จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

เผยวันอวสาน “เทพสามฤดู” – ห้ามพลาด รีรัน “มิติมหัศจรรย์” ในช่องยูทูบสามเศียร

เผยแล้ว! วันอวสาน “เทพสามฤดู”

อัพเดตข้อมูลใหม่ วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2561

อินสตาแกรม lakornpurnbanthai_official เผยแพร่ข้อมูลระบุว่า “เทพสามฤดู” (2560) จะออกอากาศตอนสุดท้ายในวันเสาร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2561

เท่ากับว่า “เทพสามฤดู” เวอร์ชั่นนี้ ซึ่งแพร่ภาพตอนแรกเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2560 จะออกอากาศรวมทั้งสิ้น 69 ตอน

สอดคล้องกับการที่ “สามเศียร” ขึ้นข้อความประชาสัมพันธ์ระหว่างแพร่ภาพ “เทพสามฤดู” ประจำวันอาทิตย์ที่ 18 กุมภาพันธ์ ว่าตอนจบของละครเรื่องนี้จะออกอากาศในวันเสาร์หน้า

อย่าพลาดชมตอนจบ!

ละครจักรๆ วงศ์ๆ สุดล้ำ “มิติมหัศจรรย์” กลับมารีรันอีกครั้งทางยูทูบ

ช่องยูทูบสามเศียรกำลังนำละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่อง “มิติมหัศจรรย์” (2537) มารีรันใหม่

นี่เป็นผลงานสร้างชื่อของพรชิตา ณ สงขลา ปริญญา ปุ่นสกุล (ผู้ล่วงลับ) และฉัตรมงคล บำเพ็ญ

จึงได้โอกาสสำหรับแฟนเก่าๆ ในการรำลึกความหลัง หรือถ้าใครเป็นแฟนรุ่นใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยดูละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องนี้ ก็ขอแนะนำให้ไปหาชมกันทางยูทูบครับ

สำหรับผม “มิติมหัศจรรย์” เป็นละครพื้นบ้าน/จักรๆ วงศ์ๆ ที่ “แปลกใหม่” และ “แหวกแนว” มากๆ เรื่องหนึ่ง ในประวัติศาสตร์ละครจักรๆ วงศ์ๆ ไทย ด้วยเหตุผล-องค์ประกอบหลายประการ อาทิ

หนึ่ง นี่เป็นละครที่สร้างมาจากนิยายกึ่งแฟนตาซีกึ่งเทพนิยายร่วมสมัย โดย จุฑารัตน์ ไม่ใช่ดัดแปลงมาจากวรรณกรรมวัดเกาะ วรรณคดีไทย หรือตำนานมุขปาฐะอื่นๆ

(แม้ดาราวิดีโอ/ดีด้า/สามเศียร จะเคยใช้บริการนักประพันธ์มาเขียนบทละครจักรๆ วงศ์ๆ ขึ้นใหม่ โดยไม่ดัดแปลงจากวรรณกรรมดั้งเดิมตรงๆ แต่บทละครประเภทนั้นก็ยังมีลักษณะเป็นนิทานจักรๆ วงศ์ๆ ทำนองเดียวกับวรรณกรรมวัดเกาะอยู่ มิได้มีลักษณะเป็นนวนิยายกึ่งแฟนตาซีกึ่งเทพนิยาย เช่นดังกรณี “มิติมหัศจรรย์”)

มิติมหัศจรรย์หนังสือ

สอง นี่น่าจะเป็นละครจักรๆ วงศ์ๆ ค่ายสามเศียร เพียงเรื่องเดียว ที่มีฉากโลกมนุษย์ยุคร่วมสมัยปรากฏอยู่

(ลักษณะเด่นข้อนี้ อาจทำให้หลายคนอาจนึกถึงละครแนวแฟนตาซีบางเรื่องของค่ายกันตนา แต่ผลงานเหล่านั้นก็เทน้ำหนักไปที่ความเป็นแฟนตาซี -โดยมีกลิ่นไอจักรๆ วงศ์ๆ- มากกว่าจะเป็นละครจักรๆ วงศ์ๆ เจือกลิ่นแฟนตาซี ดังกรณีของ “มิติมหัศจรรย์”)

สาม มิติทาง “พื้นที่” และ “เวลา” ภายในละคร “มิติมหัศจรรย์” นั้นน่าสนใจมิใช่น้อย

ถ้าดูเผินๆ บางคนจะนึกว่า “มิติเทพนิยาย” ในเรื่อง คือ “อดีต” และ “มิติโลกมนุษย์ยุค 2537” คือ “ปัจจุบัน”

อย่างไรก็ดี ทั้งสองมิติดังกล่าวในละครเรื่องนี้มิได้แบ่งแย่งกันด้วย “เวลา” เท่านั้น แต่ทั้งคู่ยังดำรงอยู่ ณ “พื้นที่” ที่แตกต่างกันด้วย

พื้นที่ใน “มิติเทพนิยาย” ก็มีอดีตและปัจจุบันของตนเอง (เช่น พระอังคารนั้นจุติมาเกิดเป็นคนธรรมดา แต่มิใช่ใน “มิติโลกมนุษย์ปี 2537” หากเป็นคนในยุคปัจจุบันของ “มิติเทพนิยาย” แห่งเดิม)

ขณะที่ “มิติโลกมนุษย์” ก็เป็นอีกพื้นที่หนึ่ง ที่มีอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของตัวเองเช่นกัน โดยเทพและผู้คนในมิติ “เทพนิยาย” สามารถมาเกิดใหม่ (ข้ามพื้นที่-ข้ามมิติ-ข้ามเวลา) ใน “โลกมนุษย์ปี 2537” ได้ เช่นเดียวกับที่มนุษย์ในมิติชนิดหลัง สามารถหลุดเข้าไปในช่วงเวลาปัจจุบันของ “มิติเทพนิยาย” เพื่อรำลึกถึงอดีตชาติของตนเองซึ่งเคยวนเวียนอยู่บนสรวงสวรรค์ในมิติแห่งนั้น

นับว่า “มิติมหัศจรรย์” นำเสนอแนวคิดเรื่อง “พื้นที่” และ “เวลา” เอาไว้อย่างสลับซับซ้อนและชวนฉุกคิด (ใครอ่านส่วนนี้ไม่รู้เรื่อง แนะนำให้ไปดูคลิปละครรีรัน 555)

สี่ นี่เป็นละครจักรๆ วงศ์ๆ ไทยเรื่องแรกๆ ซึ่งมีความพยายามชัดเจน ที่จะนำเสนอภาพสวรรค์และเหล่าเทวดาออกมาในบรรยากาศ “เทพนิยายกรีก”

ห้า ซีจีใน “มิติมหัศจรรย์” ถือว่า “ล้ำสมัย” และ “สวย” มากใน พ.ศ.นั้น (ทั้งเมื่อเปรียบเทียบกับละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องก่อนหน้า และเมื่อเปรียบเทียบกับละครโทรทัศน์ประเภทอื่นๆ ในยุคสมัยเดียวกัน)

เช่นเดียวกับการใช้เพลง “มหัศจรรย์แห่งรัก” ของศิลปินหัวสมัยใหม่อย่าง Z-MYX (สมเกียรติ อริยะชัยพาณิชย์) มาประกอบละคร กระทั่งเพลงดังกล่าวกลายเป็นเพลงประกอบละครจักรๆ วงศ์ๆ ที่ไพเราะมากที่สุดเพลงหนึ่ง

(โดยส่วนตัว ผมรู้จัก Z-MYX เพราะละครเรื่องนี้)

Advertisements
จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

เบาะแสเรตติ้งล่าสุดของ “เทพสามฤดู” เกือบติด “ท็อป 5” ช่อง 7

ช่วงหลังๆ มานี้ หาข้อมูลเรตติ้งของละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่อง “เทพสามฤดู” ได้ค่อนข้างยากมากๆ

แต่เบาะแสล่าสุดก็มีพอมีให้เห็นกันบ้าง ดังรายงานของเว็บไซต์ positioning ที่นำเสนอเนื้อหาหลักว่าด้วยเรตติ้งของ “ละครเย็น” ช่อง 3 และ 7

ทั้งนี้ ในรายงานชิ้นนั้นได้มีการระบุถึงเรตติ้ง ณ วันเสาร์ที่ 27 มกราคม 2561 ของ “เทพสามฤดู” เอาไว้ ว่าอยู่ที่ 5.434

ถือเป็นตัวเลขที่ไม่ขี้เหร่เลย และทำให้ละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องนี้เกือบติดอันดับท็อปไฟว์ของช่อง 7 ในสัปดาห์ดังกล่าว ซึ่งสี่อันดับแรกถูกรับเหมาไปโดยละครเย็นอย่าง “แม่สื่อจอมป่วน” ที่ได้เรตติ้งระหว่าง 6.3-7.4 ขณะที่อันดับห้า เป็นละครหลังข่าวศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ อย่าง “คุณชายไก่โต้ง” ที่ได้เรตติ้ง 5.682 เฉือน “เทพสามฤดู” ไปหน่อยเดียว

อย่างไรก็ตาม นี่แสดงว่าเรตติ้งช่วงโค้งสุดท้ายก่อนอวสานของ “เทพสามฤดู” ยังไต่ไปไม่ถึงจุดพีกสุดที่ละครเรื่องนี้เคยทำเอาไว้ได้ นั่นคือ สถิติ 7.1 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 ตุลาคม 2560

ขอขอบคุณข้อมูลจาก https://positioningmag.com/1155551

ภาพประกอบจากอินสตาแกรม samsearn

จักรๆ วงศ์ๆ วิทยาลัย

“เทพสามฤดู” ปิดกล้องแล้ว!

เป็นอันว่า “เทพสามฤดู 2560” ที่ออกอากาศข้ามมาถึงต้นปี 2561 ได้ปิดกล้องลงไปแล้วเรียบร้อย เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (กลางเดือนมกราคม 2561)

และคาดว่าตอนอวสานของละครน่าจะแพร่ภาพภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้

เลยขอประมวลภาพอำลากองถ่ายของเหล่านักแสดงนำในละครเรื่องนี้ มาฝากแฟนๆ ละครจักรๆ วงศ์ๆ กัน

ปิดกล้อง***ละครเรื่อง เทพสามฤดู ขอขอบคุณผู้ใหญ่ที่ให้โอกาสหนูได้กับมาแสดงละครพื้นบ้านไทยอีกครั้ง รับบทเป็น สุวรรณอัมพร ค่อนข้างท้าทายและเป็นอีกบทบาทที่สนุก ขอบคุณผกก คนเก่งพี่หน่ำเลี๊ยบ ที่ทั้งสนุกทั้งสอนสั่งหนูมา พี่วาผู้ช่วยที่เป็นมากกว่าผู้ช่วย พี่สันพี่แด้ตากล้องที่สุดแสนจะมุขเยอะทีมงานทุกท่านสนุกจริงช่างหน้าช่างผมแต่งตัวคุณคือครอบครัว และขอบคุณนักแสดงทุกท่านที่เข้าด้วยกันและแสดงละครเรื่องนี้ คนที่เข้าด้วยบ่อยสุดคงจะเป็นใครไปไม่ได้ (พระราหู)ขต ของเรานี่เอง ขอบคุณนะที่เป็นทั้งเพื่อนทั้งพี่ ทั้งที่ปรึกษาและเพื่อนร่วมงานที่สุดๆจริงๆ มันอธิบายยากแต่ดีใจที่ได้ร่วมงานกับขตนะเก่งและตั้งใจมากและก็ชอบแกล้งเรามากด้วย5555ไว้เจอกันอีกแน่😜รองลงมาคนที่เข้าด้วยบ่อยคือ (อัปสรสวรรค์) เดียร์ ดาริน คนสวย ซึ่งชอบตีสเกิน มีงอแงกันบ้าง แต่ก็ถ่ายทำออกมาด้วยดี ขอบคุณเดียร์นะที่อดทนกับเรา55555และขอบคุณที่เล่นบท อัปสรสวรรค์ได้โอเคเลยมำให้เราสองที่น้องส่งใจถึงกันรักมึงนะ😘อิอิ สำคัญสุดๆละ ขอบคุณแฟนคลับละครทุกท่านที่ติดตามพวกเรากันมา ไม่ว่าต่อไปจะเป็นยังไง ขอให้ติดตามผลงานของพวกเราทุกคนตลอดไปเลยนะคะ ❤️🙏🏼😍😘รัก จาก กชกร -15 กรกฎาคม 2560 ถ่ายทำซีนแรกของสุวรรณอัมพร เสี่ยงพวงมาลัย- -18 มกราคม 2561 ปิดกล้อง***- #เทพสามฤดู ความทรงจำของกชกร🖤ลึก

A post shared by กุ๊กกิ๊ก กชกร (@gookgiik_kochakorn) on

สำหรับวันนี้ก็ปิดกล้องเรียบร้อยอย่างสวยงาม ขอขอบคุณผู้ใหญ่ทุกท่าน บริษัทสามเศียรที่มอบโอกาสให้เด็กคนนึงได้รับบทเป็นพระพิรุณ ขอบคุณทีมงานและนักแสดงทุกคนที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขฝ่าฟันกันมาอย่างเต็มที่เป็นละครเต็มตัวเรื่องแรก หากผิดพลาดประการใด ขอกราบขอโทษด้วยใจจริง ขอบคุณแฟนๆที่คอยให้กำลังใจและสนับสนุนกันตลอดมา น่ารักที่สุด ฝากคนดูที่น่ารักทุกคนติดตามกันต่อจนจบด้วยน้าา ด้วยรักและเคารพสุดหัวใจ โบนัส ธนเดช❤️🙏🏻😘

A post shared by Nus Tanadech (@nus_tdd) on

ปิดกล้องแล้วนะคะ ละครเรื่อง "เทพสามฤดู"♥️🙏🏻 หนูขอขอบพระคุณผู้ใหญ่ที่เคารพรัก คุณ ไพรัช สังวริบุตร ,คุณมณีรัตน์ ปฐมทอง , คุณลอร์ด สยม สังวริบุตร ขอบพระคุณนะคะที่ให้โอกาสเด็กคนนี้ได้มารับบทบาทเป็น "พระธิดาอัปสรสวรรค์" ในละครเรื่อง "เทพสามฤดู" หนูขอให้บริษัท สามเศียร จำกัด & บริษัท ดีด้า วิดีโอ โปรดักชั่น จำกัด เจริญรุ่งเรือง เป็นหนึ่งในใจประชาชนทุกคนเลยนะคะ 🙏🏻คุณพินิจ(คุณแม่ที่เคารพรัก) ขอบคุณแม่นิจมากๆเลยนะคะที่คอยอบรมสั่งสอนเด็กดื้อคนนี้ ขอบคุณสำหรับโอกาสในหลายๆเรื่องที่มอบให้ลูก รักนะคะ♥️*หนูขอบคุณดารานักแสดงทุกท่านที่ทำให้ระยะเวลาที่ถ่ายทำละครเรื่องนี้มีแต่ความอบอุ่น🙏🏻♥️พี่ๆทีมงานทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังกองเทพสามฤดู ขอบคุณนะคะพี่เลี๊ยบ ที่เมตตาและให้กำลังใจน้องคนนี้เสมอมา(ผกกคนแรก&ผกกในดวงใจ) ขอบคุณพี่วา (ผู้ช่วยผกก.)ที่คอยสั่งสอน ให้กำลังใจและรับฟังเด็กดื้อคนนี้ รักนะคะ(พี่ชายสุดที่รักของหนู ขอบคุณพี่สันต์กับพี่แด้ (ตากล้อง)ที่ทำให้หนูยิ้มได้ในทุกๆวันของการทำงาน ขอบคุณเจ๊เต้ย ที่ให้อภัยและให้โอกาสหนู หนูขอโทษนะคะที่ดื้อ ขอบคุณพี่ๆช่างหน้าช่างผม(แม่กบ,พี่แหม่ม,พี่ท้อป,พี่วา แบงค์ และพี่นัท)ที่คอยดูแลห่วงใยหนู* ที่ขาดไม่ได้คือ คุณผู้ชมที่น่ารักที่ติดตามละครเรื่องนี้ทุกท่าน(เพราะคุณคือกำลังใจสำคัญของพวกเรานะคะ) 😊☺️🙏🏻♥️

A post shared by Dearr_darin (@dearr_darin) on

#วันปิดกล้อง 🎬 เทพสามฤดู 🎥 ขอบคุณผู้ใหญ่ทุกฝ่ายที่ให้โอกาสให้มีนได้รับบท ลักษณา 🌳 ในเรื่องเทพสามฤดู 🙏🏻 ซึ่งเป็นเรื่องที่2ที่ได้ทำงานกับบริษัท สามเศียร กับทีมงานกองหนังเจ้า 🙏🏻ขอบคุณ(ผู้กำกับพี่หนำเลี๊ยบ)ซึ่งเป็นผู้กำกับคนแรกของมีนที่แสนจะใจดี คอยเเนะนำ คอยสั่งสอนตลอด 🙏🏻ขอบคุณ(พี่วา ผู้ช่วยผู้กำกับ) ไม่ว่าจะเรื่องไหนพี่วาเอาอยู่ตลอด รับฟัง ชี้เเนะได้ทุกเรื่อง 🙏🏻ขอบคุณนักแสดงทุกคนที่ทำหน้าที่ของตัวเองจนทำให้เรื่องนี้ถึงตอนจบ #ยินดีที่ได้รู้จัก #รักกองหนังเจ้า #ลาดหลุมแก้ว #สามเศียร #เทพสามฤดู #ละครจักรๆวงศ์ๆ #กาลครั้งหนึ่งสวรรค์มีเรื่องราว #นางไม้ลักษณา 🍃

A post shared by Mean Waranporn (@mean_waranporn) on

ปิดกล้องกันไปแล้ว กับละคร เทพสามฤดู ตอนจบจะเป็นยังไง หักมุมยังไงต้องติดตาม ทั้งนี้ผมขอขอบคุณโอกาสดีๆจากผู้ใหญ่ทุกๆท่าน ขอบคุณทีมงานทุกฝ่าย ขอบคุณที่ให้ประสบการณ์ คำสอน ความรัก ความอบอุ่น ที่นี่เหมือนครอบครัว เหมือนพี่น้อง เป็นครูเป็นโรงเรียน ขอบคุณมากครับ ทั้งนี้ผมยังต้องเรียนรู้ และพัฒนาฝีมือกันไปเรื่อยๆ ทุกบทบาทที่แตกต่าง มันคือความท้าทาย #ขอบคุณผู้ใหญ่ใจดี #ขอบคุณครับ #ปราบไตรจักร #เทพสามฤดู #รักสามเศียร #รักทุกคน cr. @vawa14207 📸📸📸

A post shared by รัฐ รัฐศิลป์ (@rath_rathsil) on

เมื่อ “เทพสามฤดู” เวอร์ชั่นล่าสุดปิดฉากลงอย่างเป็นทางการ ทางบล็อกคนมองหนังคงจะเขียนสรุปภาพรวมที่น่าสนใจของละครโดยละเอียดอีกหน

และหากได้ข่าวคราวความคืบหน้าของละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องใหม่ ที่ผลิตโดยค่ายสามเศียร ซึ่งจะออกอากาศทางช่อง 7 สี

เราจะรีบรายงานให้ทุกคนรับทราบทันที!

 

ตัวตลกในละครจักรๆ วงศ์ๆ

“บทอวสาน” ที่ “ไม่จบ” ของ “แก้วหน้าม้า”

(ปรับปรุงจากบทความในมติชนสุดสัปดาห์ 25-31 มีนาคม 2559)

ละครจักรๆ วงศ์ๆ “แก้วหน้าม้า” ฉบับล่าสุด อวสานลงแล้วเมื่อวันที่ 19 มีนาคมที่ผ่านมา ณ ตอนที่ 102

อย่างไรก็ดี ละครจักรๆ วงศ์ๆ ที่โกยเรตติ้งสูงมาโดยต่อเนื่องเรื่องนี้ กลับถูกแฟนละครในโลกออนไลน์วิพากษ์วิจารณ์และบ่นใส่มิใช่น้อย

ด้วยข้อหาฉกาจฉกรรจ์ “อวสาน” แบบ “จบไม่ลง”

ทั้งนี้ คงต้องแยกพิจารณาข้อหาดังกล่าวออกเป็น 2 ส่วน

ส่วนแรก คือ ความผิดพลาดของผู้ผลิต ซึ่งก็มีอยู่จริงๆ โดยเฉพาะเรื่องการ “ทิ้งตัวละคร”

ถ้าเข้าใจไม่ผิด ดูเหมือน “นันทนา วีระชน” มือเขียนบทละครจักรๆ วงศ์ๆ คนปัจจุบันของค่ายสามเศียร น่าจะไม่เคยรับมือหรือจัดการกับ “ละครทะลุ 100 ตอน” มาก่อน

เธออาจเคยมีสถานะเป็น “ผู้ร่วม” เขียนบท “สังข์ทอง” (ฉบับปี 2550-2551) ที่ออกอากาศเกิน 100 ตอนเช่นกัน แต่นั่นก็เป็นการมารับช่วงต่อตรงกลางทางจาก “รัมภา ภิรมย์ภักดี” มือเขียนบทจักรๆ วงศ์ๆ คนก่อนหน้า

ด้วยเหตุนี้ งานเขียนบทละครเกิน 100 ตอนแบบเต็มตัวเป็นเรื่องแรกของนันทนา จึงมีส่วนไม่เรียบร้อยหรือมีรอยตะเข็บอยู่พอสมควร (ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากปัญหาเกี่ยวกับคิวงานของนักแสดงด้วย)

ทั้งๆ ที่เธอมักจัดระบบเรื่องราวและเคลียร์ปลายทางให้แก่ตัวละครทุกคนได้ดีเสมอมา เมื่อครั้งต้องรับมือกับการเขียนบทละครจักรๆ วงศ์ๆ ความยาวประมาณ 50-60 ตอน

หลักฐานสำคัญของความไม่เรียบร้อย ก็ได้แก่ การหายสาบสูญไปเสียเฉยๆ ของตัวละคร “สร้อยสุวรรณ” และ “จันทร์สุดา” พระชายายักษ์ของ “พระปิ่นทอง” โดยไม่นับรวมถึงนักแสดงสมทบเพิ่มสีสันบางรายที่หลุดลอยไปจากจอเช่นเดียวกัน

การหายตัวอย่างไร้เหตุผลของสองพระชายายักษ์ ยังนำไปสู่ผลลัพธ์อีกประการ นั่นคือ ตัวละคร “ยักษ์” ใน “แก้วหน้าม้า” ล้วนถูกชำระล้างจนหมดสิ้น

เพราะยักษ์ร้ายๆ ยักษ์ดีๆ ยักษ์ตลกไร้น้ำยา และยักษ์ร้ายที่กลับกลายเป็นดี ต่างทยอยล้มตายลงจนหมดเกลี้ยง ขณะที่สองเจ้าหญิงเมืองยักษ์ ผู้อยากใช้ชีวิตแบบมนุษย์ และอยากมีสามีเป็นมนุษย์ ก็ต้องหมดบทบาทไปแบบดื้อๆ เช่นกัน

รอยตะเข็บเหล่านี้ย่อมสร้างความค้างคาและรำคาญใจให้แก่คนดูละครได้ไม่น้อย

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ “อวสาน” แบบ “ไม่จบ” ของ “แก้วหน้าม้า” ยังมีความเกี่ยวพันกับกลวิธีการเล่าเรื่องราวให้จบลงในลักษณะ “ปลายเปิด” ที่เอื้อต่อการคิดตีความและจินตนาการของผู้ชม

ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคนว่า กลวิธีแบบนี้ถือเป็นปัญหาหรือไม่เป็นปัญหา?

“ปลายเปิด” ข้อแรก ที่แฟนละครค้างคาใจกันเยอะ คือ เรื่องราวในตอนจบ ซึ่งแก้วหน้าม้าขณะกำลังเสียทีให้แก่พญายักษ์อย่าง “ท้าวกาฬราช” คลอดลูก “แฝดสาม” ออกมากลางนภากาศ

ปรากฏว่าเทวดาและฤษีที่คอยสนับสนุนแก้ว ต่างเหาะเข้ามาช่วยรับทารกไว้ได้เพียงสองคน แต่เด็กอีกหนึ่งรายกลับตกหายไปอย่างไร้ร่องรอย และไม่มี “บทสรุปแน่ชัด” เกี่ยวกับทารกผู้นี้

มีเพียงคำกล่าวของพระฤษีที่ระบุทำนองว่ามนุษย์แต่ละคนล้วนถูกกำหนดมาโดยบุญกรรมของตนเอง แต่ผู้ทรงศีลก็ยังเชื่ออยู่ลึกๆ ว่าลูกของแก้วหน้าม้าน่าจะเป็นผู้มีบุญญาบารมี และสามารถอยู่รอดปลอดภัยได้

ทว่า สิ่งที่น่าสนใจซึ่งบังเกิดขึ้นพร้อมๆ กับ “แฝดสาม” (ที่หายไปหนึ่ง) ก็ได้แก่ ปรากฏการณ์ที่น้ำคร่ำจากร่างกายของแก้วหน้าม้า สามารถทำลายความเป็นอมตะของท้าวกาฬราช กระทั่งพญายักษ์ตนนี้หมดฤทธิ์ และถูกพระปิ่นทองสังหารในท้ายที่สุด

มองมุมนี้ การเกิดขึ้นของสิ่งใหม่ๆ จึงมีส่วนขจัดชะล้างสิ่งเก่าๆ ที่กำลังก่อปัญหา

 

แต่คำถามที่ละครทิ้งค้างเอาไว้ ก็คือ จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าสิ่งที่ถือกำเนิดขึ้นมาใหม่ยังขาดความสมบูรณ์? (กรณีนี้ ได้แก่ การหายตัวไปของแฝดรายที่สาม)

 

หรือจริงๆ แล้ว การเปลี่ยนผ่านของสิ่งเก่ามาสู่สิ่งใหม่ ล้วนประกอบสร้างขึ้นมาจากความไม่สมบูรณ์แบบนานัปการเสมอ

ปัญหามีอยู่ว่า เราจะมองความไม่สมบูรณ์นั้นเป็นเรื่องสามัญธรรมดา หรือประเมินมันในฐานะวิกฤตการณ์?

“ปลายเปิด” ข้อต่อมา ที่สร้างความหงุดหงิดใจให้แฟนๆ “แก้วหน้าม้า” คือ ชะตากรรมของนางเอกใน “รุ่นลูก” อย่างพระธิดา “สุวรรณดารา”

สุวรรณดาราผู้ตัดสินใจนุ่งขาวห่มขาวออกบวช เพราะไม่ต้องการจะอภิเษกสมรสกับทั้ง “พระปิ่นแก้ว” และ “พระปิ่นศิลป์ชัย” โอรสของพระปิ่นทอง

ถ้าดูละครมาโดยตลอด จะพบว่า พระปิ่นแก้ว ผู้เป็นลูกของแก้วหน้าม้า และพระปิ่นศิลป์ชัย ผู้เป็นลูกของ “เจ้าหญิงทัศมาลี” นั้นต่อสู้ขับเคี่ยวกันมาตั้งแต่เด็ก ในฐานะลูกคนละแม่

แม้ตอนโต ทั้งคู่จะมาอยู่ฝ่ายเดียวกัน แต่ก็ไม่ค่อยลงรอยกันนัก โดยเฉพาะเรื่องความรัก ซึ่งเทวดาลิขิต, ชะตาลิขิต และคนลิขิต ได้ก่อให้เกิดเรื่องรักสามเส้าระหว่างสุวรรณดารา พระปิ่นแก้ว และพระปิ่นทอง

ในตอนอวสาน แม้พระปิ่นศิลป์ชัยจะแอบรับรู้ว่าพระปิ่นแก้วหลงรักสุวรรณดารา (แต่ไม่กล้าบอก) และตระหนักว่าพระปิ่นแก้วมีส่วนช่วยเหลือตนหลายครั้งหลายหน ทว่า สุดท้าย พระปิ่นศิลป์ชัยก็เลือก “กินรวบ” ด้วยการประกาศจะอภิเษกสมรสกับสุวรรณดาราและกัณหารัชนี (น้องสาวของสุวรรณดารา ผู้กำลังจะให้กำเนิดทายาทแก่พระปิ่นศิลป์ชัย)

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ ส่งผลให้สุวรรณดาราต้องหันไปหา “ทางเลือกที่ 3” ซึ่งสร้างความผิดหวังงงงวยให้แก่เจ้าชายทั้งสองพระองค์

แน่นอน การเลือกจบแบบให้นางเอกออกบวช ส่วนพระเอกสองคนต้องพานพบกับความพลาดหวัง อาจถือเป็นอาหารตาที่มีรสชาติแปร่งปร่าสำหรับคนดูทีวี

อย่างไรก็ดี โดยรสนิยมส่วนตัวแล้ว ผมกลับรู้สึกว่าฉากจบของ “แก้วหน้าม้า” ฉบับนี้ สามารถสื่อแสดงอารมณ์ดราม่าอันเข้มข้นออกมาได้ในระดับน้องๆ ฉากจบของภาพยนตร์เรื่อง “สุริโยไท” โดยท่านมุ้ย ซึ่งฉายภาพการปะทะกันทางสีหน้าแววตาระหว่างสมเด็จพระมหาธรรมราชา (ฉัตรชัย เปล่งพานิช) กับสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ (ศรัณยู วงษ์กระจ่าง) เลยทีเดียว

เพียงแต่ฉากจบอันซึมเศร้า ตื่นตะลึง ไปไหนต่อไม่เป็น ของพระปิ่นแก้วและพระปิ่นศิลป์ชัย อาจถูกทำให้เสียอรรถรสความเป็นดราม่าลงไปบ้าง เพราะมุขสองพระโอรสต้องทรง “รับประทานแห้ว” ของบรรดาพระพี่เลี้ยง (ซึ่งอีกนัยหนึ่ง ก็ได้ช่วยตอกย้ำสถานะความเป็น “ละครตลก” ให้แก่ละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องนี้)

ไปๆ มาๆ คำวิพากษ์วิจารณ์เรื่อง “อวสานแบบไม่จบ” ที่มีต่อ “แก้วหน้าม้า” จึงอาจเป็นข้อกล่าวหาที่พอจะแก้ต่างได้อยู่

เพราะอย่างน้อย ก็ไม่เคยมีเรื่องเล่าแนวมุขปาฐะพื้นบ้านเรื่องไหน ที่ปิดฉากเรื่องราวลงอย่างสมบูรณ์

ดังที่ “ภู กระดาษ” เคยตั้งข้อสังเกตอันเฉียบคมเอาไว้ผ่านนวนิยายเรื่อง “เนรเทศ” ของเขา ว่าแม้ตำนานพื้นบ้าน เช่น จันทคาธชาดก และ พญาคันคาก จะแสดงให้เห็นความเป็นไปได้หรือโอกาสแห่งชัยชนะ รวมทั้งช่วงเวลาแห่งการลืมตาอ้าปากของเหล่าคนเล็กคนน้อย คนข้างล่าง ผู้เคยถูกกดขี่ปกครอง

แต่เราก็มิอาจไว้วางใจได้ว่า คนที่เคยถูกกระทำ ซึ่งพลิกผันชะตากรรมมาเป็นฝ่ายชนะและครอบครองอำนาจนั้น จะ “ไม่เปลี่ยนไป” หรือไม่หันกลับมาเอารัดเอาเปรียบขูดรีดขูดเนื้อผู้ด้อยอำนาจรายอื่นๆ อีกทอดหนึ่ง

เนื่องเพราะเรื่องราวการบริหารปกครองบ้านเมืองของผู้ชนะที่เคยถูกกดขี่ข่มเหงมาก่อน มักจะไม่ปรากฏหรือไม่ถูกเล่าถึงในตำนานพื้นบ้านส่วนใหญ่ ซึ่งเลือกปิดฉากแบบ “ปลายเปิด” ลงตรงการได้ครองเมืองและครองรักของเหล่าตัวละครเอก

ผู้ฟัง ผู้อ่าน และผู้ดูตำนานพื้นบ้านในแบบฉบับเรื่องเล่า หนังสือ และละครโทรทัศน์ จึงไม่สามารถหยั่งรู้ได้ว่าพระเอก-นางเอกของพวกตน จะกลายเป็นผู้ปกครองบ้านเมืองที่ดีหรือไม่

เนื่องจาก “บทจบที่ปราศจากความสมบูรณ์” ของเรื่องเล่าพื้นบ้าน จักรๆ วงศ์ๆ ไม่เคยนำพาพวกเขาไปถึงสถานการณ์ ณ จุดนั้น

“แก้วหน้าม้า” ฉบับ 2558-2559 ก็อวสานลงอย่างไม่สมบูรณ์เหมือนๆ กัน เพียงแต่ “จุดจบปลายเปิด” ถูกขยับขับเคลื่อนจากการได้ครองรัก/ครองเมืองแบบ “แฮปปี้ เอ็นดิ้ง” มาสู่ปริศนาว่าด้วยโอรส/ธิดาที่พลัดพรากหายไป (โดยไม่รู้ว่าหายไปไหน และมีชีวิตหรือไม่อย่างไร?) และเจ้าหญิงผู้จากลา (โดยไม่รู้ว่าบรรดาเจ้าชายที่ต้องกินแห้วจะอยู่กันอย่างไรต่อไป?)

ถ้าพิจารณาจากแง่มุมนี้ ดูคล้าย “แก้วหน้าม้า” เวอร์ชั่นล่าสุด จะพาคนดูเดินทางไปยังอาณาจักรที่พวกเขาไม่เคยไปถึงมาก่อน

ข่าวบันเทิง

“แก้วหน้าม้า” อวสาน 19 มี.ค. รวมออกอากาศ 102 ตอน “ดิน น้ำ ลม ไฟ” ฉายต่อ เผยเรตติ้งช่วงปลายยังแจ๋ว

เป็นที่แน่นอนแล้วว่า ละครจักรๆ วงศ์ๆ ยอดฮิตประจำปี 2558-ต้นปี 2559 อย่าง “แก้วหน้าม้า” ที่มีเรตติ้งเหนือละครหลังข่าวค่ำส่วนใหญ่ ซึ่งออกฉายในช่วงเวลาเดียวกัน จะได้ฤกษ์อำลาจอในวันเสาร์ที่ 19 มีนาคมนี้ โดยละครจะมีความยาวรวมทั้งสิ้น 102 ตอน

แก้วหน้าม้าก่อนจน

(ที่มา http://pantip.com/topic/34904473)

ส่งผลให้ในวันอาทิตย์ที่ 20 มีนาคม ทางค่ายสามเศียรจะได้โอกาสประเดิมฉายละครจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องใหม่ ได้แก่ “ดิน น้ำ ลม ไฟ”

 

(ที่มา อินสตาแกรมของสยม สังวริบุตร ผู้บริหารดีด้า/สามเศียร)

อนึ่ง ข้อมูลจากเว็บไซต์เอจีบีนีลเซ่น ระบุว่า ระหว่างวันที่ 29 กุมภาพันธ์-6 มีนาคม 2559 “แก้วหน้าม้า” ตอนที่ออกฉายในวันที่ 6 มี.ค. ซึ่งมีเรตติ้ง 8.411 ถือเป็นโปรแกรมที่ได้รับเรตติ้งสูงเป็นอันดับ 3 ของช่อง 7 รองจากสารวัตรเถื่อน และ ทอง 10 ตามลำดับ

เรตติ้ง

(ที่มา เอจีบีนีลเซ่น)

ยิ่งกว่านั้น ละครเรื่อง “หอเฮ้วขนหัวลุก” ซึ่งเป็นรายการที่ออกอากาศถัดจาก “แก้วหน้าม้า” ก็ได้เรตติ้ง 6.239 ในวันที่ 6 มี.ค. จนเข้ามาติดในอันดับท็อปเท็นรายการที่ได้รับเรตติ้งสูงสุดของช่อง 7 เช่นกัน