ข่าวบันเทิง

Bangkok Nites เข้าฉาย 17 มี.ค.นี้ – เปิดตัวโรงหนังทางเลือกแห่งใหม่ “ซิเนม่าโอเอซิส”

“กลางคืนที่บางกอก” เวอร์ชั่น 3 ชม. ได้ฤกษ์เข้าฉายที่บางกอก สกรีนนิ่ง รูม

 

Bangkok Nites (กลางคืนที่บางกอก) หรือในชื่อใหม่ “กรุงเทพราตรี” ผลงานภาพยนตร์โดย คัตสึยะ โทมิตะ ในเวอร์ชั่นความยาว 181 นาที จะลงโรงฉายเชิงพาณิชย์ในประเทศไทยระหว่างวันที่ 17 มีนาคม – 1 เมษายนนี้ ที่โรงภาพยนตร์บางกอก สกรีนนิ่ง รูม ย่านสีลม (หนังมีบทบรรยายภาษาไทยและอังกฤษ)

คลิกดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ https://bkksr.com/th/movies/bangkok-nites

ก่อนหน้านี้ ผู้กำกับภาพยนตร์ คือ โทมิตะ เคยเปิดเผยว่าเขาอาจจะต้องตัดหนังให้สั้นลง เพื่อรองรับกับรอบฉายของโรงหนังในเมืองไทย

หมายเหตุ คลิกอ่านบทความที่บล็อกคนมองหนังเขียนถึง Bangkok Nites (กลางคืนที่บางกอก/กรุงเทพราตรี) ได้ที่นี่

เปิดตัว “ซิเนม่าโอเอซิส” อีกหนึ่งโรงหนังทางเลือกของ กทม.

PT_WebBanner1130x378final-04

ได้ฤกษ์เปิดตัวแล้ว สำหรับอีกหนึ่งโรงภาพยนตร์อิสระในกรุงเทพฯ อย่าง “ซิเนม่าโอเอซิส” ซึ่งดำเนินการโดยสมานรัชฏ์ (อิ๋ง) กาญจนะวณิชย์ และ มานิต ศรีวานิชภูมิ

โดยโรงหนังแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ซอยสุขุมวิท 43 (ดูรายละเอียดที่ http://www.cinemaoasis.com/th/index/)

สำหรับโปรแกรมฉายหนังปฐมฤกษ์ของโรงภาพยนตร์แห่งนี้ มีชื่อว่า “เผ็ดกว่าผัดไทย” โดยจะนำภาพยนตร์ไทยจำนวน 6 เรื่องมาจัดฉาย (มีบทบรรยายภาษาอังกฤษทั้งหมด) ตั้งแต่วันที่ 17 มีนาคม เป็นต้นไป ได้แก่

28468717_2020080044873644_2974828664682576601_n

ทองปาน (ไพจง ไหลสกุล, สุรชัย จันทิมาธร และ ยุทธนา มุกดาสนิท), ธุดงควัตร (บุญส่ง นาคภู่), ป่า (พอล สปาเรีย), พลเมืองจูหลิง (ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ, มานิต ศรีวานิชภูมิ และ สมานรัชฏ์ กาญจนะวณิชย์), มูอัลลัฟ (ภาณุ อารี, ก้อง ฤทธิ์ดี และ กวีนิพนธ์ เกตประสิทธิ์) และ สวรรค์บ้านนา (อุรุพงษ์ รักษาสัตย์)

Advertisements
ข่าวบันเทิง

Visual Documentary Project 2017 รับสมัครหนังสารคดีสั้นว่าด้วย “ชีวิตในเมือง”

กลับมาแล้ว สำหรับงานประกวดภาพยนตร์สารคดีสั้น Visual Documentary Project 2017 ที่จัดโดยศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต

โดยหัวข้อการประกวดประจำปีนี้ คือ “Urban Life in Southeast Asia”

ทางโครงการอธิบายโจทย์ของการประกวดเอาไว้ว่าประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังพัฒนาไปสู่ความเป็นเมืองมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ใน ค.ศ.2025 ประชากรเกือบๆ 50 เปอร์เซ็นต์ของภูมิภาคนี้จะอาศัยอยู่ในสังคมเมือง

จึงน่าตั้งคำถามว่าชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะใช้ชีวิตอย่างไรบ้าง ท่ามกลางสภาพภูมิทัศน์ความเป็นเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว?

จากชีวิตในชุมชนแออัดถึงชีวิตในย่านเศรษฐกิจร่ำรวย จากการลงหลักปักฐานอย่างไม่เป็นทางการถึงการใช้ชีวิตในชุมชนที่มีรั้วรอบขอบชิด จากการใช้ชีวิตในย่านเก่าแก่ที่ถูกพัฒนาปรับปรุงใหม่ ถึงการใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ที่ถูกรื้อสร้างเปลี่ยนแปลงจัดระเบียบใหม่แทบทั้งหมด

น่าสนใจว่ามี “คุณค่า” ชนิดใดบ้าง ที่มีส่วนต่อการกำหนดรูปแบบวิถีชีวิตของคนเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้?

นอกจากนั้น ยังน่าตั้งคำถามด้วยว่าความหลากหลายทางวัฒนธรรม, มรดกทางวัฒนธรรม และสุนทรียศาสตร์ มีส่วนในการนิยามวิถีชีวิตคนเมืองของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างไร?

ด้วยเหตุนี้ ในปี 2017 ทางโครงการจึงพยายามมองหาหนังสารคดีที่จะสร้างแรงบันดาลใจเกี่ยวกับแง่มุมต่างๆ ของชีวิตในสังคมเมืองแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

vdp_en-01

สำหรับกติกาสำคัญในการส่งผลงานเข้าประกวด มีดังต่อไปนี้

1. ผู้ส่งผลงานเข้าประกวดจะต้องเป็นพลเมืองของประเทศญี่ปุ่นหรือประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

2. ความยาวของหนังสารคดีที่ส่งเข้าประกวดจะต้องไม่เกิน 30 นาที

3. เจ้าของผลงานจะต้องได้รับการอนุญาต-ความยินยอมจากบุคคลที่เป็นซับเจ็คท์ของหนังสารคดีเรื่องนั้นๆ

4. หนังสารคดีที่ส่งเข้าประกวดควรจะมีซับไตเติ้ลภาษาอังกฤษ

5. การส่งผลงานเข้าประกวดจะหมดเขตลงในวันที่ 1 กันยายน 2560

ทั้งนี้ เจ้าของผลงานหนังสารคดีที่ได้รับการคัดเลือกจากคณะกรรมการ จะได้รับเชิญให้เดินทางไปร่วมงานฉายหนัง Visual Documentary Project 2017 ที่เกียวโตและโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับกฎกติกาและช่องทางการกรอกใบสมัครออนไลน์ สามารถคลิกเข้าไปอ่านได้ที่นี่ 

ข่าวบันเทิง

“หนังอาเซียน” ในเทศกาลภาพยนตร์โตเกียว 2016

“หนังอาเซียน” ในเทศกาลภาพยนตร์โตเกียว 2016

(มติชนสุดสัปดาห์ 23-29 กันยายน 2559)

กลับมาอีกครั้ง สำหรับเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียวครั้งที่ 29 ประจำปี 2016

โดยเมื่อปีที่แล้ว มีหนังไทยเดินทางไปร่วมประกวดในเทศกาลนี้ถึงสองเรื่อง ได้แก่ “สแน็ป แค่…ได้คิดถึง” ของ คงเดช จาตุรันต์รัศมี ที่เข้าฉายในสายการประกวดหลัก

และ “มหาสมุทรและสุสาน” ของ พิมพกา โตวิระ ที่เข้าฉายในสายเอเชี่ยน ฟิวเจอร์ และได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมประจำสายการประกวดดังกล่าวมาครอง

คงต้องจับตาดูกันว่า ปีนี้ จะมีหนังไทยเรื่องใดถูกคัดเลือกเข้าฉาย/ประกวดในเทศกาลภาพยนตร์โตเกียวหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ภาพยนตร์จากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน ตลอดจนเรื่องราวว่าด้วยประเทศแถบนี้ ยังได้รับความสนใจจากผู้จัดเทศกาลหนังโตเกียวเช่นเคย

ในเทศกาลครั้งนี้ จะมีการเปิดตัวผลงานชื่อ “Asian Three-Fold Mirror 2016 : Reflections” โปรเจ็กต์รวมหนังสั้น 3 เรื่องจากผู้กำกับภาพยนตร์ชาวเอเชียสามคน ซึ่งพูดถึงการเดินทางไปมาหาสู่กันของผู้คนในทวีปเอเชีย

หนังสั้นตอนแรก คือ “Pigeon” ผลงานของผู้กำกับฯ ชาวญี่ปุ่น อิซาโอะ ยูกิซาดะ ที่มีฉากหลังเป็นพื้นที่แห่งหนึ่งในประเทศมาเลเซีย ซึ่งเคยถูกบุกเข้ายึดครองโดยกองทัพญี่ปุ่น สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง

แต่ปัจจุบัน พื้นที่แห่งนี้กลับกลายเป็น “บ้านหลังสุดท้าย” ที่บรรดาคนชราวัยหลังเกษียณจากประเทศญี่ปุ่นได้เดินทางเข้ามาพำนักพักพิงในช่วงปัจฉิมบทของชีวิต

โดยเรื่องราวของหนังจะมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ชายชราชาวญี่ปุ่นผู้ใช้ชีวิตบั้นปลายอยู่กับการเลี้ยงนกพิราบ, ความบาดหมางระหว่างเขากับลูกชาย และสายสัมพันธ์ของเขากับลูกจ้างสาวชาวมาเลเซีย

พร้อมๆ กับการใช้ชีวิตประจำวันในปัจจุบัน ความทรงจำเมื่อครั้งสงครามโลกก็ได้หวนย้อนกลับมาหาชายชราผู้นี้

หนังสั้นอีกหนึ่งตอน คือ “SHINIUMA Dead Horse” ผลงานของ บริลแลนเต้ เมนโดซ่า คนทำหนังชาวฟิลิปปินส์ที่เคยคว้ารางวัลผู้กำกับฯ ยอดเยี่ยม จากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์มาแล้ว

หนังของเขามักถ่ายทอดเรื่องราวของสามัญชนชาวฟิลิปปินส์ที่ต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์อันไม่ธรรมดา

ในหนังสั้นเรื่องนี้ เมนโดซ่าเลือกเล่าเรื่องราวของแรงงานข้ามชาติชาวฟิลิปปินส์ซึ่งเดินทางเข้าญี่ปุ่นอย่างผิดกฎหมาย และใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นนานนับทศวรรษ ก่อนจะถูกเจ้าหน้าที่จับกุมตัวได้และส่งตัวกลับประเทศ เพื่อชี้ให้เห็นถึงภาวะของการสูญเสียอัตลักษณ์ประจำชาติและพลัดพรากจากบ้านเกิดเมืองนอน

ปิดท้ายด้วย “Beyond the Bridge” หนังสั้นของ โสโท กูลิการ์ ผู้กำกับฯ หญิงชาวกัมพูชา ที่สร้างชื่อเสียงจากหนังยาวเรื่องแรกในชีวิต คือ “The Last Reel” ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวพันกับประวัติศาสตร์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยุคเขมรแดง

หนังสั้นของโสโทจะบอกเล่าเรื่องราวความรักที่อยู่เหนือกาลเวลาและเส้นแบ่งเขตแดน โดยมีฉากหลังเป็นเหตุการณ์สงครามกลางเมืองในประเทศกัมพูชา และสะพานมิตรภาพ “กัมพูชา-ญี่ปุ่น” ซึ่งถูกก่อสร้างขึ้น ณ กรุงพนมเปญ

นอกจากนี้ อีกหนึ่งโปรแกรมพิเศษที่กลายเป็นจุดเด่นของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียวไปแล้ว ก็คือ โปรเจ็กต์ “CROSSCUT ASIA” ซึ่งทางเทศกาลร่วมกับเจแปน ฟาวเดชั่น เอเชีย เซ็นเตอร์ ได้นำหนังจากประเทศต่างๆ ของทวีปเอเชีย มาจัดฉายในเทศกาล

โดยในสองปีแรกเป็นคิวของภาพยนตร์ไทยและฟิลิปปินส์ ตามลำดับ

ล่าสุด ในเทศกาลประจำปีนี้ คณะผู้จัดงานได้เลือกหนังจากประเทศที่มีความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรมอย่าง “อินโดนีเซีย” มานำเสนอ

ผลงานที่ถูกคัดเลือกเข้ามาจัดฉายจะเป็นหนังของบรรดาผู้กำกับภาพยนตร์รุ่นใหม่ชาวอินโดนีเซีย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงสภาวะของสังคมร่วมสมัยในหลายแง่มุม อาทิ แง่มุมด้านศาสนา, ชาติพันธุ์, เพศสภาพ และความรักหลากรูปแบบ

ยกตัวอย่างเช่น ภาพยนตร์เรื่อง “Lovely Man” ของ เท็ดดี้ โซเรียอัตมัดจา คนทำหนังที่เกิดในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเล่าเรื่องราวของพ่อผู้ประกอบอาชีพขายบริการทางเพศ ที่กลับมาเจอลูกสาวผู้เป็นมุสลิม

ขณะที่ภาพยนตร์เรื่อง “Something in the Way” ของผู้กำกับฯ คนเดียวกัน พูดถึงชายหนุ่มผู้โดดเดี่ยว ที่ใช้ชีวิตด้านหนึ่งไปกับการเสพติดหนังโป๊อย่างหมกมุ่น ทว่า ในอีกด้าน เขากลับกลายเป็นผู้มีศรัทธาอย่างเปี่ยมล้นต่อศาสนาอิสลาม

เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว 2016 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 ตุลาคม – 3 พฤศจิกายนนี้ หากมีความคืบหน้าน่าสนใจใดๆ จะนำมาบอกเล่าในพื้นที่คอลัมน์นี้ต่อไป

ของแถม

ล่าสุด เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว 2016 ได้ประกาศรายชื่อหนังทั้งหมดที่จะเข้าร่วมเทศกาลออกมาแล้ว น่าเสียดาย ที่ในปีนี้ไม่ปรากฏรายชื่อของหนังไทยแม้เพียงเรื่องเดียว

(ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะหนังไทยอิสระหลายๆ เรื่อง ถูกคัดเลือกไปฉายในเทศกาลภาพยนตร์ปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นพันธมิตรกับเทศกาลหนังโตเกียว แถมยังจัดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน)

อย่างไรก็ดี ยังมีหนังอาเซียนน่าสนใจอีกหลายเรื่องที่จะเดินทางมายังโตเกียว

รวมถึง “Diamond Island” ผลงานของดาวี่ ชู ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวกัมพูชาที่อาศัยอยู่ในฝรั่งเศส ซึ่งได้รับรางวัลจากสัปดาห์นักวิจารณ์นานาชาติ ซึ่งเป็นงานคู่ขนานของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ ปีล่าสุด

และที่น่าสนใจสุดๆ ก็คือ การมาเยือนญี่ปุ่นของ “A Lullaby to the Sorrowful Mystery” ผลงานความยาวกว่า 8 ชั่วโมง ที่ส่งผลให้คนทำหนังสุดฮ็อตจากฟิลิปปินส์อย่างลาฟ ดิแอซ คว้ารางวัลสำคัญในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเบอร์ลินเมื่อช่วงต้นปี

อ่านข้อมูลเกี่ยวกับ Diamond Island และดาวี่ ชู ได้ที่นี่

อ่านข้อมูลเกี่ยวกับ A Lullaby to the Sorrowful Mystery ได้ที่นี่

ข่าวบันเทิง

The Woman Who Left โดย ลาฟ ดิแอซ หนังสิงโตทองคำ “แด่การต่อสู้ของมวลมนุษยชาติ”

เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิสครั้งที่ 73 ณ ประเทศอิตาลี ประกาศรายชื่อหนังที่ได้รับรางวัลจากทางเทศกาลประจำปีนี้ออกมาแล้ว

ผลงานที่คว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม หรือ “รางวัลสิงโตทองคำ” อันเป็นรางวัลสูงสุดของเทศกาลไปครอง ได้แก่ “The Woman Who Left” หนังขาว-ดำ ความยาว 228 นาที โดย “ลาฟ ดิแอซ” คนทำหนังวัย 57 ปี จากฟิลิปปินส์

หนังเรื่องนี้ถ่ายทอดเรื่องราวของตัวละครหญิงวัยกลางคน ผู้เคยประกอบอาชีพเป็นครู ทว่า กลับต้องถูกตัดสินลงโทษจำคุก 30 ปี ในอาชญากรรมที่เธอไม่ได้ก่อ เมื่อถูกปล่อยตัวออกจากเรือนจำ ความรู้สึกภายในจิตใจของสตรีผู้นี้จึงคละเคล้าระคนกันระหว่างความปรารถนาจะแก้แค้นคนที่วางแผนใส่ร้ายเธอ กับความรู้สึกที่ต้องการจะให้อภัย

หลังขึ้นไปรับรางวัลอันทรงเกียรติ ดิแอซกล่าวสั้นๆ บนเวทีว่า

“ขอมอบรางวัลนี้ให้ประเทศของผม ให้ประชาชนชาวฟิลิปปินส์ แด่การต่อสู้ของพวกเรา แด่การต่อสู้ของมวลมนุษยชาติ”

ย้อนดูรางวัลสำคัญระดับโลกของลาฟ ดิแอซ

“รางวัลหมีเงิน” (Alfred Bauer Award) เทศกาลเบอร์ลิน จากหนังเรื่อง “A Lullaby to the Sorrowful Mystery” ปี 2016

“รางวัลเสือดาวทองคำ”, รางวัล FIPRESCI Prize, รางวัล Junior Jury Award – “Environment Is Quality of Life” Prize และรางวัล Don Quixote Award เทศกาลโลคาร์โน จากหนังเรื่อง “From What Is Before” ปี 2014

รางวัล Venice Horizons Award เทศกาลเวนิส จากหนังเรื่อง “Melancholia” ปี 2008

รางวัล Venice Horizons Award – Special Mention เทศกาลเวนิส จากหนังเรื่อง “Death in the Land of Encantos” ปี 2007

ขอบคุณภาพประกอบโดย Baby K. Jimenez จากเว็บไซต์ http://entertainment.inquirer.net/201276/lav-diazs-ang-babaeng-humayo-wins-golden-lion-in-venice

ข่าวบันเทิง

เชิญชมคลิปเสวนา “อาชญากรรมรัฐในอุษาคเนย์”

มาแล้วครับ! คลิปวิดีโอบันทึกการเสวนาหัวข้อ “อาชญากรรมรัฐในอุษาคเนย์” เมื่อวันเสาร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2559 ที่ SF World Cinema เซ็นทรัลเวิร์ล ซึ่งคั่นกลางระหว่างการฉายหนังสารคดี The Act of Killing และ The Look of Silence รอบพิเศษ

โดยมี ศ.ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ และ รศ.ดร. พวงทอง ภวัครพันธุ์ เป็นวิทยากร ชนม์ธิดา อุ้ยกูล แห่งกลุ่มฟิล์มกาวัน เป็นผู้ดำเนินรายการ

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

โดยส่วนตัว ชอบการให้ภาพสังคมการเมืองอินโดนีเซียในยุคนั้น และการอธิบายเงื่อนไขที่ทำให้การนำตัวผู้ก่ออาชญากรรมมาลงโทษยังเป็นไปไม่ได้ (แม้แต่พื้นที่ความทรงจำของเหยื่อก็ยังไม่มี) ของ อ.พวงทอง

ชอบการเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างระหว่างการสังหารหมู่ทางการเมืองที่อินโดนีเซีย กับการสังหารหมู่ทางการเมืองอื่นๆ ในอีกหลายกรณี ของ อ.พวงทอง ซึ่งชี้ให้เห็นว่า

ในกรณีของกัมพูชา สมัยเขมรแดง ในกรณีของจีน ยุคเหมาและปฏิวัติวัฒนธรรม เรื่อยไปถึงกรณีของโซเวียต สมัยสตาลิน และการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของฮิตเลอร์ นั้นเป็นระบอบปฏิวัติที่พยายามสร้างสังคมใหม่ ด้วยการขจัดสิ่งแปลกปลอม ที่ถูกมองว่ามีอันตรายและเป็นภัยคุกคามออกไป หรือที่เรียกว่าเป็นการสร้าง Bloodly Utopia

แต่ในอินโดฯ นั้น เป็นการสร้างความรุนแรงเพื่อค้ำจุนอำนาจของกองทัพและเครือข่ายชนชั้้นนำกลุ่มเดิมๆ

นอกจากนี้ การอุปมาเปรียบเทียบว่า เหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองที่ผ่านๆ มาของไทยเป็นแค่ระดับ “รามเกียรติ์” ส่วนของอินโดฯ เป็นระดับ “มหาภารตะ” ที่ซับซ้อนกว่า โดย อ.ชาญวิทย์ ก็น่าสนใจไม่น้อย น่าเสียดาย ทีแกลงรายละเอียดไม่ลึกเท่าไหร่

อนึ่ง คำทำนายเกี่ยวกับเมืองไทยในอนาคตของ อ.ชาญวิทย์ นั้นน่ากลัวมาก

ขอขอบคุณคลิปดีๆ จาก Documentary Club