คนมองหนัง

“น้องฮัก”: ผีใบ้หวย, วงจรแห่งความอาฆาตแค้น, ลำดับชั้นการขูดรีด และสังคมลาวที่เปลี่ยนแปลง

หนึ่ง

โดยส่วนตัวยังรู้สึกงงๆ กับตรรกะของบรรดา “ผี” ใน “น้องฮัก” อยู่เล็กน้อย

คำอธิบายเรื่อง “กระบวนการเห็นผี” ของตัวละครนำรายหนึ่งของหนังนั้น มา “ชัดเจน” เอาตอนบทสรุปสุดท้าย ตรงส่วนนี้ไม่มีปัญหาคาใจใดๆ

แต่ผมยังแอบบสงสัยนิดนึงว่าทำไม “(ว่าที่) ผี” จึงต้องพากันมาใบ้หวยผ่านตัวละครรายนั้น (เธอและคนใกล้ตัวเคยช่วยเหลือหรือมีสายสัมพันธ์กับพวกเขาหรือ? ก็เปล่า ยกเว้นกรณีท้ายสุด)

นอกจากนี้ ถ้าคิดแบบตัดพ้อ เราก็อาจรู้สึกได้ว่าทำไม “อำนาจเหนือธรรมชาติ” จึงยอมตกเป็น “เครื่องมือ” ให้ “คนตาดี” นำอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ของพวกตนไปหลอกใช้/เอาเปรียบ “คนตาใกล้บอด”

หรือว่า “ผี/อำนาจเหนือธรรมชาติ” เหล่านั้น ตัดสินใจเลือกข้าง “คนตาดี” เพราะเธอมีสถานะทางสังคม-เศรษฐกิจด้อยกว่า “คนตาใกล้บอด”?

สอง

น้องฮัก ภาพนิ่ง

อย่างไรก็ตาม จุดที่ผมชอบมากๆ ในหนัง คือ สถานภาพของบรรดาตัวละคร ตลอดจนความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างพวกเขาและเธอนั้น มัน “เท่าเทียม” หรือ “สมมาตร” กันแบบแทบจะสมบูรณ์

กล่าวคือ มันไม่มีใครดีกว่าใคร และต่างฝ่ายต่างก็ไล่ฟัด, เหวี่ยง, ตอแหล, ตบตี หรือกระทำใส่กันอย่างพร้อมหน้า หรือไม่ยอมน้อยหน้ากัน

แต่วงจรพยาบาทนี้ก็ไม่ได้มีสภาพเป็น “งูกินหาง” อย่างบริบูรณ์ เพราะอย่างน้อยยังมีคนหลุดรอด/มีชีวิตเหลือรอดจากห่วงโซ่อาฆาตดังกล่าว นั่นคือ “คู่ผัวเมียคนใช้” หรืออาจรวมถึงครอบครัวและแฟนเก่าของนางเอกที่บ้านนอก (ไม่รู้จะถือเป็นชัยชนะทางชนชั้นได้หรือไม่?)

ขณะเดียวกัน พอเรามองสายสัมพันธ์ร้ายๆ ระหว่างตัวละครใน “น้องฮัก” เป็นวงจรเช่นนี้ ตัวละครรายหนึ่งที่แลดู “แปลกแยก” ออกมาชัดเจน ก็คือ คนญี่ปุ่นอย่าง “เคนจิ” ซึ่งออกแนว “พี่ชายที่แสนดี” เกินไปนิด (จริงๆ คือ “เยอะ” เลย)

ยังดี ที่หนังได้กำหนดให้ตัวละครรายนี้เป็นผู้ชักนำน้องนางเอกเข้าสู่ลัทธิบริโภคนิยม ผ่านสมาร์ทโฟนและเกม Angry Birds หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่ง คือ เขาเป็นผู้ชักนำนางเอกเข้าสู่ความพังพินาศในทางอ้อมนั่นเอง

สาม

the rocket

ระหว่างดู “น้องฮัก” ผมคิดถึง “The Rocket” อยู่พอสมควร

หนังคู่นี้พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่าง “สังคมลาวร่วมสมัย” “การพัฒนา” “ฝรั่ง (คนนอก)” และวิถีชีวิต/การเคลื่อนตัวของ “คนใน (ประเทศ)” คล้ายๆ กัน

เพียงแต่ “น้องฮัก” มองโลกในแง่ดีน้อยกว่า มีอารมณ์เกรี้ยวกราดฉุนเฉียวมากกว่า และอยู่กับปัจจุบันมากกว่า

พ้นไปจาก “เรื่องผีสาง” และ “การใบ้หวย” หนังเรื่องนี้ได้ถ่ายทอดลำดับชั้นของการกดขี่ขูดรีดและการเอาคืน โดยตั้งต้นจาก “ฝรั่ง” ที่มา “หาแดก” (แกมโกง) กับโปรเจ็กต์พัฒนาประเทศโลกที่สาม/ประเทศกำลังพัฒนา

ขณะเดียวกัน ก็มี “คนใน” บางส่วน ที่สามารถร่วมมือหรือสานสัมพันธ์กับ “ฝรั่ง” ได้สำเร็จ (ในกรณีนี้ คือ การแต่งงาน) จน “คนใน” รายนั้น กลายสถานะเป็น “(เมีย) ฝรั่ง” “คนรวย” และ “ชนชั้นกลางระดับสูง/ชนชั้นนำน้อยๆ” ในบ้านเมืองของตนเอง

แล้วก็ยังมี “คนใน” ที่ถูกพวกเดียวกันหลอก “ใช้สอย” อย่างนุ่มนวล ใกล้ชิด สนิทสนม ก่อนที่เธอจะค่อยๆ “ฉวยใช้” ฝ่ายตรงข้ามกลับอย่างแนบเนียนไม่แพ้กัน

และตรงฐานรากสุด ก็ยังมี “คนใน” อีกกลุ่ม ที่ถูกกดขี่ ขูดรีด ข่มขู่อย่างชัดเจน ในฐานะ “ชนชั้นล่าง” ของสังคม ความคั่งแค้นของเขาและเธอค่อยๆ ถูกสะสมจนพอกพูน แล้วระเบิดออกมาอย่างรุนแรง ณ เบื้องท้าย

(ยิ่งพูดถึงลำดับชั้นแบบนี้ “เคนจิ” ก็ยิ่งเป็นองค์ประกอบที่พิกลในหนังมากขึ้นไปอีก เพราะเขาคือ “คนนอกก็ไม่ใช่คนในก็ไม่เชิง” ที่ไม่ยอมหากินนอกลู่นอกทางกับโปรเจ็กต์การพัฒนา แถมยังไม่ยอมขูดรีดใครอย่างเด่นชัดนัก ซึ่งหากมองจากมุมโรแมนติก หนุ่มใหญ่ชาวญี่ปุ่นก็อาจถือเป็น “ความหวังดีงามสูงส่ง” เพียงหนึ่งเดียวแห่ง “โลกตะวันออก” 555)

สี่

diamond-island-poster

แน่นอนว่า “น้องฮัก” พูดถึงสังคมลาวที่กำลัง “เปลี่ยนแปลง” อย่างรวดเร็วและรุนแรง

นี่คือหนังที่พูดถึงคนระดับล่างๆ ผู้กำลังได้เข้าถึงหรือลิ้มลองวิถีชีวิตรูปแบบใหม่ๆ ในสังคมสมัยใหม่

พวกเขามีความปรารถนาเอ่อท้น ที่จะเคลื่อนตัวมาสู่การเป็น “คนชั้นกลาง” ในเมืองใหญ่/เมืองหลวง

น่าสนใจว่า ในเวลาใกล้เคียงกัน หนังกัมพูชาอย่าง “Diamond Island” ก็พยายามพูดถึงประเด็นคล้ายๆ กัน ผ่านอารมณ์/ความรู้สึก/ประสบการณ์อันเคว้งคว้าง แปลกแยก ร้าวรานของตัวละครนำ

ขณะที่ “น้องฮัก” เลือกเล่าเรื่องราวทำนองเดียวกัน ผ่านสายสัมพันธ์อันแตกร้าว ผุพัง และการชำระแค้น!

Advertisements
สัมภาษณ์พิเศษ

ดาวี่ ชู, Diamond Island และ “เขมรแดง” ที่หายไป

เนื้อหาบางส่วนจากบทสนทนากับ “ดาวี่ ชู” ซึ่งเพิ่งพาหนังเรื่อง Diamond Island ของเขา ไปฉายที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว 2016

คนมองหนัง – สำหรับผม ดูเหมือนจุดที่น่าสนใจที่สุดของ Diamond Island คือ ความพยายามที่จะก้าวข้ามไปให้พ้นจากประเด็นเกี่ยวกับ “บาดแผลแห่งชาติ” ซึ่งก่อขึ้นโดยระบอบเขมรแดง

นี่คือความตั้งใจของคุณหรือเปล่า?

diamond island

ดาวี่ ชู – มันน่าสนใจ ที่คุณตีความไปในลักษณะนั้น ทางเลือกใหญ่ตอนที่เราเริ่มสร้างหนังเรื่องนี้ ก็คือ เราจะสามารถทำหนังที่เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับสังคมกัมพูชายุคปัจจุบัน โดยไม่ต้องพูดถึง “เขมรแดง” ได้ไหม?

เพราะว่าถ้าเราจะทำหนังเกี่ยวกับประเทศกัมพูชายุคปัจจุบัน เรามักจะต้องมีจุดหนึ่งในเรื่องราว ที่เชื่อมโยงหรืออธิบายสถานการณ์ตอนนี้ว่าเป็นผลมาจากเขมรแดง จากนั้น ก็จะมีตัวละครบางคนที่นึกย้อนภาพกลับไปถึงประสบการณ์ยุคเขมรแดง และนั่นก็จะกลายเป็นสายสัมพันธ์ระหว่าง “อดีต” กับ “ปัจจุบัน”

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผมรู้สึก … ก็คือ เมื่อเราอาศัยอยู่ในสังคมกัมพูชายุคปัจจุบัน คุณจะรู้สึกตกใจกับสิ่งที่อาจเรียกได้ว่าเป็น “ภาวะความจำเสื่อม” นอกจากนี้ เมื่อคุณได้ไปพูดคุยหรือสังสรรค์กับคนรุ่นใหม่ คุณจะรู้สึกตกใจที่ประเด็นสนทนาเกี่ยวกับเขมรแดงไม่เคยหลุดออกมาบนโต๊ะอาหาร นี่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับเรื่องเขมรแดง พวกเขารู้ ไม่ได้รู้ทุกเรื่อง แต่พวกเขามีความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ยุคเขมรแดงบ้างเล็กๆ น้อยๆ ทว่า พวกเขาไม่เคยแลกเปลี่ยนความเห็นกันในเรื่องนี้เลย

ดังนั้น นี่จึงเป็นภาวะแห่งการหลงลืม หรือการมีเจตจำนงที่จะลืม และมันก็เป็นสิ่งน่าสนใจสำหรับผม ในการเลือกที่จะทำหนังเรื่องนี้ โดยไม่พูดถึงประเด็นเขมรแดงเลยเช่นกัน

… แต่บางครั้ง การไม่พูดถึงอะไรบางอย่าง และผลักให้มันออกไปอยู่นอกจอ ก็ยิ่งช่วยยืนยันถึงการดำรงอยู่ของมัน นั่นอาจเป็นเหตุผลว่าทำไมคุณจึงตั้งคำถามนี้ขึ้นมา

อย่างไรก็ดี ผมก็มีทางเลือกที่จะนำเสนอภาพแทนของสิ่งที่ตนเองรู้สึก ผ่าน “หน้ากระดาษที่ว่างเปล่า” บางทีนี่อาจคือสิ่งที่คนกัมพูชาต้องการเป็น

… มันคือพื้นที่ว่างเปล่าซึ่งนำไปสู่สิ่งใหม่ “เกาะเพชร” เป็นสถานที่ ซึ่งแทบจะไม่มีสัญลักษณ์อันเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของกัมพูชาปรากฏอยู่เลย มันมีรูปลักษณ์เหมือนดูไบ สิงคโปร์ ฝรั่งเศส หรือกรีซ มันเป็นส่วนผสมของวัฒนธรรมโลก และนี่อาจเป็นสิ่งที่ผู้คนกัมพูชาอยากเข้าไปมีส่วนร่วมด้วย

คำถามคือประวัติศาสตร์จะมีที่ทางอยู่ตรงไหนในภาวะดังกล่าว?

บางทีมันอาจดำรงอยู่ในความคิดและอารมณ์ความรู้สึกของเรา

ติดตามอ่านและชมบทสัมภาษณ์ฉบับยาว เร็วๆ นี้

ข่าวบันเทิง

มาแล้ว! ตัวอย่าง “เกาะเพชร” หนังกัมพูชาคว้ารางวัลสายนักวิจารณ์ที่คานส์

บล็อกของเราเคยแนะนำให้ท่านได้รู้จักกับภาพยนตร์กัมพูชาเรื่อง “Diamond Island” ผลงานของ “ดาวี่ ชู” ซึ่งได้รับรางวัล “เอสเอซีดี ไพรซ์” จากงานสัปดาห์นักวิจารณ์นานาชาติ ซึ่งเป็นงานคู่ขนานของเทศกาลหนังเมืองคานส์ ประจำปีนี้

ล่าสุด ตัวอย่างของหนังเรื่องนี้ได้ถูกปล่อยออกมาแล้ว น่าดูขนาดไหน ติดตามรับชมกันได้เลย

 

คลิกอ่านข้อมูลเพิ่มเติม รู้จักคนทำหนังกัมพูชา ผู้คว้ารางวัลสายนักวิจารณ์ที่คานส์