ข่าวบันเทิง

“Hope Frozen” หนังสารคดีไทยประเด็นเข้มข้น คว้ารางวัลที่แคนาดา

วาไรตี้ รายงานว่า “Hope Frozen” ภาพยนตร์สารคดีว่าด้วยความโศกเศร้าเสียใจที่ครอบครัวคนไทยครอบครัวหนึ่งต้องเผชิญหลังการสูญเสียลูกสาว และการตัดสินใจของพวกเขาที่จะแช่แข็งร่างไร้วิญญาณของเด็กน้อยเอาไว้ เพื่อรอคอยความหวังบางอย่าง ได้รับรางวัลภาพยนตร์สารคดีนานาชาติยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังสารคดี Hot Docs ที่โตรอนโต ประเทศแคนาดา

ผู้กำกับและโปรดิวเซอร์ของหนังสารคดีเรื่องนี้คือ “ไพลิน วีเด็ล”

การได้รับรางวัลดังกล่าวจาก Hot Docs ส่งผลให้ “Hope Frozen” มีสิทธิ์ได้รับการพิจารณาคัดเลือกให้เข้าชิงรางวัลภาพยนตร์สารคดีขนาดยาวยอดเยี่ยมในออสการ์ครั้งหน้า โดยไม่ต้องเข้าฉายที่โรงภาพยนตร์ในสหรัฐอเมริกา

hopefrozen

เว็บไซต์ทางการของ “Hope Frozen” ระบุถึงเรื่องย่อของหนังเอาไว้ว่า “น้องไอนส์” เด็กหญิงวัยสองขวบจากกรุงเทพฯ กลายเป็นมนุษย์ที่อายุน้อยที่สุดในโลก ซึ่งถูกนำร่างเข้าเก็บรักษาในกระบวนการแช่แข็ง

ภายหลังจากที่เด็กน้อยเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งสมอง ครอบครัวของเธอก็ส่งร่างน้องไอนส์ไปยังแล็บในสหรัฐ ปัจจุบัน ศีรษะและสมองของเธอถูกเก็บรักษาเอาไว้ในห้องแล็บที่แอริโซนา

“Hope Frozen” จะติดตามสมาชิกครอบครัวของน้องไอนส์ โดยเฉพาะคุณพ่อ นักวิทยาศาสตร์เลเซอร์ผู้จบการศึกษาระดับปริญญาเอก และนับถือพุทธศาสนา ที่ให้ความเชื่อมั่นแก่ครอบครัวว่าทุกคนควรทุ่มเทความหวังในการฟื้นคืนชีวิตลูกสาวไว้กับเทคโนโลยีดังกล่าว ซึ่งยังเผชิญหน้ากับข้อโต้แย้งถกเถียงมากมาย

คุณพ่อมีความหวังว่า สักวัน น้องไอนส์จะมีโอกาสฟื้นคืนชีพในร่างใหม่ แม้ตัวเขาเองอาจมีชีวิตอยู่ไม่ถึงวันนั้น

ขณะเดียวกัน “แมทริกซ์” พี่ชายคนโตวัย 15 ปี ผู้เฉลียวฉลาดของน้องไอนส์ ก็ได้เข้ามาเติมเต็มความฝันของครอบครัว

หนุ่มน้อยผู้นี้เดินทางไปสหรัฐอเมริกา เพื่อหารือกับคณะนักวิทยาศาสตร์ที่มีแนวโน้มจะค้นพบวิทยาการใหม่เกี่ยวกับการเก็บรักษาความทรงจำของมนุษย์

ความศรัทธาที่มีต่อวิทยาศาสตร์อย่างเข้มข้นของครอบครัวน้องไอนส์กำลังจะถูกทดสอบใหญ่อีกครั้งหนึ่ง โดยสิ่งที่แมทริกซ์เพิ่งค้นพบ

หนังสารคดีเรื่องนี้จะถักทอฟุตเทจที่ทางพ่อแม่เคยบันทึกภาพวิถีชีวิตของน้องไอนส์ เข้ากับการเฝ้าติดตามสังเกตวิถีชีวิตของสมาชิกครอบครัวรายอื่นๆ ภายหลังการถึงแก่กรรมของน้อง

นี่คือภาพยนตร์สารคดีที่พยายามจะสำรวจตรวจสอบเทคโนโลยีซึ่งให้ความหวังว่าสมอง/ความทรงจำของมนุษย์อาจถูกเก็บรักษาเอาไว้ได้ และการต่อสู้ทางอารมณ์ความรู้สึกของสมาชิกในครอบครัว ซึ่งพร้อมจะอุทิศทุกอย่าง เพื่อชุบชีวิตเด็กน้อยวัย 2 ปี ขึ้นมาใหม่

Pailin_Wedel_Director

สำหรับ “ไพลิน วีเด็ล” นั้นเคยเป็นช่างภาพนิ่งให้แก่หนังสือพิมพ์ในสหรัฐ ก่อนจะตกหลุมรักการเล่าเรื่องราวต่างๆ ด้วยวิดีโอ และตัดสินใจเรียนรู้ศาสตร์แขนงนี้ด้วยตนเอง

เธอเคยทำงานผลิตสื่อภาพเคลื่อนไหวให้สำนักข่าวต่างชาติหลายแห่ง เช่น อัลจาซีรา, เอบีซี ออสเตรเลีย, นิวยอร์กไทมส์, เนชั่นแนล จีโอกราฟิก, โมโนเคิล, เดอะ วอลล์ สตรีท เจอร์นัล และเอพี

ภาพยนตร์สารคดีของไพลินมักมุ่งความสนใจไปยังประเด็นว่าด้วยความศรัทธา, บาดแผลในจิตใจ และการปรับตัวเข้ากับภาวะสมัยใหม่ของมนุษย์

หนังสารคดีเรื่องนี้ยังจะมีทีมงานหลักเป็นชาวไทยอีกสองราย คือ “อัคริศเฉลิม กัลยาณมิตร” นักออกแบบเสียง ซึ่งเคยทำงานร่วมกับอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล และ “ชัพวิชญ์ เต็มนิธิกุล” นักทำดนตรีประกอบภาพยนตร์ ซึ่งเคยมีผลงานน่าจดจำใน “อนธการ” และ “มะลิลา”

ที่มาเนื้อหา ภาพประกอบ และตัวอย่างภาพยนตร์

https://www.hopefrozen.com/

https://variety.com/2019/film/festivals/we-will-stand-up-hope-frozen-take-top-prizes-hot-docs-1203205112/

Advertisements
คนมองหนัง

โน้ตสั้นๆ ถึง METAPHORS

IMG_2415

โน้ตสั้นๆ ถึง METAPHORS: AN EVENING OF SOUND AND MOVING IMAGE WITH KICK THE MACHINE

1.

172413_medium

หนังสั้น/วิดีโอที่ใช้เปิดหัวประเดิมงาน คือ “Bangkok in the Evening” (กรุงเทพฯ ตอนเย็นๆ) ของ “สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์” ทรงพลังมาก แม้จะเป็นผลงานเมื่อ 12 ปีก่อน

สมพจน์พาคนดูไปสัมผัสกับบรรยากาศ ณ เวลาหกโมงเย็น ของผู้คนใน กทม. ช่วงเวลาที่พวกเขาทั้งหมดต้องยืนตรงหรืออย่างน้อยก็ต้องลุกขึ้นยืนเพื่อแสดงความเคารพเพลงชาติ แต่คนทำหนังก็ละเอียดลออมากพอที่จะจับภาพให้เห็นความแตกต่างหลากหลาย หรือความไม่ได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันโดยสมบูรณ์ของคนเหล่านั้น

ที่สำคัญ นี่เป็นหนังบันทึกภาพเวลาหกโมงเย็น ที่คนจำนวนมากกำลังแสดงอากัปกิริยาเคารพเพลงชาติ โดยไม่มีเพลงชาติเป็นเสียงประกอบแต่อย่างใด!

“Bangkok in the Evening” จึงเป็นผลงานภาพเคลื่อนไหวจากปี 2005/2548 ที่ไม่เชย แม้จะนำมาฉายอีกครั้งในปี 2017/2560

2.

5322480

ผมน่าจะได้ดู “Ghost of Asia” (2009) เป็นครั้งที่สอง แต่หนแรกเป็นการดูแบบจอเดียว แต่พอมาได้ดูแบบมัลติ-สกรีนในหนนี้ ก็เลยรู้สึกว่าคำสั่งตลกๆ ของเด็กน้อยสองคน ที่มีต่อ “ศักดา แก้วบัวดี” นั้นทรงอำนาจและเปี่ยมอารมณ์ขันอย่างยิ่ง

อีกสิ่งหนึ่งที่น่าแปลก คือ จู่ๆ ตัวเองก็รู้สึกว่าเพลง “ดอกไม้” (บอย โกสิยพงษ์) ที่ถูกใช้ในหนังสั้นเรื่องนี้ มันไพเราะ/ฟังเพลินขึ้นมาซะงั้น ทั้งๆ ที่ไม่ได้รู้สึกสะดุดใจใดๆ กับการใช้เพลงนี้ ระหว่างการดูคราวแรก

3.

stacks_image_318

เคยได้ดู “Vapour” หรือ “หมอกแม่ริม” (2015) ของอภิชาติพงศ์มาหนหนึ่งที่ “ใหม่เอี่ยม” แต่เป็นการดูแบบไม่สมบูรณ์ คือ เข้าไปห้องฉายหนังช้าเล็กน้อย เลยได้ดูหนังฉบับไม่เต็ม และทำให้ไม่ค่อยมีสมาธิจดจ่อเท่าไหร่

จนมาได้ดูรอบสองในงานนี้ จึงพบว่าหนังมีมิติทางการเมืองเด่นชัด อย่างน้อยก็พิจารณาได้จากเสียงประกอบตอนช่วงท้ายๆ (ซึ่งเอาเข้าจริง ก็ควรจะสังเกตได้ตั้งแต่เมื่อดูครั้งแรก)

ทำให้รู้สึกได้ชัดเจนขึ้น ถึงความน่ากลัวและพลังคุกคามของ “หมอกควัน” ภายในหนัง

4.

IMG_2418

ชอบช่วงที่ศักดาและ “ป้าเจน เจนจิรา พงพัศ” ออกมาเล่าเรื่อง

อย่างไรก็ดี ขณะที่เรื่องเล่าของศักดามีความราบรื่น เชื่อมโยง เป็นวงจรอันสมบูรณ์แบบ คือ เริ่มต้นจากเรื่องราวของเขากับเพื่อนสนิทวัยเด็ก ความใฝ่ฝันและการสู้ชีวิตที่ทั้งคู่มีร่วมกัน ตัดไปสู่การได้เป็นนักแสดงของศักดา การได้โอกาสไปใช้ชีวิตที่ต่างประเทศ การมีคนรักเป็นชาวต่างชาติ การได้ริเริ่มภารกิจใหม่ๆ แล้ววกกลับมายังความฝันที่ถูกเติมเต็มของเพื่อนในวัยเยาว์ เป็นฉากปิดท้าย

เรื่องเล่าของป้าเจนกลับมีท่วงทำนองในสไตล์ “อภิชาติพงศ์” มากกว่า กล่าวคือ แกเล่าเรื่องการเสียชีวิตของพี่ชาย การกลายเป็นผีของเขา แล้วก็ตัดไปที่เรื่องของรักแรกๆ ระหว่างแกกับเพื่อนชายในช่วงวัยรุ่น ก่อนจะลงเอยด้วยการรอคอย ความสิ้นหวัง และความพลัดพรากที่เขาต้องประสบ เรื่องเล่าสองเรื่องไม่มีจุดเชื่อมโยงหรือจุดบรรจบถึงกันแบบชัดๆ ทว่า กลับมีลักษณะ “ยั่วล้อ” กันอยู่ในที และถูกเชื่อมร้อยแบบบางๆ ด้วยเพลงที่ป้าเจนร้อง

ไม่รู้ว่าป้าเจนเล่าเรื่องราวแบบนี้ได้อยู่มือเพราะแสดง “หนังเจ้ย” มาเยอะ หรือ “หนังเจ้ย” ได้รับอิทธิพลการเล่าเรื่องมาจากนักแสดงขาประจำอย่างป้าเจนกันแน่ 555

5.

DSC02087

ชอบช่วง “Metaphors” โดย “อัคริศเฉลิม กัลยาณมิตร” และ “โคอิชิ ชิมิสึ” มากๆ

การออกมาเดี่ยวกีต้าร์เพื่อบรรเลงสกอร์ของ “แม่โขง โฮเต็ล” นั้นไพเราะตราตรึงทีเดียว

แปลกดี ที่ตอนฟังเพลงนี้ในหนังเรื่องนั้น ในหัวผมมันจะคิดแต่เรื่องบริบททางการเมืองยุคสงครามเย็น ที่ปรากฏล่องลอยขึ้นรางๆ จนเกือบจะรู้สึกว่าถ้าขาดไร้ซึ่งบริบทดังกล่าว สกอร์เด่นของหนังก็แทบไม่มีความหมายใดๆ

แต่พอได้มาฟังตัวสกอร์แบบเพียวๆ ในอีกบริบทหนึ่ง ผมกลับรู้สึกว่า เออ จริงๆ เพลงนี้มันก็เวิร์คและดีงามในตัวมันเองอยู่นะ

6.

IMG_2440

“An excerpt from Fever Room (เมืองแสงหมด)” (2015) ของอภิชาติพงศ์ เป็นการปิดท้ายที่เจ๋งสมการรอคอย

โดยส่วนตัวคิดว่าการนำพาสายตาคนดูไปเผชิญหน้ากับลูกเล่น/มายากลของ “แสงสว่าง” ก่อนจะพร่าเลือนทัศนวิสัยของพวกเขาด้วย “หมอกควัน” (เช่นเดียวกับผู้คนในหนังสั้น “หมอกแม่ริม”) มีความคมคายมาก

อีกจุดที่เป็นเรื่องตลกร้าย ก็คือ ในรอบที่ผมไปชมการแสดงเมื่อวันอาทิตย์ที่ 29 พ.ย. นั้น ทางผู้จัดควบคุมเวลาไว้ได้ค่อนข้างดี เพราะไม่ได้ใช้เวลาเต็มแม็กซ์จนไปเลิก 24.00 น. แต่เลิกการแสดงเมื่อเวลาประมาณ 23.00 น. เท่านั้น

ด้วยเหตุนี้ ระหว่างกำลังถูกรมและปกคลุมรายรอบด้วยหมอกควัน เมื่อเวลาสี่ทุ่มกว่าๆ ผมซึ่งยกนาฬิกาขึ้นมาดู จึงเกิดอาการตกใจ (เพราะเชื่อ -ณ ขณะนั้น- ว่าการแสดงจะไปเลิกเอาตอนเที่ยงคืนเป๊ะๆ) ว่า “เชี่ย! นี่เค้ากะจะรมควันเราไปอีกเกือบสองชั่วโมงเลยเหรอวะ???”

แต่สุดท้าย อะไรๆ มันก็ไม่เลวร้ายถึงขั้นนั้นหรอกครับ 555

7.

ขออนุญาตปิดท้ายด้วยภาพน่ารักๆ หลังการแสดงสิ้นสุดลงครับ

DSC02097

DSC02099

DSC02100