะที่พลเมืองชั้นสองในสังคมไม่ได้มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่คนกลุ่มนี้ประกอบด้วยหลายเสี้ยวส่วน มีทั้งส่วนที่ปรับตัวเข้าหาชนชั้นนำในสังคมได้ และส่วนที่ยังใช้ชีวิตอยู่ตรงชายขอบ แล้วเข้ามาก่อกวน/ปะทะกับคนระดับบน/ในศูนย์กลางอำนาจชั่วครั้งคราว)

สอง

การเทียบเคียงระหว่างคุณค่าสูงส่งของ “งานศิลปะ” กับ ภาวะสาธารณ์ของ “สื่อสมัยใหม่” โดยเฉพาะอินเตอร์เน็ต/โซเชียลมีเดีย

The-Square-3-1600x900-c-default

พร้อมๆ กับการพูดถึงข้อขัดแย้งประการแรก หนังก็กล่าวถึงการเทียบเคียงในประเด็นที่สองไปด้วยพร้อมๆ กัน

(เช่น กรณีไวรัลคลิป ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงทั้งข้อขัดแย้งระหว่างเสรีภาพในการแสดงออกกับความถูกต้องทางการเมือง และรอยต่อระหว่างงานศิลปะกับการสื่อสารในยุคโซเชียลมีเดีย)

ที่น่าสนใจ คือ หนังทำให้เราเห็นว่า ไม่ว่าจะเป็นคู่ตรงข้ามที่ต่างขั้วกันหรือไม่ก็ตาม “งานศิลปะในพิพิธภัณฑ์” และ “สื่อใหม่ในอินเตอร์เน็ต” ล้วนมีพลัง มีทุน มีกลุ่มผู้บริโภคที่พร้อมจะสนับสนุน และมีด้านอัปลักษณ์ของตัวมันเอง คล้ายคลึงกัน

ถ้าพลังและภาวะอัปลักษณ์ของ “สื่อใหม่” ปรากฏผ่านไวรัลคลิปอื้อฉาวช่วงท้ายเรื่อง

พลังและภาวะอัปลักษณ์ของ “ศิลปะชั้นสูง” ก็สำแดงตนผ่านปฏิกิริยาที่แขกผู้มีเกียรติ/ผู้สนับสนุนในแวดวงศิลปะชั้นสูง มีต่อการแสดงยั่วล้ออารมณ์และความถูกต้องทางการเมืองของ “โอเลก”

เช่นเดียวกัน การแสดงของ “โอเลก” และปฏิกิริยาโต้กลับของบรรดาชายใส่สูทผูกหูกระต่าย ยังแสดงให้เห็นถึงขีดจำกัดของเสรีภาพและความอดทนอดกลั้นได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตาม ถ้าถามว่ามีจุดติดขัดอะไรบ้างหรือไม่? ระหว่างนั่งชมหนังรางวัลปาล์มทองคำปีล่าสุดจากประเทศสวีเดนเรื่องนี้

ส่วนตัว ผมมีจุดงงๆ อยู่สองข้อ

thesquare4

ข้อแรก คือ จนตอนนี้ผมก็ยังแอบสงสัยว่าทำไมคุณภัณฑารักษ์และลูกน้องผิวดำจึงจัดการเรื่องโทรศัพท์มือถือถูกขโมยด้วยวิธีการที่เลยเถิดได้ถึงขนาดนั้น? 555

(ถ้าให้เดา นั่นอาจเป็นภาวะแปลกแยกตัวใครตัวมันจนเคว้งคว้างทำอะไรไม่ถูกเมื่อเจอปัญหาง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน ของผู้คนในมหานครระดับ global city หรืออีกทางหนึ่ง นั่นก็อาจเป็นปัญหาของวิถีชีวิตที่แทบจะปลอดจากเจ้าหน้าที่รัฐตัวเป็นๆ อาทิ ตำรวจ)

อีกข้อ คือ คงมีหลายคนรู้สึกว่าหนังมีอาการรุ่มร่ามอยู่พอสมควร สำหรับผม ผมเห็นว่าหนังใช้ตัวละครเปลืองไปนิด

ถ้าใครได้ดูหนังแล้ว ก็คงพบว่า The Square ประกอบไปด้วยส่วนเสี้ยวเรื่องราวต่างๆ จำนวนมาก โดยแต่ละเสี้ยวส่วน ที่นำไปสู่ประเด็นข้อถกเถียง/ขัดแย้งอันแตกต่าง (หรือสอดคล้อง) กันไป ก็จะมีตัวละครสมทบรายเล็กรายน้อยปรากฏขึ้น

ผมยังรู้สึกว่าตัวละครสมทบบางรายสามารถทำหน้าที่ของตนเองได้มากกว่าหนึ่งตำแหน่ง (หรือทำหน้าที่เกินเลยจากส่วนเสี้ยวที่ตนเองมีบทบาทจำเพาะอยู่) เพื่อหนังจะได้ลดทอนตัวละครเล็กๆ น้อยๆ รายอื่นออกไปบ้าง

แต่ดูเหมือนผู้กำกับจะเลือกจำกัดตัวละครมากมายเหล่านั้นไว้ในส่วนเสี้ยว/หน้าที่เฉพาะของพวกเขา และไม่พยายามควบรวมตัวละครหรือตัดทอนใครออกไป

เช่น เพื่อจะกล่าวถึงความขัดแย้งหรือสายสัมพันธ์ระหว่างภัณฑารักษ์ฐานะดีกับกลุ่มคนยากจน/คนชายขอบ/คนผิวสีในสังคม

ขณะที่ตัวละครภัณฑารักษ์อันเป็นศูนย์กลางของหนังมีอยู่เพียงหนึ่งเดียว แต่ตัวละครคู่ตรงข้ามกลับมีทั้งหนุ่มผิวสี/สาวมุสลิมในพิพิธภัณฑ์ เด็กชายมุสลิมในแฟลตคนจน และแก๊งแว้นมอเตอร์ไซค์หน้าแฟลต  (ไม่รวมถึงคนยากจนจรจัดอีกมากหน้าหลายตาที่ปรากฏกายบนจอภาพยนตร์แบบผ่านมาแล้วก็ผ่านไป)

ซึ่งตัวละครบางรายก็ถูกทิ้งขว้างออกไปอย่างง่ายๆ และน่าเสียดาย หลังจากหมดสิ้นบทบาทสั้นๆ ของตนเอง อาทิ เจ้าหน้าพิพิธภัณฑ์ที่เป็นสาวมุสลิม และแก๊งมอเตอร์ไซค์

ข่าวบันเทิง

คนทำหนังไทยกวาดหลายรางวัลจากเทศกาลภาพยนตร์สิงคโปร์

ประกาศผลออกมาแล้ว สำหรับรางวัลสาขาต่างๆ ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติสิงคโปร์ 2017

เริ่มต้นจากสายการประกวดหลัก “ซิลเวอร์ สกรีน อวอร์ดส์” ซึ่งพิจารณามอบรางวัลสาขาต่างๆ ให้แก่ภาพยนตร์ขนาดยาวจากภูมิภาคอาเซียนนั้น รางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม ตกเป็นของ “อนุชา บุญยวรรธนะ” จากหนังไทยเรื่อง “มะลิลา”

คณะกรรมการระบุถึงเหตุผลในการมอบรางวัลให้แก่อนุชาเอาไว้ว่า

24174424_1881816388514544_3781894476038859976_n
ภาพจากเพจเฟซบุ๊ก Singapore International Film Festival – SGIFF

“รางวัลนี้มอบให้แก่ความเงียบสงบ, การสั่นสะเทือนอารมณ์อย่างสูง รวมถึงการมุ่งสำรวจองค์ประกอบพื้นฐานในการดำรงอยู่ของมนุษย์ผ่านการถ่ายภาพอันสวยงาม อันเป็นผลงานของผู้กำกับภาพยนตร์

“หนังเรื่องนี้ผลักดันคนดูอย่างแผ่วเบาให้ก้าวเข้าไปสู่สภาวะแห่งการเพ่งสมาธิ ซึ่งเปิดโอกาสให้เราได้ไตร่ตรองตรวจสอบตนเอง และความหมายของการดำรงอยู่ในช่วงเวลาปัจจุบันขณะ

“นี่คือหนังว่าด้วยการดำรงอยู่กับปัจจุบัน การดำรงอยู่กับชีวิต และการดำรงอยู่กับความตาย”

ส่วนในสายการประกวดภาพยนตร์สั้นอาเซียนยอดเยี่ยม ปรากฏว่า “สรยศ ประภาพันธ์” ได้รับรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม จากหนังสั้นเรื่องดัง “อวสานซาวด์แมน”

สรยศ again
ภาพจากเพจเฟซบุ๊ก Singapore International Film Festival – SGIFF

“ผู้กำกับหนังสั้นเรื่องนี้มีความชำนิชำนาญในการเล่าเรื่องเป็นอย่างยิ่ง

“การเทียบเคียงภาวะของการส่งเสียงกับความเงียบงัน เพื่อถ่ายทอดแก่นเรื่องและประเด็นต่างๆ ภายในหนัง ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ โดยไม่ต้องพยายามจะทำอะไรให้หนักมือเกินควร

“แนวทางการกำกับเช่นนั้นส่งผลให้หนังสั้นเรื่องนี้มีทั้งความเฉียบคมและตรงเป้าเป็นอย่างมาก” คณะกรรมการกล่าวยกย่องสรยศ

ขณะเดียวกัน “อวสานซาวด์แมน” ยังได้รับรางวัล Youth Jury Prize จากทางเทศกาลไปอีกหนึ่งรางวัล

นอกจากนี้ Southeast Asian Film Lab ซึ่งเป็นกิจกรรมเวิร์กช็อปแนวทางการพัฒนาเรื่องราวให้แก่ผู้กำกับภาพยนตร์หน้าใหม่ของภูมิภาคอาเซียน ซึ่งมีโครงการหนังยาวเรื่องแรกอยู่ในมือ ยังมอบรางวัล the Most Promising Project หรือ “โครงการที่น่าจับตาที่สุด” (ตัดสินจากการนำเสนอโปรเจ็คท์หนังยาวต่อหน้าบุคลากรในอุตสาหกรรมภาพยนตร์) ให้แก่ โครงการหนังยาวเรื่อง “A Useful Ghost” โดย “รัชฏ์ภูมิ บุญบัญชาโชค”

อุ้ย
ขอบคุณภาพประกอบจากเฟซบุ๊ก Vorakorn Ruetaivanichkul

ข้อมูลจาก http://sgiff.com/silver-screen-awards/