ข่าวบันเทิง

ข่าวดี “สยมภู” ได้รับเชิญเป็นกรรมการตัดสินออสการ์!

อีกหนึ่งข่าวดีของแวดวงภาพยนตร์ไทย เมื่อสถาบันศิลปะและวิทยาการภาพยนตร์แห่งสหรัฐอเมริกา ได้ออกหนังสือเชิญสมาชิกใหม่จำนวน 928 ราย ซึ่งเป็นบุคลากรสาขาต่างๆ ในวงการหนัง

โดยสมาชิกใหม่ทั้งหมดจะมีสิทธิร่วมโหวตตัดสินรางวัลออสการ์

หนึ่งในรายชื่อสมาชิกใหม่ของสถาบันฯ คือ “สยมภู มุกดีพร้อม” ผู้กำกับภาพชาวไทย ซึ่งไปสร้างชื่อเสียงระดับอินเตอร์เมื่อปีก่อนจาก Call Me by Your Name และกำลังจะมีผลงานใหม่กับหนังสยองขวัญรีเมก Suspiria ในปีนี้

สองปีก่อน สถาบันศิลปะและวิทยาการภาพยนตร์ฯ ได้ประกาศรายชื่อสมาชิกใหม่จำนวน 683 ราย โดยมี “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” ผู้กำกับภาพยนตร์ (ผู้เคยร่วมงานกับสยมภูในหนังหลายเรื่อง) และ “สุทธิรัตน์ ลาลาภ” คอสตูมดีไซเนอร์ชาวไทย รวมอยู่ด้วย

ที่มาเนื้อหา https://www.hollywoodreporter.com/news/new-academy-members-2018-revealed-1123069

ภาพจาก http://www.imdb.com/character/ch0569854/mediaviewer/rm3110747904

Advertisements
ข่าวบันเทิง

คนทำหนังสตรีมีลุ้นออสการ์จากไทย-ลาว-สิงคโปร์ กับประเด็น “ผู้หญิง-ภาพยนตร์-มนุษย์”

ปีนี้ มีหนังนานาชาติถูกส่งเข้าชิงรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม มากถึง 92 เรื่อง

ที่สำคัญ หนังเหล่านั้นเป็นผลงานของผู้กำกับภาพยนตร์หญิงมากถึง 27 ราย เว็บไซต์วาไรตี้จึงได้ไปสนทนากับบรรดาคนทำหนังสตรีจากทวีปเอเชีย ซึ่งกำลังมีลุ้นในรางวัลสาขานี้ ผ่านคำถามสำคัญๆ จำนวนหนึ่ง

หนึ่งในนั้น คือ คำถามว่า “คุณอยากให้โลกรับรู้อะไรเกี่ยวกับการดำรงอยู่ของคนทำหนังสตรี และอะไรคือสารที่คุณอยากจะสื่อออกไป?”

บล็อกคนมองหนังคัดเลือกคำตอบของผู้กำกับภาพยนตร์หญิงสามราย ที่ผลงานลุ้นรางวัลออสการ์ของพวกเธอเคยเข้าฉายเชิงพาณิชย์ในบ้านเรา มาฝากกัน

แม็ตตี้ โด (น้องฮัก – ตัวแทนจากประเทศลาว)

mattie
ภาพจาก ນ້ອງຮັກ Dearest Sister – A Lao Horror Film

“ถ้ามีอะไรที่ฉันอยากบอกให้โลกรับรู้เกี่ยวกับการเป็นผู้กำกับหญิงจากลาว สิ่งนั้นก็คือความยากลำเค็ญสุดๆ จากหลากหลายเหตุผล

“เริ่มจากการเป็นผู้กำกับหนังในประเทศ ซึ่งวงการภาพยนตร์ยุคใหม่เพิ่งจะตั้งไข่ นี่จึงเป็นการเริ่มต้นอย่างไม่ราบรื่นเท่าไหร่ ตามมาด้วยการเป็นผู้กำกับหญิงเพียงคนเดียวในประเทศ ซึ่งการทำหนังยาวยังเป็นเรื่องยุ่งยากใหญ่โตมากๆ

“อย่างไรก็ดี ฉันคิดว่าการได้รับโอกาสให้กำกับและสร้างสรรค์ภาพยนตร์ในสถานที่ที่ผู้คนมีความรู้เรื่องนี้ไม่มากนัก รวมถึงการได้สร้างภาษาภาพยนตร์ทั้งหมดด้วยตัวเอง ก็ส่งผลให้ประสบการณ์การเป็นผู้กำกับภาพยนตร์สตรีจากประเทศลาว กลายเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมงดงาม

“ทุกๆ ประเด็น ทุกๆ อุปสรรค และทุกๆ ปัญหา ที่ฉันต้องเผชิญ ได้ช่วยเพิ่มเติมความลึกซึ้งและรุ่มรวยให้แก่เรื่องราว ซึ่งฉันสามารถนำไปบอกเล่าบนจอภาพยนตร์ให้คนดูได้รับชม ฉะนั้น ได้โปรดตีตั๋วมาดูหนังของพวกเรากันเถอะค่ะ”

อโนชา สุวิชากรพงศ์ (ดาวคะนอง – ตัวแทนจากประเทศไทย)

mai
ภาพจาก ดาวคะนอง By the Time It Gets Dark

“สารที่ฉันอยากสื่อออกไป ไม่ได้จำเพาะเจาะจงอยู่ที่การเป็นผู้กำกับภาพยนตร์หญิงจากประเทศไทย แต่มันคือสารจากผู้กำกับหญิงคนหนึ่งมากกว่า

“พวกเรายังต้องร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้ผู้หญิงได้เข้ามาทำงานในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ผู้กำกับสตรีต้องได้รับโอกาสที่เท่าเทียมกับคนทำหนังเพศชาย นอกจากนี้ พวกเรายังต้องพยายามเข้าไปมีส่วนร่วมในทุกๆ สนาม ตั้งแต่สนามของหนังฮอลลีวูดทำเงิน จนถึงสนามของแวดวงภาพยนตร์อินดี้”

เคิร์สเตน ธาน (ป๊อปอาย – ตัวแทนจากประเทศสิงคโปร์)

kirsten
ภาพจาก POP AYE

“ก่อนจะไปถึงข้อเท็จจริงที่ว่าฉันเป็นผู้หญิงหรือฉันเป็นคนสิงคโปร์ สถานะแรกสุดและสำคัญสุดของฉันก็คือการเป็นมนุษย์ผู้มีเรื่องราวอยากจะบอกเล่าสื่อสาร

“ฉันปรารถนาเสมอมาที่จะทำหนังเพื่อเชิดชูคุณค่าความเป็นมนุษย์ที่พวกเราทุกคนต่างมีร่วมกัน ด้วยเหตุนี้ ฉันจึงหวังว่าผลงานของตัวเองจะไม่ถูกกักอยู่ในกรอบ ซึ่งต้องทำความเข้าใจผ่านแนวคิดเรื่องเพศสภาพและเชื้อชาติเพียงเท่านั้น ในเมื่อชีวิตของพวกเราต่างมีอะไรที่ลึกซึ้งและซับซ้อนมากเกินกว่านั้น

“สำหรับฉัน ธรรมชาติขั้นพื้นฐานสุดของภาพยนตร์คือศักยภาพในการก้าวข้ามผ่านพรมแดน สื่อประเภทนี้จึงสามารถนำเสนอทั้งสิ่งที่แปลกแยกสุดๆ และใกล้ตัวเราสุดๆ ได้พร้อมกันในช่วงเวลาเดียว”

ที่มา http://variety.com/2017/film/asia/oscar-foreign-language-female-directors-on-their-fims-1202628504/

ข่าวบันเทิง

“สยมภู มุกดีพร้อม” คนไทยที่เข้าใกล้รางวัล “ออสการ์” มากที่สุด!

เพิ่งได้อ่านบทสัมภาษณ์ “สมยภู มุกดีพร้อม” ตากล้องชาวไทย ที่กำลังถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง จากการเข้าไปมีส่วนร่วมกับหนังเรื่อง Call Me By Your Name โดยคุณก้อง ฤทธิ์ดี ในเว็บไซต์บางกอกโพสต์ เลยขออนุญาตเก็บความมาเป็นประเด็นสั้นๆ เพื่อเล่าสู่กันฟังครับ

(สำหรับใครที่พออ่านภาษาอังกฤษได้ แนะนำให้อ่านบทสัมภาษณ์ฉบับเต็ม ที่นี่)

หนึ่ง

แม้จะมีคู่แข่งน่ากลัวอีกหลายรายในสาขากำกับภาพยอดเยี่ยม แต่สยมภูยังถือเป็น “คนไทยที่มีโอกาสใกล้เคียงที่สุดกับการเข้าชิงรางวัลออสการ์” เมื่อกระแสของหนัง Call Me By Your Name ยังแรงดีไม่มีตก แถมตัวสยมภูยังเริ่มได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลกำกับภาพยอดเยี่ยมจากสถาบันต่างๆ ในช่วงส่งท้ายปี

ข้อมูลหนึ่งที่ผมเพิ่งทราบก็คือ นอกจากจบปริญญาตรี ที่คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ แล้ว สยมภูยังเคยเดินทางไปศึกษาต่อที่ Gerasimov Institute of Cinematograpy (Vgik) ณ กรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย

sayon 02
ภาพจาก https://www.moviemaker.com/archives/moviemaking/directing/love-desire-luca-guadagnino-walter-fasano-call-me-by-your-name/

สอง

สยมภูยืนยันว่าสภาพของแสงในทวีปยุโรปกับในเมืองไทยนั้นไม่เหมือนกัน ด้วยปัจจัยหลายประการ อาทิ เรื่องมุมตกกระทบของแสงอาทิตย์ และความชื้น ส่งผลให้ภาพที่ถ่ายได้มีคุณภาพผิดแผกกันตามไปด้วย

เขาบอกว่าความชื้นที่น้อยกว่า ส่งผลให้สีสันของภาพที่ถ่ายในยุโรปมีความเข้มข้นเปี่ยมชีวิตชีวามากกว่า แต่ช่างภาพก็อาจประสบปัญหาได้เช่นกัน หากต้องถ่ายหนังในช่วงแสงสุดท้ายของวัน เพราะเลนส์จะถูกปกคลุมด้วยสีบางสี เช่น สีม่วงแดง จนความแตกต่างระหว่างกลางคืนกับกลางวันปรากฏขึ้นอย่างเด่นชัด

สาม

สยมภูบอกว่าเขาจะไม่พยายามปิดกั้นกักขังตัวเองไว้ในกรอบของเทคนิคและกฎเกณฑ์ต่างๆ ว่าด้วยการถ่ายทำภาพยนตร์

เขาจะไม่พยายามดูงานของคนอื่นเพื่อนำมาใช้เป็นไอเดียอ้างอิง รวมถึงไม่พยายามทำสตอรี่บอร์ด ซึ่งจะกลายเป็นขีดจำกัดทางความคิด เขามีการวางแผนเตรียมงานล่วงหน้า แต่ก็พร้อมที่จะปรับตัวอยู่ตลอดเวลาขณะออกกองถ่าย

“นี่คงเหมือนจอมยุทธในนิยายจีนกำลังภายใน ซึ่งคุณจะค้นพบกระบี่ของตัวเองระหว่างการออกท่องยุทธภพ” ผู้กำกับภาพมือทอง บอกกับก้อง

สี่

อีกหนึ่งลักษณะเด่นของหนังเรื่อง Call Me By Your Name ก็คือ ผู้กำกับภาพอย่างสยมภูเลือกจะถ่ายภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วยฟิล์ม 35 มม.

อย่างไรก็ดี เจ้าตัวไม่ค่อยเห็นด้วยนักกับความคิดที่ว่าการถ่ายหนังด้วยระบบดิจิทัล คือ ทางเลือกของ “คนขี้เกียจ”

สยมภูอธิบายว่าทางเลือกระหว่างระบบฟิล์มหรือดิจิทัล คือการคุยกันเรื่อง “เครื่องมือ” โดยเครื่องมือแต่ละชนิดก็จะให้ผลลัพธ์แตกต่างกันออกไปตามความต้องการของผู้เลือก

ในมุมมองส่วนตัว เขารู้สึกว่าการใช้กล้องฟิล์มสามารถจับภาพ “ความจริง” (ที่เขาต้องการ) ได้ดีกว่ากล้องดิจิทัล ด้วยเหตุนี้ กล้องฟิล์มจึงเป็นอุปกรณ์ที่ตอบสนองความต้องการของเขา

แต่มิได้หมายความว่ากล้องฟิล์มจะดีกว่ากล้องดิจิทัล

sayom 01
ภาพจาก http://www.imdb.com/character/ch0569854/mediaviewer/rm3110747904

ห้า

แน่นอนว่าใบเบิกทางสำคัญสู่แวดวงภาพยนตร์นานาชาติของสยมภู ได้แก่ การเป็นผู้กำกับภาพให้แก่หนังไทยเรื่อง “ลุงบุญมีระลึกชาติ” ของอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล

สยมภูพูดถึงจุดเด่นของผู้กำกับรางวัลปาล์มทองคำรายนี้ว่า อภิชาติพงศ์ชอบลงทุนเรื่องคนและเวลา มากกว่าเรื่องวัสดุอุปกรณ์

ดังนั้น การทำงานร่วมกับอภิชาติพงศ์ คือ กระบวนการแสวงหาความคิดสร้างสรรค์ร่วมกันภายในโลกเฉพาะ ที่คุณจะถูกขับเคลื่อนด้วยสภาวะแวดล้อม สถานที่ถ่ายทำ และเหล่านักแสดง

ที่มา https://www.bangkokpost.com/lifestyle/social-and-lifestyle/1376419/shooting-star

ข่าวบันเทิง, ในน้ำเน่ามีเงาจันทร์

ทำความรู้จัก “อานเญส วาร์ดา” ผู้กำกับภาพยนตร์หญิงคนแรก ที่คว้า “ออสการ์เกียรติยศ”

“อานเญส วาร์ดา” ผู้กำกับหญิงวัย 89 ปี ผู้ถือกำเนิดที่ประเทศเบลเยี่ยม และเป็นคนทำหนังสตรีเพียงรายเดียวในขบวนการ “เฟรนช์ นิว เวฟ” ของฝรั่งเศส เพิ่งได้รับรางวัลออสการ์เกียรติยศ ในงาน Governors Awards เมื่อวันเสาร์ที่ 11 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ณ นครลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา

นับเป็นผู้กำกับภาพยนตร์สตรีรายแรกที่ได้รับรางวัลสาขานี้

varda oscars 1

ก่อนหน้านี้ วาร์ดาเคยกล่าวในเชิงตัดพ้อถึงการมอบรางวัลเกียรติยศดังกล่าวอยู่บ้าง ว่าตนเองได้รับรางวัลเกียรติคุณแห่งความสำเร็จบ่อยครั้งมากๆ ในระดับสามเดือนต่อหนึ่งรางวัล

“ฉันแก่แล้ว พวกเขาก็เลยไม่รู้ว่าจะให้อะไรกับฉันดี” วาร์ดากล่าวและว่า “มันน่าหัวร่อมาก ที่แม้จะมีชื่อเสียง แต่ฉันยังคงยากจนอยู่ ทั้งยากจนกลุ่มคนดู และยากจนรายได้ในบ็อกซ์ ออฟฟิศ รางวัลที่ได้จึงเป็นเหมือนการปลอบขวัญมากกว่า”

“ลูกสาวฉันบอกว่าฉันควรเดินทางมารับรางวัลนี้ที่สหรัฐ แต่มันเป็นแค่งานชายขอบของออสการ์ มันไม่ได้จัดมอบในเดือนกุมภาพันธ์ แต่มอบกันตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ฉันคิดว่านี่มันเป็นรางวัลออสการ์สำหรับคนยากจน” ผู้กำกับหญิงระบุ

อย่างไรก็ตาม เมื่อขึ้นรับรางวัลจริงๆ บรรยากาศกลับเต็มไปด้วยความชื่นมื่น

“ฉันเคยได้รับรางวัลมามากมาย แต่ที่นี่คือฮอลลีวูด เมกกะของวงการภาพยนตร์ ที่ซึ่งฉันได้รับรางวัลที่สำคัญที่สุด” วาร์ดากล่าวตอนหนึ่ง ขณะขึ้นไปรับรางวัลบนเวที ก่อนจะปิดท้ายพิธีการอย่างประทับใจ ด้วยการร่วมเต้นรำกับ “แองเจลิน่า โจลี่” นักแสดงหญิงชื่อดัง ที่ขึ้นมาประกาศเกียรติคุณของเธอ

ทั้งนี้ การมอบรางวัลออสการ์เกียรติยศในงาน Governors Awards ถูกจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 2009 ซึ่งอีกนัยหนึ่ง นี่คือการถูกเขี่ยออกมาจากการถ่ายทอดสดงานประกาศผลรางวัลออสการ์ในช่วงต้นปี

ในระยะหลังๆ สถาบันศิลปวิทยาการภาพยนตร์แห่งสหรัฐอเมริกามักมอบรางวัลเกียรติยศให้แก่บรรดาคนทำหนัง ที่ไม่เคยเฉียดกรายเข้าใกล้รางวัลออสการ์ปกติมาก่อน ดังเช่นวาร์ดาที่ไม่เคยแม้แต่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์

ซึ่งตัวเธอเองก็พูดด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดใจว่า “ฉันไม่เคยคิดว่าคนในฮอลลีวูดจะชอบงานของฉัน”

ขณะที่ “จอห์น ไบลีย์” ประธานสถาบันฯ ระบุว่า “วาร์ดาคือมรดกของขบวนการเฟรนช์ นิว เวฟ เธออาจไม่ค่อยชอบคำนี้ เพราะเธอยังคงเป็นคนทำหนังที่มีชีวิตชีวาและเปี่ยมด้วยความกระตือรือร้น แต่อย่างไรเสีย วาร์ดาก็ถือเป็นมรดกที่ยังมีลมหายใจของประวัติศาสตร์หน้านั้น”

วาร์ดาเริ่มต้นการทำงานด้วยการเป็นช่างภาพนิ่ง ก่อนจะมากำกับภาพยนตร์เรื่องแรกในชีวิตอย่าง “La Pointe Courte” ซึ่งหลายคนเห็นว่าเป็นจุดกำเนิดของเฟรนช์ นิว เวฟ ทั้งยังมีผลงานอันเป็นที่รู้จักในหมู่คนรักหนังหรือคอหนังเทศกาลอีกมากมาย อาทิ “Cléo from 5 to 7” “Vagabond” และ “The Beaches of Agnès”

ภาพยนตร์ของวาร์ดามักถูกประเมินว่ามีลักษณะที่แหกคอกและแหวกแนวจากผลงานของเพื่อนคนทำหนังกลุ่มเฟรนช์ นิว เวฟ รายอื่นๆ ตลอดเส้นทางการทำงานอันยาวไกล เธอทดลองทำมาแล้วทั้งภาพยนตร์ฟิกชั่น, หนังสารคดี, หนังสั้น และศิลปะจัดวาง

วาร์ดาเคยกล่าวถึงความแตกต่างระหว่างการทำหนังฟิกชั่นกับสารคดีเอาไว้ว่า “เมื่อฉันทำหนังฟิกชั่น แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสามัญชน ฉันก็ต้องเขียนบท ฉันมีแนวความคิดของตัวเอง ฉันต้องจัดเรียงบทสนทนา ภาพยนตร์แนวฟิกชั่นคือหนังของฉัน แต่เมื่อฉันทำหนังสารคดี ฉันมีหน้าที่ต้องรับใช้ผู้คน ซึ่งปรากฏอยู่ในภาพยนตร์เรื่องนั้น”

varda

ยิ่งกว่านั้น วาร์ดายังถือเป็นคนทำหนังเพศหญิงรุ่นบุกเบิก ผู้เป็นแรงบันดาลใจให้แก่สตรีรุ่นหลังๆ โดยเมื่อครั้งที่เริ่มสร้างสรรรค์ผลงานภาพยนตร์ เธอประมาณการว่าในประเทศฝรั่งเศส มีคนทำหนังผู้หญิงอยู่เพียงสามคนเท่านั้น อย่างไรก็ดี จุดตั้งต้นในการทำหนังของวาร์ดาไม่ได้อยู่ที่เรื่องเพศสภาพเสียทีเดียว

“ตอนเริ่มทำหนัง จุดที่ฉันสนใจไม่ใช่เรื่องความเป็นผู้หญิง แต่เพราะฉันต้องการทำหนังที่มีลักษณะถึงรากถึงโคน ทว่า ปัจจุบัน ผู้กำกับภาพยนตร์จำนวน 25 เปอร์เซ็นต์ในฝรั่งเศส คือ ผู้หญิง เรามีผู้กำกับหนังและผู้กำกับภาพที่เป็นสตรีในจำนวนมากมายอย่างไม่น่าเชื่อ ฉันขอบอกว่าที่สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ ก็เพราะพวกเราพยายามผลักดันแนวคิดที่ว่า พวกเธอสามารถทำหนังได้ มันไม่มีเหตุผลใดๆ ที่จะบ่งบอกว่าพวกเธอไม่มีศักยภาพในการทำงานประเภทนี้ ผู้หญิงสามารถทำงานทุกส่วนในกระบวนการสร้างภาพยนตร์ เพราะพวกเธอมีความฉลาดและเข้มแข็ง” วาร์ดา กล่าว

faces places

ผลงานภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของวาร์ดา คือ “Faces Places” ซึ่งเธอกำกับร่วมกับ “เจอาร์” ศิลปินหนุ่มแนวสตรีทวัย 34 ปี

ในหนังเรื่องนี้ คู่หูต่างเพศ ต่างวัย ต่างแนวทางการทำงานสองคน ออกเดินทางไปยังย่านชนบทของประเทศฝรั่งเศส เพื่อพบปะกับผู้คนธรรมดาสามัญจำนวนมาก แล้วรับฟังเรื่องเล่าของพวกเขา ก่อนจะทำการถ่ายภาพพอร์เทรทขนาดใหญ่ของคนเหล่านั้น เพื่อนำไปแปะติดตามอาคารสถานที่ต่างๆ

“เราพยายามที่จะแจ่มใส โลกใบนี้มันช่างสับสนวุ่นวาย เราตัดสินใจที่จะไม่พูดถึงความอลหม่านดังกล่าวไปมากกว่านี้” วาร์ดาพูดถึงคอนเซ็ปท์รวมๆ ของหนังเรื่องล่าสุด และว่า “บางทีเราก็ร่าเริง บางครั้งเราชอบที่จะยิ้มแย้ม บางคราว เราก็รักผู้คนทั้งหลายเหลือเกิน และเราก็อยากให้พวกคุณรักพวกเขาเช่นเดียวกัน”

รวมคมคิดของวาร์ดา

“ฉันไม่อยากถ่ายภาพยนตร์เกี่ยวกับคนที่มีอำนาจ แต่ฉันสนใจในบรรดาขบถ หรือผู้คนที่พยายามต่อสู้เพื่อชีวิตของพวกเขาเองมากกว่า”

“ฉันไม่เคยทำหนังที่เล่าเรื่องราวของชนชั้นกระฎุมพี ฉันปรารถนาที่จะอุทิศตนให้แก่การเล่าเรื่องราวของกรรมกรท่าเรือ, ชาวประมง, คนไร้บ้าน, ชนชั้นแรงงาน หรือผู้คนที่เข้าไม่ถึงอำนาจ นอกจากนี้ ตลอดชีวิตการทำงานที่ผ่านมา ฉันพยายามจะบอกกับผู้หญิงคนอื่นๆ ว่า ได้โปรดออกมาจากห้องครัว แล้วมาสร้างเครื่องมือเปลี่ยนแปลงสังคมกันเถอะ”

1504550_636604686389428_1780515677_n

“มันเป็นเรื่องง่ายที่จะพูดว่า ‘อานเญส เราขอมอบรางวัลให้คุณ’ แต่พอฉันย้อนถามไปว่า ‘แล้วเงินทำหนังล่ะอยู่ที่ไหน?’ ก็ไม่มีคำตอบใดๆ หวนกลับมา ที่บ้านฉันมีสิงสาราสัตว์อยู่เต็มไปหมด ทั้งเสือดาว, หมี, หมา และสิงโต จากแทบทุกประเทศในทวีปยุโรป ฉันขอบคุณมากๆ นะ ที่ให้รางวัลเหล่านี้มา แต่ทำไมพวกคุณไม่ให้เงินทุนมาสนับสนุนการทำหนังเรื่องต่อไปของฉันล่ะ”

(คำถาม – คุณเคยเป็นช่างภาพก่อนมาเป็นคนทำหนัง อยากทราบว่าคุณคิดอย่างไรกับคนรุ่น ‘อินสตาแกรม เจเนอเรชั่น’?)

“รูปภาพต่างๆ ได้ถูกทำให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นและถูกลดมูลค่าลงไป นี่คือผลลัพธ์ของพัฒนาการทางสังคม เมื่อตอนฉันเป็นสาวๆ ฉันชื่นชอบงานจิตรกรรม ฉันเดินทางไปพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์สองครั้งต่อสัปดาห์ แล้วก็พบว่ามันเป็นสถานที่อันร้างไร้ผู้คนอยู่เสมอ ตรงกันข้ามกับปัจจุบัน ที่นิทรรศการแสดงผลงานของโกยาและปิกัสโซถือเป็นกิจกรรมการออกสังคมในรูปแบบหนึ่ง ซึ่งนั่นก็น่าจะเป็นสิ่งที่ดีนะ เพราะฉันพยายามที่จะมองความเปลี่ยนแปลงต่างๆ บนโลกใบนี้ ในแง่มุมที่เป็นบวก ฉันเห็นด้วยกับสิ่งที่อันโตนิโอ กรัมชี่ เคยระบุเอาไว้ทำนองว่า เมื่อคุณกำลังพินิจพิเคราะห์โลก คุณต้องมองมันในแง่ร้าย แต่หากคุณกลายสภาพมาเป็นคนลงมือปฏิบัติงาน คุณก็จำเป็นต้องมองอะไรในแง่ดีเข้าไว้”

ที่มาเนื้อหา

http://www.france24.com/en/20171112-cinema-agnes-varda-hollywood-honorary-oscar-award-french-filmmaking-legend

https://www.washingtonpost.com/national/agnes-varda-reflects-on-her-ridiculous-honorary-oscar/2017/11/09/50dc43b8-c564-11e7-9922-4151f5ca6168_story.html?utm_term=.068cb91d2bd5

http://variety.com/2017/film/awards/agnes-varda-faces-places-governors-awards-2017-1202606838/

http://www.elperiodicodearagon.com/noticias/escenarios/recibir-premios-tiene-algo-ridiculo-porque-no-tengo-dinero_1229838.html

ที่มาภาพประกอบ

เพจเฟซบุ๊ก Agnès Varda Officiel

https://www.instagram.com/agnes.varda

 

ข่าวบันเทิง

“หนังพูดไทย” 2 เรื่อง ถูกส่งชิงออสการ์ สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม!

คณะกรรมการภาพยนตร์ของสิงคโปร์ลงมติเลือกภาพยนตร์เรื่อง “Pop Aye” ให้เป็นตัวแทนของประเทศ เข้าชิงรางวัลออสการ์ครั้งที่ 90 สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม

หนังเรื่องนี้เป็นผลงานของผู้กำกับหญิง “เคิร์สเตน ธาน” ซึ่งถ่ายทำในประเทศไทย รวมถึงใช้นักแสดงไทย และนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับสังคมไทย

หนังบอกเล่าถึงชีวิตวัยกลางคน-เริ่มต้นชราของสถาปนิกรุ่นเก่า (รับบทโดยธเนศ วรากุลนุเคราะห์) ที่ออกเดินทางพร้อมกับเพื่อนช้างในวัยเยาว์ เพื่อย้อนกลับไปยัง “บ้านเดิม” ของพวกเขาในพื้นที่ชนบท

ป๊อป อาย จีน

“Pop Aye เป็นเรื่องราวว่าด้วยการค้นหาตนเอง ซึ่งถูกถ่ายทอดออกมาอย่างงดงามโดยทีมผู้สร้างชาวสิงคโปร์ รวมถึงตัวผู้กำกับ-คนเขียนบท เคิร์สเตน ธาน โปรดิวเซอร์ ไหลเว่ยเจี่ยและหวงเวินหง ตลอดจนผู้อำนวยการสร้าง แอนโธนี่ เฉิน หนังเรื่องนี้สามารถสร้างอารมณ์สั่นสะเทือนให้แก่คนดูทั้งในประเทศและคนดูนานาชาติ”

โจอาคิม อึ้ง ผู้อำนวยการคณะกรรมการภาพยนตร์ของสิงคโปร์ ระบุเหตุผลที่เลือกหนังเรื่องนี้เป็นตัวแทนของประเทศ

นับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา หนังลูกครึ่งสิงคโปร์-ไทยเรื่องนี้ ได้ออกเดินทางไปคว้ารางวัลระดับนานาชาติมามากมาย รวมทั้งรางวัลจากเทศกาลใหญ่ๆ อย่าง “ซันแดนซ์” และ “ร็อตเตอร์ดัม”

ดาวคะนอง ใหม่

ก่อนหน้านี้ สมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ (ของไทย) ได้เสนอชื่อ “ดาวคะนอง” ผลงานของอโนชา สุวิชากรพงศ์ เป็นตัวแทนหนังไทยเข้าชิงรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม

โดย Pop Aye หรือในชื่อไทย “ป๊อปอายมายเฟรนด์” ก็เป็นหนึ่งใน “หนังไทย” ที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายจำนวนห้าเรื่อง ซึ่งถูกนำไปพิจารณาคัดเลือกด้วยเช่นกัน ก่อนที่คณะกรรมการจะลงมติเป็นเอกฉันท์เลือก “ดาวคะนอง” ในท้ายที่สุด

นี่จึงส่งผลให้มี “หนังพูดภาษาไทย” สองเรื่อง ถูกจัดส่งเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยมของการประกาศผลรางวัลออสการ์ครั้งที่ 90

ที่มา http://variety.com/2017/film/asia/singapore-pop-aye-foreign-language-oscar-contention-1202569547/

ข่าวบันเทิง

ส่ง “ดาวคะนอง” เป็นตัวแทนไทยชิงรางวัลออสการ์ – ชมหนังปะหัวเทศกาลภาพยนตร์สั้นครั้งที่ 21

สมาพันธ์ภาพยนตร์ฯ ส่ง “ดาวคะนอง” ชิงออสการ์ ครั้งที่ 90

ดาวคะนอง ออสการ์

สมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการ 7 คน โดยมี นายนคร วีระประวัติ เป็นประธาน ในการพิจารณาหนังไทยเพื่อไปชิงรางวัลออสการ์ ครั้งที่ 90 ในสาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม (Best Foreign Language Film Award) ผลการพิจารณาเป็นมติเอกฉันท์เลือก “ดาวคะนอง” เป็นตัวแทนหนังไทย

“ในที่ประชุมมีรูปแบบการพิจารณาโดยให้กรรมการเสนอหนังไทยเพื่อพิจารณาและออกความเห็นเป็นรายคนจนครบทุกคน มีภาพยนตร์ที่เข้ารอบสุดท้าย 4 เรื่องได้แก่ ฉลาดเกมส์โกง, มหา’ลัยวัวชน, ดาวคะนอง และป๊อปอายมายเฟรนด์ คณะกรรมการมีการถกเถียง อธิบายเหตุผล วิเคราะห์กันจนในที่สุด ดาวคะนอง ก็เป็นผู้ชนะด้วยคะแนนเสียงข้างมากไป” นายนคร กล่าว

ที่มา เพจ สมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ

เทศกาลหนังสั้น 21 เริ่มต้นแล้ว

หนังสั้น 21

เริ่มต้นขึ้นแล้ว สำหรับงานเทศกาลภาพยนตร์สั้นครั้งที่ 21 ซึ่งจะมีไปจนถึงวันที่ 10 กันยายนนี้ ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร สี่แยกปทุมวัน

สำหรับผู้สนใจรายละเอียดของโปรแกรม และวันเวลาการฉายหนัง สามารถติดตามได้ที่เพจ Thai Short Film & Video Festival ของทางเทศกาล

 

ขอปิดท้ายรายงานข่าวด้วย “Lighting for Funeral” หนังปะหัวเทศกาลภาพยนตร์สั้นครั้งที่ 21 ผลงานของ “จักรวาล นิลธำรงค์”

ซึ่งเจ้าตัวได้ระบุถึงแนวคิดเบื้องหลังของงานชิ้นนี้เอาไว้ว่า

“ทุกปี filmmaker รุ่นใหม่และเทศกาลหนังสั้นไทยทำหน้าที่เหมือนเตาเผาช่วยเติมเชื้อไฟให้วงการหนังที่กำลังจะมอดไหม้ให้ลุกโชติช่วง

“ขอเชิญร่วมค้นหาและเฉลิมฉลองอนาคตของหนังไทยและขอเชิญร่วมฌาปนกิจปัจจุบันที่ล่มสลาย และต้อนรับการเริ่มต้นใหม่อีกสักครั้ง”

ข่าวบันเทิง

รู้ไหม? นอกจาก “อภิชาติพงศ์” ยังมีคนเชื้อสายไทยอีกหนึ่งราย ที่ได้สิทธิ์โหวตออสการ์

หลังจากสถาบันศิลปะและวิทยาการภาพยนตร์แห่งสหรัฐอเมริกา เพิ่งประกาศรายชื่อบุคลากรสาขาต่างๆ จากวงการหนังนานาชาติ จำนวน 683 ราย ที่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมเป็นสมาชิกใหม่ของสถาบันฯ ส่งผลให้บุคคลกลุ่มนี้มีสิทธิ์ในการโหวตตัดสินรางวัลออสการ์ 

โดยหนึ่งในนั้นมีชื่อ “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวไทยที่เคยได้รับรางวัลปาล์มทองคำ จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ รวมอยู่ด้วย

นอกจากนั้น น่าสนใจว่า เมื่อตรวจสอบรายนามบุคลากรสาย “คอสตูม ดีไซเนอร์” หรือ “ออกแบบเครื่องแต่งกาย” ที่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของสถาบันฯ ในครั้งนี้ ก็พบชื่อของ “สุทธิรัตน์ ลาลาภ” หรือ Suttirat Anne Larlarb ซึ่งเคยฝากผลงานออกแบบเครื่องแต่งกายเอาไว้ในหนังดังอย่าง “Steve Jobs” และ “127 Hours”

สุทธิรัตน์
ภาพโดย Martin Hunter ที่มา https://alumni.stanford.edu/get/page/magazine/article/?article_id=28444

โดยสุทธิรัตน์มีพ่อแม่เป็นคนไทย เธอเติบโตและเล่าเรียนในสหรัฐอเมริกา ทั้งยังเคยมีประสบการณ์ในการข้ามไปทำงานยังฝั่งอังกฤษ

ล่าสุด อภิชาติพงศ์ให้สัมภาษณ์กับเว็บไซต์ข่าวสดอิงลิช ถึงกรณีดังกล่าว มีเนื้อหาส่วนหนึ่งว่า

“ในสหรัฐอเมริกา บรรดาองค์กรเอกชนต่างพยายามออกมาแสดงบทบาทสำคัญในธุรกิจภาพยนตร์ พวกเขามีสหภาพและสมาคมวิชาชีพสำหรับบุคลากรในแต่ละสาขา ซึ่งนำไปสู่การมีเสรีภาพในการสร้างสรรค์ผลงานและการควบคุมตรวจสอบในหมู่คนทำงานด้วยกันเอง โดยที่ภาครัฐแทบจะไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวใดๆ กับพวกเขา”

 

ผู้กำกับเจ้าของรางวัลปาล์มทองคำกล่าวและว่า “เมื่อได้เข้าเป็นสมาชิกของสถาบันฯ ผมจะใช้โอกาสในการเข้าไปศึกษาระบบการทำงานของพวกเขา ซึ่งจะส่งผลให้ผมสามารถกลับมามอบคำแนะนำและแสดงความคิดเห็น เพื่อช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย”

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 

http://www.matichon.co.th/news/194554

http://www.latimes.com/entertainment/movies/la-et-mn-683-new-academy-membership-20160629-snap-story.html

https://en.wikipedia.org/wiki/Suttirat_Anne_Larlarb

http://www.khaosodenglish.com/life/arts/2016/06/30/apichatpong-rule-oscars-1st-thai-academy-member/

 

ข่าวบันเทิง

รู้จักผู้กำกับหญิงจากปากีสถานที่คว้าออสการ์ได้ถึงสองครั้ง และผลงานของเธอ

“ชาร์มีน โอเบด ชินอย” ผู้กำกับหญิงวัย 37 ปี สร้างประวัติศาสตร์เป็นชาวปากีสถานเพียงคนเดียว ที่สามารถคว้ารางวัลออสการ์ได้ถึง 2 ครั้ง

โดยในงานมอบรางวัลหนล่าสุด เธอได้รับรางวัลภาพยนตร์สารคดีขนาดสั้นยอดเยี่ยม จากหนังเรื่อง “A Girl in the River: The Price of Forgiveness” ซึ่งเล่าเรื่องราว “การสังหารเพื่อเกียรติยศ” ในปากีสถาน

Print

ชาร์มีนติดตามชีวิตของเด็กสาววัย 18 ปีรายหนึ่ง ซึ่งถูกยิงโดยญาติๆ ด้วยข้ออ้างที่ว่า “เพื่อกอบกู้เกียรติยศชื่อเสียงของครอบครัว” ก่อนพวกเขาจะนำร่างเธอโยนลงสู่แม่น้ำ

อย่างไรก็ดี เด็กสาวกลับรอดชีวิตอย่างปาฏิหาริย์ แล้วนำเรื่องที่เกิดกับตัวเองมาถ่ายทอดให้โลกได้รับรู้

“การฆ่าเพื่อผดุงรักษาเกียรติยศ” เป็นความจริงที่รับทราบกันในวงกว้าง แต่ไม่ค่อยถูกกล่าวถึงในสังคมปากีสถาน เพราะอาชญากรรมลักษณะนี้มักไม่ถูกรายงานเป็นข่าว ส่วนเหยื่อผู้ถูกสังหารก็กลายสถานะเป็นบุคคลหายสาบสูญ ชาร์มีน จึงเลือกหยิบยกเอาปัญหาที่เกิดขึ้นมาถ่ายทอดเป็นภาพยนตร์สารคดี

หลังขึ้นรับรางวัลออสการ์ เธอระบุว่า นายกรัฐมนตรี “นาวาซ ชารีฟ” แห่งปากีสถาน ได้ชมหนังเรื่องนี้แล้ว และให้สัญญาว่าจะหาทางแก้ไขกฎหมาย เพื่อป้องกันการก่ออาชญากรรมในลักษณะดังกล่าว

แต่คงต้องจับตาดูกันยาวๆ เพราะประเพณีการเข่นฆ่าเช่นนี้ยังคงได้รับการสนับสนุนจากผู้คนจำนวนมากในปากีสถาน ขณะเดียวกัน ฆาตกรก็สามารถรอดพ้นจากการถูกดำเนินคดีอย่างง่ายดาย หากเพียงพวกเขาได้รับการให้อภัยจากครอบครัวของเหยื่อ

ชาร์มีนเกิดและเข้ารับการศึกษาเบื้องต้นที่ปากีสถาน ก่อนจะไปจบการศึกษาด้านสื่อสารมวลชนที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด

เมื่อปี 2012 เธอเคยได้รับรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์สารคดีขนาดสั้นยอดเยี่ยม มาหนหนึ่งแล้ว จากหนังเรื่อง “Saving Face” (ที่กำกับร่วมกับ “แดเนียล ยุงเกอร์”)

Saving_Face-915x1414

หนังเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับกรณีการทำร้ายกันด้วยน้ำกรดที่ปากีสถาน ซึ่งสมาชิกในครอบครัวที่รู้สึกเสื่อมเสียเกียรติ หรือชายผู้ผิดหวังในความรัก เลือกจะทำร้ายคู่กรณีที่เป็นเหยื่อและสตรีเพศ ด้วยการสาดน้ำกรดทำลายโฉมผู้หญิงเหล่านั้น

ชาร์มีนบอกกับ “ไชมา คาลิล” ผู้สื่อข่าว “บีบีซี” ว่า ตนเองมักถูกวิจารณ์ว่าชอบนำเสนอแต่เพียงแง่มุมด้านลบของประเทศบ้านเกิด

ผู้กำกับหญิงรายนี้พยายามอธิบายกลับไปว่า เธอก็รักประเทศบ้านเกิด จนจำเป็นต้องพูดถึงประเด็นปัญหาของประเทศแห่งนี้ เพื่อให้ปัญหาทั้งหมดได้รับการแก้ไข

ชาร์มีน โอเบด ชินอย มิได้เป็นเพียง “กรณียกเว้น” ของประเทศปากีสถาน ในฐานะพลเมืองรายแรกและรายเดียวที่ได้รับรางวัลออสการ์ถึงสองครั้งเท่านั้น

แต่เธอยังเป็นผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จในระดับนานาชาติ ท่ามกลางสตรีร่วมสังคมอีกหลายพันคน ซึ่งต้องเผชิญหน้ากับการถูกสาดน้ำกรดใส่ หรือการถูกสังหารเพื่อปกป้องรักษาเกียรติยศของวงศ์ตระกูล

“ถ้ากฎหมายต่อต้านการสังหารคนเพื่อรักษาเกียรติยศถูกประกาศใช้ เมื่อนั้น ฉันจึงจะเป็นผู้ชนะที่แท้จริง ขณะเดินอยู่บนพรมแดง” ชาร์มีน เคยให้สัมภาษณ์เอาไว้ ก่อนจะได้รับออสการ์ตัวที่สอง

“การสังหารเพื่อรักษาเกียรติยศ” คือ การสังหารชีวิตญาติพี่น้องในครอบครัว โดยสมาชิกรายอื่นๆ ในวงศ์ตระกูล เพราะฆาตกรมีความเชื่อว่าเหยื่อได้สร้างความน่าอับอายหรือเสื่อมเสียเกียรติยศให้แก่เครือญาติ หรือได้ล่วงละเมิดหลักการข้อห้ามของชุมชนหรือศาสนา

 

โดยส่วนใหญ่ ผู้ถูกสังหาร มักเป็นคนซึ่งปฏิเสธที่จะเข้าพิธีสมรสแบบ “คลุมถุงชน,” หรือไปมีความรัก ซึ่งไม่ได้รับการอนุญาตจากครอบครัว, ไปมีเพศสัมพันธ์นอกสถาบันการแต่งงาน, ตกเป็นเหยื่อของการล่วงละเมิดทางเพศ, แต่งกายไม่เหมาะสมกับบรรทัดฐานทางสังคม, เข้าไปข้องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางเพศที่หลุดพ้นออกไปจากกรอบ “ชาย-หญิง” รวมทั้งการประกาศสละทิ้งซึ่งความเชื่อความศรัทธาทางศาสนา

 

เหยื่อของการถูกสังหารในลักษณะนี้ มักเป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย

ข่าวบันเทิง

ชัยชนะหนแรกของคุณปู่ “มอร์ริโคเน่” บนเวทีออสการ์

ในการประกาศผลรางวัลออสการ์ครั้งที่ 88 “เอนนิโอ มอร์ริโคเน่” นักประพันธ์ดนตรีอาวุโส วัย 87 ปี จากอิตาลี เพิ่งคว้ารางวัลออสการ์ (ประเภทที่มีการแข่งขันชิงรางวัล) ได้เป็นครั้งแรกในชีวิต จากรางวัลดนตรีประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ของหนังเรื่อง “The Hateful Eight” โดยผู้กำกับ “เควนติน แทแรนติโน่”

หลังจากคุณปู่มอร์ริโคเน่ทำงานในสายอาชีพดังกล่าวมาเกือบ 60 ปี ประพันธ์ดนตรีประกอบให้ภาพยนตร์และงานโทรทัศน์มากว่า 500 เรื่อง เคยเข้าชิงออสการ์ 5 หน แต่พลาดรางวัลหมด

แถมยังเคย “ข้ามขั้น” ไปได้รับรางวัลเกียรติยศบนเวทีออสการ์มาแล้วด้วย เมื่อปี 2007

มอร์ริโคเน่ มีผลงานการประพันธ์ดนตรีประกอบภาพยนตร์อันโด่งดังเป็นจำนวนมาก อาทิ งานเข้าชิงออสการ์ อันได้แก่ “Days of Heaven,” “The Mission,” “The Untouchables,” “Bugsy” และ “Malena” ตลอดจนผลงานดนตรีประกอบในหนังสุดซาบซึ้งเรื่อง “Cinema Paradiso” และ “The Legend of 1900”

ยิ่งกว่านั้น เขายังเป็นหมุดหมายสำคัญในการสร้างสรรค์เสียงดนตรีประกอบภาพยนตร์แนว “สปาเก็ตตี้ เวสเทิร์น” (หนังคาวบอยรสชาติอิตาเลียน) ของผู้กำกับ “เซอร์จิโอ เลโอเน่”

The-Hateful-Eight-Banner

“The Hateful Eight” คือการร่วมงานกันอย่างเต็มตัวเป็นครั้งแรกระหว่างแทแรนติโน่กับมอร์ริโคเน่ หลังจากฝ่ายแรกเคยนำบางเพลงของฝ่ายหลังไปใช้ประกอบในหนังบางเรื่องของตน

และก็นับเป็นการร่วมงานที่พิเศษยิ่ง เพราะคุณปู่มอร์ริโคเน่ปฏิเสธที่จะทำงานด้วยการมานั่งดูหนังเป็นซีนๆ หลังการถ่ายทำเสร็จสิ้น แล้วจึงค่อยแต่งดนตรีประกอบใส่ลงไปในแต่ละซีน แต่คุณปู่กลับขอสิทธิ์ที่จะได้อ่านบทภาพยนตร์ซึ่งเขียนโดยแทแรนติโน่ แล้วแต่งดนตรีขึ้นจากตัวบทเลย

นี่เป็นเทคนิคเดียวกันกับที่มอร์ริโคเน่เคยใช้ ในการแต่งดนตรีประกอบภาพยนตร์เรื่อง “Once Upon a Time in the West” ของเลโอเน่

นอกจากนี้ วัย 87 ปี ยังอาจส่งผลให้มอร์ริโคเน่กลายเป็นผู้ได้รับรางวัลออสการ์ (สายแข่งขัน) ที่มีอายุมากที่สุด

เบื้องต้น สถาบันศิลปวิทยาการภาพยนตร์แห่งสหรัฐอเมริกา ผู้จัดให้มีการมอบรางวัลออสการ์ ได้จัดเก็บข้อมูลอายุของผู้ได้รับรางวัลไว้เพียงแค่ในสาขาด้านการแสดงและการกำกับภาพยนตร์ สถิติที่มีอยู่จึงไม่ครอบคลุมข้อเท็จจริงทั้งหมด

ถ้าพิจารณาเฉพาะข้อมูลที่บันทึกไว้ในส่วนนี้ “คริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์” ที่ได้รับรางวัลนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม เมื่อวัย 82 ปี ซึ่งถือเป็นตัวเลขอายุที่เหนือกว่านักแสดงและผู้กำกับที่ได้รางวัลรายอื่นๆ ก็ยังมีอายุน้อยกว่ามอร์ริโคเน่ ขณะขึ้นไปคว้ารางวัล อยู่ถึง 5 ปี

ต่อมา ทางสถาบันฯ ออกแถลงการณ์ว่า เท่าที่มีการตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม คุณปู่มอร์ริโคเน่นับเป็นผู้ได้รับรางวัลออสการ์ (สายแข่งขัน) ซึ่งมีอายุสูงที่สุด

เพราะนอกจากพลัมเมอร์แล้ว มีการค้นสถิติพบว่า “ชาร์ลี แชปลิน” เคยได้รับรางวัลออสการ์จากการทำดนตรีประกอบภาพยนตร์เรื่อง “Limelight” ในวัย 83 ปี

ซึ่งก็ยังน้อยกว่าอายุของคุณปู่มอร์ริโคเน่บนเวทีออสการ์ครั้งล่าสุดอยู่ดี

จึงไม่ได้มีแค่ “ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ” เท่านั้น ที่เพิ่งประสบความสำเร็จบนเวทีออสการ์ หลังอดทนรอคอยมานานแสนนาน

เพราะคุณปู่มอร์ริโคเน่ ก็เพิ่งได้รับชัยชนะหนแรกบนเวทีนี้เช่นกัน

แถมยังใช้เวลารอคอยยาวนานกว่าดิคาปริโอหลายเท่า