จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย, ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

“รจนาสวมรูปเงาะ” นวัตกรรมสุดแหวกแนวที่ไม่เคยมีมาก่อน! ของ “สังข์ทอง 2561”

ในที่สุด “สังข์ทอง 2561” ก็เผยอีกหนึ่งท่าไม้ตายที่ทั้งแปลกใหม่และแหวกแนวจาก “สังข์ทอง” ฉบับเดิมๆ ออกมา

นั่นคือ การกำหนดให้ “รจนา” สวมรูปเงาะ จนกลายเป็น “เงาะหญิง”!

แน่นอน ผู้จะมารับบทบาทที่ถูกคิดค้นขึ้นใหม่ดังกล่าวย่อมมิใช่ “ปูเป้ เกศรินทร์ น้อยผึ้ง” ที่สวมบทพระธิดา “รจนา” อยู่เดิม

แต่คนที่จะมาแสดงบท “รจนายามสวมรูปเงาะ” นั้นได้แก่ “มีน วรัญภรณ์ พัฒน์ช่วย (ณ พัทลุง)”

มีน วรัญพร เงาะหญิง

“มีน วรัญภรณ์” ไม่ใช่คนแปลกหน้าของ “จักรวาลสามเศียร” เพราะเธอเริ่มต้นบทบาทนักแสดงในฐานะนางเอกหน้าใหม่ของละครเรื่อง “อุทัยเทวี 2560” ก่อนจะผันตัวไปเป็น “นางไม้ลักษณา” ใน “เทพสามฤดู 2560”

มีน วรัญพร อุทัยเทวี

มีน วรัญพร นางไม้

ขณะเดียวกัน สาวสวยหน้าคมคนนี้ยังฝากผลงานไว้ในละครทีวีประเภทอื่นๆ ของช่อง 7 สี เช่น ละครเย็น “ชะชะช่า ท้ารัก” และละครหลังข่าว “พ่อมดเจ้าเสน่ห์”

ก่อนเข้าวงการบันเทิง “มีน วรัญภรณ์” เคยผ่านประสบการณ์ประกวดนางงาม และมีดีกรีเป็นถึง “มิสมอเตอร์โชว์ 2558” ทั้งยังผ่านเข้ารอบ 12 คนสุดท้าย ในการประกวด “นางสาวไทย 2559” รุ่นเดียวกับ “ขวัญ ปิ่นทิพย์ อรชร” (ผู้รับบทพระธิดา “พรรณผกา”) ซึ่งคว้าตำแหน่งรองอันดับ 1 และ “เพลง ชนารดี อุ่นทะศรี” (ผู้รับบทพระธิดา “ปัทมา”) ซึ่งผ่านเข้าถึงรอบ 5 คนสุดท้าย

(ถ้าใครลองชมคลิปข้างบนนี้ -ตั้งแต่นาทีที่ 14.40- จะพบเห็นความบังเอิญที่น่าเหลือเชื่อ เพราะทั้ง “มีน วรัญภรณ์” “ขวัญ ปิ่นทิพย์” และ “เพลง ชนารดี” นั้นถูกประกาศชื่อให้เข้ารอบ 12 คนสุดท้าย ติดกันสามรายรวด บนเวทีนางสาวไทย)

เดิมที ในพิธีบวงสรวงเปิดกล้อง “สังข์ทอง” เวอร์ชั่นล่าสุด “มีน วรัญภรณ์” ได้ปรากฏตัวด้วยชุดนางไม้ ทว่าสุดท้าย กลับมีการพลิกโผสร้างเซอร์ไพรส์ให้เธอต้องรับบทที่สำคัญ ท้าทาย และน่าตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง

เท่ากับว่าเส้นทางการแสดงละครจักรๆ วงศ์ๆ ของ “มีน” จะค่อยๆ คลี่คลายจากการเป็นนางเอก มาเป็น (กึ่ง) นางร้าย และตัวตลกเรียกอารมณ์ขัน!

รวม น้องมีน วรัญพร

ต้องจับตาดูว่า ตัวละคร “รจนาสวมรูปเงาะ” ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน จะกระตุ้นเรตติ้ง “สังข์ทอง 2561” ให้ผงาดพุ่งสูงได้อีกระลอกหรือไม่?

เพราะเรตติ้งล่าสุดเมื่อวันที่ 17-18 พฤศจิกายนของละครเรื่องนี้อยู่ที่ 6.156 และ 6.538 ห่างไกลจากตัวเลข “เกิน 8” ช่วง “พระสังข์ถอดรูปเงาะตีคลีกับพระอินทร์” ลิบลับ

นอกจากนี้ ยังน่าเฝ้าติดตามว่า “มีน วรัญภรณ์ พัฒน์ช่วย” จะแจ้งเกิดในบท “รจนาแปลงเป็นเงาะ” ได้อย่างงดงาม เหมือนกับที่ “ปอนด์ โอภาภูมิ ชิตาพัณณ์” ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ในการสวมบท “เจ้าเงาะกล้ามโต” หรือเปล่า?

ข้อมูลเรตติ้งจาก https://www.tvdigitalwatch.com/25-rating-week-12-18-nov-61/

ภาพประกอบจาก https://www.instagram.com/mean_waranporn และ https://www.youtube.com/watch?v=o7-2yaRQ9A0

 

Advertisements
จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

7.382 สถิติใหม่ของเรตติ้ง “สังข์ทอง 2561”!

เรตติ้งสูงสุดของ “สังข์ทอง”

เมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้ว ละครจักรๆ วงศ์ๆ “สังข์ทอง” สร้างประวัติการณ์ได้อีกครั้ง

โดยในวันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม 2561 ละครเรื่องนี้ทำเรตติ้งความนิยมได้มากถึง 7.382

นอกจากจะเป็นโปรแกรมยอดนิยมอันดับหนึ่งประจำสัปดาห์ของช่อง 7 และวงการโทรทัศน์ไทยแล้ว

นี่ยังเป็นตัวเลขเรตติ้งสูงสุด เท่าที่ “สังข์ทอง 2561” เคยทำได้!

ข้อมูลจาก https://www.tvdigitalwatch.com/25rating-week13-19aug-2561/

หนึ่งในบทสนทนาสนุกๆ จากละคร “สังข์ทอง” เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม

ท้าวสามนต์: “555555 ในที่สุด ความสงบสุขก็กลับคืนสู่นครของเราอีกครั้ง 555555”

ท่านอำมาตย์: “หิ่งห้อยหรือจะมาแข่งกับแสงจันทร์ฉันใด ไอ้เงาะก็ต้องพ่ายกับพระบารมีของพระองค์ฉันนั้นพระเจ้าค่ะ”

ท้าวสามนต์: “555555 ถูกใจ ถูกใจจริงๆ ท่านอำมาตย์ แหม่ ถ้ามันมียศสูงกว่านี้นะ เราจะแต่งตั้งให้ท่านเสียตอนนี้เลย เสียดายที่ตำแหน่งมันตันซะแล้ว”

ท่านอำมาตย์: “ตันก็ทรงขยายได้นะพระเจ้าค่ะ ถ้าพระองค์จะทรงพระกรุณาพระเจ้าค่ะ”

ท้าวสามนต์: “(ขำไม่ออก) อื้ม ก็อยากจะกรุณาอยู่หรอก แต่ว่ากลัวมันจะเสียระบบ”

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

ชวนอ่านปริญญานิพนธ์ “อารมณ์ขันในบทละครนอกเรื่องสังข์ทองฯ”

อารมณ์ขันในบทละครนอกเรื่องสังข์ทอง

สังข์ทองพระราชนิพนธ์

เพิ่งได้อ่านปริญญานิพนธ์หัวข้อ “อารมณ์ขันในบทละครนอกเรื่องสังข์ทอง พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย” โดย ไพศาล กรุมรัมย์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาหลักสูตรปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เมื่อ พ.ศ.2554

โดยรวมแล้ว งานของคุณไพศาลมีเนื้อหาน่าสนใจดีครับ จึงขออนุญาตคัดลอกข้อความบางส่วนจากบทที่ 6 “สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ” มานำเสนอ ณ ที่นี้

(ผู้สนใจ สามารถอ่านปริญญานิพนธ์ฉบับเต็มได้ที่ http://thesis.swu.ac.th/swuthesis/Tha(M.A.)/Phaisan_K.pdf)

“ประพันธ์บทละครนอกเรื่องสังข์ทองฉบับพระราชนิพนธ์นำเรื่องสังข์ทองที่มีอยู่เดิมมาเป็นต้นเค้าในการประพันธ์ โดยกวีสามารถปรับปรุงให้บทละครนอกฉบับพระราชนิพนธ์มีความสนุกสนานเพลิดเพลินมากขึ้นและได้รับความนิยมสืบมาถึงปัจจุบัน แสดงให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพในการประพันธ์และความเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของคนไทยของกวี

“สาเหตุที่บทละครนอกเรื่องสังข์ทองฉบับพระราชนิพนธ์ได้รับความนิยมเกิดจากการนำปัญหาภายในครอบครัวมาสร้างความขบขันและการล้อเลียนบุคคลที่มีสถานภาพสูงโดยคนที่มีสถานภาพต่ำกว่า เพราะปัญหาครอบครัวเป็นปัญหาพื้นฐานที่มนุษย์ทุกยุคสมัยต้องประสบ ทำให้ผู้อ่านทำความเข้าใจบทละครได้ง่ายและบทละครเองก็เข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกของผู้อ่านได้เป็นอย่างดีเช่นกัน แม้ในปัจจุบันครอบครัวไทยเปลี่ยนเป็นครอบครัวเดี่ยวมากขึ้น โดยหลังจากแต่งงานแล้วก็มักแยกตัวไปสร้างครอบครัวใหม่ แต่ครอบครัวเดี่ยวแบบไทยก็ยังมีลักษณะของครอบครัวขยายแบบเดิมอยู่ คือมีความสัมพันธ์กันในระหว่างเครือญาติอย่างแน่นแฟ้น พ่อตาแม่ยายยังมีอำนาจสามารถเข้าไปจัดการเรื่องต่างๆ ในครอบครัวลูกเขยได้ ส่วนการล้อเลียนบุคคลที่มีสถานภาพสูงนั้นเป็นเพราะผู้อ่านส่วนใหญ่เป็นสามัญชน การได้เห็นตัวละครชั้นต่ำเช่นเจ้าเงาะสามารถกลั่นแกล้งตัวละครที่มีสถานภาพสูงกว่าตนย่อมเป็นที่ถูกใจ

“ผลจากการศึกษากลวิธีการสร้างอารมณ์ขันในบทละครนอกเรื่องสังข์ทองฉบับพระราชนิพนธ์แสดงให้เห็นว่าอารมณ์ขันในบทละครนอกเรื่องนี้เป็นการแสดงความตลกผ่านความขัดแย้งของตัวละครและการแสดงพฤติกรรมทางกาย เช่น การกลั่นแกล้ง การทำร้าย การโต้เถียง ฯลฯ ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่เห็นได้ชัดเจนผ่านภาษาที่เข้าใจง่าย ไม่ใช่อารมณ์ขันที่ต้องขบคิดหรือแสดงความเฉลียวฉลาดทางสติปัญญา ลักษณะเช่นนี้สามารถสะท้อนให้เห็นรสนิยมด้านอารมณ์ขันของคนไทยได้ประการหนึ่ง และยังมีปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน เช่น ในการแสดงตลกของคณะตลกต่างๆ หรือการแสดงบทตลกในละครที่ออกอากาศทางโทรทัศน์ เป็นต้น

“การนำบทละครนอกเรื่องสังข์ทองฉบับพระราชนิพนธ์ไปดัดแปลงเพื่อใช้ในการแสดงนั้น พบว่าผู้ผลิตละครยังคงรักษาโครงเรื่องและตัวละครหลักของเรื่องไว้ ส่วนการนำเสนออารมณ์ขันนั้นมีทั้งการนำเสนออารมณ์ขันจากบทละครนอกฉบับพระราชนิพนธ์และการเพิ่มเติมอารมณ์ขันที่ไม่ปรากฏในบทพระราชนิพนธ์ โดยเฉพาะการเพิ่มเติมอารมณ์ขันที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์สังคมในช่วงเวลาที่มีการผลิตละครเรื่องนั้นๆ เป็นที่น่าสังเกตว่าอารมณ์ขันในละครฉบับดัดแปลงกับต้นฉบับพระราชนิพนธ์นั้นมีความแตกต่างกันบางประการคือ บทละครฉบับพระราชนิพนธ์นำเสนออารมณ์ขันผ่านตัวละครสำคัญที่มีสถานภาพสูงเป็นหลัก แต่ในบทละครฉบับดัดแปลงมีการเพิ่มเติมอารมณ์ขันจากตัวละครประกอบ

“ความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้อารมณ์ขันที่เกิดขึ้นกับผู้อ่านและผู้ชมมีความแตกต่างกัน โดยอารมณ์ขันในบทละครนอกฉบับพระราชนิพนธ์นั้นพุ่งเป้าการหัวเราะไปที่บุคคลสำคัญที่มีความสัมพันธ์ในครอบครัว เช่น กษัตริย์ พ่อตา แม่ยาย ลูกเขย พี่น้อง เป็นต้น ทำให้ผู้อ่านสามารถเชื่อมโยงความรู้สึกขบขันไปถึงครอบครัวและผู้ปกครองในชีวิตจริงได้ ส่วนในละครฉบับดัดแปลง ผู้ชมมักหัวเราะตัวละครประกอบ เช่น สนมกำนัล เสนา อมาตย์ ชาวบ้าน ฯลฯ ถือเป็นบุคคลทั่วไป การได้หัวเราะคนเหล่านี้จึงทำให้ผู้อ่านเชื่อมโยงถึงความรู้สึกที่มีต่อคนทั่วไปในสังคมแทน”

เรตติ้ง “สังข์ทอง” 22 ก.ค.

เรตติ้งละครจักรๆ วงศ์ๆ “สังข์ทอง 2561” ยังพุ่งแรงโดยต่อเนื่องสม่ำเสมอ

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมา ละครเรื่องนี้คว้าเรตติ้งไปได้ 6.975 แม้จะไม่ทะลุหลัก 7 แต่ก็สามารถรักษามาตรฐาน 6.9 ปลายๆ เอาไว้อย่างเหนียวแน่น

แถมยังมีสถานะเป็นรายการทีวีที่มีเรตติ้งสูงสุดประจำสัปดาห์ได้อีกหนึ่งครั้ง

ข้อมูลจาก https://www.tvdigitalwatch.com/25-rating-week16-22july2561/

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย, ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

ตัวละครจักรๆ วงศ์ๆ ตัดพ้อ “เด็กเดี๋ยวมันก็โต เดี๋ยวมันก็ลืมเรื่องเทวดากะนางฟ้า”

ในโอกาสวันเด็กแห่งชาติปี 2561 ขออนุญาตพาแฟนๆ ละครพื้นบ้านจักรๆ วงศ์ๆ ย้อนกลับไปดูละครเรื่อง “จันทร์ สุริยคาธ” ฉบับปี 2556

ซึ่งโดยส่วนตัว แอดมินเห็นว่าเป็นละครจักรๆ วงศ์ๆ ที่มีเนื้อหาแปลกใหม่มากที่สุดในทศวรรษ 2550

ฉากที่นำมาให้ดูกัน เกิดขึ้นในตอนที่ 45 ของละคร ซึ่งสองเทวดานิสัยเกเร (ที่สามารถกลับตัวเป็นเทวดาฝ่ายดีในตอนท้ายๆ) อย่าง “พระรำพัด” (รับบทโดยดอน จมูกบาน ผู้ล่วงลับ) และ “พระรำเพย” (รับบทโดยธรรมศักดิ์ สุริยน) กำลังโต้เถียงกัน

เดิมทีเทวดาคู่นี้ถูกพระอินทร์ส่งลงมาบนโลก เพื่อคอยสร้างแรงกดดันต่างๆ นานา ที่จะผลักกระตุ้นให้อดีตสองเทพบุตรอย่าง “สุริยคาธ” และ “จันทคาธ” สามารถค้นหา “แก้วทิพยเนตร” ของวิเศษจากสวรรค์ที่พลัดตกมายังโลกมนุษย์เบื้องล่าง ได้พบโดยรวดเร็ว

แต่ไปๆ มาๆ เทวดาคู่นี้ก็คล้ายจะตีความภารกิจสำคัญของตนเองผิดพลาด ผิดฝาผิดตัว จากการต้องสร้างแรงกดดันเพื่อผลักภารกิจตามหาแก้ววิเศษของอดีตสองเทพบุตรให้รุดหน้า ก็กลายเป็นการหมั่นสร้างอุปสรรคขัดขวาง กระทั่งงานของ “สุริยคาธ” และ “จันทคาธ” ดำเนินไปอย่างยากลำบากมากยิ่งขึ้น

บทสนทนาด้านล่าง คือ ตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นภาวะย้อนแย้งดังกล่าว ขณะเดียวกัน ตรงช่วงปลายๆ ยังมีการกล่าวอ้างถึงเด็กๆ (ผู้ชมละคร) เอาไว้อย่างน่าสนใจ ดังต่อไปนี้

พระรำพัดกับพระรำเพยนั่งคุยกันบนก้อนเมฆ

พระรำเพย “โอ๊ นั่นๆๆๆ ฮ้า โอ้ พ่อเทพบุตรกำลังลำบากเลยนั่น”

พระรำพัด “ไหนๆๆๆ?”

พระรำเพย “โน่น”

พระรำพัด “ชะๆๆ ช่า ฮาๆๆ ฮ้าย เป็นจริงดังนั้น เทพบุตรจันทคาธ สุริยคาธ ถูกขังอยู่ในถ้ำ มีงูจงอางหวงไข่ป้วนเปี้ยนอยู่ข้างนอก”

พระรำเพย “โถๆๆๆๆๆ น่าสงสารพ่อเทพบุตร นี่เราต้องหาทางช่วยเหลือพ่อเทพบุตรนะ เค้าจะได้ไปเสาะหาแก้วทิพยเนตร ไปส่งคืนให้องค์อินทร์”

พระรำพัด “ไม่ได้ ไม่ได้ ไม่ได้ เพราะว่าตอนนี้ยังไม่พบแก้วทิพยเนตร เราจะต้องเป็นอุปสรรค”

พระรำเพย “นี่ๆๆๆๆๆ นี่ท่านๆๆๆๆ คิดอะไรอยู่เนี่ย?”

พระรำพัด “อ๊าย ข้าคิดจะยั่วยุให้เจ้าจงอางมันโกรธ รู้มั้ยว่างูจงอางน่ะมันหวงอะไรที่สุด?”

พระรำเพย “ฮะ อะไร?”

ภาพตัดไปยังเหตุการณ์ที่พระรำพัดกำลังลักขโมยไข่จงอางยักษ์ โดยมีพระรำเพยยืนอยู่ด้านหลัง

พระรำพัด “ไข่ วิสัยงูจงอางมันหวงไข่ ข้าจะขโมยไข่เพื่อยั่วยุโทสะ ให้เจ้าจงอางผัวเมียเนี่ยมันโกรธ มันจะได้เล่นงานเจ้าสองเทพบุตร”

พระรำเพย “โถๆๆๆ ท่านๆๆ ท่านรำพัด”

พระรำพัด “ทำไม?”

พระรำเพย “ถ้าท่านคิดผิดเนี่ย คิดใหม่มันยังทันหนาๆ”

พระรำพัด “คิดผิดคิดถูก ข้าคิดไปแล้ว ข้ามีหน้าที่เป็นอุปสรรคกับสองเทพบุตร ข้ามีหน้าที่คอยกลั่นแกล้งสองเทพบุตร รู้รึเปล่า?”

พระรำเพย “ด้วยการขโมยไข่งูจงอางเนี่ยนะ?”

พระรำพัด “ใช่ ข้าต้องขโมยไข่ ฮ่าๆๆๆ”

พระรำเพย “ท่านคิดผิดรึเปล่า?”

พระรำพัด “จะผิดหรือถูกก็ไม่รู้ ข้าคิดเอามาแล้ว ฮาๆๆๆ”

tv179-2

พระรำพัด-พระรำเพยกำลังหอบเอาไข่งูจงอางยักษ์ไปซ่อนยังถ้ำที่สองเทพบุตรติดอยู่ภายใน

พระรำเพย “ท่านรำพัด”

พระรำพัด “อะไรอีกล่ะ?”

พระรำเพย “นี่ถ้าท่านคิดผิดเนี่ย ท่านคิดใหม่ได้นะ ยังมีเวลาทันนะ”

พระรำพัด “คิดอะไรอีกล่ะ?”

พระรำเพย “อะนี่ไง ก็บอกว่าท่านไปขโมยไข่เค้ามา ท่านทำตัวเป็นขโมยอย่างเงี้ย แล้วท่านจะให้เด็กมาเชื่อถือได้ยังไง?”

พระรำพัด “โอ๊ย ตอนนี้ ข้าไม่สนเรื่องเด็กแล้ว ข้าเป็นเทวดา ข้ามีหน้าที่ ที่รับบัญชามาจากองค์อินทร์ เด็กเดี๋ยวมันก็โต เดี๋ยวมันก็ลืมเรื่องเทวดากะนางฟ้าไป”

พระรำเพย “นี่ นี่ไง นี่ไง ท่านคิดเป็นแบบเนี้ย ท่านเป็นเทวดาอย่างเงี้ย แล้วใครเค้าจะไปเชื่อถือท่าน…”

(บทสนทนาจากช่วงนาทีที่ 4.28-9.41 ในคลิปด้านบน)

ขอบคุณภาพประกอบจาก http://www.samsearn.com/pro/tv181.html และ http://www.samsearn.com/pro/tv179.html