คนมองหนัง

“ฮักบี้ บ้านบาก”: สายสัมพันธ์ระหว่าง “บ้านบาก” กับ “พระนคร-สยาม” และ “เอ็มเคสุกี้”

หนึ่ง

คนส่วนใหญ่อาจนิยามให้ “ฮักบี้ บ้านบาก” เป็น “หนังบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์” อย่างไรก็ตาม จากรสนิยมและฉันทาคติส่วนตัว ผมเลือกจะมองว่า “ปื๊ด ธนิตย์ จิตนุกูล” ซึ่งมีเครดิตเป็นผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ ย่อมมีบทบาทสำคัญต่อตัวหนังอยู่ไม่น้อยเช่นกัน

“สวัสดีบ้านนอก” (2542) ผลงานของ “ปื๊ด ธนิตย์” ถือเป็นหนังไทยในดวงใจของผม ณ ช่วงแรกเริ่มดูหนังตอนต้นทศวรรษ 2540

ปื๊ด บิณฑ์

น่าสนใจว่า “สวัสดีบ้านนอก” และ “ฮักบี้ บ้านบาก” มีความพ้องกันหลายประการ ทั้งการเป็นหนังสเกลเล็กๆ ที่มีท้องเรื่องอยู่ในพื้นที่ชนบท ส่วนเรื่องราวขาดๆ พร่องๆ ล้นๆ เกินๆ ของหนัง ก็ถูกถ่ายทอดผ่านการแสดงและการเล่าเรื่องที่จริงใจและไม่ทะเยอทะยานเกินขีดจำกัดของตัวเอง

อย่างไรก็ดี ขณะที่ “สวัสดีบ้านนอก” เล่าถึงการปรับประสานต่อรองระหว่างรัฐส่วนกลางกับท้องถิ่น ผ่านสายสัมพันธ์ของข้าราชการกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่าง อบต. (ซึ่งเป็นนวัตกรรมทางการเมืองในยุคสมัยดังกล่าว) โดยมีแกนกลางความสัมพันธ์เป็นพล็อต “พ่อตาลูกเขย” และแนวคิด “เศรษฐกิจพอเพียง”

“ฮักบี้ บ้านบาก” กลับเล่าถึงสายสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการครู (ซึ่งอีกด้านหนึ่ง ก็เป็นคนท้องถิ่น) กับเด็กๆ ลูกชาวบ้าน โดยมีสื่อกลางเป็นกีฬา “รักบี้” รวมถึงทุน/สินค้าอื่นๆ เช่น “สุกี้เอ็มเค”

สอง

ในแง่ความเป็นหนัง ผมรู้สึกพอใจกับ “ความเป็นภาพยนตร์กีฬา” ของ “ฮักบี้ บ้านบาก” ซึ่งสามารถถ่ายทอดภาพจำลองการแข่งขันรักบี้ออกมาได้อย่างสนุก รู้เรื่อง และไม่ค่อยมั่ว

โดยส่วนตัว ผมจะติดใจอยู่ตรงแค่ขนาดของทัวร์นาเมนต์ซึ่งแลดูเล็ก และจำนวนทีมที่เข้าร่วมแข่งขันซึ่งแลดูน้อยไปหน่อย

ถ้าเปรียบเทียบกับ “หนัง (แข่ง) กีฬา” ของไทยเรื่องอื่นๆ ผมคิดว่า “ฮักบี้ บ้านบาก” นั้นอยู่ในมาตรฐานที่ใกล้เคียงกับ “สตรีเหล็ก” เลยทีเดียว

สาม

ฮักบี้ 3

ขณะเดียวกัน ผมก็รู้สึกทึ่งและขำพอสมควร ที่ทีมงานผู้สร้างสามารถจับหลายสิ่งหลายอย่างยัดเข้ามาในหนังกีฬาเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นมุขล้อเลียนพระ, มุขผู้หญิงนมโตแบบไม่ต้องคิดคำนึงเรื่อง “ความถูกต้องทางการเมือง” ใดๆ, การปรากฏตัวของนักแสดงตลกหลายรายยุค “หลังตลกคาเฟ่” เรื่อยไปถึงการพากย์กีฬาของ “ปิยะ ตระกูลราษฎร์”

องค์ประกอบที่คล้ายจะค่อนข้างเละเทะเหล่านี้ ย้ำเตือนให้เราตระหนักว่า ที่กำลังปรากฏอยู่ในจอภาพยนตร์นั้นคือ “หนังแบบบิณฑ์” หรือ “หนังตลกไซส์เล็กสไตล์ปื๊ด”

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าอะไรต่อมิอะไรใน “ฮักบี้ บ้านบาก” จะเลอะเทอะไปเสียทั้งหมด เพราะเรายังได้มองเห็นพลวัตต่างๆ ในพื้นที่ชนบทของหนังเรื่องนี้

แม้สถานที่สำคัญแห่งหนึ่งในจักรวาลต่างจังหวัดของหนังจะยังเป็น “ร้านขายของชำ-ตู้เติมน้ำมัน” เหมือน “สวัสดีบ้านนอก” เมื่อสองทศวรรษก่อนไม่ผิดเพี้ยน

แต่ชนบทอีสานใน “ฮักบี้ บ้านบาก” ก็ยังมีสถานที่ใหม่ๆ พื้นที่ใหม่ๆ และรสนิยมใหม่ๆ ปรากฏขึ้น ตั้งแต่ร้าน “เอ็มเคสุกี้”, สวนยางพารา ไปจนถึงกีฬารักบี้ อันเป็นใจกลางสำคัญของเรื่อง

สี่

ฮักบี้ 3 1

การดำรงอยู่ของตัวละคร LGBTQ ในหนังเรื่องนี้ชวนฉุกคิดดี (และมีลักษณะคล้ายๆ กับตัวละครเกย์รายหนึ่งใน “สวัสดีบ้านนอก” ที่เปิดกิจการตู้เติมน้ำมันและเป็น อบต. ด้วย)

เพราะด้านหนึ่ง ตัวละครกลุ่มนี้ก็ถูกครู/พ่อ/เพื่อนๆ ประเมินว่าพวกเขามีความแตกต่างจากคนทั่วไป แต่อีกด้าน สมาชิก (ส่วนใหญ่) ในชุมชน/โรงเรียน/ทีมรักบี้ ก็ยอมรับการดำรงอยู่ของตัวตนที่ผิดแผกเหล่านั้น และเปิดโอกาสให้พวกเขาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน/โรงเรียน/ทีม อย่างไม่ตะขิดตะขวงใจ

ฮักบี้ 3 2

ยิ่งกว่านั้น การฉายภาพเกย์อีสานวัยประถมปลายสองราย ผู้มีรูปร่างผอมบอบบาง แต่ตัวสูงที่สุดในทีม ทั้งยังสามารถเล่นรักบี้ได้เก่งและปราศจากกริยาตุ้งติ้งในสนามแข่ง ก็อาจสะท้อนถึงวัฒนธรรมเก่าแก่ของบรรดาทีมรักบี้ในโรงเรียนประจำชายล้วนใหญ่ๆ ณ ใจกลางประเทศ โดยบังเอิญ

ห้า

ฮักบี้ ห้า

แม้ขนาดของทัวร์นาเมนต์ในหนังจะแลดูกระป๋องกระแป๋งไปสักหน่อย อย่างไรก็ดี นัยยะของชื่อทีมรักบี้ที่ลงแข่ง (ในระบบการแข่งขันจริงๆ น่าจะไม่ได้ใช้ชื่อเสียงเรียงนามเช่นนี้) นั้นมีประเด็นชวนขบคิดแฝงอยู่

ทีมฮักบี้จาก “บ้านบาก” เป็นทีมเดียวที่ใช้ชื่อโรงเรียน/หมู่บ้านลงแข่ง ขณะที่ทีมคู่แข่งมีทั้งทีม “กาฬสินธุ์” และ “ร้อยเอ็ด” ซึ่งอ้างอิงชื่อจังหวัด ตลอดจน “พระนคร” ที่ฟังดูย้อนยุคกว่า “กรุงเทพฯ” และ “สยาม” ที่ย้อนยุคกว่า “ไทย”

ดังนั้น “บ้านบาก” จึงมีความสัมพันธ์กับส่วนกลางอย่าง “พระนคร” และรัฐชาติอย่าง “สยาม” ผ่านการแข่งขันกีฬารักบี้

จากกรณีดังกล่าว จะเห็นได้ว่า “ฮักบี้ บ้านบาก” มิใช่หนังอีสานที่ปฏิเสธอำนาจศูนย์กลาง หรือไม่ได้ต่อต้านชุมชนจินตกรรมในนามของความเป็นชาติ แต่ตัวละครเด็กๆ และครูจาก “บ้านบาก” มีความกระตือรือร้นและความใฝ่ฝัน ที่จะเข้าไปมีส่วนร่วม/ปฏิสัมพันธ์กับส่วนกลางและรัฐชาติอย่างแข็งขัน

นี่คือการมีส่วนร่วมที่ทั้งเดินหน้าและถอยหลัง ไปบนเส้นทางอันสุดแสนขรุขระระหกระเหิน ไม่ได้ประสบความสำเร็จทุกครั้งคราว

เช่น ครูผู้ทำหน้าที่โค้ชทีม “บ้านบาก” ซึ่งเคยมีชีวิตรุ่งเรืองถึงขั้นเป็นนักฮอกกี้ทีมชาติไทย แต่สุดท้าย เขาก็ต้องกลับถิ่นเกิดมาฝึกสอนกีฬาที่ตนเองไม่ถนัดอย่างกระเบียดกระเสียร

ส่วนเด็กๆ ทีม “บ้านบาก” ก็ลงแข่งรักบี้กับทีมร่วมภูมิภาค ทีมจากส่วนกลาง และทีมที่ใช้ชื่อเดียวกับชาติ อย่างแพ้บ้าง ชนะบ้าง โดยไม่เคยผงาดขึ้นไปถึงจุดสูงสุด ทว่าวนเวียนอยู่แถวๆ ดิวิชั่น 2 แค่นั้น

อย่างไรก็ตาม ครูและนักเรียนทีมรักบี้ “บ้านบาก” ต่างพยายามเข้าไปต่อสู้ต่อรองกับ “อำนาจรัฐ/ทุน” อย่างคงไว้ซึ่งศักดิ์ศรี ทั้งการยืนหยัดไม่ยอมแพ้ง่ายๆ ในสนามแข่ง เรื่อยไปถึงการรับประทาน “สุกี้เอ็มเค”

ฮักบี้ mk

แม้นอกจอภาพยนตร์ สุกี้เจ้าดังอาจมีสถานะเป็นสปอนเซอร์สนับสนุนหนัง “ฮักบี้ บ้านบาก” แต่ในจอภาพยนตร์ แม้เด็กๆ จะอยากกิน “สุกี้เอ็มเค” สักเพียงใด พวกเขาก็มิได้เลือกเดินเข้าไปขอรับการอุปถัมภ์ตามแนวทางสังคมสงเคราะห์หรือขอ “กินฟรี”

ตรงกันข้าม เหล่าสมาชิกทีมรักบี้ “บ้านบาก” ต้องอดทนฟันฝ่าอุปสรรคนานัปการจนพวกตนมีสถานะเป็นรองแชมป์ดิวิชั่น 2 ระดับประเทศเสียก่อน ทั้งหมดจึงเดินเข้าร้าน “เอ็มเค” ในฐานะลูกค้า/ผู้บริโภค

ขอบคุณภาพนิ่งจากเพจเฟซบุ๊ก ฮักบี้ บ้านบาก

Advertisements
คนมองหนัง

4 หนังที่นึกถึง ก่อนเลือกตั้ง 24 มีนา

หลายวันก่อน เห็น The Matter ทำสกู๊ป “ก่อนเลือกตั้งดูอะไร หนังเรื่องไหนที่คนในแวดวงหนังไทยชวนดู”

เลยลองมานั่งทำลิสต์เล่นๆ ดูบ้างว่า ถ้าให้คิดอย่างไวๆ มีหนังเรื่องไหนที่ตัวเองนึกถึงก่อนหน้าการเลือกตั้งวันที่ 24 มีนาคม 2562

ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ คือ

October Sonata รักที่รอคอย

october sonata

เหตุผลที่นึกถึงหนังไทยอันยอดเยี่ยมเรื่องนี้ ก็เพราะผลงานของ “สมเกียรติ์ วิทุรานิช” ได้เน้นย้ำให้เราตระหนักว่าการต่อสู้ทางอุดมการณ์การเมืองนั้นเป็นการต่อสู้ในทางยาว ไม่จบสิ้นลงง่ายๆ

และเราอาจไม่ได้มองเห็นหรือลิ้มรสความสำเร็จของมันในชั่วชีวิตของตนเอง

แม้จะน่าท้อถอยเหนื่อยหน่าย แต่ในทางกลับกัน การท่องไปบนเส้นทางการต่อสู้อันยาวไกลดังกล่าวก็ต้องอาศัยความอดทน (ที่จะรอคอย) ความหวัง ความฝัน และความรัก อันมิเคยเหือดแห้งหายไปไหน เป็นแรงบันดาลใจ/แรงขับเคลื่อนสำคัญ

อ่านบทความที่เขียนถึงหนังเรื่องนี้ได้ที่นี่

Bodyguards and Assassins

shi-yue-wei-cheng-2009-1130628-1-2-1

เวลาหงุดหงิดงุนงงกับกฎกติกาในการได้มาซึ่ง ส.ส. ของการเลือกตั้ง 24 มีนาคม ผมมักถึงหนังฮ่องกงเรื่องนี้

ประการแรก คือ พอพูดเรื่องการนำคะแนน “ไม่ตกน้ำ” ของผู้สมัครทั้งหลายที่พ่ายแพ้ในการชิงตำแหน่ง ส.ส.เขต ไปใช้คำนวณหาจำนวน ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ที่พรรคการเมืองต้นสังกัดของผู้สมัคร ส.ส.เขต รายนั้นๆ พึงได้รับแล้ว

ผมมักรู้สึกว่าบรรดาผู้สมัคร ส.ส. เขต ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่บนหมากกระดานเลือกตั้งรอบนี้ ช่างมีชะตากรรมคล้ายคลึงกับเหล่า “พยัคฆ์พิทักษ์ซุนยัดเซ็น” เสียจริงๆ

เพราะพวกเขาต้องยอมเสียสละตนเอง เพื่อสัมฤทธิผลทางการเมืองของบุคคลอื่น (ต้องตายเพื่อผู้นำการปฏิวัติ ต้องแพ้ในสนามเลือกตั้งเพื่อทำให้พรรคมี ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์)

ประการต่อมา แม้กระทั่งเมื่อพูดถึงการลงคะแนนเสียงเชิงยุทธศาสตร์ ผมก็มักนึกย้อนไปยังวิธีคิดแบบ “พยัคฆ์พิทักษ์ซุนยัดเซ็น” เช่นกัน

เพราะกลยุทธการต่อสู้เหล่านี้ คือ การพยายามจำกัดกรอบความคิดจินตนาการให้คนเล็กคนน้อยต้องยอมเสียสละหรือไม่เป็นตัวของตัวเองแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ เพื่อเป้าประสงค์ทางการเมืองที่ยิ่งใหญ่กว่าชีวิต โลกทัศน์ และความรู้สึกในฐานะปัจเจกบุคคล ของพวกเขา

ซึ่งก็ยังไม่มีใครสามารถฟันธงได้แน่ชัดว่าสิ่งยิ่งใหญ่นั้น มันเป็นรูปธรรมจับต้องได้หรือเป็นเพียงแค่นามธรรมอันเลื่อนลอย

No

no

ภาพยนตร์ชิลีที่เล่าเรื่องการโค่นล้ม “เผด็จการปิโนเชต์” ด้วยการลงคะแนนโหวตโนของประชาชน

แต่เหนือกว่านั้น ผมคิดว่าหนังเรื่องนี้ได้แสดงให้เห็นถึงขั้นตอนการเอาชนะระบอบการเมืองเก่า ด้วยวิธีคิด/จินตนาการ/กระบวนการสร้างสรรค์และสื่อสารภาพแทนแบบใหม่ๆ

ซึ่งสามารถปลุกเร้าผู้คนส่วนใหญ่ให้ฟื้นคืนความหวัง และมีพลังใจจะต่อสู้กับ “อำนาจดิบ/อำนาจเผด็จการ” (โดยปราศจากกำลังอาวุธ)

อ่านบทความที่เขียนถึงหนังเรื่องนี้ได้ที่นี่

ไทบ้าน เดอะซีรีส์

จักรวาล ไทบ้าน

ถ้าอยากเข้าใจโหวตเตอร์จำนวนมากของประเทศ ซึ่งเป็นคนอีสานร่วมสมัย ผู้ดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางพลวัตความเปลี่ยนแปลงทั้งจากภายในและภายนอกภูมิภาค/ชุมชนของพวกเขา ผมว่าเราก็ควรจะหาภาพยนตร์ไทยชุดนี้มาดู

แต่แน่นอนแหละว่า ผู้มีอำนาจหลายส่วนนั้นแทบจะไม่เข้าใจประชาชนกลุ่มดังกล่าวเลย และไม่เคยคิดอยากดูหนังอินดี้อีสานเซ็ตนี้ด้วย

นอกจากนั้น โดยตัวของมันเอง ก็มิอาจปฏิเสธได้ว่า “ไทบ้าน เดอซีรีส์” มีสถานภาพของการเป็น “โปรเจ็คท์ทางการเมือง” ซ่อนแฝงอยู่

และก็เป็น “การเมือง” ในแบบที่คนร่างรัฐธรรมนูญ กองทัพ และพรรคการเมืองบางพรรค ไม่มีทางเข้าใจอีกเช่นกัน

อ่านบทความที่เขียนถึงหนังเรื่องนี้ได้ที่นี่

คนมองหนัง

บันทึกถึง “ไทบ้าน เดอะซีรีส์ 2.2”

(เปิดเผยเนื้อหาของภาพยนตร์)

หนึ่ง

ขอเริ่มต้นจากสิ่งที่ไม่ค่อยชอบก่อน

ประการแรก รู้สึกว่าโครงสร้างเรื่องราวในภาคนี้มันคมชัดเป็นระบบน้อยลง

เมื่อกรอบโครงความคิดที่เคยแข็งแกร่งของหนังคล้ายจะอ่อนแอลงหรือไม่ถูกเน้นย้ำ

การถ่ายทอดภาพรวมหรือภาพแทนของหมู่บ้าน/ชุมชน/สังคมอีสานร่วมสมัยในมุมมองเชิงวิพากษ์ ซึ่งโดดเด่นมากๆ ในสองภาคแรก จึงเลือนรางลงไปด้วย

ประการต่อมา เห็นด้วยว่านี่คือหนังภาค “2.2” ไม่ใช่ “3” เพราะหนังใช้เวลามากพอสมควรในการเล่าเรื่องราวที่ย้อนกลับหรือทับซ้อนคาบเกี่ยวกับหลายเหตุการณ์ในภาค “2.1”

โดยส่วนตัวแอบรู้สึกว่าการออกสตาร์ทประเด็นใหม่ๆ ของ “ไทบ้าน เดอะซีรีส์ 2.2” นั้นเริ่มต้นช้าไปนิด

สอง

เมื่อ “ไทบ้านฯ 2.2” ไม่เน้นโครงสร้างหรือภาพกว้าง นี่จึงเป็นหนังที่เล่าเรื่องราวผ่านการลงรายละเอียดชีวิตของบรรดาตัวละครหลักๆ ซึ่งเป็นปัจเจกบุคคล/กลุ่มคนรายย่อยๆ

เรื่องราวของบางคน/บางกลุ่มเข้มข้นดี แต่เรื่องราวของบางคน/บางกลุ่มก็จมหายไปจนน่าเสียดาย

คู่ที่ผมค่อนข้างผิดหวังและรู้สึกว่ามีมิติน้อยลง คือ “เฮิร์บกับเจ๊สวย”

เฮิร์บ

ในภาค 2.1 เหมือนเฮิร์บจะเก็บงำปัญหาลึกลับบางอย่างอยู่ในใจ แต่ภาคนี้หนังกลับไม่เฉลยหรือกล่าวถึงปัญหาดังกล่าวเพิ่มเติม หนังใส่ประเด็นความเข้าใจผิด/โลกทัศน์ที่แตกต่างระหว่างเขยฝรั่งกับสาวหมวยอีสานเข้ามา ทว่าก็ทำให้มันจางหายลงไปแบบง่ายๆ (อย่างไรก็สาม ฉากล่างูสิงไปฝากเมียนั้นดีมากๆ) พร้อมลงเอยอย่างค่อนข้างแฮปปี้ด้วยการคลอดลูก

เอาเข้าจริง เรื่องราวว่าด้วย “สามสหายขี้เมา” ไม่มีงานการทำหน้าร้านเจ๊สวยกับคนบ้าอย่าง “โรเบิร์ต” ยังมีมิติ มีอารมณ์ดราม่า และมีปมปัญหาเรื่องความรู้สึกผิดบาป ที่เข้มข้น-น่าสนใจกว่าคู่ “เฮิร์บและเจ๊สวย” เสียอีก

สามสหาย

“ป่อง” ยังเป็นตัวละครที่ผมรักและผูกพันที่สุด

ผมดีใจที่ได้เห็นชะตากรรมอันไม่สวยหรูของ “สโตร์ผัก” ซึ่ง (เกือบจะ) ล้มเหลว

ฝันฟุ้งเฟื่องของ “ป่อง” กลายเป็นฝันร้าย

หนุ่มอีสานลูกผู้ใหญ่บ้านที่จบปริญญาจากกรุงเทพฯ กลายเป็นคนช่างคิดช่างฝัน เจ้าไอเดีย แต่ทำอะไรไม่ค่อยเป็นชิ้นเป็นอัน (ไม่ practical) และเริ่มรู้จักคำว่าแพ้

ป่อง

อย่างไรก็ดี ผมค่อนข้างเสียดายที่หนังคลี่คลายปัญหาให้ “ป่อง” ด้วยการพามันซมซานกลับไปหาพ่อผู้ใหญ่และครอบครัว (นี่มัน “บักป่อง” นะเว้ย ไม่ใช่ “อี้ เลือดข้นคนจาง”) และเสกให้ธุรกิจที่เพิ่งล้มเหลวของ “ป่อง” ฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาแบบหน้าตาเฉย (และฟลุ้กๆ) ด้วยอิทธิฤทธิ์เฟซบุ๊ก (ก่อนที่มันจะโดนพี่มาร์กและทีมงานหลอกให้บูสต์โพสต์ในขั้นตอนต่อไป 555)

“จาลอด” เหมือนจะสูญเสียบท “พระเอก” ไปโดยสมบูรณ์

ในหนังภาค 2.2 เขายังเป็น “ผู้ช่วยนักธุรกิจ” ของ “ป่อง” เป็นตัวละครสมทบเมื่อประกบกับ “พระเซียง” แม้แต่เวลาเข้าฉากกับ “มืด” บทบาท-แอคชั่น-อารมณ์ของ “บักมืด” ก็ยังแลดูเข้มข้นรุนแรงฉูดฉาดกว่า

แต่จุดน่าสนใจ คือ การดำรงอยู่ของ “จาลอด” ในธุรกิจสโตร์ผักของ “ป่อง” นั้น เป็นดังปากเสียงของชาวบ้านท้องถิ่น ที่ไม่เคยออกไปไหนไกลจากชุมชน ไม่ได้เป็น “คนอีสานผู้เรียนรู้โลกกว้าง”

จาลอด

ทว่า “จาลอด” และพี่ๆ น้าๆ อาๆ หลวงพี่ และหลวงปู่อีกมากมายหลายคน เป็นคนที่ทำงาน ลงแรง เสียเหงื่อจริงๆ

คนลงแรงเหนื่อยอย่าง “จาลอด” นี่เอง ที่กล้าเอ่ยเตือนว่าบางสิ่งที่ “ป่อง” คิดฝันว่ามันดี มันใช่นั้น “มันไม่ใช่และไม่เวิร์ก”

หลายคนจับจ้อง “พระเซียง” กับฉากปัญหาที่ทำให้หนังเกือบไม่รอดเงื้อมมือกรรมการเซนเซอร์

ต้องยอมรับว่าสิ่งที่ถูกตัดออกไปนั้นลดทอนพลังดราม่าในฉากไคลแมกซ์ช่วงท้ายภาพยนตร์ลงพอสมควร

แต่ผมยังอยากจะยืนยันว่า “ภาพพระร้องไห้กอดโรงศพอดีตคนรัก” เป็นอะไรที่ “ขี้ปะติ๋ว” มากๆ หากเทียบกับ “ใจความสำคัญ” ที่ “พระเซียง” ครุ่นคิดเอื้อนเอ่ยมาตลอดทั้งเรื่อง

นั่นคือจุดใหญ่ใจความที่ว่า พุทธศาสนา/วัด/พระ ไม่สามารถช่วยแก้ไขปัญหา/ความทุกข์ทางโลกย์ให้แก่ฆราวาสได้

นี่คือปัญหาท้าทายที่ “พระเซียง” เน้นย้ำอยู่เสมอ ทั้งกับน้องๆ เด็กๆ ยามไปเทศน์ที่โรงเรียน ย้ำกับตัวเองเมื่อคิดถึงคนรักเก่า และเอ่ยสารภาพกับเพื่อนฝูงหลังสึกออกมาแล้ว

พระเซียง

ใจความดังกล่าวคือสิ่งที่อำนาจรัฐควรหวาดหวั่นมากกว่าเหตุการณ์เล็กๆ เรื่อง “พระร้องไห้”

เพราะความเห็นความรู้สึกของ “พระเซียง” เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างทางอารมณ์ความรู้สึกขนาดใหญ่ ที่ผู้คนจำนวนมากในสังคมมี/รู้สึกร่วมกัน ตั้งแต่ชาวบ้านต่างจังหวัดถึงคนเมืองจำนวนไม่น้อย

สาม

พระเซียง จาลอด ป่อง

มีประเด็นหนึ่งที่ปรากฏขึ้นบ่อยๆ ใน “ไทบ้านฯ 2.2” และผมรู้สึกชอบมากๆ นั่นคือ ตัวละครในหนังเรื่องนี้นั้น “ทำผิด/คิดผิด” กันมากมายหลายครั้ง

“ป่อง” ประเมินแผนธุรกิจของตนเองผิดพลาด “พระ/ทิดเซียง” ยังคงทำผิดกับ “ปริม” สม่ำเสมอ “บักมืด” ก็มีพฤติกรรมเกเรจนทำผิดในหลายเรื่อง “สามสหาย” ทำผิดกับ “โรเบิร์ต” “เจ๊สวย” ก็อาจคิดผิดที่เชื่อยายข้างบ้าน “ไอ้อ้วน” ที่พยายามช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งจากรักสามเส้าระหว่าง “หัวหน้าห้อง” “สิงห์” และ “มืด” ก็กำลังช่วยเพื่อนด้วยคำขู่ซึ่ง “ผิด” หนักกว่าเดิมในเชิงหลักการ 555

จุดน่าสนใจข้อแรกต่อประเด็นนี้ คือ หนังไม่พยายามแสวงหาความชอบธรรมให้แก่การทำผิดของเหล่าตัวละคร

ประมาณว่าคนทำผิดก็คือคนทำผิด ไม่ใช่ทำผิดเพราะมีเหตุผลที่ถูกต้อง/ฟังขึ้นซ่อนอยู่เบื้องหลัง มนุษย์เราผิดพลาดมืดบอดกันได้ทุกคน โดยที่ชีวิตดีๆ แย่ๆ ยังคงดำเนินต่อไป (และเราไม่อาจลงทัณฑ์ “คนทำผิด” ด้วยการลดทอน “ความเป็นมนุษย์” ของพวกเขา)

จุดน่าสนใจต่อมา คือ เหมือนตัวละครเกือบทั้งหมดจะไม่ได้สำนึกผิด/เอ่ยขอโทษในสิ่งที่ตนเองทำผิดพลาดอย่างตรงไปตรงมา (อาจจะยกเว้นกรณี “สามสหาย” ที่พยายามตามหาตัว “โรเบิร์ต” ก่อนจะเตะตูดมันป้าบนึง หรือฉากที่ “มืด” บอกว่าพี่ชายเช่น “จาลอด” คือคนที่รักเขามากที่สุด แต่มันก็ไม่ได้ขอโทษในสิ่งที่เคยก่อความฉิบหายเอาไว้)

ที่สำคัญ ทุกคนยังเดินหน้าทำในสิ่งที่ “อาจจะผิด” ต่อไปเรื่อยๆ เช่น “ป่อง” ที่พยายามหาเงินทุนก้อนใหม่ หลังธุรกิจได้ยอดไลก์เยอะแยะในโซเชียลมีเดีย หรือที่ “มืด” พูดกับ “ทิดเซียง” (ซึ่งยังไม่รู้จะทำอะไรต่อ) ราวๆ ว่า คนเลวยังไงก็เป็นคนเลว

พูดง่ายๆ ว่าไม่มี “ไม้บรรทัดจริยธรรม” มาคอยกำกับ/ตรวจสอบ/เทียบวัด “คุณงามความดี” ของตัวละครในหนังเรื่องนี้

สี่

ไทบ้าน 2.2

ผมเคยเสนอว่าแนวคิด “บ้าน-วัด-โรงเรียน” หรือสถานภาพของ “ตัวแทนอำนาจรัฐ” ต่างๆ นั้น ได้ถูกหนังในจักรวาล “ไทบ้าน” หยิบมาดัดแปลง เคลื่อนย้าย เขย่า หยอกล้อกันอย่างมันมือและอารมณ์

ท่ามกลางโครงเรื่องที่หละหลวมขึ้น หนังภาค 2.2 ยังคงกล่าวถึงรัฐและตัวแทนอำนาจรัฐ ในฐานะของตัวแสดง/องค์กรที่ค่อนข้างจะไม่มีบทบาทและไร้น้ำยา

คุณค่าหรือความหมายในทางสังคมของ “วัด” ก็ถูก “พระ/ทิดเซียง” ทำลายลงจนย่อยยับ

ตลอดทั้งเรื่อง เราเห็นบทบาทของ “ครูแก้ว” ใน “ครัวเรือน” ไม่ใช่ใน “โรงเรียน” มิหนำซ้ำ “จาลอด” ยังยุกึ่งหยอกให้ “มืด” หยุดเรียน และไปต่อย ผอ.

หมอปลาวาฬ

“หมอปลาวาฬ” (คนเดิม) มีสถานะเป็นเพียงเครื่องมือที่ถูกฉวยใช้มาช่วยโปรโมทธุรกิจสโตร์ผัก

และเมื่อ “หัวหน้าห้อง” เจอปัญหารักสามเส้า เธอก็ถูกลดสถานะลงเป็นเพียง “อีขี้ข้า-อีลูกน้อง”

หัวหน้าห้อง

เราเห็น “ตำรวจหนุ่ม” หนึ่งนาย มาร่วมเป็นหุ้นส่วนธุรกิจที่เกือบเจ๊งของ “ป่อง” ไม่มี “ทหาร” ปรากฏตัวในหนังเรื่องนี้ (กางเกงลายพรางตอนท้ายๆ น่าจะเป็นของผู้ช่วยสัปเหร่อ)

พลานุภาพที่น่าเกรงขามเพียงประการเดียวของตัวแทนอำนาจรัฐในหนังภาคนี้ คือ การหว่านเงินแบบ “ประชานิยม” (หรือจะ “ประชารัฐ” ก็ได้ 555) ของแม่บุญทุ่มอย่าง “ครูแก้ว”

ครูแก้ว

ที่ทั้งซื้อตู้เย็นให้บ้านแฟน (โดยใช้เงินพ่อ), ซื้อมอเตอร์ไซค์ให้น้องชายแฟนขี่ไปจีบสาว, จ้างลูกศิษย์ไปโรงเรียน และเผลอๆ อาจจะซื้อรถเก๋งให้แฟนขับในอนาคต

ทั้งหมดนั้นคือการอุปถัมภ์สงเคราะห์ครอบครัวแค่หน่วยเดียว ผ่านสายสัมพันธ์/ความสนิทเสน่หาส่วนตัว แต่ไม่ได้สร้างโอกาสให้เกิดความเปลี่ยนแปลงวงกว้างในระดับชุมชน

ห้า

เมื่อ “รัฐราชการ” ไม่มีน้ำยา แล้วความหวัง/อนาคต/ความเปลี่ยนแปลงของคนหรือชุมชนอีสานใน “ไทบ้าน เดอะซีรีส์” นั้นถูกฝากไว้กับผู้ใด (นอกจากตัวเอง)?

บุคคลกลุ่มแรกคือ “นักการเมือง” ที่มาพร้อมกับความหวัง

สิริพงศ์

ในที่สุด “สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ” นายทุนและผู้อำนวยการสร้าง “ไทบ้าน เดอะซีรีส์” ก็ปรากฏกายเป็นนักแสดงรับเชิญของ “ไทบ้านฯ 2.2”

“สิริพงศ์” รับบทเป็นว่าที่นายทุนคนใหม่ ซึ่งจะเข้ามาสนับสนุนธุรกิจกิจการสโตร์ผักของ “ป่อง”

เขาคือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ขาดหายไปในภาพความคาดหวังของ “คนอีสานผู้เรียนรู้โลกกว้าง” ของ “หนุ่มสาวอีสานผู้เปี่ยมฝัน” ของหมู่บ้านแห่งหนึ่งในจังหวัดศรีสะเกษ

เขาคือเจ้าของเงินตราก้อนใหม่ ผู้ร่วมทุนรายใหม่ ผู้มอบโอกาสในการประกอบวิชาชีพแบบใหม่ๆ ซึ่งมิใช่ผู้อุปถัมภ์สงเคราะห์สไตล์ “ครูแก้ว”

(จริงๆ แล้ว แม้แต่ความสัมพันธ์ระหว่าง “ป่อง” กับ “จาลอด” ในบางมิติ ก็วางฐานอยู่บนการเป็น “หุ้นส่วนธุรกิจ”)

นอกจอภาพยนตร์ “สิริพงศ์” คืออดีตว่าที่เลขาธิการพรรคชาติไทยพัฒนา ซึ่งเพิ่งย้ายมาสังกัดพรรคภูมิใจไทย เพื่อลงสนามเลือกตั้งต้นปีหน้า

บุคคลกลุ่มที่สองที่มาพร้อมกับอนาคตของ “จักรวาลไทบ้าน” คือ “ผี” และ “สัปเหร่อ”

ฉากท้ายสุดของหนังภาค 2.2 บ่งบอกว่าหมู่บ้านในภาพยนตร์แห่งนี้กำลังเคลื่อนคล้อยเข้าสู่สถานการณ์/ยุคสมัยที่มีสิ่งลี้ลับ อำนาจเหนือธรรมชาติ พิธีกรรม-ความเชื่อทางไสยศาสตร์ เป็นแกนกลาง

หมู่บ้านแห่งนี้จะต้องเผชิญหน้ากับ “ผี” และ “หมอผี” ซึ่งย้อนแย้งกับ “ความเป็นอีสานสมัยใหม่” อันเป็นแก่นแกนหลักของหนังสามภาคที่ผ่านมา

จักรวาลไทบ้าน

ข่าวบันเทิง

Bangkok Nites เข้าฉาย 17 มี.ค.นี้ – เปิดตัวโรงหนังทางเลือกแห่งใหม่ “ซิเนม่าโอเอซิส”

“กลางคืนที่บางกอก” เวอร์ชั่น 3 ชม. ได้ฤกษ์เข้าฉายที่บางกอก สกรีนนิ่ง รูม

 

Bangkok Nites (กลางคืนที่บางกอก) หรือในชื่อใหม่ “กรุงเทพราตรี” ผลงานภาพยนตร์โดย คัตสึยะ โทมิตะ ในเวอร์ชั่นความยาว 181 นาที จะลงโรงฉายเชิงพาณิชย์ในประเทศไทยระหว่างวันที่ 17 มีนาคม – 1 เมษายนนี้ ที่โรงภาพยนตร์บางกอก สกรีนนิ่ง รูม ย่านสีลม (หนังมีบทบรรยายภาษาไทยและอังกฤษ)

คลิกดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ https://bkksr.com/th/movies/bangkok-nites

ก่อนหน้านี้ ผู้กำกับภาพยนตร์ คือ โทมิตะ เคยเปิดเผยว่าเขาอาจจะต้องตัดหนังให้สั้นลง เพื่อรองรับกับรอบฉายของโรงหนังในเมืองไทย

หมายเหตุ คลิกอ่านบทความที่บล็อกคนมองหนังเขียนถึง Bangkok Nites (กลางคืนที่บางกอก/กรุงเทพราตรี) ได้ที่นี่

เปิดตัว “ซิเนม่าโอเอซิส” อีกหนึ่งโรงหนังทางเลือกของ กทม.

PT_WebBanner1130x378final-04

ได้ฤกษ์เปิดตัวแล้ว สำหรับอีกหนึ่งโรงภาพยนตร์อิสระในกรุงเทพฯ อย่าง “ซิเนม่าโอเอซิส” ซึ่งดำเนินการโดยสมานรัชฏ์ (อิ๋ง) กาญจนะวณิชย์ และ มานิต ศรีวานิชภูมิ

โดยโรงหนังแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ซอยสุขุมวิท 43 (ดูรายละเอียดที่ http://www.cinemaoasis.com/th/index/)

สำหรับโปรแกรมฉายหนังปฐมฤกษ์ของโรงภาพยนตร์แห่งนี้ มีชื่อว่า “เผ็ดกว่าผัดไทย” โดยจะนำภาพยนตร์ไทยจำนวน 6 เรื่องมาจัดฉาย (มีบทบรรยายภาษาอังกฤษทั้งหมด) ตั้งแต่วันที่ 17 มีนาคม เป็นต้นไป ได้แก่

28468717_2020080044873644_2974828664682576601_n

ทองปาน (ไพจง ไหลสกุล, สุรชัย จันทิมาธร และ ยุทธนา มุกดาสนิท), ธุดงควัตร (บุญส่ง นาคภู่), ป่า (พอล สปาเรีย), พลเมืองจูหลิง (ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ, มานิต ศรีวานิชภูมิ และ สมานรัชฏ์ กาญจนะวณิชย์), มูอัลลัฟ (ภาณุ อารี, ก้อง ฤทธิ์ดี และ กวีนิพนธ์ เกตประสิทธิ์) และ สวรรค์บ้านนา (อุรุพงษ์ รักษาสัตย์)

คนมองหนัง

บันทึกถึง “ไทบ้าน เดอะซีรีส์ 2.1”

หนึ่ง

ชอบที่หนังเปิดเรื่องและปิดเรื่องด้วยเหตุการณ์โศกนาฏกรรม (การเสียชีวิตของสมาชิกชุมชน/คนใกล้ชิดของกลุ่มตัวละครหลัก) โดยส่วนตัว รู้สึกว่านี่เป็นจุดที่ทำให้หนังเดินทางไปไกลจากภาคแรกพอสมควร คือ เหมือนเป็นการประกาศชัดๆ ว่า หนังในภาค 2.1 และ 2.2 จะเล่าเรื่องราวชีวิตของชาวบ้านอีสานร่วมสมัย ไม่ใช่แค่ถ่ายทอดความรัก-อาการอกหัก เจืออารมณ์โรแมนติก-แฟนตาซีของหนุ่มสาวชาวอีสานรุ่นใหม่เท่านั้น

สอง

จักรวาลไทบ้าน

สำหรับผม จุดเด่นสำคัญใน “ไทบ้านฯ 2.1” ซึ่งเห็นชัดเจนมากขึ้นกว่าภาคแรก ก็คือ การนำเสนอถึงภาวะที่ตำแหน่งแห่งที่เกือบทั้งหมดของผู้คนในชุมชน/หมู่บ้าน มัน “ไถล” ออกจากจุดเดิมๆ หรือความคาดหวัง-เข้าใจของคน (ดู) ส่วนใหญ่

ในภาคนี้ “ครูแก้ว” ครูสาวคนสวยในหนัง ไม่ได้ทำหน้าที่ครูสักเท่าไหร่ (ในหนังภาคแรก เรายังเห็นเธอทำงานที่โรงเรียน แต่ซีนทำนองนั้นไม่ปรากฏออกมาเลยในหนังภาคล่าสุด)

บทบาทหน้าที่สำคัญของครูแก้วได้เคลื่อนเปลี่ยนกลายมาเป็น “คู่นอน-คนรัก” ของไอ้หนุ่มไทบ้าน (จนโดนเด็กนักเรียน/น้องชายแฟน ไปจนถึงผู้ใหญ่บ้าน แซวเอาซ้ำแล้วซ้ำเล่า)

ส่วนพระบวชใหม่ เช่น “พระเซียง” ก็บอกชัดเจนว่าตัวเองไม่ได้มาบวชเพื่อนิพพาน หรือเพื่อเป้าประสงค์ในเชิงธรรมะ แต่เขาออกบวชเพื่อหลบหนีจากความรักที่ผิดหวัง (ซึ่งท้ายสุด ก็หนีไม่พ้น แถมสถานการณ์ยังย่ำแย่ลงกว่าเก่า)

นอกจากนี้ เรายังได้เห็นพระเซียงทำหน้าที่อะไรหลายๆ อย่างในเชิงตลกขบขัน (และในเชิงการค้าพาณิชย์เพื่อช่วยเพื่อน) โดยไม่ข้องเกี่ยวกับเรื่องราวทางศาสนาซักเท่าไหร่ (รวมถึงการตกเป็นเป้าที่ถูกแกล้ง/รังแก ทั้งจากคนบ้าและเด็กในชุมชน)

กระบวนการสตาร์ทอัพธุรกิจสโตร์ผักของ “ป่อง” ก็ส่งผลให้สถานภาพของอีลีทในชุมชนเคลื่อนจากจุดเดิมอีกเยอะแยะ

เขาทำให้ครูใหญ่กลายมาเป็นพาร์ทเนอร์ธุรกิจ หรือมีการชักชวนตำรวจ (และพ่อของอดีตกิ๊กเพื่อนสนิท รวมถึงเขยฝรั่งรุ่นใหญ่ในชุมชน) มาร่วมลงทุน

ที่เด็ดขาดสุด คือ การที่ป่องเปลี่ยนแปลงพื้นที่วัดให้กลายเป็น “เวิร์คกิ้งสเปซ” (จุดนี้ ตามความเห็นส่วนตัว นับเป็นการจัดการพื้นที่ที่ “ร้ายกาจ” กว่าไอ้แผนจัดแบ่งที่ดินและธุรกิจสโตร์ผักของเขาเสียด้วยซ้ำ)

เช่นเดียวกัน ภารโรงในหนังภาคที่แล้วอย่าง “จาลอด” ก็กลายมาเป็น “ผู้ช่วยนักธุรกิจ” ซึ่งเป็นหนึ่งในมุขฮาสุดของหนังภาคนี้ นี่คือ ตำแหน่ง/หน้าที่ที่บางครั้งก็มีประโยชน์ บางหนก็นำไปเบ่งได้ แต่หลายครั้งก็ไม่รู้ว่าจะมีไว้เพื่อทำอะไร แถมบางหน การดำรงอยู่ของจาลอด (และทรัพย์สมบัติของเขา เช่น มอเตอร์ไซค์) ก็กลายเป็นอุปสรรคขัดขวางความเจริญก้าวหน้าของแผนธุรกิจซะงั้น

นอกจากนี้ เรายังพบเห็นสถานะของตัวละครอีกหลายรายที่ “เคลื่อน” ออกนอกลู่ทาง การกลายเป็นคนบ้าของ “โรเบิร์ต” ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง

เขยอีสานอย่าง “เฮิร์บ” ก็เริ่มมีสถานภาพระหว่างอดีต-ปัจจุบัน เมืองนอก-เมืองไทย ที่คลุมเครือสับสน (หรือแม้แต่แค่อยากจะทำตัวเป็นพ่อ/ผัวที่ดี มันก็ยังถูกใช้ให้ไปทำนู่นนี่อย่างอื่น ทั้งส่งน้องเมียเข้าหอ หรือพาไอ้ป่อง-จาลอด ไปดูที่ดิน)

“ไอ้หนุ่มส่งพิซซ่า” ในหนัง ก็ไม่เคยทำหน้าที่ส่งพิซซ่าแต่อย่างใด

หากดูหนังด้วยวิธีการมองโลกแบบเดิมๆ เราอาจรู้สึกว่าตัวละครใน “ไทบ้านฯ 2.1” ช่างอยู่ผิดที่ผิดทางผิดฝาผิดตัวไปเสียหมด

แต่ถ้าลองปล่อยใจไปตามชีวิตของผู้คน และชีวิตของชุมชนภายในภาพยนตร์ ความผิดแผกทั้งหลายเหล่านั้น ก็อาจหมายถึงชีวิตคน-ชีวิตชุมชนที่ผันแปรเปลี่ยนแปลงไป จนยากจะประเมินหรือทำความเข้าใจจากกรอบคิดเดิมๆ

สาม

ไทบ้าน 3

ประเด็นเล็กๆ ที่โดยส่วนตัวรู้สึกว่า “จุกที่สุด” คือข้อขัดแย้งเรื่อง “ข้าวเหนียว-ข้าวเจ้า” ในครัวเรือนของจาลอด

นี่เป็นความขัดแย้งที่เกิดจากความเคยชินกับ “ข้าวเหนียว” ของยายและ “ไอ้มืด” น้องชายจาลอด กับการแวะเวียนเข้ามาใช้ชีวิตอยู่ในบ้านของ “ครูแก้ว” ซึ่งเป็นคนเมือง

จนสุดท้าย จาลอดต้องแสวงหาทางออกกลางๆ ประนีประนอม ด้วยการหุง “ข้าวเหนียว” กับ “ข้าวเจ้า” รวมกันซะเลย

แม้ความขัดแย้งข้อนี้จะยังไม่ได้ถูกขยายประเด็นออกไป แต่มันก็เหมือนจะไม่ได้ยุติหรือสงบลงอย่างสมบูรณ์ ด้วยวิธีการแก้ปัญหาข้างต้น

สี่

ไทบ้าน 4

ถ้าคิดต่อจากข้อ “สอง” และ “สาม” จะเห็นได้ว่า เมื่อ “ไทบ้าน เดอะซีรีส์” ดำเนินมาถึงภาค 2.1 คอนเซ็ปท์ “บ้าน-วัด-โรงเรียน” ที่หนังฉวยใช้มาตั้งแต่ภาค 1 นั้นยิ่งขยับตัวออกห่างจากคอนเซ็ปท์เดียวกันของภาครัฐมากขึ้นทุกที

“บ้าน” ในหนังภาคนี้ มีความขัดแย้งหลายๆ ระดับ ตั้งแต่พ่อกับลูก (ผู้ใหญ่บ้านกับป่อง) จนถึงพี่กับน้อง (จาลอดกับมืด) หรือคนในกับคนนอก ที่ปรากฏผ่านการหุงข้าว

ยังไม่นับว่า “บ้าน” คือ บ่อเกิดของโศกนาฏกรรม การปล่อยคนแก่ไว้คนเดียวในบ้านไม่ใช่เรื่องปลอดภัยหรือการช่วยรับประกันความสบายใจให้แก่ลูกหลาน เช่นเดียวกับการตั้งต้นชีวิตครอบครัวของหนุ่มสาวที่อาจไม่สวยสดงดงามเสมอไป

“วัด” ก็ไม่ได้เป็นเพียงแหล่งเผยแพร่คำสอนทางศาสนาหรือสถานที่ทำบุญ วัดกลายเป็นศูนย์รวมปัญหาต่างๆ นานา เมื่อคนมีปัญหาต่างหนีมาพึ่งวัด หรือถูกนำมาปล่อยวัด (ตั้งแต่พระเซียง ป่อง จนถึงโรเบิร์ต)

“โรงเรียน” ไม่ใช่สถานที่ของ “ครูใหญ่” (ซึ่งมาร่วมลงทุนในกิจการสโตร์ผัก) และ “ครูน้อย” ที่ขลุกอยู่กับจาลอดเป็นหลัก แต่โรงเรียนในหนังภาคนี้ กลายเป็นจุดก่อความรักแบบ puppy love ของไอ้มืดกับหัวหน้าห้องสาวสวย

สถานที่/พื้นที่อย่าง “บ้าน-วัด-โรงเรียน” ก็ไม่ต่างอะไรกับสถานภาพของผู้คนในชุมชน ที่ล้วนขยับขับเคลื่อนออกจากจุดเดิมๆ ซึ่งเคยอยู่เคยเป็น

อาจกล่าวได้ว่า “ไทบ้าน เดอะซีรีส์ 2.1” นำเสนอเรื่องราวว่าด้วย “หมู่บ้านอีสาน” หมู่บ้านที่ยังมีโครงสร้าง และมีสมาชิกชุมชนโลดแล่นอยู่ภายใน

แต่ “โครงสร้าง” ของสังคม และ “หน้าที่” ของผู้คนนั้น กลับถูกผลัก ถูกดัน ถูกบิด ถูกผัน จนไม่สามารถคงรูปลักษณ์-รูปแบบความสัมพันธ์ดั้งเดิมได้อีกต่อไป

ห้า

ไทบ้าน 5

มีเพื่อนนักดูหนังจำนวนหนึ่งพูดถึงหลายๆ ฉากในหนัง ที่อาจไม่ได้ส่งผลต่อโครงเรื่องรวมๆ ของภาพยนตร์ แต่มันกลับมีความดีงามโดยตัวของมันเอง ในแง่การจับภาพเศษเสี้ยววิถีชีวิตของชาวบ้านคนเล็กคนน้อย

ทั้งฉากต่างๆ ในบริเวณร้านเจ๊สวย ฉากว่าด้วยการดำเนินชีวิต/ความฝันส่วนตัวของเฮิร์บและจีนูน ฯลฯ

หรือในส่วนของผม ก็ชอบพวกฉากการออกไปเล่นของไอ้มืดกับแก๊งเพื่อนๆ เด็กผู้ชาย (การเป่าลูกดอกยิงปลา พอมาอยู่ร่วมกับการใช้สมาร์ทโฟน หรือความฝันเรื่องการซื้อมอเตอร์ไซค์แล้ว มันดูเข้าท่าดี) และฉากที่ที่นอนจาลอด-ครูแก้ว สกปรกมีแมลงสาบ (จนครูมีอาการคัน ต้องไปหาหมอปลาวาฬ)

ผมรู้สึกว่าไอ้ส่วนเสี้ยวเหตุการณ์ต่างๆ (ที่จบในตัว) ซึ่งถูกเรียงร้อยผูกมัดขยำรวมกันเป็น “ไทบ้านฯ 2.1” นั้น คือ ภาพสะท้อนที่ดีมากๆ ของวัฒนธรรมการชมยูทูบและวัฒนธรรมเสพข่าวออนไลน์แบบไทยๆ

หลายๆ เหตุการณ์ย่อยในหนัง มีเนื้อหา-อารมณ์ ที่ใกล้เคียงกับโครงเรื่องที่แลดูซ้ำซากจำเจ ซึ่งมักปรากฏในคลิปสไตล์ยูไลก์ คลิปเหตุการณ์/เอ็มวีหลายล้านวิวในยูทูบ ตลอดจนข่าวชาวบ้านแนวเว็บ/เพจข่าวสด

คลิป/ข่าวทั้งหลายนี้ มีชีวิตของชาวบ้านปรากฏอยู่ในหลากหลายแง่มุม เรื่องดีๆ งามๆ อาจมีไม่มากเท่าเหตุอาชญากรรมสะเทือนขวัญ เรื่องลามกจกเปรต เรื่องเล่นหัวเฮฮา เรื่องการใช้เวลาว่างอย่างไร้แก่นสาร (เพราะไม่รู้จะไปทำอะไรดี) หรือเรื่องความต้องการจะบริโภคสินค้าบางชนิด เพื่อก่อร่างสร้างตัวตนให้แก่ตัวเอง ฯลฯ

“ไทบ้าน เดอะซีรีส์ 2.1” คืออีกหนึ่งผลลัพธ์ของวัฒนธรรมแบบดังกล่าว วัฒนธรรมที่มีความหมาย ทรงพลัง และได้รับความนิยมจากมวลชนกลุ่มใหญ่ในระดับมหาศาล

ถ้าอยากเข้าใจสังคมไทยในภาพกว้าง ก็ควรจะต้องเข้าใจมวลชนกลุ่มนี้ และรู้สึกสนุก (ไม่มากก็น้อย) ไปกับวัฒนธรรมการเสพสื่อของพวกเขา

หรือแม้แต่ประเด็นการ “ไถล” ของสถานภาพดังที่กล่าวไปในช่วงต้น ผมก็เห็นว่ามันไม่ต่างอะไรกับบรรดาตัวละครในข่าวดราม่ากรณี “หวย 30 ล้าน” ที่ทุกคนมาปะทะกันผ่านการแย่งชิงหวยรางวัลที่หนึ่ง ด้วยสถานะคู่ขัดแย้ง-คนพูดจริง-คนพูดลวง ไม่ใช่ในสถานะของตำรวจ ครู แม่ค้าสลาก ฯลฯ ซักเท่าไหร่

หก

ปริม

ครูแก้ว

สำหรับตัวละครสาวๆ ในเรื่อง ผมชอบน้องปริม-ครูแก้ว-เจ๊สวย (คนหลังสุด รูปหายากจัง) ตามลำดับ

ส่วนจีนูน เกือบชอบแล้ว แต่กลัวไฝเธอ 555 ขณะที่น้องหัวหน้าห้อง ขอตามดูภาคหน้าอีกหน่อย แล้วค่อยตัดสินใจ

คนมองหนัง

บันทึกถึงหนังโคตรสนุก “ไทบ้าน เดอะซีรีส์”

“ไทบ้าน เดอะซีรีส์” (สุรศักดิ์ ป้องศร)

หนึ่ง นี่คือ “หนังสนุก” แน่ๆ แต่ผมไม่กล้าบอกว่ามันเป็น “หนังดี” สำหรับทุกคน (ซึ่งจะว่าไปแล้วก็ขึ้นอยู่กับรสนิยมและนิยามว่าด้วยภาพยนตร์ที่ดีของแต่ละคน)

เพราะถึงที่สุด หนังมีจุดบกพร่องตามรายทางเยอะพอสมควร เส้นเรื่องบางส่วนก็ไม่ค่อยเคลียร์ (เช่น คนดูจะไม่รู้ว่า “จาลอด” พระเอกของเรื่อง นั้นไปจีบสาวในหมู่บ้านชื่อ “แนน” ตอนไหน? เพราะตอนเปิดเรื่อง เหมือนบักลอดยังเหงา ยังจีบผู้หญิงไม่เป็น แต่อยู่ดีๆ แนนก็ชวนมันไปเที่ยวในเมือง และหึงหวงจาลอด ยามเมื่อมันไปหมายปองหญิงคนอื่นๆ)

นอกจากนี้ หลายๆ ซีนของ “ไทบ้าน เดอะซีรีส์” ก็เหมือนเป็นการเอามุขมาวางชนๆ กัน (ซึ่งตามรสนิยมส่วนตัว ผมชอบและรู้สึกสนุกตามไปด้วยมากๆ) แต่ในภาพรวม เราคงไม่สามารถป่าวประกาศได้เต็มปากเต็มคำว่าหนังเรื่องนี้เป็นภาพยนตร์ที่เลิศเลอเพอร์เฟ็คท์ ตามมาตรฐานหนังรางวัลอะไรทำนองนั้น

สอง องค์ประกอบแรกที่ผมชอบมากๆ คือ “หมู่บ้านอีสาน” ในหนัง ซึ่งถูกนำเสนอด้วยลักษณะที่ “แปลกดี”

กล่าวคือ หมู่บ้านดังกล่าวไม่ได้ปะทะสังสรรค์กับโลกภายนอกอย่างชัดเจนเสียทีเดียวในแง่กระบวนการ (ไม่มีตัวละครกรุงเทพฯ ที่ใช้ชีวิตแตกต่างจากชาวบ้านอย่างสิ้นเชิง ดุ่มเดินเข้ามาสร้างความแปลกแยกในหมู่บ้าน หรือไม่ได้มีแรงผลัก/อิทธิพลแรงๆ จากภายนอก ที่ระเบิดตูมขึ้นมา จนส่งผลให้ความสัมพันธ์/การดำเนินชีวิตของผู้คนในหมู่บ้านพลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังมือ)

ตรงกันข้าม แม้หนังจะมี “ตัวละครที่คล้ายจะแปลกแยก” หรือ “ตัวละครที่มาจากโลกภายนอก” แต่พวกเขากลับมีสถานะเป็นสมาชิกชุมชน ซึ่งสุดท้ายแล้ว สามารถใช้ชีวิตกลมกลืนกับชาวบ้านรายอื่นๆ เช่น ลูกชายผู้ใหญ่บ้านที่กลับมาจากการไปเรียนหนังสือในเมืองหลวง หรือมีชายฝรั่งประจำหมู่บ้าน ซึ่งพอหนังเริ่มเรื่องขึ้นมา หมอนี่ก็เป็นฝรั่งที่ใช้ชีวิตแบบเดียวกับคนในหมู่บ้านไปเรียบร้อยแล้ว จนเราไม่รู้ว่าเขาเข้ามาในหมู่บ้านได้อย่างไร? ต้องปรับตัวนานแค่ไหน?

สาม ไปๆ มาๆ “หมู่บ้านอีสาน” ใน “ไทบ้าน เดอะซีรีส์” จึงมีความเป็น “สังคมชนบท” ที่คล้ายจะดำรงอยู่ได้ด้วยตัวเองมากพอสมควร

และเราก็จะได้เห็นความสัมพันธ์แบบ “บ-ว-ร” บ้าน-วัด-โรงเรียน (แถมด้วยสถานีอนามัย) ภายในหนังเรื่องนี้ (แม้วัดจะมี “หน้าที่” เป็นเพียงพื้นที่ให้หนุ่มสาวได้จีบกันระหว่างพิธีกรรมเวียนเทียนก็ตาม)

หากมองเผินๆ “หมู่บ้าน” ในหนัง จึงคล้ายจะเป็น “ชุมชนอุดมคติในจินตนาการ” เชยๆ ไม่ต่างจากพวกหมู่บ้านในหนังสือเรียนภาษาไทย “มานี มานะ ปิติ ชูใจ”

อย่างไรก็ตาม “หมู่บ้าน” ใน “ไทบ้าน เดอะซีรีส์” ยังมีพลวัตในตัวเองมากพอสมควร ซึ่งก็คือการได้รับอิทธิพลมาจากวัฒนธรรมภายนอก (สังคมเมือง, โลกาภิวัตน์ ฯลฯ) นั่นแหละ เพียงแต่อย่างที่บอกไปแล้วว่าหนังไม่ได้พยายามฉายภาพกระบวนการ “คอนเน็คท์” ระหว่างหมู่บ้านกับโลกภายนอกให้คนดูได้เห็นอย่างชัดๆ

(นอกจากการแสดงให้เห็นว่า “ความเป็นเมือง” มันเริ่มเขยิบเข้ามาใกล้หมู่บ้านมากกว่าเดิม “เมือง” ที่ไม่ใช่ “กรุงเทพกรุงไทย” แต่เป็น “เมือง” ในภาคอีสานนี่แหละ)

ดังนั้น จู่ๆ “หมู่บ้าน” ที่เหมือนจะอยู่ได้ด้วยตัวเอง จึงมีการปรากฏขึ้นของ (เขย) ฝรั่ง, มีคนจำนวนไม่น้อยใช้สมาร์ทโฟนเป็นเครื่องมือสื่อสาร-กล้องถ่ายรูป-เกมกด, ที่นี่เข้าถึงเครื่องคอมพิวเตอร์และแท็บเล็ต, ชาวบ้านชาวช่องต่างรู้จักโซเชียลมีเดียอย่างเฟซบุ๊กและไลน์ ขณะที่ระบบเสียงตามสายก็ยังทรงอิทธิพลอยู่

คน (มีเงิน) ใน “หมู่บ้าน” แห่งนี้ สามารถสั่งซื้อสินค้าราคาเรือนแสนผ่านทางอินเตอร์เน็ตได้, สามารถสั่งพิซซ่าให้มาส่งถึงคันนาได้

และมีคนเปลี่ยนนาเป็นสนามไดรฟ์กอล์ฟ มีคนพยายามค้นหาวิธีการทำนาแบบใหม่ๆ รวมทั้งมีคนใฝ่ฝันอยากเปิด “เซเว่น-อีเลฟเว่น” ขึ้นในหมู่บ้าน

ดังนั้น น่าสนใจมากๆ ว่า ท่ามกลางปรากฏการณ์ของ “ความเปลี่ยนแปลง” นานัปการ ที่เราไม่ค่อยเห็น “แรงผลัก” จากโลกภายนอกอย่างเด่นชัดมากนัก

หนังเรื่องนี้อาจกำลังจะบอกผู้ชมว่า ต่อให้ไม่มีแรงผลักดันใดๆ จากข้างนอก สุดท้าย ภายในสังคมหมู่บ้านก็ต้องพยายามปรับเปลี่ยนตัวเองไปตามกระแสความเปลี่ยนแปลงของประเทศและโลกอยู่ดี

สี่ เส้นเรื่องหลักของ “ไทบ้าน เดอะซีรีส์” คือ ความรักของ “จาลอด”

จากความมึนงง สับสน ริลองรัก หัดมีแฟน

ท้ายสุด จาลอดก็เผชิญหน้ากับทางสองแพร่งที่เจ้าตัวต้องตัดสินใจเลือก ระหว่าง “ครูแก้ว” กับ “หมอปลาวาฬ”

ครูแก้ว

ในวัฒนธรรมหนัง-ละครไทย น่าจะมีไม่กี่ครั้ง ที่ตัวละครไอ้หนุ่มไทบ้าน จบม.6 ทำงานรับจ้างจิปาถะไม่เป็นหลักแหล่ง (ไม่ได้ปลอมตัวมา/ไม่ได้แกล้งยากจน) สามารถ “ใช้สิทธิ์เลือก” อะไรบางอย่างได้

แถมในกรณีนี้ “บักลอด” ของเรา ได้สิทธิ์ “เลือกคนรัก” ซึ่งล้วนเป็น “ตัวเลือกที่ดี” ทั้งคู่

ไม่ใช่แค่ทั้งครูแก้วและหมอปลาวาฬจะเป็นสาวสวย ขาว น่ารัก พวกเธอยังมีสถานะเหนือกว่าจาลอดแทบทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นสถานะทางเศรษฐกิจ, ระดับการศึกษา

ที่สำคัญ ขณะที่จาลอดเป็นชาวบ้านธรรมดา สองสาวกลับมีสถานะเป็น “ตัวแทนของรัฐส่วนกลาง” ซึ่งเข้ามาใช้อำนาจละมุนในท้องถิ่น ผ่านพื้นที่อย่าง “โรงเรียน” และ “สถานีอนามัย”

ยิ่งกว่านั้น ครูแก้วและหมอปลาวาฬยังมีอีกสถานะหนึ่งซึ่งน่าสนใจ

กล่าวคือ ทั้งสองสาวเป็น “คนเมือง” แต่ก็ไม่น่าจะใช่คนกรุงเทพฯ ออกจะเป็นพวกลูกหลานคนจีนตามหัวเมืองใหญ่แถบภาคอีสานมากกว่า (เพราะพวกเธอพอพูดอีสานได้บ้าง)

ความสัมพันธ์ระหว่างหมู่บ้านเล็กๆ ในหนัง กับรัฐส่วนกลางที่กรุงเทพกรุงไทย จึงไม่ได้เชื่อมโยงถึงกันอย่างตรงไปตรงมา แต่ต้องดำเนินผ่านสายสัมพันธ์สามเส้า ระหว่าง “หมู่บ้าน”, “คนกลาง” ซึ่งมีลักษณะเป็นกึ่งคนเมืองกึ่งคนท้องถิ่น และรัฐส่วนกลาง (ซึ่งต้องพึ่งพาทรัพยากรบุคคลของท้องถิ่น หรืออ่อนน้อมต่อภาษาท้องถิ่นอยู่พอสมควร)

หมอปลาวาฬ

ด้วยเหตุนี้ รักสามเส้าระหว่างจาลอดกับครูแก้วและหมอปลาวาฬ จึงมีความสำคัญสองแง่มุม

แง่มุมแรก คือ ชัยชนะใน “การได้สิทธิ์เลือก” ของไอ้หนุ่มไทบ้านคนหนึ่ง (รวมถึงชัยชนะเหนือ “นายตำรวจ” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งตัวแทนของภาครัฐ และมีฐานะเป็นแฟนเก่าของครูแก้ว)

แง่มุมที่สอง คือ การได้เผยคลี่ให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างท้องถิ่นกับตัวแทนของรัฐ ซึ่งมีสถานะก้ำกึ่งกำกวมระหว่างการเป็น “คนนอก” และ “คนใน”

ห้า ครูแก้ว ถือเป็นอีกหนึ่งตัวละคร “ครู” ที่น่าสนใจของวงการหนังไทยยุคหลัง

ครูแก้วก็คล้ายๆ กับตัวละครครูสาวสุดเซ็กซี่ในหนังเรื่อง “ป่า”

ที่ชีวิตส่วนตัวบางด้านของครูสาวเหล่านี้ มิได้ทำหน้าที่ประหนึ่ง “แม่พิมพ์” หรือ “แม่แบบ” อันวิเศษดีเลิศเหนือความเป็นมนุษย์ที่ต้องกิน ขี้ ปี้ นอน

ครูแก้วใน “ไทบ้าน เดอะซีรีส์” ยังไม่ต้องเข้าฉากเซ็กส์ร้อนแรงเหมือนครูสาวใน “ป่า”

แต่หนังเรื่องนี้ก็แสดงเห็นว่าครูแก้วนั้นย้ายออกมาใช้ชีวิตอยู่กินกับผู้ชายตั้งแต่ยังเรียนหนังสือไม่จบ (ก่อนจะไปเป็นครูฝึกสอนที่โรงเรียนประจำหมู่บ้านเสียอีก)

มิหนำซ้ำ พอไปอยู่หมู่บ้าน ครูแก้วก็มีสัมพันธ์ที่ค่อนข้าง “ฟรี” กับจาลอด ผู้เป็นภารโรงของโรงเรียน

ไทบ้าน โปสเตอร์

ในแง่นี้ ครูแก้วจึงเป็นมนุษย์/ผู้หญิงคนหนึ่ง ที่มีอารมณ์ ความรัก ความรู้สึก มีการตัดสินใจผิด/ถูก และมีความทะเยอทะยานใน “การเลือกเดินข้าม” กรอบเส้นแบ่งของจารีตประเพณีแบบเดิมๆ

เอาเข้าจริงแล้ว หมอปลาวาฬก็ต้องพัวพันกับเรื่องสามานย์สามัญ เหมือนๆ กับครูแก้ว

เพราะหน้าที่หลักของคุณหมอในหนัง กลับกลายเป็นการแจกถุงยางอนามัยให้หนุ่มๆ ในหมู่บ้าน หรือการไปสาธิตวิธีการใช้ถุงยางให้นักเรียนในโรงเรียนได้รับชม

รวมถึงการต้องตกเป็น “ตัวเลือก” ในสนามทดลองความรัก (หรือสำเร็จความใคร่) ของจาลอด

ด้านหนึ่ง ครูและหมออาจมีสถานะเป็นตัวแทนของอำนาจรัฐ

แต่อีกด้าน พวกเธอก็ไม่ได้ปลีกตนแยกขาดออกจากวิถีชีวิตของมนุษย์ธรรมดาปกติ (รวมทั้งเรื่องความรักหญิง-ชาย และเรื่องเพศ)

หก ตัวละครอีกรายที่ผมประทับใจสุดๆ ก็คือ “ป่อง” ลูกชายผู้ใหญ่บ้าน

แรกๆ ตัวละครตัวนี้มันมีแนวโน้มจะกลายเป็นพวก “ศรีทน” (ตัวละครเด็กหนุ่มชาวศรีสะเกษที่อยู่ในเพลงเด่นจากอัลบั้มชุดแรกของวงอะลาดิน)

คือเป็นพวก “อีลิท” ประจำหมู่บ้าน ที่พยายามทำตัวเป็นคนเมือง แต่กลวงเปล่า หากินไม่เป็น จมไม่ลง และคงล้มเหลวในท้ายที่สุด

แต่ไปๆ มาๆ ชะตาชีวิตของป่องกลับไม่ได้ล่มจมอย่างนั้น

ป่องอาจจะมีโมเมนต์ตีกอล์ฟกลางท้องนาอย่างไร้แก่นสาร หรือขี่รถยืนไฟฟ้าราคาเรือนแสนไปมาในหมู่บ้านอย่างเกือบๆ จะไร้จุดหมาย

ทว่า สุดท้าย มันก็ประสบความสำเร็จกับการทำนาโยน (จริงๆ หนังคลี่คลายปมปัญหาตรงจุดนี้ง่ายดายไปหน่อย)

ที่ตลกร้าย คือ ป่องไม่ได้ทำนาโยนด้วยมู้ดแอนด์โทนแบบโฆษณา “อีซูซุ” แต่มันเลือกเดินทางนี้ เพราะไม่สามารถ “เอาดี” กับการทำนาดำและนาหว่านได้

“นาโยน” สำหรับป่อง จึงเป็นเหมือนสิ่งช่วยเติมเต็มให้แก่ความปรารถนาที่ยังพร่องแหว่งและความสามารถในการทำนาแบบเดิมๆ ที่มีอยู่อย่างจำกัดจำเขี่ยไม่เพียงพอ

ที่ร้ายกาจกว่านั้น คือ ป่องเฉลิมฉลองความสำเร็จของตนเองด้วยงานเลี้ยงโต๊ะจีนพร้อมการแสดงจากวงดนตรีลูกทุ่งสุดฟู่ฟ่า ไม่ใช่การพอใจกับวิถีชีวิตสงบเงียบ ชิลล์ๆ ในชนบท

ป่องจึงเหมือนจะกลวงแต่ไม่ว่างเปล่าไร้กึ๋น การขี่รถยืนไฟฟ้าไปท้องนาของมันอาจดูเหมือนไม่มี “ฟังก์ชั่น” แต่ก็ดันมีประโยชน์อยู่บ้าง

ดังนั้น ความใฝ่ฝันที่จะเปิด “เซเว่น-อีเลฟเว่น” ประจำหมู่บ้านของมัน จึงไม่ใช่เรื่องเพ้อเจ้อ แต่มีความเป็นไปได้ (ที่ตลก คือ หนังแสดงให้เห็นว่าครูแก้วนั้นทำกับข้าวเองไม่เป็น แต่ใช้วิธีฝากเงินให้ชายขี่รถขายของประจำหมู่บ้าน ออกไปซื้ออาหารกล่องเซเว่นจากในเมือง แล้วนำกลับมามอบให้เธอ)

อีกข้อที่สำคัญ คือ เท่าที่เราได้รับชมหนังเรื่องนี้ ไอ้ป่องถือเป็นลูกหลานในหมู่บ้านเพียงรายเดียว ที่เคยมีประสบการณ์ไปใช้ชีวิตเรียนหนังสือในเมืองกรุง ก่อนจะกลับมาปักหลักที่บ้านเกิด พร้อมกับการ “อิมพอร์ต” องค์ความรู้หรือวัฒนธรรมการดำเนินชีวิตแบบใหม่ๆ เข้ามายังชุมชน

ป่อง 2

(จาลอดอาจพูดกับน้องชาย ถึงเรื่องเงินที่แม่ไปทำงานแล้วส่งมาให้ แต่หนังก็ไม่ได้บอกว่าแม่ของจาลอดออกไปทำงานที่ไหน และตัวตนของเธอในชุมชนก็ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่านั้น)

เจ็ด หลายคนอาจวิเคราะห์ “ไทบ้าน เดอะซีรีส์” รวมถึง “ผู้บ่าวไทบ้าน อีสานอินดี้” ในเรื่องความสำเร็จเชิงการตลาดแบบ “ป่าล้อมเมือง”

คือเป็นหนังทำรายได้ดีในภาคอีสาน ก่อนจะขยับเข้ามาฮิตในแถบกรุงเทพฯ และปริมณฑล (โดยมีคนอีสานพลัดถิ่นเป็นกลุ่มคนดูหลัก)

แต่ประเด็นที่ผมสนใจมากกว่า ก็คือ บรรดาหนังอีสานอินดี้ที่ประสบความสำเร็จเหล่านี้ ต่างพยายามถ่ายทอดเรื่องราวของสภาพสังคม/ชุมชนที่เปลี่ยนแปลงไป ผ่านการมี “อารมณ์ขัน” อย่างซื่อๆ และจริงใจ (“ไทบ้าน เดอะซีรีส์” นั้นถึงขั้นหัวเราะ/จีบ/ร้องไห้ใส่ตัวแทนอำนาจรัฐ ในรูปหญิงสาวสวยๆ กันเลยทีเดียว)

นี่เป็นโทนอารมณ์อันแตกต่างจาก “หนังท้องถิ่น” ของภูมิภาคอื่นๆ ที่เริ่มถูกผลิตออกมามากขึ้น เช่น ถ้าเป็นหนังจากภาคใต้ เรามักได้สัมผัสกับประเด็นรากเหง้า ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และจิตวิญญาณท้องถิ่นบางอย่าง ที่ถูกนำเสนออย่างจริงใจและ “จริงจัง”

ข้อสังเกตเบื้องต้นที่ผมมีจึงได้แก่ แม้อีสานจะเป็นภูมิภาคที่ต้องแบกรับความเจ็บปวด ถูกกระทำ ถูกเหยียดหยามมาตั้งแต่อดีต-ปัจจุบัน

แต่เวลาคนอีสานร่วมสมัยได้โอกาสทำหนังของตัวเอง ให้คนกันเองได้รับชม พวกเขากลับเลือกจะเยียวยาบาดแผลเหล่านั้นด้วย “เสียงหัวเราะ”

(ซึ่งถ้ามองโลกในแง่ร้าย ก็อาจมองได้ว่านั่นคือการหลบหนีออกจากความจริง หรือเป็นการยอมรับยอมเล่นบทบาท “ตัวตลก” ที่พวกคนกรุงเทพกรุงไทยเขาชอบมอบ/แปะยี่ห้อให้คนอีสานอยู่แล้ว)

แปด ผมตีตั๋วเข้าไปดู “ไทบ้าน เดอะซีรีส์” ที่โรงภาพยนตร์ในห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลปิ่นเกล้า รอบสามทุ่มห้าสิบ วันเสาร์

ในเวลาฉายที่ค่อนข้างดึก แถมโรงที่ฉายก็เป็นโรงขนาดเล็ก แต่คนดูกลับมีจำนวนเยอะทีเดียว (คือเกินครึ่งโรง)

ที่สำคัญ ร้อยละ 95 (ได้มั้ง?) เป็นคนอีสาน ที่นั่งพูดคุย หัวเราะ เฮฮา กับมุขตลกและบทสนทนาต่างๆ ภายในหนังกันอย่างคึกคักครึกโครม

แถมบ่อยครั้ง เป็นการหัวเราะนำหน้าหนังไปเลยด้วยซ้ำ กระทั่ง ผม คนกรุงเทพฯ ที่หลงเข้าไปอยู่ในโรงภาพยนตร์ อดหัวเราะตามไปด้วยไม่ได้

เพราะเนื้อหาหนังที่สนุกแบบบ้านๆ (หนังไทยเรื่องสุดท้ายที่ทำได้สนุกมากๆ ในแนวทางใกล้เคียงกัน ตามความเห็นของผม ก็คือ “สวัสดีบ้านนอก” ของ “ปื๊ด ธนิตย์ จิตนุกูล” เมื่อปี 2542) แถมด้วยบรรยากาศรื่นเริงภายในโรงภาพยนตร์

“ไทบ้าน เดอะซีรีส์” จึงถือเป็นหนังไทยที่ทำให้ผมปล่อยเสียงหัวเราะออกมาได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยมากที่สุดเรื่องหนึ่งในรอบหลายปีหลัง

ข่าวบันเทิง

ชมหนังสั้น “คืนหนึ่งในปี ค.ศ.1940” โปรเจ็คท์ก่อนภาพยนตร์เรื่องยาว “สองคอน”

“คืนหนึ่งในปี ค.ศ.1940” เป็นภาพยนตร์ขนาดสั้นซึ่งอิงเนื้อหาจากโครงการภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่อง “สองคอน” (MARTYRS)

หนังสั้นเรื่องนี้ถูกถ่ายทำขึ้นเพื่อให้เห็น Mood and Tone โดยรวมของโครงการภาพยนตร์ขนาดยาวดังกล่าว

หนังเล่าเรื่องราวเล็กๆ ก่อนเหตุการณ์การสละชีวิตของ “มรณสักขีแห่งสองคอน” ดังนี้

คืนหนึ่งในเดือนธันวาคม ค.ศ.1940 ณ หมู่บ้านสองคอน เด็กหญิงคนหนึ่งไข้ขึ้นสูง พ่อของเธอไปตามซิสเตอร์มาช่วยดูอาการ ในขณะที่บาทหลวงชาวฝรั่งเศส ผู้เคยให้การรักษาชาวบ้านที่ป่วยด้วยโรคต่างๆ ถูกขับไล่ออกจากประเทศไทยแล้ว และครูคำสอนก็ถูกกักบริเวณ ชาวบ้านตกอยู่ในความหวาดกลัวภายใต้กฏอัยการศึกระหว่างกรณีพิพาทอินโดจีน การสวดภาวนาและดูแลศรัทธาชาวบ้านจึงต้องทำกันอย่างลับๆ ล่อๆ

หนังเรื่องนี้กำกับ/เขียนบท โดย ตรรกวิทย์ ทิพย์ทอง และกำกับภาพโดย ธีระวัฒน์ รุจินธรรม

น่าสนใจว่าหนังยังได้นักแสดงยอดฝีมือของวงการมาร่วมงานมากมาย ทั้งนักแสดงที่โด่งดังจากจอทีวีอย่าง “อริศรา วงษ์ชาลี” ศิลปินรางวัลศิลปาธรสาขาศิลปะการแสดง “จารุนันท์ พันธชาติ” ผู้เชี่ยวชาญด้านการบำบัดจิตด้วยการเคลื่อนไหว “ดุจดาว วัฒนปกรณ์” และผู้กำกับ-นักแสดง “บุญส่ง นาคภู่”

สำหรับตรรกวิทย์ ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ เกิดในครอบครัวที่พ่อนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิค ส่วนทางบ้านแม่นับถือศาสนาพุทธ ที่จังหวัดสกลนคร

ในวัย 13 ปี เขาเคยได้เรียนรู้พิธีกรรมและใช้ชีวิตแบบคริสตชนในบ้านเณรเล็ก คณะพระมหาไถ่ ศรีราชา

ตรรกวิทย์จบการศึกษาคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี และเริ่มต้นทำงานที่บริษัทจิวเวอรี่แห่งหนึ่งในพัทยา ก่อนจะลาออกและเข้ารับการอบรมในคอร์ส “กระบวนการสร้างภาพยนตร์รุ่นที่ 2” จัดโดยสมาคมฝรั่งเศส มี “นนทรีย์ นิมิบุตร” เป็นผู้อำนวยการโครงการ หลังจากนั้น เขาจึงได้ทำงานในกองถ่ายภาพยนตร์ไทยและเทศตลอดมา

นอกจากช่วยงานนนทรีย์แล้ว เขายังเคยมีประสบการณ์ในกองถ่ายหนังไทยและต่างชาติอีกหลายเรื่อง อาทิ “ก้านคอกัด” “นางฟ้า” “มนต์เลิฟสิบหมื่น” และ “Only God Forgives” เป็นต้น

ตรรกวิทย์เขียน “แถลงการณ์ผู้กำกับ” เผยแพร่ในเพจเฟซบุ๊กทางการของหนังเรื่อง สองคอน เอาไว้ว่า

อิทธิพลของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิคในยุคหลังล่าอาณานิคมได้มีบทบาทสำคัญต่อชีวิตผู้คนมากมายในภาคอีสานของประเทศไทย จากความเชื่อเรื่องผีสางหรือการนับถือภูตผี ทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งของชาวบ้าน เช่น การกล่าวหาบุคคลอื่นว่าเป็นปอบ ปัญหานี้ได้นำพาบาทหลวงชาวฝรั่งเศสเข้ามาเผยแพร่ศาสนาคริสต์ นอกจากการเข้ามาเพื่อให้ชาวบ้านรู้สึกสบายใจว่า พระเจ้าได้ทำให้ตนปลอดภัยจากภูตผีแล้ว มิชชันนารีเหล่านี้ยังได้นำการศึกษา ความรู้ด้านอนามัย และระบบการเมืองการปกครองตามแนวคิดแบบตะวันตก มาปลูกฝังสั่งสอนให้ชาวอีสานอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งทำให้ชาวอีสานบางกลุ่ม มีขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมที่แตกต่างออกไปจากรูปแบบเดิม

สองคอน คือภาพยนตร์ที่แสดงให้เห็นถึงประวัติศาสตร์ความขัดแย้งทางด้านความเชื่อ ระหว่างความเชื่อแบบอนุรักษ์นิยมตะวันตกที่ได้รับอิทธิพลมาจากศาสนาคริสต์ กับความเชื่อแนวชาตินิยมแบบรวมศูนย์ซึ่งก่อร่างสร้างขึ้นมาเพื่อเจตนาให้ประชากรในประเทศก้าวทันสังคมโลก จนเกิดเป็นการทัดทานทางอำนาจการเมืองอย่างรุนแรงภายในหมู่บ้าน ในระหว่างวิกฤตการณ์กรณีพิพาทของไทยและฝรั่งเศส การแบ่งแยกผู้คนโดยอาศัยความเป็นอื่นของศาสนา การยัดเยียดข้อกล่าวหาว่าเป็นกบฏเพื่อกำจัดคนที่ตนไม่สามารถควบคุมได้ด้วยวิธีการที่ไม่ต่างอะไรจากการกล่าวหาเขาว่าเป็นปอบ เพื่อจะได้ไล่เขาออกจากหมู่บ้าน การพยายามเปลี่ยนศรัทธาของมนุษย์ อันเป็นการไม่เคารพต่อสิทธิและเสรีภาพทางความคิด ซึ่งเป็นสิทธิ์ชอบธรรมพื้นฐานที่มนุษย์แต่ละคนพึงมี ผู้กำกับหวังเป็นอย่างยิ่งว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะพาเราไปสำรวจประวัติศาสตร์ และได้เรียนรู้อดีตจากเหตุการณ์นี้ไปด้วยกัน

อ่านข่าวคราวก่อนหน้านี้เกี่ยวกับโครงการภาพยนตร์ “สองคอน” ได้ที่นี่

ข่าวบันเทิง

โปรเจ็คท์ภาพยนตร์น่าสนใจ “สองคอน”

“สองคอน” คือโครงการภาพยนตร์อิสระของ “ตรรกวิทย์ ทิพย์ทอง” ซึ่งยังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาบทและหาทุนสร้าง

โดยทีมงานวางกำหนดการไว้คร่าวๆ ว่าจะถ่ายทำหนังเรื่องนี้ในช่วงเดือนธันวาคม 2560 – กุมภาพันธ์ 2561 และออกฉายปลายปี 2561

songkorn-2

หนังจะถ่ายทอดเหตุการณ์ประวัติศาสตร์เมื่อปี 2483 ขณะที่ประเทศไทยเกิดกรณีพิพาทอินโดจีนกับฝรั่งเศสเรื่องดินแดนในลุ่มแม่น้ำโขง นายลือและพรรคพวก เดินทางมายังหมู่บ้านคาทอลิกแห่งหนึ่งซึ่งมีชื่อว่า “สองคอน” ตั้งอยู่ในจังหวัดมุกดาหาร (ปัจจุบัน) พร้อมกับคำสั่งให้มาขับไล่บาทหลวงชาวฝรั่งเศสที่ดูแลวัดและชาวบ้านในขณะนั้น

หน้าที่ผู้นำความเชื่อของชาวบ้านจึงตกมาเป็นของ “ครูคำสอน” “นายสีฟอง” และซิสเตอร์ชาวไทย 2 คน คือ “ซิสเตอร์อักแนส พิลา” และ “ซิสเตอร์ลูซีอา คำบาง” บรรยากาศภายในหมู่บ้านเริ่มตึงเครียด เมื่อนายลือออกคำสั่งให้ทุกบ้านเลิกสวดภาวนา และกล่าวหาว่าครูสีฟองว่าเป็นสายลับฝรั่งเศส

songkorn-3

ต้นเดือนธันวาคม ครูสีฟองได้รับจดหมายฉบับหนึ่ง ระบุว่ามาจากนายอำเภอมุกดาหาร ต้องการเรียกพบครูสีฟองเพื่อให้รายงานสถานการณ์อย่างเร่งด่วน ชาวบ้านตั้งข้อสงสัยว่าอาจเป็นจดหมายลวง เพราะนายลือกำลังหาทางกำจัดเขา จึงเตือนให้ครูสีฟองระวังตัว แต่ครูสีฟองยังยืนกรานจะไปพบนายอำเภอ เพื่อสอบถามเรื่องข้อบังคับในการเปลี่ยนศาสนา และแล้วระหว่างเดินทางอยู่ในป่า ครูสีฟองก็ถูกนายลือยิงเสียชีวิต

ข่าวการตายของครูสีฟองสร้างความหวาดกลัวให้ชาวบ้านอย่างหนัก ซิสเตอร์ถูกเพ็งเล็งว่าอาจเป็นสายลับฝรั่งเศส และถูกกดดันให้ถอดเครื่องแบบนักบวช อันเป็นสัญลักษณ์ของศาสนาคริสต์ ศาสนาของชาวฝรั่งเศส ความขัดแย้งทวีความซับซ้อนและรุนแรงยิ่งขึ้น จนในที่สุด ซิสเตอร์ตัดสินใจรวบรวมสตรีและเยาวชนกลุ่มหนึ่ง แสดงเจตนารมณ์อันบริสุทธิ์ในความเชื่อที่เธอมีต่อพระเจ้า ด้วยการยอมถูกยิงตาย

1940

ระหว่างนี้ ทางทีมงานได้ลองถ่ายทำทีเซอร์ของหนัง รวมทั้งได้จัดทำภาพยนตร์สั้นความยาว 5 นาที เรื่อง “คืนหนึ่งในปี ค.ศ.1940” ออกมาเพื่อสื่อให้เห็นถึงมู้ดแอนด์โทนโดยรวมของโปรเจ็คท์ภาพยนตร์เรื่องยาว

โดยทีเซอร์ได้เผยแพร่ผ่านทางออนไลน์แล้วในวันที่ 22 ก.พ. ก่อนที่จะมีการเผยแพร่หนังสั้นในวันที่ 24 ก.พ. ต่อไป

ติดตามอ่านข้อมูลความคืบหน้าของโครงการภาพยนตร์น่าสนใจเรื่องนี้ได้ที่ สองคอน

ข่าวบันเทิง

“ดาวคะนอง-Pop Aye” ได้ไปร็อตเตอร์ดัม “หงา” รับบท “จิตร ภูมิศักดิ์” ใน “กลางคืนที่บางกอก”

“ดาวคะนอง-Pop Aye” ไปร็อตเตอร์ดัม

ประกาศออกมาแล้วสำหรับรายชื่อหนังที่ถูกคัดเลือกเข้าฉายในเทศกาลภาพยนตร์ร็อตเตอร์ดัม ที่จะจัดขึ้น ณ ประเทศเนเธอร์แลนด์ ระหว่างช่วงปลายเดือนมกราคมถึงต้นกุมภาพันธ์นี้

%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%84%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%87

ในส่วนของหนังไทย “ดาวคะนอง” ผลงานการกำกับของ “อโนชา สุวิชากรพงศ์” ถูกคัดเลือกเข้าฉายในสาย Bright Future ซึ่งเป็นพื้นที่แสดงผลงานของคนทำหนังรุ่นใหม่ ผู้มีสไตล์และมุมมองเฉพาะเป็นของตนเอง

ทั้งนี้ “เจ้านกกระจอก” หนังยาวเรื่องแรกของอโนชา เคยคว้ารางวัลใหญ่ “ไทเกอร์ อวอร์ด” จากเทศกาลภาพยนตร์ร็อตเตอร์ดัมมาแล้ว เมื่อ ค.ศ.2010

pop-aye-poster

ขณะที่ “Pop Aye” หนังโร้ดมูฟวี่ช้างไทย โดยผู้กำกับสิงคโปร์ “เคอร์สเทน ตัน” ซึ่งกำลังจะเปิดตัวรอบเวิลด์พรีเมียร์ที่ซันแดนซ์ จะได้เข้าฉายในสาย Voices

โดยหนังยังได้เข้าชิงรางวัล “วีพีอาร์โอ บิ๊ก สกรีน อวอร์ด” ที่มีคณะกรรมการตัดสินรางวัลประกอบไปด้วยกลุ่มคนรักหนังและแฟนพันธุ์แท้ของเทศกาล ซึ่งจะมาร่วมกันคัดเลือกภาพยนตร์หนึ่งเรื่องที่พวกเขาเห็นว่าควรนำไปเผยแพร่ให้บรรดาคอหนังอาร์ตเฮาส์ชาวดัทช์ได้รับชม

มาแล้วโปสเตอร์-หนังตัวอย่าง-ความคืบหน้าของ “Bangkok Nites”

 

“Bangkok Nites” หรือ “กลางคืนที่บางกอก” หนังที่ถ่ายทำในไทยของผู้กำกับญี่ปุ่น “คัตสึยะ โทมิตะ” ซึ่งตระเวนฉายตามเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติตั้งแต่ปีก่อน ได้ฤกษ์เปิดตัวโปสเตอร์และหนังตัวอย่างออกมาแล้ว

%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%81-1

“กลางคืนที่บางกอก” จะเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ของสาวไทยผู้ประกอบอาชีพขายบริการย่านถนนธนิยะ กับชายชาวญี่ปุ่น ทั้งคู่เดินทางไปยังบ้านเกิดของฝ่ายหญิงที่ภาคอีสาน ก่อนที่ฝ่ายชายจะได้พบกับบาดแผลความทรงจำและตำนานเรื่องเล่าต่างๆ อาทิ ผีจิตร ภูมิศักดิ์, พญานาค และซากประวัติศาสตร์สงครามลับในลาว

%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%81-2

ประเด็นหนึ่งที่หลายคนจับตากัน ก็คือ ใครจะมารับบทเป็น “จิตร ภูมิศักดิ์” ในหนังเรื่องนี้ ซึ่งในนิตยสารไบโอสโคปฉบับเดือนกันยายน 2559 ได้ระบุเอาไว้ว่า ผู้จะมารับบทเป็นจิตรใน “กลางคืนที่บางกอก” ก็คือ “สุรชัย จันทิมาธร” หรือ “หงา คาราวาน” นั่นเอง (http://movie.mthai.com/bioscope/206324.html)

%e0%b8%ab%e0%b8%87%e0%b8%b2

คนมองหนัง

“สิ้นเมษาฝนตกมาปรอยปรอย” บน VOD (ย้อนอ่านบทวิจารณ์หนังเรื่องนี้ควบ “แม่โขง โฮเต็ล”)

“สิ้นเมษาฝนตกมาปรอยปรอย” ภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกของวิชชานนท์ สมอุ่มจารย์ ซึ่งออกฉายต้้งแต่เมื่อ 4 ปีก่อน จะถูกเผยแพร่ผ่านแพลทฟอร์ม VOD ในเว็บไซต์ www.watchod.com จนถึงวันที่ 25 มิถุนายน ค.ศ.2021 (รวมเป็นเวลาทั้งสิ้น 5 ปี)

บล็อกคนมองหนัง จึงขออนุญาตรื้อบทความที่เคยเขียนถึงหนังเรื่องนี้คู่กับ “แม่โขง โฮเต็ล” ของอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล เมื่อปลายปี 2555 มาเผยแพร่อีกครั้ง

เชิญอ่าน

“สิ้นเมษาฝนตกมาปรอยปรอย” และ “แม่โขง โฮเต็ล” : หนังอีสานอิสระในระยะเปลี่ยนผ่าน

(มติชนสุดสัปดาห์ 9-15 พฤศจิกายน 2555)

“สิ้นเมษาฝนตกมาปรอยปรอย” เป็นหนังยาวเรื่องแรกของ วิชชานนท์ สมอุ่มจารย์ ผู้กำกับฯ ซึ่งเคยมีประสบการณ์ทำหนังสั้นมาหลายเรื่อง

ขณะที่ “แม่โขง โฮเต็ล” เป็นผลงานความยาว 61 นาที ของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล เจ้าของรางวัลปาล์มทองคำจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์

หนังไทยอิสระทั้งสองเรื่องนี้กำลังเดินทางไปฉายโชว์/ประกวดตามเทศกาลภาพยนตร์ต่างๆ ในหลายประเทศทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม ผลงานของวิชชานนท์และอภิชาติพงศ์ดูคล้ายจะมี “จุดร่วม” กันมากกว่านั้น

%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%a9%e0%b8%b2-%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3

“สิ้นเมษาฯ” บอกเล่าเรื่องราวซ้อนทับสลับไปมาระหว่าง “เรื่องจริง” หรือสารคดีอัตชีวประวัติของผู้กำกับฯ และครอบครัว กับ “เรื่องแต่ง” ที่ถูกสร้างขึ้น

แม้พรมแดนระหว่าง “เรื่องจริง” กับ “เรื่องแต่ง” ในหนังของวิชชานนท์ จะไม่ได้กลมกลืนแนบสนิทเป็นเนื้อเดียวกัน

แต่ “เรื่องเล่า” ทั้งสองลักษณะก็มิได้ถูกแบ่งแยกออกจากกันโดยเด็ดขาด หากถูกนำมาจัดวางให้ดำรงอยู่เคียงคู่กัน กระทั่งหนังอาจบกพร่องความสมบูรณ์ลงอย่างมีนัยยะสำคัญ ถ้า “เรื่องเล่า” แบบใดแบบหนึ่งปลาสนาการไป

“เรื่องจริง-เรื่องแต่ง” ที่ผสมผสานกันใน “สิ้นเมษาฯ” เล่าเรื่องราวของคนหนุ่มเชื้อสายอีสาน ลูกชายผู้อำนวยการโรงเรียน (ผู้ทำกิจการคอกม้าแข่งเป็นงานอดิเรก) ซึ่งเดินทางมาศึกษาต่อและทำงานใน กทม. เมื่อประสบอุปสรรคกับการเรียน/การทำงานในเมืองหลวง ชายหนุ่มจึงตัดสินใจเดินทางกลับไปพักใจ/ถ่ายทำหนังส่วนตัวที่บ้านเกิด จังหวัดขอนแก่น

แล้วทั้งความทรงจำจากอดีตและวิถีชีวิตในปัจจุบันก็พรั่งพรูท่วมทะลักออกมาปนเปกัน ผ่านการไปร่วมงานแต่งงานของแฟนเก่า, การมีเพศสัมพันธ์นอกสมรสกับเพื่อนสาวรุ่นพี่ที่มีครอบครัวแล้ว, ความรู้สึก “บาดแผล” ระหว่างพ่อกับลูก, เรื่องเล่าของบ้านเก่าที่ถูกไฟไหม้, ตำนานปรัมปราท้องถิ่นเกี่ยวกับแม่น้ำชี

เรื่อยมาจนถึงเหตุการณ์นองเลือดเมื่อปี 2553 ที่ปรากฏอยู่ในจอโทรทัศน์

จากความกำกวมระหว่าง “เรื่องจริง” กับ “เรื่องแต่ง” พรมแดนของ “สิ้นเมษาฯ” ค่อยๆ ถูกขยายขอบเขตไปพูดถึงประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างเรื่อง “ส่วนตัว” กับ “ส่วนรวม” หรือชะตาชีวิตของปัจเจกบุคคลที่ไปสอดคล้องต้องตรงกับชะตากรรมของประเทศชาติ

องค์ประกอบน่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ วิชชานนท์เล่าเรื่องราวทั้งหมดผ่านมุมมองและวิถีชีวิตของปัจเจกบุคคลชาวอีสานร่วมสมัย ซึ่งไม่ใช่คน “โง่-จน-เจ็บ” หรือ “ตัวตลก” ที่ไหน

อย่างไรก็ดี คนอีสานในหนังเรื่องนี้ก็มิได้เป็นแรงงานพลัดถิ่นในธุรกิจภาคอุตสาหกรรมหรือภาคบริการที่อพยพเข้ามาเผชิญโชคในเมืองหลวง, เขามิใช่ “ชาวบ้านชนบทผู้เรียนรู้โลกกว้าง” จากการเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปขายแรงงานที่ต่างแดน

นอกจากนี้ เขายังไม่ได้เป็นหนึ่งในมวลมหาประชาชนคนเสื้อแดงจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งเคลื่อนพลเข้ามาเรียกร้องประชาธิปไตยถึงใจกลางกรุงเทพมหานคร

ตรงกันข้าม ปัจเจกบุคคลชาวอีสานใน “สิ้นเมษาฯ” เป็นคนชั้นกลางอยู่บ้านทาวน์เฮ้าส์ มีพ่อเป็นข้าราชการระดับกลาง เขาพูดภาษาไทยกรุงเทพฯ กับสมาชิกในครอบครัว (แต่เว้าลาวกับเพื่อน) เขามีโอกาสมากพอที่จะเข้าถึงการศึกษาระดับสูง (คือ เริ่มเรียนปริญญาตรีที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ ก่อนจะลาออกมาเรียนทำภาพยนตร์)

เขามีคนรักลับๆ ผู้อ่านหนังสือของ อัลแบร์ กามูส์ แต่เธอก็ไปร้องคาราโอเกะเพลงสาวดำรำพันของ เจเน็ท เขียว พร้อมๆ กับที่ชื่นชอบเพลงของคิดแนปเปอร์ส วงดนตรีแนวอิเล็กทรอนิกส์ป๊อปในยุคอัลเทอร์เนทีฟเบ่งบานปลายทศวรรษ 2530

ตัวละครนำของ “สิ้นเมษาฯ” ไม่ได้กระตือรือร้นในทางการเมือง เขาเดินสวนทางกับเพื่อนร่วมภูมิภาคจำนวนมาก เพื่อจะมานอนดูข่าวทีวีแบบกึ่งหลับกึ่งตื่น ณ บ้านเกิด ขณะที่เพื่อนชาวอีสานเหล่านั้นกำลังถูกปราบปรามโดยเจ้าหน้าที่รัฐในกรุงเทพฯ

ทว่าถึงที่สุดแล้ว “ประวัติศาสตร์บาดแผล” ในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 ก็มิได้สาบสูญหายไปอย่างไร้ร่องรอยจากชีวิตและความทรงจำส่วนบุคคลของคนหนุ่มชาวอีสานในหนัง

หากร่องรอยบาดแผลทางการเมืองดังกล่าวได้ปรากฏขึ้นอย่างรางๆ ผ่านความเห็นของตัวละครซึ่งรู้สึกว่าดีแล้ว ที่ตนเองไม่ได้เป็นทหารเหมือนกับที่เคยใฝ่ฝันเอาไว้ในตอนเด็ก

ตลอดจนภาพสี่แยกคอกวัวและสี่แยกราชประสงค์ซึ่งถูก “ชำระล้าง” ให้กลับคืนสู่สภาพปกติในตอนจบของภาพยนตร์ ยามเมื่อคนหนุ่มอีสานรายนี้เดินทางหวนคืนสู่ กทม. อีกครั้งหนึ่ง

%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%82%e0%b8%82%e0%b8%87

“แม่โขง โฮเต็ล” มีโครงสร้างที่คล้ายคลึงกับ “สิ้นเมษาฯ” เป็นอย่างยิ่ง หนังเล่าเรื่องราวซ้อนทับระหว่าง “เรื่องแต่ง” กับ “เรื่องจริง” หรือสารคดีเบื้องหลังการถ่ายทำภาพยนตร์ที่ถูกสร้างขึ้นจาก “เรื่องแต่ง” ประเภทแรก

(อภิชาติพงศ์ถือเป็นผู้แผ้วถางวิธีวิทยาในการทำหนังแนว “กึ่งเรื่องแต่งกึ่งสารคดี” เช่นนี้ มาตั้งแต่ครั้งที่เขาลงมือสร้างภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกของตนเอง คือ “ดอกฟ้าในมือมาร” เมื่อปี พ.ศ.2543)

“เรื่องเล่า” ทั้งสองลักษณะกลืนกลายเข้าหากันจนแทบไร้รอยตะเข็บ กระทั่งคนดูไม่สามารถแบ่งแยกได้ง่ายๆ ว่าเนื้อหาส่วนใดคือ “เรื่องแต่ง” หรือ “เรื่องจริง”

หนังเรื่องนี้ถือเป็นงานของอภิชาติพงศ์ที่ดูได้แบบผ่อนคลาย เหมือนผู้ชมกำลังนั่งสังเกตการณ์การเดินทางมาพักผ่อนในโรงแรมริมแม่น้ำโขงของผู้กำกับฯ ชื่อดัง ตลอดจนทีมงานถ่ายทำภาพยนตร์และกลุ่มนักแสดงขาประจำของเขา

หนังบอกเล่าเรื่องราวของกองถ่ายภาพยนตร์แนว “ผีปอบ” อันเป็นความเชื่อท้องถิ่นในภาคอีสาน, เรื่องเล่าเกี่ยวกับผีปอบแม่ที่กินตับไตไส้พุงของลูกและคนรักของลูก (หรือส่งมอบ “ความเป็นปอบ” ให้แก่คนรุ่นหลัง), ความเชื่อเรื่องชาติภพ, การสนทนาว่าด้วยประเด็นที่สามัญชนสามารถพูดคุยกันได้อย่างคล่องปากในวิถีชีวิตประจำวันของพวกเขาและเธอ แต่ประเด็นเช่นนั้นกลับถูกนำเสนอออกสู่พื้นที่สาธารณะได้อย่างยากลำบาก

รวมทั้งสถานการณ์น้ำท่วม กทม. ปี 2554 ซึ่งบรรดาตัวละครในภาพยนตร์ได้รับรู้ผ่านทางข่าวโทรทัศน์

“เรื่องเล่า” หลากหลายเหล่านั้น ถูกเชื่อมโยงเข้ากับความทรงจำทางการเมืองในช่วงสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัฐไทยกับพรรคคอมมิวนิสต์ ท่ามกลางบริบทสงครามเย็น โดยมีเสียง “เพลงศักดิ์สิทธิ์-ปลุกใจ” ในยุคสมัยดังกล่าว ซึ่งอภิชาติพงศ์นำมาบิดพลิ้วท่วงทำนองให้กลายเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ของตนเองได้อย่างร้ายกาจ ทรงพลัง ชวนขบคิดตีความ และไม่ต้องอ้างอิงแหล่งที่มาดั้งเดิม ทำหน้าที่เป็นแกนกลางในการร้อยเรียงปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดเข้าด้วยกัน

ประวัติศาสตร์ความทรงจำเรื่องสงครามประชาชน อันเป็นมรดกตกทอดมาจาก “ลุงบุญมีระลึกชาติ” จึงยังกรุ่นกำจายอยู่อย่างเข้มข้นในผลงานชิ้นใหม่ของคนไทยรายแรกที่คว้ารางวัลปาล์มทองคำผู้นี้

เช่นกันกับปัจเจกบุคคลชาวอีสานใน “สิ้นเมษาฯ” ป้าเจน นักแสดงคู่บุญของอภิชาติพงศ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวละครหลักของ “แม่โขง โฮเต็ล” ก็เป็นปัจเจกบุคคลชาวอีสานที่ไม่สามารถถูกจับยัดใส่เข้าไปใน “ภาพเหมารวม” ของ “คนอีสานแบบเดิมๆ” ได้อย่างง่ายดาย

ป้าเจนเป็นคนอีสานที่มีลูกย้ายไปลงหลักปักฐานทำงานในกรุงเทพฯ เธอจึงรู้สึกตื่นตระหนกกลุ้มใจระหว่างนั่งชมข่าวน้ำท่วมเมืองหลวงจากจอทีวี

สตรีวัยกลางคนรายนี้กำลังจะเริ่มต้นชีวิตครอบครัวครั้งใหม่กับชาวต่างชาติ นอกจากนั้น เธอยังเคยมีประสบการณ์ถูกกล่อมเกลาโดยรัฐไทยให้มีแนวคิดต่อต้านคอมมิวนิสต์ แต่ในช่วงเวลาเดียวกัน เธอกลับรู้สึกไม่พอใจที่คนลาวอพยพได้รับการดูแลจากรัฐบาลไทยและอเมริกาเป็นอย่างดี

ขณะที่คนท้องถิ่นเช่นตัวเองกลับมีฐานะยากจนไม่มีจะกิน

วิชชานนท์และอภิชาติพงศ์ล้วนเป็นคนขอนแก่น พวกเขาเติบโตขึ้นมาในครอบครัวคนชั้นกลางที่มีสถานะทางด้านเศรษฐกิจและสังคมมั่นคง (วิชชานนท์เป็นลูกครูใหญ่ ส่วนอภิชาติพงศ์เป็นลูกหมอ)

คนหนึ่งมีวิถีชีวิตเหมือนกับหนุ่มสาวชาวอีสานอีกหลายราย ซึ่งเดินทางเข้ามาเติบโต เปลี่ยนผ่าน และทำความเข้าใจกับอัตลักษณ์ของตนเองในมุมมองใหม่ที่กรุงเทพฯ

ส่วนอีกคนเรียนจบจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น แล้วตัดผ่านข้าม กทม. ไปเผชิญหน้ากับประสบการณ์แปลกใหม่ที่ชิคาโก กระทั่งกลายเป็นศิลปินไทยผู้ประสบความสำเร็จในระดับนานาชาติมากที่สุดรายหนึ่ง

วิชชานนท์และอภิชาติพงศ์จึงไม่ต่างอะไรกับตัวละครของพวกเขา ที่ด้านหนึ่ง ก็มิใช่ชาวอีสานใน “ภาพจำ (ลอง)” ซึ่งคนหรือสื่อมวลชนจากส่วนกลางมักชอบทึกทักและคิดเข้าใจไปเอง

ยิ่งกว่านั้น ยังดูเหมือนว่าวิถีชีวิตและโลกทัศน์ของทั้งคู่ได้เคลื่อนย้ายขยับขยายไปไกล เกินกว่าที่พวกเขาจะสามารถหวนย้อนกลับมาตั้งรกราก ณ บ้านเกิด

เหมือนกับที่สุดท้ายแล้ว ตัวละครนำใน “สิ้นเมษาฯ” ต้องเดินทางกลับเข้าไปแสวงหาความก้าวหน้าที่ กทม. ส่วนอภิชาติพงศ์และเพื่อนๆ ก็เป็นเพียงนักท่องเที่ยวผู้เดินทางมาถ่ายหนัง-พักผ่อนที่โรงแรมริมแม่น้ำโขง

ความซับซ้อนทางอัตลักษณ์ไม่ได้ยุติลงเพียงแค่นั้น เพราะแม้ว่าปัจเจกบุคคลชาวอีสานในหนังทั้งสองเรื่องนี้จะมิได้เป็น “คนอีสานแบบเดิมๆ” ทว่า ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็มิได้กลับกลายตนเองเป็น “คนกรุงเทพฯ/คนเมืองหลวง” อย่างเต็มตัว

อย่างน้อยที่สุด พวกเขาก็มีความทรงจำทางการเมืองบางประการอันแตกต่างจากความทรงจำของคนกรุงเทพฯ จำนวนมาก (แน่นอนว่าในหมู่คนกรุงเทพฯ เอง ก็มีความทรงจำในประเด็นดังกล่าวไม่เหมือนกัน)

ดังได้กล่าวไปแล้วว่าหนังยาวเรื่องแรกของวิชชานนท์และผลงานล่าสุดของอภิชาติพงศ์ ล้วนเล่นกับรูปแบบ “เรื่องเล่า” ที่พร่าเลือนระหว่าง “เรื่องจริง” กับ “เรื่องแต่ง”

พวกเขานำรูปแบบอันลักลั่นกำกวมมาฉายภาพส่องสะท้อนให้เห็นถึงปฏิสัมพันธ์อันแยกไม่ขาด ระหว่างความทรงจำและวิถีชีวิตส่วนตัวของปัจเจกบุคคล กับบริบททางสังคม-การเมืองที่ก่อรูปและรายล้อมปัจเจกบุคคลเหล่านั้นอยู่

รูปแบบและเรื่องราวอันเลื่อนไหลของหนังอีสานร่วมสมัยทั้งสองเรื่อง อาจมีสถานะเป็นภาพแทนแห่งอัตลักษณ์ที่ไม่หยุดนิ่งตายตัวของคนอีสาน, เป็นภาพแทนของความสัมพันธ์ระหว่าง “ชนบท?” กับเมืองหลวงศูนย์กลางประเทศ ที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป, เป็นภาพแทนของการเปลี่ยนผ่านจากความทรงจำในอดีตมาสู่เรื่องเล่าและวิถีการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน

ซึ่งทั้งหมดยังเต็มไปด้วยความคลุมเครือไม่แน่ชัด ดุจเดียวกันกับอนาคตของสังคมการเมืองไทย?