ข่าวบันเทิง

“อโนชา สุวิชากรพงศ์” คนทำหนังไทยรายที่ 2 ผู้คว้ารางวัล Prince Claus จากรบ.เนเธอร์แลนด์

“อโนชา สุวิชากรพงศ์” นักทำหนังชาวไทย คือ หนึ่งในผู้ได้รับรางวัล Prince Claus Awards ประจำปี 2019

โดย Prince Claus Fund องค์กรที่จัดให้มีการมอบรางวัลดังกล่าว ได้บรรยายถึงผู้กำกับหญิงเก่งรายนี้ว่า

เจ้านกกระจอก

“อโนชาเป็นนักทำหนังทดลองผู้ผลักเคลื่อนอาณาเขตทางสุนทรียศาสตร์, ระบบสัญลักษณ์ และรูปแบบของภาพยนตร์ เพื่อจะส่องสะท้อนให้เห็นถึงประวัติศาสตร์และภาวะร่วมสมัยของสังคมไทย

“ผลงานของอโนชานั้นมีตั้งแต่การเพ่งพินิจพิจารณาระบอบปิตาธิปไตยและการแสดงออกทางศิลปะใน ‘เจ้านกกระจอก’ (2009) มาจนถึงการสำรวจตรวจสอบความทรงจำและประวัติศาสตร์ใน ‘ดาวคะนอง’ (2016)

“นอกจากนี้ ในปี 2017 เธอยังเป็นสตรีคนแรกที่ได้รับรางวัลผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากงานประกาศรางวัลของสมาคมสมาพันธ์ภาพยนตร์แห่งชาติในประเทศไทย

“ขณะเดียวกัน อโนชาก็มีส่วนร่วมอย่างกระตือรือร้นในการสนับสนุนการสร้างภาพยนตร์อิสระในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

“เธอมีสถานะเป็นครูสอนภาพยนตร์ทั้งในและต่างประเทศ บริษัท Electric Eel Films ของเธอ ได้อำนวยการสร้างผลงานของคนทำหนังฝีมือดีรุ่นใหม่ๆ ตลอดจนบรรดาผู้กำกับที่เพิ่งทำหนังยาวเป็นเรื่องแรก

“ในปี 2017 เธอได้ร่วมก่อตั้งและทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของ Purin Pictures กองทุนภาพยนตร์ที่มุ่งส่งเสริมกลุ่มคนทำหนังซึ่งมักถูกมองข้าม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มคนทำหนังสตรี”

ดาวคะนอง

คลิกอ่าน “เจ้านกกระจอก”: กาลเวลา, จักรวาลวิทยา และ ความสัมพันธ์ระหว่างบิดากับบุตร

คลิกอ่าน ข้อสังเกตสั้นๆ หลังได้ชมหนังเรื่อง “ดาวคะนอง”

คลิกอ่าน ข้อสังเกตเพิ่มเติมถึง “ดาวคะนอง” (หลังดูรอบสอง): เห็ด รา และ “ประวัติศาสตร์” แบบใหม่ๆ

การมอบรางวัล Prince Claus Awards ถือเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินงานของ Prince Claus Fund ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงต่างประเทศ และสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เนเธอร์แลนด์

โดยจะมีการมอบรางวัลให้แก่ผู้ที่ประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่น ในการสร้างผลงานเชิงวัฒนธรรมและการพัฒนา

ทั้งนี้ คณะกรรมการจะมุ่งให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับศิลปินและนักกิจกรรมจากอาณาบริเวณที่มี “ข้อจำกัด” ทางด้านทรัพยากร ตลอดจนโอกาสในการแสดงออกทางวัฒนธรรม, การผลิตผลงานเชิงสร้างสรรค์ และการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม

พี่ไหม
Courtesy Anocha Suwichakornpong

“อโนชา สุวิชากรพงศ์” คือคนไทยรายที่สองที่ได้รับรางวัลจาก Prince Claus Fund

ถัดจาก “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” อีกหนึ่งนักทำหนังชาวไทย ที่เคยได้รับรางวัล The Principal Prince Claus Award ซึ่งถือเป็นรางวัลสำคัญสูงสุดของกองทุนดังกล่าว เมื่อปี 2016

คลิกอ่าน “อภิชาติพงศ์” เข้ารับพระราชทานรางวัล Prince Claus Award ที่เนเธอร์แลนด์ (คลิป)

คลิกอ่าน ปาฐกถา “ตรึงใจ” จาก “อภิชาติพงศ์” หลังขึ้นรับรางวัล “Prince Claus Award” ที่เนเธอร์แลนด์

คลิกอ่าน เมื่อ “อภิชาติพงศ์” เล่าเรื่อง “ผีที่หลากหลาย” และการเล่นกับแสง ณ สถานทูตเนเธอร์แลนด์

ผลงานหนังยาวเรื่องล่าสุดของอโนชา (กำกับร่วมกับ “เบน ริเวอร์ส” ศิลปินชาวอังกฤษ) คือ “Krabi, 2562” ซึ่งเพิ่งเข้าฉายรอบปฐมทัศน์โลกที่เทศกาลภาพยนตร์โลการ์โน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ก่อนจะข้ามน้ำข้ามทะเลไปยังเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตรอนโต ประเทศแคนาดา ในช่วงต้นเดือนกันยายนนี้

โดยหนังจะสำรวจภูมิทัศน์และเรื่องราวต่างๆ ของจังหวัดกระบี่ ผ่านการจับภาพช่วงเวลาพิเศษเฉพาะ ที่ยุคสมัยก่อนประวัติศาสตร์, อดีตที่เพิ่งผ่านพ้น และโลกปัจจุบัน ได้ปะทะชนกัน

หนังของอโนชาและริเวอร์สจะเล่นกับความกำกวมของหลายๆ องค์ประกอบ ไม่ว่าจะเป็นระหว่างการปรากฏตัวกับไม่ปรากฏตัวของคนแปลกหน้า, ระหว่างช่วงเวลาก่อนหน้ากับช่วงเวลาในภายหลัง, ระหว่างเรื่องแต่งกับความเป็นจริง, ระหว่างสารคดีกับการจัดฉาก และระหว่างอุตสาหกรรมท่องเที่ยวกับการก่อกำเนิดของยุคสมัยทางธรณีวิทยาที่เรียกว่า “โฮโลซีน”

ข้อมูลและภาพนำจากเพจเฟซบุ๊ก Prince Claus Fund

ข้อมูลเกี่ยวกับหนังเรื่อง “Krabi, 2562” จาก https://www.locarnofestival.ch/pardo/program/archive/2019/film.html?fid=1111841&eid=72

Advertisements
ข่าวบันเทิง

“Memoria” หนังล่าสุดของ “อภิชาติพงศ์” เปิดกล้องแล้วที่โคลอมเบีย

เว็บไซต์หนังเมืองนอกบางแห่งได้เผยแพร่ข่าว-ภาพนิ่งชุดแรกจากกองถ่ายภาพยนตร์เรื่อง “Memoria” ผลงานล่าสุดของ “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” เจ้าของรางวัลปาล์มทองคำชาวไทย

โดยหนังยาวเรื่องแรกของอภิชาติพงศ์ที่ไม่ได้ถ่ายทำในประเทศไทย ได้เริ่มเปิดกล้องตั้งแต่วันที่ 19 สิงหาคม ณ ประเทศโคลอมเบีย

นอกจากได้ “ทิลดา สวินตัน” มาแสดงนำแล้ว นักแสดงหลักรายอื่นๆ ในหนังเรื่องนี้ ยังประกอบไปด้วย “ฌาน บาลิบาร์” นักแสดงชาวฝรั่งเศส (เป็นลูกสาวของเอเตียน บาลิบาร์ นักปรัชญาฝ่ายซ้าย และฟรองซัวส์ บาลิบาร์ นักฟิสิกส์และนักประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์) “แดเนียล จิมีเนซ คาโช” (นักแสดงจากหนังเรื่อง “Zama”) รวมถึงสองดาราท้องถิ่น “ฮวน ปาโบล อูร์เรโก” กับ “เอลกิน ดิแอซ”

อภิชาติพงศ์และทีมงานมีแผนที่จะถ่ายทำ “Memoria” ภายในระยะเวลาแปดสัปดาห์ โดยจะแบ่งพื้นที่ถ่ายทำออกเป็นสองส่วน คือ ในกรุงโบโกตา เมืองหลวง และในหมู่บ้านชนบทบนภูเขาสูง

โดยอภิชาติพงศ์ได้เดินทางไปใช้ชีวิตและเตรียมบทภาพยนตร์ที่โคลอมเบียล่วงหน้าเป็นเวลาสามเดือน

สำหรับโครงเรื่องของ “Memoria” นั้นจะเริ่มต้นจากการที่เจ้าของฟาร์มกล้วยไม้ (สวินตัน) ได้เดินทางมาเยี่ยมน้องสาวผู้กำลังป่วย ณ กรุงโบโกตา ที่นั่น เธอได้คบหากับนักโบราณคดีชาวฝรั่งเศส (บาลิบาร์) ซึ่งมาทำงานตรวจสอบโครงการก่อสร้างอุโมงค์ลอดเทือกเขาแอนดีส และนักดนตรีหนุ่มอีกราย

ในการใช้ชีวิตแต่ละคืนที่โคลอมเบีย ตัวละครที่รับบทโดยสวินตัน จะถูกรบกวนด้วยเสียงที่ก้องดังอยู่ในหัวมากขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งเธอประสบปัญหานอนไม่หลับ

“มันมีอะไรบางอย่างที่นำพาผมมาถึงที่นี่ ผมไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกันว่ามันคืออะไร มันเป็นเหมือนแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวและความบ้าคลั่งอันเงียบงันส่วนบุคคล ผมถูกโน้มน้าวใจให้เชื่อว่าเมื่อตัวเองเริ่มต้นถ่ายหนังเรื่องนี้ ผมจะนอนหลับได้ดียิ่งขึ้น” นักทำหนังชาวไทย กล่าวจากประเทศโคลอมเบีย ก่อนหน้าการถ่ายทำไม่นาน

ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าหนังเรื่องใหม่ของอภิชาติพงศ์จะเริ่มออกตระเวนเดินสายตามเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติในช่วงปี 2020

ชมภาพนิ่งจากกองถ่าย “Memoria” ได้ที่

https://variety.com/2019/film/global/tilda-swinton-apichatpong-weerasethakul-memoria-1203313969/

https://thefilmstage.com/news/apichatpong-weerasethakul-begins-shooting-memoria-starring-tilda-swinton/

ขอบคุณภาพนำจากทวิตเตอร์  @kickthemachine

ข่าวบันเทิง

“อภิชาติพงศ์” คว้า Artes Mundi Prize รางวัลศิลปะใหญ่ของสหราชอาณาจักร

“อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” ผู้กำกับภาพยนตร์และศิลปินชาวไทย ได้รับรางวัล Artes Mundi รางวัลศิลปะร่วมสมัยที่สำคัญที่สุดของสหราชอาณาจักร พร้อมเงินรางวัล 4 หมื่นปอนด์ (ราว 1.6 ล้านบาท)

รางวัลดังกล่าวจะมอบให้แก่ศิลปินร่วมสมัยนานาชาติที่ทำงานซึ่งมีเนื้อหาข้องเกี่ยวกับความเป็นมนุษย์, ความเป็นจริงทางสังคม และประสบการณ์ชีวิต

ในนิทรรศการ Arte Mundi prize ประจำปีนี้ อภิชาติพงศ์ได้ส่งผลงานวิดีโอของตนเองชื่อ “Invisibility” ไปร่วมจัดแสดง

โดยคณะกรรมการตัดสินรางวัลนิยามวิดีโอชิ้นนี้ว่าเป็น “อาวุธอันทรงพลังในยุคสมัยแห่งความสับสนอลหม่าน”

“ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก มีหลายคราว ที่การพูดจาเรื่องการเมืองอย่างตรงไปตรงมากลายเป็นสิ่งไม่ปลอดภัย อภิชาติพงศ์ได้มอบเครื่องมือการต่อสู้ต่อต้านอันบอบบางทว่าเฉียบแหลมให้แก่พวกเรา” คณะกรรมการยกย่อง

ผลงานดังกล่าวเพิ่งจัดแสดงในสหราชอาณาจักรเป็นครั้งแรก ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติคาร์ดิฟฟ์ โดยนำเสนอภาวะประหนึ่งความฝัน ผ่านจอภาพสองจอ ซึ่งฉายให้เห็นตัวละครสองรายบนเตียงนอน ที่ตั้งอยู่ในคนละห้อง

เว็บไซต์คิกเดอะแมชชีนของอภิชาติพงศ์อธิบายว่าผลงานชิ้นนี้เป็นดังกระจกที่ส่องสะท้อนให้เห็นถึง “สภาพปัญหา” ของการเมืองไทย

“งานชิ้นนี้นำเสนอภาพจินตนาการเกี่ยวกับอนาคตที่ค่อยๆ เสื่อมสลายลง ในขณะที่ใครบางคนต้องการจะหลีกเลี่ยงความเป็นจริงไปตลอดกาล ประสบการณ์การรับชมผลงานชิ้นนี้จะสลับสับเปลี่ยนระหว่างการมองเห็นและการมองไม่เห็น, ข้อเท็จจริงกับเรื่องแต่ง, พื้นที่และความว่างเปล่า” คิกเดอะแมชชีนบรรยาย

คณะกรรมการยังระบุถึงผลงานในภาพรวมของนักทำหนังชาวไทยว่า

“แม้ในโลกตะวันตก อภิชาติพงศ์อาจเป็นที่รู้จักกันมากในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์ขนาดยาว แต่พวกเราปรารถนาที่จะแสดงความคารวะต่อการมุ่งมั่นตั้งคำถามอย่างกระตือรือร้นผ่านผลงานศิลปะในแกลเลอรี่ ทั้งที่เป็นภาพเคลื่อนไหว, การเล่าเรื่อง ตลอดจนการประกาศตำแหน่งแห่งที่ทางสังคมและการเมือง ของศิลปินผู้นี้”

“ผ่านการละเล่นกับเวลาและแสง อภิชาติพงศ์ได้สร้างสะพานที่แทบไม่มีใครมองเห็น เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ชมได้ท่องข้ามระหว่างโลกความจริงกับโลกแห่งจินตนาการ”

ด้านผู้กำกับฯ ชาวไทย กล่าวว่าตนเองรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้รับรางวัล Artes Mundi

“การชนะรางวัลในลักษณะนี้ ช่วยกระตุ้นให้ผมทำงานของตัวเองต่อไป รวมทั้งยืนหยัดที่จะตั้งคำถามต่อโลกที่พวกเราใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ”

ที่มา https://www.bbc.com/news/uk-wales-46947242

https://www.theguardian.com/culture/2019/jan/24/thai-film-maker-wins-uk-contemporary-art-prize-artes-mundi

ภาพนำจาก http://www.kickthemachine.com/downloads/index.html

คนมองหนัง

ไม่มี “อนาคต” ใน “Ten Years Thailand” ?

ไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้ในรอบปฐมทัศน์ประเทศไทย ณ โรงภาพยนตร์สกาล่า เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม แต่มีโอกาสไปนั่งดู “Ten Years Thailand” ที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติสิงคโปร์ เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา (วันเดียวกับที่หนังผ่านเซนเซอร์พอดี)

บันทึกชิ้นนี้เลยอาจจะไม่ได้กล่าวถึงงานฉายหนัง “Ten Years Thailand” ในฐานะกิจกรรมทางการเมือง ณ วันปลดล็อกการเมืองปลายปี 2561 ก่อนการเลือกตั้งต้นปี 2562 แต่คงพูดถึงมันในฐานะ “หนัง -การเมือง- ไทย” เรื่องหนึ่ง (แถมด้วยปฏิกิริยาบางอย่างจากคนดูต่างชาติ)

ขออนุญาตเขียนถึงหนังสั้นแต่ละตอน ก่อนจะสรุปภาพรวมของ “Ten Years Thailand” ทั้งเรื่องในหัวข้อสุดท้าย ดังนี้

“Sunset” โดย อาทิตย์ อัสสรัตน์

โครงเรื่องว่าด้วยความรักความสัมพันธ์ “ร่วมชนชั้น-ภูมิภาค” ระหว่าง “พลขับทหารเกณฑ์” ที่ติดสอยห้อยตามนายมาตรวจสอบ-เซนเซอร์ผลงานศิลปะ กับ “พนักงานทำความสะอาดสาว” ในแกลเลอรี่ นั้นนับว่าน่าสนใจ

อาทิตย์ถ่ายทอดเรื่องราวจากโครงสร้างที่แข็งแรงออกมาได้สนุก ขำขัน อุ่นๆ กรุ่นๆ กำลังดี

sunset

หนังไม่ได้แสดงเจตนาจะก้าวข้าม “ความขัดแย้งสองขั้ว” อย่างเด่นชัด ขณะเดียวกัน ก็มิได้จงใจจะรวบรวมพลังของคนเล็กคนน้อยเพื่อตอกกลับผู้มีอำนาจรัฐอย่างชัดเจน

อย่างไรก็ดี ผมออกจะรู้สึกแปลกประหลาดและอึดอัดนิดๆ กับท่าทีบางประการของหนัง ซึ่งพยายามจะอธิบาย “ความยากลำบากใจ” ในการปฏิบัติหน้าที่ของนายทหาร ไปพร้อมกับการขายความไร้สาระ ความกร่าง แบบไม่ได้เรื่องได้ราวของนายตำรวจ

(แต่ไม่แน่ใจว่านั่นคือประสบการณ์จริงที่เคยเกิดขึ้นกับศิลปินบางรายและแกลเลอรี่บางแห่งหรือเปล่า?)

“Catopia” โดย วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง

หนังพูดถึง “โลกประหลาด” ที่ถูกยึดครองโดย “มนุษย์แมว” ณ ที่นั้น ยังมี “มนุษย์จริงๆ” หลงเหลืออยู่ เขาหลบซ่อนแอบแฝงอัตลักษณ์ของตนเองอย่างแนบเนียนมาได้หลายปี ก่อนจะหลุดเผยมันออกมาระหว่างเข้าช่วยเหลือ “มนุษย์แมวเพศหญิง” ซึ่งกำลังโดนล่าแม่มดและรุมประชาทัณฑ์

โจทย์ด้านโปรดักชั่นที่วิศิษฏ์เลือกนั้นจัดว่า “ยาก” แต่เทคนิคพิเศษทางคอมพิวเตอร์ในการสร้างภาพ “มนุษย์หัวแมว” ก็ทำออกมาได้ดีไม่มีจุดติดขัด

ผมชอบภาวะ “ลักลั่นย้อนแย้ง” ในการดำรงอยู่อย่างแปลกแยกจากสังคมแมวของตัวละครนำ ที่หนังถ่ายทอดเอาไว้ กล่าวคือ ด้านหนึ่ง เหล่า “มนุษย์แมว” ก็ปฏิบัติหรือมองเห็นเขา ราวกับเขาเป็นพวกเดียวกับมัน แต่อีกด้าน ผู้ชมภาพยนตร์ก็จะตระหนักได้ว่าตัวละครรายนี้เป็น “มนุษย์ธรรมดา” มิใช่ “มนุษย์หัวแมว” (พูดอีกอย่าง วิศิษฏ์กำลังพยายามผลักให้คนดูเข้าไปตกที่นั่งเดียวกับตัวละครนำ)

นี่คือปริศนาว่าถึงที่สุดแล้ว ตัวละครนำของ “Catopia” ปลอมตัวอย่างไรจนหลุดรอดสายตา “มนุษย์แมว” มาได้เนิ่นนาน หรือในความเป็นจริง พวก “มนุษย์แมว” ก็แชร์โลกทัศน์แบบเดียวกับผู้ชมในโรงภาพยนตร์ (แง่นี้ คนดูอาจกลายเป็นหนึ่งใน “มนุษย์หัวแมว”) และทราบดีว่าเขาไม่ใช่พวกมัน เพียงแต่เสแสร้งกลบเกลื่อนความสงสัยเอาไว้

catopia

ถ้าหนังตอนของวิศิษฏ์จะมี “จุดอ่อน” อยู่บ้าง นั่นก็เห็นจะเป็นพล็อตเรื่องที่คาดเดาได้ไม่ยาก (คนดูสามารถล่วงรู้บทสรุปก่อนหน้าหนังจะเฉลย) เนื้อหาไม่สลับซับซ้อน ตามแนวทางการทำงานยุคหลังของผู้กำกับ ที่หันเหตนเองมาสู่การสร้างภาพยนตร์-เขียนนิยายในตระกูล “ไลท์โนเวล” เต็มตัว

ขึ้นอยู่กับว่าผู้ชมวงกว้างและแฟนๆ ของวิศิษฏ์ จะพอใจกับตัวตนแบบนี้หรือไม่ มากน้อยแค่ไหน?

เมื่อสิ่งที่ถูกบรรจุไว้ในหีบห่ออันฉูดฉาด น่าทึ่ง ตระการตา คือ เนื้อหาสาระที่กระชับ ชัดเจน ตรงไปตรงมา แต่อาจไม่ลุ่มลึก ถอนรากถอนโคนแบบสุดๆ

“Planetarium” โดย จุฬญาณนนท์ ศิริผล

นี่คือหนังตอนที่เตะตา, ต้องใจ และแปลกประหลาดสุดใน “Ten Years Thailand”

หนังเล่าเรื่องราวภายใน “สังคมค่ายลูกเสือ” ที่ผู้มีอำนาจ ซึ่งแลดูเป็นคุณป้าใจดีมีคุณธรรม พร้อมด้วยเหล่าลูกเสือวัยเยาว์ใส่แว่นมาดเนิร์ดจำนวนมาก พยายามเฝ้าสอดส่องและคอยจัดระเบียบพฤติกรรมของผู้คน

หากใครฝ่าฝืนกฎเกณฑ์ พวกเขาจะถูกจับกุมและโดนส่งตัวออกไปสู่จักรวาลอันไกลลิบลับ เพื่อเข้ารับการปลูกฝังความคิด จัดระเบียบร่างกาย ให้กลายเป็นประชากรลูกเสือคนใหม่ หรือ “เด็กดี” ภายใต้ระบอบอำนาจเดิม

planetorium

ก่อนหน้านี้ จุฬญาณนนท์เคยทดลองนำเสนอ/หยอกล้อจักรวาลทัศน์หรือแนวคิดเรื่องไตรภูมิแบบไทยๆ ด้วยรูปแบบที่อิงแอบหรือได้รับแรงบันดาลใจจากหนัง-นิยายวิทยาศาสตร์ตะวันตกมาแล้ว ในวิดีโออาร์ตบางชิ้นของเขา

ซึ่งบางครั้ง ผมก็รู้สึกว่าจุฬญาณนนท์เดินทาง “ไปไกลโพ้น” เกินควร แต่พอมาเล่นกระบวนท่าคล้ายๆ กันในโปรเจ็คท์ Ten Years งานของเขากลับออกมาเวิร์ก ชวนครุ่นคิด และมีอารมณ์ขันร้ายกาจกำลังดี

จุฬญาณนนท์อธิบายกับคนดูที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติสิงคโปร์ว่า “จักรวาล” ในหนังของเขา ไม่ใช่ “จักรวาลแบบวิทยาศาสตร์” เสียทีเดียว แต่มันมีความโน้มเอียงจะเป็น “จักรวาลวิทยาแบบพุทธ” มากกว่า

(เช่นเดียวกับ “พีระมิดนีออน” ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากงานวัดมากกว่าความเป็นวิทยาศาสตร์ใดๆ)

ในภาพกว้าง หนังสั้นตอนนี้จึงพูดถึงการปะทะ/หลอมรวมกันระหว่างจักรวาลวิทยาสองแบบ

อย่างไรก็ดี “Planetarium” ไม่ได้พาผู้ชมออกเดินทางไปสู่จักรวาลอันกว้างใหญ่เท่านั้น แต่หนังสั้นตอนนี้ยังย้ำเตือนว่า สุดท้ายแล้ว อำนาจที่เหมือนจะอยู่ห่างไกล สามารถคล้อยเคลื่อนเข้ามากดทับครอบคลุมร่างกายของเราอย่างแนบชิดและนุ่มนวลเพียงใด ผ่าน “วัตถุสิ่งของ” ตลอดจนพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์บางชนิด

“Song of the City” โดย อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล

นี่เป็นหนังเรียบง่าย ดูเพลินๆ และมีลักษณะผสมผสานระหว่างเรื่องแต่งกับสารคดีในสไตล์ “อภิชาติพงศ์”

ยิ่งกว่านั้น หนังสั้นตอนนี้ยังถ่ายทำในสวนสาธารณะกลางเมืองขอนแก่น จนคล้ายเป็นส่วนต่อขนาดย่อมๆ ของ “รักที่ขอนแก่น” หนังยาวเรื่องหลังสุดของผู้กำกับ

หนังถ่ายทอดบทสนทนาระหว่างตัวละครหลากกลุ่ม หลายภูมิหลัง ซึ่งต่างมีปัญหา มีสภาพชีวิต ณ ปัจจุบัน มีความทรงจำเกี่ยวกับอดีต ที่ผิดแผกกันไป

ชีวิตของพวกเขาเหล่านี้ดำเนินเคียงคู่ไปกับการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสวนสาธารณะ

ทว่าสิ่งที่ยังยืนหยัดตั้งตรงอยู่อย่างมั่นคง ประหนึ่งศูนย์กลางของจักรวาล ท่ามกลางสรรพชีวิตและสภาพแวดล้อมอันไหลเลื่อนเคลื่อนไหว ก็คือ อนุสาวรีย์และภาพประติมากรรมนูนต่ำเชิดชูเกียรติคุณของ “จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์” อดีตนายกรัฐมนตรี และชุดบทเพลงที่ขับกล่อมโสตประสาทของเรามาตลอดชั่วอายุขัย

อภิชาติพงศ์คล้ายกำลังนำเสนอภาพรวมของสังคมไทย (ในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต) ด้วยสถานการณ์ย่อยๆ ในพื้นที่เฉพาะเล็กๆ ซึ่งปรากฏผ่านหนังตอนนี้

song of the city

สารจากเจ้าของรางวัลปาล์มทองคำชาวไทยอาจมีความเฉพาะเจาะจงเกินไปในมุมมองของคนดูระดับสากล เช่น มีผู้ชมฝรั่งที่สิงคโปร์ตั้งคำถามขึ้นว่าอนุสาวรีย์ในหนังคืออนุสาวรีย์ของใคร? และเขามีบทบาทสำคัญอย่างไรต่อประเทศไทย?

กระทั่งผู้ชมคนไทยเอง ถ้าใครที่ไม่ทราบประวัติชีวิตและความสนใจส่วนบุคคลของอภิชาติพงศ์ ไม่คุ้นเคยกับประวัติศาสตร์การเมืองไทย และไม่รู้จักเมืองขอนแก่น

พวกเขาก็ย่อมงุนงงได้ง่ายๆ ว่าอนุสาวรีย์ในหนัง (ซึ่งไม่ได้มีคำอธิบายประกอบ –ทั้งที่เป็นตัวอักษรและเสียงพูด- อย่างชัดเจน) คือ ภาพแทนของใคร?

อย่างไรก็ตาม โดยส่วนตัว ผมชอบภาวะอีหลักอีเหลื่อระหว่างความสถาวรแน่นิ่งของอนุสาวรีย์แห่งบุคคลผู้เป็นต้นธารของผู้นำเผด็จการทหารแบบไทยๆ กับพลวัตความเปลี่ยนแปลงนานัปการที่หมุนวนอยู่รายรอบ ในวิถีชีวิตประจำวันของคนเล็กคนน้อย

ขณะเดียวกัน อภิชาติพงศ์ก็ยังหยอกล้อกับเรื่องยากๆ เช่น “เพลงชาติ” ได้อย่างมีอารมณ์ขันแพรวพราวเช่นเคย

ประเทศไทยที่ปราศจาก “อนาคต”

ten years thailand poster

คนที่ได้ดูหนังย่อมสังเกตเห็นว่า หนังสั้นทุกตอนใน “Ten Years Thailand” แทบมิได้มุ่งถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับ “อนาคต” ในแง่ของ “ความเปลี่ยนแปลงที่จะบังเกิดขึ้น ณ ภายภาคหน้า”

ตรงกันข้าม ผู้กำกับทั้งสี่รายคล้ายกำลังแสดงความห่วงใยถึงภาวะปัจจุบันของประเทศไทย (Thailand Now) หรือกระทั่งผลกระทบจากความขัดแย้งทางการเมืองตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งค่อยๆ กลายสภาพเป็นอาการป่วยไข้ยากเยียวยาของประเทศไทยในวันนี้มากกว่า

“เวลา” ใน “Ten Years Thailand” จึงไม่ได้เดินทางเป็นเส้นตรงไปสู่วิวัฒนาการหรือความเสื่อมทรุดแบบใดแบบหนึ่ง

ทว่า “เวลา” ในหนังนั้นเดินเป็นวงกลม ซึ่ง “อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต” ต่างวนเวียนกลืนกลายซ้อนทับกันไม่รู้จบ จนแทบจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

โดยสรุป “Ten Years Thailand” คือ หนังที่มีแนวโน้มจะคิดและพูดถึง “ปัจจุบัน” และ “อดีต” ของสังคมไทย ในฐานะอุปสรรค หลุมพราง และเงาทอดยาวที่ยากก้าวข้าม

ในแง่รูปแบบ ขณะที่อาทิตย์และอภิชาติพงศ์เลือกเล่าเรื่องราวด้วยลักษณะ “สมจริง” วิศิษฏ์และจุฬญาณนนท์กลับเลือกหนทางอันแตกต่าง ผ่านลักษณะ “เหนือจริง”

ในแง่เนื้อหา ขณะที่อาทิตย์และวิศิษฏ์เลือกกล่าวถึงชะตากรรมและสายสัมพันธ์ระหว่างคนตัวเล็กๆ ซึ่งคล้ายจะสังกัดอยู่ในฝักฝ่ายทางการเมืองอันตรงกันข้าม

จุฬญาณนนท์และอภิชาติพงศ์กลับอธิบายโลกภายใต้อิทธิพลแห่งจักรวาลทัศน์อันกว้างใหญ่ไพศาล ที่คอยกดทับความคิด-ชีวิต-ภาวะกลับไม่ได้ไปไม่ถึงของคนเล็กคนน้อยทั้งหลายเอาไว้

แน่นอนที่สุด “อนาคต” คือ ภาพที่แทบไม่ปรากฏในหนังเรื่องนี้ หนังไม่มีคำตอบชัดๆ ว่า เมืองไทยในอีกสิบปีข้างหน้าจะเป็นเช่นไร?

จนสามารถอนุมานได้ว่าในมุมมองของคนทำหนังทั้งสี่ราย “อนาคต” ของประเทศไทย ก็คงไม่ต่างอะไรจาก “ปัจจุบัน” ที่ดำรงอยู่ และ “อดีต” ที่ยังไม่ยอมผ่านพ้นไปไหน

คนมองหนัง

บันทึกถึง (บรรยากาศการชม) “รักที่ขอนแก่น”

“รักที่ขอนแก่น” กับ “ฉลุย”

ฉลุย

เซอร์ไพรส์ดี ที่ดันรู้สึกว่าเฮ้ย! ไหงหนังเรื่องล่าสุดของอภิชาติพงศ์ มันมาทางเดียวกับ “ฉลุย” (กำกับโดยพี่ปื๊ด-พี่อังเคิล) เลยวะเนี่ย 555

นี่ไม่ใช่การประเมิน “รักที่ขอนแก่น” ในแง่ลบ เพราะสมัยผมเริ่มสนใจดูหนัง โดยเฉพาะหนังไทย ในยุคต้นทศวรรษ 2540 “ฉลุย” เป็นหนังไทยที่โดดเด่นเรื่องหนึ่ง ซึ่งถูกกล่าวอ้างถึงอยู่บ่อยๆ

ผมต้องไปหาซื้อวีซีดีหนังเรื่องนั้นมาดูที่บ้าน ปรากฏว่าเสียงตัวละครดันไม่ตรงกับปากตลอดทั้งเรื่อง 555 กระทั่งได้มาดู “ฉลุย” ฉบับสมบูรณ์ในเทศกาลหนังบางกอกฟิล์มครั้งกระโน้น

ต้องยอมรับว่า “ความฝัน” แบบ “วันนั้นที่เคยฝันกันว่าดี วันนี้อาจยังผิดหวังก็ได้ แต่ขอให้เราฝันกันต่อไป วันไหน สักวัน ความฝันก็คงจะจริง” ใน “ฉลุย” นี่มีอิมแพ็คกับเด็กวัยเพิ่งเริ่มเรียนมหาลัยมากๆ (รวมทั้งผม ณ ตอนนั้น)

รักที่ขอนแก่น โปสเตอร์

แต่ “ความฝัน” ใน “รักที่ขอนแก่น” กลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง

คงจะเป็นเหมือนที่อภิชาติพงศ์บอกว่า “อาการหลับ” ในหนังเรื่องนี้ อาจเปรียบได้กับความอ่อนเปลี้ยของระบอบปิตาธิปไตย หรืออีกด้านหนึ่ง มันอาจเป็นการหลีกลี้อำนาจรัฐอันไพศาลในขั้นลึกสุด

ขณะเดียวกัน “อาการหลับ” เหล่านั้น ก็นำไปสู่ความฝันที่แสนสลึมสลือ ยากจะจับต้นชนปลายได้ถูก เป็นความฝันที่คล้ายจะมีชีวิตชีวาแล้วก็ผล็อยหลับวูบหล่นลงดื้อๆ เป็นความฝันที่มุ่งสำรวจตรวจตราอาณาจักรโบราณล่องหน ซึ่งรู้รางๆ ว่ามีอยู่ แต่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า

ในภาพรวม “ฝัน” ของ “รักที่ขอนแก่น” เลยเป็นความฝันอันเคว้งคว้าง ว่างเปล่า เลื่อนลอย (เหมือนสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวที่ลอยล่องอยู่บนฟากฟ้าอย่างเป็นปริศนา) กลับไม่ได้ไปไม่ถึง

ปรสิทธิ์ รักที่ขอนแก่น

แถมยังค่อยๆ กลืนกลายเข้ากับวิถีชีวิตประจำวันอันจำเจเรื่อยเปื่อยในโลกความเป็นจริงของสังคมไทยปัจจุบัน รวมถึงของคนวัยประมาณ 30-40 อัพ (ผมคือหนึ่งในนั้น) ที่ไม่สามารถ “ฝันแบบฉลุย” ได้อีกแล้ว

หนังอินดี้งบประมาณ 28 ล้าน!

ผมชอบบรรยากาศถาม-ตอบระหว่างคนดูกับผู้กำกับ หลังการฉาย “รักที่ขอนแก่น” ในโรงภาพยนตร์ที่เมืองไทยอย่างเป็นทางการครั้งแรก (และอาจจะครั้งเดียว) ณ โรงหนังศรีศาลายา หอภาพยนตร์ ในวาระที่อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ได้รับรางวัลฟิแอฟอวอร์ด 2018

ผู้ชมวัยคุณลุง-คุณอาคนหนึ่ง ถามพี่เจ้ยว่าหนังเรื่องนี้ใช้ทุนสร้างเท่าไหร่? พี่เจ้ยคิดคำนวณ (แปลงค่าเงิน) อยู่สักพัก ก่อนจะตอบว่าประมาณ 28 ล้านบาท พร้อมเอ่ยยกย่องผู้คนในวงการอุตสาหกรรมหนังไทยว่าพวกเขาเก่งกันมาก ที่ทำหนังใหญ่ได้ด้วยงบประมาณน้อยกว่านี้ (เยอะ)

ผู้ตั้งคำถามถึงกับอุทานขึ้นด้วยความตกใจเมื่อทราบคำตอบ และเหมือนจะแสดงอาการฉงนสงสัยค้างคาใจต่อไปว่า หนังที่ไม่ได้มีฉากใหญ่โตมากมาย ไม่ได้กระหน่ำซีจีหรูๆ ทั้งเรื่องแบบนี้ ต้องใช้เงินถึงเกือบ 30 ล้านบาทเลยหรือ?

รักที่ขอนแก่น นีออน

ผมเห็นว่าบทสนทนาถาม-ตอบของพี่เจ้ย กับลุงๆ อาๆ คนดูหนังที่หอภาพยนตร์นั้นน่าสนใจ

กล่าวคือ มันเหมือนเป็นการปะทะสังสรรค์กันระหว่างโลกทัศน์สองแบบ

ซึ่งถ้าพี่เจ้ยตอบคำถามแบบแรงๆ กระแทกกระทั้น กะจะเขย่าโลกของพวกลุงๆ อาๆ อย่างเต็มที่ ก็คงมีเสียงโห่ฮาปรบมือสนับสนุนแกเพียบ จากผู้ชมรุ่นหนุ่มสาวที่เป็นขาประจำในแวดวงหนังอิสระ

แต่พี่เจ้ยเลือกใช้กระบวนท่านุ่มนวล ในลักษณะที่ถ้าเปลี่ยนความคิดจิตใจพวกเขาได้ก็เปลี่ยน แต่ถ้าเปลี่ยนไม่ได้ เราก็แค่บอกให้พวกเขารับรู้ว่ามันมีโลกอีกแบบหนึ่งดำรงอยู่นะ

ก่อนหน้านี้ ผมชื่นชมอภิชาติพงศ์ในแง่การแสดงเอกลักษณ์เฉพาะตนที่ชัดเจนออกมาผ่านผลงานภาพยนตร์ แล้วก็ชื่นชอบการกล้าพูดจาวิพากษ์วิจารณ์สังคมไทยของแก ดังที่ปรากฏอยู่บ่อยๆ ในสื่อต่างชาติ

ทว่าเมื่อมาฟัง Q&A ของพี่เจ้ยที่หอภาพยนตร์เมื่อวันจันทร์ ผมพลันรู้สึกถึงความเป็นคนสงบนิ่ง เยือกเย็น จนน่าเคารพ ของแก

ของแถม

cemetery-of-splendour-224983ac-1117-44e5-a150-d06899cbf1b-resize-750

ชอบเพลง “ลิขิตชะตา” ในหนัง “รักที่ขอนแก่น” มากๆ (อยากให้ดาวน์โหลดหรือหาซื้อซีดีมาฟังกันครับ)

ฟังตัวอย่างเพลงได้ก่อนตามลิงก์ด้านล่าง

https://itunes.apple.com/us/album/destiny-cemetery-of-splendour/1293244375?i=1293245416

 

ข่าวบันเทิง

“อภิชาติพงศ์” เตรียมหันหลังให้ภารกิจ “โหวตออสการ์” เผยต้องเสียทั้ง “เวลา” และ “เงิน”!

“อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” เจ้าของรางวัลปาล์มทองคำชาวไทย เผยกับ “เอริค โคห์น” แห่งเว็บไซต์อินดี้ไวร์ ถึงกรณีที่เขาได้รับเชิญให้เข้าร่วมเป็นสมาชิกสถาบันศิลปะและวิทยาการภาพยนตร์แห่งสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2016 ซึ่งส่งผลให้เจ้าตัวได้สิทธิเป็นกรรมการตัดสินรางวัลออสการ์ ว่านี่คืองานที่ทั้งกินเวลาและค่าใช้จ่าย!

“พวกเขาส่งดีวีดีและหนังจำนวนมากมาให้ผม ผมขอสารภาพว่าตัวเองไม่ค่อยได้ดูหนังเหล่านั้นมากนัก” อภิชาติพงศ์กล่าว และเล่าว่าเมื่อปีที่แล้ว เขาพยายามจะร่วมโหวตตัดสินรางวัลออสการ์ผ่านระบบออนไลน์ของสถาบันศิลปะและวิทยาการภาพยนตร์ฯ แต่สุดท้าย เขาก็ลงคะแนนช้ากว่ากำหนดเส้นตายไปเพียงหนึ่งนาที

ขณะที่ ณ ตอนนี้ อภิชาติพงศ์ยอมรับว่าเขาหมดความสนใจในกิจกรรมดังกล่าว ซึ่งทั้งกินเวลาการทำงาน แถมยังมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง

“ผมจะเลิกยุ่งกับมันอย่างสิ้นเชิง ผมไม่สนใจที่จะนั่งดูหนังพวกนั้นอีกต่อไป พวกเขาคิดค่าใช้จ่ายกับคุณเป็นเงิน 350 หรือ 400 เหรียญสหรัฐ สำหรับค่าสมัครสมาชิก (การเป็นสมาชิกสถาบันศิลปะและวิทยาการภาพยนตร์ฯ ต้องเสียค่าใช้จ่าย 450 เหรียญสหรัฐ หรือเกือบ 15,000 บาทต่อปี)

“ตามความเห็นของผม นี่มันเป็นเรื่องที่แย่มากๆ เพราะในฐานะสมาชิกสถาบันที่เป็นคนต่างชาติ ผมไม่ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนใดๆ นอกจากดีวีดีหนังจำนวนมาก ซึ่งหมายถึงงานที่งอกขึ้นตามมา” อภิชาติพงศ์ระบาย

ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวไทยบอกว่า แม้สมาชิกของสถาบันศิลปะและวิทยาการภาพยนตร์แห่งสหรัฐอเมริกา ซึ่งต้องเสียค่าใช้จ่ายรายปี นั้นจะได้รับสิทธิประโยชน์บางอย่าง เช่น การเข้าถึงห้องสมุดและหอจดหมายเหตุของสถาบัน ตลอดจนการได้เข้าร่วมงานฉายภาพยนตร์และกิจกรรมอื่นๆ แต่นั่นหมายความว่าสมาชิกคนดังกล่าวต้องอาศัยอยู่ในสหรัฐ

“ถ้าผมใช้ชีวิตอยู่ที่อเมริกา ผมก็พอจะเข้าใจได้ที่ตัวเองต้องเสียค่าใช้จ่ายส่วนนี้ แต่นี่ถือเป็นเรื่องโง่เง่าที่ผมต้องมาเสียค่าสมาชิกดังกล่าว มันเป็นเงินจำนวนมากสำหรับผม ซึ่งไม่ก่อให้เกิดดอกผลใดๆ ยกเว้นการได้ช่วยเหลืออุตสาหกรรมภาพยนตร์อเมริกัน พวกเขาควรจะเลิกเก็บเงินจากสมาชิกต่างชาติ เดิมที ผมเคยอยากที่จะดูหนังจำนวนมากเหล่านั้น และร่วมโหวตตัดสินรางวัลออสการ์นะ แต่ตอนนี้ ไฟในตัวผมมันค่อยๆ มอดลงเรื่อยๆ”

ที่มา https://www.indiewire.com/2018/11/apichatpong-weerasethakul-oscars-expensive-memoria-tilda-swinton-1202020883/

ขอบคุณภาพประกอบจาก http://www.kickthemachine.com/downloads/index.html

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวข้อง รู้ไหม? นอกจาก “อภิชาติพงศ์” ยังมีคนเชื้อสายไทยอีกหนึ่งราย ที่ได้สิทธิ์โหวตออสการ์

ข่าวบันเทิง

ส่องอินสตาแกรม! เมื่อ “ทิลดา สวินตัน” ถ่ายรูปประกบคู่กับ “คนบันเทิงไทย”

“ทิลดา สวินตัน” นักแสดงดังระดับโลกเพิ่งจะเดินทางมาเมืองไทย

ด้านหนึ่ง เธอไปเยี่ยมชมการทำงานของหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ที่ศาลายา ผ่านคำเชิญชวนของ “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” ผู้กำกับเจ้าของรางวัลปาล์มทองคำ

ซึ่งในโครงการหนังยาวเรื่องใหม่ของอภิชาติพงศ์ คือ “Memoria” นั้น จะมีสวินตันร่วมเป็นนักแสดงนำด้วย

แต่อีกด้านหนึ่ง คงปฏิเสธไม่ได้ว่าสวินตันมีสถานะเป็น “เซเลบ” ด้วยเหตุนี้ เธอจึงไปปรากฏตัวในกิจกรรมของแบรนด์ “ชาแนล” ที่กรุงเทพมหานคร

ซึ่งในกิจกรรมหลังนี่เอง ที่เปิดโอกาสให้คนบันเทิงไทยจำนวนมากได้เข้าไปขอถ่ายรูปคู่กับนักแสดงดังชาวอังกฤษ

แม้แต่อภิชาติพงศ์เอง ก็มีรูปกับสวินตัน ระหว่างร่วมกิจกรรมของชาแนล

ทิลดา สวินตัน กับ อาภาศิริ นิติพน ดาราไทยที่มีบุคลิกรูปลักษณ์คล้ายคลึงเธอมากที่สุดคนหนึ่ง

สวินตัน กับ พาริส อินทรโกมาลย์สุต ผู้รับบท “ฉี” ใน “เลือดข้นคนจาง”

สวินตัน กับ ออกแบบ ชุติมณฑน์ จึงเจริญสุขยิ่ง

สวินตัน กับ แพต ชญานิษฐ์ ชาญสง่าเวช

สวินตัน กับ วิโอเลต วอเทียร์ และ มิว นิษฐา จิรยั่งยืน

สวินตัน กับ เก้า สุภัสสรา ธนชาต

สวินตัน กับ ลิเดีย ศรัณย์รัชต์ ดีน และแอริน ยุกตะทัต

สำหรับแฟนๆ ทิลดา สวินตัน ที่ไม่ได้เจอตัวจริงของเธอ สามารถรับชมผลงานการแสดงล่าสุดของสวินตันในภาพยนตร์เรื่อง “Suspiria” (กำกับภาพโดย สยมภู มุกดีพร้อม) ซึ่งเพิ่งจะเข้าฉายเชิงพาณิชย์ที่เมืองไทยเป็นสัปดาห์แรกพอดี

ภาพนำจาก 

หอภาพยนตร์ Thai Film Archive

https://www.instagram.com/rpasiri/

https://www.instagram.com/chayanitpat/

ข่าวบันเทิง

อภิชาติพงศ์รับรางวัล “ฟิแอฟ 2018” – รู้จักหนังสารคดีชีวิต “เจ้าดวงเดือน ณ เชียงใหม่”

อภิชาติพงศ์รับรางวัลจากสหพันธ์หอภาพยนตร์นานาชาติ

สหพันธ์หอภาพยนตร์นานาชาติ (ฟิแอฟ – FIAF) ประกาศมอบรางวัล “ฟิแอฟ อวอร์ด 2018” ให้แก่ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล โดยพิธีมอบรางวัลจะมีขึ้นในวันที่ 19 พฤศจิกายน ณ หอภาพยนตร์ ศาลายา

ก่อนหน้านี้ คนทำหนังที่ได้รับรางวัลดังกล่าวมีอาทิ มาร์ติน สกอร์เซซี, อิงมาร์ เบิร์กแมน, ไมค์ ลีห์, โหวเสี่ยวเซี่ยน, อานเญส วาร์ดา, ฌอง-ปิแอร์ และ ลุค ดาร์เดนน์ และ คริสโตเฟอร์ โนแลน

ฟิแอฟระบุว่าอภิชาติพงศ์มีส่วนสนับสนุนการปฏิบัติงานของหอภาพยนตร์ไทยมาอย่างยาวนาน หนึ่งในนั้น คือ การร่วมรณรงค์ให้หอภาพยนตร์แปรรูปเป็นองค์การมหาชนดังเช่นปัจจุบัน ขณะเดียวกัน เขายังสนับสนุนการทำงานอนุรักษ์และบูรณะภาพยนตร์ในหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

อภิชาติพงศ์ ทิลด้า หอภาพยนตร์
อภิชาติพงศ์พา “ทิลดา สวินตัน” ไปเยี่ยมชมหอภาพยนตร์ เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2561 (เครดิตภาพ หอภาพยนตร์ Thai Film Archive)

ครั้งหนึ่ง ผู้กำกับชาวไทยเคยอุปมาว่า “ภาพยนตร์มีความสำคัญในฐานะที่เป็นบทบันทึกทางวัฒนธรรมและเป็นส่วนหนึ่งในความทรงจำของมวลมนุษยชาติ”

อภิชาติพงศ์กล่าวถึงความสำคัญของรางวัลฟิแอฟ อวอร์ด เอาไว้ว่า

“ภาพยนตร์คือส่วนขยายของมนุษย์ ผมรู้สึกชื่นชมฟิแอฟเสมอมา ที่องค์กรแห่งนี้ได้อุทิศตนในการอนุรักษ์ส่วนเสี้ยวหนึ่งของจิตวิญญาณมนุษย์เอาไว้ ดังนั้น ผมจึงรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้

“ในอนาคต คนรุ่นใหม่จะผลิตภาพยนตร์ชนิดใหม่ที่แตกต่างจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ภาพยนตร์ของคนรุ่นเขา, ถ้ามันยังคงถูกเรียกว่าภาพยนตร์อยู่, จะเผยให้เห็นถึงวิธีคิด, ความรัก, ความหวาดกลัว หรือความเคลื่อนไหวธรรมดาสามัญอื่นๆ ของพวกเขา

“ขณะเดียวกัน คนรุ่นใหม่เหล่านั้นก็จะได้รับรู้ถึงความเคลื่อนไหวของคนรุ่นเรา ในลักษณะเดียวกับที่พวกเราเคยมีโอกาสรับชมกริยาอาการและรับฟังเสียงหัวเราะของบรรพชนรุ่นก่อน ขอขอบคุณการดำรงอยู่ของฟิแอฟ ผมรู้สึกมีความสุขที่ได้ร่วมโดยสารไปบนเรือแห่งภารกิจสำคัญดังกล่าว”

ด้านเฟรเดริก แมร์ ประธานฟิแอฟระบุว่า ในฐานะคนทำหนัง งานของอภิชาติพงศ์มีความข้องเกี่ยวอย่างลึกซึ้งกับประเด็นว่าด้วยอดีตและความสำคัญของความทรงจำมนุษย์ ขณะเดียวกัน เขาก็สามารถใช้สื่อภาพยนตร์นำเสนอผลงานอันมีเอกลักษณ์โดดเด่นและมีแบบฉบับเฉพาะในทางศิลปะของตนเอง

ทั้งนี้ ในงานมอบรางวัล วันจันทร์ที่ 19 พฤศจิกายน หอภาพยนตร์จะจัดฉายภาพยนตร์เรื่อง “รักที่ขอนแก่น” ของอภิชาติพงศ์

ผู้สนใจสามารถสำรองที่นั่งได้ที่ http://bit.ly/fiaf2018 โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย (แต่ที่นั่งมีจำนวนจำกัด)

ที่มาข้อมูล https://www.fiafnet.org/pages/News/2018-FIAF-Award.html

รู้จัก “เจ้านางจากดวงจันทร์” หนังสารคดีที่รับทุนสนับสนุนจากภูรินทร์ พิคเจอร์ส

กองทุนภูรินทร์ พิคเจอร์ส (Purin Pictures) ประกาศรายชื่อโปรเจ็กท์หนังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จำนวน 5 เรื่อง (หนังเล่าเรื่อง 3 เรื่อง และหนังสารคดี 2 เรื่อง) ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากการมอบทุนในรอบฤดูใบไม้ร่วงปี 2018

เจ้านางจากดวงจันทร์
ภาพจาก The Lost Princess

หนึ่งในภาพยนตร์สารคดีที่ได้รับทุนสนับสนุนด้านงานโพสต์โปรดักชั่นเป็นเงิน 5 หมื่นเหรียญสหรัฐ คือ โครงการที่มีชื่อว่า “The Lost Princess” (เจ้านางจากดวงจันทร์) โดย “กรภัทร ภวัครานนท์”

หนังสารคดีเรื่องนี้จะสำรวจชีวิตวัย 88 ปี ของ “เจ้าดวงเดือน ณ เชียงใหม่” หลานสาวของเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์สุดท้าย ขณะที่กรภัทร ผู้กำกับ มีศักดิ์เป็นหลานยายของเจ้าดวงเดือน และเธอเริ่มต้นโครงการนี้ตอนศึกษาระดับปริญญาโท ณ London Film School

เมื่อครั้งทำการระดมทุนผ่านเว็บไซต์ https://www.kickstarter.com ทางผู้สร้างได้บรรยายถึงเรื่องราวที่จะถูกบันทึก-ถ่ายทอดในภาพยนตร์เอาไว้ว่า

เจ้าดวงเดือน ณ เชียงใหม่ เกิดและเติบโตในคุ้มหลวงของเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 9 แห่งราชวงศ์ทิพย์จักร และองค์สุดท้ายแห่งนครเชียงใหม่

แม้ในวัย 88 ปี เจ้าดวงเดือน หรือ เจ้ายาย ยังคงเชื่อและปฏิบัติตัวในฐานะเจ้าหญิงตามภาระหน้าที่ของสายเลือดและการเลี้ยงดูที่ได้รับมา แต่ในวัยชราเจ้าดวงเดือนได้รับความเจ็บป่วยจากโรคอัลไซเมอร์ ทำให้เจ้าใช้ชีวิตอยู่กับความทรงจำในอดีต

เจ้าใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในบ้าน ถ้าไม่นับเวลาที่มีแขกมาเยี่ยมเยียนหรือการถูกเชิญไปเป็นประธานในงานพิธี เจ้าแทบจะไม่ได้ออกไปปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอก

เจ้าดวงเดือนผ่านอะไรมามากมาย ประสบการณ์และความเจ็บปวดสร้างเกราะให้เจ้ากลายเป็นผู้หญิงที่แข็งแกร่งจนไม่แสดงความอ่อนแอทางสีหน้าและอารมณ์ ความแกร่งนี้เปรียบเสมือนรูปปั้น รูปหล่อที่ไม่มีใครล่วงรู้ความรู้สึก แต่คนรอบตัวต่างเคารพบูชา

คนเราจะรักรูปปั้นได้อย่างไร? แล้วรูปปั้นที่ดูน่าเคารพเหล่านั้นจะสัมผัสความรักได้อย่างไร? สำหรับคนธรรมดาอย่างเราๆ ความรักที่มีต่อสายเลือดและราชวงศ์ที่แท้จริงแล้วคืออะไรกันแน่?

กรภัทรอธิบายว่าแรงบันดาลใจของภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้เกิดขึ้นจากเหตุการณ์การเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9

คนไทยหลายรายนิยามความรู้สึกนี้ว่า “ใจสลาย” ประชาชนจำนวนมากต่างพร้อมใจกันแต่งกายชุดดำเพื่อไว้อาลัย ต่างโศกเศร้าเสมือนการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักในครอบครัว สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าสถาบันกษัตริย์มีความสำคัญกับสังคมไทยมากเพียงใด

ด้วยเหตุนี้ เธอจึงอยากนำเสนอโครงสร้างสังคมไทยที่มีความผูกพันกับราชวงศ์ ผ่านชีวิตของ เจ้าดวงเดือน ณ เชียงใหม่ ผู้ใช้ชีวิตระหว่างสองสถานะ คือ เจ้าหญิงจากอาณาจักรที่ล่มสลาย และ สามัญชนธรรมดา

ก่อนหน้านี้ “เจ้านางจากดวงจันทร์” ได้รับทุนสนับสนุนโครงการหรือกิจกรรมด้านภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ประจำปี 2561 จากกระทรวงวัฒนธรรม เป็นจำนวนเงิน 3 แสนบาท

ที่มาข้อมูล https://www.screendaily.com/news/thailands-purin-pictures-announces-grant-recipients-for-autumn-2018/5134166.article

www.kickstarter.com/projects/thelostprincess2017/the-lost-princess

เพจเฟซบุ๊ก สำนักเลขานุการภาพยนตร์ และวีดิทัศน์แห่งชาติ

ข่าวบันเทิง

The Guardian สัมภาษณ์ “อภิชาติพงศ์” ว่าด้วยความย้อนแย้งในสังคมไทย และอาการ “หัวปะทุ” ของเจ้าตัว

เว็บไซต์ The Guardian เผยแพร่บทสัมภาษณ์ “The man with the exploding head: the director inspired by his medical condition” (บุรุษผู้มีอาการหัวปะทุ: แรงบันดาลใจที่ผู้กำกับภาพยนตร์ได้รับจากภาวะป่วยไข้ของเขา) ซึ่ง “ฮันนาห์ เอลลิส-ปีเตอร์เซน” ไปสนทนากับ “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดังชาวไทย

บล็อกคนมองหนังขออนุญาตสรุปสาระสำคัญหลักๆ ของบทสัมภาษณ์ข้างต้น มานำเสนอดังต่อไปนี้

หนึ่ง

Apichatpong 4

อภิชาติพงศ์เพิ่งได้รับเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Artes Mundi prize ประจำปี 2018 นี่คือรางวัลซึ่งมอบให้แก่บุคลากรในแวดวงศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของสหราชอาณาจักร

สอง

เอลลิส-ปีเตอร์เซน ฉายภาพความขัดแย้งที่ดำรงอยู่ในสังคมไทย ตลอดจนโลกทัศน์ของอภิชาติพงศ์เอง นั่นคือ ภาวะขัดกันระหว่างความเชื่อเรื่องภูตผีวิญญาณหรือสิ่งเหนือธรรมชาติ กับระบบเหตุผลที่เป็นวิทยาศาสตร์ในโลกสมัยใหม่

“ถึงแม้ว่าผมจะพยายามทำความเข้าใจโลกด้วยมุมมองที่เป็นวิทยาศาสตร์ แต่ผมก็ไม่สามารถสลัดอารมณ์ความรู้สึกที่เชื่อว่ามีวิญญาณต่างๆ วนเวียนอยู่รอบตัวเรา ออกไปได้” อภิชาติพงศ์กล่าวและว่า “ผมรู้สึกว่าเมื่อตัวเองอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เขียวขจี ผมจะสามารถสื่อสารกับต้นไม้ทั้งหลาย สื่อสารกับความทรงจำของผืนป่า และสื่อสารกับตัวเอง ได้อยู่เสมอ”

Apichatpong Portrait Trees

เอลลิส-ปีเตอร์เซน ระบุว่า ไม่เพียงเท่านั้น ภายในสังคมไทยยังเต็มไปด้วยความขัดแย้งระหว่างคู่ตรงข้ามมากมาย

ตั้งแต่ความเชื่อเรื่องอำนาจศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติแบบโบราณ ซึ่งดำรงอยู่เคียงคู่กับภาวะทุนนิยมสมัยใหม่ชนิดเข้มข้น

การเป็น “สยามเมืองยิ้ม” ซึ่งถูกปกครองโดยระบอบเผด็จการทหาร ขณะที่บางพื้นที่ของประเทศ เช่น ภาคอีสานยังมี “บาดแผล” อันเกิดจากนโยบายปราบปรามคอมมิวนิสต์ตกค้างอยู่

ไปจนถึงสภาพการณ์ที่คนไทยราว 95% นับถือศาสนาพุทธ แต่กลับมีพระสงฆ์ที่ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีทุจริตฉ้อโกงทรัพย์สินจำนวนมหาศาล หรือมีพระสงฆ์ที่ถือกระเป๋าหลุยส์วิตตองขณะโดยสารเครื่องบินส่วนตัว ประเด็นอื้อฉาวเหล่านี้ล้วนย้อนแย้งกับแนวคิดต่อต้านลัทธิวัตถุนิยม ซึ่งถูกเชื่อว่าดำรงอยู่ในหลักธรรมคำสอนของพุทธศาสนา

IMG_8121

อภิชาติพงศ์อธิบายว่าหนังของเขาพยายามปอกเปลือกความขัดแย้งต่างๆ อันแสนซับซ้อนในสังคมไทย แล้วนำเสนอมันออกมาอย่างนุ่มนวลแต่ไม่ประนีประนอมยอมความ

“ในประเทศนี้ มันเต็มไปด้วยสัจจะ ความเป็นจริง หลายระดับชั้นมากๆ” อภิชาติพงศ์อธิบายและกล่าวต่อว่า “(ในบางด้าน) บ้านเมืองพัฒนาไปสู่ความเป็นสมัยใหม่อย่างรวดเร็ว แต่พอมาถึงเรื่องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น กลับไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลยตลอด 50 ปีที่ผ่านมา ประเทศนี้มีการปราบปรามคนเห็นต่าง แต่ขณะเดียวกัน มันก็เปี่ยมล้นความมีชีวิตชีวา ผมรู้สึกลุ่มหลงในความลักลั่นดังกล่าว”

สาม

Cemetery_018

ระยะหลัง อภิชาติพงศ์มักนำเสนอภาวะ “หลับใหล” ในภาพยนตร์ของตนเอง เพราะเขามองว่านั่นคืออาณาเขตแห่งการต่อต้านขัดขืน ที่อำนาจเซ็นเซอร์ของรัฐไม่สามารถก้าวล่วงเข้ามาได้

สี่

ระหว่างพัฒนาโครงการภาพยนตร์เรื่อง “Memoria” ซึ่งจะไปถ่ายทำที่ประเทศโคลอมเบียและนำแสดงโดย “ทิลดา สวินตัน” อภิชาติพงศ์ค้นพบว่าตนเองป่วยเป็นโรค “หัวปะทุ” โดยมีอาการได้ยินเสียงดังมากมายในหัวและมองเห็นแสงสว่างวาบยามตื่นนอน

Apichatpong SleepCinemaHotel 2018

ผู้กำกับรางวัลปาล์มทองคำค่อยๆ แปรอาการเจ็บป่วยให้กลายเป็นองค์ประกอบในภาพยนตร์เรื่องใหม่ เขาไปสัมภาษณ์พูดคุยกับบรรดาหมอและนักจิตวิทยา แล้วเริ่มสนใจในแนวคิดว่าด้วยบาดแผลทางใจ, ความเจ็บปวดรวดร้าว และความทรงจำ

ห้า

อย่างไรก็ตาม อภิชาติพงศ์ยังไม่หมดหวังกับประเทศไทยเสียทีเดียว

เขาหวังที่จะริเริ่มขบวนการผลิตภาพยนตร์สารคดีในบ้านเกิดเมืองนอน

เขายังอยากที่จะทำหนังสยองขวัญแนวฆาตกรโรคจิต และบางที อาจจะรีเมกหนังเรื่อง Grizzly (1976) ซึ่งเป็นผลงานที่อภิชาติพงศ์ชื่นชอบมากที่สุด หากเทียบกับงานเรื่องอื่นในภาพยนตร์ตระกูลนี้

ทว่าในทางการเมือง อภิชาติพงศ์ยังไม่เชื่อว่าจะมีอะไรดีขึ้นหลังการเลือกตั้งเดือนกุมภาพันธ์ 2562 เขาบอกว่าประชาชนต่างยอมแพ้ในเรื่องนี้ และมองว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน เป็นเหมือนตัวตลก

“ห้าปีที่แล้ว ผมยังมองโลกในแง่บวกมากๆ แต่ตอนนี้ ผมกลับไม่มีความหวังมากนักต่ออะไรก็ตามที่จะเกิดขึ้นในชั่วชีวิตของตัวเอง”

AW BW

“ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในประเทศไทย” นี่คือข้อสรุปสั้นๆ ของอภิชาติพงศ์

ขอบคุณภาพประกอบจาก http://www.kickthemachine.com/downloads/index.html

ข่าวบันเทิง

“6 หนังไทย” ในปูซาน และหนังสั้นใหม่ของ “อภิชาติพงศ์”

6 หนังไทยในปูซาน 2018

ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซานประจำปี 2018 ที่เกาหลีใต้ จะมีหนังไทยเข้าร่วมฉายรวมทั้งสิ้น 6 เรื่อง

kraben-rahu

เริ่มต้นด้วย “กระเบนราหู” ผลงานของพุทธิพงษ์ อรุณเพ็ง ซึ่งเพิ่งสร้างประวัติศาสตร์ เป็นหนังไทยเรื่องแรกสุดที่คว้ารางวัลจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิสมาครอง จะเข้าฉายรอบ “เอเชียน พรีเมียร์” ในสาย A Window on Asian Cinema

ten years thailand wp ตัดคำ

เช่นเดียวกับ “Ten Years Thailand” โดยอาทิตย์ อัสสรัตน์, วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง, จุฬญาณนนท์ ศิริผล และ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ที่จะฉายรอบ “เอเชียน พรีเมียร์” ในสายเดียวกัน

ทั้งนี้ ภาพยนตร์เรื่อง “Ten Years Japan” และ “Ten Years Taiwan” ก็จะเข้าฉายในสายดังกล่าวพร้อมๆ กันด้วย

GDC poster

ขณะที่ “BNK48: Girls Don’t Cry” ของนวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ก็จะไปเปิดตัวรอบ “อินเตอร์เนชั่นแนล พรีเมียร์” ในสาย Wide Angle

แผลเก่า 2520

ส่วน “แผลเก่า” ฉบับเชิด ทรงศรี ซึ่งได้รับการบูรณะโดยหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ก็จะออกฉายที่เกาหลีใต้เป็นครั้งแรกสุด ในสาย Busan Classics

อย่างไรก็ตาม หนังไทยสองเรื่องที่จะเปิดตัวรอบ “เวิลด์ พรีเมียร์” หรือ “ปฐมทัศน์โลก” ในเทศกาลภาพยนตร์ปูซานปีนี้ คือ หนังยาวเรื่อง “นคร-สวรรค์” โดยพวงสร้อย อักษรสว่าง และหนังสั้นเรื่อง “คราบ” โดยนันทณัฐ ดวงธิสาร

เอย นครสวรรค์

“นคร-สวรรค์” คือหนังยาวเรื่องแรกของพวงสร้อย เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับตัวละครชื่อ “เอย” ซึ่งออกเดินทางไปลอยอังคารของแม่ที่ปากน้ำโพ พร้อมด้วยพ่อ, สมาชิกครอบครัวคนอื่นๆ และเพื่อนเก่าของเธอซึ่งบวชเป็นพระสงฆ์

พวงสร้อยจะนำเรื่องแต่งดังกล่าวไปนำเสนอเทียบเคียงกับฟุตเทจสารคดีงานศพแม่และชีวิตการทำงานอันโดดเดี่ยวในโรงงานยางพาราของพ่อเธอ

นครสวรรค์ โปสเตอร์

“นคร-สวรรค์” เป็นภาพยนตร์ไทยอีกหนึ่งเรื่องที่จะเข้าฉายในสาย A Window on Asian Cinema

ทางด้าน “คราบ” เป็นหนังสั้นที่เล่าเรื่องราวของพระสงฆ์รูปหนึ่ง ซึ่งใช้ชีวิตอย่างสุขสงบในโลกศาสนา กระทั่งวันหนึ่ง ที่ท่านได้พบกับชายหนุ่มผู้ซุกซ่อนความลับดำมืดเอาไว้

เมื่อพระสงฆ์ต้องบวชให้ชายหนุ่ม ฝ่ายแรกจึงเผชิญหน้ากับบาดแผลในอดีตของตนเองและทางแยกสำคัญในชีวิต

the stain

“คราบ” จะเข้าฉายในสาย Wide Angle และมีสิทธิ์ชิงรางวัล Sonje Award ซึ่งมอบให้แก่หนังสั้นเกาหลีและเอเชียยอดเยี่ยมของสายดังกล่าว

ชมหนังสั้นใหม่ของ “อภิชาติพงศ์”

เชิญชมหนังสั้นเรื่อง “ตะวันดับ” หรือ Blue ของอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล

สำหรับใครที่อยากดูงานชิ้นนี้ในจอใหญ่ สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Ghost2561