ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

รำลึก “อานเญส วาร์ดา” (1928-2019) กับ 5 คำถาม-คำตอบ ก่อนวาระสุดท้ายของชีวิต

บล็อกคนมองหนังขอร่วมไว้อาลัยต่อการจากไปของ “อานเญส วาร์ดา” (1928-2019) นักทำหนัง (สตรี) คนสำคัญ ด้วยการแปลเนื้อหาบางส่วนจากบทสัมภาษณ์ชิ้นท้ายๆ ในชีวิตของเธอ

ได้แก่ Agnes Varda on Examining Her Work for New Doc and Why Awards Make Her Uncomfortable โดย รอนดา ริชฟอร์ด และ Agnès Varda’s last interview: ‘I fought for radical cinema all my life’ โดย โอเวน มายเออร์ส

มาเผยแพร่ ณ ที่นี้

Agnès_Varda_(Guadalajara)_18_cropped

คุณอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดิมมาตลอดตั้งแต่ทศวรรษ 1950 มันมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้างไหมในบ้านหลังนี้?

ตอนฉันย้ายเข้ามาในบ้านหลังนี้ใหม่ๆ สภาพของมันย่ำแย่มาก ไม่มีอะไรที่ถูกสุขลักษณะ ไม่มีแม้กระทั่งฝักบัวอาบน้ำ

ฉันค่อยๆ ทำให้บ้านหลังนี้น่าอยู่ขึ้นทีละเล็กทีละน้อย และเมื่อฌาคส์ (เดมี – สามีผู้ล่วงลับของวาร์ดา) ย้ายเข้ามาอยู่ด้วย เราก็ร่วมกันทำให้บ้านหลังนี้น่าอยู่ขึ้นไปอีก

ปัจจุบัน มีสวนน้อยๆ อยู่ในบ้านหลังนี้ แล้วฉันก็มีแมวอยู่สามตัว นี่มันประดุจปราสาทราชวังเลยนะ!

อะไรคือคำแนะนำที่ดีที่สุดที่คุณเคยได้รับมา?

จำได้ว่าตอนเป็นช่างภาพนิ่งสมัยสาวๆ ฉันเคยพบกับบราไซ (ช่างภาพฮังกาเรียน-ฝรั่งเศส ผู้มีชื่อเสียง) เขาบอกฉันว่า “ไม่ต้องรีบร้อน แต่ให้พินิจพิเคราะห์สิ่งที่เราจะถ่าย พินิจพิเคราะห์ให้ละเอียดลออที่สุด”

ฉันชอบที่ความคิดนั้นบอกให้เรารู้ว่าการถ่ายภาพไม่ได้เป็นการกระทำที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันทันใด แต่มันคือสิ่งที่ค่อยๆ ก่อรูปขึ้นในความคิดของคุณ ก่อนจะลงมือกดชัตเตอร์

การให้การศึกษาแก่ผู้คนคือภาระรับผิดชอบของภาพยนตร์ใช่หรือไม่?

บทบาทหน้าที่ของหนังสารคดีคือการอธิบายประเด็นทางการเมืองต่างๆ ใช่หรือเปล่า?

ภาพยนตร์สามารถช่วยให้ผู้คนเกิดความรู้สึกผิดชอบชั่วดีได้อยู่เสมอ แต่แน่นอน มันไม่ใช่การสั่งสอนบทเรียนให้แก่พวกเขา ทว่าอย่างน้อยที่สุด ฉันก็พยายามจะสร้างภาพยนตร์ที่มีความซื่อตรงและเปิดดวงตาของผู้คน

อย่างไรก็ตาม คนทั้งหลายไม่ได้ซื้อตั๋วหนังเพื่อจะเข้าไปรับรู้ว่าพวกเขาเห็นหรือเข้าใจสิ่งต่างๆ ไม่มากพอ ดังนั้น ในความเป็นจริง จึงมีแค่ผู้ชมกลุ่มเล็กๆ ที่พร้อมจะรับสารของคุณ โดยที่คุณไม่ต้องไปเทศนาต่อว่าต่อขานพวกเขา

ฉันพยายามที่จะซื่อสัตย์ต่อสิ่งที่ตัวเองคิดและถ่ายทอดออกไป แต่ฉันจะไม่ทำตัวเป็นคนที่รู้ดีไปหมดทุกเรื่อง ถ้าเราลองเดินทางไปยังทุกประเทศและรับฟังข่าวคราวของคนในประเทศเหล่านั้น เราก็จะพบปัญหาใหญ่ๆ มากมายเต็มไปหมด ผู้คนต่างไร้ความสุขและไม่พึงพอใจต่อสภาพชีวิตของตนเอง พวกเราล้วนอาศัยอยู่บนโลกที่ยากลำบาก

ฉันทำงานหนักเพื่อจะสร้างที่หนังที่เปี่ยมด้วยความซื่อสัตย์ แต่ฉันไม่มีความกล้าพอที่จะโอ้อวดออกไปว่าฉันสามารถเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ได้

เจอาร์ (ช่างภาพหนุ่ม ซึ่งกำกับภาพยนตร์เรื่อง Faces Places ร่วมกับวาร์ดา) กล่าวไว้ว่าศิลปะสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ แต่ฉันไม่เชื่อเช่นนั้น บางครั้ง เราอาจสามารถเปลี่ยนแปลงความคิดของผู้คน หรือบางคราว เราอาจสามารถเปลี่ยนแปลงวิธีการมองโลกและเพื่อนมนุษย์รายอื่นๆ ของพวกเขา

แต่เราพึงตระหนักว่าการเป็นศิลปินที่ซื่อสัตย์ก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน

หลังจาก “Varda by Agnes” (ภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายของวาร์ดา) คุณวางแผนจะถ่ายหนังเรื่องอื่นหรือทำงานอะไรต่อหรือเปล่า?

ตอนนี้ ฉันกำลังจะทำงานศิลปะ เพราะว่าการทำหนังนั้นมันเหนื่อยเกินไป ฉันไม่ต้องการจะทำงานหนักอีกแล้ว มันเป็นเรื่องยากมากๆ

ฉันอยากจะใช้เวลาอยู่บ้านให้มากขึ้นอีกนิด อยู่กับความสงบ ความสำราญ กระทั่งการรำลึกอดีตอย่างเงียบๆ ก็สามารถทำให้ชีวิตในวันนั้นทรงคุณค่าขึ้นมาได้

พวกเราใช้เวลาเป็นชั่วโมงในการพูดคุยเกี่ยวกับเส้นทางการทำหนังของฉัน แล้วชีวิตก็จะผันผ่านเลยไป และในช่วงวัยของฉัน ทุกๆ นาทีอาจเป็นนาทีสุดท้ายได้ไม่มากก็น้อย ฉันสัมผัสได้ถึงนาทีนั้นอย่างแจ่มชัด ฉันไม่ได้รู้สึกถึงมันในทุกๆ นาที แต่บางคราว มันก็เป็นความคิดสามัญปกติที่ผุดขึ้นมาในหัว

ดังนั้น ฉันจึงควรมีความสุขกับสิ่งที่กำลังดำเนินอยู่ตรงจุดนี้ แม้แต่การนั่งมองดอกทิวลิปค่อยๆ เหี่ยวเฉา ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ฉันรักมากๆ เพราะยิ่งคุณต้องเฝ้ารอนานมากเท่าใด ภาพความเสื่อมสลายที่ปรากฏก็จะมหัศจรรย์มากยิ่งขึ้นเท่านั้น ดุจเดียวกันกับภาวะแห้งเหี่ยวของมันฝรั่งรูปหัวใจ (ในภาพยนตร์เรื่อง The Gleaners and I)

ฉันรู้สึกสนุกสนานเพลิดเพลินกับการเฝ้าสังเกตกระบวนการเสื่อมสลายตามอายุขัย ฉันหลงรักภาวะแห้งเหี่ยวของสรรพสิ่งและผู้คน ฉันหลงรักริ้วรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าและริ้วรอยต่างๆ บนสองมือ ฉันหลงรักริ้วรอยเหล่านั้นทั้งหมด

ฉันมีความสนใจใคร่รู้ในเส้นสายที่จะสามารถเกิดขึ้นได้บนมือของคนเรา มือคือภูมิทัศน์ที่น่าหลงใหล

ด้วยเหตุนี้ ฉันจึงมีช่วงเวลาที่ดีในวัยชรา ฉันรักที่จะได้เฝ้ามองสรรพสิ่งเสื่อมสลายลงอย่างคลุมเครือและเป็นธรรมชาติ

คุณอยากจะถูกจดจำในแบบไหน?

ฉันอยากจะถูกจดจำในฐานะของคนทำหนังที่มีความสุขกับชีวิต รวมถึงภาวะเจ็บปวดรวดร้าวด้วย พวกเราอยู่บนโลกอันเลวร้ายวิปริต แต่ฉันยึดมั่นกับแนวคิดที่ว่าทุกๆ วัน ล้วนมีสิ่งน่าสนใจบังเกิดขึ้น

สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในการใช้ชีวิตแต่ละวันของฉัน ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การได้พบปะผู้คน การได้นั่งฟังเรื่องราวต่างๆ ทำให้ฉันเชื่อมั่นว่าการได้มีชีวิตอยู่นั้นทรงคุณค่าเพียงใด

ภาพนำจาก Festival Internacional de Cine en Guadalajara [CC BY 2.0 (https://creativecommons.org/licenses/by/2.0)]

Advertisements
ข่าวบันเทิง, ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

สืบเนื่องจาก Faces Places เมื่อ “อานเญส วาร์ดา” พูดถึง “โกดาร์ด” และเหตุสะเทือนอารมณ์ในหนัง

เพิ่งได้ไปดูหนังสารคดีเรื่อง Faces Places ของ “อานเญส วาร์ดา” และ “เจอาร์” ช่วงหนึ่งในภาพยนตร์ที่ผมชอบมากๆ ก็คือ ช่วงท้าย ที่สองผู้กำกับฯ เดินทางไปพบ “ฌอง-ลุค โกดาร์ด” อีกหนึ่งคนทำหนังรายสำคัญของฝรั่งเศส ที่บ้านพัก แต่กลับถูกโกดาร์ดต้อนรับด้วยวิธีการที่แปลกประหลาดและเลือดเย็นเอามากๆ

หลังออกจากโรงหนัง เลยพยายามลองเสิร์ชหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต ถึงรายละเอียด มูลเหตุ และภาวะคลี่คลายตัวของซีนดังกล่าว ซึ่งพบว่าบทสัมภาษณ์ที่วาร์ดาและเจอาร์พูดคุยกับ “จาดา หยวน” แห่ง www.vulture.com นั้นอธิบายเรื่องนี้ไว้ได้ครอบคลุมดีทีเดียว

จึงตัดสินใจแปลเนื้อหาบางส่วนมาให้อ่านกันในบล็อกครับ

Capture d_écran 2017-06-23 à 19.50.14

จาดา: ตอนท้ายของหนัง มันจะมีช่วงเวลาที่คุณเดินทางไปเยี่ยม ฌอง-ลุค โกดาร์ด คุณพยายามจะกดกริ่งเรียกเขา แต่แทนที่จะออกมาต้อนรับคุณ เขากลับเขียนข้อความทิ้งไว้ตรงหน้าต่าง ซึ่งบ่งชี้ว่าเขาจะเทคุณและไม่อนุญาตให้คุณเข้าไปในบ้าน คุณอ่านข้อความดังกล่าวอย่างมีอารมณ์ ตามความเข้าใจของฉัน ข้อความของเขาพาดพิงถึง ฌาคส์ เดมี สามีของคุณ (ที่ล่วงลับไปแล้ว) ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของโกดาร์ดเช่นเดียวกับคุณ อยากให้คุณช่วยอธิบายให้ฉันฟังหน่อยได้ไหม? ว่ามีอะไรเกิดขึ้นในสถานการณ์ตอนนั้น

วาร์ดา: วันหนึ่ง เจอาร์บอกกับฉันว่า “ผมอยากพบเขา (โกดาร์ด) คุณเป็นคนโชคดีที่ได้รู้จักเขา” คุณย่อมรู้ว่าเมื่อคุณมีเพื่อนฝูง คุณก็ต้องอยากแนะนำให้พวกเขาได้รู้จักกัน ดังนั้น ฉันจึงคิดว่าสำหรับเจอาร์ มันคงเป็นเรื่องเซอร์ไพรส์ดี หากฉันพาเขาไปหาโกดาร์ด ซึ่งฉันเองก็ไม่ได้พบหน้าค่าตามาสักพักหนึ่งแล้ว ปกติ เราจะนัดพบกันทุกๆ 4 หรือ 5 ปี เพื่อสนทนาพูดคุย จากนั้น จึงมีการติดต่อกับโกดาร์ด ผ่านทางโรซาลี (ลูกสาวของวาร์ดา) และการโทรศัพท์พูดคุยกัน แล้วเขาก็นัดแนะให้พวกเราไปพบ

เจอาร์: เขาอยู่ที่บ้านของเขา

วาร์ดา: โกดาร์ดนัดเราไปพบในเวลา 11.30 น. พวกเราจึงวางแผนไว้ว่าจะนั่งรถไฟไปพบเขา แต่แล้ว ก็มีโทรศัพท์ติดต่อมาถึงโรซาลีว่า “ฌอง-ลุค อยากจะขอเจอเราตอน 9.30 น.” ดังนั้น พวกเราจึงตัดสินใจเดินทางไปยังเมืองที่เขาอาศัยอยู่ตั้งแต่คืนก่อนหน้าวันนัดพบ เราต้องจองห้องพักในโรงแรม และวันรุ่งขึ้น เวลา 9.25 น. เราก็มุ่งหน้าไปหาเขา ทว่า บางสิ่งที่พวกเราไม่คาดคิดกลับบังเกิดขึ้น มันกลายเป็นเรื่องเซอร์ไพรส์และถูกนำเสนอลงไปในหนังเรื่องนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นมันเซอร์ไพรส์ฉันหนักมาก จนน้ำตาไหลออกมา และเราก็เลือกจะเก็บเหตุการณ์ช่วงนั้นเอาไว้ในภาพยนตร์ เพราะเราคิดว่า ด้วยความสัตย์จริง เรามองเห็นทุกอย่างกำลังดำเนินไปด้วยดีและน่าเบิกบานใจมากๆ แล้วจู่ๆ เราก็ชนเข้ากับกำแพงอย่างจัง เหตุผลที่เราเลือกเก็บภาวะชนกำแพงเอาไว้ในหนังเวอร์ชั่นสุดท้าย ก็เพราะนั่นคือประตูที่ปิดตายของภาพยนตร์เรื่องนี้ มันคือสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นกับทุกชีวิต อาจจะครั้งหรือสองครั้ง หรือบางที บางคนก็อาจไม่เคยพบเจอมัน เรื่องแบบนี้มันเคยเกิดกับเธอ (เจอาร์) สักครั้งไหม? คงไม่หรอก เธอไม่น่าจะเคยเจออะไรแบบนี้

เจอาร์: เอ่อ เคยสิ

วาร์ดา: เธอออกจะเป็นพ่อหนุ่มอารมณ์ดี

เจอาร์: (หัวเราะ) ไม่จริงหรอก เรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นกับทุกคนนั่นแหละ แต่มักจะเกิดขึ้นในวันเวลา ที่เราไม่ได้คาดหวังให้มันเกิด

วาร์ดา: สิ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกเจ็บปวด ก็คือ เรื่องราวความสัมพันธ์กับฌาคส์ เดมี ซึ่งฉันนั้นคิดถึงเขามากๆ และฉันยังคงรักเขาอยู่ เมื่อโกดาร์ดระบุถึงฌาคส์ มันจึงกลายเป็นเรื่องหนักหนาสาหัสและเจ็บปวดอย่างยิ่ง แต่แล้ว เราก็คิดได้ว่า เราควรจะสงบสติอารมณ์ลง เราจึงเดินไปยังทะเลสาบเพื่อสงบจิตใจ จากนั้น เจอาร์ก็พยายามอธิบายอะไรบางอย่างให้ฉันฟัง ซึ่งฉันก็เชื่อเช่นนั้นพอดี เจอาร์เฉลียวฉลาดมากที่เข้าใจเรื่องดังกล่าว ว่าโกดาร์ดได้เขียนส่วนเสี้ยวหนึ่งของบทภาพยนตร์ขึ้นมา เขาได้ใส่องค์ประกอบบางอย่างเข้ามาในหนังเรื่องนี้ ซึ่งมันอาจจะดียิ่งกว่าการที่พวกเราได้พบเจอพูดคุยกันเสียอีก

จาดา: หลังจากเหตุการณ์วันนั้น คุณได้พูดคุยกับโกดาร์ดบ้างไหม? เขาได้ดูหนังเรื่องนี้หรือเปล่า?

วาร์ดา: ฉันส่งดีวีดีไปให้เขา แต่ไม่มีคำตอบใดๆ กลับมา แต่เขาก็เป็นคนประหลาดๆ อย่างนี้อยู่แล้ว สมัยยังเป็นหนุ่มสาว พวกเราเคยเป็นเพื่อนที่สนิทสนมกันมากๆ แต่คุณคงรู้ เมื่อเราอายุมากขึ้นๆ จาก 30 สู่ 40 เขาก็เปลี่ยนไป เขาหันไปทำหนังการเมือง แล้วเขาก็เดินทางไปอเมริกา พวกเราก็เลยขาด มันควรจะเรียกว่าอะไรนะ ขาดการแสดงความเห็นร่วมกันหรือเปล่า? ซึ่งเราก็แทบไม่ได้พบหน้ากันเลย

เจอาร์: คุณคงหมายถึงขาดการติดต่อซึ่งกันและกัน

วาร์ดา: เราไม่ได้ติดต่อกัน แต่ฉันก็ยังได้เจอเขาตามที่โน่นที่นี่อยู่บ้างนะ เวลาเขาฉายหนังของตัวเองที่ปารีส ฉันก็จะได้พบหน้าทักทายเขาประมาณห้านาที แล้วฉันก็รู้ว่าเขาชอบหนังเรื่อง The Gleaners and I (หนังในปี 2000 ของวาร์ดา ซึ่งเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับบรรดาคนเก็บขยะที่สร้างสรรค์ผลงานศิลปะในพื้นที่ชนบทของฝรั่งเศส) แต่สำหรับเหตุการณ์ในวันนั้น ฉันไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่าโกดาร์ดจะทำอะไรแบบนั้น ทว่า การกระทำของเขาก็ช่วยสร้างเสริมอะไรบางอย่างให้แก่หนังเรื่องนี้นะ ว่าแต่คุณชอบซีนนั้นไหม?

จาดา: สิ่งที่จับใจฉันมากๆ ก็คือ คุณเดินจากมาด้วยความรู้สึกที่โกรธโกดาร์ดจนแทบคลั่ง แต่คุณก็ยังยกย่องเขาอยู่ด้วยประโยคว่า “แต่ฉันยังคงชื่นชมเขา” ฉันรู้สึกว่าคุณช่างใจกว้างเหลือเกินในสถานการณ์แบบนั้น

วาร์ดา: คุณคงรู้ว่าเมื่อฉันรักใครสักคน ฉันย่อมไม่สามารถโยนเขาออกไปจากชีวิตได้ ความรักไม่ใช่สิ่งที่คุณคิดอยากจะเปิดก็เปิด คิดอยากจะปิดก็ปิด ฉันยังคงรำลึกถึงความรักที่ตนเองมีต่อเขา ในฐานะที่เขาเป็นเพื่อนของฌาคส์ เดมี พวกเราเคยไปท่องเที่ยวด้วยกันในวันหยุด พวกเราเคยสำเริงสำราญกับชีวิตพร้อมหน้ากัน และฉันก็ไม่สามารถลบเลือนภาพเหล่านั้นออกไปได้ ยิ่งกว่านั้น ฉันยังเคารพผลงานของโกดาร์ด สำหรับฉัน เขาคือนักประดิษฐ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งวงการภาพยนตร์ เขาเป็นนักค้นคว้า เป็นปราชญ์แห่งวงการหนัง ซึ่งหาได้ยากยิ่งบนโลกใบนี้ เขามีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ด้วยเหตุนี้ ฉันจึงเคารพต่อสถานะดังกล่าวของโกดาร์ดจากใจจริง แต่นั่นหมายความว่าเขาต้องเป็นคนนิสัยดีด้วยหรือเปล่า? มันไม่เกี่ยวกันเลยนะ คุณเข้าใจใช่ไหม? ในฐานะคนทำหนังฉันยังคงเคารพชื่นชมโกดาร์ด แต่ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ในฐานะมิตรสหายคนหนึ่ง ณ ปัจจุบัน ดูเหมือนเขาจะเป็นคนประเภทเฉยชาไร้มิตรจิตมิตรใจมากขึ้นเรื่อยๆ

คลิกอ่านบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มได้ที่ http://www.vulture.com/2017/10/agnes-varda-and-jr-interview-faces-places.html

 

ข่าวบันเทิง, ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

ทำความรู้จัก “อานเญส วาร์ดา” ผู้กำกับภาพยนตร์หญิงคนแรก ที่คว้า “ออสการ์เกียรติยศ”

“อานเญส วาร์ดา” ผู้กำกับหญิงวัย 89 ปี ผู้ถือกำเนิดที่ประเทศเบลเยี่ยม และเป็นคนทำหนังสตรีเพียงรายเดียวในขบวนการ “เฟรนช์ นิว เวฟ” ของฝรั่งเศส เพิ่งได้รับรางวัลออสการ์เกียรติยศ ในงาน Governors Awards เมื่อวันเสาร์ที่ 11 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ณ นครลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา

นับเป็นผู้กำกับภาพยนตร์สตรีรายแรกที่ได้รับรางวัลสาขานี้

varda oscars 1

ก่อนหน้านี้ วาร์ดาเคยกล่าวในเชิงตัดพ้อถึงการมอบรางวัลเกียรติยศดังกล่าวอยู่บ้าง ว่าตนเองได้รับรางวัลเกียรติคุณแห่งความสำเร็จบ่อยครั้งมากๆ ในระดับสามเดือนต่อหนึ่งรางวัล

“ฉันแก่แล้ว พวกเขาก็เลยไม่รู้ว่าจะให้อะไรกับฉันดี” วาร์ดากล่าวและว่า “มันน่าหัวร่อมาก ที่แม้จะมีชื่อเสียง แต่ฉันยังคงยากจนอยู่ ทั้งยากจนกลุ่มคนดู และยากจนรายได้ในบ็อกซ์ ออฟฟิศ รางวัลที่ได้จึงเป็นเหมือนการปลอบขวัญมากกว่า”

“ลูกสาวฉันบอกว่าฉันควรเดินทางมารับรางวัลนี้ที่สหรัฐ แต่มันเป็นแค่งานชายขอบของออสการ์ มันไม่ได้จัดมอบในเดือนกุมภาพันธ์ แต่มอบกันตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ฉันคิดว่านี่มันเป็นรางวัลออสการ์สำหรับคนยากจน” ผู้กำกับหญิงระบุ

อย่างไรก็ตาม เมื่อขึ้นรับรางวัลจริงๆ บรรยากาศกลับเต็มไปด้วยความชื่นมื่น

“ฉันเคยได้รับรางวัลมามากมาย แต่ที่นี่คือฮอลลีวูด เมกกะของวงการภาพยนตร์ ที่ซึ่งฉันได้รับรางวัลที่สำคัญที่สุด” วาร์ดากล่าวตอนหนึ่ง ขณะขึ้นไปรับรางวัลบนเวที ก่อนจะปิดท้ายพิธีการอย่างประทับใจ ด้วยการร่วมเต้นรำกับ “แองเจลิน่า โจลี่” นักแสดงหญิงชื่อดัง ที่ขึ้นมาประกาศเกียรติคุณของเธอ

ทั้งนี้ การมอบรางวัลออสการ์เกียรติยศในงาน Governors Awards ถูกจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 2009 ซึ่งอีกนัยหนึ่ง นี่คือการถูกเขี่ยออกมาจากการถ่ายทอดสดงานประกาศผลรางวัลออสการ์ในช่วงต้นปี

ในระยะหลังๆ สถาบันศิลปวิทยาการภาพยนตร์แห่งสหรัฐอเมริกามักมอบรางวัลเกียรติยศให้แก่บรรดาคนทำหนัง ที่ไม่เคยเฉียดกรายเข้าใกล้รางวัลออสการ์ปกติมาก่อน ดังเช่นวาร์ดาที่ไม่เคยแม้แต่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์

ซึ่งตัวเธอเองก็พูดด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดใจว่า “ฉันไม่เคยคิดว่าคนในฮอลลีวูดจะชอบงานของฉัน”

ขณะที่ “จอห์น ไบลีย์” ประธานสถาบันฯ ระบุว่า “วาร์ดาคือมรดกของขบวนการเฟรนช์ นิว เวฟ เธออาจไม่ค่อยชอบคำนี้ เพราะเธอยังคงเป็นคนทำหนังที่มีชีวิตชีวาและเปี่ยมด้วยความกระตือรือร้น แต่อย่างไรเสีย วาร์ดาก็ถือเป็นมรดกที่ยังมีลมหายใจของประวัติศาสตร์หน้านั้น”

วาร์ดาเริ่มต้นการทำงานด้วยการเป็นช่างภาพนิ่ง ก่อนจะมากำกับภาพยนตร์เรื่องแรกในชีวิตอย่าง “La Pointe Courte” ซึ่งหลายคนเห็นว่าเป็นจุดกำเนิดของเฟรนช์ นิว เวฟ ทั้งยังมีผลงานอันเป็นที่รู้จักในหมู่คนรักหนังหรือคอหนังเทศกาลอีกมากมาย อาทิ “Cléo from 5 to 7” “Vagabond” และ “The Beaches of Agnès”

ภาพยนตร์ของวาร์ดามักถูกประเมินว่ามีลักษณะที่แหกคอกและแหวกแนวจากผลงานของเพื่อนคนทำหนังกลุ่มเฟรนช์ นิว เวฟ รายอื่นๆ ตลอดเส้นทางการทำงานอันยาวไกล เธอทดลองทำมาแล้วทั้งภาพยนตร์ฟิกชั่น, หนังสารคดี, หนังสั้น และศิลปะจัดวาง

วาร์ดาเคยกล่าวถึงความแตกต่างระหว่างการทำหนังฟิกชั่นกับสารคดีเอาไว้ว่า “เมื่อฉันทำหนังฟิกชั่น แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสามัญชน ฉันก็ต้องเขียนบท ฉันมีแนวความคิดของตัวเอง ฉันต้องจัดเรียงบทสนทนา ภาพยนตร์แนวฟิกชั่นคือหนังของฉัน แต่เมื่อฉันทำหนังสารคดี ฉันมีหน้าที่ต้องรับใช้ผู้คน ซึ่งปรากฏอยู่ในภาพยนตร์เรื่องนั้น”

varda

ยิ่งกว่านั้น วาร์ดายังถือเป็นคนทำหนังเพศหญิงรุ่นบุกเบิก ผู้เป็นแรงบันดาลใจให้แก่สตรีรุ่นหลังๆ โดยเมื่อครั้งที่เริ่มสร้างสรรรค์ผลงานภาพยนตร์ เธอประมาณการว่าในประเทศฝรั่งเศส มีคนทำหนังผู้หญิงอยู่เพียงสามคนเท่านั้น อย่างไรก็ดี จุดตั้งต้นในการทำหนังของวาร์ดาไม่ได้อยู่ที่เรื่องเพศสภาพเสียทีเดียว

“ตอนเริ่มทำหนัง จุดที่ฉันสนใจไม่ใช่เรื่องความเป็นผู้หญิง แต่เพราะฉันต้องการทำหนังที่มีลักษณะถึงรากถึงโคน ทว่า ปัจจุบัน ผู้กำกับภาพยนตร์จำนวน 25 เปอร์เซ็นต์ในฝรั่งเศส คือ ผู้หญิง เรามีผู้กำกับหนังและผู้กำกับภาพที่เป็นสตรีในจำนวนมากมายอย่างไม่น่าเชื่อ ฉันขอบอกว่าที่สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ ก็เพราะพวกเราพยายามผลักดันแนวคิดที่ว่า พวกเธอสามารถทำหนังได้ มันไม่มีเหตุผลใดๆ ที่จะบ่งบอกว่าพวกเธอไม่มีศักยภาพในการทำงานประเภทนี้ ผู้หญิงสามารถทำงานทุกส่วนในกระบวนการสร้างภาพยนตร์ เพราะพวกเธอมีความฉลาดและเข้มแข็ง” วาร์ดา กล่าว

faces places

ผลงานภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของวาร์ดา คือ “Faces Places” ซึ่งเธอกำกับร่วมกับ “เจอาร์” ศิลปินหนุ่มแนวสตรีทวัย 34 ปี

ในหนังเรื่องนี้ คู่หูต่างเพศ ต่างวัย ต่างแนวทางการทำงานสองคน ออกเดินทางไปยังย่านชนบทของประเทศฝรั่งเศส เพื่อพบปะกับผู้คนธรรมดาสามัญจำนวนมาก แล้วรับฟังเรื่องเล่าของพวกเขา ก่อนจะทำการถ่ายภาพพอร์เทรทขนาดใหญ่ของคนเหล่านั้น เพื่อนำไปแปะติดตามอาคารสถานที่ต่างๆ

“เราพยายามที่จะแจ่มใส โลกใบนี้มันช่างสับสนวุ่นวาย เราตัดสินใจที่จะไม่พูดถึงความอลหม่านดังกล่าวไปมากกว่านี้” วาร์ดาพูดถึงคอนเซ็ปท์รวมๆ ของหนังเรื่องล่าสุด และว่า “บางทีเราก็ร่าเริง บางครั้งเราชอบที่จะยิ้มแย้ม บางคราว เราก็รักผู้คนทั้งหลายเหลือเกิน และเราก็อยากให้พวกคุณรักพวกเขาเช่นเดียวกัน”

รวมคมคิดของวาร์ดา

“ฉันไม่อยากถ่ายภาพยนตร์เกี่ยวกับคนที่มีอำนาจ แต่ฉันสนใจในบรรดาขบถ หรือผู้คนที่พยายามต่อสู้เพื่อชีวิตของพวกเขาเองมากกว่า”

“ฉันไม่เคยทำหนังที่เล่าเรื่องราวของชนชั้นกระฎุมพี ฉันปรารถนาที่จะอุทิศตนให้แก่การเล่าเรื่องราวของกรรมกรท่าเรือ, ชาวประมง, คนไร้บ้าน, ชนชั้นแรงงาน หรือผู้คนที่เข้าไม่ถึงอำนาจ นอกจากนี้ ตลอดชีวิตการทำงานที่ผ่านมา ฉันพยายามจะบอกกับผู้หญิงคนอื่นๆ ว่า ได้โปรดออกมาจากห้องครัว แล้วมาสร้างเครื่องมือเปลี่ยนแปลงสังคมกันเถอะ”

1504550_636604686389428_1780515677_n

“มันเป็นเรื่องง่ายที่จะพูดว่า ‘อานเญส เราขอมอบรางวัลให้คุณ’ แต่พอฉันย้อนถามไปว่า ‘แล้วเงินทำหนังล่ะอยู่ที่ไหน?’ ก็ไม่มีคำตอบใดๆ หวนกลับมา ที่บ้านฉันมีสิงสาราสัตว์อยู่เต็มไปหมด ทั้งเสือดาว, หมี, หมา และสิงโต จากแทบทุกประเทศในทวีปยุโรป ฉันขอบคุณมากๆ นะ ที่ให้รางวัลเหล่านี้มา แต่ทำไมพวกคุณไม่ให้เงินทุนมาสนับสนุนการทำหนังเรื่องต่อไปของฉันล่ะ”

(คำถาม – คุณเคยเป็นช่างภาพก่อนมาเป็นคนทำหนัง อยากทราบว่าคุณคิดอย่างไรกับคนรุ่น ‘อินสตาแกรม เจเนอเรชั่น’?)

“รูปภาพต่างๆ ได้ถูกทำให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นและถูกลดมูลค่าลงไป นี่คือผลลัพธ์ของพัฒนาการทางสังคม เมื่อตอนฉันเป็นสาวๆ ฉันชื่นชอบงานจิตรกรรม ฉันเดินทางไปพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์สองครั้งต่อสัปดาห์ แล้วก็พบว่ามันเป็นสถานที่อันร้างไร้ผู้คนอยู่เสมอ ตรงกันข้ามกับปัจจุบัน ที่นิทรรศการแสดงผลงานของโกยาและปิกัสโซถือเป็นกิจกรรมการออกสังคมในรูปแบบหนึ่ง ซึ่งนั่นก็น่าจะเป็นสิ่งที่ดีนะ เพราะฉันพยายามที่จะมองความเปลี่ยนแปลงต่างๆ บนโลกใบนี้ ในแง่มุมที่เป็นบวก ฉันเห็นด้วยกับสิ่งที่อันโตนิโอ กรัมชี่ เคยระบุเอาไว้ทำนองว่า เมื่อคุณกำลังพินิจพิเคราะห์โลก คุณต้องมองมันในแง่ร้าย แต่หากคุณกลายสภาพมาเป็นคนลงมือปฏิบัติงาน คุณก็จำเป็นต้องมองอะไรในแง่ดีเข้าไว้”

ที่มาเนื้อหา

http://www.france24.com/en/20171112-cinema-agnes-varda-hollywood-honorary-oscar-award-french-filmmaking-legend

https://www.washingtonpost.com/national/agnes-varda-reflects-on-her-ridiculous-honorary-oscar/2017/11/09/50dc43b8-c564-11e7-9922-4151f5ca6168_story.html?utm_term=.068cb91d2bd5

http://variety.com/2017/film/awards/agnes-varda-faces-places-governors-awards-2017-1202606838/

http://www.elperiodicodearagon.com/noticias/escenarios/recibir-premios-tiene-algo-ridiculo-porque-no-tengo-dinero_1229838.html

ที่มาภาพประกอบ

เพจเฟซบุ๊ก Agnès Varda Officiel

https://www.instagram.com/agnes.varda