คนมองหนัง

บันทึกถึง (บรรยากาศการชม) “รักที่ขอนแก่น”

“รักที่ขอนแก่น” กับ “ฉลุย”

ฉลุย

เซอร์ไพรส์ดี ที่ดันรู้สึกว่าเฮ้ย! ไหงหนังเรื่องล่าสุดของอภิชาติพงศ์ มันมาทางเดียวกับ “ฉลุย” (กำกับโดยพี่ปื๊ด-พี่อังเคิล) เลยวะเนี่ย 555

นี่ไม่ใช่การประเมิน “รักที่ขอนแก่น” ในแง่ลบ เพราะสมัยผมเริ่มสนใจดูหนัง โดยเฉพาะหนังไทย ในยุคต้นทศวรรษ 2540 “ฉลุย” เป็นหนังไทยที่โดดเด่นเรื่องหนึ่ง ซึ่งถูกกล่าวอ้างถึงอยู่บ่อยๆ

ผมต้องไปหาซื้อวีซีดีหนังเรื่องนั้นมาดูที่บ้าน ปรากฏว่าเสียงตัวละครดันไม่ตรงกับปากตลอดทั้งเรื่อง 555 กระทั่งได้มาดู “ฉลุย” ฉบับสมบูรณ์ในเทศกาลหนังบางกอกฟิล์มครั้งกระโน้น

ต้องยอมรับว่า “ความฝัน” แบบ “วันนั้นที่เคยฝันกันว่าดี วันนี้อาจยังผิดหวังก็ได้ แต่ขอให้เราฝันกันต่อไป วันไหน สักวัน ความฝันก็คงจะจริง” ใน “ฉลุย” นี่มีอิมแพ็คกับเด็กวัยเพิ่งเริ่มเรียนมหาลัยมากๆ (รวมทั้งผม ณ ตอนนั้น)

รักที่ขอนแก่น โปสเตอร์

แต่ “ความฝัน” ใน “รักที่ขอนแก่น” กลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง

คงจะเป็นเหมือนที่อภิชาติพงศ์บอกว่า “อาการหลับ” ในหนังเรื่องนี้ อาจเปรียบได้กับความอ่อนเปลี้ยของระบอบปิตาธิปไตย หรืออีกด้านหนึ่ง มันอาจเป็นการหลีกลี้อำนาจรัฐอันไพศาลในขั้นลึกสุด

ขณะเดียวกัน “อาการหลับ” เหล่านั้น ก็นำไปสู่ความฝันที่แสนสลึมสลือ ยากจะจับต้นชนปลายได้ถูก เป็นความฝันที่คล้ายจะมีชีวิตชีวาแล้วก็ผล็อยหลับวูบหล่นลงดื้อๆ เป็นความฝันที่มุ่งสำรวจตรวจตราอาณาจักรโบราณล่องหน ซึ่งรู้รางๆ ว่ามีอยู่ แต่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า

ในภาพรวม “ฝัน” ของ “รักที่ขอนแก่น” เลยเป็นความฝันอันเคว้งคว้าง ว่างเปล่า เลื่อนลอย (เหมือนสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวที่ลอยล่องอยู่บนฟากฟ้าอย่างเป็นปริศนา) กลับไม่ได้ไปไม่ถึง

ปรสิทธิ์ รักที่ขอนแก่น

แถมยังค่อยๆ กลืนกลายเข้ากับวิถีชีวิตประจำวันอันจำเจเรื่อยเปื่อยในโลกความเป็นจริงของสังคมไทยปัจจุบัน รวมถึงของคนวัยประมาณ 30-40 อัพ (ผมคือหนึ่งในนั้น) ที่ไม่สามารถ “ฝันแบบฉลุย” ได้อีกแล้ว

หนังอินดี้งบประมาณ 28 ล้าน!

ผมชอบบรรยากาศถาม-ตอบระหว่างคนดูกับผู้กำกับ หลังการฉาย “รักที่ขอนแก่น” ในโรงภาพยนตร์ที่เมืองไทยอย่างเป็นทางการครั้งแรก (และอาจจะครั้งเดียว) ณ โรงหนังศรีศาลายา หอภาพยนตร์ ในวาระที่อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ได้รับรางวัลฟิแอฟอวอร์ด 2018

ผู้ชมวัยคุณลุง-คุณอาคนหนึ่ง ถามพี่เจ้ยว่าหนังเรื่องนี้ใช้ทุนสร้างเท่าไหร่? พี่เจ้ยคิดคำนวณ (แปลงค่าเงิน) อยู่สักพัก ก่อนจะตอบว่าประมาณ 28 ล้านบาท พร้อมเอ่ยยกย่องผู้คนในวงการอุตสาหกรรมหนังไทยว่าพวกเขาเก่งกันมาก ที่ทำหนังใหญ่ได้ด้วยงบประมาณน้อยกว่านี้ (เยอะ)

ผู้ตั้งคำถามถึงกับอุทานขึ้นด้วยความตกใจเมื่อทราบคำตอบ และเหมือนจะแสดงอาการฉงนสงสัยค้างคาใจต่อไปว่า หนังที่ไม่ได้มีฉากใหญ่โตมากมาย ไม่ได้กระหน่ำซีจีหรูๆ ทั้งเรื่องแบบนี้ ต้องใช้เงินถึงเกือบ 30 ล้านบาทเลยหรือ?

รักที่ขอนแก่น นีออน

ผมเห็นว่าบทสนทนาถาม-ตอบของพี่เจ้ย กับลุงๆ อาๆ คนดูหนังที่หอภาพยนตร์นั้นน่าสนใจ

กล่าวคือ มันเหมือนเป็นการปะทะสังสรรค์กันระหว่างโลกทัศน์สองแบบ

ซึ่งถ้าพี่เจ้ยตอบคำถามแบบแรงๆ กระแทกกระทั้น กะจะเขย่าโลกของพวกลุงๆ อาๆ อย่างเต็มที่ ก็คงมีเสียงโห่ฮาปรบมือสนับสนุนแกเพียบ จากผู้ชมรุ่นหนุ่มสาวที่เป็นขาประจำในแวดวงหนังอิสระ

แต่พี่เจ้ยเลือกใช้กระบวนท่านุ่มนวล ในลักษณะที่ถ้าเปลี่ยนความคิดจิตใจพวกเขาได้ก็เปลี่ยน แต่ถ้าเปลี่ยนไม่ได้ เราก็แค่บอกให้พวกเขารับรู้ว่ามันมีโลกอีกแบบหนึ่งดำรงอยู่นะ

ก่อนหน้านี้ ผมชื่นชมอภิชาติพงศ์ในแง่การแสดงเอกลักษณ์เฉพาะตนที่ชัดเจนออกมาผ่านผลงานภาพยนตร์ แล้วก็ชื่นชอบการกล้าพูดจาวิพากษ์วิจารณ์สังคมไทยของแก ดังที่ปรากฏอยู่บ่อยๆ ในสื่อต่างชาติ

ทว่าเมื่อมาฟัง Q&A ของพี่เจ้ยที่หอภาพยนตร์เมื่อวันจันทร์ ผมพลันรู้สึกถึงความเป็นคนสงบนิ่ง เยือกเย็น จนน่าเคารพ ของแก

ของแถม

cemetery-of-splendour-224983ac-1117-44e5-a150-d06899cbf1b-resize-750

ชอบเพลง “ลิขิตชะตา” ในหนัง “รักที่ขอนแก่น” มากๆ (อยากให้ดาวน์โหลดหรือหาซื้อซีดีมาฟังกันครับ)

ฟังตัวอย่างเพลงได้ก่อนตามลิงก์ด้านล่าง

https://itunes.apple.com/us/album/destiny-cemetery-of-splendour/1293244375?i=1293245416

 

Advertisements
ข่าวบันเทิง

“อภิชาติพงศ์” เตรียมหันหลังให้ภารกิจ “โหวตออสการ์” เผยต้องเสียทั้ง “เวลา” และ “เงิน”!

“อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” เจ้าของรางวัลปาล์มทองคำชาวไทย เผยกับ “เอริค โคห์น” แห่งเว็บไซต์อินดี้ไวร์ ถึงกรณีที่เขาได้รับเชิญให้เข้าร่วมเป็นสมาชิกสถาบันศิลปะและวิทยาการภาพยนตร์แห่งสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2016 ซึ่งส่งผลให้เจ้าตัวได้สิทธิเป็นกรรมการตัดสินรางวัลออสการ์ ว่านี่คืองานที่ทั้งกินเวลาและค่าใช้จ่าย!

“พวกเขาส่งดีวีดีและหนังจำนวนมากมาให้ผม ผมขอสารภาพว่าตัวเองไม่ค่อยได้ดูหนังเหล่านั้นมากนัก” อภิชาติพงศ์กล่าว และเล่าว่าเมื่อปีที่แล้ว เขาพยายามจะร่วมโหวตตัดสินรางวัลออสการ์ผ่านระบบออนไลน์ของสถาบันศิลปะและวิทยาการภาพยนตร์ฯ แต่สุดท้าย เขาก็ลงคะแนนช้ากว่ากำหนดเส้นตายไปเพียงหนึ่งนาที

ขณะที่ ณ ตอนนี้ อภิชาติพงศ์ยอมรับว่าเขาหมดความสนใจในกิจกรรมดังกล่าว ซึ่งทั้งกินเวลาการทำงาน แถมยังมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง

“ผมจะเลิกยุ่งกับมันอย่างสิ้นเชิง ผมไม่สนใจที่จะนั่งดูหนังพวกนั้นอีกต่อไป พวกเขาคิดค่าใช้จ่ายกับคุณเป็นเงิน 350 หรือ 400 เหรียญสหรัฐ สำหรับค่าสมัครสมาชิก (การเป็นสมาชิกสถาบันศิลปะและวิทยาการภาพยนตร์ฯ ต้องเสียค่าใช้จ่าย 450 เหรียญสหรัฐ หรือเกือบ 15,000 บาทต่อปี)

“ตามความเห็นของผม นี่มันเป็นเรื่องที่แย่มากๆ เพราะในฐานะสมาชิกสถาบันที่เป็นคนต่างชาติ ผมไม่ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนใดๆ นอกจากดีวีดีหนังจำนวนมาก ซึ่งหมายถึงงานที่งอกขึ้นตามมา” อภิชาติพงศ์ระบาย

ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวไทยบอกว่า แม้สมาชิกของสถาบันศิลปะและวิทยาการภาพยนตร์แห่งสหรัฐอเมริกา ซึ่งต้องเสียค่าใช้จ่ายรายปี นั้นจะได้รับสิทธิประโยชน์บางอย่าง เช่น การเข้าถึงห้องสมุดและหอจดหมายเหตุของสถาบัน ตลอดจนการได้เข้าร่วมงานฉายภาพยนตร์และกิจกรรมอื่นๆ แต่นั่นหมายความว่าสมาชิกคนดังกล่าวต้องอาศัยอยู่ในสหรัฐ

“ถ้าผมใช้ชีวิตอยู่ที่อเมริกา ผมก็พอจะเข้าใจได้ที่ตัวเองต้องเสียค่าใช้จ่ายส่วนนี้ แต่นี่ถือเป็นเรื่องโง่เง่าที่ผมต้องมาเสียค่าสมาชิกดังกล่าว มันเป็นเงินจำนวนมากสำหรับผม ซึ่งไม่ก่อให้เกิดดอกผลใดๆ ยกเว้นการได้ช่วยเหลืออุตสาหกรรมภาพยนตร์อเมริกัน พวกเขาควรจะเลิกเก็บเงินจากสมาชิกต่างชาติ เดิมที ผมเคยอยากที่จะดูหนังจำนวนมากเหล่านั้น และร่วมโหวตตัดสินรางวัลออสการ์นะ แต่ตอนนี้ ไฟในตัวผมมันค่อยๆ มอดลงเรื่อยๆ”

ที่มา https://www.indiewire.com/2018/11/apichatpong-weerasethakul-oscars-expensive-memoria-tilda-swinton-1202020883/

ขอบคุณภาพประกอบจาก http://www.kickthemachine.com/downloads/index.html

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวข้อง รู้ไหม? นอกจาก “อภิชาติพงศ์” ยังมีคนเชื้อสายไทยอีกหนึ่งราย ที่ได้สิทธิ์โหวตออสการ์

ข่าวบันเทิง

The Guardian สัมภาษณ์ “อภิชาติพงศ์” ว่าด้วยความย้อนแย้งในสังคมไทย และอาการ “หัวปะทุ” ของเจ้าตัว

เว็บไซต์ The Guardian เผยแพร่บทสัมภาษณ์ “The man with the exploding head: the director inspired by his medical condition” (บุรุษผู้มีอาการหัวปะทุ: แรงบันดาลใจที่ผู้กำกับภาพยนตร์ได้รับจากภาวะป่วยไข้ของเขา) ซึ่ง “ฮันนาห์ เอลลิส-ปีเตอร์เซน” ไปสนทนากับ “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดังชาวไทย

บล็อกคนมองหนังขออนุญาตสรุปสาระสำคัญหลักๆ ของบทสัมภาษณ์ข้างต้น มานำเสนอดังต่อไปนี้

หนึ่ง

Apichatpong 4

อภิชาติพงศ์เพิ่งได้รับเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Artes Mundi prize ประจำปี 2018 นี่คือรางวัลซึ่งมอบให้แก่บุคลากรในแวดวงศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของสหราชอาณาจักร

สอง

เอลลิส-ปีเตอร์เซน ฉายภาพความขัดแย้งที่ดำรงอยู่ในสังคมไทย ตลอดจนโลกทัศน์ของอภิชาติพงศ์เอง นั่นคือ ภาวะขัดกันระหว่างความเชื่อเรื่องภูตผีวิญญาณหรือสิ่งเหนือธรรมชาติ กับระบบเหตุผลที่เป็นวิทยาศาสตร์ในโลกสมัยใหม่

“ถึงแม้ว่าผมจะพยายามทำความเข้าใจโลกด้วยมุมมองที่เป็นวิทยาศาสตร์ แต่ผมก็ไม่สามารถสลัดอารมณ์ความรู้สึกที่เชื่อว่ามีวิญญาณต่างๆ วนเวียนอยู่รอบตัวเรา ออกไปได้” อภิชาติพงศ์กล่าวและว่า “ผมรู้สึกว่าเมื่อตัวเองอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เขียวขจี ผมจะสามารถสื่อสารกับต้นไม้ทั้งหลาย สื่อสารกับความทรงจำของผืนป่า และสื่อสารกับตัวเอง ได้อยู่เสมอ”

Apichatpong Portrait Trees

เอลลิส-ปีเตอร์เซน ระบุว่า ไม่เพียงเท่านั้น ภายในสังคมไทยยังเต็มไปด้วยความขัดแย้งระหว่างคู่ตรงข้ามมากมาย

ตั้งแต่ความเชื่อเรื่องอำนาจศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติแบบโบราณ ซึ่งดำรงอยู่เคียงคู่กับภาวะทุนนิยมสมัยใหม่ชนิดเข้มข้น

การเป็น “สยามเมืองยิ้ม” ซึ่งถูกปกครองโดยระบอบเผด็จการทหาร ขณะที่บางพื้นที่ของประเทศ เช่น ภาคอีสานยังมี “บาดแผล” อันเกิดจากนโยบายปราบปรามคอมมิวนิสต์ตกค้างอยู่

ไปจนถึงสภาพการณ์ที่คนไทยราว 95% นับถือศาสนาพุทธ แต่กลับมีพระสงฆ์ที่ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีทุจริตฉ้อโกงทรัพย์สินจำนวนมหาศาล หรือมีพระสงฆ์ที่ถือกระเป๋าหลุยส์วิตตองขณะโดยสารเครื่องบินส่วนตัว ประเด็นอื้อฉาวเหล่านี้ล้วนย้อนแย้งกับแนวคิดต่อต้านลัทธิวัตถุนิยม ซึ่งถูกเชื่อว่าดำรงอยู่ในหลักธรรมคำสอนของพุทธศาสนา

IMG_8121

อภิชาติพงศ์อธิบายว่าหนังของเขาพยายามปอกเปลือกความขัดแย้งต่างๆ อันแสนซับซ้อนในสังคมไทย แล้วนำเสนอมันออกมาอย่างนุ่มนวลแต่ไม่ประนีประนอมยอมความ

“ในประเทศนี้ มันเต็มไปด้วยสัจจะ ความเป็นจริง หลายระดับชั้นมากๆ” อภิชาติพงศ์อธิบายและกล่าวต่อว่า “(ในบางด้าน) บ้านเมืองพัฒนาไปสู่ความเป็นสมัยใหม่อย่างรวดเร็ว แต่พอมาถึงเรื่องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น กลับไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลยตลอด 50 ปีที่ผ่านมา ประเทศนี้มีการปราบปรามคนเห็นต่าง แต่ขณะเดียวกัน มันก็เปี่ยมล้นความมีชีวิตชีวา ผมรู้สึกลุ่มหลงในความลักลั่นดังกล่าว”

สาม

Cemetery_018

ระยะหลัง อภิชาติพงศ์มักนำเสนอภาวะ “หลับใหล” ในภาพยนตร์ของตนเอง เพราะเขามองว่านั่นคืออาณาเขตแห่งการต่อต้านขัดขืน ที่อำนาจเซ็นเซอร์ของรัฐไม่สามารถก้าวล่วงเข้ามาได้

สี่

ระหว่างพัฒนาโครงการภาพยนตร์เรื่อง “Memoria” ซึ่งจะไปถ่ายทำที่ประเทศโคลอมเบียและนำแสดงโดย “ทิลดา สวินตัน” อภิชาติพงศ์ค้นพบว่าตนเองป่วยเป็นโรค “หัวปะทุ” โดยมีอาการได้ยินเสียงดังมากมายในหัวและมองเห็นแสงสว่างวาบยามตื่นนอน

Apichatpong SleepCinemaHotel 2018

ผู้กำกับรางวัลปาล์มทองคำค่อยๆ แปรอาการเจ็บป่วยให้กลายเป็นองค์ประกอบในภาพยนตร์เรื่องใหม่ เขาไปสัมภาษณ์พูดคุยกับบรรดาหมอและนักจิตวิทยา แล้วเริ่มสนใจในแนวคิดว่าด้วยบาดแผลทางใจ, ความเจ็บปวดรวดร้าว และความทรงจำ

ห้า

อย่างไรก็ตาม อภิชาติพงศ์ยังไม่หมดหวังกับประเทศไทยเสียทีเดียว

เขาหวังที่จะริเริ่มขบวนการผลิตภาพยนตร์สารคดีในบ้านเกิดเมืองนอน

เขายังอยากที่จะทำหนังสยองขวัญแนวฆาตกรโรคจิต และบางที อาจจะรีเมกหนังเรื่อง Grizzly (1976) ซึ่งเป็นผลงานที่อภิชาติพงศ์ชื่นชอบมากที่สุด หากเทียบกับงานเรื่องอื่นในภาพยนตร์ตระกูลนี้

ทว่าในทางการเมือง อภิชาติพงศ์ยังไม่เชื่อว่าจะมีอะไรดีขึ้นหลังการเลือกตั้งเดือนกุมภาพันธ์ 2562 เขาบอกว่าประชาชนต่างยอมแพ้ในเรื่องนี้ และมองว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน เป็นเหมือนตัวตลก

“ห้าปีที่แล้ว ผมยังมองโลกในแง่บวกมากๆ แต่ตอนนี้ ผมกลับไม่มีความหวังมากนักต่ออะไรก็ตามที่จะเกิดขึ้นในชั่วชีวิตของตัวเอง”

AW BW

“ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในประเทศไทย” นี่คือข้อสรุปสั้นๆ ของอภิชาติพงศ์

ขอบคุณภาพประกอบจาก http://www.kickthemachine.com/downloads/index.html

ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

“จุดเปลี่ยน” ของภาพยนตร์ในมุมมอง “อภิชาติพงศ์”

“แน่นอน ผมสร้างหนังเพื่อออกฉายในพื้นที่ดังกล่าว (โรงภาพยนตร์)

“หลายครั้ง ผมมักรู้สึกว่าดีวีดีหรืออะไรก็ตามที่คล้ายคลึงกัน นั้นไม่ใช่หนังสำหรับผม ผมเป็นคนรุ่นเก่า พวกเรายังคงผูกผันกับการดูหนัง ในฐานะที่มันเป็นประสบการณ์รวมหมู่

“และไม่ใช่แค่ในแง่มุมของผู้ชม เพราะเมื่อเรามาเป็นคนทำหนัง เราก็มักเพิ่มเกรนหรือแก้สีเพื่อให้งานภาพของตัวเองมีลักษณะเหมือนถูกถ่ายด้วยฟิล์ม

“แต่คนรุ่นใหม่จำนวนมากเขาไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้อีกแล้ว นี่คือจุดเปลี่ยนของภาพยนตร์ เราทำได้แค่ยอมรับมัน และครุ่นคิดจินตนาการถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นตามมา”

เจ้ย ฟิล์ม

อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวไทยสนทนากับ เจสสิก้า เกียง

ที่มาเนื้อหา The Thai director who shows the future of cinema
http://www.bbc.com/culture/story/20180523-the-thai-director-who-shows-the-future-of-cinema

ที่มาภาพประกอบ http://www.kickthemachine.com/downloads/index.html

ข่าวบันเทิง

สถาบันศิลปะร่วมสมัยลอนดอน ตั้ง “อภิชาติพงศ์” เป็นบอร์ดภาพยนตร์อิสระ

สถาบันศิลปะร่วมสมัยแห่งกรุงลอนดอน หรือ ไอซีเอ ซึ่งเป็นองค์กรที่แบ่งปันพื้นที่ให้แก่ภาพยนตร์แนวอินดี้และศิลปะอยู่เสมอ ได้ก่อตั้ง “คณะกรรมการหนังอิสระ” ขึ้นมาหนึ่งชุด ประกอบไปด้วยบุคลากรผู้มีประสบการณ์จำนวน 13 ราย ซึ่งจะคอยให้คำแนะนำในการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับภาพยนตร์แก่ไอซีเอ

โดยหนึ่งในกรรมการ 13 คนดังกล่าว มีชื่อของ “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวไทย รวมอยู่ด้วย ซึ่งเจ้าของรางวัลปาล์มทองคำจากหนัง “ลุงบุญมีระลึกชาติ” จะทำงานร่วมกับผู้มีชื่อเสียงในวงการหนังอีกหลายราย เช่น ทิลดา สวินตัน นักแสดงชื่อดัง และ ลอรา มัลวีย์ นักวิชาการด้านภาพยนตร์ศึกษา

คณะกรรมการชุดนี้จะพบปะหารือกันปีละหนึ่งครั้ง เพื่อร่วมระดมสมองในการกำหนดยุทธศาสตร์ของไอซีเอ ซึ่งการประชุมหนแรกสุดจะมีขึ้นในวันเสาร์ที่ 21 เมษายน 2561

ทั้งนี้ หนังเรื่อง “Ten Years Thailand” ซึ่งมีอภิชาติพงศ์เป็นหนึ่งในผู้กำกับ จะเข้าฉายรอบปฐมทัศน์โลกที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ ช่วงเดือนพฤษภาคมนี้

ที่มา https://www.screendaily.com/news/ica-forms-think-tank-with-tilda-swinton-laura-poitras-apichatpong-weerasethakul/5128445.article

ภาพประกอบจาก http://www.kickthemachine.com/

ข่าวบันเทิง

“ทิลดา สวินตัน” จะร่วมแสดงใน “Memoria” หนังยาวเรื่องใหม่ของ “อภิชาติพงศ์”

เว็บไซต์ thefilmstage.com รายงานข่าวโดยอ้างอิงข้อมูลจาก The Independent ว่า ทิลดา สวินตัน นักแสดงหญิงระดับยอดฝีมือคนหนึ่งของวงการภาพยนตร์ร่วมสมัย ซึ่งเคยได้รับรางวัลออสการ์สาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม (จากหนังเรื่อง Michael Clayton) จะมาร่วมแสดงใน “Memoria” หนังยาวเรื่องใหม่ของอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล

“Memoria” คือภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกของอภิชาติพงศ์ที่จะถ่ายทำภายนอกประเทศไทย

โดยหนังมีแผนจะไปออกกองที่ประเทศโคลอมเบียในปี 2019

ก่อนหน้านี้ เจ้าของรางวัลปาล์มทองคำคนเดียวของไทยเคยพูดถึงหนังเรื่องใหม่เอาไว้ว่า ผลงานชิ้นนี้จะย้อนกลับไปเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับสถานการณ์ความรุนแรงและความหวาดกลัวที่ก่อตัวขึ้นในจิตใจชาวโคลอมเบียช่วงยุคทศวรรษที่ 1970-80

สวินตันบอกว่าเธอกับอภิชาติพงศ์ได้พูดคุยถึงโอกาสในการร่วมงานกันมายาวนานกว่าหนึ่งทศวรรษ นอกจากนี้ ทั้งคู่ยังเคยร่วมกันจัดเทศกาลภาพยนตร์ที่เกาะยาวน้อยมาแล้วเมื่อปี 2012

ก่อนที่สวินตันและอภิชาติพงศ์จะมาลงเอยกับโปรเจ็คท์หนังยาวที่มุ่งสำรวจตรวจสอบประวัติศาสตร์ว่าด้วยลัทธิอาณานิคม และสภาวการณ์ที่ความทรงจำรวมหมู่สามารถชักนำผู้คนไปสู่ความหวาดกลัว

The Film Stage คาดการณ์ว่า “Memoria” อาจจะเปิดตัวที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ในปี 2020 ขณะที่ก่อนหน้านั้น สวินตันจะมีผลงานการแสดงในภาพยนตร์อีกหลายเรื่อง รวมถึง “Suspiria” ซึ่งกำกับโดยลูกา กัวดาญิโน และกำกับภาพโดยสยมภู มุกดีพร้อม

ข่าวบันเทิง

“อภิชาติพงศ์” อัพเดตความคืบหน้าหนังยาวเรื่องล่าสุด “Memoria”

อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล อัพเดตความคืบหน้าเกี่ยวกับโครงการหนังยาวเรื่องล่าสุดของเขา “Memoria” ระหว่างเข้าร่วมเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติรอตเตอร์ดัม

สกรีนเดลี่รายงานว่าผู้กำกับชาวไทยเพิ่งจะเขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้เสร็จ โดยเขาและทีมงานน่าจะเดินทางไปถ่ายทำหนังที่ประเทศโคลอมเบียในช่วงปี 2019

“ย้อนกลับไปในยุค 70 และ 80 มีสถานการณ์ความรุนแรงมากมายเกิดขึ้นที่นั่น (โคลอมเบีย) ซึ่งรุนแรงกว่ายุคปัจจุบันซะอีก… ดังนั้น หากคุณขับรถไปตามท้องถนนในช่วงเวลาดังกล่าว คุณอาจเจอกับเหตุระเบิด หรือบางครั้งการจราจรก็จะหยุดนิ่งโดยที่คุณไม่ทราบสาเหตุของมัน”

อภิชาติพงศ์เกริ่นถึงที่มาของหนังยาวเรื่องใหม่ และว่า

“ผู้คนจึงพากันจินตนาการไปถึงสิ่งต่างๆ จนเกิดความหวาดกลัวขึ้นภายในจิตใจของพวกเขา หนังของผมจะเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับประเด็นนี้ ประเด็นที่ว่าด้วยการรอคอยอะไรบางอย่าง ซึ่งคุณไม่รู้ชัดว่ามันคือสิ่งใด”

Apichatpong Portrait Trees

อภิชาติพงศ์ยังกล่าวถึงสภาพภูมิประเทศและธรรมชาติอันโดดเด่นของโคอมเบีย ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในหนังเรื่องใหม่นี้เช่นเดียวกัน

“โคลอมเบียมีสภาพภูมิทัศน์ที่น่าตื่นตา นี่นั่นมีภูเขาไฟ มีปรากฏการณ์แผ่นดินถล่ม มีแผ่นดินไหว มีการทำเหมืองถ่านหิน มีการขุดอุโมงค์ใต้ดิน”

สภาพภูมิประเทศดังกล่าวจะถูกนำไปผสมผสานกับแรงบันดาลใจอันเกิดจากนิยายแนวผจญภัยในป่าแบบไทยๆ ซึ่งอภิชาติพงศ์ชอบอ่านสมัยเด็กๆ และในทางกลับกัน นิยายประเภทนั้นก็ได้รับอิทธิพลจากงานวรรณกรรมอเมริกันและยุโรปในยุคล่าอาณานิคม ซึ่งพยายามจะสร้างภาพความโรแมนติกให้แก่พื้นที่ป่าเขาลำเนาไพร

นอกจากนี้ ระหว่างการรีเสิร์ชข้อมูล ซึ่งผู้กำกับชาวไทยเดินทางท่องเที่ยวไปตามเมื่องต่างๆ 4 แห่ง ในประเทศโคลอมเบีย เขายังได้เข้าไปเยี่ยมเยือนเรือนจำและโรงพยาบาลจิตเวชท้องถิ่นจำนวนหนึ่ง รวมถึงได้พบปะพูดคุยกับจิตแพทย์บางรายด้วย

“นี่คือประเทศที่น่าลุ่มหลง นี่เป็นหนังยาวเรื่องแรกของผมที่ถ่ายทำนอกประเทศไทย ผมหวังว่าโคลอมเบียจะเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับตนเอง”

ที่มาเนื้อหา https://www.screendaily.com/news/apichatpong-weerasethakul-updates-on-his-next-project-memoria/5126214.article

ภาพประกอบจาก http://www.kickthemachine.com

ข่าวบันเทิง

คำอวยพร “เจ้ย” ต่อเทศกาลหนังโตเกียว: ว่าด้วยการแชร์ประสบการณ์และทำลายขีดจำกัด

เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียวได้เผยแพร่คลิปคำกล่าวอวยพรของ “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” นักทำหนังชาวไทย ที่มีต่อทางเทศกาล ซึ่งจะมีอายุครบรอบ 30 ปี ในปีนี้

โดยคำกล่าวของอภิชาติพงศ์มีเนื้อหาว่า

(ภาษาไทย) สวัสดีครับ ผมขอแสดงความยินดีกับวันเกิดปีที่ 30 ของโตเกียว อินเตอร์เนชั่นแนล ฟิล์ม เฟสติวัล ครับ

(ภาษาอังกฤษ) สำหรับการเฉลิมฉลองเนื่องในวาระครบรอบ 30 ปีของทางเทศกาล ผมอยากจะกระตุ้นผู้คน ทั้งในฝั่งคนดูหนังและฝั่งคนทำหนัง ให้ตั้งคำถามและพยายามที่จะทำลายเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างประเทศ รวมถึงขอบเขตข้อจำกัดของการแสดงความคิดเห็น อย่างต่อเนื่อง

เพราะสำหรับผม ศิลปะภาพยนตร์ยังมีอายุเยาว์วัย ขณะเดียวกัน ช่วงอายุเพียง 30 ปี (ของเทศกาล) ก็ยังนับว่าเยาว์วัยอยู่เช่นกัน และความฝันยังคงเป็นสิ่งที่พวกเราต้องการ เพื่อจะได้ร่วมแบ่งปันความฝันนี้ให้แก่กัน ในการทำลายขอบเขตข้อจำกัดต่างๆ และการเข้าใจความรู้สึกของแต่ละฝ่ายมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ผมยังเชื่อในเรื่องของการแบ่งปันประสบการณ์ ซึ่งหมายความถึงภาวะที่พวกคุณเดินเข้าไปในโรงภาพยนตร์ขนาดใหญ่ และนั่งชมหนังบนจอภาพขนาดมหึมาอยู่เคียงข้างคนอื่นๆ เพื่อซึมซับและเป็นประจักษ์พยานของแสงสว่างที่ส่องออกมาจากจอดังกล่าวพร้อมหน้ากัน

ผมคิดว่า หากมองผ่านแง่มุมดังกล่าว เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียวก็มีความสำคัญเป็นอย่างมาก ที่จะช่วยผลักดันให้การแบ่งปันดังกล่าวเกิดขึ้น ทั้งยังช่วยเชื่อมร้อยผู้คนจากหลายประเทศ หลายช่วงอายุ หลายเป้าหมายชีวิต และหลายความเชื่อเข้าด้วยกัน

ดังนั้น ผมหวังว่าทางเทศกาลจะยังคงมุ่งมั่นเพื่อยกระดับการทำงานตรงจุดนี้ให้ดียิ่งขึ้นเรื่อยๆ และขอให้เทศกาลดำรงอยู่ต่อไป อย่างน้อยที่สุด ก็อีก 100 ปี ขอบคุณครับ

ข่าวบันเทิง

เมื่อ “อภิชาติพงศ์” เล่าเรื่อง “ผีที่หลากหลาย” และการเล่นกับแสง ณ สถานทูตเนเธอร์แลนด์

เมื่อวันที่ 13 มิถุนายนที่ผ่านมา สถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย ได้จัดพิธีเฉลิมฉลองให้แก่ให้แก่อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ในฐานะผู้ได้รับรางวัล the Principal Prince Claus Award ประจำปี 2016 ณ สถานเอกอัครราชทูตที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นธรรมเนียมของงานมอบรางวัลดังกล่าว ที่จะเชิญศิลปินไปรับมอบรางวัลที่เนเธอร์แลนด์ ก่อนจะมีจัดงานฉลองที่ประเทศบ้านเกิดของศิลปินรายนั้นในเวลาต่อมา

โดยในงานดังกล่าว เอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย Karek Hartogh ได้ยกย่องนักทำหนังชาวไทยผู้นี้ว่า

“อภิชาติพงศ์ได้อุทิศตนเองให้แก่เสรีภาพในการแสดงออกซึ่งความเห็น ผ่านการปฏิเสธที่จะประนีประนอมกับบรรทัดฐานทางศิลปะต่างๆ ตลอดจนเพดานข้อจำกัดอื่นๆ ซึ่งบางครั้งก็เป็นการกำหนดบังคับจากแรงกดดันภายนอก มาโดยต่อเนื่อง”

ทางด้านอภิชาติพงศ์ได้ย้อนเล่าเรื่องราวสมัยที่เขายังเป็นเด็กและใช้ชีวิตอยู่ที่จังหวัดขอนแก่น ณ เวลานั้น เขาชอบใช้ไฟฉายส่องไปยังความมืดมิด เพื่อหวังจะมองหาสัตว์ประหลาดหรือภูตผีปีศาจ แม้ว่าลึกๆ แล้ว เขาจะหวาดกลัวสิ่งลึกลับเหล่านั้นก็ตาม

“ย้อนกลับไปตอนนั้น ความเชื่อเรื่องผีมีอยู่อย่างแตกต่างหลากหลาย เช่น ผีหัวขาดที่เดินถือศีรษะตนเองไปมา ผีเปรตที่ตัวสูงและผอมมากๆ ผีโพงจมูกเขียวที่มีร่างเรืองแสง ผีกระสือที่ลอยไปมาพร้อมอวัยวะภายใน”

อย่างไรก็ตาม เจ้าของรางวัลปาล์มทองคำชาวไทยตั้งข้อสังเกตว่า ในยุคสมัยต่อมา ลักษณะของภูตผีต่างๆ ในสังคมไทยกลับเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ผีในหนังไทย” ซึ่งเริ่มกลายสภาพเป็น “ผีตลก” มากขึ้นเรื่อยๆ ผีเหล่านั้นทำได้แค่วิ่งไปวิ่งมา แถมยังถูกหลอกล่อโดยมนุษย์ ผีพวกนั้นปรากฏกายแม้กระทั่งตอนกลางวัน จนคนดูสามารถสังเกตเห็นได้ว่าบรรดาผีทั้งหลาย คือ ผีปลอมๆ ที่ถูกสร้างขึ้น

“นี่กลายเป็นความโศกเศร้าของผม ที่ผีเหล่านี้ไม่ได้มีความน่าเชื่อถืออีกต่อไป พวกเขากลายเป็นแค่ตัวละครในนิยาย”

เจ้าของรางวัล the Principal Prince Claus Award 2016 กล่าวต่อว่า เราอาจจัดให้เรื่องราวของ “ลุงบุญมี” (จากภาพยนตร์ “ลุงบุญมีระลึกชาติ”) เป็นนิยายหรือเรื่องแต่งได้เช่นกัน อย่างไรก็ดี เขาอยากจะคิดจินตนาการว่า พวกเราทุกคนต่างดำรงชีวิตอย่างมีหลากมุมหลายมิติเช่นเดียวกับที่ “ลุงบุญมี” ต้องเผชิญ

ในบางมิติของการดำรงชีวิต ภูตผีปีศาจอาจมีอยู่จริง ขณะที่ในมิติอื่นๆ ความเชื่อว่าประเทศไทยเป็นชาติที่ร่ำรวย เป็นแผ่นดินทอง ทั้งยังเต็มไปด้วยทหารกล้าจำนวนมาก อาจถูกพิจารณาว่าเป็นความจริง

“ผมต้องการเพียงแค่จะสื่อว่าอัตลักษณ์และความเชื่อที่หลากหลายของพวกเรา นั้นดำรงอยู่ภายในกระบวนการแห่งความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา หรือบางทีนี่อาจอธิบายจากแง่มุมของความเชื่อทางพุทธศาสนาได้ว่า พวกเราต่างเวียนวนอยู่กับวงจรแห่งการเวียนว่ายตายเกิดอันไร้จุดสิ้นสุด

เจ้ยรับรางวัลที่ไทย 2

“ในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์ ผมรู้สึกมีความสุขกับการเวียนว่ายตายเกิดเช่นนี้ ผมยังคงสนุกสนานที่ได้เล่นกับแสง ไฟฉายซึ่งอยู่ในมือผมตั้งแต่เมื่อครั้งเยาว์วัย ยังคงเสาะแสวงหาภูตผีอันแตกต่างหลากหลายต่อไปเรื่อยๆ”

อภิชาติพงศ์กล่าวปิดท้ายปาฐกถาที่แสดง ณ สถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทยว่า เขาหวังว่าสังคมนี้จะเปิดโอกาสให้แก่เสียงที่หลากหลายมากขึ้น พร้อมๆ กับการมีความอดทนอดกลั้นและการมีเสรีภาพเพิ่มขึ้น

“แล้ววันหนึ่ง เราจะสามารถขจัดทิ้งซึ่งความหวาดกลัว เราต้องมาร่วมกันทำให้สิ่งดังกล่าวเป็นความจริง ด้วยแสงสว่างที่พวกเราพร้อมใจกันฉายส่องออกไป ขอบคุณมากๆ ครับ”

นอกจากนั้น ในงานดังกล่าวยังได้มีการฉายหนังสั้นเรื่อง “จดหมายถึงลุงบุญมี” โดยมีสมาชิกครอบครัววีระเศรษฐกุล ทีมงานนักแสดงและเบื้องหลังจากภาพยนตร์ของอภิชาติพงศ์ เพื่อนๆ และบุคลากรทางด้านวัฒนธรรมของประเทศไทย มาร่วมเฉลิมฉลองกับความสำเร็จของนักทำหนังชาวไทยผู้นี้

ขอบคุณเนื้อหาจากhttps://www.nederlandwereldwijd.nl/landen/thailand/nieuws/2017/06/13/prince-claus-fund-awards และ http://www.princeclausfund.org/en/news/apichatpong-weerasethakul-receives-prince-claus-award-in-bangkok.html

ขอบคุณภาพประกอบจากhttps://www.facebook.com/netherlandsembassybangkok/

ข่าวบันเทิง

“อภิชาติพงศ์” เริ่มเดินทางสำรวจประเทศโคลอมเบีย ก่อนลงมือทำหนังเกี่ยวกับละตินอเมริกา

เว็บไซต์ฮอลลีวูดรีพอร์ทเตอร์รายงานว่า “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” ผู้กำกับภาพยนตร์เจ้าของรางวัลปาล์มทองคำชาวไทย ได้เริ่มออกเดินทางสำรวจประเทศโคลอมเบีย ซึ่งจะใช้เวลาทั้งหมดสองเดือน เพื่อทำการศึกษารวบรวมข้อมูลในการสร้างภาพยนตร์เรื่องใหม่ของตนเอง ที่วางแผนไว้ว่าจะถ่ายทำในทวีปอเมริกาใต้

ตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม อภิชาติพงศ์ได้เริ่มต้นทริป โดยเขาจะเดินทางจากกรุงโบกาต้า ไปยังเมเดยิน คาลี และโชโค เพื่อแสวงหาแรงบันดาลใจในการทำหนัง

“ผมเริ่มหมกมุ่นกับละตินอเมริกาอย่างจริงจังมาได้สักระยะหนึ่ง” เขากล่าวกับฮอลลีวูด รีพอร์ทเตอร์ ขณะไปปรากฏตัวในโปรแกรมโรเทรสเปคทีฟผลงานของตนเอง ที่เทศกาลภาพยนตร์คาร์ตาเกนา ประเทศโคลอมเบีย

“ตอนผมยังเล็ก ผมหลงรักเรื่องราวการผจญภัยแบบไทยๆ ที่เต็มไปด้วยสัตว์ป่านานาพันธุ์หรืออะไรทำนองนั้นแบบสุดๆ แต่พอคุณไปสืบค้นต้นตอของมัน มันกลับมีที่มาจากตะวันตก จากมุมมองของคนยุโรปและอเมริกันที่เดินทางมาพร้อมกับลัทธิล่าอาณานิคม แล้วก็สร้างภาพป่าอะเมซอนให้กลายเป็นพื้นที่สุดแสนโรแมนติก ก่อนที่คนไทยและนักเขียนชาวไทย จะได้รับอิทธิพลจากงานพวกนี้มาอีกต่อหนึ่ง แล้วจากนั้น ก็เป็นภาพยนตร์ไทยที่ได้รับอิทธิพลจากเรื่องราวเกี่ยวกับป่าอันโรแมนติกดังกล่าว”

อภิชาติพงศ์กล่าวถึงสถานการณ์การทำงานศิลปะในประเทศไทยว่า แม้ระบบเซ็นเซอร์ภาพยนตร์จะมีความเข้มงวดมาตั้งแต่ก่อนหน้าการรัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557 แต่รัฐบาลก่อนการรัฐประหารยังมีแนวทางชัดเจนว่าคนทำหนังห้ามแตะต้องประเด็นอ่อนไหวใดบ้าง ทว่า นับแต่มีรัฐบาลทหาร เส้นแบ่งดังกล่าวกลับพร่าเลือนกว่าเดิม โดยการสร้างสรรค์งานศิลปะประเภทต่างๆ ล้วนตกอยู่ภายใต้ความเสี่ยงมากยิ่งขึ้น

“นี่คือภาวะที่ไม่สามารถนำเสนอความจริง เพราะพวกเรายังตกอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาล ซึ่งมองศิลปะภาพยนตร์เป็นแค่โฆษณาชวนเชื่อ บางคราว เมื่อคุณลงมือทำอะไรสักอย่าง พวกเขากลับสามารถแจ้งข้อหาดำเนินคดีกับคุณได้ง่ายๆ … ทุกสิ่งขึ้นอยู่กับการตีความ สถานการณ์มันเป็นเหมือนในนิยายเรื่อง 1984”

ดังนั้น อภิชาติพงศ์จึงเดินทางออกมาสำรวจประวัติศาสตร์ของประเทศอื่นๆ นอกเหนือจากประเทศบ้านเกิด และโคลอมเบียก็เป็นหนึ่งในนั้น

“ผมต้องการเรียนรู้เกี่ยวกับทุกความรุนแรงที่เคยเกิดขึ้นที่นี่ ตลอดจนประวัติศาสตร์ในยุคล่าอาณานิคม เพื่อนำสิ่งดังกล่าวส่องสะท้อนกลับไปยังประเทศของผมเอง ขณะเดียวกัน ผมก็จินตนาการเอาไว้ว่า มันเป็นไปไม่ได้เลย ที่ตนเองจะลงมือทำภาพยนตร์ในประเด็นดังกล่าว จากมุมมองแบบคนท้องถิ่นแท้ๆ ดังนั้น ผมจึงไม่เชื่อว่าตัวเองจะสามารถเล่าเรื่องราวแบบคนท้องถิ่นได้ แต่จะเล่ามันออกมาผ่านมุมมองของชาวต่างชาติมากกว่า” ผู้กำกับดัง กล่าวปิดท้าย

ที่มา http://www.hollywoodreporter.com/news/apichatpong-weerasethakul-shoot-next-feature-colombia-985453