ข่าวบันเทิง

“อภิชาติพงศ์” อัพเดตความคืบหน้าหนังยาวเรื่องล่าสุด “Memoria”

อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล อัพเดตความคืบหน้าเกี่ยวกับโครงการหนังยาวเรื่องล่าสุดของเขา “Memoria” ระหว่างเข้าร่วมเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติรอตเตอร์ดัม

สกรีนเดลี่รายงานว่าผู้กำกับชาวไทยเพิ่งจะเขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้เสร็จ โดยเขาและทีมงานน่าจะเดินทางไปถ่ายทำหนังที่ประเทศโคลอมเบียในช่วงปี 2019

“ย้อนกลับไปในยุค 70 และ 80 มีสถานการณ์ความรุนแรงมากมายเกิดขึ้นที่นั่น (โคลอมเบีย) ซึ่งรุนแรงกว่ายุคปัจจุบันซะอีก… ดังนั้น หากคุณขับรถไปตามท้องถนนในช่วงเวลาดังกล่าว คุณอาจเจอกับเหตุระเบิด หรือบางครั้งการจราจรก็จะหยุดนิ่งโดยที่คุณไม่ทราบสาเหตุของมัน”

อภิชาติพงศ์เกริ่นถึงที่มาของหนังยาวเรื่องใหม่ และว่า

“ผู้คนจึงพากันจินตนาการไปถึงสิ่งต่างๆ จนเกิดความหวาดกลัวขึ้นภายในจิตใจของพวกเขา หนังของผมจะเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับประเด็นนี้ ประเด็นที่ว่าด้วยการรอคอยอะไรบางอย่าง ซึ่งคุณไม่รู้ชัดว่ามันคือสิ่งใด”

Apichatpong Portrait Trees

อภิชาติพงศ์ยังกล่าวถึงสภาพภูมิประเทศและธรรมชาติอันโดดเด่นของโคอมเบีย ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในหนังเรื่องใหม่นี้เช่นเดียวกัน

“โคลอมเบียมีสภาพภูมิทัศน์ที่น่าตื่นตา นี่นั่นมีภูเขาไฟ มีปรากฏการณ์แผ่นดินถล่ม มีแผ่นดินไหว มีการทำเหมืองถ่านหิน มีการขุดอุโมงค์ใต้ดิน”

สภาพภูมิประเทศดังกล่าวจะถูกนำไปผสมผสานกับแรงบันดาลใจอันเกิดจากนิยายแนวผจญภัยในป่าแบบไทยๆ ซึ่งอภิชาติพงศ์ชอบอ่านสมัยเด็กๆ และในทางกลับกัน นิยายประเภทนั้นก็ได้รับอิทธิพลจากงานวรรณกรรมอเมริกันและยุโรปในยุคล่าอาณานิคม ซึ่งพยายามจะสร้างภาพความโรแมนติกให้แก่พื้นที่ป่าเขาลำเนาไพร

นอกจากนี้ ระหว่างการรีเสิร์ชข้อมูล ซึ่งผู้กำกับชาวไทยเดินทางท่องเที่ยวไปตามเมื่องต่างๆ 4 แห่ง ในประเทศโคลอมเบีย เขายังได้เข้าไปเยี่ยมเยือนเรือนจำและโรงพยาบาลจิตเวชท้องถิ่นจำนวนหนึ่ง รวมถึงได้พบปะพูดคุยกับจิตแพทย์บางรายด้วย

“นี่คือประเทศที่น่าลุ่มหลง นี่เป็นหนังยาวเรื่องแรกของผมที่ถ่ายทำนอกประเทศไทย ผมหวังว่าโคลอมเบียจะเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับตนเอง”

ที่มาเนื้อหา https://www.screendaily.com/news/apichatpong-weerasethakul-updates-on-his-next-project-memoria/5126214.article

ภาพประกอบจาก http://www.kickthemachine.com

Advertisements
ข่าวบันเทิง

SLEEPCINEMAHOTEL “โรงแรมแห่งภาพยนตร์” ของอภิชาติพงศ์ ที่ “รอตเตอร์ดัม”

“อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” ผู้กำกับรางวัลปาล์มทองคำชาวไทย กำลังมีโปรเจ็คท์ใหม่ชื่อ “SLEEPCINEMAHOTEL” ในเทศกาลภาพยนตร์รอตเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ โดยจะเป็นการนำเอาจอภาพยนตร์มาติดตั้งรายล้อมผู้ชม ณ สถานที่ซึ่งถูกจัดสร้างขึ้นเป็นโรงแรมชั่วคราว (ดัดแปลงจากศูนย์การประชุมแห่งหนึ่ง)

โปรเจ็คท์โรงแรมชั่วคราวดังกล่าวจะเปิดทำการระหว่างวันที่ 25-30 มกราคมนี้ โดยมีเตียงเดี่ยวและเตียงสองชั้นให้ผู้เข้าพักใช้บริการ พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ เช่น ห้องอาบน้ำและอาหารเช้า ขณะที่ภาพเคลื่อนไหวในจอรูปทรงวงกลม ซึ่งจะช่วยขับกล่อมแขกๆ ก่อนเข้านอน ก็จะถูกติดตั้งอยู่ ณ พื้นที่แห่งเดียวกัน  และมีการแพร่ภาพตลอด 24 ชั่วโมง

สำหรับภาพเคลื่อนไหวที่จะนำมาจัดแสดงนั้น อภิชาติพงศ์ได้รับความร่วมมือจากพิพิธภัณฑ์ภาพยนตร์ “อาย” (EYE) และสถาบันเสียงและภาพแห่งเนเธอร์แลนด์

6ae58527-a3b2-4213-bebf-9e038905995e

เว็บไซต์ของโครงการ SLEEPCINEMAHOTEL ระบุว่าโปรเจ็คท์ล่าสุดของอภิชาติพงศ์มิใช่ทั้งภาพยนตร์, ผลงานศิลปะจัดวาง หรือแม้กระทั่งบทภาพยนตร์ที่โลดแล่นอยู่ในจินตนาการ ทว่า นี่คือโรงแรมที่มีการเปิดให้บริการจริงๆ โดยแขกผู้เข้าพักทุกรายจะได้เข้านอนในห้องฉายหนังแห่งเดียวกัน ซึ่งดัดแปลงจากโถงใหญ่ของศูนย์การประชุม ในการนี้ ด้านหนึ่งของโถงจะเป็นโซนเตียงนอน ขณะที่อีกด้าน จะเป็นพื้นที่สำหรับจอฉายภาพยนตร์รูปทรงวงกลม

ทั้งผู้เข้าพักในยามค่ำคืนและผู้เยี่ยมเยือนในยามกลางวันจะได้เดินทางเข้าสู่โลกที่เราคุ้นเคยในหนังอภิชาติพงศ์ อันเต็มไปด้วยความสัมพันธ์/การปะทะกันระหว่างภาวะนิทรากับภาพยนตร์ ผีกับจินตนาการ อดีตกับปัจจุบัน

light

และถึงแม้อภิชาติพงศ์มักชอบกล่าวว่าเขายอมรับได้ หากจะมีผู้ชมผล็อยหลับระหว่างดูหนังของตน แต่ผู้กำกับชาวไทยรายนี้ก็ไม่เคยลงมือสร้างโปรเจ็คท์ที่เชื่อมผสานโรงแรมเข้ากับภาพยนตร์มาก่อน

หนึ่งในแรงบันดาลใจสำคัญของโปรเจ็คท์ SLEEPCINEMAHOTEL ก็คือ ภาพนิ่งจาก “Strike” หนังยาวเรื่องแรกของ “เซอร์เก ไอเซนสไตน์” ซึ่งภาพของเหล่ากรรมกรในนั่งร้านถูกนำเสนอเป็นเงาสีดำ ที่ส่องสะท้อนบนกำแพงกระจก ดังนั้น ในโรงแรมชั่วคราวของอภิชาติพงศ์ แขกผู้เข้าพักทุกคนจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของการละเล่นทางแสงและเงา โดยภาพเงาเคลื่อนไหวของพวกเขาจะโลดแล่นอยู่บนหน้าต่างของตึก ซึ่งหันหน้าให้กับผู้คนที่เดินผ่านไปมาตามท้องถนน

strike

สำหรับภาพยนตร์ที่จัดฉายในโรงแรมจะเป็นภาพเรือ, สายน้ำ, หมู่เมฆ, ผู้คนที่นิทรา, เหล่าสัตว์ที่หลับใหล ซึ่งนำมาจากแผ่นฟิล์มภาพยนตร์เก่า นอกจากนี้ ภาพเคลื่อนไหวที่นำมาแสดงจะไม่มีภาพจากหนังเรื่องใดๆ ของอภิชาติพงศ์ ที่สำคัญ ภาพเหล่านั้นจะเคลื่อนไหวไปอย่างต่อเนื่องไม่มีหยุด และไม่มีซีนใดที่ปรากฏซ้ำเป็นหนที่สอง สอดคล้องกับอุปมาที่ว่า “ไม่มีใครสามารถเหยียบย่างลงบนแม่น้ำสายเดิมได้ถึงสองครั้ง”

ด้วยเหตุนี้ ภาพต่างๆ ใน SLEEPCINEMAHOTEL จึงมีความเป็นเอกลักษณ์และดำรงอยู่เพียงชั่วครู่ชั่วคราว และแน่นอน ทุกๆ ช่วงเวลาที่ผ่านมาแล้วผ่านไปเหล่านั้นล้วนมีประวัติศาสตร์อยู่เบื้องหลัง

“แสงเดินทางไปในคลื่น มันทั้งนำพาเราไปยังสถานที่ต่างๆ และติดต่อเชื่อมโยงกับเรา ในบทสนทนาแรกๆ ที่ก่อให้เกิดโปรเจ็คท์นี้ อภิชาติพงศ์ได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับความเชื่องช้าชะลอตัวของการรับรู้ และวิธีการหยั่งรู้ถึงช่วงชีวิตของแสง

“อะไรคือต้นกำเนิดของแสง ซึ่งช่วยส่องสว่างให้แก่ความฝันของพวกเรา?” เว็บไซต์ https://www.sleepcinemahotel.com/ ระบุ

scaff+blokken

ขณะเดียวกัน อภิชาติพงศ์ยังให้สัมภาษณ์กับทางเทศกาลภาพยนตร์รอตเตอร์ดัมว่า เขาหวังว่าผู้เข้าพักในโรงแรมแห่งนี้จะได้สัมผัสบรรยากาศของความสุขและเสรีภาพ ทั้งนี้ เมื่อผู้เข้าพักหลับใหลลง พวกเขาก็จะกลายเป็นส่วนเสี้ยวของกระบวนการถ่ายทำภาพยนตร์นานาชนิด

ที่มา ข้อมูลและภาพ

https://iffr.com/nl/2018/events/sleepcinemahotel-check-in

https://www.sleepcinemahotel.com/

https://iffr.com/en/blog/weerasethakul-on-sleep-cinemahotel

ข่าวบันเทิง

เคล็ดลับการคัดเลือก “นักแสดงสมัครเล่น” ในหนังอภิชาติพงศ์

“คริส ชีลด์ส” จาก Film Comment ชวนคนในวงการภาพยนตร์นานาชาติหลายๆ ราย มาพูดคุยเกี่ยวกับกระบวนการคัดเลือกนักแสดงให้แก่หนังที่ไม่ใช้ “นักแสดงมืออาชีพ” มาสวมบทบาทเป็นตัวละคร แต่กลับสรรหาคนธรรมดาทั่วไปมารับบทเหล่านั้นแทน

หนึ่งในบุคลากรที่ชีลด์สพูดคุยด้วย ก็คือ “สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์” ผู้ช่วยผู้กำกับในหนังหลายเรื่องของอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล (ซึ่งเพิ่งมีผลงานภาพยนตร์สารคดีขนาดยาวเรื่อง “หมอนรถไฟ” ของตนเองไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา)

สมพจน์ หมอนรถไฟ

สมพจน์บอกว่าเขาทำหน้าที่เป็นผู้คัดเลือกนักแสดงให้แก่หนังหลายเรื่องของอภิชาติพงศ์ สำหรับในหนังยาวเรื่องล่าสุด “รักที่ขอนแก่น” นั้น นอกจากนักแสดงนำสองคนแล้ว ตัวละครที่เหลือล้วนสวมบทบาทโดยนักแสดงสมัครเล่นที่ใช้ชีวิตจริงอยู่ในจังหวัดขอนแก่น บ้านเกิดของผู้กำกับ อันเป็นสถานที่ถ่ายทำหนังทั้งเรื่อง เพราะทีมงานต้องการนักแสดงที่มีบุคลิกลักษณะเหมือนผู้คนธรรมดาทั่วไป ซึ่งพวกเราสามารถพบเห็นได้ในวิถีชีวิตประจำวัน

ปัจจัยสำคัญที่สุด ซึ่งตัดสินว่านักแสดงสมัครเล่นรายใดจะได้รับการคัดเลือกมาร่วมเล่นหนังของอภิชาติพงศ์ ก็คือ “ความเป็นธรรมชาติ” ของพวกเขา และการมีสัญชาตญาณที่ดีพอจะ “ด้นสด” ในสถานการณ์ต่างๆ อย่างลื่นไหล

สมพจน์เปิดเผยว่าในกระบวนการแคสติ้ง ทีมงานจะจู่โจมผู้มาคัดตัวเป็นนักแสดงด้วยการสุ่มโยนคำถามมั่วๆ ใส่พวกเขา หรือทำให้พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับอะไรบางอย่างที่เหนือการคาดเดา

“ยกตัวอย่างเช่นเราอาจถามเขาว่า ‘ที่ไปเที่ยวทะเลกับวิมลมาเมื่ออาทิตย์ก่อนเป็นยังไงบ้าง? ผมได้ยินว่าเธอยังอยู่ในช่วงพักฟื้นจากการรักษามะเร็งใช่มั้ย?’ จากนั้นเรื่องราวเกี่ยวกับคนชื่อวิมลก็จะถูกแต่งเติมเสริมต่อโดยคนที่มาแคสติ้ง”

สมพจน์อธิบายว่า คำถามตั้งต้นทำนองนั้นช่วยทำให้เรามองเห็นว่าผู้มาคัดตัวแต่ละคนจะสนองตอบต่อคำถามที่คาดไม่ถึงด้วยวิธีการเช่นใด และพวกเขาและเธอจะสามารถแต่งเติมเสริมสร้างเรื่องราวของ “วิมล” ให้มีความน่าเชื่อถือได้มากน้อยเพียงไหน

ซึ่งอภิชาติพงศ์เคยบอกเอาไว้ว่า กระบวนการคัดเลือกแบบนี้จะทำให้เราประจักษ์ว่าใครคือคนที่โกหกได้เก่งที่สุด

cemetery-of-splendour-06-1024x578

สมพจน์เล่าว่าทีมงานจะบันทึกภาพผู้มาแคสติ้ง ตั้งแต่ช่วงที่พวกเขาแนะนำตัว เรื่อยไปจนถึงตอนที่พวกเขาเริ่มทดลองทำการ “แสดง” เพราะต้องการพิจารณาว่าคนเหล่านั้นจะสามารถรักษา “ความคงเส้นคงวา” เอาไว้ได้หรือไม่

“โดยปกติ คนทั่วไปมักจะมีอาการตื่นเต้นมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อพวกเขาต้องเริ่มต้นด้นสดกับบทบาทการแสดงที่ได้รับ พลังงานในตัวพวกเขาจะเปลี่ยนแปลงไป แต่เราต้องการคนที่สามารถรักษาระดับอารมณ์เอาไว้ได้อย่างสม่ำเสมอ จนเราไม่อาจบอกได้ว่าเรื่องที่เขาเล่าให้พวกเราฟังนั้น เป็นความจริงหรือสิ่งหลอกลวง”

อีกข้อหนึ่งที่ทีมงานคัดเลือกนักแสดงในภาพยนตร์ของอภิชาติพงศ์มักนำมาพิจารณาประกอบ ก็คือ ผู้จะมาร่วมแสดงในหนังเรื่องนั้นๆ สามารถปรับตัวเข้ากับเพื่อนนักแสดงคนอื่นๆ ได้ดีเพียงใด

เพราะการจะทำหนังสักเรื่องหนึ่งนั้น เราต้องมองไปที่ภาพรวมและการทำงาน “ร่วมกัน” เป็นสำคัญ

จุดนี้อาจส่งผลให้กระบวนการคัดเลือกนักแสดงมีความยืดเยื้อเกินคาด อาทิ ในหนังเรื่อง “สัตว์ประหลาด” ซึ่งกว่าทีมงานจะหานักแสดงที่เหมาะสมมารับบทเป็นตัวละคร “ทหาร” ได้ ก็ต้องใช้เวลายาวนานกว่าหนึ่งปีเลยทีเดียว

ที่มา https://www.filmcomment.com/article/one-in-a-million/

คนมองหนัง

โน้ตสั้นๆ ถึง METAPHORS

IMG_2415

โน้ตสั้นๆ ถึง METAPHORS: AN EVENING OF SOUND AND MOVING IMAGE WITH KICK THE MACHINE

1.

172413_medium

หนังสั้น/วิดีโอที่ใช้เปิดหัวประเดิมงาน คือ “Bangkok in the Evening” (กรุงเทพฯ ตอนเย็นๆ) ของ “สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์” ทรงพลังมาก แม้จะเป็นผลงานเมื่อ 12 ปีก่อน

สมพจน์พาคนดูไปสัมผัสกับบรรยากาศ ณ เวลาหกโมงเย็น ของผู้คนใน กทม. ช่วงเวลาที่พวกเขาทั้งหมดต้องยืนตรงหรืออย่างน้อยก็ต้องลุกขึ้นยืนเพื่อแสดงความเคารพเพลงชาติ แต่คนทำหนังก็ละเอียดลออมากพอที่จะจับภาพให้เห็นความแตกต่างหลากหลาย หรือความไม่ได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันโดยสมบูรณ์ของคนเหล่านั้น

ที่สำคัญ นี่เป็นหนังบันทึกภาพเวลาหกโมงเย็น ที่คนจำนวนมากกำลังแสดงอากัปกิริยาเคารพเพลงชาติ โดยไม่มีเพลงชาติเป็นเสียงประกอบแต่อย่างใด!

“Bangkok in the Evening” จึงเป็นผลงานภาพเคลื่อนไหวจากปี 2005/2548 ที่ไม่เชย แม้จะนำมาฉายอีกครั้งในปี 2017/2560

2.

5322480

ผมน่าจะได้ดู “Ghost of Asia” (2009) เป็นครั้งที่สอง แต่หนแรกเป็นการดูแบบจอเดียว แต่พอมาได้ดูแบบมัลติ-สกรีนในหนนี้ ก็เลยรู้สึกว่าคำสั่งตลกๆ ของเด็กน้อยสองคน ที่มีต่อ “ศักดา แก้วบัวดี” นั้นทรงอำนาจและเปี่ยมอารมณ์ขันอย่างยิ่ง

อีกสิ่งหนึ่งที่น่าแปลก คือ จู่ๆ ตัวเองก็รู้สึกว่าเพลง “ดอกไม้” (บอย โกสิยพงษ์) ที่ถูกใช้ในหนังสั้นเรื่องนี้ มันไพเราะ/ฟังเพลินขึ้นมาซะงั้น ทั้งๆ ที่ไม่ได้รู้สึกสะดุดใจใดๆ กับการใช้เพลงนี้ ระหว่างการดูคราวแรก

3.

stacks_image_318

เคยได้ดู “Vapour” หรือ “หมอกแม่ริม” (2015) ของอภิชาติพงศ์มาหนหนึ่งที่ “ใหม่เอี่ยม” แต่เป็นการดูแบบไม่สมบูรณ์ คือ เข้าไปห้องฉายหนังช้าเล็กน้อย เลยได้ดูหนังฉบับไม่เต็ม และทำให้ไม่ค่อยมีสมาธิจดจ่อเท่าไหร่

จนมาได้ดูรอบสองในงานนี้ จึงพบว่าหนังมีมิติทางการเมืองเด่นชัด อย่างน้อยก็พิจารณาได้จากเสียงประกอบตอนช่วงท้ายๆ (ซึ่งเอาเข้าจริง ก็ควรจะสังเกตได้ตั้งแต่เมื่อดูครั้งแรก)

ทำให้รู้สึกได้ชัดเจนขึ้น ถึงความน่ากลัวและพลังคุกคามของ “หมอกควัน” ภายในหนัง

4.

IMG_2418

ชอบช่วงที่ศักดาและ “ป้าเจน เจนจิรา พงพัศ” ออกมาเล่าเรื่อง

อย่างไรก็ดี ขณะที่เรื่องเล่าของศักดามีความราบรื่น เชื่อมโยง เป็นวงจรอันสมบูรณ์แบบ คือ เริ่มต้นจากเรื่องราวของเขากับเพื่อนสนิทวัยเด็ก ความใฝ่ฝันและการสู้ชีวิตที่ทั้งคู่มีร่วมกัน ตัดไปสู่การได้เป็นนักแสดงของศักดา การได้โอกาสไปใช้ชีวิตที่ต่างประเทศ การมีคนรักเป็นชาวต่างชาติ การได้ริเริ่มภารกิจใหม่ๆ แล้ววกกลับมายังความฝันที่ถูกเติมเต็มของเพื่อนในวัยเยาว์ เป็นฉากปิดท้าย

เรื่องเล่าของป้าเจนกลับมีท่วงทำนองในสไตล์ “อภิชาติพงศ์” มากกว่า กล่าวคือ แกเล่าเรื่องการเสียชีวิตของพี่ชาย การกลายเป็นผีของเขา แล้วก็ตัดไปที่เรื่องของรักแรกๆ ระหว่างแกกับเพื่อนชายในช่วงวัยรุ่น ก่อนจะลงเอยด้วยการรอคอย ความสิ้นหวัง และความพลัดพรากที่เขาต้องประสบ เรื่องเล่าสองเรื่องไม่มีจุดเชื่อมโยงหรือจุดบรรจบถึงกันแบบชัดๆ ทว่า กลับมีลักษณะ “ยั่วล้อ” กันอยู่ในที และถูกเชื่อมร้อยแบบบางๆ ด้วยเพลงที่ป้าเจนร้อง

ไม่รู้ว่าป้าเจนเล่าเรื่องราวแบบนี้ได้อยู่มือเพราะแสดง “หนังเจ้ย” มาเยอะ หรือ “หนังเจ้ย” ได้รับอิทธิพลการเล่าเรื่องมาจากนักแสดงขาประจำอย่างป้าเจนกันแน่ 555

5.

DSC02087

ชอบช่วง “Metaphors” โดย “อัคริศเฉลิม กัลยาณมิตร” และ “โคอิชิ ชิมิสึ” มากๆ

การออกมาเดี่ยวกีต้าร์เพื่อบรรเลงสกอร์ของ “แม่โขง โฮเต็ล” นั้นไพเราะตราตรึงทีเดียว

แปลกดี ที่ตอนฟังเพลงนี้ในหนังเรื่องนั้น ในหัวผมมันจะคิดแต่เรื่องบริบททางการเมืองยุคสงครามเย็น ที่ปรากฏล่องลอยขึ้นรางๆ จนเกือบจะรู้สึกว่าถ้าขาดไร้ซึ่งบริบทดังกล่าว สกอร์เด่นของหนังก็แทบไม่มีความหมายใดๆ

แต่พอได้มาฟังตัวสกอร์แบบเพียวๆ ในอีกบริบทหนึ่ง ผมกลับรู้สึกว่า เออ จริงๆ เพลงนี้มันก็เวิร์คและดีงามในตัวมันเองอยู่นะ

6.

IMG_2440

“An excerpt from Fever Room (เมืองแสงหมด)” (2015) ของอภิชาติพงศ์ เป็นการปิดท้ายที่เจ๋งสมการรอคอย

โดยส่วนตัวคิดว่าการนำพาสายตาคนดูไปเผชิญหน้ากับลูกเล่น/มายากลของ “แสงสว่าง” ก่อนจะพร่าเลือนทัศนวิสัยของพวกเขาด้วย “หมอกควัน” (เช่นเดียวกับผู้คนในหนังสั้น “หมอกแม่ริม”) มีความคมคายมาก

อีกจุดที่เป็นเรื่องตลกร้าย ก็คือ ในรอบที่ผมไปชมการแสดงเมื่อวันอาทิตย์ที่ 29 พ.ย. นั้น ทางผู้จัดควบคุมเวลาไว้ได้ค่อนข้างดี เพราะไม่ได้ใช้เวลาเต็มแม็กซ์จนไปเลิก 24.00 น. แต่เลิกการแสดงเมื่อเวลาประมาณ 23.00 น. เท่านั้น

ด้วยเหตุนี้ ระหว่างกำลังถูกรมและปกคลุมรายรอบด้วยหมอกควัน เมื่อเวลาสี่ทุ่มกว่าๆ ผมซึ่งยกนาฬิกาขึ้นมาดู จึงเกิดอาการตกใจ (เพราะเชื่อ -ณ ขณะนั้น- ว่าการแสดงจะไปเลิกเอาตอนเที่ยงคืนเป๊ะๆ) ว่า “เชี่ย! นี่เค้ากะจะรมควันเราไปอีกเกือบสองชั่วโมงเลยเหรอวะ???”

แต่สุดท้าย อะไรๆ มันก็ไม่เลวร้ายถึงขั้นนั้นหรอกครับ 555

7.

ขออนุญาตปิดท้ายด้วยภาพน่ารักๆ หลังการแสดงสิ้นสุดลงครับ

DSC02097

DSC02099

DSC02100

ข่าวบันเทิง

คำอวยพร “เจ้ย” ต่อเทศกาลหนังโตเกียว: ว่าด้วยการแชร์ประสบการณ์และทำลายขีดจำกัด

เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียวได้เผยแพร่คลิปคำกล่าวอวยพรของ “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” นักทำหนังชาวไทย ที่มีต่อทางเทศกาล ซึ่งจะมีอายุครบรอบ 30 ปี ในปีนี้

โดยคำกล่าวของอภิชาติพงศ์มีเนื้อหาว่า

(ภาษาไทย) สวัสดีครับ ผมขอแสดงความยินดีกับวันเกิดปีที่ 30 ของโตเกียว อินเตอร์เนชั่นแนล ฟิล์ม เฟสติวัล ครับ

(ภาษาอังกฤษ) สำหรับการเฉลิมฉลองเนื่องในวาระครบรอบ 30 ปีของทางเทศกาล ผมอยากจะกระตุ้นผู้คน ทั้งในฝั่งคนดูหนังและฝั่งคนทำหนัง ให้ตั้งคำถามและพยายามที่จะทำลายเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างประเทศ รวมถึงขอบเขตข้อจำกัดของการแสดงความคิดเห็น อย่างต่อเนื่อง

เพราะสำหรับผม ศิลปะภาพยนตร์ยังมีอายุเยาว์วัย ขณะเดียวกัน ช่วงอายุเพียง 30 ปี (ของเทศกาล) ก็ยังนับว่าเยาว์วัยอยู่เช่นกัน และความฝันยังคงเป็นสิ่งที่พวกเราต้องการ เพื่อจะได้ร่วมแบ่งปันความฝันนี้ให้แก่กัน ในการทำลายขอบเขตข้อจำกัดต่างๆ และการเข้าใจความรู้สึกของแต่ละฝ่ายมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ผมยังเชื่อในเรื่องของการแบ่งปันประสบการณ์ ซึ่งหมายความถึงภาวะที่พวกคุณเดินเข้าไปในโรงภาพยนตร์ขนาดใหญ่ และนั่งชมหนังบนจอภาพขนาดมหึมาอยู่เคียงข้างคนอื่นๆ เพื่อซึมซับและเป็นประจักษ์พยานของแสงสว่างที่ส่องออกมาจากจอดังกล่าวพร้อมหน้ากัน

ผมคิดว่า หากมองผ่านแง่มุมดังกล่าว เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียวก็มีความสำคัญเป็นอย่างมาก ที่จะช่วยผลักดันให้การแบ่งปันดังกล่าวเกิดขึ้น ทั้งยังช่วยเชื่อมร้อยผู้คนจากหลายประเทศ หลายช่วงอายุ หลายเป้าหมายชีวิต และหลายความเชื่อเข้าด้วยกัน

ดังนั้น ผมหวังว่าทางเทศกาลจะยังคงมุ่งมั่นเพื่อยกระดับการทำงานตรงจุดนี้ให้ดียิ่งขึ้นเรื่อยๆ และขอให้เทศกาลดำรงอยู่ต่อไป อย่างน้อยที่สุด ก็อีก 100 ปี ขอบคุณครับ

ข่าวบันเทิง

ไม่ควรพลาด! “เรียวอิชิ ซากาโมโตะ-อภิชาติพงศ์” ร่วมจัดประกวดหนังสั้นรับอัลบั้มใหม่

นักประพันธ์เพลงและมือทำดนตรีประกอบภาพยนตร์ระดับโลกชาวญี่ปุ่นอย่าง “เรียวอิชิ ซากาโมโตะ” เพิ่งจะออกอัลบั้มชุดใหม่ชื่อ “async” โดยเขาระบุว่านี่เป็น “ซาวด์แทร็คสำหรับภาพยนตร์ของอังเดร ทาร์คอฟสกี้ ซึ่งไม่มีอยู่จริง” ด้วยเหตุนี้ ซากาโมโตะจึงมีความปรารถนาที่ต้องการจะเห็นว่าเพลงจากผลงานชุดล่าสุดของเขาจะสามารถถูกนำไปใช้ประกอบภาพยนตร์ได้ด้วยวิธีการเช่นใดบ้าง?

ผลลัพธ์ที่ได้คือ การจัดการประกวดภาพยนตร์สั้น “async” ซึ่งจะดำเนินควบคู่ไปกับการเปิดตัวอัลบั้มเพลง

ทั้งนี้ คณะกรรมการตัดสินรางวัลในการประกวดหนังสั้นคร้้งนี้ จะได้แก่ ซากาโมโตะ, อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล และผู้ชมจากทั่วโลก

โดยรางวัลจะถูกแบ่งออกเป็นสามสาขา ได้แก่

“Ryuichi Sakamoto – async Award” ซึ่งซากาโมโตะจะเป็นผู้ตัดสิน

ผู้ชนะจะได้รับสิทธิ์ในการนำ “เพลงใหม่หนึ่งเพลง” ซึ่งประพันธ์และโปรดิวซ์โดยซากาโมโตะ ไปใช้ประกอบภาพยนตร์เรื่องต่อไปของตนเอง ร่วมด้วยเงินรางวัล 3,000 เหรียญสหรัฐ, ผลงานเพลงพร้อมลายเซ็นของซากาโมโตะจำนวนสิบชุด

นอกจากนี้ หนังของเขาจะถูกเผยแพร่ในบลูเรย์ดิสก์ของผลงานชุด “async” และแพลทฟอร์มออนไลน์ต่างๆ ภายใต้การบริหารจัดการของซากาโมโตะและหน่วยธุรกิจที่เกี่ยวข้อง

Apichatpong Weerasethakul Award ซึ่งอภิชาติพงศ์จะเป็นผู้ตัดสิน

โดยผู้ชนะจะได้รับเงินรางวัล 2,000 เหรียญสหรัฐ, หนังของเขาจะถูกบรรจุอยู่ในแผ่นดิสก์บลูเรย์ของผลงานชุด “async” และแพลทฟอร์มออนไลน์ต่างๆ ภายใต้การบริหารจัดการของซากาโมโตะ

นอกจากนี้ เขายังจะได้รับบ็อกเซ็ทแผ่นซีดีและไวนิลชุด “Metaphors, Selected Soundworks from The Cinema of Apichatpong Weerasethakul” ซึ่งเป็นผลงานรวมซาวด์แทร็คจากหนังและวิดีโอของอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล

ที่สำคัญสุด อภิชาติพงศ์จะรับเป็นที่ปรึกษาให้แก่โครงการภาพยนตร์เรื่องต่อไปของผู้ได้รับรางวัลสาขานี้

Audience Award

ซึ่งวัดจากจำนวนยอดวิวและยอดไลค์ในเว็บไซต์ Vimeo รวมถึงยอดไลค์ในเฟซบุ๊ก

ผู้ชนะรางวัลสาขานี้ จะถูกเผยแพร่ผลงานในบลูเรย์ดิสก์ของอัลบั้มชุด “async” และแพลทฟอร์มออนไลน์ของซากาโมโตะ นอกจากนั้น จะมีรางวัลพิเศษ ซึ่งยังไม่เปิดเผยรายละเอียดออกมา ณ ปัจจุบัน

กติกาสำคัญ

ผู้ต้องการส่งผลงานเข้าประกวด จะต้องเขียนประวัติสั้นๆ ของตนเองเป็นภาษาอังกฤษจำนวน 500 คำ พร้อมทั้งอัพโหลดตัวหนังลงในเว็บไซต์ Vimeo ก่อนจะส่งประวัติของคุณและลิงก์วิดีโอผ่านใบสมัครออนไลน์ตาม ลิงก์นี้

โดยหนังที่ส่งเข้าประกวด จะต้องใช้เพลงจากอัลบั้มชุด “async” มาประกอบภาพยนตร์จำนวน 1-2 เพลง (เพื่อการประกวดในโครงการนี้เท่านั้น)

กติกาสำคัญอื่นๆ คือ หนังสั้นที่เข้าประกวดต้องมีความยาวไม่เกิน 10 นาที และต้องเป็นผลงานที่ไม่เคยเผยแพร่มาก่อน

การส่งผลงานเข้าประกวดจะหมดเขตลงในวันที่ 30 กันยายน และจะมีการประกาศผลผู้ชนะรางวัลสาขาต่างๆ ในวันที่ 15 พฤศจิกายน

คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการประกวด ที่นี่

ทั้งนี้ อภิชาติพงศ์ยังได้นำเพลงสองเพลงจากอัลบั้มชุด “async” คือ “disintegration” และ “Life, Life” มาใช้ในผลงานวิดีโอชิ้นใหม่ของเขาที่ใช้ชื่อว่า “first-light” ซึ่งนับเป็นการร่วมงานกันครั้งแรกระหว่างซากาโมโตะ กับ อภิชาติพงศ์ ศิลปินที่ซากาโมโตะเคารพรัก

ผู้สนใจสามารถคลิกชมวิดีโอดังกล่าวได้ที่นี่

ข่าวบันเทิง

เมื่อ “อภิชาติพงศ์” เล่าเรื่อง “ผีที่หลากหลาย” และการเล่นกับแสง ณ สถานทูตเนเธอร์แลนด์

เมื่อวันที่ 13 มิถุนายนที่ผ่านมา สถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย ได้จัดพิธีเฉลิมฉลองให้แก่ให้แก่อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ในฐานะผู้ได้รับรางวัล the Principal Prince Claus Award ประจำปี 2016 ณ สถานเอกอัครราชทูตที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นธรรมเนียมของงานมอบรางวัลดังกล่าว ที่จะเชิญศิลปินไปรับมอบรางวัลที่เนเธอร์แลนด์ ก่อนจะมีจัดงานฉลองที่ประเทศบ้านเกิดของศิลปินรายนั้นในเวลาต่อมา

โดยในงานดังกล่าว เอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย Karek Hartogh ได้ยกย่องนักทำหนังชาวไทยผู้นี้ว่า

“อภิชาติพงศ์ได้อุทิศตนเองให้แก่เสรีภาพในการแสดงออกซึ่งความเห็น ผ่านการปฏิเสธที่จะประนีประนอมกับบรรทัดฐานทางศิลปะต่างๆ ตลอดจนเพดานข้อจำกัดอื่นๆ ซึ่งบางครั้งก็เป็นการกำหนดบังคับจากแรงกดดันภายนอก มาโดยต่อเนื่อง”

ทางด้านอภิชาติพงศ์ได้ย้อนเล่าเรื่องราวสมัยที่เขายังเป็นเด็กและใช้ชีวิตอยู่ที่จังหวัดขอนแก่น ณ เวลานั้น เขาชอบใช้ไฟฉายส่องไปยังความมืดมิด เพื่อหวังจะมองหาสัตว์ประหลาดหรือภูตผีปีศาจ แม้ว่าลึกๆ แล้ว เขาจะหวาดกลัวสิ่งลึกลับเหล่านั้นก็ตาม

“ย้อนกลับไปตอนนั้น ความเชื่อเรื่องผีมีอยู่อย่างแตกต่างหลากหลาย เช่น ผีหัวขาดที่เดินถือศีรษะตนเองไปมา ผีเปรตที่ตัวสูงและผอมมากๆ ผีโพงจมูกเขียวที่มีร่างเรืองแสง ผีกระสือที่ลอยไปมาพร้อมอวัยวะภายใน”

อย่างไรก็ตาม เจ้าของรางวัลปาล์มทองคำชาวไทยตั้งข้อสังเกตว่า ในยุคสมัยต่อมา ลักษณะของภูตผีต่างๆ ในสังคมไทยกลับเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ผีในหนังไทย” ซึ่งเริ่มกลายสภาพเป็น “ผีตลก” มากขึ้นเรื่อยๆ ผีเหล่านั้นทำได้แค่วิ่งไปวิ่งมา แถมยังถูกหลอกล่อโดยมนุษย์ ผีพวกนั้นปรากฏกายแม้กระทั่งตอนกลางวัน จนคนดูสามารถสังเกตเห็นได้ว่าบรรดาผีทั้งหลาย คือ ผีปลอมๆ ที่ถูกสร้างขึ้น

“นี่กลายเป็นความโศกเศร้าของผม ที่ผีเหล่านี้ไม่ได้มีความน่าเชื่อถืออีกต่อไป พวกเขากลายเป็นแค่ตัวละครในนิยาย”

เจ้าของรางวัล the Principal Prince Claus Award 2016 กล่าวต่อว่า เราอาจจัดให้เรื่องราวของ “ลุงบุญมี” (จากภาพยนตร์ “ลุงบุญมีระลึกชาติ”) เป็นนิยายหรือเรื่องแต่งได้เช่นกัน อย่างไรก็ดี เขาอยากจะคิดจินตนาการว่า พวกเราทุกคนต่างดำรงชีวิตอย่างมีหลากมุมหลายมิติเช่นเดียวกับที่ “ลุงบุญมี” ต้องเผชิญ

ในบางมิติของการดำรงชีวิต ภูตผีปีศาจอาจมีอยู่จริง ขณะที่ในมิติอื่นๆ ความเชื่อว่าประเทศไทยเป็นชาติที่ร่ำรวย เป็นแผ่นดินทอง ทั้งยังเต็มไปด้วยทหารกล้าจำนวนมาก อาจถูกพิจารณาว่าเป็นความจริง

“ผมต้องการเพียงแค่จะสื่อว่าอัตลักษณ์และความเชื่อที่หลากหลายของพวกเรา นั้นดำรงอยู่ภายในกระบวนการแห่งความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา หรือบางทีนี่อาจอธิบายจากแง่มุมของความเชื่อทางพุทธศาสนาได้ว่า พวกเราต่างเวียนวนอยู่กับวงจรแห่งการเวียนว่ายตายเกิดอันไร้จุดสิ้นสุด

เจ้ยรับรางวัลที่ไทย 2

“ในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์ ผมรู้สึกมีความสุขกับการเวียนว่ายตายเกิดเช่นนี้ ผมยังคงสนุกสนานที่ได้เล่นกับแสง ไฟฉายซึ่งอยู่ในมือผมตั้งแต่เมื่อครั้งเยาว์วัย ยังคงเสาะแสวงหาภูตผีอันแตกต่างหลากหลายต่อไปเรื่อยๆ”

อภิชาติพงศ์กล่าวปิดท้ายปาฐกถาที่แสดง ณ สถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทยว่า เขาหวังว่าสังคมนี้จะเปิดโอกาสให้แก่เสียงที่หลากหลายมากขึ้น พร้อมๆ กับการมีความอดทนอดกลั้นและการมีเสรีภาพเพิ่มขึ้น

“แล้ววันหนึ่ง เราจะสามารถขจัดทิ้งซึ่งความหวาดกลัว เราต้องมาร่วมกันทำให้สิ่งดังกล่าวเป็นความจริง ด้วยแสงสว่างที่พวกเราพร้อมใจกันฉายส่องออกไป ขอบคุณมากๆ ครับ”

นอกจากนั้น ในงานดังกล่าวยังได้มีการฉายหนังสั้นเรื่อง “จดหมายถึงลุงบุญมี” โดยมีสมาชิกครอบครัววีระเศรษฐกุล ทีมงานนักแสดงและเบื้องหลังจากภาพยนตร์ของอภิชาติพงศ์ เพื่อนๆ และบุคลากรทางด้านวัฒนธรรมของประเทศไทย มาร่วมเฉลิมฉลองกับความสำเร็จของนักทำหนังชาวไทยผู้นี้

ขอบคุณเนื้อหาจากhttps://www.nederlandwereldwijd.nl/landen/thailand/nieuws/2017/06/13/prince-claus-fund-awards และ http://www.princeclausfund.org/en/news/apichatpong-weerasethakul-receives-prince-claus-award-in-bangkok.html

ขอบคุณภาพประกอบจากhttps://www.facebook.com/netherlandsembassybangkok/