ข่าวบันเทิง

คำอวยพร “เจ้ย” ต่อเทศกาลหนังโตเกียว: ว่าด้วยการแชร์ประสบการณ์และทำลายขีดจำกัด

เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียวได้เผยแพร่คลิปคำกล่าวอวยพรของ “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” นักทำหนังชาวไทย ที่มีต่อทางเทศกาล ซึ่งจะมีอายุครบรอบ 30 ปี ในปีนี้

โดยคำกล่าวของอภิชาติพงศ์มีเนื้อหาว่า

(ภาษาไทย) สวัสดีครับ ผมขอแสดงความยินดีกับวันเกิดปีที่ 30 ของโตเกียว อินเตอร์เนชั่นแนล ฟิล์ม เฟสติวัล ครับ

(ภาษาอังกฤษ) สำหรับการเฉลิมฉลองเนื่องในวาระครบรอบ 30 ปีของทางเทศกาล ผมอยากจะกระตุ้นผู้คน ทั้งในฝั่งคนดูหนังและฝั่งคนทำหนัง ให้ตั้งคำถามและพยายามที่จะทำลายเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างประเทศ รวมถึงขอบเขตข้อจำกัดของการแสดงความคิดเห็น อย่างต่อเนื่อง

เพราะสำหรับผม ศิลปะภาพยนตร์ยังมีอายุเยาว์วัย ขณะเดียวกัน ช่วงอายุเพียง 30 ปี (ของเทศกาล) ก็ยังนับว่าเยาว์วัยอยู่เช่นกัน และความฝันยังคงเป็นสิ่งที่พวกเราต้องการ เพื่อจะได้ร่วมแบ่งปันความฝันนี้ให้แก่กัน ในการทำลายขอบเขตข้อจำกัดต่างๆ และการเข้าใจความรู้สึกของแต่ละฝ่ายมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ผมยังเชื่อในเรื่องของการแบ่งปันประสบการณ์ ซึ่งหมายความถึงภาวะที่พวกคุณเดินเข้าไปในโรงภาพยนตร์ขนาดใหญ่ และนั่งชมหนังบนจอภาพขนาดมหึมาอยู่เคียงข้างคนอื่นๆ เพื่อซึมซับและเป็นประจักษ์พยานของแสงสว่างที่ส่องออกมาจากจอดังกล่าวพร้อมหน้ากัน

ผมคิดว่า หากมองผ่านแง่มุมดังกล่าว เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียวก็มีความสำคัญเป็นอย่างมาก ที่จะช่วยผลักดันให้การแบ่งปันดังกล่าวเกิดขึ้น ทั้งยังช่วยเชื่อมร้อยผู้คนจากหลายประเทศ หลายช่วงอายุ หลายเป้าหมายชีวิต และหลายความเชื่อเข้าด้วยกัน

ดังนั้น ผมหวังว่าทางเทศกาลจะยังคงมุ่งมั่นเพื่อยกระดับการทำงานตรงจุดนี้ให้ดียิ่งขึ้นเรื่อยๆ และขอให้เทศกาลดำรงอยู่ต่อไป อย่างน้อยที่สุด ก็อีก 100 ปี ขอบคุณครับ

Advertisements
ข่าวบันเทิง

เมื่อ “อภิชาติพงศ์” เล่าเรื่อง “ผีที่หลากหลาย” และการเล่นกับแสง ณ สถานทูตเนเธอร์แลนด์

เมื่อวันที่ 13 มิถุนายนที่ผ่านมา สถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย ได้จัดพิธีเฉลิมฉลองให้แก่ให้แก่อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ในฐานะผู้ได้รับรางวัล the Principal Prince Claus Award ประจำปี 2016 ณ สถานเอกอัครราชทูตที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นธรรมเนียมของงานมอบรางวัลดังกล่าว ที่จะเชิญศิลปินไปรับมอบรางวัลที่เนเธอร์แลนด์ ก่อนจะมีจัดงานฉลองที่ประเทศบ้านเกิดของศิลปินรายนั้นในเวลาต่อมา

โดยในงานดังกล่าว เอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย Karek Hartogh ได้ยกย่องนักทำหนังชาวไทยผู้นี้ว่า

“อภิชาติพงศ์ได้อุทิศตนเองให้แก่เสรีภาพในการแสดงออกซึ่งความเห็น ผ่านการปฏิเสธที่จะประนีประนอมกับบรรทัดฐานทางศิลปะต่างๆ ตลอดจนเพดานข้อจำกัดอื่นๆ ซึ่งบางครั้งก็เป็นการกำหนดบังคับจากแรงกดดันภายนอก มาโดยต่อเนื่อง”

ทางด้านอภิชาติพงศ์ได้ย้อนเล่าเรื่องราวสมัยที่เขายังเป็นเด็กและใช้ชีวิตอยู่ที่จังหวัดขอนแก่น ณ เวลานั้น เขาชอบใช้ไฟฉายส่องไปยังความมืดมิด เพื่อหวังจะมองหาสัตว์ประหลาดหรือภูตผีปีศาจ แม้ว่าลึกๆ แล้ว เขาจะหวาดกลัวสิ่งลึกลับเหล่านั้นก็ตาม

“ย้อนกลับไปตอนนั้น ความเชื่อเรื่องผีมีอยู่อย่างแตกต่างหลากหลาย เช่น ผีหัวขาดที่เดินถือศีรษะตนเองไปมา ผีเปรตที่ตัวสูงและผอมมากๆ ผีโพงจมูกเขียวที่มีร่างเรืองแสง ผีกระสือที่ลอยไปมาพร้อมอวัยวะภายใน”

อย่างไรก็ตาม เจ้าของรางวัลปาล์มทองคำชาวไทยตั้งข้อสังเกตว่า ในยุคสมัยต่อมา ลักษณะของภูตผีต่างๆ ในสังคมไทยกลับเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ผีในหนังไทย” ซึ่งเริ่มกลายสภาพเป็น “ผีตลก” มากขึ้นเรื่อยๆ ผีเหล่านั้นทำได้แค่วิ่งไปวิ่งมา แถมยังถูกหลอกล่อโดยมนุษย์ ผีพวกนั้นปรากฏกายแม้กระทั่งตอนกลางวัน จนคนดูสามารถสังเกตเห็นได้ว่าบรรดาผีทั้งหลาย คือ ผีปลอมๆ ที่ถูกสร้างขึ้น

“นี่กลายเป็นความโศกเศร้าของผม ที่ผีเหล่านี้ไม่ได้มีความน่าเชื่อถืออีกต่อไป พวกเขากลายเป็นแค่ตัวละครในนิยาย”

เจ้าของรางวัล the Principal Prince Claus Award 2016 กล่าวต่อว่า เราอาจจัดให้เรื่องราวของ “ลุงบุญมี” (จากภาพยนตร์ “ลุงบุญมีระลึกชาติ”) เป็นนิยายหรือเรื่องแต่งได้เช่นกัน อย่างไรก็ดี เขาอยากจะคิดจินตนาการว่า พวกเราทุกคนต่างดำรงชีวิตอย่างมีหลากมุมหลายมิติเช่นเดียวกับที่ “ลุงบุญมี” ต้องเผชิญ

ในบางมิติของการดำรงชีวิต ภูตผีปีศาจอาจมีอยู่จริง ขณะที่ในมิติอื่นๆ ความเชื่อว่าประเทศไทยเป็นชาติที่ร่ำรวย เป็นแผ่นดินทอง ทั้งยังเต็มไปด้วยทหารกล้าจำนวนมาก อาจถูกพิจารณาว่าเป็นความจริง

“ผมต้องการเพียงแค่จะสื่อว่าอัตลักษณ์และความเชื่อที่หลากหลายของพวกเรา นั้นดำรงอยู่ภายในกระบวนการแห่งความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา หรือบางทีนี่อาจอธิบายจากแง่มุมของความเชื่อทางพุทธศาสนาได้ว่า พวกเราต่างเวียนวนอยู่กับวงจรแห่งการเวียนว่ายตายเกิดอันไร้จุดสิ้นสุด

เจ้ยรับรางวัลที่ไทย 2

“ในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์ ผมรู้สึกมีความสุขกับการเวียนว่ายตายเกิดเช่นนี้ ผมยังคงสนุกสนานที่ได้เล่นกับแสง ไฟฉายซึ่งอยู่ในมือผมตั้งแต่เมื่อครั้งเยาว์วัย ยังคงเสาะแสวงหาภูตผีอันแตกต่างหลากหลายต่อไปเรื่อยๆ”

อภิชาติพงศ์กล่าวปิดท้ายปาฐกถาที่แสดง ณ สถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทยว่า เขาหวังว่าสังคมนี้จะเปิดโอกาสให้แก่เสียงที่หลากหลายมากขึ้น พร้อมๆ กับการมีความอดทนอดกลั้นและการมีเสรีภาพเพิ่มขึ้น

“แล้ววันหนึ่ง เราจะสามารถขจัดทิ้งซึ่งความหวาดกลัว เราต้องมาร่วมกันทำให้สิ่งดังกล่าวเป็นความจริง ด้วยแสงสว่างที่พวกเราพร้อมใจกันฉายส่องออกไป ขอบคุณมากๆ ครับ”

นอกจากนั้น ในงานดังกล่าวยังได้มีการฉายหนังสั้นเรื่อง “จดหมายถึงลุงบุญมี” โดยมีสมาชิกครอบครัววีระเศรษฐกุล ทีมงานนักแสดงและเบื้องหลังจากภาพยนตร์ของอภิชาติพงศ์ เพื่อนๆ และบุคลากรทางด้านวัฒนธรรมของประเทศไทย มาร่วมเฉลิมฉลองกับความสำเร็จของนักทำหนังชาวไทยผู้นี้

ขอบคุณเนื้อหาจากhttps://www.nederlandwereldwijd.nl/landen/thailand/nieuws/2017/06/13/prince-claus-fund-awards และ http://www.princeclausfund.org/en/news/apichatpong-weerasethakul-receives-prince-claus-award-in-bangkok.html

ขอบคุณภาพประกอบจากhttps://www.facebook.com/netherlandsembassybangkok/

ข่าวบันเทิง

“อภิชาติพงศ์” เริ่มเดินทางสำรวจประเทศโคลอมเบีย ก่อนลงมือทำหนังเกี่ยวกับละตินอเมริกา

เว็บไซต์ฮอลลีวูดรีพอร์ทเตอร์รายงานว่า “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” ผู้กำกับภาพยนตร์เจ้าของรางวัลปาล์มทองคำชาวไทย ได้เริ่มออกเดินทางสำรวจประเทศโคลอมเบีย ซึ่งจะใช้เวลาทั้งหมดสองเดือน เพื่อทำการศึกษารวบรวมข้อมูลในการสร้างภาพยนตร์เรื่องใหม่ของตนเอง ที่วางแผนไว้ว่าจะถ่ายทำในทวีปอเมริกาใต้

ตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม อภิชาติพงศ์ได้เริ่มต้นทริป โดยเขาจะเดินทางจากกรุงโบกาต้า ไปยังเมเดยิน คาลี และโชโค เพื่อแสวงหาแรงบันดาลใจในการทำหนัง

“ผมเริ่มหมกมุ่นกับละตินอเมริกาอย่างจริงจังมาได้สักระยะหนึ่ง” เขากล่าวกับฮอลลีวูด รีพอร์ทเตอร์ ขณะไปปรากฏตัวในโปรแกรมโรเทรสเปคทีฟผลงานของตนเอง ที่เทศกาลภาพยนตร์คาร์ตาเกนา ประเทศโคลอมเบีย

“ตอนผมยังเล็ก ผมหลงรักเรื่องราวการผจญภัยแบบไทยๆ ที่เต็มไปด้วยสัตว์ป่านานาพันธุ์หรืออะไรทำนองนั้นแบบสุดๆ แต่พอคุณไปสืบค้นต้นตอของมัน มันกลับมีที่มาจากตะวันตก จากมุมมองของคนยุโรปและอเมริกันที่เดินทางมาพร้อมกับลัทธิล่าอาณานิคม แล้วก็สร้างภาพป่าอะเมซอนให้กลายเป็นพื้นที่สุดแสนโรแมนติก ก่อนที่คนไทยและนักเขียนชาวไทย จะได้รับอิทธิพลจากงานพวกนี้มาอีกต่อหนึ่ง แล้วจากนั้น ก็เป็นภาพยนตร์ไทยที่ได้รับอิทธิพลจากเรื่องราวเกี่ยวกับป่าอันโรแมนติกดังกล่าว”

อภิชาติพงศ์กล่าวถึงสถานการณ์การทำงานศิลปะในประเทศไทยว่า แม้ระบบเซ็นเซอร์ภาพยนตร์จะมีความเข้มงวดมาตั้งแต่ก่อนหน้าการรัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557 แต่รัฐบาลก่อนการรัฐประหารยังมีแนวทางชัดเจนว่าคนทำหนังห้ามแตะต้องประเด็นอ่อนไหวใดบ้าง ทว่า นับแต่มีรัฐบาลทหาร เส้นแบ่งดังกล่าวกลับพร่าเลือนกว่าเดิม โดยการสร้างสรรค์งานศิลปะประเภทต่างๆ ล้วนตกอยู่ภายใต้ความเสี่ยงมากยิ่งขึ้น

“นี่คือภาวะที่ไม่สามารถนำเสนอความจริง เพราะพวกเรายังตกอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาล ซึ่งมองศิลปะภาพยนตร์เป็นแค่โฆษณาชวนเชื่อ บางคราว เมื่อคุณลงมือทำอะไรสักอย่าง พวกเขากลับสามารถแจ้งข้อหาดำเนินคดีกับคุณได้ง่ายๆ … ทุกสิ่งขึ้นอยู่กับการตีความ สถานการณ์มันเป็นเหมือนในนิยายเรื่อง 1984”

ดังนั้น อภิชาติพงศ์จึงเดินทางออกมาสำรวจประวัติศาสตร์ของประเทศอื่นๆ นอกเหนือจากประเทศบ้านเกิด และโคลอมเบียก็เป็นหนึ่งในนั้น

“ผมต้องการเรียนรู้เกี่ยวกับทุกความรุนแรงที่เคยเกิดขึ้นที่นี่ ตลอดจนประวัติศาสตร์ในยุคล่าอาณานิคม เพื่อนำสิ่งดังกล่าวส่องสะท้อนกลับไปยังประเทศของผมเอง ขณะเดียวกัน ผมก็จินตนาการเอาไว้ว่า มันเป็นไปไม่ได้เลย ที่ตนเองจะลงมือทำภาพยนตร์ในประเด็นดังกล่าว จากมุมมองแบบคนท้องถิ่นแท้ๆ ดังนั้น ผมจึงไม่เชื่อว่าตัวเองจะสามารถเล่าเรื่องราวแบบคนท้องถิ่นได้ แต่จะเล่ามันออกมาผ่านมุมมองของชาวต่างชาติมากกว่า” ผู้กำกับดัง กล่าวปิดท้าย

ที่มา http://www.hollywoodreporter.com/news/apichatpong-weerasethakul-shoot-next-feature-colombia-985453

ข่าวบันเทิง

เมื่อ “เจ้ย” พูดถึงทหาร-ความชรา-หลุมดำ ส่วน “ปราบดา” เปิดตัวเทรลเลอร์ “โรงแรมต่างดาว”

ทหาร ความชรา และหลุมดำในสังคมไทย จากมุมมอง “อภิชาติพงศ์”

%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%93%e0%b8%aa%e0%b9%82%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%a3

ยังคงมีงานและบทสัมภาษณ์ออกมาอย่างต่อเนื่อง สำหรับ “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” นักทำหนังคนสำคัญของไทย

โดยล่าสุด อภิชาติพงศ์เพิ่งมีไซด์โปรเจ็คท์กับห้องสมุด “เดอะ รีดดิ้ง รูม” สีลม 19 ภายใต้ชื่อว่า “เกษียณสโมสร” หรือในชื่อภาษาอังกฤษ “Soldier/Senility” (ทหาร/ความชรา)

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 3 ตุลาคมที่ผ่านมา ผู้กำกับดังได้เชิญกลุ่มนายทหารที่เกษียณอายุราชการแล้ว มานั่งพูดคุยถึงบทบาทของกองทัพในสังคมไทย ส่วนในวันที่ 10 ตุลาคม จะมีการสนทนาพูดคุยในประเด็นว่าด้วยความสูงอายุกับกลุ่มพลเมืองอาวุโส

หลังจากนั้น เทปบันทึกการสนทนาทั้งสองครั้งจะถูกนำไปลำดับภาพโดย จุฬญาณนนท์ ศิริผล และ อภิชน รัตนาภายน ก่อนจะได้รับการเผยแพร่เป็นเวอร์ชั่นภาพยนตร์ ในวันที่ 30 ตุลาคม

อภิชาติพงศ์ให้สัมภาษณ์กับ MONRUEDEE JANSUTTIPAN จากเว็บไซต์ http://bk.asia-city.com/ ถึงโปรเจ็คท์งานล่าสุด

โดยนักทำหนังเจ้าของรางวัลปาล์มทองคำระบุว่า ในวัย 46 ปี เขาตระหนักได้ว่าสภาพร่างกาย อารมณ์ และความทรงจำของตนเองได้เปลี่ยนแปลงไป นอกจากนี้ จากข้อมูลที่ว่าประเทศไทยจะกลายเป็น “สังคมผู้สูงอายุ” ในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า ก็ส่งผลให้เขาต้องการจะแลกเปลี่ยนความเห็นกับบรรดาพลเมืองอาวุโส ถึงประเด็นที่ว่าเราจะเผชิญอะไรบ้างในอนาคต เมื่อเราสูงอายุขึ้น

“ผมรู้สึกประหลาดใจกับภาพลวงตาที่ถูกสร้างโดยสื่อ ซึ่งเห็นว่าความแก่ชราคือภาวะอันน่าสะพรึงกลัว นั่นทำให้เราต้องพยายามที่จะชะลอภาวะของความแก่ตัวดังกล่าว สิ่งที่ผมสนใจมากที่สุด ก็คือ เรากำลังอาศัยอยู่ในสังคมที่มุ่งหน้าจะเป็นสังคมของคนหนุ่มสาวอย่างยิ่งยวด แต่ขณะเดียวกัน เรากลับถูกปกครองโดยคนสูงอายุเสมอมา”

เมื่อผู้สัมภาษณ์ถามว่า ภาวะดังกล่าวเป็นผลมาจากการถูกปกครองภายใต้ระบอบทหารอยู่บ่อยครั้งใช่หรือไม่? อภิชาติพงศ์แสดงความเห็นด้วย และบอกว่า เราจำเป็นจะต้องสนทนาพูดคุยเกี่ยวกับบทบาทของกองทัพในสังคมไทย ไมว่าเราจะยืนอยู่บนฝั่งฟากไหนในทางการเมืองก็ตาม

“ผมรู้สึกว่ากองทัพเป็นเหมือน ‘หลุมดำ’ และเราก็คาดเดาไม่ออกว่ามีอะไรซุกซ่อนอยู่ในหลุมดำนั้นบ้าง ถึงแม้มันจะเป็นประเด็นสำคัญอย่างยิ่งก็ตาม”

คลิกอ่านบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มได้ที่นี่

เทรลเลอร์ทางการของ “โรงแรมต่างดาว” หนังยาวโดย “ปราบดา หยุ่น”

ได้ฤกษ์ปล่อยเทรลเลอร์อย่างเป็นทางการออกมาแล้ว สำหรับภาพยนตร์เรื่อง “โรงแรมต่างดาว” หรือ Motel Mist หนังยาวเรื่องแรกของนักเขียนดัง “ปราบดา หยุ่น”

โดยหลังจากเดินสายไปตามเทศกาลภาพยนตร์ต่างประเทศหลายๆ แห่ง หนังก็จะได้เข้าฉายในเมืองไทย วันที่ 17 พฤศจิกายนนี้

%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a7

คลิกอ่านข้อมูลเพิ่มเติมของ “โรงแรมต่างดาว” ได้ที่นี่

ข่าวบันเทิง

“อภิชาติพงศ์” ให้สัมภาษณ์สื่อฮ่องกง ไทยกำลังกลายเป็นส่วนผสมของสิงคโปร์-เกาหลีเหนือ

อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ให้สัมภาษณ์กับ วิเวียน โจว แห่งเว็บไซต์ qz.com ว่าสภาพการเมืองการปกครองของประเทศไทยในช่วงสองปีที่ผ่านมา ภายหลังการรัฐประหาร มิได้เพียงนำพาประเทศให้ย้อนหลังกลับไปสู่อดีตเท่านั้น แต่สิทธิเสรีภาพของประชาชนพลเมืองยังถูกคุกคามอีกด้วย

“มันกำลังกลายเป็นส่วนผสมระหว่างสิงคโปร์กับเกาหลีเหนือ” ผู้กำกับชื่อดัง กล่าวถึงบ้านเกิดเมืองนอนของตน

อภิชาติพงศ์ให้สัมภาษณ์กับโจว ระหว่างเดินทางมาร่วมงานเปิดนิทรรศการศิลปะ The Serenity of Madness ของเขา ซึ่งจะสัญจรมาจัดแสดงที่ฮ่องกงจนถึงวันที่ 27 พฤศจิกายนนี้

นิทรรศการของคนทำหนังระดับโลกจากไทย เกิดขึ้นหลังจากที่ฮ่องกงเพิ่งมีการเลือกตั้งทั่วไป โดยอภิชาติพงศ์ชี้ว่า แม้คนฮ่องกงจะยังไม่ได้สัมผัสกับระบอบประชาธิปไตยแบบเต็มใบ แต่พวกเขาก็ยังได้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งผู้แทนฯ ของตน และสามารถแสดงความเห็นได้อย่างเสรีในระดับหนึ่ง ซึ่งนั่นส่งผลให้เขารู้สึกเศร้าใจกับชะตากรรมของประเทศบ้านเกิด

“ผมอดไม่ได้ที่จะคิดไปถึงภาวะที่หลายๆ อย่าง กำลังเดินทางย้อนกลับหลัง (ในประเทศไทย) ผมคิดฝันมาตลอดว่าจะมีรัฐบาลที่ให้การสนับสนุนการพัฒนางานทางด้านวัฒนธรรม แต่แล้วก็มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล แผนการพัฒนาวัฒนธรรมถูกฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ขณะที่งบประมาณกองทัพกลับเพิ่มสูงขึ้น ยังไม่รวมถึงภาวะของการเซ็นเซอร์ที่กำลังเกิดขึ้น ผมจึงรู้สึกอิจฉาภาวะในฮ่องกง ที่ผลงานด้านวัฒนธรรมสามารถบูรณาการร่วมกับชุมชนได้ นอกจากนี้ ชาวฮ่องกงยังสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับอิสรภาพของตนเองได้อยู่”

อภิชาติพงศ์ยังระบุว่า ภาวะที่คนไทยส่วนใหญ่เลือกจะยอมก้มหัวให้แก่ระบอบอำนาจปัจจุบัน ได้ส่งผลให้ทุกสิ่งทุกอย่างย่ำแย่ลง เขาเชื่อว่าวัฒนธรรมแบบขงจื๊อที่ลงรากลึก ได้ส่งอิทธิพลทางความคิดให้คนไทยรุ่นแล้วรุ่นเล่าเชื่อในเรื่องกฎแห่งกรรม และยอมรับว่ากองทัพเป็นสถาบันหลักของประเทศ

“บรรดาขุนศึกจึงเข้ามายึดอำนาจเป็นวงจรซ้ำแล้วซ้ำเล่า ปัญหาทางการเมืองไม่ได้ถูกแก้ด้วยระบบรัฐสภา แต่ถูกแก้ด้วยการใช้กำลัง ประชาชนคุ้นเคยกับวิถีทางแบบนี้ พวกเขาให้การยอมรับกองทัพ พวกเขาชื่นชอบที่จะมี ‘คุณพ่อคุณแม่’ เข้ามาคุ้มครองดูแล และรักษาความสงบเรียบร้อยให้แก่สังคม ด้วยการใช้รถถังและปืน”

แม้ผู้กำกับดังจะเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ยังไม่ตื่นรู้ทางการเมือง แต่เขาระบุว่ามีศิลปินไทยบางรายที่ตัดสินใจจะท้าทายภาวะแน่นิ่งเช่นนั้นด้วยผลงานศิลปะที่กระตุ้นให้ผู้ชมได้ฉุกคิด แม้ว่าการกระทำดังกล่าวจะสุ่มเสี่ยงต่อการถูกเรียกตัวไปปรับทัศนคติ และให้ลงนามยอมรับที่จะไม่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลทหารก็ตาม

ท้ายสุดของการสนทนา อภิชาติพงศ์ยืนยันกับโจวว่า

“บุคคลผู้มีความคิดสร้างสรรค์จำเป็นจะต้องกล้าตั้งคำถาม”

ที่มา http://qz.com/789448

ข่าวบันเทิง

3 ข่าวดีของ “อภิชาติพงศ์” “อนธการ” และ “สแน็ป” บนเวทีระดับโลก

ข่าวดีแรก

รักที่ขอนแก่น โปสเตอร์

ระหว่างวันที่ 8-10 เมษายนนี้ จะมีการจัดฉายผลงานของ “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” ที่ Tate Modern กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ อย่างจุใจ พร้อมการเดินทางไปพูดคุยกับแฟนหนังของเจ้าตัว

โดยในวันที่ 8 เม.ย. นอกจากจะมีการฉายหนังยาวเรื่องล่าสุดของเจ้ย คือ “รักที่ขอนแก่น” แล้ว

ยังจะมีการฉายหนังสั้นความยาว 21 นาที เรื่อง “หมอกแม่ริม” ซึ่งเล่าเรื่องราวเชิงอุปมาเปรียบเทียบของหมู่บ้านแห่งหนึ่งในภาคเหนือของประเทศไทย ที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกหนาและความคั่งแค้นที่ถูกเก็บงำเอาไว้

หมอกแม่ริม

หมอกแม่ริม (Courtesy Kick the Machine Films)

หลายทศวรรษที่ผ่านมา หมู่บ้านดังกล่าว เป็นพื้นที่ของความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับรัฐ รวมทั้งยังมีการเผชิญหน้ากันในประเด็นเรื่องสิทธิการถือครองที่ดิน

ขณะเดียวกัน ในเดือนมิถุนายนของทุกปี พนักงานสวมหน้ากากจะเข้ามาฉีดพ่นยากำจัดยุงในหมู่บ้าน จนหมู่บ้านแห่งนี้ถูกโอบล้อมไว้ด้วยหมอกหนาอันน่าขนพองสยองเกล้า และบ้านแต่ละหลังก็จะค่อยๆ ถูกกลืนหายไป พร้อมกับการขยายตัวของม่านควัน

ส่วนวันที่ 9-10 เม.ย. จะมีโปรแกรม “A Night with Apichatpong Weerasethakul” ซึ่งจะจัดฉายผลงานต่างๆ ของอภิชาติพงศ์ ตั้งแต่หนังยาว, ตัวอย่างภาพยนตร์, หนังโฆษณา และภาพยนตร์สั้น ในธีมว่าด้วยภูตผี, ความฝัน, ความนิ่งงัน และความหลับใหล อย่างต่อเนื่องกันเป็นเวลายาวนานถึง 14 ชั่วโมง จากสี่ทุ่มของคืนวันเสาร์ จนถึงเกือบบ่ายสองโมงของวันอาทิตย์!!!

หลังจากนั้น ในเวลา 16.00 น. ของวันที่ 10 จะมีการจัดฉายโปรแกรมปิดท้าย เป็นหนังยาวเรื่อง “ลุงบุญมีระลึกชาติ” และหนังสั้น “จดหมายถึงลุงบุญมี”

ที่มา http://www.tate.org.uk/

ข่าวดีที่สอง

อนธการ โปสเตอร์

ข้ามฟากไปที่นิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกา The Museum of Modern Art หรือ MoMA จะจัดฉายภาพยนตร์เรื่อง “อนธการ” ของอนุชา บุญยวรรธนะ หนึ่งในหนังไทยอันโดดเด่นของปีที่แล้ว

โดยภาพยนตร์ไทยเรื่องนี้จะมีโปรแกรมฉายที่นี่ ระหว่างวันที่ 8-14 เมษายน

ที่มา http://www.moma.org/

ข่าวดีปิดท้าย

SNAP-Poster-428x600

“ปีเตอร์ เดอบรูจ” หัวหน้านักวิจารณ์ภาพยนตร์นานาชาติ ของนิตยสารวาไรตี้ ได้ออกมาระบุผ่านบทความ 11 หนังยอดเยี่ยมประจำปี 2015 ของตนเอง ว่า “สแน็ป แค่..ได้คิดถึง” ผลงานของคงเดช จาตุรันต์รัศมี คือ 1 ใน 10 ภาพยนตร์ซึ่งไม่ได้ถูกจัดจำหน่ายในสหรัฐ ที่เขาชื่นชอบ เมื่อปีที่ผ่านมา

ที่มา http://variety.com/

คนมองหนัง

บทสัมภาษณ์อภิชาติพงศ์ใน Film Comment: ปีโนเชต์, อเมริกา, อดีตผู้นำ และหุ่นเชิด

เมื่อ “อภิชาติพงศ์” ขึ้นปก Film Comment บทสัมภาษณ์ว่าด้วยการโหวตคว่ำปีโนเชต์ บทบาทสหรัฐยุคสงครามเย็น และอนุสาวรีย์ “อดีตผู้นำ” ที่ขอนแก่น

(มติชนสุดสัปดาห์ 11-17 มีนาคม 2559)

นิตยสารภาพยนตร์ชื่อดังระดับนานาชาติอย่าง “Film Comment” ฉบับเดือนมีนาคม-เมษายน 2016 ได้นำภาพผู้กำกับหนังชาวไทย “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” มาขึ้นหน้าปก

โดยในเล่ม “วิโอเล็ต ลุคคา” บรรณาธิการดิจิทัลของนิตยสารเล่มนี้ ได้เขียนรายงานขนาดยาวเกี่ยวกับภาพยนตร์ “รักที่ขอนแก่น” ของอภิชาติพงศ์ ภายใต้ชื่อว่า “Dream State” (สภาวะแห่งความฝัน)

อันประกอบไปด้วยบทความปริทัศน์ว่าด้วยหนังเรื่องนี้ และบทสัมภาษณ์คนไทยเจ้าของผลงาน

ต่อไปนี้ คือเนื้อหาน่าสนใจบางส่วนจากบทสัมภาษณ์ดังกล่าว

: ไม่กี่วันก่อนหน้าการสัมภาษณ์ครั้งนี้ คุณเพิ่งนำภาพยนตร์ชิลีเรื่อง “No” ผลงานของ “พาโบล ลาเรน” ไปจัดฉายที่เทศกาลภาพยนตร์คัดสรร Cinema Diverse ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ทำไมคุณถึงเลือกหนังเรื่องนั้นไปฉาย?

(หมายเหตุผู้แปล – ภาพยนตร์เรื่อง “No” เล่าถึงกระบวนการรณรงค์ที่นำไปสู่การลงคะแนนเสียง “โหวต โน” ล้มล้างระบอบการปกครองของนายพลออกุสโต ปีโนเชต์ ในประเทศชิลี)

มันเป็นกระจกเงาที่เหมาะสมกับประเทศไทยแบบสุดๆ นอกจากนี้ มันยังเกือบจะเป็นเรื่องแฟนตาซีสุดเหลือเชื่อด้วย เพราะเรา (คนไทย) ไม่ได้รับโอกาสให้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งใดๆ ตลอดปีที่ผ่านมา

จริงๆ แล้ว ผมก็เป็นหนึ่งในคนที่เดินทางไปลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งล่าสุด แต่หลังจากนั้น ก็เกิดเหตุรัฐประหาร คะแนนเสียงของผมจึงหมดความหมาย

ภาพยนตร์เรื่อง “No” ถือเป็นงานอันยอดเยี่ยมที่ช่วยจุดประกายความหวังให้แก่พวกเราว่า “สักวันหนึ่ง เราจะได้เจอสถานการณ์อย่างที่เคยเกิดขึ้นในชิลี”

สำหรับกรณีของชิลียุคปีโนเชต์ ประชาชนที่นั่นต้องรอคอยยาวนานถึง 16 ปี กว่าจะได้ออกไปเลือกตั้ง, 16 ปี เป็นเวลาที่นานมากพอ ซึ่งจะทำให้หลายๆ คน “ลืม”

ในกรณีของประเทศไทยยุคปัจจุบัน อะไรต่อมิอะไรมันเพิ่งผ่านไปแค่ 2 ปีเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ พวกเราจึงยังต้องเผชิญหน้ากับการถูกละเมิดสิทธิความเป็นมนุษย์ในลักษณะนี้ไปอีกนาน

มันอาจต้องใช้เวลามากถึง 10 หรือ 15 ปี กว่าที่เราคนไทยจะได้ระบอบประชาธิปไตยแท้จริงกลับคืนมา ถึงเวลานั้น ผมอาจไม่ได้ทำหนังอีกแล้ว แต่สำหรับผู้ชมจำนวนมากที่เข้าไปดูหนังเรื่อง “No” ผมต้องการจะสื่อสารให้พวกเขาตระหนักว่า

“อย่าลืมนะ ในอนาคต พวกเราจะสามารถสร้างหนังทำนองนี้ขึ้นมาได้ในประเทศของเรา”

: “รักที่ขอนแก่น” ได้ลงโรงฉายในเมืองไทยหรือยัง?

ยัง จริงๆ ผมอยากจะฉายนะ แต่ผมไม่แน่ใจว่าตอนนี้ถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมหรือไม่ เพราะมีระบบเซ็นเซอร์มากมายเกิดขึ้นในเมืองไทย ณ ขณะนี้

ขณะเดียวกัน ผมก็เป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยส่วนบุคคล ของคนที่มีความข้องเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้

: ในหนังเรื่อง “รักที่ขอนแก่น” เจ้าแม่ศักดิ์สิทธิ์ ผู้ปรากฏกายต่อหน้าตัวละคร “ป้าเจน” มีที่มาจากประเทศลาว คุณช่วยกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับลาวหน่อยได้ไหม?

ตำนานเล่าขานว่าเจ้าแม่เหล่านั้นคือเจ้าหญิงชาวลาว และในยุคสมัยอดีต ภาคอีสานของไทยกับลาวก็ถือเป็นอาณาจักรเดียวกัน

ส่วนผมเองก็ไม่ค่อยมีความรู้สึกที่ดีนักกับกรุงเทพฯ เพราะผมเติบโตขึ้นมาในภาคอีสาน ยิ่งศึกษาประวัติศาสตร์มากขึ้น ผมก็ยิ่งรู้สึกโศกเศร้ามากขึ้น ว่าเพราะการรวมประเทศในครั้งนั้น วัฒนธรรมอันหลากหลายจึงสูญหายไป และไม่ถูกปลุกให้ฟื้นตื่นขึ้นมามีชีวิตชีวากระทั่งบัดนี้

ดังนั้น ในงานช่วงหลังๆ ผมจึงพยายามสืบสาวลงลึกไปในอาณาบริเวณแถบนี้ จนเกือบๆ จะมีอาการคลั่งไคล้ใหลหลงกับการเดินทางไปสัมผัสและนำเอาอดีตคืนกลับมา

เช่นเดียวกับคุณเจนจิรา พงพัศ (ผู้รับบทเป็นตัวละคร “ป้าเจน” ในหนังหลายเรื่องของอภิชาติพงศ์) ซึ่งพ่อผู้ให้กำเนิดเธอเป็นคนลาว ด้วยเหตุนี้ เมื่อประเทศถูกแยกขาดออกจากกัน เธอจึงต้องพลัดพรากกับผู้เป็นพ่อ

: ประวัติศาสตร์ของพื้นที่แถบนี้ยังเกี่ยวพันกับการแพร่กระจายของลัทธิคอมมิวนิสต์ ซึ่งถูกทำให้ซับซ้อนมากยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อรัฐบาลอเมริกันเข้ามายุ่งเกี่ยวกับกิจการของไทย?

รัฐบาลสหรัฐเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับรัฐบาลไทยอย่างสำคัญมากๆ ในการต่อต้านคอมมิวนิสต์ ซึ่งแพร่กระจายจากเวียดนาม ผ่านลาว มาถึงไทย

คนไทยจำนวนไม่น้อยรู้สึกจับใจกับแนวคิดของลัทธิคอมมิวนิสต์ ซึ่งให้ความหวังถึงอนาคตที่ดีกว่าเดิม ดังนั้น รัฐบาลไทยจึงร่วมมือกับสหรัฐในการกำจัดคอมมิวนิสต์

แต่ขณะเดียวกัน สหรัฐก็มีส่วนสร้างปีศาจหลายต่อหลายตนขึ้นมาในสังคมไทย (หัวเราะ) และหนึ่งในปีศาจเหล่านั้น (อดีตนายกรัฐมนตรีคนหนึ่ง) ก็ปรากฏกายขึ้นเป็นภาพนูนต่ำบนฝาผนังในภาพยนตร์เรื่องนี้

: คุณเลือกสรรสถานที่ถ่ายทำอย่างไร?

ขอนแก่นคือบ้านเกิดของผม ผมจึงรู้จักสถานที่ทุกแห่ง ซึ่งใช้ในการถ่ายทำ โดยส่วนใหญ่ ผมเลือกสถานที่ถ่ายทำจากความทรงจำส่วนตัว ซึ่งเติบโตมากับโรงพยาบาล โรงหนัง และโรงเรียน ผมพยายามผนวกสถานที่เหล่านี้เข้ามาในหนัง

และในช่วงเตรียมงานก่อนการถ่ายทำจริง ผมก็ย้ายไปเขียนบทภาพยนตร์ที่จังหวัดบ้านเกิด เพราะผมเริ่มรู้สึกว่า เรื่องที่ต้องการเล่า ชักจะมีความเป็นส่วนตัวมากขึ้นเรื่อยๆ

ที่นั่นมีภาพประติมากรรมนูนต่ำเป็นรูปหนึ่งในอดีตนายกฯ ของระบอบการปกครองที่โหดร้ายที่สุด แน่นอน ผู้คนยังให้ความเคารพนับถือเขา สืบเนื่องมาจากเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อชนิดต่างๆ

จังหวัดขอนแก่น บ้านเกิดผม มีอนุสาวรีย์ของอดีตผู้นำคนนี้ตั้งอยู่ เพราะเขาได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในผู้นำการพัฒนามาสู่ภาคอีสาน แต่สำหรับผม มันกลับค่อนข้างเป็นเรื่องน่าตกใจ ที่ได้มาเห็นรูปปั้นและภาพสลักเล่าเรื่องราวชีวิตของเขาที่นี่

: อยากให้คุณช่วยอธิบายความหมายของซีนที่มีผู้คนจำนวนมากเดินไปมาอย่างไร้เป้าหมาย แถวๆ ทะเลสาบ?

ผมค้นพบว่า บางครั้ง นักแสดงประกอบ (เอ็กซ์ตรา) มักแสดงหนังได้ไม่ดีนัก แต่ในซีนดังกล่าว ผมกลับรู้สึกว่าภาพที่ออกมามันสวยจริงๆ เพราะมันแสดงให้เห็นถึงกระบวนการถ่ายทำหนัง ซึ่งทุกๆ อย่าง จะถูกควบคุมเอาไว้หมด มันจึงเป็นเรื่องของมนุษย์ที่ถูกกำกับบงการให้กลายเป็นเพียงหุ่นเชิด

ดังนั้น ในซีนทะเลสาบ ผมจึงต้องการเน้นย้ำถึงแนวคิดเรื่องการเชิดหุ่นกับการถ่ายหนัง ตลอดจนความรู้สึกที่ผมมีต่อเมืองไทย ณ ยุคปัจจุบัน

: เมื่อปีก่อน คุณมีงานกึ่งละครเวทีที่เกาหลีใต้ ชื่อ “Fever Room” ซึ่งเหมือนจะเป็นส่วนขยายของหนังเรื่อง “รักที่ขอนแก่น”?

(หมายเหตุผู้แปล – “Fever Room” เป็นงานแสดงสดประกอบภาพเคลื่อนไหวบนเวที ที่ใช้ชื่อไทยว่า “เมืองแสงหมด”)

งานทั้งสองชิ้นอยู่ในโลกใบเดียวกัน อยู่ในความฝันของการป่วยไข้คล้ายๆ กัน หรือจริงๆ แล้ว มันออกจะเป็นฝันร้ายมากกว่า

งานทั้งสองชิ้นใช้สองนักแสดงนำร่วมกัน คือ ป้าเจน และทหารผู้นอนหลับฝันชื่ออิฐ พูดถึงความฝันแบบเดียวกัน และสื่อแสดงถึงภาพของห้องความทรงจำอันเจ็บป่วยเหมือนๆ กัน

แต่ “เมืองแสงหมด” มีความเป็นนามธรรมมากกว่า เพราะไม่ได้มุ่งเล่าเรื่องราวใดๆ อย่างเด่นชัด งานสองชิ้นนี้จึงเปรียบเสมือนฝาแฝด ที่มีรูปลักษณ์ต่างกัน

นี่เป็นครั้งแรก ที่ผมได้ทำงานละครเวที และเมื่อก้าวขึ้นไปบนเวทีหลังการแสดงจบลง ผมก็รู้สึกราวกับว่า “สิ่งนี้แหละคือภาพยนตร์”

เพราะข้างบนเวที คือ สถานที่ที่เรื่องราวในหนังบังเกิดขึ้น และคนดูตรงเบื้องหน้าเวทีก็อยู่ในสภาวะที่ใกล้เคียงที่สุด กับการได้เดินทางเข้าไปในโลกของภาพยนตร์ หรือบางทีอาจเป็นการท่องเข้าไปในครรภ์ของมารดา ก่อนที่ทารกชื่อภาพยนตร์จะถือกำเนิดออกมา

ผมจึงคิดว่า บางที คนดูอาจรู้สึกว่าตนเองกำลังมีส่วนร่วมกับงานชิ้นนี้อยู่ เพราะนักแสดงและผู้ชมต่างประกอบกิจกรรมอยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน และเมื่อแสงไฟบนเวทีสาดส่องกลับไปยังเหล่าคนดู นี่ก็เป็นการสะท้อน (หรือสลับแลก) สถานะกันไปมา ระหว่างผู้ดูกับผู้ถูกดู

มันเลยสอดคล้องกันพอดีกับแนวคิดของ “รักที่ขอนแก่น” รวมทั้งแนวคิดเรื่องการฝันและการหลับ เพราะบางคราว คุณก็มีประสบการณ์กับอะไรบางอย่าง ในลักษณะผลุบๆ โผล่ๆ หรือเข้านอกออกใน

หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง มันคือการที่เราได้พยายามทดลองเปลี่ยนแปลงมุมมองต่อสรรพสิ่งต่างๆ นั่นเอง

ที่มา http://www.filmcomment.com/article/apichatpong-weerasethakul-cemetery-of-splendor/