จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

ปราบมารโดย “ไม่ฆ่า”: ความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในตอนจบ “เทพสามฤดู” ฉบับล่าสุด

ขอเขียนถึง “เทพสามฤดู” เวอร์ชั่นล่าสุดเป็นการส่งท้าย โดยเน้นน้ำหนักไปที่ตอนอวสานเมื่อวันเสาร์ที่ 24 ก.พ. ที่ผ่านมา

ชะตากรรมอันน่าผิดหวังของ “มาตุลีเทพบุตร”

มาตุลี

ดังที่ผมเคยเขียนไว้ก่อนหน้านี้ว่าใน “เทพสามฤดู 2546” บทบาทของตัวละครสมทบรายสำคัญอย่าง “มาตุลีเทพบุตร” ที่แสดงโดย “ท้าวดักแด้” นั้นค่อยๆ เฝดหายไป (อย่างไร้เหตุผล) ในช่วงท้าย

ก่อนจะโผล่มานิดหน่อยตรงช่วงปลายของตอนอวสาน โดย “มาตุลีเทพบุตร” ได้ร่วมฉากตลกๆ เป็นกิมมิกเล็กๆ กับเจ้างั่ง กระหังป่า (“มาตุลี” บอกว่าตนเองมัวแต่หลงป่าอยู่ เลยหายตัวไปนาน ดังนั้น เมื่อพระอิศวรได้เสด็จกลับขึ้นสวรรค์ไปแล้ว เทพบริวารองค์นี้จึงยังวนเวียนบนโลกมนุษย์อยู่กับเจ้างั่ง)

ว่ากันว่าสาเหตุที่ทำให้บทบาทของ “มาตุลีเทพบุตร” ขาดหายไปร่วมสิบตอน เมื่อคราวปี 2546 ก็เพราะ “ท้าวดักแด้” มีภารกิจอื่น จนไม่สามารถปลีกเวลามาร่วมแสดงในละครที่ถูกยืดขยายให้ยาวออกไปได้

เข้าสู่ปี 2560 (ถึงต้นปี 2561) “เทพสามฤดู” เวอร์ชั่นใหม่ นำบทละครดั้งเดิมของปี 2546 มาใช้ถ่ายทำเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์

อย่างไรก็ดี เมื่อทีมงานพบปัญหาเฉพาะหน้าตอนกลางๆ เรื่อง นั่นคือ การขาดหายไปของตัวละครอำมาตย์อาจอง (เพราะอาการเจ็บป่วยและปัญหาชีวิตของ “กิตติ ดัสกร” นักแสดงผู้รับบทดังกล่าว)

ผู้สร้างก็สามารถแก้ไขปัญหาที่อยู่นอกเหนือจากบทละครเก่าได้ดีมากๆ ด้วยการใส่บทสนทนาเพิ่มเติม โดยอ้างว่าอำมาตย์อาจองไปเก็บตัวฝึกพระเวทย์อยู่ (เก็บตัวกระทั่งละครจบ 555)

ผมจึงคาดหวังว่าผู้สร้าง “เทพสามฤดู” เวอร์ชั่นใหม่ จะแก้ปัญหาของตัวละคร “มาตุลีเทพบุตร” ที่เป็น “แผล” ของละครฉบับก่อน ได้ดีพอสมควร

แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสาเหตุใดบ้าง? (เช่น อาจต้องรีบถ่ายทำในช่วงท้ายเรื่อง ฯลฯ) “มาตุลี” ปี 2560 จึงต้องหายตัวไปในช่วงปลายของละครเช่นเดียวกับ “มาตุลี” เมื่อ 14 ปีก่อนแบบเป๊ะๆ

ทั้งๆ ที่ “ธรรมศักดิ์ สุริยน” นักแสดงอาวุโสผู้รับบท “มาตุลีเทพบุตร” รุ่นปัจจุบัน ไม่น่าจะมีคิวงานแทรกเข้ามาเหมือนกรณี “ท้าวดักแด้” จะว่าแกเจ็บป่วยกะทันหันก็ไม่น่าใช่ เพราะยังมีชื่อคุณธรรมศักดิ์ร่วมเป็นนักแสดงใน “สังข์ทอง 2561” ที่ลงจอต่อจาก “เทพสามฤดู”

“มาตุลีเทพบุตร” ปี 2560-61 จึงน่าจะถูกลดทอนบทบาทลงในตอนท้าย เพราะบทบาทดังกล่าวถูกตัดออกไป (เนื่องจากปัญหาเรื่องคิวนักแสดง) มาตั้งแต่ในบทละครปี 2546 นั่นแหละ

เช่นเดียวกับละครเวอร์ชั่นก่อน “มาตุลี” กลับมาปรากฏกายหน้าจออีกนิดๆ หน่อยๆ ในตอนอวสาน ผิดแต่เพียงว่า “มาตุลีเทพบุตร” ที่รับบทโดยธรรมศักดิ์ ไปปรากฏตัวเป็นเทวดาบนสรวงสรรค์ข้างกายพระอิศวร มิใช่เทวดาตกสวรรค์ ซึ่งต้องใช้ชีวิตอยู่กับไอ้งั่ง (แถมโดนควบคุมด้วยคาถาเด็กจู้จี้อีกต่างหาก)

น่าเสียดายที่ทีมผู้สร้าง “เทพสามฤดู” ฉบับล่าสุด แก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าเรื่อง “มาตุลีเทพบุตร” ได้ไม่ดีและไม่ละเอียดเท่าที่ควร

มิฉะนั้น เราอาจได้เห็น “ลุงมาตุ” มีบทบาทสำคัญ (และสมเหตุสมผล) มากกว่านี้ในละครหลายตอนสุดท้าย

ตัวละครที่ถูกปล่อยทิ้ง

“เทพสามฤดู” เวอร์ชั่นใหม่ กับเวอร์ชั่นปี 2546 ยังมีลักษณะร่วมสำคัญอีกหนึ่งประการ นั่นคือ การตัดสินใจปล่อยทิ้ง/ไม่กล่าวถึงตัวละครบางกลุ่มในตอนจบ

ได้แก่ นางยักษ์โชตนา และบริวาร รวมถึงพระมเหสีทัศนีย์ อำมาตย์อาจอง (คนนี้ต้องหายไปอยู่แล้วในเวอร์ชั่น 60-61) และบริวารที่เมืองโคธรรพ์

ผมยังรู้สึกว่านี่คือจุดอ่อนเล็กๆ ในบทละครจักรๆ วงศ์ๆ ของ “รัมภา ภิรมย์ภักดี” ซึ่งมักทิ้งค้างชะตากรรมของตัวละครบางกลุ่มเอาไว้ โดยไม่มีบทลงเอยใดๆ (แถมไม่ใช่การสรุปแบบปลายเปิดด้วย แต่เป็นการละทิ้งข้ามผ่านไปเฉยๆ ราวกับตัวละครพวกนี้ไม่เคยมีบทบาทสำคัญใดๆ)

ถ้าเทียบกับ “นันทนา วีระชน” นัทนาจะจัดแจงเคลียร์คัทหรือสรุปรวบรัดชะตากรรม ณ เบื้องท้ายของบรรดาตัวละครได้หมดจดชัดเจนกว่า (ถ้าคิดอะไรไม่ออก แกก็ฆ่ามันให้หมด 555)

อย่างไรก็ตาม ปัญหาตรงนี้อาจไม่ใช่ “ปัญหา” ซะทีเดียว ถ้านำไปครุ่นคิดพิจารณาร่วมกับ “ข้อแตกต่าง” สำคัญ ที่เพิ่งบังเกิดขึ้นใน “เทพสามฤดู” ฉบับล่าสุด

ปราบมารโดย “ไม่ฆ่า”

“ลักษณะสำคัญ” อันโดดเด่น ที่ส่งผลให้ “เทพสามฤดู 2560-61” แตกต่างจากละครเมื่อปี 2546 ชัดเจน ก็คือ ชะตากรรมของเหล่าร้ายระดับนำๆ ในเรื่อง

ใน “เทพสามฤดู 2546” บรรดาตัวละครฝ่ายร้ายรายสำคัญล้วนถูกพระอิศวร เทพสามฤดู พระพาย และพันธมิตร สังหารจนหมดสิ้น

ตั้งแต่สามศรี (เวอร์ชั่นที่แล้ว ถูกจัดการโดยเจ้างั่ง คราวนี้ ถูกเผาโดยไฟจากปากจระเข้กุมภีล์) ภูตดำ ปราบไตรจักร ท้าวจักรวรรดิ โคธรรพ์ และขันธมาร (รายนี้ ในเวอร์ชั่น 2546 ไม่แน่ใจว่าตายหรือไม่ แต่ก็มีแนวโน้มว่าจะสิ้นชีพ เพราะหลังจากถูกพระอิศวรปล่อยแสงจัดการ ละครก็ไม่พูดถึงพญามารอีกเลย)

ในสงครามปราบมารของ “เทพสามฤดู 46” มีตัวละครสมทบรายสำคัญในฝ่ายพระเอกที่ต้องพลีชีพเหมือนกัน นั่นคือ นันทเสน ซึ่งถูกขันธมารสังหาร

อย่างไรก็ดี ดูเหมือนชะตากรรมของตัวละครเหล่านี้ (เกือบทั้งหมด) จะผันแปรไปในทางที่ดีขึ้น ใน “เทพสามฤดู 60-61”

มีแค่สามศรี และ (อาจจะ) ภูตดำ เท่านั้น ที่ถูกจัดการจนสิ้นชีวิต

ทว่า ปราบไตรจักร ท้าวจักรวรรดิ โคธรรพ์ ขันธมาร รวมทั้งนันทเสน ล้วน “ไม่ตาย”

ฝ่ายนันทเสน (และเพื่อนซี้ สุระผัด) ไม่ได้ออกรบในศึกสุดท้ายกับพวกมาร เขาจึงรอดชีวิตสบายๆ (ขณะที่ในละครเวอร์ชั่นก่อน พอพระพิรุณรับมือขันธมารไม่ไหว ก็สั่นระฆังเรียกลิง-ยักษ์คู่นี้มาช่วย ก่อนที่ลิงจะถูกฆ่า)

ใน “เทพสามฤดู 46” มีแค่ขันธมารตนเดียวที่ถูกพระอิศวรจัดการ ส่วนตัวร้ายระดับนำรายอื่นๆ ถูกเทพสามฤดูแยกย้ายไปจัดการและสังหารเรียบวุธ

ใน “เทพสามฤดู 60-61” กลายเป็นว่าเมื่อพระอิศวรฟื้นคืนอิทธิฤทธิ์ หลังได้ดมกลิ่นดอกปาริชาติที่ก้นเหวลึก พระองค์ก็ปรากฏกายขึ้น และจัดการเหล่าร้ายทั้งหมดด้วยพระองค์เอง

ดูเหมือนจะมีแค่ภูตดำและมารบริวารของขันธมารเท่านั้น ที่ตายจากฤทธานุภาพของจอมเทพ

สำหรับขันธมาร ละครฉบับล่าสุดอธิบายรายละเอียดเพิ่มเติมว่าพระอิศวรมิได้สังหารพญามารตนนี้ แต่ได้นำตัวไปมอบให้จอมอสูรกักกันไว้ท่ามกลางไฟนรก

(จอมอสูรนี่ก็ร้าย เพราะเวลาพระอิศวรฟื้นคืนอิทธิฤทธิ์ เจ้านี่ก็ยอมเชื่อฟังโดยดี แต่ตอนขันธมารเรืองอำนาจ จอมอสูรก็มอบไฟประลัยกัลป์ให้ขันธมารไปใช้เผาต้นปาริชาติ เพื่อทำลายโอกาสฟื้นคืนอำนาจของพระอิศวร)

เช่นเดียวกัน โคธรรพ์ ท้าวจักรวรรดิ และปราบไตรจักร ที่โดนพระอิศวรปล่อยแสงใส่จนระเบิดตูมตาม ล้วนยังมีชีวิตเหลือรอด

แต่ทั้งสามกลับถูกควบคุมตัวโดยคาถาเด็กจู้จี้ ภายใต้การดูแลของเจ้างั่ง กระหังป่า (พูดง่ายๆ คือ ละครเวอร์ชั่นล่าสุด นำสามตัวร้ายมาสวมบทตลกปิดท้ายเรื่องแทน “มาตุลีเทพบุตร” ในเวอร์ชั่นที่แล้ว)

หลายปีที่ผ่านมา บทละครจักรๆ วงศ์ๆ ที่เขียนโดย “นันทนา วีระชน” มักจะสรุปเรื่องราวด้วยการฆ่าเหล่าร้าย (หรือคนนอกลู่นอกทาง ที่ไม่ถึงกับร้ายกาจเสียทีเดียว) ไม่ให้เหลือซาก (เอาเข้าจริง กระทั่ง “เทพสามฤดู” เวอร์ชั่นก่อนที่เขียนโดย “รัมภา ภิรมย์ภักดี” ก็มีลักษณะเดียวกัน)

อย่างไรก็ตาม บทสรุปของ “เทพสามฤดู 2560-61” นั้นผิดแผกออกไป กล่าวคือ การฟื้นคืนอำนาจของมหาเทพ หรือการรื้อฟื้นระบบระเบียบที่เหมาะสมและถูกต้องทำนองคลองธรรม อาจมิได้หมายถึงการฆ่าล้างฝ่ายตรงข้าม

แต่การฟื้นคืนระบอบอำนาจเดิม อาจหมายถึงการพยายามจะควบคุมฝ่ายตรงข้ามเอาไว้ให้อยู่ภายใต้กฎกติกาบางอย่าง (และอาจหมายถึงการเปิดโอกาสให้พวกเขาได้กลับตัวกลับใจด้วย)

ที่น่าคิดต่อ คือ การเลือกจบแบบ “ไม่ฆ่า” ของ “เทพสามฤดู” ฉบับล่าสุด ดูจะสอดคล้องกันดีกับการละทิ้งไม่กล่าวถึงตัวละครฝ่ายร้ายบางกลุ่มบางราย เช่น นางยักษ์โชตนาและมเหสีทัศนีย์

เป็นไปได้ว่าบุคคลเหล่านั้นก็คงต้องตกอยู่ภายใต้การกำกับควบคุมเช่นเดียวกับเหล่าร้ายรายอื่นๆ

ขณะเดียวกัน การที่เหล่าร้ายตัวสำคัญๆ ล้วนยังมีชีวิตอยู่ ก็บ่งชี้ถึงโอกาส/ความเป็นไปได้ที่พวกเขาและเธอจะกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง เพื่อท้าทายอำนาจนำอีกหน

เมื่อดุลยภาพทางการเมืองระหว่างเทพกับมารผันแปรพลิกเปลี่ยนไปอีกครา

คลิกชมตอนจบของ “เทพสามฤดู” สองเวอร์ชั่นได้ในคลิปวิดีโอด้านล่าง

Advertisements
จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

ประเด็นน่าจับตาเกี่ยวกับ “เทพสามฤดู” หลังปี 2561

ก่อนอื่นก็ต้องขอสวัสดีปีใหม่ 2561 ด้วยภาพสวยๆ จากอินสตาแกรมสามเศียรกันก่อน เป็นลำดับแรกสุด

ทีนี้ มาพูดถึงประเด็นที่ต้องจับตาเกี่ยวกับละครจักรๆ วงศ์ๆ “เทพสามฤดู” หลังปี 2561 กันบ้าง

ความนิยมล่าสุด

เริ่มจากประเด็นแรก คือ เรตติ้ง

น่าสนใจว่าระยะหลังๆ การเสาะหาสถิติเรตติ้งทางโทรทัศน์ของ “เทพสามฤดู” นั้นทำได้ยากมาก จากที่เมื่อก่อน มีผู้นำตัวเลขมาเผยแพร่ในเว็บไซต์พันทิป แต่ปัจจุบัน ข้อมูลส่วนดังกล่าวก็ไม่ได้ถูกนำเสนอออกมา

ส่วนเว็บไซต์เอจีบีนีลเซ่นก็เพิ่งอัพเดตข้อมูลเรตติ้งทีวีถึงช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2560

อย่างไรก็ดี เข้าใจว่าเรตติ้งของ “เทพสามฤดู” คงยังไปไม่ถึง 7.1 ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดที่เคยทำไว้ เพราะหากตัวเลขเรตติ้งทำลายสถิติเดิม อย่างน้อยที่สุด อินสตาแกรมสามเศียรคงต้องรายงานความสำเร็จดังกล่าวให้แฟนๆ ได้รับทราบกันบ้างแล้ว

ทว่า ในส่วนของยูทูบ หลังจากสามเศียรประกาศเปิดช่องทางการของตนเอง และตระเวนลบ-เคลียร์คลิปย้อนหลังที่ยูทูบช่องอื่นๆ นำมาเผยแพร่ก่อนหน้านี้ เรียบร้อยเสร็จสรรพ

ผลลัพธ์ที่ออกมาก็ค่อนข้างน่าพอใจ

ล่าสุด ตัวเลขจำนวนสมาชิกช่อง SAMSEARN OFFICIAL นั้นอยู่ที่เกือบๆ 86,000 คน

ส่วนคลิปละครย้อนหลังตั้งแต่ตอนที่ 51-54 (ซึ่งหันมาใช้ระบบคลิปยาวคลิปเดียวต่อละครหนึ่งตอน แทนที่จะซอยละครหนึ่งตอนออกเป็นห้าคลิปย่อยตามจำนวนเบรกโฆษณาในทีวี) ก็มียอดวิวทะลุหนึ่งล้านโดยตลอด

นับว่าผลตอบรับที่มีต่อ “เทพสามฤดู” ในโลกออนไลน์ยังคงไปได้สวยทีเดียว

จะมีอะไรใหม่อีก?

อีกหนึ่งคำถามสำคัญ ก็คือ เนื้อเรื่องของละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องนี้จะเป็นยังไงต่อ จะมีอะไรผิดแผกแหวกแนวจากละครเวอร์ชั่นก่อนเมื่อปี 2546 อีกหรือไม่?

อย่างที่รู้กันว่า “เทพสามฤดู 2560-61” นั้นแทบจะนำบทละครเดิมเมื่อ 14-15 ปีก่อน มา reshoot ใหม่แบบเป๊ะๆ

แต่ก็มีรายละเอียดบางอย่างที่ต้องปรับเปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็นการร่ายรำศิวนาฏราชที่ใส่เข้ามาใหม่ (ระยะหลังๆ ชักหายไป) หรือการแก้ปัญหาเรื่องตัวละครอำมาตย์อาจอง เมื่อ “กิตติ ดัสกร” ผู้รับบทบาท มีปัญหาสุขภาพส่วนตัว

จุดที่น่าจับตาสำหรับละครเวอร์ชั่นปัจจุบัน คือ ชะตากรรมของ “มาตุลีเทพบุตร” จะลงเอยอย่างไร?

เมื่อปี 2546 ตัวละครรายนี้ที่รับบทโดย “ท้าวดักแด้” ได้หายไปจากหน้าจอเสียเฉยๆ โดยไม่มีปี่มีขลุ่ย เพราะนักแสดงติดภารกิจอื่น หลังละครถูกยืดให้ยาวขึ้น

ทว่า “ธรรมศักดิ์ สุริยน” ผู้รับบทเป็น “เทพมาตุลี 2560-61” ไม่น่าจะมีปัญหาเรื่องคิวงาน

จึงน่าเชื่อว่าบทสรุปของตัวละคร “มาตุลีเทพบุตร” ใน “เทพสามฤดู” ฉบับนี้ คงจะแตกต่างจากฉบับก่อนอย่างแน่นอน

แต่จะต่างอย่างไรนั้น ต้องจับตาดูกัน

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

2 ความเท่ห์ใน “เทพสามฤดู 60”: “อำมาตย์อาจอง” กักตัวฝึกพระเวทย์-“สามศรี” มี “สามร่าง”

“เทพสามฤดู 2560” ตอนที่ 41 ประจำวันเสาร์ที่ 18 พ.ย. 2560 นั้นมีเนื้อหาหรือรายละเอียดหลายจุดน่าสนใจมากๆ ครับ

จุดแรก

ดังที่เคยพูดถึงไว้แล้วว่า ดูเหมือนทางสามเศียรจะพยายามหาทางคลี่คลายปัญหาที่เกิดจากอาการเจ็บป่วยของนักแสดงอาวุโส “กิตติ ดัสกร” อย่างละเอียดลออพอสมควร

เริ่มจากการเกลี่ยบทของ “อำมาตย์อาจอง” (ซึ่งแสดงโดยกิตติ) ไปให้ “หมื่นมิตร” ตัวละครที่เป็นลูกน้องคนสนิทของท่านอำมาตย์

อย่างไรก็ดี เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน ทางผู้กำกับ-ผู้เขียนบท ได้มีวิธีจัดการกับการหายตัวไปของ “อำมาตย์อาจอง” ที่ดีและแยบคายกว่านั้น แถมยังเหนือกว่าละครจักรๆ วงศ์ๆ ที่ผ่านๆ มา อีกหลายเรื่อง

(ซึ่งเวลานักแสดงคนใดติดภารกิจสำคัญจนไม่สามารถกลับมาถ่ายละครได้อีก หรือตัวละครที่นักแสดงผู้นั้นรับบทบาทเริ่มหมดความสำคัญในตัวเรื่อง จนผู้กำกับ-ผู้เขียนบทไม่รู้ว่าควรจะไปต่อยังไง ทางค่ายสามเศียรก็มักจะตัดตัวละครดังกล่าวทิ้งไปเสียดื้อๆ)

วิธีการที่ว่าปรากฏอยู่ระหว่างนาทีที่ 05.10-05.59 ของคลิปด้านบน ซึ่งเป็นการเจรจาความกันระหว่าง “ท้าวโคธรรพ์” หนึ่งในตัวร้ายของละคร กับ “หมื่นมิตร” ที่สามารถถอดเป็นบทสนทนาได้ว่า

ท้าวโคธรรพ์: เราจะไปดูสามศรีหน่อย จนป่านนี้แล้วยังไม่ได้เรื่องไม่ได้ราว (ในภารกิจจับตัวองค์อิศรา) หมื่นมิตร!

หมื่นมิตร: พระเจ้าค่ะ

ท้าวโคธรรพ์: ท่านพ่อ (อำมาตย์อาจอง ที่รับบทโดยกิตติ) เป็นยังไงบ้าง?

หมื่นมิตร: ท่านอำมาตย์ยังอยู่ในห้องฝึกพระเวทย์อยู่พระเจ้าค่ะ

ท้าวโคธรรพ์: อือ ถ้าเช่นนั้น เราคงต้องขอฝากทางนี้ไว้กับเจ้าด้วย

หมื่นมิตร: เอ่อ ข้าพุทธเจ้า… (แสดงสีหน้าวิตกกังวล)

ท้าวโคธรรพ์: ไม่ต้องกลัว เราจะให้ภูตดำอยู่กับเจ้า นอกจากภูตดำแล้ว เรายังมีทหารที่เป็นหูเป็นตาให้กับเราได้อีก

หมื่นมิตร: ถ้าเช่นนั้น ข้าพุทธเจ้าจะพยายามสนองพระมหากรุณาธิคุณอย่างสุดความสามารถพระเจ้าค่ะ

เท่าที่ตามดูละครจักรๆ วงศ์ๆ อย่างจริงจังมานานหลายปี นี่น่าจะเป็นครั้งแรกๆ ที่ค่ายสามเศียรตัดสินใจแก้ไขปัญหานักแสดง “ต้อง” หายไปจากหน้าจอ อย่างเป็นระบบ และสร้างคำชี้แจงแก่คนดูผ่านทางบทสนทนาของตัวละคร

นอกจากนี้ การแก้ปัญหาเรื่องตัวละครอำมาตย์อาจอง ยังบ่งชี้ว่าบทละคร “เทพสามฤดู 2560” นั้น ไม่ได้มุ่งหน้าเดินตาม “เทพสามฤดู 2546” แบบเป๊ะๆ เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์

ทว่า เมื่อถึงคราต้องแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้า ด้วยการ “ด้นสด” ทางทีมงานก็สามารถดำเนินเรื่องราวไปในทิศทางอันผิดแผกจากโครงสร้าง/รายละเอียดเดิมๆ ได้บ้าง

จุดที่สอง

สามศรีสามร่าง

นี่เป็นอีกองค์ประกอบหนึ่ง ที่ “เทพสามฤดู 2560” ต่างจาก “เทพสามฤดู 2546”

กล่าวคือ เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายนเช่นกัน มีฉากดวลกันระหว่าง “พระราหู” ตัวละครพระเอกกึ่งเทพกึ่งอสูรขวัญใจแม่ยก กับ “สามศรี” ตัวร้ายหน้าหล่อครึ่งคนครึ่งวัวขวัญใจสาวๆ

ปรากฏว่ามีจังหวะหนึ่ง (นาทีที่ 8.27 จนจบคลิปด้านบน) ที่ “สามศรี” แยกร่างตัวเองออกเป็น “สามร่าง” เพื่อเล่นงาน “พระราหู”

เมื่อตรวจสอบดูฉากเดียวกันใน “เทพสามฤดู 2546” พบว่า “สามศรี” เวอร์ชั่นที่แล้ว ไม่ได้เล่นงาน “พระราหู” ด้วยกลยุทธ์ “แยกสามร่าง” เช่นนี้ (นาทีที่ 10.08-12.24 ในคลิปด้านล่าง)

อย่างไรก็ตาม การแยกร่างของ “สามศรี” ใน “เทพสามฤดู 2546” เกิดขึ้นก่อนหน้านั้น เมื่อเขาแยกร่างตัวเองออกเป็น “4 คน” เหมือนเป็นการสร้าง “มายาภาพ” หลอกล่อ “สุวรรณอัมพร” คนรักของ “พระราหู” (นาทีที่ 8.46-9.32 ในคลิปเดียวกัน)

ดังนั้น การแยกสามร่างของ “สามศรี” จึงถือเป็นนวัตกรรมของ “เทพสามฤดู 2560” ซึ่งไปสอดคล้องต้องกันพอดีกับเรื่องราวฉบับ “วรรณกรรมวัดเกาะ” ที่เล่าว่า

“โคธรรพ์ฤาษี” ได้นำตัวบุตรชายไปประกอบพิธีศักดิ์สิทธิ์ ท่ามกลางการชุมนุมของเทวดา ครุฑ นาค ยักษ์ ก่อนจะปั้นหุ่นดินขึ้นมาสองตัว จากนั้น พระฤาษีจึงนำน้ำอมฤตรดใส่ร่างบุตรชาย พร้อมๆ กับการนำหุ่นดินสองตัวไปสุมไฟ

ท้ายสุด หุ่นดินคู่นั้นก็กลับกลายเป็นมีชีวิต ทั้งยังมีรูปร่างหน้าตาประดุจเดียวกันกับบุตรชายของโคธรรพ์ฤาษีไม่ผิดเพี้ยน

ด้วยเหตุนี้ พระฤาษีจึงตั้งชื่อบุตรชายว่า “พระสามศรี” (เพราะมีสามร่าง) โดยกุมารดินอีกสองตนที่ถูกเสกขึ้นมานั้น ก็จะมีหน้าที่คอยช่วยดูแลอารักขากุมารตัวจริง รวมถึงช่วยสร้างความพะวักพะวนให้แก่ศัตรู ยามต้องรบทัพจับศึกอีกด้วย

(ที่มา https://konmongnangetc.com/2017/09/17/samsri-threeseasons/)

ขอบคุณภาพประกอบจากยูทูบ ฟ้ามีตา ช่อง 7 HD

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

ไขที่มาชื่อ “สามศรี” – ตัวละครรายนี้ใน “นิทานวัดเกาะ” แตกต่างกับใน “ละครทีวี” อย่างไร?

กำเนิด “สามศรี” ในวรรณกรรมวัดเกาะ

สามศรี

สำหรับคนที่ดูละครจักรๆ วงศ์ๆ “เทพสามฤดู” อย่างน้อยก็ในเวอร์ชั่น 2546 และ 2560

หนึ่งในคำถามสำคัญที่หลายคนอาจนึกคิดอยู่ในใจ ก็คือ ทำไม “สามศรี/สามสี” ต้องมีชื่อว่า “สามศรี/สามสี”?

คำถามข้อนี้เหมือนจะไม่ถูกอธิบายเอาไว้ในละคร แต่เมื่อย้อนไปอ่าน “สามฤดู” ฉบับวรรณกรรมวัดเกาะ ก็จะพบสาเหตุเบื้องหลังอันกระจ่างชัดของนามดังกล่าว

ในนิทานวัดเกาะ “สามศรี” เป็นบุตรของนางสุทัศน์ (ในละครเปลี่ยนชื่อเป็น “ทัศนีย์”) หนึ่งในมเหสีของท้าวตรีภพ ที่ใส่ร้าย “ตัวละครสามฤดู” และแม่จนต้องถูกขับออกจากเมือง

ต่อมา เมื่อท้าวตรีภพทราบความจริง จึงลงโทษขับนางสุทัศน์ออกจากเมืองบ้าง นางต้องตกระกำลำบาก เกือบจะถูกยักษ์ไล่จับเอาไปทำเมีย จนในที่สุด ก็ได้รับการช่วยเหลือจาก “โคธรรพ์ฤาษี”

แล้วโคธรรพ์ฤาษีก็อยู่กินกับนางสุทัศน์ และให้กำเนิดบุตรชายชื่อว่า “สามศรี”

ที่มาของ “สามศรี” ในนิทานวัดเกาะนั้น มีความแตกต่างจากตัวละครชื่อเดียวกันในละครทีวีอยู่พอสมควร

โดยในละครสองเวอร์ชั่นหลังสุดนั้น เรามักคุ้นชินกับการที่ “โคธรรพ์” (ปีศาจโค) ได้ทำพิธีชุบ “สามศรี/สามสี” ในน้ำอมฤตจนฆ่าไม่ตาย (โดยมีจุดอ่อนอยู่ที่ข้อเท้ายังกะ “อคิลลีส”)

อย่างไรก็ตาม ในวรรณกรรมวัดเกาะกลับมีรายละเอียดต่างออกไป โดย “โคธรรพ์ฤาษี” ได้นำตัวบุตรชายไปประกอบพิธีศักดิ์สิทธิ์ ท่ามกลางการชุมนุมของเทวดา ครุฑ นาค ยักษ์ ก่อนจะปั้นหุ่นดินขึ้นมาสองตัว จากนั้น พระฤาษีจึงนำน้ำอมฤตรดใส่ร่างบุตรชาย พร้อมๆ กับการนำหุ่นดินสองตัวไปสุมไฟ

ท้ายสุด หุ่นดินคู่นั้นก็กลับกลายเป็นมีชีวิต ทั้งยังมีรูปร่างหน้าตาประดุจเดียวกันกับบุตรชายของโคธรรพ์ฤาษีและนางสุทัศน์ไม่ผิดเพี้ยน

ด้วยเหตุนี้ พระฤาษีจึงตั้งชื่อบุตรชายว่า “พระสามศรี” (เพราะมีสามร่าง) โดยกุมารดินอีกสองตนที่ถูกเสกขึ้นมานั้น ก็จะมีหน้าที่คอยช่วยดูแลอารักขากุมารตัวจริง รวมถึงช่วยสร้างความพะวักพะวนให้แก่ศัตรู ยามต้องรบทัพจับศึกอีกด้วย

ที่มา ฐานข้อมูลหนังสือเก่าชาวสยาม (สำหรับตอน “โคธรรพ์ฤาษี” ทำพิธีเสกร่างกุมารดินอีกสองตนให้ดู “สามฤดู” เล่มที่ 7)

เรตติ้ง “เทพสามฤดู” 9-10 ก.ย. ยังไม่ถึง 7!

เทพสามฤดู อีเวนท์

สำหรับคนที่อยากทราบเรตติ้งของละครโทรทัศน์ “เทพสามฤดู” ประจำวันเสาร์-อาทิตย์ที่ 9-10 กันยายน 2560

ข้อมูลจากกระทู้ของคุณแม่น้องซ่า ใน pantip.com ระบุว่าเรตติ้งของ “เทพสามฤดู” ในวันเสาร์ที่ 9 กันยายน นั้นอยู่ที่ 6.6 ก่อนจะตกลงมาเป็น 6.1ในวันอาทิตย์ที่ 10

สำหรับยอดวิวทางยูทูบช่องฟ้ามีตา (ช่องทางการของดีด้า-สามเศียร) ของละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องนี้ก็น่าสนใจไม่น้อย

โดยยอดชมการไลฟ์สดละครในวันที่ 9 และ 10 กันยายน นั้นอยู่ที่ 3.2 แสน และ 7.2 แสนวิว ตามลำดับ

ขณะที่ยอมชมคลิปเอชดีที่นำมาเผยแพร่หลังจากการไลฟ์สด อยู่ที่ 8.8 แสน (9 ก.ย.) และ 5.5 แสน (10 ก.ย.)

ขอบคุณภาพประกอบจาก อินสตาแกรมสามเศียร

ข่าวบันเทิง, ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

เรตติ้ง “เทพสามฤดู” แรงทะลุ 6 และอิทธิพลซีรีส์มหากาพย์อินเดียต่อจักรๆ วงศ์ๆ ไทย

เรตติ้ง “เทพสามฤดู” ทะลุ 6 แล้วจ้า!!!

ตั้งแต่ช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา อินสตาแกรมของบริษัทสามเศียรได้รายงานผลการวัดเรตติ้งจำนวนผู้ชมละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่อง “เทพสามฤดู” ระหว่างวันที่ 15-16 กรกฎาคม

เทพสามฤดูทะลุ 6

ผลปรากฏว่าในวันเสาร์ที่ 15 ละครเรื่องนี้คว้าเรตติ้งไป 6.3 ขณะที่วันอาทิตย์ที่ 16 เรตติ้งลดลงมาเล็กน้อยเป็น 6.2

นี่ถือเป็นสัปดาห์ดีๆ ที่ “เทพสามฤดู 2560” มีเรตติ้งทะลุหลัก 6 เป็นครั้งแรก และเป็นสัปดาห์ที่ละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องนี้ได้รับความนิยมสูงสุดหลังจากแพร่ภาพมาได้ 6 ตอน

เมื่อพิจารณาสถิติของเอจีบี นีลเซ่น โดยละเอียด พบว่าระหว่างวันที่ 10-16 กรกฎาคม 2560 “เทพสามฤดู” นับเป็นรายการยอดนิยมอันดับสามของช่อง 7 มีเรตติ้งเป็นรองเพียงละครหลังข่าวค่ำวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ เรื่อง “เหนี่ยวหัวใจสุดไกปืน” ที่ได้เรตติ้งไป 7.9 และละครเย็นวันธรรมดาเรื่อง “มือปืนพ่อลูกติด” ที่ได้เรตติ้งไป 6.9

เรตติ้ง

เมื่อเปรียบเทียบกับอีกหนึ่งสถานีใหญ่อย่างช่อง 3 รายการที่มีเรตติ้งสูงสุดของช่องดังกล่าว คือ การถ่ายทอดสดวอลเลย์บอลหญิงเวิลด์กรังด์ปรีซ์ ซึ่งได้เรตติ้งไป 3.8 ส่วนละครหลังข่าวค่ำช่วงวันหยุดชุด “เดอะ คิวปิดส์” นั้น ได้เรตติ้งไป 3.7

เรตติ้ง 2

คู่แข่งสำคัญจริงๆ ของช่อง 7 ณ ปัจจุบัน จึงได้แก่ช่องเวิร์คพอยท์ ซึ่งแม้รายการยอดนิยมสูงสุดของช่องนี้อย่าง “The Mask Singer 2” จะเริ่มอ่อนกระแสลงไป แต่ยังได้รับเรตติ้งสูงถึงประมาณ 7.1 และ “หน้ากากนักร้อง” ก็ถือเป็นรายการเดียวของเวิร์คพอยท์ที่มีเรตติ้งเหนือกว่า “เทพสามฤดู” เพราะรายการยอดนิยมอันดับสองของช่อง คือ “I Can See Your Voice” ได้เรตติ้งไปราวๆ 5.7 เท่านั้น

อิทธิพลของซีรีส์มหากาพย์อินเดียต่อจักรๆ วงศ์ๆ ไทย

พร้อมๆ กับการได้รับความนิยมของ “เทพสามฤดู 2560” ซีรีส์มหากาพย์จักรๆ วงศ์ๆ จากอินเดีย ก็ยังไปได้สวยในสมรภูมิทีวีดิจิตอลไทย

โดย “สีดาราม ศึกรักมหาลงกา” ยังคงครองตำแหน่งรายการยอดนิยมอันดับหนึ่งของช่อง 8 ด้วยเรตติ้งประมาณ 3.3 

ส่วน “รามเกียรติ์” ที่ไบรท์ทีวี ก็มีสถานะเป็นโปรแกรมยอดนิยมอันดับหนึ่งของช่องเช่นกัน โดยมีเรตติ้งราว 0.4 

ปิดท้ายด้วย “อโศกมหาราช” ที่เป็นรายการยอดนิยมอันดับสองของช่อง 3 แฟมิลี่ โดยได้รับเรตติ้งไปประมาณ 0.7

ไม่แน่ใจว่า บรรดาผู้ชมละคร “เทพสามฤดู 2560” จะรู้สึกเหมือนผมไหมว่าละครฉบับนี้นั้นมีแนวโน้มจะได้รับอิทธิพลของซีรีส์ฝั่งอินเดียค่อนข้างสูง

(โดยไม่ต้องพูดถึงเรื่องชื่อเทวดาหรือระบบจักรวาลในละครจักรๆ วงศ์ๆ ซึ่งรับอิทธิพลมาจากวัฒนธรรมอินเดียแน่นอนอยู่แล้ว)

เมื่อคราวผลิต “เทพสามฤดู 2546” ดูเหมือนทางสามเศียรจะพยายามผสมผสานอิทธิพลของ “เทพปกรณัมนานาชาติ” เข้ากับเรื่องราวพื้นบ้านแบบไทยๆ

นอกจากอาวุธ “พัดชีวิต” ที่มีอยู่ในนิทานเวอร์ชั่นดั้งเดิม ซึ่งน่าจะได้รับอิทธิพลมาจาก “ไซอิ๋ว” แล้ว ห่วงรัดศีรษะที่ใช้ปราบพยศ “เจ้างั่ง กระหังป่า” ในเวอร์ชั่นดังกล่าว ก็ทำให้หลายคนนึกถึงวรรณกรรมจีนเรื่องเดียวกัน ขณะที่จุดตายของตัวร้ายชื่อ “สามสี” ก็ดันไปพ้องกับ “อคิลลีส” ในเทพนิยายกรีกอย่างร้ายกาจ

มาถึง “เทพสามฤดู 2560” หากดูเฉพาะละคร 6 ตอนแรก คล้ายกับว่าอิทธิพลแบบอินเดียจะปรากฏให้เห็นเด่นชัดพอสมควร

 

ตั้งแต่ฉาก “ศิวนาฏราช” ของ “องค์อิศรา” มาจนถึงการกำหนดบทพูด “อาร้าย อาราย” ให้เป็นสัญลักษณ์ประจำตัวของเทวดาอย่าง “มาตุลีเทพบุตร” ซึ่งชี้ชวนให้นึกถึงตัวละคร “พระนารทฤาษี” ผู้มีบทพูดประจำตัวอันแสนติดหูว่า “นาร้ายณ์ นารายณ์” ในซีรีส์เทพปกรณัมอินเดียหลายๆ เรื่อง

ต้องจับตาดูกันต่อไปว่าอิทธิพลของซีรีส์มหากาพย์อินเดียรูปแบบอื่นๆ จะปรากฏใน “เทพสามฤดู” เวอร์ชั่นล่าสุดอีกหรือไม่? มากน้อยแค่ไหน?

ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

ย้อนอ่าน A Day หน้าปกละครจักรๆ วงศ์ๆ สมัย “เทพสามฤดู 2546” กำลังพีค!

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2547 นิตยสาร A Day ฉบับที่ 42 เคยนำเสนอภาพหน้าปกในธีมละครจักรๆ วงศ์ๆ พร้อมคำโปรย “กาลครั้งนี้…สวรรค์มีเรื่องราว”

อันสอดรับกับภาวะ “ดังระเบิด” ของละคร “เทพสามฤดู” เวอร์ชั่นปี 2546-47

ในนิตยสารดังกล่าว มีสกู๊ปหลัก พ่วงด้วยบทสัมภาษณ์สองชิ้นใหญ่ๆ ว่าด้วยละครจักรๆ วงศ์ๆ

บล็อกคนมองหนังขออนุญาตนำเสี้ยวเนื้อหาบางส่วนจากงานเหล่านั้นมานำเสนอเรียกน้ำย่อย ส่วนใครอยากอ่านฉบับเต็มๆ คงต้องไปตามหาแถวห้องสมุดหรือร้านหนังสือเก่ากันครับ

ส่วนแรกที่ขอคัดลอกมาให้อ่านกัน คือบทสัมภาษณ์ “คำอาจารย์บอกเล่า”

ซึ่ง “ทรงกลด บางยี่ขัน” ไปพูดคุยกับ “รองศาสตราจารย์สุกัญญา สุจฉายา” (ปัจจุบันเป็นศาสตราจารย์) ผอ.ศูนย์คติชนวิทยา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ในขณะนั้น

คำถาม-คำตอบสองข้อนี้ น่าสนใจเลยครับ

การนำนิทานพื้นบ้านมาทำเป็นละครโทรทัศน์ก็ถือเป็นการช่วยต่อลมหายใจวิธีหนึ่ง?

ก็เป็นการช่วย อย่าง แก้วหน้าม้า ทำใหม่ตั้งกี่เวอร์ชั่น ตราบใดที่มันยังถูกเอามาทำเป็นละคร ตราบนั้นมันก็จะยังอยู่ เพราะเด็กรุ่นใหม่ไม่ได้รู้จักนิทานพื้นบ้านผ่านการอ่าน การฟัง ไม่เคยดูลิเก นอกจากในหนังสือเรียนแล้วก็อาศัยดูโทรทัศน์ เด็กๆ ตื่นเช้ามาแล้วไม่มีอะไรทำก็มานั่งดูเรื่องจักรๆ วงศ์ๆ มาดูเจ้าชาย เจ้าหญิง ยักษ์ มันอยู่ในความฝันของเขา พออายุได้สัก 9-10 ขวบ เขาก็หลุดจากความฝัน พอต้องการความจริงแล้วเขาก็เลิกดู

ตอนนี้คนกลุ่มไหนที่ยังอยู่ในความฝันของละครจักรๆ วงศ์ๆ บ้างครับ?

คนชนชั้นล่าง กลุ่มใหญ่ด้วย นั่นทำให้ละครจักรๆ วงศ์ๆ อยู่มาได้ 30-40 ปี เพราะมันอยู่ในพื้นฐานชีวิต อยู่ในขนบของเขา พอมาเพิ่มฉาก เพิ่มแอนิเมชัน เพิ่มเทคนิคพิเศษ คนก็ยิ่งชอบ ทั้งๆ ที่เรื่องที่เอามาทำก็เป็นเรื่องเดิม แต่คนดูก็ไม่สนใจ เหมือนเมื่อก่อนเวลาที่คนไทยดูลิเก เราไม่ได้สนใจว่าเนื้อเรื่องจะเป็นอย่างไรเพราะรู้เรื่องอยู่แล้ว ลิเกนี่เห็นชัดมากเพราะในแต่ละวันที่เขาเล่น เขาไม่เคยเล่นตอนต่อกันเลย คนดูเขาอยากจะดูแค่พระเอกกับนางเอก ดูว่าคนนี้เล่นบทนี้เหมาะไหม เราดูแบบเน้นศิลปินเดี่ยว คนไทยไม่ชอบอะไรที่เป็นกลุ่มๆ

a day 42
ขอบคุณภาพจาก http://www.daypoets.com

ส่วนอีกชิ้นหนึ่ง คือ บทสัมภาษณ์กึ่งสกู๊ปหัวข้อ “THE KING OF FANTASIA”

ซึ่ง “สืบสกุล แสงสุวรรณ” (และ “วชิรา รุธิรกนก”) ไปพูดคุยกับ “ไพรัช สังวริบุตร” บิ๊กบอสใหญ่ของดาราวิดีโอ บุคคลสำคัญที่อยู่คู่ละครจักรๆ วงศ์ๆ ช่อง 7 มาตั้งแต่วันแรกจนถึงปัจจุบัน

ในสกู๊ปดังกล่าว คุณไพรัชเปิดเผยเบื้องหลังของกระบวนการผลิตละครประเภทนี้ที่น่าสนใจหลายประเด็น ทั้งเรื่องการลงทุนที่ต้องใช้เงินเยอะ จนค่ายอื่นๆ จากช่องอื่นๆ ไม่สามารถยืนระยะในการผลิตละครจักรๆ วงศ์ๆ ได้ยาวนานเท่ากับค่ายสามเศียร ในเครือดาราวิดีโอ

แม้แต่หากเปรียบเทียบกับผลประกอบการของบริษัททั้งหมดในเครือดาราวิดีโอเอง ก็ดูเหมือนว่าละครจักรๆ วงศ์ๆ จะถือเป็น (หรืออย่างน้อยก็เคยเป็น) แหล่งรายได้ก้อนใหญ่สุด ดังคำบอกเล่าของไพรัชที่ว่า

“…แต่ตอนนั้นเนื่องจากว่าหนังจักรวงศ์เนี่ย เป็นตัวหาเงินมาเลี้ยงละคร (หลังข่าว) เพราะจักรวงศ์มันเป็นเวลาของเราเอง (สามเศียรซื้อเวลาช่อง 7 เพื่อนำมาผลิตละครจักรๆ วงศ์ๆ) พอได้ผลกำไรก็เอาไปเลี้ยงละคร ละครนี่เป็นงานรับจ้างนะ (สถานี คือ ช่อง 7 เป็นผู้ว่าจ้างให้ดาราวิดีโอและดีด้าผลิตละครหลังข่าวเรื่องต่างๆ) กำไรมันตายตัวอยู่ บางทีก็ขาดทุน แล้วอาศัยพวกดาราที่แพงๆ ขาดทุนก็อาศัยตรงนี้ (ละครจักรๆ วงศ์ๆ) ไปเลี้ยง…”

หมายเหตุ ข้อความในวงเล็บ เป็นการอธิบายขยายความเพิ่มเติมโดยบล็อกคนมองหนัง