ข่าวบันเทิง

“Memoria” หนังเรื่องล่าสุดของ “อภิชาติพงศ์” ปิดกล้องแล้ว

“Memoria” ภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกสุดที่ไปถ่ายทำนอกประเทศไทยของ “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” ได้ปิดกล้องลงเรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม บัญชีทวิตเตอร์ @kickthemachine ของอภิชาติพงศ์ ได้โพสต์ภาพถ่ายเบื้องหลังการถ่ายทำ พร้อมข้อความภาษาอังกฤษที่แปลเป็นไทยได้ว่

“ขอบคุณทุกคนที่มีส่วนร่วมในหนังเรื่อง Memoria มากๆ (การถ่ายทำหนังเรื่องนี้) เต็มไปด้วยความทรงจำงดงาม อันเกิดจากผู้คน, สถาปัตยกรรม, ภูมิทัศน์ … ที่ยอดเยี่ยม”

ก่อนหน้านั้น วันที่ 13 ตุลาคม “สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์” ผู้ช่วยผู้กำกับของหนังเรื่องนี้ ก็ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กของตนเอง โดยระบุว่าวันดังกล่าวคือวันสุดท้ายในการถ่ายทำ “Memoria”

สมพจน์ได้เขียนขอบคุณอภิชาติพงศ์, สยมภู มุกดีพร้อม ผู้กำกับภาพ และทุกๆ คนในกองถ่าย สำหรับมิตรภาพและการทำงานร่วมกันอย่างหนัก

บล็อกคนมองหนังขออนุญาตประมวลภาพนิ่งบางส่วนในกองถ่ายภาพยนตร์เรื่อง “Memoria” ที่ถูกเผยแพร่ตามโซเชียลมีเดียต่างๆ มานำเสนอ ณ ที่นี้ เพื่อเป็นการเรียกน้ำย่อยก่อนที่หนังจะออกฉายในช่วงต้นปีหน้า

ขอบคุณภาพนำจากทวิตเตอร์ @kickthemachine

Advertisements
ข่าวบันเทิง

“อภิชาติพงศ์” อัพเดตความคืบหน้าหนังยาวเรื่องล่าสุด “Memoria”

อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล อัพเดตความคืบหน้าเกี่ยวกับโครงการหนังยาวเรื่องล่าสุดของเขา “Memoria” ระหว่างเข้าร่วมเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติรอตเตอร์ดัม

สกรีนเดลี่รายงานว่าผู้กำกับชาวไทยเพิ่งจะเขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้เสร็จ โดยเขาและทีมงานน่าจะเดินทางไปถ่ายทำหนังที่ประเทศโคลอมเบียในช่วงปี 2019

“ย้อนกลับไปในยุค 70 และ 80 มีสถานการณ์ความรุนแรงมากมายเกิดขึ้นที่นั่น (โคลอมเบีย) ซึ่งรุนแรงกว่ายุคปัจจุบันซะอีก… ดังนั้น หากคุณขับรถไปตามท้องถนนในช่วงเวลาดังกล่าว คุณอาจเจอกับเหตุระเบิด หรือบางครั้งการจราจรก็จะหยุดนิ่งโดยที่คุณไม่ทราบสาเหตุของมัน”

อภิชาติพงศ์เกริ่นถึงที่มาของหนังยาวเรื่องใหม่ และว่า

“ผู้คนจึงพากันจินตนาการไปถึงสิ่งต่างๆ จนเกิดความหวาดกลัวขึ้นภายในจิตใจของพวกเขา หนังของผมจะเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับประเด็นนี้ ประเด็นที่ว่าด้วยการรอคอยอะไรบางอย่าง ซึ่งคุณไม่รู้ชัดว่ามันคือสิ่งใด”

Apichatpong Portrait Trees

อภิชาติพงศ์ยังกล่าวถึงสภาพภูมิประเทศและธรรมชาติอันโดดเด่นของโคอมเบีย ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในหนังเรื่องใหม่นี้เช่นเดียวกัน

“โคลอมเบียมีสภาพภูมิทัศน์ที่น่าตื่นตา นี่นั่นมีภูเขาไฟ มีปรากฏการณ์แผ่นดินถล่ม มีแผ่นดินไหว มีการทำเหมืองถ่านหิน มีการขุดอุโมงค์ใต้ดิน”

สภาพภูมิประเทศดังกล่าวจะถูกนำไปผสมผสานกับแรงบันดาลใจอันเกิดจากนิยายแนวผจญภัยในป่าแบบไทยๆ ซึ่งอภิชาติพงศ์ชอบอ่านสมัยเด็กๆ และในทางกลับกัน นิยายประเภทนั้นก็ได้รับอิทธิพลจากงานวรรณกรรมอเมริกันและยุโรปในยุคล่าอาณานิคม ซึ่งพยายามจะสร้างภาพความโรแมนติกให้แก่พื้นที่ป่าเขาลำเนาไพร

นอกจากนี้ ระหว่างการรีเสิร์ชข้อมูล ซึ่งผู้กำกับชาวไทยเดินทางท่องเที่ยวไปตามเมื่องต่างๆ 4 แห่ง ในประเทศโคลอมเบีย เขายังได้เข้าไปเยี่ยมเยือนเรือนจำและโรงพยาบาลจิตเวชท้องถิ่นจำนวนหนึ่ง รวมถึงได้พบปะพูดคุยกับจิตแพทย์บางรายด้วย

“นี่คือประเทศที่น่าลุ่มหลง นี่เป็นหนังยาวเรื่องแรกของผมที่ถ่ายทำนอกประเทศไทย ผมหวังว่าโคลอมเบียจะเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับตนเอง”

ที่มาเนื้อหา https://www.screendaily.com/news/apichatpong-weerasethakul-updates-on-his-next-project-memoria/5126214.article

ภาพประกอบจาก http://www.kickthemachine.com

ข่าวบันเทิง

“อภิชาติพงศ์” เริ่มเดินทางสำรวจประเทศโคลอมเบีย ก่อนลงมือทำหนังเกี่ยวกับละตินอเมริกา

เว็บไซต์ฮอลลีวูดรีพอร์ทเตอร์รายงานว่า “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” ผู้กำกับภาพยนตร์เจ้าของรางวัลปาล์มทองคำชาวไทย ได้เริ่มออกเดินทางสำรวจประเทศโคลอมเบีย ซึ่งจะใช้เวลาทั้งหมดสองเดือน เพื่อทำการศึกษารวบรวมข้อมูลในการสร้างภาพยนตร์เรื่องใหม่ของตนเอง ที่วางแผนไว้ว่าจะถ่ายทำในทวีปอเมริกาใต้

ตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม อภิชาติพงศ์ได้เริ่มต้นทริป โดยเขาจะเดินทางจากกรุงโบกาต้า ไปยังเมเดยิน คาลี และโชโค เพื่อแสวงหาแรงบันดาลใจในการทำหนัง

“ผมเริ่มหมกมุ่นกับละตินอเมริกาอย่างจริงจังมาได้สักระยะหนึ่ง” เขากล่าวกับฮอลลีวูด รีพอร์ทเตอร์ ขณะไปปรากฏตัวในโปรแกรมโรเทรสเปคทีฟผลงานของตนเอง ที่เทศกาลภาพยนตร์คาร์ตาเกนา ประเทศโคลอมเบีย

“ตอนผมยังเล็ก ผมหลงรักเรื่องราวการผจญภัยแบบไทยๆ ที่เต็มไปด้วยสัตว์ป่านานาพันธุ์หรืออะไรทำนองนั้นแบบสุดๆ แต่พอคุณไปสืบค้นต้นตอของมัน มันกลับมีที่มาจากตะวันตก จากมุมมองของคนยุโรปและอเมริกันที่เดินทางมาพร้อมกับลัทธิล่าอาณานิคม แล้วก็สร้างภาพป่าอะเมซอนให้กลายเป็นพื้นที่สุดแสนโรแมนติก ก่อนที่คนไทยและนักเขียนชาวไทย จะได้รับอิทธิพลจากงานพวกนี้มาอีกต่อหนึ่ง แล้วจากนั้น ก็เป็นภาพยนตร์ไทยที่ได้รับอิทธิพลจากเรื่องราวเกี่ยวกับป่าอันโรแมนติกดังกล่าว”

อภิชาติพงศ์กล่าวถึงสถานการณ์การทำงานศิลปะในประเทศไทยว่า แม้ระบบเซ็นเซอร์ภาพยนตร์จะมีความเข้มงวดมาตั้งแต่ก่อนหน้าการรัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557 แต่รัฐบาลก่อนการรัฐประหารยังมีแนวทางชัดเจนว่าคนทำหนังห้ามแตะต้องประเด็นอ่อนไหวใดบ้าง ทว่า นับแต่มีรัฐบาลทหาร เส้นแบ่งดังกล่าวกลับพร่าเลือนกว่าเดิม โดยการสร้างสรรค์งานศิลปะประเภทต่างๆ ล้วนตกอยู่ภายใต้ความเสี่ยงมากยิ่งขึ้น

“นี่คือภาวะที่ไม่สามารถนำเสนอความจริง เพราะพวกเรายังตกอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาล ซึ่งมองศิลปะภาพยนตร์เป็นแค่โฆษณาชวนเชื่อ บางคราว เมื่อคุณลงมือทำอะไรสักอย่าง พวกเขากลับสามารถแจ้งข้อหาดำเนินคดีกับคุณได้ง่ายๆ … ทุกสิ่งขึ้นอยู่กับการตีความ สถานการณ์มันเป็นเหมือนในนิยายเรื่อง 1984”

ดังนั้น อภิชาติพงศ์จึงเดินทางออกมาสำรวจประวัติศาสตร์ของประเทศอื่นๆ นอกเหนือจากประเทศบ้านเกิด และโคลอมเบียก็เป็นหนึ่งในนั้น

“ผมต้องการเรียนรู้เกี่ยวกับทุกความรุนแรงที่เคยเกิดขึ้นที่นี่ ตลอดจนประวัติศาสตร์ในยุคล่าอาณานิคม เพื่อนำสิ่งดังกล่าวส่องสะท้อนกลับไปยังประเทศของผมเอง ขณะเดียวกัน ผมก็จินตนาการเอาไว้ว่า มันเป็นไปไม่ได้เลย ที่ตนเองจะลงมือทำภาพยนตร์ในประเด็นดังกล่าว จากมุมมองแบบคนท้องถิ่นแท้ๆ ดังนั้น ผมจึงไม่เชื่อว่าตัวเองจะสามารถเล่าเรื่องราวแบบคนท้องถิ่นได้ แต่จะเล่ามันออกมาผ่านมุมมองของชาวต่างชาติมากกว่า” ผู้กำกับดัง กล่าวปิดท้าย

ที่มา http://www.hollywoodreporter.com/news/apichatpong-weerasethakul-shoot-next-feature-colombia-985453

คนมองหนัง

เวิลด์ ฟิล์ม ไดอารี่ (1) : The Wind Journeys กับ The Clan

The Wind Journeys (Ciro Guerra)

ด้านหนึ่ง หนังก็เจือกลิ่น “สัจนิยมมหัศจรรย์” แบบอเมริกาใต้อยู่นิดๆ หน่อยๆ ตลอดเรื่อง

แต่อีกด้าน ระหว่างชมภาพยนตร์ไปราวค่อนเรื่อง ผมก็รู้สึกว่านี่เป็น “หนังคาวบอย” ที่ใช้ “หีบเพลงชัก” เป็นอาวุธ และขี่ “ลา” เป็นพาหนะ โดย “ที่มา” และ “ที่ไป” ของตัวละครนำถูกทำให้คลุมเครือ หรือเปิดกว้างต่อการครุ่นคิดตีความพอสมควร

หรือถ้าพูดกันแบบเวอร์ๆ เราอาจเรียกขานให้ The Wind Journeys เป็น “หนังจอมยุทธละติน” ได้ด้วยซ้ำไป (คือ มีทั้งจอมยุทธยอดฝีมือ อาวุธปีศาจ ช่างซ่อมอาวุธที่เร้นกายในหุบเขา เรื่อยไปจนถึงเด็กหนุ่มที่ใฝ่ฝันอยากเป็นจอมยุทธ)

the-wind-journeys-1

จุดพีคแรกๆ ของหนัง น่าจะอยู่ตรงฉากดวลหีบเพลงในสังเวียนการแข่งขันเล็กๆ ระดับหมู่บ้าน ซึ่งสนุกมาก เพราะมีทั้งองค์ประกอบที่ว่าด้วย “เวทมนตร์” (มนต์ดำ) และการดวล/ด้นสดในลักษณะที่คล้ายๆ กับการร้อง “ลำตัด” ของบ้านเรา

อย่างไรก็ตาม ระหว่างดู ผมชักเริ่มเป็นห่วงว่า ถ้าเกิดหนังดันเล่นกระบวนท่าแบบนี้ซ้ำไปซ้ำมาอยู่เรื่อยๆ จนจบ

มันจะกลายเป็น “โหมโรง” เอานา!

ซึ่งก็น่าดีใจ ที่ฉากดวลแบบนั้นมีปรากฏแค่ครั้งเดียว

เพราะต่อมา เมื่อตัวละครเอกเดินทางไปไกลขึ้น เวทีการประกวดก็ขยายใหญ่และมีมาตรฐานมากขึ้น (จากด้นเดี่ยว กลายเป็นการแข่งขันในรูปแบบวง) ขณะเดียวกัน บรรยากาศการเล่นการเชียร์แบบบ้านๆ และปัจจัยเรื่องคุณไสยก็ถูกลดทอนน้ำหนักลงจน “หมดสิ้น”

และคนทำหนังก็แฟร์ดี ที่ฉายภาพให้เห็นว่า “จอมยุทธ” ของเรา และหีบเพลงปีศาจของเขา นั้นสามารถพ่ายแพ้ได้

โดยเฉพาะเมื่อเขาทำตัวเป็น “ลี้คิมฮวง” ร่ายเพลงเศร้าอุทิศให้กับสตรีที่ถูกตนเองทอดทิ้ง และลูกชายของเธอ ผู้ไม่รู้จักหน้าพ่อ

เพราะแน่นอนว่า พอเพลงที่ถูกบรรเลงโดยหีบเพลงชักมีสถานะเป็นบทบันทึกถึงความรวดร้าวส่วนบุคคล เพลงเพลงนั้นก็ย่อมจะไม่ “ป๊อป” และไม่อาจเอาชนะใจกรรมการ ตลอดจนคนดูหมู่มากได้

ตัวละครที่น่าสนใจพอๆ กับจอมยุทธหีบเพลงชักปีศาจ ผู้เป็นตัวเอกของหนัง ก็คือ ไอ้เด็กหนุ่มที่ออกท่องโลกกว้างและพยายามสานความฝันจะเป็นนักดนตรีเอก ด้วยการดุ่มเดินติดตามนักแอคคอร์เดียนผู้นั่งเฉยชาอยู่บนหลังลา

crb-23-wind-journeys

ประมาณครึ่งเรื่องแรก มีคำถามเกิดขึ้นในใจผมตลอดว่า ไอ้หนุ่มนี่มันจะเป็น “อาฮุย” หรือ “ซานโช ปันซ่า” วะ?

ด้วยความที่มันเป็นคนมีฝัน มีไฟ มีความมุ่งมั่น (คล้ายจะเอาดีได้ไม่ยาก) ทว่า กลับไร้พรสวรรค์ (ทางดนตรีและอื่นๆ) อย่างแทบจะสิ้นเชิง

ฉากหนึ่ง ที่ผมรู้สึก “หวาดเสียว” มากๆ ก็คือ ฉากที่ไอ้หนุ่มคนนี้เข้าไปอุทิศตนตีกลองภายในพุ่มไม้ใหญ่ เพื่อรับศีลล้างบาป (โดยใช้เลือดจิ้งเหลน) จากปรมาจารย์กลองผู้หนึ่ง

จังหวะนั้น ดูเหมือนไอ้หนุ่มของเราจะกลายเป็น “อาฮุย” ที่บรรลุเพลงยุทธ และเติบโตกลายเป็นผู้ใหญ่เรียบร้อยแล้ว

แต่สุดท้าย หนังก็ค่อยๆ ดึงมันกลับไปสู่จุดของการเป็น “ซานโช ปันซ่า” หรือ “คนแพ้ที่มีฝัน” นั่นแหละ (ซึ่งดีแล้ว 555)

เช่นเดียวกับ ชะตากรรมของคุณพี่ตัวละครนำ ที่หลังจากเอาชนะในการดวลครั้งแรกแล้ว พี่แกก็พ่ายแพ้ พลาดหวัง เศร้าสร้อย ถูกซ้อม ไปไม่ถึงเป้าหมาย ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

(ฉากหนึ่งที่ผมชอบมาก คือ ฉากที่แกถูกนักเลงท้องถิ่น “ว่าจ้างกึ่งบังคับ” ให้ไปบรรเลงเพลงประกอบการดวลดาบกลางสะพานไม้ริมน้ำระหว่างตัวแทนของสองแก๊ง/ชุมชน ซึ่งพี่แกก็ต้องยอมทำตาม แม้จะไม่ค่อยเต็มใจนัก จุดนั้นเป็นอีกจุดหนึ่งที่บ่งชี้ว่า พี่คนนี้แกก็เป็นแค่ “นักดนตรี” คนหนึ่ง แกมิใช่ “จอมยุทธผู้วิเศษ” ที่สามารถใช้หีบเพลงชักพิฆาตดาบเหล็กลงได้หรอก)

ท้ายสุด จาก “คาวบอย/จอมยุทธ” คุณพี่นักเล่นหีบเพลงจึงกลายสภาพเป็น “ดอน กิโฆเต้”

ส่วนหนังเรื่องนี้ก็บอกเล่านิทานการเดินทางเปี่ยมความหวัง อันมีบั้นปลาย คือ ความว่างเปล่า-ร่วงโรย-เปลี่ยนผ่าน ซึ่งสำหรับผม ถือเป็นบทสรุปที่ทรงพลังไม่น้อยเลยทีเดียว

The Clan (Pablo Trapero)

นี่ถือเป็นหนังเมนสตรีมจากอเมริกาใต้ (อาร์เจนตินา) ที่ดูสนุก แม้จะไม่มีอะไรหวือหวา แปลกใหม่นัก ในเชิงรูปแบบการนำเสนอ

หนังกล่าวถึง “มรดก” หรือ “ผลลัพธ์” ประการหนึ่งของระบอบเผด็จการทหารในอาร์เจนตินา เมื่อแนวร่วมพลเรือนฝ่ายขวา ซึ่งเคยร่วมปฏิบัติการกวาดล้าง “คอมมิวนิสต์” กับสายเหยี่ยวภาครัฐ ไม่มี “หน้าที่” ทางการเมืองอีกต่อไปในยุคการหวนคืนกลับสู่ระบอบประชาธิปไตย

ดังนั้น พวกเขาจึงต้องหันไปแสวงหาทรัพย์สิน จากการก่ออาชญากรรม-เรียกค่าไถ่

the-clan-42528

กลุ่มตัวละครหลักในหนังคือครอบครัว “ปุชชิโอ” ครอบครัวชนชั้นกลางระดับสูง ที่มี “พ่อ” เป็นทั้งหัวหน้าครอบครัวและหัวหน้าแก๊งมาเฟีย แม้หนังจะสร้างจากเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง แต่ก็อาจกล่าวได้ว่า หากพิจารณาในเชิง “โครงสร้าง” แล้ว ครอบครัว “ปุชชิโอ” ก็คือ “ภาพจำลองขนาดย่อส่วน” ของระบอบเผด็จการ/ปิตาธิปไตยที่เคยปกครองอาร์เจนตินานั่นเอง

ความสัมพันธ์ของระบอบปิตาธิปไตยในระดับครัวเรือน หรือสายสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูกในหนัง ดำเนินไปผ่านการบังคับขู่เข็ญ, การอุปถัมภ์ค้ำจุน, การสมยอม, ภาวะจำยอม, การพยายามจะขัดขืนต่อต้าน รวมถึงอาการไม่ลงรอยระหว่างสมาชิกในครอบครัว ซึ่งนำไปสู่ภาวะล่มสลายแตกร้าวในที่สุด

น่าสนใจว่าหนึ่งในตัวละครสำคัญของหนัง คือ ตัวลูกชายคนโต มีชีวิตอีกด้านเป็นนักรักบี้ดังของอาร์เจนตินายุคปลาย 1970 ถึงต้น 1980

เท่ากับว่าเขาเป็นนักกีฬาร่วมสมัยกับซูเปอร์สตาร์แห่งวงการฟุตบอลอย่าง “ดิเอโก้ มาราโดน่า”

นั่นก็นำไปสู่ข้อเท็จจริงที่หลายคนอาจไม่รู้หรือลืมๆ ไปแล้วว่า ยุคที่มาราโดน่ากำลังรุ่งๆ ก่อนจะพาอาร์เจนตินาคว้าแชมป์โลกนั้น ประเทศของเขายังปกครองโดยระบอบเผด็จการทหารอยู่เลย

และทีมชาติอาร์เจนตินาภายใต้การนำของ “มาราโดน่า” ก็ได้แชมป์ฟุตบอลโลกในปี 1986 หรือเพียง 3 ปี หลังเผด็จการทหารลงจากอำนาจ

คนมองหนัง

วงน้ำชา, สตรีชรา และความเป็นอนิจจังของชีวิต

มติชนสุดสัปดาห์ 8-14 เมษายน 2559

ในเทศกาลภาพยนตร์สารคดีนานาชาติศาลายา ครั้งที่ 6 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 มีนาคม – 3 เมษายนที่ผ่านมา ณ หอภาพยนตร์ และหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

ผู้เขียนมีโอกาสไปชมภาพยนตร์สารคดีความยาว 70 นาที จากประเทศชิลี เรื่อง “Tea Time” ผลงานของผู้กำกับหญิง Maite Alberdi ซึ่งเฝ้าสังเกตการณ์วงดื่มน้ำชาของสตรีสูงอายุกลุ่มหนึ่ง ที่นัดสังสรรค์กันเรื่อยมา นับแต่จบการศึกษาจากโรงเรียนมัธยมฯ และต่างคนต่างไปมีชีวิตครอบครัว (รวมถึงชีวิตโสด) ของตนเอง

วงน้ำชาดังกล่าวดำเนินไปปีแล้วปีเล่า (โดยในปีหนึ่งๆ พวกป้าๆ จะนัดมาพบปะพูดคุยกันหลายครั้ง) กระทั่งถึงปีที่ 60 อันเป็นจุดเริ่มต้นของการบันทึกเหตุการณ์ในภาพยนตร์เรื่อง “Tea Time”

ก่อนหนังจะปิดฉากลง พร้อมกับการหวนกลับมาดื่มน้ำชา-สนทนากันในรอบปีที่ 64

แรกเริ่ม คล้ายภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้จะถ่ายทอดเพียงการนั่งเมาธ์กัน ว่าด้วยประเด็นวัยเยาว์/อดีตที่ไม่อาจหวนกลับ และชีวิตครอบครัว ที่บ้างก็เต็มไปด้วยวันชื่นคืนสุข บ้างก็จบลงอย่างล้มเหลวเคียดแค้น

ครั้นพอเดินเรื่องไปได้สักพัก ภาพและสถานการณ์ต่างๆ ก็บ่งชี้ว่าหนังมีอะไรมากกว่านั้น อาทิ

ผู้กำกับและผู้กำกับภาพ เริ่มจับจ้องไปที่ “คุณป้าหน้าเครียด” ผู้ไม่มีครอบครัว ซึ่งเหมือนจะใช้ชีวิตอย่างทันสมัย (หน้าจอคอมพิวเตอร์) ทว่า กลับแลดูไม่ค่อยมีความสุขหรืออารมณ์ขันมากนัก

แม้แต่คนดูเอง ก็อาจสามารถคาดเดาได้ว่าเธอคงจะถอยห่างออกจากวงน้ำชานี้ในไม่ช้า

แล้วสุดท้าย คุณป้ารายนี้ก็หายตัวไปจริงๆ ทั้งเพราะอาการเจ็บป่วยและทัศนคติส่วนบุคคล ซึ่งพยายามจะ “ปิดกั้น” ตัวเองออกจากคนรอบข้าง จนเพื่อนๆ พากันจับกลุ่มวิจารณ์เธอลับหลังว่า ที่เธอไม่ได้แต่งงาน ไม่ใช่เป็นเพราะไม่มีผู้ชายเข้ามาหาเธอ แต่เป็นเพราะเธอไม่เลือกผู้ชายเหล่านั้นเองต่างหาก

(จริงๆ แล้ว สามารถโต้แย้งหรือโต้เถียงแทน “คุณป้าหน้าเครียด” ได้เช่นกันว่า นั่นเป็นสิทธิในการเลือกของเธอ และเธอก็ต้องแบกรับความผิดชอบในการดูแลตนเอง ณ บั้นปลายชีวิตไปคนเดียว โดยเพื่อนคนอื่นๆ ไม่ต้องมาแชร์ความรับผิดชอบด้วย)

การปลีกตัวเองจากโต๊ะน้ำชาของ “คุณป้าหน้าเครียด” เกิดขึ้นอย่างสอดคล้องกับการเข้ามาทีหลังของ “คุณป้าอีกรายหนึ่ง” ซึ่งดูเหมือนจะถูกแอนตี้-ไม่ยอมรับจากเพื่อนฝูงบางคน

แต่ไปๆ มาๆ เธอกลับสามารถยืนระยะอยู่กับเพื่อนๆ ได้นานพอสมควร นานจนคุณป้ารายอื่นๆ และผู้ชม เริ่มสังเกตเห็น “อาการหลง” ของเธอ ที่จดจำเหตุการณ์อดีตอันไกลโพ้นได้ ทว่า จำเหตุการณ์ย้อนหลังที่เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาอันใกล้ไม่ได้

“ดาวเด่น” คนหนึ่งของวงน้ำชา คือ คุณป้าผู้เป็นเสมือน “ตัวเอก” ในภาพยนตร์เรื่องนี้

เพราะหากเทียบกับเพื่อนเพศ/วัยเดียวกันรายอื่นๆ “คุณป้าตัวเอก” จะมีบุคลิก/นิสัย/ทัศนคติ/รูปแบบการใช้ชีวิตที่ “สว่างไสว” “ร่าเริง” “เสรีนิยม” “เป็นปัญญาชน” “มองโลกแง่บวก” “โรแมนติก” “หัวทันสมัย” ที่สุดในกลุ่ม

เธอพูดถึงช่วงชีวิตอันเปี่ยมสุขกับสามีผู้ล่วงลับ, เธอเป็นคนแนะนำให้ชักชวนเพื่อนบางคนมาเข้ากลุ่มเพิ่มเติม, เธอเป็นคนเดียวที่ชื่นชอบหนังเลสเบี้ยนร่วมสมัย ซึ่งได้รับคำชมจากนักวิจารณ์ ขณะที่เพื่อนๆ ต่างพากันไม่ยอมรับกลุ่มคนรักเพศเดียวกัน

ในทริปไปเที่ยวต่างจังหวัด แม้เพื่อนๆ จะพากันนอนกลางวัน ณ สวนสาธารณะอันร่มรื่น แต่เธอกลับเป็นคนเดียว ที่หยิบหนังสือขึ้นมานอนอ่าน นอกจากนี้ เธอยังแลกจูบกับชายชราที่พบเจอกัน ณ โรงพยาบาล และรู้สึกปลื้มปริ่ม เมื่อเขามีท่าทีอยากจีบเธอ

ไม่นับว่าเธอมีหน้าตาสวย และมีความสาว-กระฉับกระเฉง มากกว่าเพื่อนร่วมโต๊ะน้ำชาคนอื่น

อย่างไรก็ดี หนังค่อยๆ คลี่แผ่ให้เห็นถึงแง่มุม “ไม่สว่าง” ในชีวิตของ “คุณป้าตัวเอก” โดยเฉพาะการเปิดตัว “ลูกสาว” ของเธอ ซึ่งเป็นดาวน์ซินโดรม

จากนั้น คนดูจึงมีโอกาสได้รับรู้ปัญหาหนักอกของเธอ มิหนำซ้ำ นอกจากเรื่องลูกแล้ว หนังยังเผยให้เห็นว่า หญิงชราที่ดูสดใสเยาว์วัยที่สุดในกลุ่ม กลับกลายเป็นผู้มีสุขภาพอ่อนแอย่ำแย่ที่สุดในหมู่เพื่อนฝูง

ฉากหนึ่ง ที่ขับเน้นอารมณ์หม่นเศร้าของ “คุณป้าตัวเอก” ได้เป็นอย่างดี ก็คือ ฉากที่ป้าๆ นัดกันมาล้อมวงดื่มชา และรวมกลุ่มเชียร์ทีมฟุตบอลทีมชาติชิลีหน้าจอโทรทัศน์

นี่เป็นฉากดูฟุตบอล แต่กลับไม่โฟกัสไปที่การแข่งขันฟุตบอลในจอ (แถมยังนำเสนอภาพจอโทรทัศน์แบบเบลอๆ อีกต่างหาก ส่วนจังหวะที่ทีมชาติชิลียิงเข้าก็ไม่มีให้เห็น)

ขณะเดียวกัน “คุณป้าตัวเอก” ซึ่งปกติจะชอบเฮฮากับเพื่อนๆ กลับแสดงสีหน้าเซ็ง ไม่อินกับเกมลูกหนังโดยสิ้นเชิง เพราะกำลังวิตกกังวลเรื่องลูกสาว

การแข่งขันฟุตบอลแมตช์ดังกล่าว เป็นเกมฟาดแข้งระหว่างชิลีกับเปรู ซึ่งล้อไปกับความสัมพันธ์ของผู้หญิง “สองกลุ่ม” ในหนังสารคดีเรื่องนี้

ในซีนแรกๆ ของภาพยนตร์ คนทำหนังฉายภาพราวกับว่าคุณป้าชาวชิลีที่มี “ฐานะดี” แต่ละคน (บางคนมีสามีเป็นนายพล ยิ่งกว่านั้น พวกเธอยังมีเงินมากพอที่จะซื้อทัวร์ไปเที่ยวพักผ่อนร่วมกันทุกๆ ปี) เป็นผู้จัดแจงหุงหาขนม-น้ำชา-เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ด้วยมือของตัวเอง

แต่แล้วหนังก็เผยให้ผู้ชมได้ตระหนักรู้ถึงการมีอยู่ของมือ เสียง ตลอดจนใบหน้า-ร่างกายของ “แม่บ้าน” ที่คอยรับใช้บรรดาคุณป้า

บทสนทนาในวงน้ำชา ทำให้คนดูพอจะทราบว่าแม่บ้านเหล่านี้เป็นแรงงานข้ามชาติมาจากประเทศเปรู

การจับภาพวงสนทนาบนโต๊ะอาหารของคุณป้า “ไฮโซ” ชาวชิลี ที่เต็มไปด้วยน้ำชาในถ้วยเซรามิก และขนมหรูหรานานาชนิด พลันปะทะเข้าอย่างจังกับผู้หญิงอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมีสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมด้อยกว่า

ดังนั้น ในหมู่ “ผู้หญิง” จึงมีระดับชั้นทางสังคมที่ลดหลั่นกันแฝงเร้นอยู่ หรืออาจกล่าวได้ว่า ในบรรดาสตรีด้วยกันเอง ก็มีปัญหาเรื่อง “ชนชั้น”

ผู้ชมเลยมีโอกาสได้เห็นภาพและฟังเสียงของผู้หญิงสูงอายุชาวชิลี (ที่ก๊อสซิปนักการเมืองสายอนุรักษนิยมในประเทศบ้านเกิดอย่างสนุกสนาน) ซึ่งพูดจาจิกกัดเหยียดหยามแม่บ้านจากเปรู รวมทั้งพร่ำบ่นถึง “ความไม่รู้เรื่องรู้ราว” ของสตรีจากประเทศเพื่อนบ้าน

ฉากที่คุณป้าเจ้าภาพวงน้ำชาแต่ละราย พยายามเข้าไป “ให้การศึกษา” แก่แม่บ้านของตัวเอง ว่าวิธีการจัดขนมที่ดีที่ถูกต้องควรเป็นอย่างไร ก็แสดงให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำซึ่งดำรงอยู่ได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตาม ถึงจะแตะปัญหาทางสังคม-การเมืองอยู่บางๆ แต่สุดท้าย “Tea Time” ได้เลือกปิดฉากตัวเองลง ด้วยอารมณ์ดราม่า ที่ระคนระหว่างความเศร้าสร้อยและงดงาม

ในตอนเปิดฉาก คนทำหนังใช้เสียงพูดของ “คุณป้าคนหนึ่ง” มาบรรยายเกริ่นนำเรื่องราวและแนะนำตัวละครรายอื่นๆ

ตามจารีตของหนังเล่าเรื่องและหนังสารคดีโดยทั่วไป “เจ้าของเสียงวอยซ์โอเวอร์” ช่วงต้นเรื่อง มักจะใช้/มีชีวิตเคียงคู่กับคนดูไปจวบจนตอบจบ

แต่ภาพยนตร์สารคดีจากชิลีเรื่องนี้ กลับกล้าแหวกขนบดังกล่าวออกมาได้อย่างซาบซึ้งและร้าวราน เมื่อเจ้าของเสียงบรรยายตอนเปิดเรื่อง กลายเป็นอีกหนึ่งเสียงและหนึ่งบุคคลที่ปลาสนาการไปจากวงน้ำชา

เหลือไว้เพียงจดหมายลายลักษณ์อักษรที่เธอเขียนอำลาเพื่อนๆ ผู้ยังคงมีชีวิตอยู่