คนมองหนัง

“ฮิโรคาสุ โคเรเอดะ” คนทำหนังญี่ปุ่นรายล่าสุด ผู้คว้า “ปาล์มทองคำ”

หมายเหตุ ปรับปรุงแก้ไขจากบทความในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 25-31 พฤษภาคม 2561 ซึ่งมีจุดผิดพลาดตรงข้อมูลสถิติเรื่องแวดวงภาพยนตร์ญี่ปุ่นกับรางวัลปาล์มทองคำ

“ฮิโรคาสุ โคเรเอดะ” วัย 55 ปี เพิ่งพาหนังใหม่ของตนเองเรื่อง “Shoplifters” คว้า “ปาล์มทองคำ” อันเป็นรางวัลสูงสุดของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ครั้งที่ 71

นี่คือครั้งที่ 7 ซึ่งหนังของเขาได้รับคัดเลือกให้ร่วมฉายในเทศกาลเมืองคานส์ โดยเป็นการเข้าประกวดสายหลักเสีย 5 เรื่อง (โคเรเอดะได้เข้าชิงรางวัลปาล์มทองคำหนแรกจากหนังเรื่อง “Distance” เมื่อปี 2001)

ผู้กำกับฯ แนวหน้าจากญี่ปุ่น เคยเฉียดใกล้ปาล์มทองคำมากที่สุด เมื่อคราวนำหนังเรื่อง “Like Father, Like Son” คว้าจูรี่ไพรซ์ (รางวัลสำคัญอันดับสามของเทศกาล) มาครองเมื่อปี 2013

หนังเล่าเรื่องราวของสามีภรรยาชนชั้นกลางซึ่งเพิ่งตระหนักว่าลูกชายวัย 6 ปี ที่พวกตนเลี้ยงดูมา ไม่ใช่ “บุตรโดยสายเลือด” แต่เขาถูกสับเปลี่ยนกับเด็กทารกอีกคน ผู้ถือกำเนิดจากครอบครัวซึ่งมีฐานะยากจนกว่า เมื่อแรกเกิดที่โรงพยาบาล

ส่วนผลงานซึ่งทำให้โคเรเอดะเป็นที่รู้จักในวงกว้างนอกประเทศญี่ปุ่น คือ “Nobody Knows” (2004)

หนังพูดถึงกลุ่มเด็กเร่อนถูกทอดทิ้ง พร้อมตั้งคำถามแหลมคมว่าบรรดาปัจเจกบุคคลควรรับผิดชอบต่ออาชญากรรมที่พวกตนก่อขึ้น หรือว่าเราควรกล่าวโทษสังคมที่หล่อเลี้ยงคนเหล่านั้นขึ้นมา

ภาพยนตร์เรื่องนี้ส่งผลให้ “ยูยะ ยากิระ” ได้รับรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมของเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ขณะมีวัยเพียง 14 ปี

 

บางคนเปรียบเทียบโคเรเอดะกับ “เคน โลช” นักทำหนังอาวุโสชาวอังกฤษผู้มีแนวคิดสังคมนิยมชนิดเข้มข้น (และเคยคว้าปาล์มทองคำมาสองหน) เพราะทั้งคู่สามารถถ่ายทอดเรื่องราวการต่อสู้ชีวิตของเหล่าสามัญชนคนยากไร้ผ่านศิลปะภาพยนตร์ได้อย่างจับใจผู้ชมเหมือนๆ กัน

กระทั่งมีการขนานนามให้โคเรเอดะเป็น “เคน โลช แห่งญี่ปุ่น”

ขณะเดียวกัน บางคนก็เปรียบเปรยเขากับปรมาจารย์ร่วมชาติอย่าง “ยาสึจิโร โอสุ” โดยพิจารณาจากภาวะโศกเศร้าสะเทือนอารมณ์ อันเป็นจุดเด่นซึ่งมักปรากฏในภาพยนตร์ของสองยอดนักทำหนังต่างยุค

“Shoplifters” ภาพยนตร์ลำดับที่ 13 ของโคเรเอดะ เล่าเรื่องราวการสู้ชีวิตของครอบครัวชาวบ้านฐานะยากจน ซึ่งอาศัยอยู่ ณ บ้านหนึ่งชั้นสภาพทรุดโทรมในกรุงโตเกียว

ทุกชีวิตในบ้านต่างหวังพึ่งพาเบี้ยคนชราซึ่งคุณยาย สมาชิกอาวุโสสูงสุดของครัวเรือน ได้รับจากหน่วยงานรัฐ แต่เงินจำนวนนั้นก็ยังไม่เพียงพอกับการยังชีพ สมาชิกที่เหลือ (มีทั้งที่ผูกพันกันทางสายเลือดและไม่ใช่) จึงต้องออกตระเวนลักเล็กขโมยน้อย

เท่ากับว่าสายสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกของครอบครัวในหนัง ถูกเชื่อมร้อยเข้าหากันด้วยการก่ออาชญากรรม

 

โคเรเอดะให้สัมภาษณ์ลิซ แช็กเกิลตัน แห่งสกรีนเดลี่ ว่า ตนเองทำหนังเรื่องนี้จากคำถามตั้งต้นว่าอะไรคือสายสัมพันธ์ที่ยึดโยงสมาชิกครอบครัวเข้าไว้ด้วยกัน?

เป็นสายเลือดหรือเวลาที่พวกเขาได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน?

คำถามสองข้อนี้ถูกผนวกเข้ากับข่าวคราวที่เขาอ่านพบเมื่อไม่กี่ปีก่อน ซึ่งสื่อมวลชนรายงานว่ามีครอบครัวฐานะขัดสนไม่ยอมแจ้งภาครัฐว่าสมาชิกวัยชราในบ้านได้เสียชีวิตลงแล้ว เพราะต้องการจะนำเงินบำนาญคนสูงอายุมาใช้จ่ายดูแลสมาชิกที่เหลือ

“ความแตกต่างทางชนชั้นในสังคมญี่ปุ่นถูกถ่างขยายให้กว้างขึ้นในช่วงห้าปีที่ผ่านมา จนมีผู้คนจำนวนมากไม่ได้รับสิทธิคุ้มครองอย่างที่พวกเขาพึงจะได้รับ” เจ้าของรางวัลปาล์มทองคำรายล่าสุดบรรยาย

นอกจากนั้น “Shoplifters” ยังเจริญรอยตามผลงานหลายเรื่องก่อนหน้านี้ของโคเรเอดะ ซึ่งพยายามตั้งคำถามกับแนวคิด/คุณค่าเรื่อง “สายเลือด” ที่สังคมญี่ปุ่นยึดมั่นถือมั่น

โดยส่วนตัว เขาเชื่อว่ายังมีสายสัมพันธ์ทางสังคมชนิดอื่นๆ ที่สำคัญและลึกซึ้งไม่แพ้เรื่องสายเลือด และการยึดถือคติว่า “เลือดข้นกว่าน้ำ” ก็ส่งผลให้ระบบรัฐสวัสดิการในประเทศญี่ปุ่นไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร

 

โคเรเอดะเป็นชาวโตเกียวโดยกำเนิด เขาจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยวาเซดะ และเริ่มต้นทำงานด้วยอาชีพนักเขียนนิยาย ก่อนจะหันเหสู่วงการโทรทัศน์

หนังยาวเรื่องแรก คือ “Maborosi” ของโคเรเอดะประสบความสำเร็จ ด้วยการคว้ารางวัลจากเทศกาลภาพยนตร์เวนิสและชิคาโก้ เมื่อปี 1995

นอกจากผลงานเด่นๆ ที่อ้างอิงไว้ในช่วงต้นบทความ งานสร้างชื่อชิ้นอื่นๆ ของเขาก็มีอาทิ Air Doll, Our Little Sister, After the Storm และ The Third Murder (หนังส่วนใหญ่ของโคเรเอดะถูกนำเข้ามาฉายที่เมืองไทย และมีฐานแฟนประจำเหนียวแน่นไม่ใช่น้อย)

อย่างไรก็ดี เมื่อลงลึกไปที่เส้นทางการเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ของเขา โคเรเอดะกลับมีสถานะประหนึ่ง “คนนอก” ในอุตสาหกรรมหนังญี่ปุ่น

เขามีเส้นทางวิชาชีพที่ค่อนข้างแตกต่างจากคนทำหนังรุ่นก่อนหน้าและรุ่นเดียวกัน เพราะหลังจากทำภาพยนตร์สารคดีป้อนบริษัทผลิตรายการโทรทัศน์อยู่ระยะสั้นๆ โคเรเอดะก็กระโดดไปกำกับหนังยาวเรื่องแรก

ผิดกับพี่/เพื่อนร่วมวิชาชีพรายอื่นๆ ที่ต้องใช้เวลาสั่งสมประสบการณ์ยาวนานหลายปี ในบทบาทผู้ช่วยผู้กำกับฯ หรือรับตำแหน่งรองๆ ประจำกองถ่าย

วิถีทางเช่นนั้นหล่อหลอมเขาให้เลือกทำหนังบันเทิงคดีด้วยวิธีคิดแบบสารคดี

“หนังโคเรเอดะ” มักก่อรูปขึ้นจากเหตุการณ์จริง และประสบการณ์ชีวิตจริงๆ ของตัวผู้กำกับฯ เอง ผิดแผกจากหนังเชิงพาณิชยศิลป์ทั่วไปของญี่ปุ่น ที่มักต่อยอดมาจากหนังสือการ์ตูน (มังงะ) หรือเรื่องแต่งประเภทอื่นๆ

ยิ่งกว่านั้น โคเรเอดะยังชอบปรับเปลี่ยนบทภาพยนตร์ในลักษณะ “ด้นสด” ระหว่างถ่ายทำ เพื่อให้เนื้อหาของหนังมีความสอดคล้องกับศักยภาพจริงของเหล่านักแสดง หรือเพื่อผลักดันให้เรื่องราวมีพลวัตก้าวไกลไปมากกว่าตัวสคริปต์

สวนทางกับขนบของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ญี่ปุ่น ที่ต้องมี “คณะกรรมการควบคุมงานสร้าง” อันประกอบด้วยผู้ร่วมลงทุนหลายเจ้า มาคอยกำหนด ตรวจสอบ และอนุมัติเห็นชอบบทภาพยนตร์ก่อนถ่ายทำ

 

ถึงกระนั้น หนังหลายเรื่องของโคเรเอดะก็ประสบความสำเร็จเชิงรายได้ เช่น “Like Father, Like Son” ที่ทำเงินทั้งหมดรวม 3.2 พันล้านเยน หรือราว 900 ล้านบาท (และถูกซื้อไปรีเมคโดยค่ายดรีมเวิร์กส์ สตูดิโอ ด้วยคำแนะนำของ “สตีเวน สปีลเบิร์ก”)

เขาจึงเป็นแบบอย่างของคนทำหนังที่เลือก “ทางสายกลาง” ไม่ใช่สายอินดี้-เข้าไม่ถึงผู้คนวงกว้าง-ยากจน หรือสายพาณิชย์-ตลาดจ๋า-ยอมถูกจำกัดความคิดสร้างสรรค์

ภาพยนตร์ของโคเรเอดะบ่งชี้ความเป็นไปได้ที่คนทำหนังผู้หนึ่งจะถูกชมเชยด้วยคำวิจารณ์เชิงบวก พร้อมกับตัวเลขสวยงามในบ็อกซ์ออฟฟิศ

แม้การมีผลงานถูกคัดเลือกไปเทศกาลเมืองคานส์ถึง 7 ครั้ง จะช่วยรับประกันที่ทาง “ตรงกลาง” อันปลอดภัยให้แก่โคเรเอดะ ทว่าเขาก็ควรได้รับการยกย่องเชิดชู จากการเลือกวิธีทำงานที่สวนกระแสอุตสาหกรรมภาพยนตร์ภายในประเทศอย่างแหลมคมและมั่นคงเสมอมา

 

“Shoplifters” เป็นภาพยนตร์ญี่ปุ่นลำดับที่ห้าซึ่งคว้า “ปาล์มทองคำ” ถัดจาก “The Eel” โดย “โชเฮ อิมามุระ” เมื่อปี 1997 หรือ 21 ปีก่อน

นักวิจารณ์บางรายชี้ว่ารางวัลนี้จะช่วยเสริมส่งสถานะให้โคเรเอเดะกลายเป็นตัวแทนผู้กำกับฯ ชั้นครูแห่งแดนอาทิตย์อุทัย ในประชาคมหนังนานาชาติ ต่อจาก “ยาสึจิโร โอสุ”, “อากิระ คุโรซาวะ” และ “มิกิโอะ นารุเสะ”

นอกจากนั้น ผลงานล่าสุดของโคเรเอดะยังเป็นหนังญี่ปุ่นเรื่องแรกนับแต่ปี 2002 ที่คว้ารางวัลสูงสุดในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติระดับแกรนด์สแลม (คานส์, เวนิส และเบอร์ลิน)

หลังจากภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่อง “Spirited Away” โดย “ฮายาโอะ มิยาซากิ” คว้ารางวัล “หมีทองคำ” ของเทศกาลเบอร์ลิน เมื่อ 16 ปีที่แล้ว

โคเรเอดะมีปณิธานส่วนบุคคลที่เชื่อว่า “ภาพยนตร์นั้นมีศักยภาพในการเชื่อมร้อยผู้คนและประเทศต่างๆ ที่เคยขัดแย้งกัน ให้สามารถสมัครสมานกันได้”

สอดคล้องกับลักษณะการทำงานของเขา ที่ด้านหนึ่ง ก็พยายามประสานร่วมมือกับผู้คนหลายฝ่าย เช่น การเป็นโปรดิวเซอร์ของหนังเรื่อง “Ten Years Japan” เพื่อดูแลนักทำหนังรุ่นใหม่ในโปรเจ็กท์

อีกด้านหนึ่ง โคเรเอดะก็มีโครงการใหม่ๆ มากมายอยู่ในหัว รวมถึงหนังที่ตั้งใจฉายภาพความผิดบาปของญี่ปุ่นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แม้เจ้าตัวจะตระหนักดีว่านั่นมิใช่งานง่ายดายปราศจากอุปสรรค

“คนญี่ปุ่นต่างต้องการลบล้างความผิดพลาดครั้งนั้นออกจากความทรงจำของพวกตน แต่ในฐานะคนทำหนัง ผมรู้สึกว่าตัวเองควรจะต้องกล้าชนกับประเด็นดังกล่าว เหมือนที่ยอดผู้กำกับฯ เช่น นางิสะ โอชิมะ และโชเฮ อิมามุระ เคยแผ้วถางหนทางเอาไว้ในอดีต” เขาให้สัมภาษณ์สกรีนเดลี่

ก่อนการมาถึงของงานใหม่ๆ “หนังรางวัลปาล์มทองคำ” ฝีมือโคเรเอดะ จะเข้าฉายที่เมืองไทยช่วงต้นเดือนสิงหาคม

ที่มาข้อมูล

http://www.asahi.com/ajw/articles/AJ201805200022.html

https://www.japantimes.co.jp/culture/2018/05/20/films/hirokazu-kore-edas-shoplifters-steals-show-win-cannes-palme-dor/#.WwO0ru6FOUl

https://www.japantimes.co.jp/culture/2018/05/20/films/director-hirokazu-kore-eda-master-humanism/#.WwHe70iFNPY

https://www.japantimes.co.jp/culture/2018/05/21/films/young-filmmakers-looking-follow-hirokazu-kore-edas-footsteps-work-cut/#.WwO-Qe6FOUl

https://english.kyodonews.net/news/2018/05/be42f5f5fdbb-japans-koreeda-wins-cannes-palme-dor-for-shoplifters.html

http://the-japan-news.com/news/article/0004452938

https://www.screendaily.com/features/palme-dor-winner-hirokazu-kore-eda-on-the-family-ties-that-inspired-shoplifters/5129549.article

http://sahamongkolfilm.com/saha-news/shoplifters-cannes71-palme-dor/

 

ภาพประกอบโดย Georges Biard [CC BY-SA 3.0 (https://creativecommons.org/licenses/by-sa/3.0)%5D, from Wikimedia Commons

Advertisements
ข่าวบันเทิง, ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

“เคน โลช” กับ “จาร์วิส ค็อคเกอร์” คิดยังไง? กรณี Brexit

จนถึงบัดนี้ อาจยังไม่มีภาพหรือรายละเอียดที่ชัดเจนนักว่า มวลชนผู้ลงคะแนนสนับสนุนให้สหราชอาณาจักรแยกตัวออกจากการเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรปนั้น คือใคร? เป็นคนกลุ่มไหนบ้าง? พวกเขามีเหตุผลสนับสนุนการตัดสินใจของตนเองอย่างไร?

แต่ก็มีข้อสังเกตว่า ผู้โหวตสนับสนุน “การออกจากอียู” จำนวนไม่น้อย คงเป็นพลเมืองที่รู้สึกว่าตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือถูกเอารัดเอาเปรียบจากระบบเศรษฐกิจและระบบรัฐสวัสดิการต่างๆ

ทำให้บางคนแอบจินตนาการไปว่า ชาวบ้านที่เลือกจะออกจากอียู อาจเป็นคนกลุ่มเดียวกันกับตัวละครผู้ถูกกดขี่และระทมทุกข์ในภาพยนตร์ของ “เคน โลช” คนทำหนังฝ่ายซ้าย เจ้าของรางวัลปาล์มทองคำสองสมัย หรืออาจเป็นคนประเภทเดียวกันกับเจ้าหนุ่มอังกฤษ ที่ออกอาการเกรี้ยวกราดใส่นักศึกษาสาวฐานะดีจากประเทศกรีซ ผู้ต้องการ “หลับนอน” กับ “สามัญชน” เช่นเขา อันเป็นเนื้อหาของเพลง Common People ผลงานอมตะของวง Pulp ที่ประพันธ์โดย “จาร์วิส ค็อคเกอร์”

น่าสนใจว่า ทั้งโลชและค็อคเกอร์ต่างได้แสดงความเห็นในกรณี Brexit เอาไว้

ลองไปดูกันว่า ความคิดความอ่านในเรื่องนี้ของพวกเขาเป็นอย่างไรบ้าง

เชิญทัศนา

Ken_Loach

“นี่เป็นช่วงเวลาที่อันตราย อันตรายอย่างยิ่ง”

 

“ด้านหนึ่ง สหภาพยุโรปก็เป็นโครงการเสรีนิยมใหม่ ที่ขับเคลื่อนมุ่งหน้าไปสู่การแปรรูปทุกอย่างให้กลายเป็นของเอกชน ขับเคลื่อนไปสู่การยกเลิกมาตรการพิทักษ์รักษาสิทธิ์ของบรรดาผู้ใช้แรงงาน

 

“แต่อีกด้านหนึ่ง ถ้าเราออกมาจากอียู เราก็จะได้พบกับรัฐบาลที่ดำรงตนอย่างโดดเดี่ยว ซึ่งจะเอียง ‘ขวา’ ให้มากที่สุดเท่าที่จะสามารถเอียงได้ … พวกเขาจะมองเห็นผลประโยชน์ขององค์กรธุรกิจยักษ์ใหญ่ก่อนเป็นลำดับแรก พูดอีกอย่างหนึ่ง ผมกำลังหมายว่า เราจะต้องเผชิญหน้ากับรัฐบาลขวาจัด ถ้าเราออกจากอียู

 

“ผมคิดว่าทางออกที่สมดุลย์ที่สุด ก็คือ มันจะเป็นการดีกว่า หากเราพยายามต่อสู้จาก “ภายใน” อียู หากเราพยายามสร้างเครือข่ายพันธมิตรร่วมกันกับขบวนการฝ่ายซ้ายอื่นๆ ในทวีปยุโรป”

เคน โลช กล่าวกับผู้สื่อข่าว ที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ 2016

hug-jarvis

“ผมใช้เวลาจำนวนมากในชีวิตอยู่ที่ฝรั่งเศส อียูจึงเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตประจำวันของผม มันเป็นเรื่องง่ายดายมาก ที่ผมจะเดินทางไปๆ มาๆ เมื่อต้องกลับมาแสดงดนตรีที่ลอนดอน ผมจึงต่อต้านการออกจากอียูแบบสุดๆ”

จาร์วิส ค็อคเกอร์ กล่าว หลังจากเข้าร่วมโครงการ ‘Hug A Brit’ โดยเขาได้โชว์รูปถ่ายที่เป็นภาพตนเองกำลังสวมกอดอยู่กับคริสตีน อูลล์มันน์ เพื่อนชาวเยอรมัน เพื่อแสดงนัยยะว่า สหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรปจะไม่แยกจากกัน

Jarvis_Cocker_(2012)

“ผมหวังว่าพวกคุณทุกคนจะถ่ายรูปสัญลักษณ์ดังกล่าวเก็บเอาไว้ แล้วไปร่วมลงนามสนับสนุนข้อเรียกร้องในลิงก์นั้นด้วยกัน”

ค็อคเกอร์พูดกับบรรดาแฟนเพลง หลังจากเขาโชว์สัญลักษณ์ที่ระบุยูอาร์แอลของเว็บไซต์ ซึ่งใช้ลงนามรณรงค์เรียกร้องให้มีการลงประชามติกรณี “อยู่ต่อกับ/แยกตัวจาก” อียูเป็นรอบที่สอง

ขณะที่แกนนำของวง Pulp ไปทำหน้าที่เป็นดีเจเปิดเพลง ณ เทศกาลดนตรีกลาสตันบิวรี 2016

ข้อมูลจาก 

http://mobile.reuters.com/article/idUSKCN0Y41UU

http://www.ibtimes.co.uk/eu-referendum-europeans-london-launch-hug-brit-campaign-battle-brexit-1554183

http://www.digitalspy.com/music/news/a799159/jarvis-cocker-eu-referendum-petition-plea/

ข่าวบันเทิง

ปาล์มทองคำตัวที่สองของ “เคน โลช” ผู้กำกับ “สัจสังคมนิยม” จากอังกฤษ

(มติชนสุดสัปดาห์  27 พ.ค. – 2 มิ.ย. 2559)

“เคน โลช” ผู้กำกับภาพยนตร์อาวุโสชาวอังกฤษ เพิ่งนำหนังเรื่องล่าสุดของตนเองชื่อ “I, Daniel Blake” ขึ้นคว้า “รางวัลปาล์มทองคำ” จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ ที่เพิ่งปิดฉากลงไป

นับเป็นครั้งที่สอง ที่โลช นักรณรงค์ทางสังคมและนักทำหนังแนว “สัจสังคมนิยม” เจ้าของผลงานภาพยนตร์กว่า 50 เรื่อง ในวัยย่าง 80 ปี สามารถคว้ารางวัลเกียรติยศดังกล่าวมาครอบครอง

หลังจาก “The Wind That Shakes the Barley” หนังของเขาที่เล่าเรื่องราวว่าด้วยการทรยศหักหลัง บาดแผล และความร้าวรานภายในขบวนการปฏิวัติไอริช เคยได้รับรางวัลปาล์มทองคำเมื่อปี 2006

“I,Daniel Blake” เป็นผลงานลำดับที่ 13 ของโลช ซึ่งถูกคัดเลือกให้เข้าร่วมประกวดในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์

หนังเล่าเรื่องราวของ “แดเนียล เบลค” ชายวัยกลางคนชาวเมืองนิวคาสเซิล ผู้ล้มป่วยด้วยอาการหัวใจวายเฉียบพลัน จนไม่สามารถกลับมาประกอบอาชีพการงานได้ตามปกติอีกต่อไป

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อแดเนียลเข้าทดสอบร่างกายกับหน่วยงานของรัฐ ผลการทดสอบกลับระบุว่าเขายังสามารถทำงานได้ตามปกติ

 

ส่งผลให้ชาย “ไร้งาน” ผู้นี้ไม่ได้รับสวัสดิการสังคม ซึ่งตนควรจะได้รับ จนต้องตกทุกข์ได้ยากในที่สุด

ผู้เขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้ คือ “พอล ลาเวอร์ตี้” ซึ่งทำงานร่วมกับโลชมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ส่วนผู้มารับบทเป็น แดเนียล เบลค คือ “เดฟ จอห์นส์” นักเดี่ยวไมโครโฟนชื่อดัง

คณะกรรมการตัดสินรางวัลได้ยกย่องการแสดงของจอห์นส์ ว่าสามารถเปิดเผยให้เห็นถึงชะตากรรมของตัวละคร ที่ตกอยู่ในสภาพสิ้นไร้ไม้ตอก และถูกแวดล้อมไว้ด้วยรั้วรวดหนามของระบบรัฐสวัสดิการอังกฤษอันพิกลพิการ

ซึ่งย้อนแย้งกับความเชื่อหรือวาทศิลป์ที่ชอบถูกป่าวประกาศอย่างมักง่ายในสังคมอังกฤษยุคสมัยใหม่ว่า “คนขยันไม่มีวันอดตาย แต่ที่จะตายคือคนเกียจคร้านมากกว่า”

ขณะที่นักแสดงนำผู้นี้กล่าวถึงหนังเอาไว้ว่า “เมื่อ 50 ปีก่อน เคนเคยทำหนังเรื่อง “Cathy, Come Home” (เล่าเรื่องราวชีวิตของคนไร้บ้าน) ซึ่งอันที่จริงแล้ว ก็เป็นเรื่องราวแบบเดียวกันกับหนังที่ผมนำแสดงนี่แหละ เพราะพวกมันต่างเล่าเรื่องของผู้คนที่ต้องตกอับและพยายามต่อสู้ดิ้นรนอยู่แถวๆ ใต้ถุนสังคม”

 

ด้านโลชได้กล่าวความในใจ ขณะขึ้นรับรางวัลบนเวทีว่า “เราจำเป็นต้องส่งสารแห่งความหวัง เราจำเป็นต้องบอกกล่าวออกไปถึงความเป็นไปได้ในการมีระบบสังคมแบบอื่นๆ”

 

“โลกปัจจุบันของพวกเรากำลังตกอยู่ในภาวะอันตราย เรากำลังโดนโอบรัดด้วยโครงการรัดเข็มขัดทางเศรษฐกิจอันน่าสะพรึงกลัว ซึ่งถูกผลักดันโดยแนวคิดที่เราเรียกกันว่าลัทธิเสรีนิยมใหม่ ภาวะเช่นนี้กำลังนำพาพวกเราไปสู่หายนะ” ผู้กำกับเจ้าของสองรางวัลปาล์มทองคำ กล่าว

โลชให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า เขาต้องการใช้หนังเรื่องนี้เปิดโปงระบบรัฐสวัสดิการอันฟอนเฟะของสหราชอาณาจักร

“ผมต้องการทำให้ผู้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้หัวใจสลาย และรู้สึกโกรธแค้นไปพร้อมๆ กัน”

เขาชี้ว่าชีวิตของเหล่าตัวละครในภาพยนตร์เรื่อง “I, Daniel Blake” เปรียบเสมือนภาพถ่ายที่บันทึกวิถีการดำรงชีวิตของชาวอังกฤษในปี 2016

“ผมต้องการสำรวจตรวจสอบผลกระทบที่ผู้คนได้รับจากนโยบายรัฐสวัสดิการ โดยมองผ่านความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน และพิจารณาว่ามีคนกลุ่มใดบ้างที่ต้องประสบความยากลำบากจากนโยบายเหล่านี้”

 

โลชยังกล่าวผ่านสถานีวิทยุบีบีซีว่า “ถ้าพวกคุณไปอยู่ท่ามกลางผู้คนอดอยากยากเข็ญในธนาคารอาหาร ซึ่งจะมีอาหารตกถึงท้อง ก็ต่อเมื่อมีคนร่ำรวยมาบริจาคทานให้พวกเขา พวกคุณย่อมได้ตระหนักว่า นี่มันเป็นเรื่องน่าขยะแขยงและหดหู่แบบสุดๆ ที่พวกเราต้องมาใช้ชีวิตเช่นนั้น ในประเทศนี้ ในยุคสมัยนี้”

ผู้กำกับวัยเกือบแปดทศวรรษเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น มิใช่ “อุบัติเหตุ” ซึ่งภาครัฐเป็นผู้ก่อโดยไม่ได้ตั้งใจ

“ความยากจน, ไร้เกียรติ และอัปยศอดสูของผู้คนจำนวนมาก มันเกิดขึ้นผ่านการไตร่ตรองมาเป็นอย่างดี” โลชฟันธง

 

“รัฐน่ะไร้ประสิทธิภาพและโหดเหี้ยมอย่างจงใจ พวกเขารู้ดีว่าจะมีสมาชิกของสังคมเป็นจำนวนมากที่ถูกผลักไสให้ไปตกอยู่ในภาวะอึดอัด หดหู่ หิวโหย กระทั่งอาจฆ่าตัวตาย

 

“แต่แล้วผู้ออกมาเรียกร้องสิทธิของตนเอง กลับถูกสร้างภาพให้กลายเป็น “ไอ้พวกหัวขโมย” โดยสื่อมวลชน ทั้งๆ ที่มีรายงานวิจัยระบุว่า ในบรรดาผู้เรียกร้องสิทธิจากนโยบายรัฐสวัสดิการ มีอยู่แค่ 1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ที่เป็นพวกต้มตุ๋น และแน่นอนว่านักต้มตุ๋นเหล่านี้ มันมีจำนวนน้อยกว่าพวกคนรวยที่หลีกเลี่ยงภาษีเสียอีก

 

“มิหนำซ้ำ มันยังเกิดทัศนคติที่ว่า ถ้าคุณจน นั่นก็เป็นความผิดของคุณ ถ้าคุณตกงาน นั่นก็เป็นข้อบกพร่องของคุณ เพื่อเบี่ยงเบนลดทอนความผิดปกติที่กำลังเกิดขึ้น ซึ่งสุดท้าย ผู้ต้องรับกรรมก็คือกลุ่มคนด้อยโอกาสในสังคม”

โลชและลาเวอร์ตี้เปิดเผยว่าฉากน่าสะเทือนใจในหนัง ซึ่งมีแม่คนหนึ่งเดินเข้าไปยังธนาคารอาหาร โดยมิได้กินอะไรมานานหลายวัน เป็นเรื่องเล่าที่พวกเขาได้รับฟังจากผู้หิวโหยในธนาคารอาหาร เมืองกลาสโกว์

“การเกิดขึ้นของธนาคารอาหาร กลายเป็นความภาคภูมิใจของรัฐ โดยปราศจากความละอายใดๆ มันน่าตื่นตระหนกว่า ในปี 2016 มีคนจำนวนมากจำเป็นต้องเลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง ระหว่างการมีอาหารยังชีพ หรือการมีเครื่องทำความร้อน

 

“เมื่อปี 1945 ภายหลังสงครามโลก คนอังกฤษต้องตกอยู่ในภาวะยากจนข้นแค้นถึงขีดสุด แต่มันไม่มีทางเลย ที่พวกเขาจะอดตาย เพราะยังมี “ชุมชนต่างๆ” คอยโอบอุ้มค้ำจุนพวกเขาเอาไว้

 

“แต่สถานการณ์ที่พวกเราต้องเผชิญในทุกวันนี้ มันคือมรดกตกทอดจากนโยบายที่พยายามสร้างความเป็นปัจเจกนิยม ซึ่งรัฐบาลชุดแล้วชุดเล่าต่างส่งไม้ต่อกันมาเป็นทอดๆ

 

“มันน่าตกใจว่าเราเป็นชาติที่ร่ำรวย โดยมีความอู้ฟู่ฟุ้งเฟ้ออันวิกลสถิตอยู่ตรงด้านบน ขณะที่ตรงฐานล่าง กลับเต็มไปด้วยความยากจนระทมทุกข์และความหวาดกลัว” โลชวิพากษ์สังคมสหราชอาณาจักรยุคปัจจุบัน

คนมองหนัง

“ศัตรู” อันเป็นอนันต์

ปรับปรุงจากบทความในมติชนสุดสัปดาห์ 3-9 กุมภาพันธ์ 2555

“The Wind that Shakes the Barley” กำกับโดย “เคน โลช” เป็นหนังรางวัลปาล์มทองคำประจำปี 2006 จากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ซึ่งเข้าฉายในเมืองไทยช่วงปลายเดือนสิงหาคม พ.ศ.2549 ก่อนหน้ารัฐประหาร 19 กันยาฯ ราว 3 สัปดาห์

หนังเล่าเรื่องราวของ “เท็ดดี้-เดเมี่ยน โอซุลลิแวน” สองพี่น้องชาวไอริช ที่ต่อสู้เรียกร้องเอกราชจากสหราชอาณาจักรในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20

“ศัตรูแรกเริ่ม” ของเท็ดดี้และเดเมี่ยน คือ ทหารอังกฤษ ซึ่งมีพฤติกรรมกดขี่ข่มเหงรังแกคนเล็กคนน้อยในไอร์แลนด์

จาก “ผู้หญิง” ถึง “คนแก่” จาก “เด็กหนุ่ม” ถึง “พนักงานการรถไฟ”

เช่น “มิฮอย” เด็กหนุ่มวัย 17 ผู้ไม่ยอมเรียกชื่อตนเองเป็นภาษาอังกฤษ ที่ถึงกับถูกทหารของเจ้าอาณานิคมรุมซ้อมจนตายต่อหน้าครอบครัว

ที่สุด เท็ดดี้กับเดเมี่ยนจึงตัดสินใจจับปืนสู้รบกับอังกฤษ

โดยพี่ชายมีลักษณะเป็นขาบู๊ นักรบ ขณะที่น้องชายซึ่งเป็นหมอ มีลักษณะของปัญญาชนผู้เห็นใจคนตกทุกข์ได้ยาก

รบไปรบมา “จุดเปลี่ยน” สำคัญพลันบังเกิดขึ้น เมื่อเท็ดดี้ถูกจับตัวและนำไปทรมานด้วยวิธีการถอดเล็บ

แม้เดเมี่ยนจะสามารถช่วยพี่ชายและพรรคพวกบางส่วนให้หนีออกจากสถานคุมขังได้สำเร็จ แต่เขากลับต้องละทิ้งเพื่อนร่วมรบอีก 3 คนเอาไว้ในห้องขัง กระทั่งผู้ถูกทอดทิ้งถูกตัดสินประหารชีวิตในเวลาต่อมา

ความสูญเสียครั้งนั้นส่งผลให้หมอหนุ่มอย่างเดเมี่ยนเริ่มต้นลั่นไกปืนสังหารคนเป็นครั้งแรกในชีวิต เมื่อเขาต้องรับบทเพชฌฆาตประหารเด็กชายร่วมชาติ ซึ่งนำความลับของขบวนการกู้ชาติไอริชไปเปิดเผยกับเจ้าหน้าที่อังกฤษ

“ความเปลี่ยนแปลง” ในวิถีความคิดและตัวตนของสองพี่น้อง เกิดขึ้นพร้อมกันกับสนธิสัญญาสงบศึกระหว่างสหราชอาณาจักรกับไอร์แลนด์

อย่างไรก็ตาม ชาวไอริชยังไม่ได้รับเอกราช เพราะสนธิสัญญาดังกล่าวระบุให้ไอร์แลนด์มีสถานะเป็นรัฐอิสระอยู่ในสหราชอาณาจักร และต้องภักดีต่อราชวงศ์อังกฤษ

หลังผู้นำสองฝ่ายลงนามในสนธิสัญญา เท็ดดี้ผู้เคยฮาร์ดคอร์ ได้กลับกลายเป็นนักการเมืองที่เลือกประนีประนอมกับอังกฤษ

ผิดกับเดเมี่ยนที่ตัดสินใจไม่ประนีประนอม ด้วยความเชื่อว่าหากยินยอมให้การต่อสู้ยุติลงด้วยสนธิสัญญาฉบับนี้ อังกฤษก็จะยังคงมีอำนาจครอบงำเหนือไอร์แลนด์ โดยใช้ชนชั้นนำ-คนรวยชาวไอริช ซึ่งได้รับประโยชน์จากการยอมประนีประนอม มาแสดงบทบาทเป็น “รัฐบาลหุ่น” ส่วนชาวไอริชที่ทุกข์ยากอับจนก็คงต้องลำบากลำบนต่อไป

เดเมี่ยนจึงต้องรบกับเท็ดดี้

เมื่อ “ศัตรู” ได้เปลี่ยนรูปจาก “ทหารอังกฤษ” มาเป็น “คนไอริช” ด้วยกันเอง

เมื่อครึ่งหนึ่งของ “มิตรร่วมรบ/พี่น้องร่วมท้องเดียวกัน” ได้แปลงร่างจาก “กองกำลังต่อต้านรัฐ” ไปเป็น “ผู้ถือครองอำนาจรัฐ” เสียเอง

เท็ดดี้อาจจะประนีประนอมกับอังกฤษและน้องชาย ที่เขาแนะนำอย่างหวังดีให้กลับไปสอนหนังสือและรักษาอาการเจ็บไข้ได้ป่วยของผู้คน แต่เขาไม่สามารถประนีประนอมกับเพื่อนร่วมชาติชาวไอริชที่ต่อต้านสนธิสัญญาสงบศึก

เช่นเดียวกันกับปัญญาชนผู้ผันตนมาเป็นนักรบอย่างเดเมี่ยน ซึ่งเดินทางมาไกลเกินกว่าจะย้อนกลับไปยังมุมสงบของชีวิตอัน “ปลอดการเมือง”

เดเมี่ยนและพวกตัดสินใจบุกปล้นคลังแสงอาวุธของรัฐบาล บางคนถูกฆ่า บางคนถูกจับ

หมอหนุ่มเป็นหนึ่งในกลุ่มคนประเภทหลัง

ในคุกแห่งเดิมที่พวกเขาเคยถูกทหารอังกฤษนำมาจับขังไว้รวมกัน เท็ดดี้ภายใต้เครื่องแบบเจ้าหน้าที่รัฐ พยายามอ้อนวอนขอให้ผู้เป็นน้องชายยอมสารภาพบอกที่ซ่อนของปืนที่ถูกปล้น ตลอดจนคนปล้นซึ่งหนีรอดไปได้

เดเมี่ยนไม่ยอมปริปากเรื่องนั้น เขากล่าวแต่เพียงว่าตนเองสังหารคนเป็นครั้งแรกในชีวิต ก็เพราะเด็กชายร่วมชาติทรยศต่อเพื่อน

ด้วยเหตุนี้ ตัวเขาเองจะไม่ยอมทรยศมิตรสหายเป็นอันขาด

สุดท้าย เดเมี่ยนจึงถูกปลิดชีวิตด้วยการยิงเป้า โดยมีพี่ชายแท้ๆ ทำหน้าที่บัญชาการประหาร

เรื่องเล่าใน “The Wind that Shakes the Barley” อาจพูดถึง “ศัตรู” ของ “ชาติ” ที่เปลี่ยนรูปแปลงร่างไป จาก “ศัตรูภายนอก” สู่ “ศัตรูภายใน”

แต่ “ศัตรู” ก็ยังคงเป็น “ศัตรู” ที่ต้องดำรงอยู่เสมอไม่เคยขาดตอน ราวกับ “ชาติ” ต้องการ “ศัตรู” ตลอดเวลา

ประวัติศาสตร์ว่าด้วย “ชาติ” และ “ศัตรูของชาติ” จึงเดินทางเป็น “วงกลม”

เฉกเช่นชะตากรรมของหลากหลายตัวละครในหนังเรื่องนี้

ทั้งคนไอริชที่เข่นฆ่ากันเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า, คนเล็กคนน้อยอย่างผู้หญิงและคนแก่ที่ถูกบุกเข้ามาเผาบ้าน-ค้นบ้าน ทั้งโดยกองกำลังติดอาวุธของอังกฤษและไอร์แลนด์

ตลอดจนหญิงสาวคนหนึ่งที่ต้องช็อกสุดขีดสองครั้ง ครั้งแรก เมื่อเธอสูญเสียน้องชาย, บ้าน และถูกจับกล้อนผมโดยทหารอังกฤษ กับครั้งหลัง เมื่อเธอสูญเสียชายคนรัก จากกระสุนปืนของทหารไอริช

หลายครั้ง เราต้องอาศัยระยะเวลายาวนานในการเฝ้ารอให้ “วงจร” ดังกล่าวถูก “ตัดขาด” เพื่อนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง

ทว่า หลายครา “การเดินทางมาถึงของอิสรภาพก็ยาวนานเกินกว่าที่ผู้ต่อสู้เพื่อมันเคยคาดหวังเอาไว้” ดังเนื้อหาในจดหมายที่เดเมี่ยนเขียนถึงคนรัก ก่อนถูกประหารชีวิต

ความเปลี่ยนแปลงแท้จริงก็คงเดินทางมาถึงจุดหมายช้ากว่าที่ผู้หวังจะมองเห็นมันเคยคาดคิดเอาไว้เช่นกัน

และระหว่างทาง “เรา” อาจต้อง “ทำร้าย” กันเองครั้งแล้วครั้งเล่า

 

ข่าวบันเทิง

เมื่อ “เคน โลช” ได้ปาล์มทองคำเป็นหนที่สอง

เคน โลช ผู้กำกับภาพยนตร์อาวุโสชาวอังกฤษ นำหนังเรื่อง “I, Daniel Blake” ขึ้นคว้ารางวัลปาล์มทองคำ จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ครั้งล่าสุด ที่เพิ่งปิดฉากลง

นี่เป็นครั้งที่สอง ที่โลช นักรณรงค์ทางสังคมและนักทำหนังเจ้าของผลงานกว่า 50 เรื่อง วัยย่าง 80 ปี สามารถคว้ารางวัลเกียรติยศดังกล่าวมาครอบครอง หลังจาก “The Wind That Shakes the Barley” หนังที่เล่าเรื่องราวว่าด้วยขบวนการปฏิวัติไอริชของเขา เคยได้รับรางวัลปาล์มทองคำเมื่อปี 2006

“I, Daniel Blake” เป็นผลงานลำดับที่ 13 ของโลช ที่ได้ร่วมประกวดในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์

หนังเล่าเรื่องราวของชายวัยกลางคนชาวเมืองนิวคาสเซิล ผู้ล้มป่วยด้วยอาการหัวใจวายเฉียบพลัน จนไม่สามารถประกอบอาชีพการงานได้ตามปกติอีกต่อไป

 

อย่างไรก็ตาม ผลการทดสอบของภาครัฐกลับระบุว่าเขายังสามารถทำงานได้ตามปกติ ชายผู้นี้จึงไม่ได้รับสวัสดิการสังคม ซึ่งตนควรจะได้รับ จนนำไปสู่ภาวะตกทุกข์ได้ยากในที่สุด

คณะกรรมการตัดสินรางวัลยังได้ยกย่องการแสดงของเดฟ จอห์นส์ นักแสดงนำในเรื่องว่า สามารถเปิดเผยให้เห็นถึงชะตากรรมของตัวละคร ที่ตกอยู่ในสภาพสิ้นไร้ไม้ตอก และถูกแวดล้อมด้วยรั้วรวดหนามของระบบรัฐสวัสดิการอังกฤษอันพิกลพิการ

I Daniel Blake

โลชกล่าวขณะขึ้นรับรางวัลว่า “เราจำเป็นต้องส่งสารแห่งความหวัง เราจำเป็นต้องบอกกล่าวออกไปถึงความเป็นไปได้ ในการมีระบบสังคมแบบอื่นๆ”

“โลกปัจจุบันของพวกเรากำลังตกอยู่ในภาวะอันตราย เรากำลังถูกโอบรัดด้วยโครงการรัดเข็มขัดทางเศรษฐกิจอันน่าสะพรึงกลัว ซึ่งถูกผลักดันโดยแนวคิดที่เราเรียกกันว่าลัทธิเสรีนิยมใหม่ ภาวะเช่นนี้ กำลังนำพาพวกเราไปสู่หายนะ”

โลชให้สัมภาษณ์ด้วยว่า เขาต้องการใช้หนังเรื่องนี้เปิดโปงระบบรัฐสวัสดิการของสหราชอาณาจักร

“ผมต้องการทำให้ผู้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้หัวใจสลาย และรู้สึกโกรธแค้น”

รู้ไว้ใช่ว่า

ภายหลังการเสียชีวิตของมาร์กาเร็ต แธตเชอร์ อดีตนายกรัฐมนตรีจากพรรคอนุรักษ์นิยม เมื่อปี 2013 โลชได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า แธตเชอร์ คือ นายกรัฐมนตรีที่ก่อให้เกิดการแบ่งแยกและการทำลายล้างมากที่สุด ในประวัติศาสตร์อังกฤษยุดใหม่

“มรดกที่เธอให้ไว้ คือ ภาวะว่างงานของมวลชน, การปิดตัวลงของโรงงานอุตสาหกรรรม, และการถูกทำลายลงของชุมชนต่างๆ แธตเชอร์เป็นนักสู้ ทว่า ศัตรูของเธอกลับกลายเป็นชนชั้นแรงงานอังกฤษ ชัยชนะของเธอได้รับการสนับสนุนจากบรรดาผู้นำพรรคแรงงานและสหภาพแรงงาน ที่มีความฉ้อฉลในทางการเมือง มันก็เป็นเพราะนโยบายหลายอย่างที่เธอเริ่มต้นขึ้นนั่นแหละ พวกเราถึงได้ชุลมุนวุ่นวายกันอยู่ในทุกวันนี้”

 

“จำได้ไหม? ว่าแธตเชอร์เคยบอกว่า (เนลสัน) แมนเดล่า เป็นผู้ก่อการร้าย มิหนำซ้ำ เธอยังไปนั่งดื่มชากับอาชญากรและนักละเมิดสิทธิมนุษยชนชื่อปิโนเชต์ เราควรให้เกียรติเธออย่างไรดีล่ะ? อ้อ มา ‘แปรรูป’ งานศพเธอกันดีไหม ด้วยการเปิดโอกาสให้มีผู้เข้ามาแข่งขันเพื่อประมูลจัดงานศพ ใครเสนอราคาถูกสุด คนนั้นก็ได้จัดงาน นี่น่าจะเป็นสิ่งที่แธตเชอร์ต้องการนะ”