คนมองหนัง

รวมรายชื่อหนังที่พูดถึงเหตุการณ์ “6 ตุลา” (แบบคร่าวๆ) และลำดับเวลาออกฉาย

(อัพเดตเนื้อหา ณ วันที่ 29 ตุลาคม 2561)

1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ด้วยภาระหน้าที่การงานบางอย่าง ทำให้มีโอกาสได้นั่งทบทวนรายชื่อหนังไทย ที่พูดถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

ผมจึงเพิ่งตระหนักว่าหนังกลุ่มนี้มีจำนวนไม่น้อยเลย อีกทั้งยังได้พบข้อมูลที่ไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อน นั่นคือ ปี 2552 ถือเป็นปีที่มีการสร้างหนังเกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ มากที่สุด

ลองมาอ่านรายละเอียดกันครับ

รายชื่อหนังยาว-สั้นของไทยที่มีเนื้อหาหรือฉากหลังเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 โดยเรียงลำดับตามปีที่ออกฉาย

2529

%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%89%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b9%8c

“ช่างมันฉันไม่แคร์” โดย ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล

หนังที่สร้างขึ้นคล้อยหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เพียงแค่สิบปี เล่าเรื่องของหญิงสาวแห่งวงการโฆษณา ซึ่งเป็นอดีตนักศึกษาผู้มีบาดแผลความทรงจำจากเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ และความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับหนุ่มชนชั้นล่าง ที่เข้ามาทำงานเป็นผู้ชายขายตัวในเมืองหลวง

นอกจากนั้น หนังยังพูดถึง “คนเดือนตุลาฯ” ที่เปลี่ยนแปลงไป จากหนุ่มสาวผู้มีอุดมการณ์ปฏิวัติ มาสู่นักธุรกิจ-นักโฆษณาผู้ประสบความสำเร็จในระบบทุนนิยม

2534

%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b8%a7

“เวลาในขวดแก้ว” โดย ประยูร วงษ์ชื่น สร้างจากนิยายของประภัสสร เสวิกุล

มีเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ เป็นบริบทสำคัญและฉากหลังของหนัง ที่เล่าเรื่องราวการเติบโต-เปลี่ยนผ่านของคนหนุ่มสาวกลุ่มหนึ่ง

2544

%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b9%8c

“14 ตุลา สงครามประชาชน” (คนล่าจันทร์) โดย บัณฑิต ฤทธิ์ถกล

จัดเป็น “หนังการเมือง” ที่ไม่ได้ใช้สถานการณ์ทางการเมืองเป็นแค่บริบท

หนังเล่าเรื่องโดยตัดสลับระหว่างชัยชนะในเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ กับการเข้าป่าและพ่ายแพ้ออกจากป่าของ “เสกสรรค์-จิระนันท์”

หนังจะมีฉากเกี่ยวกับ 6 ตุลาฯ ตรงๆ อยู่หนึ่งฉาก คือ ฉากที่คนในป่าฟังข่าวเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ จากวิทยุ โดยบรรดาอดีตนักศึกษาจะแสดงความรู้สึกเป็นห่วงเพื่อนในเมือง แต่ตัวละครสมาชิกพคท. สายจีน กลับไปตกอกตกใจกับข่าวเจียงชิง-แก๊งสี่คนถูกโค่นล้ม

2546

%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%a1%e0%b8%89%e0%b8%b1%e0%b8%99

หนังสั้น “อย่าลืมฉัน” โดย มานัสศักดิ์ ดอกไม้ ที่ใช้ found footage ของเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 มานำเสนอแบบดิบๆ ได้รับรางวัลรัตน์ เปสตันยี จากเทศกาลหนังสั้น

2552

%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%a1

“เชือดก่อนชิม” โดย ทิวา เมย์ไธสง เป็นหนังสยองขวัญ ที่ใช้เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ เป็นฉากหลัง/บริบท

ลิฟท์แดง

“ลิฟท์แดง” (ตอนหนึ่งของหนัง “มหาลัยสยองขวัญ”) โดย บรรจง สินธนมงคลกุล และ สุทธิพร ทับทิม

หนังสยองขวัญกึ่งการเมือง ที่ไม่เพียงนำเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ มารับใช้เรื่องราวสยองขวัญดังเช่นกรณีของ “เชือดก่อนชิม” เท่านั้น แต่ยังเพิ่มองค์ประกอบเรื่องความสูญเสีย ความพลัดพราก ความโรแมนติกลงไป และคล้ายจะพยายามพูดถึงประเด็นการเมืองอย่างจริงจังมากกว่า

%e0%b8%9f%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b9%83%e0%b8%aa%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%99

“ฟ้าใสชื่นบาน” โดย เกริกชัย ใจมั่น และ นภาพร พูลเจริญ

เป็นหนังตลกล้อเลียนการต่อสู้ทางการเมือง ถือเป็นครั้งแรกที่มีการนำเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ และการเข้าป่า มานำเสนอในแนวตลกไร้สาระบ้าบอแบบสุดๆ บนจอภาพยนตร์

october sonata

“October Sonata รักที่รอคอย” โดย สมเกียรติ วิทุรานิช

หนังการเมือง-โรแมนติก ดราม่า มีฉากหลังลากยาวตั้งแต่ยุคก่อน 14 ตุลาฯ จนถึงปลายทศวรรษ 2520 เมื่อปัญญาชนออกจากป่า

จุดเด่น คือ เป็นหนังที่พูดถึงวรรณกรรมการเมืองยุคคลาสสิคอย่างจริงจัง ผ่านการใช้นิยาย “สงครามชีวิต” ของ “ศรีบูรพา” มาเป็นหนังสือหลักที่เปลี่ยนแปลงโลกทัศน์ของนางเอก (ซึ่งคล้ายจะได้รับอิทธิพลมาจากชีวิตจริงของ “ศรีดาวเรือง”)

นอกจากนั้น หนังยังมีประเด็นรายทางที่น่าสนใจอีกมากพอสมควร อาทิ การเทียบเคียงความพ่ายแพ้ของปัญญาชน กับการอยู่เป็นและการกลายสถานะเป็นผู้อุปถัมภ์บรรดาอดีตฝ่ายซ้ายตกยากของตัวละครนายทุนเชื้อสายจีน

เจ้านกกระจอก

“เจ้านกกระจอก” โดย อโนชา สุวิชากรพงศ์

หนังการเมืองเชิงสัญลักษณ์ เล่าเรื่องความสัมพันธ์อันบาดหมางมึนตึงระหว่างพ่อกับลูกในครอบครัวหนึ่ง มีฉากอุปมาเกี่ยวกับนกที่ปีกซ้ายถูกยิง หรือภาวะที่เด็กทารกจำเป็นต้องตัดสายสะดือแยกขาดจากผู้ให้กำเนิด

2553

%e0%b8%a5%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b8%9a%e0%b8%b8%e0%b8%8d%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a5%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b4

“ลุงบุญมีระลึกชาติ” โดย อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล

หนังการเมืองเชิงสัญลักษณ์ เล่าเรื่องชายชราที่เคยฆ่า “คอมมิวนิสต์” ในยุคสงครามเย็น และลูกชายของเขาที่กลายร่างเป็น “ลิงป่า” ที่ออกจากป่ามาพบพ่อ ก่อนที่ผู้เป็นพ่อจะเดินทางไปสู่วาระสุดท้ายของชีวิต

2556

%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a7

“ยังบาว” โดย ยุทธกร สุขมุกตาภา

หนังที่เล่าถึงจุดกำเนิดของวงดนตรีคาราบาว (ตรงกับข้อเท็จจริงแค่ไหนเป็นอีกประเด็นหนึ่ง)

หนังใช้เหตุการณ์ 14 ตุลาฯ 6 ตุลาฯ และการเข้าป่าของปัญญาชนคนหนุ่มสาว มาเป็นบริบททางสังคมการเมืองที่สำคัญภายในเรื่อง ซึ่งจะส่งผลต่อวิถีชีวิตของตัวละครหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “แอ๊ด คาราบาว”

2559

ดาวคะนอง

“ดาวคะนอง” โดย อโนชา สุวิชากรพงศ์

หนังการเมืองเชิงสัญลักษณ์ ที่พูดถึง “ความทรงจำที่กระจัดกระจายและสลับซับซ้อน” กรณี 6 ตุลาฯ

2560

พิราบ

“พิราบ” โดย ภาษิต พร้อมนำพล

หนังสั้นนักศึกษาในปี 2560 ที่ถ่ายทอดให้เห็นถึงแรงผลักดันและขั้นตอนหรือกระบวนการ “เข้าป่า” ของนักศึกษาหนุ่มรายหนึ่ง ภายหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

ภาพยนตร์สารคดี

2557

%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87

“ความทรงจำ-ไร้เสียง” โดย ภัทรภร ภู่ทอง และ เสาวนีย์ สังขาระ

หนังสารคดีที่มุ่งสำรวจเสียงของ 2 ครอบครัว ซึ่งสูญเสียลูกไปในวันที่ 6 ตุลาคม 2519

2559

ด้วยความนับถือ

“ด้วยความนับถือ” โดย ภัทรภร ภู่ทอง

หนังสารคดีที่จัดทำขึ้นในวาระครบรอบ 40 ปี 6 ตุลาฯ

2560

สองพี่น้อง

“สองพี่น้อง” โดย ธีระวัฒน์ รุจินธรรม และภัทรภร ภู่ทอง

หนังไปสัมภาษณ์ครอบครัวของ “ชุมพร ทุมไมย” และ “วิชัย เกศศรีพงษา”  สองช่างไฟฟ้าที่ถูกฆาตกรรมแขวนคอก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ

ภาพยนตร์ข่าว

2521

“[นิรโทษกรรม จำเลยคดี ๖ ตุลา]”

ภาพยนตร์ข่าวบันทึกเหตุการณ์ที่อดีตผู้ต้องหาคดี 6 ตุลา จำนวน 19 คน อาทิ “สุธรรม แสงประทุม” “สุรชาติ บำรุงสุข” “สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล” “ธงชัย วินิจจะกูล” และ “วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์” เดินทางเข้าพบ “พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์” นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ภายหลังได้รับการนิรโทษกรรม

มิวสิกวิดีโอ

2561

มิวสิกวีดีโอเพลง “ประเทศกูมี” โดย ธีระวัฒน์ รุจินธรรม

ผลงานเพลงแร็พการเมืองวิพากษ์สังคมไทยร่วมสมัย (ยุคปลาย คสช.) โดยกลุ่มศิลปิน “Rap Against Dictatorship” (RAD) ซึ่งออกเผยแพร่ในเดือนตุลาคม 2561

เอ็มวีนี้ใช้ฉากหลังเป็นภาพจำลองเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 และกำกับโดย ธีระวัฒน์ รุจินธรรม ซึ่งเคยกำกับหนังสารคดี “สองพี่น้อง” ตลอดจนเคยเป็นผู้กำกับภาพของหนังเรื่อง “14 ตุลา สงครามประชาชน”

ภาพยนตร์ต่างประเทศ

2557

river

“River of Exploding Durians” หนังมาเลเซีย โดย เอ็ดมันด์ โหย่ว

หนังพูดถึงการต่อสู้ทางการเมืองของหนุ่มสาวมาเลเซีย โดยมีการอ้างอิงถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 และประวัติศาสตร์บาดแผลทางการเมืองอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในฐานะ “ประสบการณ์ร่วม” ของผู้คนแถบภูมิภาคนี้

ทำไมปี 2552 ถึงมีหนัง 6 ตุลาฯ เยอะสุด?

ถ้าพิจารณาจากข้อมูลนี้ จะพบว่าในปี 2552 มีการผลิตหนังที่เกี่ยวข้อง/อ้างอิงถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ มากถึง 5 เรื่อง (หากรวม “ลุงบุญมีระลึกชาติ” ในปี 2553 ด้วย ก็จะกลายเป็น 6 เรื่อง)

ถือว่ามากในแง่จำนวน ทั้งยังมีความหลากหลายทางเนื้อหา คือ มีตั้งแต่หนังสยองขวัญ หนังผี หนังตลก หนังโรแมนติก ดราม่า และหนังทดลองอิสระ ซึ่งสื่อสารประเด็นแหลมคมผ่านสัญลักษณ์ทางภาพยนตร์

น่าจะยังไม่เคยมีใครศึกษาอย่างจริงจังว่าทำไมช่วงเวลาดังกล่าว จึงมีหนังว่าด้วย 6 ตุลาฯ ออกมามากมายและหลากหลายขนาดนั้น

อย่างไรก็ดี ตามสมมุติฐานเบื้องต้นของผม ช่วงเวลาระหว่างปี 2549-53 (ส่วนใหญ่ ภาพยนตร์จะใช้เวลาสร้าง 1-2 ปี หรือยาวนานกว่านั้นอยู่แล้ว) ถือเป็นภาวะ “ลักปิดลักเปิด” สำหรับสังคมการเมืองไทย

กล่าวคือ เป็นช่วงเวลาหลังรัฐประหารปี 2549 แต่บรรยากาศภายหลังการรัฐประหารกลับไม่ “ปิด” เสียทีเดียว (จนเกิดแนวคิดเรื่อง “รัฐประหารเสียของ” ตามมา)

มิหนำซ้ำ บรรยากาศปิดๆ เปิดๆ ที่ว่า ยังกระตุ้นเร้าให้ผู้คนจำนวนมากมีความตื่นตัวทางการเมือง จากกระแสเสื้อเหลืองก่อนรัฐประหาร มาสู่จุดกำเนิดของกลุ่ม นปก. นปช. หรือเสื้อแดง

น่าสนใจด้วยว่าความขัดแย้งทางการเมืองในเวลาดังกล่าวยังไม่ตึงเครียด จนผู้คนถูกแบ่งออกเป็น “สองขั้ว” อย่างชัดเจน หรือรุนแรงหนักถึงขนาดล่าแม่มดกัน

นอกจากนี้ บรรยากาศทางความคิดก็ยังเปิดกว้างอยู่พอสมควร มีการถกเถียง/นำเสนอข้อมูลเรื่องการเมือง/ประวัติศาสตร์การเมืองในอินเตอร์เน็ต งานศิลปะต่างๆ กล้าพูดประเด็นการเมืองแรงๆ เพิ่มมากขึ้น เช่น งานบทกวี หรือในส่วนวงการภาพยนตร์เอง ถ้าติดตามวงการหนังสั้นช่วงปี 2549-ต้นทศวรรษ 2550 เราก็จะพบว่ามีหนังการเมืองแรงๆ เกิดขึ้นไม่น้อย

แน่นอน ประวัติศาสตร์ของคณะราษฎรช่วงปี 2475 ตลอดจนประวัติศาสตร์ 6 ตุลาฯ ซึ่งส่วนทางกับประวัติศาสตร์การเมืองกระแสหลัก ได้ถูกหยิบยืมมานำเสนอหรือดัดแปลงในผลงานศิลปะเหล่านี้ด้วย

ตามการประเมินคร่าวๆ ของผม กระแสทางวัฒนธรรมทำนองนี้จะพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ จนถึงปี 2553-54

พอพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้ง จึงเริ่มมีการชะลอตัว แล้วเงียบเสียงลงไปอย่างชัดเจนหลังรัฐประหารปี 2557

ป.ล.

นี่เป็นการรวบรวมข้อมูลและตั้งข้อสังเกตเบื้องต้นอย่างคร่าวๆ ถ้าใครมีรายชื่อ-เรื่องย่อหนังเพิ่มเติม ตลอดจนคิดสมมุติฐานอื่นๆ ได้ สามารถบอกกล่าว-แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้นะครับ

Advertisements
ข่าวบันเทิง

มาแล้ว ทีเซอร์แรก “ดาวคะนอง” – เปิดตัว ผกก.&คนเขียนบท หนัง “ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต”

ทีเซอร์แรกของ “ดาวคะนอง”

เปิดเผยออกมาแล้วสำหรับทีเซอร์ตัวแรกของ “ดาวคะนอง” หนังไทย ผลงานการกำกับของ “อโนชา สุวิชากรพงศ์” ที่ได้เข้าฉายในสายการประกวดนานาชาติ ของเทศกาลภาพยนตร์โลคาร์โน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

เท่าที่ดูจากทีเซอร์ ลายเซ็นหลายๆ อย่างที่เคยปรากฏใน “เจ้านกกระจอก” หนังยาวเรื่องแรกของอโนชา ยังคงตกทอดมาถึงหนังยาวเรื่องที่สองของเธอ

ที่สำคัญ ฉากนักศึกษาช่วงทศวรรษ 2510 ติดป้ายขับไล่เผด็จการในหนัง ก็ยิ่งทำให้ “ดาวคะนอง” มีความน่าสนใจมากขึ้น หากนำมาพิจารณาภายในบริบทการเมืองไทยร่วมสมัย

เปิดตัวผู้กำกับ-คนเขียนบท “ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต”

หลังจากมีข่าวออกมาสักระยะหนึ่งว่า “ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต” นวนิยายรางวัลซีไรต์ของ “วีรพร นิติประภา” จะถูกซื้อลิขสิทธิ์ไปสร้างเป็นภาพยนตร์

ล่าสุด “ผ้าป่าน-สิริมา ไชยปรีชาวิทย์” พิธีกรและช่างภาพสาวชื่อดัง ก็ได้เผยแพร่รูปถ่ายและข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ซึ่งระบุว่า

ทีมงานไส้เดือน
ภาพจากเฟซบุ๊ก Pahparn Sirima Chaipreechawit

ผู้สร้างภาพยนต์เรื่อง “ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต” คือ The Jam Factory ของสถาปนิกดัง “ดวงฤทธิ์ บุนนาค” โดย “เป็นเอก รัตนเรือง” จะมาทำหน้าที่เป็นผู้กำกับของหนัง ซึ่งเขียนบทภาพยนตร์ดัดแปลงโดย “คงเดช จาตุรันต์รัศมี” ทั้งนี้ หนังจะเริ่มเปิดกล้องในเดือนมีนาคม 2560

พิจารณาจากคุณภาพของหนังสือ และเครดิตของผู้กำกับ-คนเขียนบทแล้ว

นับว่าหนังเรื่องนี้น่าดูทีเดียว

ข่าวบันเทิง

“ดาวคะนอง” ได้ฉายสายประกวดเทศกาล “โลคาร์โน” พร้อมหนังญี่ปุ่นที่พูดเรื่องจิตร ภูมิศักดิ์-สงครามลับในลาว

เทศกาลภาพยนตร์โลคาร์โน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพิ่งประกาศรายชื่อหนังที่ได้รับคัดเลือกให้เข้าฉายในเทศกาลประจำปี 2016 ออกมา

เป็นที่น่ายินดีว่า ในสายการประกวดนานาชาติ มีชื่อของภาพยนตร์ไทยเรื่อง “ดาวคะนอง” โดย “อโนชา สุวิชากรพงศ์” รวมอยู่ด้วย

ทั้งนี้ อโนชา เคยมีผลงานหนังยาวมาหนึ่งเรื่อง คือ “เจ้านกกระจอก”

นอกจากนี้ ในสายการประกวดดังกล่าว ยังมีรายชื่อของภาพยนตร์ญี่ปุ่นเรื่อง “Bangkok Nites” ผลงานการกำกับของ “คัตสึยะ โทมิตะ” โดยหนังเรื่องนี้ถ่ายทำในไทยแบบร้อยเปอร์เซ็นต์

ยิ่งกว่านั้น องค์ประกอบของเรื่องราวภายในหนังก็ชวนเหวอ เพราะมีทั้งย่านธนิยะ, ผีจิตร ภูมิศักดิ์, พญานาค และซากประวัติศาสตร์สงครามลับในลาว มารวมอยู่ในภาพยนตร์เรื่องเดียวกัน (ข้อมูลส่วนนี้ นำมาจากเฟซบุ๊กของคุณ Panu Aree)

ถ้ามีข่าวคราวและรายละเอียดความคืบหน้าของภาพยนตร์ “ไทย” ทั้งสองเรื่องนี้ เราจะนำมารายงานให้ทราบในโอกาสต่อไป

ข้อมูลจาก http://www.indiewire.com/2016/07/locarno-film-festival-lineup-2016-bill-pullman-roger-corman-1201705184/2/

ภาพประกอบจาก https://twitter.com/FilmFestLocarno

อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้สนใจในผลงานของอโนชา สามารถอ่านบทความที่เขียนถึงหนังเรื่อง “เจ้านกกระจอก” ได้ที่ลิงก์ด้านล่าง

“เจ้านกกระจอก”: กาลเวลา, จักรวาลวิทยา และ ความสัมพันธ์ระหว่างบิดากับบุตร

คนมองหนัง

“เจ้านกกระจอก”: กาลเวลา, จักรวาลวิทยา และ ความสัมพันธ์ระหว่างบิดากับบุตร

(เผยแพร่ครั้งแรกในเว็บไซต์มติชนออนไลน์ เมื่อหลายปีก่อน)

“เจ้านกกระจอก” หรือในชื่อภาษาอังกฤษว่า “Mundane History” (อาจแปลเป็นไทยได้ว่า “ประวัติศาสตร์ทางโลกย์”) เป็นผลงานภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกของผู้กำกับหญิงนาม “อโนชา สุวิชากรพงศ์” ซึ่งภาพยนตร์สั้นเรื่อง “เกรซแลนด์” ของเธอเป็นหนังสั้นไทยเรื่องแรกที่ถูกคัดเลือกให้เข้าฉายในสายการประกวดอย่างเป็นทางของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติที่เมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศส

เจ้านกกระจอกเล่าเรื่องราวของเด็กหนุ่มผู้เติบโตมาพร้อมกับความเหินห่างจากพ่อผู้ให้กำเนิด เขาเป็นอัมพาตจากการประสบอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นโดยความผิดพลาดของพ่อ ส่งผลให้เด็กหนุ่มมีความเกลียดชังต่อพ่อของตนเอง ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อ-ลูกคู่นี้ถูกสอดแทรกด้วยบุรุษพยาบาลที่ได้รับการว่าจ้างให้เข้ามาดูแลเด็กหนุ่ม วันเวลาผันผ่านไปในบ้านโอ่อ่าหลังเก่าซึ่งเก็บบันทึกความทรงจำต่าง ๆ ของครอบครัวไว้มากมาย ความสัมพันธ์ระหว่างเด็กหนุ่มร่างพิการกับบุรุษพยาบาลดำเนินไปอย่างเชื่องช้า ขณะที่บาดแผลทางร่างกายและจิตใจของเด็กหนุ่มก็ค่อย ๆ ทุเลาลงทีละน้อย

นี่อาจถือเป็นภาพยนตร์ขนาดยาวของไทยที่มีประเด็นเนื้อหาแหลมคมรุนแรง และมีกลวิธีนำเสนออันกล้าหาญมาก ๆ เรื่องหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ความแหลมคมรุนแรงตลอดจนความกล้าหาญดังกล่าวกลับถูกนำเสนอผ่านรูปลักษณ์แห่งความนัยอันนุ่มนวล ซึ่งได้รับการปกคลุมเอาไว้โดยสัญลักษณ์นานาประการที่ล่องลอยอยู่ในภาพยนตร์ และสามารถสรุปออกมาเป็นหัวข้อสำคัญ 3 ประการตามความคิดของผู้เขียนได้ว่า “กาลเวลา”, “จักรวาลวิทยา” และ “ความสัมพันธ์ระหว่างบิดากับบุตร”

กาลเวลา

ลักษณะโดดเด่นประการแรกในการดำเนินเรื่องราวของเจ้านกกระจอกก็คือ การเล่าเรื่องแบบไม่เรียงลำดับเวลา มีการสลับเหตุการณ์ก่อน-หลังกลับไปกลับมาอย่างซับซ้อน อย่างไรก็ตาม การเล่าเรื่องแบบไม่เรียงลำดับเวลาไม่ได้ถือเป็นนวัตกรรมใหม่เอี่ยมสำหรับโลกภาพยนตร์ เพราะมีหนังจำนวนมากมายหลากหลายเชื้อชาติเหลือเกินที่ใช้วิธีการเล่าเรื่องในรูปแบบดังกล่าว เพื่อรองรับกับอารมณ์ เนื้อหา หรือแม้กระทั่งความเท่ของภาพยนตร์

แต่สิ่งที่ทำให้การเล่าเรื่องแบบไม่เรียงลำดับเวลาของเจ้านกกระจอกมีความน่าสนใจก็ได้แก่ การที่มันถูกนำไปเทียบเคียงกับความคิดเรื่องเวลาในอีกรูปแบบหนึ่งที่มีความเป็นมาเก่าแก่โบราณกว่า นั่นคือ เวลาในแบบ “กรรม” ที่แม้จะไม่ใช่เส้นเวลาหลักของเรื่อง แต่กลับถูกตัวละครสูงอายุบางคนกล่าวถึง หรือ ตัวละครเช่นบุรุษพยาบาลก็แสดงพฤติกรรมว่าตนเองมีความเชื่อในเวลาแบบดังกล่าว ในเวลารูปแบบนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกมนุษย์ล้วนถูกกำหนดไว้หมดแล้วจากอำนาจเบื้องบน มนุษย์เพียงแต่ต้องเวียนว่ายตายเกิดไปตามกฎแห่งกรรมเท่านั้น

แม้ประเด็นหลักของเจ้านกกระจอกจะมีความเกี่ยวพันกับการเกิด แก่ เจ็บ ตาย หรือความเป็นอนิจจังเช่นกัน แต่เส้นเวลาหลักของเรื่องที่ถูกเล่าแบบไม่เรียงลำดับเวลา ก็ส่งผลให้เวลาในหนังกลายเป็นพื้นที่ว่างที่บรรจุไว้ซึ่งเรื่องราวรายละเอียดสามัญเยอะแยะหลากหลาย อันสามารถปรับเปลี่ยนไปมาได้อย่างลื่นไหล และไม่ได้ถูกกำหนดไว้อย่างตายตัวโดยกฎแห่ง “กรรม” (ซึ่งหมายถึงความผิดพลาดจากอดีตชาติที่เราไม่มีทางล่วงรู้ แต่กลับส่งผลคุกคามต่อชีวิตในชาติภพปัจจุบันของเราอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง) ทว่า กลับถูกผลักให้ดำเนินไปโดยการกระทำหรือปฏิสัมพันธ์อันซับซ้อนของมนุษย์

หากปะติดปะต่อเรื่องราวที่ไม่ได้ถูกเรียงตามลำดับเวลาในเจ้านกกระจอกได้ ก็ดูเหมือนว่านอกจากหลักอนิจจังที่หนังนำเสนอจะมีความข้องเกี่ยวกับสภาวะทางธรรมชาติแล้ว มันยังมีความสัมพันธ์กับการกระทำของมนุษย์อย่างลึกซึ้งอีกด้วย

จักรวาลวิทยา

นอกจากการปะทะกันระหว่างความคิดเรื่องเวลาสองแบบแล้ว เจ้านกกระจอกยังนำจักรวาลวิทยาสองแบบมาพิจารณาเทียบเคียงกัน

จักรวาลวิทยาแบบแรก คือ จักรวาลที่มีเทพเจ้าบนสรวงสวรรค์เป็นศูนย์กลางอยู่อย่างชั่วกัปชั่วกัลป์ ซึ่งถูกนำเสนอในฉากที่ตัวละครบุรุษพยาบาลนั่งอ่านหนังสือท่องเที่ยวเทือกเขาหิมาลัยให้เด็กหนุ่มร่างพิการฟัง แล้วมีการกล่าวถึงความเชื่อเรื่องเทพเจ้าบนเขาไกรลาศซึ่งเป็นที่นับถือของผู้คนบางกลุ่ม

อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ใช่จักรวาลหลักของภาพยนตร์เรื่องนี้ เพราะจักรวาลวิทยาที่ผู้กำกับอโนชานำเสนออย่างจริงจังในเจ้านกกระจอกก็คือ จักรวาลในแบบดาราศาสตร์-วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ผ่านการอุทิศเนื้อหาส่วนหนึ่งในหนังให้เป็นการกล่าวถึงวงจรชีวิตของดาวฤกษ์ ที่มีช่วงเวลาแห่งการถือกำเนิด ส่องแสงสว่างโชติช่วงชัชวาล และแตกกระจายดับสลาย

(สื่อบันเทิงที่เคยพูดถึงการปะทะกันของจักรวาลวิทยาสองแบบอย่างน่าสนใจก็คือ ละครโทรทัศน์จักร ๆ วงศ์ ๆ เรื่อง “เกราะกายสิทธิ์” ที่แพร่ภาพทางช่อง 7 เมื่อปี พ.ศ.2549 เพราะ “เทพเจ้าแห่งขุนเขา” ในละครจักร ๆ วงศ์ ๆ เรื่องนั้นไม่สามารถจะใช้อำนาจสัมบูรณ์เด็ดขาดของตนเองเข้าจัดการกับตัวละครที่มีลักษณะเป็น “มนุษย์ต่างดาว” ผู้อยู่อาศัยในโลกอีกใบหนึ่ง ซึ่งไม่ได้มีเทพเจ้าแห่งขุนเขาเป็นศูนย์กลางของจักรวาล)

น่าสนใจที่ว่า ตัวละครในเจ้านกกระจอกมีโอกาสได้ไปเที่ยวชมแบบจำลองของระบบจักรวาลที่ “ท้องฟ้าจำลอง” เช่นเดียวกันกับตัวละครในหนังไทยรายได้ทะลุร้อยล้านอย่าง “รถไฟฟ้ามาหานะเธอ” แต่ในขณะที่เจ้านกกระจอกพยายามพูดถึงดาวฤกษ์ยิ่งใหญ่ซึ่งมีวันดับสลาย รถไฟฟ้าฯ กลับพยายามพูดผ่านเพลง “เธอหมุนรอบฉัน ฉันหมุนรอบเธอ” ของวงเฉลียง ถึงความเชื่อมโยงของดวงดาวในจักรวาล อย่างมีนัยเปรียบเทียบกับสายสัมพันธ์/ความรักระหว่างผู้คนบนโลก แม้ว่าดาวแต่ละดวงและคนแต่ละคนจะมีความแตกต่างกันก็ตาม (เข้าทำนองถึงแตกต่างแต่ไม่แตกแยก)

ความหมายของท้องฟ้าจำลองสองแบบนี้ อาจนำไปสู่การมองสังคมไทยในยุคปัจจุบันด้วยแง่มุมอันผิดแผกจากกันอย่างสิ้นเชิง

ความสัมพันธ์ระหว่างบิดากับบุตร

ถ้าเรื่องของกาลเวลาคือเส้นเรื่อง ขณะที่จักรวาลวิทยาคือสัญลักษณ์เสริมอันทรงพลังของหนัง ประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างบิดากับบุตรก็ถือเป็นเนื้อหาสำคัญใจแกนกลางของเจ้านกกระจอก

หนังนำเสนอความขัดแย้งคลางแคลงใจระหว่างพ่อกับลูก อุบัติเหตุอันเกิดขึ้นจากน้ำมือพ่อส่งผลให้ลูกต้องกลายเป็นคนพิการ (อาจจะ) ไปตลอดชีวิต เรื่องราวของอดีต/ประวัติศาสตร์บาดแผลถูกปล่อยให้เงียบเฉยราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น แทบทุกคนเพียงแค่แสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ดังกล่าวและพยายามคิดว่ามันเป็นเรื่องของ “กรรม”

(คู่ขนานไปกับความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูกในหนัง มีเนื้อหาบางส่วนในเจ้านกกระจอกที่ถูกนำเสนอผ่านรูปแบบของภาพยนตร์ 16 มิลลิเมตรเชิงทดลองซึ่งมีนัยยะน่าสนใจ ภาพยนตร์ 16 มิลลิเมตรดังกล่าวเล่าเรื่องของชายหนุ่มผู้มีปีกและความฝัน แต่แล้ว “ปีกข้างซ้าย” ของเขากลับถูกยิงทำลายจนได้รับความบาดเจ็บ)

แต่ความขัดแย้งคลางแคลงใจยังคงดำรงอยู่ และดูเหมือนชีวิตของตัวละครลูกชายร่างพิการจะมีชีวาตลอดจนความหวังมากยิ่งขึ้น เมื่อมีตัวละครบุรุษพยาบาลตัดสินใจตั้งคำถามสำคัญว่าเหตุการณ์อุบัติเหตุครั้งนั้นเกิดขึ้นมาได้อย่างไร?

ความขัดแย้งตึงเครียดระหว่างพ่อกับลูกในเจ้านกกระจอกจึงยังคงมีสถานะเป็นความขัดแย้งที่ผู้คนต้องยอมรับและไม่มีวันแปรเปลี่ยนเป็นความสมานฉันท์ เพราะสายสัมพันธ์ระหว่างคนสองรุ่น หรือ ระหว่างผู้ให้กำเนิดกับผู้ถือกำเนิด ได้ถูกตัดขาดออกจากกันนับแต่วันที่คนรุ่นหลังถือกำเนิดขึ้น ดังฉากเด็กทารกถูกตัดสายรกในตอนท้ายของหนัง

สำหรับภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกของอโนชา ประวัติศาสตร์/วิวัฒนาการที่ดำเนินไปจากคนรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง จึงหมายถึงการตัดขาด หรือ ความไม่ต่อเนื่องเชื่อมโยง อันสอดคล้องกับการดับสลาย หรือ ความเป็นอนิจจัง

ความคิดเช่นนี้อาจไม่ใช่ความคิดกระแสหลักในแวดวงอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย แต่มันก็เป็นความคิดที่ปรากฏผ่านหนังอิสระทั้งที่มีขนาดสั้นและยาวจำนวนหนึ่ง (สำหรับผู้สนใจหนังสั้น บทความชื่อ “ผู้หญิงที่ผัวหายในวันที่ 14 เมษายน และหนังสั้นนักศึกษาไทยเรื่องอื่น ๆ” โดย “ทัศนทรรศน์” ในนิตยสารไบโอสโคปฉบับเดือนกันยายนที่ผ่านมา ได้ปริทรรศน์ถึงหนังสั้นนักศึกษาจำนวนหนึ่งในปี พ.ศ.2552 ซึ่งอาจมีแนวความคิดที่สอดคล้องกับ “เจ้านกกระจอก” ไว้อย่างมีนัยสำคัญ)

สิ่งที่เจ้านกกระจอกพยายามนำเสนอจึงคงไม่ใช่ “ปิศาจ” “มนุษย์ต่างดาว” หรือ “สัตว์ประหลาด” สำหรับสังคมไทย แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้และหนังอิสระบางเรื่องอาจกำลังแสดงให้เราได้เห็นถึง “โครงสร้างทางอารมณ์ความรู้สึก” อีกแบบหนึ่งของคนกลุ่มหนึ่ง/รุ่นหนึ่ง ซึ่งดำรงอยู่ในสังคมไทยร่วมสมัย

ในยุคสมัยที่สังคมไทยไม่ได้มี “โครงสร้างทางอารมณ์ความรู้สึก” เพียงแบบเดียวอีกต่อไป