คนมองหนัง

“มะลิลา”: เพ่งพินิจชีวิตปัจเจก ท่ามกลางความงดงามและความอัปลักษณ์

ปรับปรุงจากบทความ เขียนถึง “ไม่มีสมุยสำหรับเธอ” และ “มะลิลา” ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 8-14 ธันวาคม 2560

ผมค่อนข้างเซอร์ไพรส์ เมื่อพบว่าเส้นเรื่องเกี่ยวกับความรัก-สายสัมพันธ์-ความพลัดพรากระหว่าง “เชน” (เวียร์ ศุกลวัฒน์) กับ “พิช” (โอ อนุชิต) ที่มีสัญลักษณ์สื่อกลาง คือ “การทำบายศรี” มิได้เป็นเส้นเรื่องหลักเส้นเรื่องเดียวของหนัง

“มะลิลา” (ผลงานหนังยาวลำดับที่สองของ “อนุชา บุญยวรรธนะ”) ถูกแบ่งแยกออกเป็นสองครึ่งอย่างชัดเจน โดยมี “เชน” เป็นตัวละครแกนกลาง เนื้อหาในอีกส่วนหนึ่ง จะเล่าถึงการออกธุดงค์ในป่าของพระบวชใหม่ (เชน) และพระผู้มีอาวุโสกว่า ซึ่งเคยเป็นนายทหารมาก่อน เพื่อฝึกปฏิบัติธรรมและปลดปลงความทุกข์

“มะลิลา” จึงก่อตัวขึ้นจากหลายองค์ประกอบที่ไม่น่าจะนำมาเขย่ารวมกันได้ ทั้งเรื่องเกย์, บายศรี, พุทธศาสนา, ป่า และกองทัพ ทั้งหมดเพื่อส่องสะท้อนถึงพันธะจากอดีต ปัจจุบันของตัวละคร (และอาจรวมถึงอนาคตของพวกเขา)

malila 3

นอกจากนี้ หนังยังคละเคล้า “ความงดงาม” กับ “ความอัปลักษณ์” ให้ผสมผสานกันได้อย่างลงตัว

คนดูจะได้เห็นฉากเลิฟซีนสวยๆ และเข้าถึงอารมณ์, เห็นกระบวนการทำบายศรีอันประณีตวิจิตรบรรจง หรือได้สัมผัสกับความเขียวขจีของพื้นที่ป่าในฤดูฝน

ขณะเดียวกัน เราก็จะกลายเป็นประจักษ์พยานของความเจ็บป่วย ความสูญเสีย ความเสื่อมโทรม คราบอาเจียน เลือด หนอน ซากศพ (มากกว่าหนึ่ง) ของทั้งมนุษย์และสัตว์ ตลอดจนเรื่องเล่าว่าด้วยงูเหลือมโหดร้ายและคนที่ถูกกล่าวหาเป็นผีปอบ

malila 4

ถ้าพิจารณาว่า “มะลิลา” เป็นหนัง “พุทธศาสนา” (โดยเฉพาะในครึ่งหลัง) ภาพยนตร์เรื่องนี้สามารถถูกจัดให้อยู่ร่วมกลุ่มกับ “ธุดงควัตร” ของ “บุญส่ง นาคภู่” ทั้งในแง่คุณภาพ, โครงสร้างเรื่องราว (การเรียนรู้ฝึกฝนตนเองของพระบวชใหม่), ความสัมพันธ์ของตัวละคร (พระอาจารย์กับพระใหม่ และมายาที่พวกเขายังติดยึด) และพื้นที่ในหนัง (ป่าเขาลำเนาไพร)

จุดต่างสำคัญอาจอยู่ที่ “มะลิลา” พยายามจะเปิดเปลือยให้คนดูได้ตระหนักถึงสภาพความเป็นมนุษย์ (ผู้ยังหลุดไม่พ้นบ่วงทุกข์) ของตัวละคร “พระอาจารย์” อย่างชัดเจนมากกว่า

เพราะใน “ธุดงควัตร” คนดูจะได้ยินเพียงเสียงร้องไห้ ที่สามารถอนุมานว่าน่าจะเป็นเสียงของพระอาจารย์ แต่ใน “มะลิลา” คนดูจะได้เห็นรายละเอียดซึ่งพูดถึงประเด็นเดียวกัน หากซับซ้อนและคมชัดยิ่งขึ้น

อีกจุดที่ส่งผลให้เนื้อหาส่วน “พุทธศาสนา” ของ “มะลิลา” ดูมีอะไรมากขึ้น ก็คือ การใส่รายละเอียดเกี่ยวกับ “ทหาร” ลงไป

ไล่ตั้งแต่ตัวละครพระอาจารย์ที่มีภูมิหลังเป็นทหาร จนถูกคนอื่นๆ เรียกขานว่า “หลวงพี่นายพัน” (หนังแสดงให้เห็นด้วยว่าหลวงพี่ท่านนี้ยังมีความรู้สึกผิดบาปบางประการหลงเหลืออยู่ในจิตใจ แต่มิได้ระบุชัดถึงปูมหลังดังกล่าว)

และการอธิบายว่า “ป่า” ที่พระสองรูปออกธุดงค์นั้นอยู่ใกล้เคียงกับพื้นที่สู้รบ จนมีรถทหารวิ่งผ่าน มีซากศพคนตายถูกนำมาทิ้งขว้างตลอดเวลา

“พื้นที่สู้รบ/พื้นที่ทหาร” ในหนัง อาจมิใช่ “ภาพสะท้อนแท้จริง” ของพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งบนแผนที่ประเทศไทย แต่ผมมองว่าหนังพยายามสร้างฉากหลังตรงส่วนนี้ขึ้นมา เพื่อใช้เป็น “นิทานเปรียบเทียบ” ของสังคมไทยทั้งสังคม

สังคมที่ทหารหรือกองทัพยังมีอำนาจอิทธิพลยิ่งใหญ่อยู่ทุกแห่งหน และสังคมที่ความรุนแรงสูญเสียมีโอกาสเกิดขึ้นได้เสมอ

malila 5

แม้ยังรู้สึกเสียดายนิดๆ ที่ “มะลิลา” ดูจะมุ่งให้ความสำคัญกับการคลี่คลายความทุกข์/ความผิดบาป/บาดแผลส่วนบุคคล มากกว่าจะทดลองขยับหรือเขย่าประเด็นเชิงโครงสร้างที่ใหญ่กว่านั้น (ซึ่งมีปรากฏให้เห็นรางๆ เป็นฉากหลังในหนัง)

แต่นี่ก็ถือเป็นภาพยนตร์ไทยที่น่าพึงพอใจมากๆ เรื่องหนึ่ง ที่แสดงให้เห็นถึงความละเอียดลออ พิถีพิถัน เบามือ และเปี่ยมวุฒิภาวะ ผ่านกระบวนการเล่าเรื่องซึ่งเพ่งพินิจพิจารณาอนิจลักษณะ อันดำรงอยู่ในวิถีชีวิตของปัจเจกบุคคล

Advertisements
ข่าวบันเทิง

น่ายินดี! หนังไทย “ฉลาดเกมส์โกง-มะลิลา” ได้เข้าชิงรางวัล “Oscars เอเชีย” เรื่องละสองสาขา

ประกาศออกมาแล้ว สำหรับรายชื่อผู้เข้าชิงรางวัลเอเชียน ฟิล์ม อวอร์ดส์ ที่มีสถานะคล้ายๆ รางวัลออสการ์ของฝั่งเอเชีย

โดยปีนี้ มีหนังไทยสองเรื่องที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล

3-1

เริ่มจาก “ฉลาดเกมส์โกง” ที่ได้เข้าชิงรางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ขณะที่ “ออกแบบ ชุติมณฑน์ จึงเจริญสุขยิ่ง” นักแสดงนำหญิงของเรื่อง ได้เข้าชิงรางวัลนักแสดงหน้าใหม่ยอดเยี่ยม

ทางด้าน “มะลิลา” ซึ่งมีกำหนดจะเข้าฉายในเมืองไทยช่วงต้นปีนี้ หลังจากตระเวนไปคว้ารางวัลระดับนานาชาติมามากมาย ก็ได้เข้าชิงสองรางวัล โดย “เวียร์ ศุกลวัฒน์ คณารศ” ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม ส่วน “อนุชา บุญยวรรธนะ” ได้เข้าชิงรางวัลผู้กำกับหน้าใหม่ยอดเยี่ยม

23167824_151997715415127_262313721903501097_n

นอกจากนี้ มีหนังอีกสองเรื่องที่ทางบล็อกคนมองหนังชอบและเชียร์เป็นพิเศษ ซึ่งได้เข้าชิงรางวัลสำคัญๆ

ได้แก่ภาพยนตร์อินโดนีเซีย “Marlina The Murderer in Four Acts” (ที่มีอโนชา สุวิชากรพงศ์ และวิศรา วิจิตรวาทการ แห่ง Purin Pictures ร่วมเป็นโปรดิวเซอร์) ซึ่งได้เข้าชิงรางวัลสำคัญถึงสี่สาขา คือ “มาร์ช่า ทิโมธี” นักแสดงนำหญิงของเรื่อง ได้เข้าชิงรางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม ขณะเดียวกัน หนังยังได้เข้าชิงรางวัลทางด้านโปรดักชั่นถึงสามสาขา ประกอบด้วยกำกับภาพยอดเยี่ยม, ออกแบบงานสร้างยอดเยี่ยม และออกแบบเสียงยอดเยี่ยม

MV5BZGJjZDljNDctNzZjNy00YTZhLTkwNmMtNmI4M2JiMzQyMjA4XkEyXkFqcGdeQXVyNjkyMTg1NDM@._V1_

อีกเรื่องคือหนังตลกร้ายไต้หวันอย่าง “The Great Buddha +” ซึ่งนอกจาก “หวง ซินเหยา” ผู้กำกับจะได้เข้าชิงรางวัลผู้กำกับหน้าใหม่ยอดเยี่ยมแล้ว หนังยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลกำกับภาพยอดเยี่ยม, เพลงประกอบยอดเยี่ยม และออกแบบเสียงยอดเยี่ยม

the-great-buddha

คลิกอ่านบทวิจารณ์ Marlina The Murderer in Four Acts

คลิกอ่านบทวิจารณ์ The Great Buddha +

คนมองหนัง

บันทึกสั้นๆ ถึง “ไม่มีสมุยสำหรับเธอ” และ “มะลิลา”

ไม่มีสมุยสำหรับเธอ

หนึ่ง

นี่เป็นหนังของพี่ต้อม เป็นเอก ที่ผมชอบ แต่ไม่ได้ชอบในระดับ “มากที่สุด” นอกจากนี้ ถ้าให้เปรียบเทียบกับงานอื่นๆ ของแก ผมเห็นว่า “ไม่มีสมุยสำหรับเธอ” มีลักษณะร่วมกับ “ฝนตกขึ้นฟ้า” ชัดเจน อย่างน้อย ก็ในแง่ “ประเด็นหลัก” ของเรื่อง (ตามการตีความของผม)

สอง

ถ้าให้สรุปประเด็นอย่างรวบรัดและไม่เฉลยเนื้อเรื่องเกินไป ผมตีความว่า “ไม่มีสมุยสำหรับเธอ” กำลังพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่าง “ความหลากหลาย/การพลิกผันของเรื่องเล่า” และ “โครงสร้างอันแข็งตัวของอำนาจ”

หนังพยายามหาคำตอบให้กับคำถามที่ว่า ถ้าเราลองพลิกมุม เปลี่ยนโทน สลับสับเปลี่ยนตัวละคร หรือเคลื่อนย้ายฉากหลังของเรื่องราว จนเกิดเป็นเรื่องเล่าลื่นไหลหลากชนิดว่าด้วยผู้อยู่ใต้อำนาจและผู้มีอำนาจ โครงสร้างอำนาจที่แลดูแข็งแกร่งตายตัวจะสั่นคลอนหรืออ่อนแอลงบ้างหรือไม่?

(จริงๆ นอกจาก “เรื่องเล่า” ที่มีหลายระนาบแล้ว อีกจุดที่น่าสนใจ คือ หนังยังพาคนดูไปสัมผัสกับมุมมอง/การมองโลกหลายๆ แบบ ผ่านงานเทคนิคด้านภาพ ทั้งการมองโลกสีขาวดำแบบสุนัข การมองโลกสีปกติแบบคนธรรมดาทั่วไป การมองโลกแบบพร่าเลือนผ่านสายตาของคนชราป่วยหนัก)

ไม่มีสมุย นำ

สาม

หนังมีบางจุดที่ชี้ชวนให้ระลึกถึงงานชิ้นก่อนๆ ของผู้กำกับ ผ่านทั้ง “กิมมิก” เล็กๆ น้อยๆ ไปจนถึงลักษณะการนำพาเรื่องราวให้เลยเถิดเตลิดเปิดเปิงไปเรื่อยๆ ผ่านความบังเอิญ ความสะเพร่า ความน่าชวนหวัว ตลอดจนความไม่น่าเชื่อถือ (แต่สนุกสนานเพลิดเพลินตามสมควร)

คนที่ชอบหนังอย่าง “ฝัน บ้า คาราโอเกะ” และ “เรื่องตลก 69” ก็น่าจะจูนติดกับ “ไม่มีสมุยสำหรับเธอ”

สี่

ตัวละครในเรื่องที่มีเสน่ห์ ก็เช่น แม่ของกาย (เดวิด อัศวนนท์) ซึ่งโปรดิวเซอร์บอกว่า “ปรากฏการณ์มหัศจรรย์” ภายในหนัง ที่เกิดกับตัวละครหญิงชรา น่าจะได้รับแรงบันดาลใจมาจากชีวิตจริงของแม่พี่ต้อม เป็นเอก

สำหรับตัวละครของกาย แม้จะเต็มไปด้วยองค์ประกอบแปลกๆ ไม่น่าเชื่อถือ แต่พอนำตัวละครรายนี้ไปประกบทาบกับสามีฝรั่งของวิ (พลอย เฌอมาลย์) มันกลับทำให้เราได้เห็นภาพที่หลากหลายของ “ฝรั่ง” ในเมืองไทย

ขณะที่ตัวละคร “เจ้าคณะ” หรือ “เดอะ โฮลี่ วัน” เท่าที่จับจากบทสนทนาช่วงต้นๆ ผมเข้าใจว่าเผลอๆ ทีแรก พี่ต้อมคงอยากให้เป็นพระสงฆ์จริงๆ เลยด้วยซ้ำ (มั้ง?) แต่เมื่อต้องปรับโจทย์มาเป็นเจ้าลัทธิที่ไม่ได้ออกบวชเต็มตัว มันก็พอกล้อมแกล้มไปได้ และมีรายละเอียดบางอย่างมารองรับในท้ายที่สุด

ไม่มีสมุย เดวิด

ห้า

อีกจุดเด่นหนึ่งที่มักปรากฏในภาพยนตร์ของเป็นเอกเสมอมา คือ การเลือกใช้นักแสดงหญิงได้อย่างเก่งกาจ

“ไม่มีสมุยสำหรับเธอ” มิได้มีแค่ดาวร้ายละครทีวีที่รับบทโดย “พลอย เฌอมาลย์” เป็นตัวละครหญิงผู้โดดเด่นรายเดียว เพราะยังมีตัวละคร/นักแสดงหญิงลึกลับอีกหนึ่งราย ซึ่งจะปรากฏกายขึ้นมาพร้อมบทบาทสำคัญมากในช่วงท้าย

ตัวละครหญิงคนนี้ทำให้ผมคิดถึงบทบาทของ “พรทิพย์ ปาปะนัย” ใน “มนต์รักทรานซิสเตอร์” และ “พลอย” เพราะพวกเธอต่างเป็นตัวละครระดับรองๆ ที่มีโอกาสออกจอในเวลาไม่มากนัก

ทว่า บุคลิกลักษณะและฝีมือการแสดงของตัวละคร/นักแสดงหญิงเหล่านี้กลับน่าจดจำเป็นอย่างยิ่ง

หก

ที่น่าเสียดาย คือ ผมรู้สึกว่าพวกตัวละครสมทบเล็กๆ น้อยๆ ในหนัง ไม่ได้มีเสน่ห์เฉพาะตนหรือไม่มีอารมณ์ตลกหน้าตายซื่อๆ ใสๆ แบบบรรดานักแสดงสมทบที่น่าจดจำในงานชิ้นแรกๆ ของพี่ต้อม แม้ดูเหมือนว่าแกพยายามจะสร้างตัวละครประเภทนี้ขึ้นมาอีกครั้ง ใน “ไม่มีสมุยสำหรับเธอ” ก็ตาม

เช่นเดียวกับเรื่องเพลงประกอบ ที่หลายครั้ง พี่ต้อมมักเลือกเพลงของศิลปินที่ไม่ค่อยดัง มาใส่ในหนังของแกได้อย่างแพรวพราวเหมาะเจาะ แต่คุณสมบัติดังกล่าวไม่ได้ปรากฏออกมาอย่างโดดเด่นนักในหนังเรื่องนี้

มะลิลา

มะลิลา 4

หนึ่ง

ระหว่างดูค่อนข้างเซอร์ไพรส์อยู่นิดๆ เพราะทีแรก เข้าใจว่าเส้นเรื่องความรัก-สายสัมพันธ์-ความพลัดพรากระหว่าง “เชน” (เวียร์ ศุกลวัฒน์) กับ “พิช” (โอ อนุชิต) ที่มีสัญลักษณ์สื่อกลาง คือ “การทำบายศรี” จะเป็นเส้นเรื่องหลักเส้นเรื่องเดียวของหนัง

แต่ปรากฏว่า เอาเข้าจริง หนังแยกออกเป็นสองพาร์ท โดยมี “เชน” เป็นแกนกลาง เนื้อหาอีกพาร์ทหนึ่ง จะว่าด้วยการออกธุดงค์ในป่าของพระบวชใหม่ (เชน) และพระผู้มีอาวุโสกว่า ซึ่งเคยเป็นนายทหารมาก่อน เพื่อฝึกปฏิบัติธรรมและปลดปลงความทุกข์ (แต่ผู้ชมยังจะได้พบโอ อนุชิต ในพาร์ทนี้)

“มะลิลา” เลยก่อตัวขึ้นจากองค์ประกอบน่าสนใจ ที่ไม่น่าจะนำมาเขย่ารวมกันได้ ทั้งเรื่องเกย์, บายศรี, พุทธศาสนา, ป่า และกองทัพ ทั้งหมดเพื่อส่องสะท้อนถึงพันธะจากอดีต ปัจจุบันของตัวละคร (และอาจรวมถึงอนาคตของพวกเขา)

สอง

หนังคละเคล้า “ความงดงาม” กับ “ความอัปลักษณ์” ให้ผสมผสานกันได้อย่างลงตัวทีเดียว คนดูจะได้เห็นฉากเลิฟซีนสวยๆ และเข้าถึงอารมณ์ระหว่างเชนกับพิช, เห็นกระบวนการทำบายศรีอันประณีตวิจิตรบรรจง หรือได้สัมผัสกับความเขียวขจีของพื้นที่ป่าในฤดูฝน ขณะเดียวกัน เราก็จะกลายเป็นประจักษ์พยานของความเจ็บป่วย ความสูญเสีย ความเสื่อมโทรม อ้วก เลือด หนอน และซากศพ (มากกว่าหนึ่ง) ของทั้งมนุษย์และสัตว์

สาม

ถ้าพิจารณาว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนัง “พุทธศาสนา” (โดยเฉพาะในพาร์ทหลัง) ผมคิดว่า “มะลิลา” สามารถถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเดียวกันกับ “ธุดงควัตร” ได้ ทั้งในแง่คุณภาพ, โครงสร้างเรื่องราว (การเรียนรู้ฝึกฝนตนเองของพระบวชใหม่), ความสัมพันธ์ของตัวละคร (พระอาจารย์กับพระใหม่ และมายาที่พวกเขายังติดยึด) และพื้นที่ในหนัง (ป่าเขาลำเนาไพร)

จุดต่างสำคัญข้อหนึ่ง อาจอยู่ที่ “มะลิลา” พยายามจะเปิดเปลือยให้คนดูได้ตระหนักถึงสภาพความเป็นมนุษย์ (ผู้ยังหลุดไม่พ้นบ่วงทุกข์) ของตัวละคร “พระอาจารย์” อย่างชัดเจนกว่า

ใน “ธุดงควัตร” คนดูจะได้ยินเพียงเสียงร้องไห้ ที่สามารถอนุมานว่าน่าจะเป็นเสียงของพระอาจารย์ แต่ใน “มะลิลา” คนดูจะได้เห็นรายละเอียดของประเด็นปัญหาคล้ายๆ กัน ทว่า คมและลึกกว่า

มะลิลา พระ

สี่

อีกจุดที่ส่งผลให้พาร์ท “พุทธศาสนา” ของ “มะลิลา” ดูมีอะไรมากขึ้น ก็คือ การใส่รายละเอียดเกี่ยวกับ “ทหาร” ลงไป

ทั้งตัวละครพระอาจารย์ที่มีภูมิหลังเป็นทหาร จนถูกคนเรียกขานว่า “หลวงพี่นายพัน” (หนังแสดงให้เห็นด้วยว่าหลวงพี่ท่านนี้ยังมีความรู้สึกผิดบาปบางประการหลงเหลืออยู่ในจิตใจ แต่มิได้ระบุชัดถึงรายละเอียดของเรื่องราวดังกล่าว)

และการที่พระสองรูปออกธุดงค์ในผืนป่า ซึ่งถูกอธิบายว่าอยู่ใกล้เคียงกับพื้นที่สู้รบ มีรถทหารวิ่งผ่าน มีซากศพคนตายถูกนำมาทิ้งขว้างตลอดเวลา

ส่วนตัว ผมไม่ได้มองว่า “พื้นที่สู้รบ/พื้นที่ทหาร” ในหนัง คือ ภาพสะท้อนที่เป็นจริงของพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งบนแผนที่ประเทศไทย เช่น เป็นภาพสะท้อนของเขตอีสานใต้บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา หรือเขตจังหวัดชายแดนภาคใต้

แต่ผมมองว่าหนังอาจพยายามสร้างฉากหลังตรงส่วนนี้ ให้เป็นเหมือนนิทานเปรียบเทียบของสังคมไทยทั้งสังคม สังคมที่ทหารหรือกองทัพยังมีอำนาจอิทธิพลยิ่งใหญ่อยู่ในทุกแห่งหน และสังคมที่ความรุนแรงสูญเสียมีโอกาสเกิดขึ้นได้เสมอ

ห้า

อีกจุดเล็กๆ ที่ผมชอบ คือ ในหนังเรื่องนี้มี “งูเหลือม” เป็นตัวละครสำคัญด้วย แม้จะออกมาไม่มากและไม่เห็นทั้งตัวแบบจะๆ ก็ตาม

บทบาทของเจ้างูเหลือมใน “มะลิลา” เป็นภาพที่มักปรากฏในจินตนาการของผู้คน แต่ไม่ค่อยปรากฏในหนังเรื่องอื่นๆ มากนัก (แม้กระทั่งในคลิปหรือข่าวแปลกๆ ทั้งหลาย)

ผมเลยรู้สึกว่ามัน “แปลกดี” ที่หนังเลือกนำเสนอภาพและบทบาทของงูเหลือมในมุมนั้น

ขณะเดียวกัน “งูเหลือม” ยังทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์ของ “บาดแผลจากอดีต” ซึ่งฝังตรึงอยู่ในใจเชน (และข้ามผ่านไปได้ไม่ง่ายนัก)

(พร้อมๆ กับเรื่องงูเหลือม ยังปรากฏเรื่องเล่าว่าด้วยการปรักปรำคนเป็น “ผีปอบ” ซึ่งนับเป็นอีกจุดเล็กๆ ที่มีความสำคัญไม่น้อย ณ ช่วงต้นของหนัง)

มะลิลา นำ

หก

โดยส่วนตัว แม้ยังรู้สึกเสียดายนิดๆ ที่ “มะลิลา” ดูจะมุ่งให้ความสำคัญกับการคลี่คลายความทุกข์/ความผิดบาป/บาดแผลส่วนบุคคลของปัจเจก มากกว่าจะทดลองขยับ-เขย่าประเด็นเชิงโครงสร้างที่ใหญ่กว่านั้น (ซึ่งมีปรากฏให้เห็นรางๆ เป็นฉากหลังในหนัง) แต่นี่ก็ถือเป็นภาพยนตร์ไทยที่น่าพอใจมากๆ ในรอบปี

“ไม่มีสมุยสำหรับเธอ” กับ “มะลิลา”

ถ้าให้เปรียบเทียบระหว่างหนังไทยสองเรื่องนี้

ผมคิดว่า “ไม่มีสมุยสำหรับเธอ” ไปไกลกว่า ในแง่การพยายามแตะประเด็นเรื่องโครงสร้างทางอำนาจ

ส่วน “มะลิลา” มีความละเอียดลออ เบามือ และเป็นผู้ใหญ่ (สุขุมลุ่มลึก) มากกว่า ในกระบวนการเล่าเรื่องซึ่งเพ่งพินิจพิจารณาถึงชีวิตของปัจเจกบุคคล

ข่าวบันเทิง

คนทำหนังไทยกวาดหลายรางวัลจากเทศกาลภาพยนตร์สิงคโปร์

ประกาศผลออกมาแล้ว สำหรับรางวัลสาขาต่างๆ ในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติสิงคโปร์ 2017

เริ่มต้นจากสายการประกวดหลัก “ซิลเวอร์ สกรีน อวอร์ดส์” ซึ่งพิจารณามอบรางวัลสาขาต่างๆ ให้แก่ภาพยนตร์ขนาดยาวจากภูมิภาคอาเซียนนั้น รางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม ตกเป็นของ “อนุชา บุญยวรรธนะ” จากหนังไทยเรื่อง “มะลิลา”

คณะกรรมการระบุถึงเหตุผลในการมอบรางวัลให้แก่อนุชาเอาไว้ว่า

24174424_1881816388514544_3781894476038859976_n
ภาพจากเพจเฟซบุ๊ก Singapore International Film Festival – SGIFF

“รางวัลนี้มอบให้แก่ความเงียบสงบ, การสั่นสะเทือนอารมณ์อย่างสูง รวมถึงการมุ่งสำรวจองค์ประกอบพื้นฐานในการดำรงอยู่ของมนุษย์ผ่านการถ่ายภาพอันสวยงาม อันเป็นผลงานของผู้กำกับภาพยนตร์

“หนังเรื่องนี้ผลักดันคนดูอย่างแผ่วเบาให้ก้าวเข้าไปสู่สภาวะแห่งการเพ่งสมาธิ ซึ่งเปิดโอกาสให้เราได้ไตร่ตรองตรวจสอบตนเอง และความหมายของการดำรงอยู่ในช่วงเวลาปัจจุบันขณะ

“นี่คือหนังว่าด้วยการดำรงอยู่กับปัจจุบัน การดำรงอยู่กับชีวิต และการดำรงอยู่กับความตาย”

ส่วนในสายการประกวดภาพยนตร์สั้นอาเซียนยอดเยี่ยม ปรากฏว่า “สรยศ ประภาพันธ์” ได้รับรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม จากหนังสั้นเรื่องดัง “อวสานซาวด์แมน”

สรยศ again
ภาพจากเพจเฟซบุ๊ก Singapore International Film Festival – SGIFF

“ผู้กำกับหนังสั้นเรื่องนี้มีความชำนิชำนาญในการเล่าเรื่องเป็นอย่างยิ่ง

“การเทียบเคียงภาวะของการส่งเสียงกับความเงียบงัน เพื่อถ่ายทอดแก่นเรื่องและประเด็นต่างๆ ภายในหนัง ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ โดยไม่ต้องพยายามจะทำอะไรให้หนักมือเกินควร

“แนวทางการกำกับเช่นนั้นส่งผลให้หนังสั้นเรื่องนี้มีทั้งความเฉียบคมและตรงเป้าเป็นอย่างมาก” คณะกรรมการกล่าวยกย่องสรยศ

ขณะเดียวกัน “อวสานซาวด์แมน” ยังได้รับรางวัล Youth Jury Prize จากทางเทศกาลไปอีกหนึ่งรางวัล

นอกจากนี้ Southeast Asian Film Lab ซึ่งเป็นกิจกรรมเวิร์กช็อปแนวทางการพัฒนาเรื่องราวให้แก่ผู้กำกับภาพยนตร์หน้าใหม่ของภูมิภาคอาเซียน ซึ่งมีโครงการหนังยาวเรื่องแรกอยู่ในมือ ยังมอบรางวัล the Most Promising Project หรือ “โครงการที่น่าจับตาที่สุด” (ตัดสินจากการนำเสนอโปรเจ็คท์หนังยาวต่อหน้าบุคลากรในอุตสาหกรรมภาพยนตร์) ให้แก่ โครงการหนังยาวเรื่อง “A Useful Ghost” โดย “รัชฏ์ภูมิ บุญบัญชาโชค”

อุ้ย
ขอบคุณภาพประกอบจากเฟซบุ๊ก Vorakorn Ruetaivanichkul

ข้อมูลจาก http://sgiff.com/silver-screen-awards/

ข่าวบันเทิง

“ตากล้องไทย” ได้เข้าชิงรางวัลสำคัญที่สหรัฐ – “มะลิลา” คว้ากล่องจากเทศกาล “ม้าทองคำ”

“สยมภู มุกดีพร้อม” มีชื่อเข้าชิงรางวัลอินดี้ สปิริต อวอร์ดส์

รางวัลอินดี้ สปิริต อวอร์ดส์ รางวัลสำหรับภาพยนตร์อิสระในสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศรายชื่อผู้เข้าชิงรางวัลประจำปีนี้ออกมาแล้ว

โดย “Call Me by Your Name” หนังดราม่าเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ยากลบเลือนของชายคู่หนึ่งในช่วงฤดูร้อนปี 1983 ณ ภาคเหนือของประเทศอิตาลี ผลงานการกำกับภาพยนตร์ของ Luca Guadagnino มีรายชื่อเข้าชิงรางวัลมากถึง 6 สาขา

call-me-by-your-name-42-1503526113

ได้แก่ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, ผู้กำกับยอดเยี่ยม, นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม, นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม, ลำดับภาพยอดเยี่ยม และกำกับภาพยอดเยี่ยม

ซึ่งผู้ทำหน้าที่กำกับภาพให้แก่หนังเรื่องนี้ จนมีชื่อเข้าชิงรางวัลด้วย ก็คือ ตากล้องชาวไทย “สยมภู มุกดีพร้อม”

สยมภู ซึ่งปัจจุบันมีอายุ 47 ปี จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ เขาเคยมีผลงานการกำกับภาพยนตร์อยู่หนึ่งเรื่อง ในฐานะผู้กำกับร่วมของหนังไทยเรื่อง “ขอบคุณที่รักกัน” (2554)

ในฐานะผู้กำกับภาพหรือตากล้อง สยมภูสะสมเครดิตในระดับประเทศและนานาชาติไว้อย่างมากมาย

ด้านหนึ่ง สยมภูเป็นผู้กำกับภาพคู่ใจของ “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” โดยฝากผลงานการถ่ายภาพไว้ในหนังเจ้ยหลายเรื่อง เช่น ดอกฟ้าในมือมาร, สุดเสน่หา, แสงศตวรรษ และลุงบุญมีระลึกชาติ

อีกด้านหนึ่ง เขาก็มีผลงานกำกับภาพให้กับหนังสตูดิโอของไทยมาอย่างโชกโชน อาทิ สตรีเหล็ก 2, สยิว, แจ๋ว, เฉิ่ม, หนูหิ่น เดอะมูฟวี่, Me…Myself ขอให้รักจงเจริญ, ไชยา, แฮปปี้เบิร์ธเดย์ และ ฤดูร้อนนั้น ฉันตาย เป็นต้น

สยมภู
ภาพจาก https://mubi.com/cast/sayombhu-mukdeeprom

สยมภูเริ่มรับหน้าที่เป็นผู้กำกับภาพให้แก่ผลงานภาพยนตร์ต่างประเทศตั้งแต่ปี 2551 กับหนังเรื่อง Soi Cowboy และต่อมาคือในปี 2554 กับหนังเรื่อง Hellgate ซึ่งทั้งคู่เป็นหนังต่างชาติที่มีเหตุการณ์ท้องเรื่องเกิดขึ้นในประเทศไทย

อย่างไรก็ดี สยมภูเริ่มโกอินเตอร์อย่างแท้จริงเมื่อปี 2558 กับการเดินทางไปทำงานเป็นตากล้องให้กับภาพยนตร์ไตรภาคชุด Arabian Nights ของ Miguel Gomes ซึ่งนำเนื้อหาบางส่วนของนิทานอาหรับราตรีมาถ่ายทอดผ่านสภาพสังคมโปรตุเกสสมัยใหม่

จากนั้น สยมภูได้กำกับภาพให้กับหนังอิตาลีเรื่อง Antonia ที่เล่าเรื่องราวชีวิตของกวีหญิงชาวอิตาเลียนในทศวรรษ 1930 และหลังจาก Call Me by Your Name เขายังได้ทำงานร่วมกับ Luca Guadagnino อีกครั้ง ในโปรเจ็คท์ภาพยนตร์เรื่อง Suspiria ซึ่งกล่าวถึงมุมมืดลึกลับของโรงเรียนสอนนาฏลีลาแห่งหนึ่งในประเทศเยอรมนี

การประกาศผลรางวัลอินดี้ สปิริต อวอร์ดส์ครั้งนี้ จะจัดขึ้นในวันที่ 3 มีนาคม ปีหน้า หนึ่งวันก่อนการประกาศรางวัลออสการ์ส

ถึงแม้รายชื่อผู้เข้าชิงและผู้ได้รับรางวัลอินดี้ สปิริต อวอร์ดส์ มักไม่ใช่ “ภาพสะท้อน” ที่แม่นยำตรงเป๊ะของผลรางวัลออสการ์สเสียทีเดียว แต่ก็สามารถนำมาใช้เป็นดัชนีบ่งชี้แนวโน้มผู้น่าจะได้เข้าชิงรางวัลตุ๊กตาทองสหรัฐได้ในระดับหนึ่ง

ทั้งนี้ “Call Me by Your Name” มีกำหนดการจะเข้าฉายในไทยช่วงเดือนธันวาคม ที่โรงภาพยนตร์เฮาส์ อาร์ซีเอ

“มะลิลา” ได้รางวัลที่ไต้หวัน

“มะลิลา” ผลงานภาพยนตร์โดย “อนุชา บุญยวรรธนะ” คว้ารางวัลจากเทศกาลหนังนานาชาติได้อีกแล้ว

นุชชี่ ไต้หวัน
ภาพจาก Anucha Boonyawatana

คราวนี้ หนังได้รับรางวัล NETPAC Award หรือรางวัลจากเครือข่ายสนับสนุนส่งเสริมภาพยนตร์เอเชีย ในเทศกาลภาพยนตร์ม้าทองคำแห่งไทเป ประเทศไต้หวัน

โดย “มะลิลา” ซึ่งเล่าเรื่องราวสายสัมพันธ์และความพลัดพรากของชายคู่หนึ่ง ผ่านกระบวนการทำบายศรีและแนวคิดทางพุทธศาสนา จะเข้าฉายในเมืองไทยช่วงต้นปีหน้า

ข่าวบันเทิง

นักวิจารณ์ต่างชาติเขียนถึง “มะลิลา” หนังไทยคว้ารางวัลจากปูซานว่าอย่างไร? อ่านที่นี่

อ่านบทวิจารณ์ภาพยนตร์เรื่อง “มะลิลา” ได้ที่นี่ >>> https://konmongnangetc.com/2018/02/13/malila-review/

“มะลิลา” ผลงานภาพยนตร์ขนาดยาวลำดับที่สองของ “อนุชา บุญยวรรธนะ” คว้ารางวัล “คิม จิซก อวอร์ด” จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน 2017 มาครองได้สำเร็จ

รางวัลดังกล่าวเป็นรางวัลที่ถูกริเริ่มขึ้นใหม่ในปีนี้ เพื่อเป็นเกียรติแก่ “คิม จิซก” ผู้ร่วมก่อตั้งเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซานที่เพิ่งเสียชีวิตไป โดยมีภาพยนตร์เอเชีย 10 เรื่อง เข้าร่วมชิงชัย

 

ไม่เพียงเท่านั้น “เวียร์ ศุกลวัฒน์ คณารศ” หนึ่งในนักแสดงนำของเรื่อง ยังได้รับรางวัล “ดาราเอเชียน่าจับตามอง” (Face of Asia Award) ซึ่งเป็นรางวัลที่นิตยสารมารี แคลร์ จัดมอบร่วมกับเทศกาลภาพยนตร์ปูซาน

 

ก่อนเข้าร่วมเทศกาลที่เกาหลี เรื่องย่อของหนังที่เผยแพร่ออกมาระบุว่า “มะลิลา” เป็นภาพยนตร์ที่บอกเล่าเรื่องราวความรักความอาลัยถึงผู้ที่จากไป เมื่อ “เชน” (เวียร์ ศุกลวัฒน์) เจ้าของสวนมะลิผู้มีอดีตอันเจ็บปวด และ “พิช” (โอ อนุชิต สพันธุ์พงษ์) ศิลปินนักทำบายศรี อดีตคนรักของเชนในวัยเด็ก ได้หวนกลับมาพบกันอีกครั้ง ทั้งคู่จึงพยายามเยียวยาบาดแผลในอดีตและรื้อฟื้นความสัมพันธ์ผ่านการทำบายศรีอันงดงาม

หลังเข้าฉายรอบเวิลด์พรีเมียร์ที่ปูซาน รายละเอียดในเรื่องย่อของ “มะลิลา” ก็ดูเหมือนจะได้รับการเปิดเผยเพิ่มเติมขึ้นมากพอสมควร โดยภูมิหลังของเชนนั้นคือชายผู้สูญเสียลูกสาวและแยกทางกับอดีตภรรยา ขณะที่พิชกำลังป่วยหนักด้วยโรคร้าย

จุดหักเหสำคัญในหนังดูคล้ายจะอยู่ที่การตัดสินใจบวชเป็นพระของเชน ด้วยความหวังว่าบุญกุศลที่เขาสร้าง จะสามารถช่วยขจัดโรคภัยไข้เจ็บให้แก่ชายที่เขารัก

สำหรับฟีดแบ็กที่กรรมการและนักวิจารณ์ต่างชาติมีต่อผลงานของอนุชาก็นับว่าอยู่ในเกณฑ์ดีมากๆ

โดยคำประกาศส่วนหนึ่งของคณะกรรมการที่มอบรางวัลให้แก่หนังไทยเรื่องนี้ระบุว่า

“มะลิลา” ได้สำรวจภาวะไม่จีรังยั่งยืนผ่านสายตาแบบพุทธศาสนา โดยนำการทำบายศรีมาสื่อแสดงให้เห็นถึงความเป็นอนิจจังของชีวิตและอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์

มะลิลา 6

ขณะที่ “ซาราห์ วอร์ด” จากเว็บไซต์สกรีนเดลี่ เขียนบทวิจารณ์ถึง “มะลิลา” เอาไว้ว่า

หนังเรื่องนี้เผยให้เห็นความอลังการของธรรมชาติและการดำรงอยู่ด้วยความกลัวของมนุษยชาติ ผ่านการนำเอาศิลปะการสร้างสรรค์บายศรี มาเป็นอุปลักษณ์ซึ่งสื่อถึงภาวะเปราะบางของชีวิตและความตายอันมิอาจหลบเลี่ยงไปได้พ้น

วอร์ดชี้ว่า หากเปรียบเทียบกับ “อนธการ” หนังยาวเรื่องแรกของอนุชา (ที่ได้ไปเปิดตัว ณ เทศกาลภาพยนตร์เบอร์ลิน) ซึ่งนำเสนอเรื่องราวในโทนมืดมิด ผ่านภาวะคาบเกี่ยวกันระหว่างความตายกับความฝัน

“มะลิลา” ก็คล้ายกำลังจะพาคนดูไปแสวงหาความหวัง ผ่านลักษณะอันสงบนิ่งที่เปิดโอกาสให้ผู้ชมได้ค่อยๆ พิจารณาไตร่ตรองเรื่องราวอันละเอียดอ่อนของภาพยนตร์

นักวิจารณ์ต่างชาติคนนี้ยังกล่าวถึงบรรดารายละเอียดหรือองค์ประกอบภาพต่างๆ ที่ถูกใส่เข้ามาในแต่ละเฟรมของหนัง ว่าล้วนทำหน้าที่สื่อสารเรื่องราวได้ไม่ต่างจากคำพูดของตัวละคร ขณะที่บทสนทนาในหนังก็ถูกใช้สอยอย่างรอบคอบ เพื่อเพิ่มเติมอารมณ์ความรู้สึกในบางสถานการณ์ แต่มิได้ถูกใส่เข้ามาจนพร่ำเพรื่อ

มะลิลา 1

วอร์ดเห็นว่าสองนักแสดงนำอย่าง “เวียร์ ศุกลวัฒน์” และ “โอ อนุชิต” ได้ฝากผลงานการแสดงอันลึกซึ้งไว้ในหนังเรื่องนี้ โดยพวกเขาสามารถขับเคลื่อนตัวละครให้มีความประสานสอดคล้องเข้ากับสภาพแวดล้อมที่ดำรงอยู่รายรอบกาย

นอกจากนั้น ทั้งคู่ยังสามารถสร้างเฉดสีที่แตกต่างกันระหว่างตัวละครสองคนได้อย่างไม่ลำบากยากเย็นนัก และต่างคนต่างไม่ถ่ายทอดบุคลิกลักษณะของสองตัวละครนำ ที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนกับชีวิต, ความตาย, ความเศร้าโศก, ความเจ็บปวด หรือความไม่แน่นอน ด้วยการแสดงที่โอเวอร์หรือเบาบางจนเกินไป

ภาพยนตร์เรื่อง “มะลิลา” มีกำหนดจะเข้าฉายในเมืองไทยช่วงต้นปีหน้า

ขอบคุณข้อมูลจาก:

เพจเฟซบุ๊ก มะลิลา Malila The Farewell Flower

เฟซบุ๊ก Don Saron

https://www.screendaily.com/reviews/malila-the-farewell-flower-busan-review/5122842.article

ข่าวบันเทิง

หนังน่าดู “มะลิลา” เตรียมเปิดตัวที่ปูซาน-เผยชื่อภาพยนตร์ไทยอีก3เรื่อง ที่ได้ร่วมเทศกาล

ได้ฤกษ์เปิดภาพนิ่งเซ็ตแรกออกมาแล้ว

สำหรับภาพยนตร์ไทยเรื่อง “มะลิลา” หนังแนวโรแมนติก-ดราม่า ผลงานการกำกับหนังยาวลำดับที่สองของ “อนุชา บุญยวรรธนะ” (อนธการ)

หนังที่นำแสดงโดยสองดาราชายชื่อดัง “เวียร์ ศุกลวัฒน์ คณารศ” และ “โอ อนุชิต สพันธุ์พงษ์” จะบอกเล่าเรื่องราวว่าด้วยความรักความอาลัยถึงผู้ที่จากไป

โดย “เชน” (เวียร์ ศุกลวัฒน์) เจ้าของสวนมะลิผู้มีอดีตอันเจ็บปวด และ “พิช” (โอ อนุชิต) ศิลปินนักทำบายศรี อดีตคนรักของเชนในวัยเด็ก ได้กลับมาพบกันอีกครั้ง ทั้งคู่พยายามเยียวยาบาดแผลในอดีต และรื้อฟื้นความสัมพันธ์ผ่านการทำบายศรีอันงดงาม

“มะลิลา” จะเดินทางไปฉายรอบปฐมทัศน์โลกที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ พร้อมทั้งเข้าประกวดชิงรางวัล “คิม จีซก อวอร์ด” (Kim Jiseok Award) ซึ่งเป็นรางวัลที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อเป็นเกียรติแก่ “คิม จีซก” ผู้ร่วมก่อตั้งเทศกาลที่เพิ่งเสียชีวิตไป โดยมีหนังนานาชาติอีก 10 เรื่องเข้าร่วมชิงรางวัลนี้

ทั้งนี้ นอกจาก “มะลิลา” แล้ว ยังมีหนังไทยอีกสามเรื่องซึ่งจะเดินทางไปฉายที่เทศกาลปูซานประจำปีนี้

ประกอบด้วย “ไม่มีสมุยสำหรับเธอ” ของเป็นเอก รัตนเรือง และ “ป๊อปอาย มายเฟรนด์” ของเคิร์สเตน ธาน ที่จะเข้าฉายในสาย A Window on Asian Cinema และ “อวสานซาวด์แมน” ของสรยศ ประภาพันธ์ ซึ่งจะเข้าฉายในสาย Wide Angle

ขอบคุณภาพประกอบจาก https://www.facebook.com/MalilaMovie/

ข่าวบันเทิง

คนทำหนัง “อนธการ-ดาวคะนอง” ถูกจับตาจากสื่อต่างชาติ ในฐานะ “ผู้กำกับหญิง” ที่โดดเด่น

เว็บไซต์ feminisminindia.com ได้ตีพิมพ์บทความหัวข้อ “10 ผู้กำกับภาพยนตร์หญิงที่น่าสนใจมากที่สุดในภูมิภาคเอเชียใต้ยุคปัจจุบัน”

โดยนอกจากบทความชิ้นนี้จะกล่าวถึง “คนทำหนังสตรี” จากอินเดีย บังกลาเทศ และปากีสถานแล้ว ผู้เขียนคือ ” Sil Smit” ยังได้นับรวมคนทำหนังจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้เข้าไปอยู่ในลิสต์ของ “ผู้กำกับหญิงเอเชียใต้” ด้วย

สำหรับ “คนทำหนังหญิง” หนึ่งเดียวจากไทย ซึ่งติดอยู่ใน 10 อันดับผู้กำกับภาพยนตร์หญิงที่น่าสนใจมากที่สุดในภูมิภาคเอเชียใต้ ก็คือ “อนุชา บุญยวรรธนะ”

อนุชา
ขอบคุณภาพจากเฟซบุ๊ก Anucha Boonyawatana

บทความชิ้นนี้ระบุว่า “อนธการ” หนังยาวเรื่องแรกของอนุชา คือ ภาพยนตร์ดราม่าสุดจับใจ ที่เล่าเรื่องราวของเกย์วัยรุ่นซึ่งถูกกลั่นแกล้ง เขาตกหลุมรักกับเด็กหนุ่มวัยเดียวกัน ณ สระว่ายน้ำที่มีบรรยากาศเหนือจริงเจือปนอยู่

“อนุชาสามารถสลับสับเปลี่ยนหนังของเธอ ให้เดินทางไปมาระหว่างความเป็นสัจนิยมมหัศจรรย์ กับความเป็นดราม่าที่มุ่งจุดสนใจไปยังเรื่องการเติบโต-เรียนรู้ ได้อย่างสบายมือ” Smit ระบุ

อนธการ โปสเตอร์

ขณะเดียวกัน เว็บไซต์ Little White Lies ยังได้เผยแพร่บทความ “25 หนังใหม่ของผู้กำกับหญิง ที่พวกคุณต้องดู” ซึ่งเขียนโดย “Eve Watling”

โดยหนึ่งในหนัง 25 เรื่อง ที่บทความยกขึ้นมา คือ หนังไทยเรื่อง “ดาวคะนอง” โดย “อโนชา สุวิชากรพงศ์”

อโนชา ดาวคะนอง

บทความระบุว่าอโนชา คือ แสงสว่างนำทางให้แก่วงการภาพยนตร์อินดี้ไทยร่วมสมัย ผลงานเรื่อง “เจ้านกกระจอก” เมื่อปี 2009 ของเธอ ได้รับรางวัลไทเกอร์ อวอร์ด จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติร็อตเตอร์ดัม 2010

สำหรับ “ดาวคะนอง” มีจุดกำเนิดเรื่องราวที่ตัวละครผู้กำกับภาพยนตร์หญิงรายหนึ่ง ซึ่งพยายามจะฉายภาพของการลุกขึ้นต่อสู้โดยกลุ่มนักศึกษาในอดีต

“ก่อนที่เรื่องราวจะพาเราไปสำรวจประเด็นทางชนชั้น ประวัติศาสตร์ และจิตวิญญาณของสังคมไทยสมัยใหม่ อย่างไร้จุดสิ้นสุดและเต็มไปด้วยพลังแห่งจินตนาการ” Watling บรรยาย

%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%84%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%87

ที่มา https://feminisminindia.com/2017/04/13/ten-female-directors-south-asia/ และ http://lwlies.com/articles/25-new-films-by-female-directors-sofia-coppola-kathryn-bigelow/

ข่าวบันเทิง

3 ข่าวดีของ “อภิชาติพงศ์” “อนธการ” และ “สแน็ป” บนเวทีระดับโลก

ข่าวดีแรก

รักที่ขอนแก่น โปสเตอร์

ระหว่างวันที่ 8-10 เมษายนนี้ จะมีการจัดฉายผลงานของ “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” ที่ Tate Modern กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ อย่างจุใจ พร้อมการเดินทางไปพูดคุยกับแฟนหนังของเจ้าตัว

โดยในวันที่ 8 เม.ย. นอกจากจะมีการฉายหนังยาวเรื่องล่าสุดของเจ้ย คือ “รักที่ขอนแก่น” แล้ว

ยังจะมีการฉายหนังสั้นความยาว 21 นาที เรื่อง “หมอกแม่ริม” ซึ่งเล่าเรื่องราวเชิงอุปมาเปรียบเทียบของหมู่บ้านแห่งหนึ่งในภาคเหนือของประเทศไทย ที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกหนาและความคั่งแค้นที่ถูกเก็บงำเอาไว้

หมอกแม่ริม

หมอกแม่ริม (Courtesy Kick the Machine Films)

หลายทศวรรษที่ผ่านมา หมู่บ้านดังกล่าว เป็นพื้นที่ของความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับรัฐ รวมทั้งยังมีการเผชิญหน้ากันในประเด็นเรื่องสิทธิการถือครองที่ดิน

ขณะเดียวกัน ในเดือนมิถุนายนของทุกปี พนักงานสวมหน้ากากจะเข้ามาฉีดพ่นยากำจัดยุงในหมู่บ้าน จนหมู่บ้านแห่งนี้ถูกโอบล้อมไว้ด้วยหมอกหนาอันน่าขนพองสยองเกล้า และบ้านแต่ละหลังก็จะค่อยๆ ถูกกลืนหายไป พร้อมกับการขยายตัวของม่านควัน

ส่วนวันที่ 9-10 เม.ย. จะมีโปรแกรม “A Night with Apichatpong Weerasethakul” ซึ่งจะจัดฉายผลงานต่างๆ ของอภิชาติพงศ์ ตั้งแต่หนังยาว, ตัวอย่างภาพยนตร์, หนังโฆษณา และภาพยนตร์สั้น ในธีมว่าด้วยภูตผี, ความฝัน, ความนิ่งงัน และความหลับใหล อย่างต่อเนื่องกันเป็นเวลายาวนานถึง 14 ชั่วโมง จากสี่ทุ่มของคืนวันเสาร์ จนถึงเกือบบ่ายสองโมงของวันอาทิตย์!!!

หลังจากนั้น ในเวลา 16.00 น. ของวันที่ 10 จะมีการจัดฉายโปรแกรมปิดท้าย เป็นหนังยาวเรื่อง “ลุงบุญมีระลึกชาติ” และหนังสั้น “จดหมายถึงลุงบุญมี”

ที่มา http://www.tate.org.uk/

ข่าวดีที่สอง

อนธการ โปสเตอร์

ข้ามฟากไปที่นิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกา The Museum of Modern Art หรือ MoMA จะจัดฉายภาพยนตร์เรื่อง “อนธการ” ของอนุชา บุญยวรรธนะ หนึ่งในหนังไทยอันโดดเด่นของปีที่แล้ว

โดยภาพยนตร์ไทยเรื่องนี้จะมีโปรแกรมฉายที่นี่ ระหว่างวันที่ 8-14 เมษายน

ที่มา http://www.moma.org/

ข่าวดีปิดท้าย

SNAP-Poster-428x600

“ปีเตอร์ เดอบรูจ” หัวหน้านักวิจารณ์ภาพยนตร์นานาชาติ ของนิตยสารวาไรตี้ ได้ออกมาระบุผ่านบทความ 11 หนังยอดเยี่ยมประจำปี 2015 ของตนเอง ว่า “สแน็ป แค่..ได้คิดถึง” ผลงานของคงเดช จาตุรันต์รัศมี คือ 1 ใน 10 ภาพยนตร์ซึ่งไม่ได้ถูกจัดจำหน่ายในสหรัฐ ที่เขาชื่นชอบ เมื่อปีที่ผ่านมา

ที่มา http://variety.com/

ข่าวบันเทิง

คอหนังไม่ควรพลาด ดีวีดี “หนังกล่อง” ประจำปี 58 “อนธการ-พี่ชาย My Hero”

ในฤดูกาลประกาศรางวัลภาพยนตร์ไทยประจำปี 2558 ที่เกิดขึ้นในช่วงต้นปี 2559 ดูเหมือนว่า หนังอินดี้อย่าง “อนธการ” (กำกับโดย อนุชา บุญยวรรธนะ) และ “พี่ชาย My Hero” (กำกับโดย จอช คิม) จะเป็นสองในตัวแสดงหลักเพียงไม่กี่ราย ที่มีชื่อได้เข้าชิงรางวัลในสาขาสำคัญๆ อย่างมากมาย เป็นกอบเป็นกำ

น่ายินดีว่า ล่าสุด หนังไทยทั้งสองเรื่องจะถูกผลิตออกมาในรูปแบบดีวีดีเพื่อวางจำหน่าย

ดีวีดีพี่ชาย

ดีวีดี บ็อกซ์เซ็ต “พี่ชาย My Hero”

DVD BOXSET “พี่ชาย My Hero”

799.- (จากปกติ 999.-)

พร้อมจองแล้ว…วันนี้!

ขั้นตอนการจองดีวีดี

1. แจ้งชื่อ-นามสกุล, ที่อยู่จัดส่ง, เบอร์โทรศัพท์ และจำนวนดีวีดีที่ต้องการ มายังช่องทางใดก็ได้ ดังต่อไปนี้

• FACEBOOK DIRECT MESSAGES : กล่องข้อความของเพจเฟซบุ๊ก พี่ชาย My Hero

• EMAIL : ทางอีเมล pchaimyhero@gmail.com

2. เมื่อทางทีมงานตอบกลับ และแจ้งจำนวนเงินที่ต้องโอน สามารถโอนเงินมาได้ในบัญชีต่อไปนี้

– นาย ชลัท ศิริวาณิชย์ ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาสภากาชาดไทย เลขที่บัญชี 045-500999-2

– นาย ชลัท ศิริวาณิชย์ ธนาคารกสิกรไทย สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ เลขที่บัญชี 772-2-25406-0

3. เมื่อโอนเงินเรียบร้อย กรุณาส่งสลิปหลักฐานการโอนเงินมายังทีมงาน เพื่อเป็นการยืนยันการจองดีวีดี

4. ทีมงานจะจัดส่งดีวีดีต่อเมื่อเสร็จสมบูรณ์ทั้ง 3 ขั้นตอน / การสั่งจองดีวีดีจะ “สมบูรณ์” ต่อเมื่อโอนเงินแล้วเท่านั้น

อนธการดีวีดี

ดีวีดี บ็อกซ์เซ็ต “อนธการ”

“อนธการ” วางจำหน่ายแล้ววันนี้ในรูปแบบดีวีดี ราคา 229 บาท สามารถซื้อได้ที่ร้าน ลิโด้ ดีวีดี‬ หรือสั่งซื้อออนไลน์ทางแฟนเพจ The Blue Hour – Onthakan

โดยจะเป็นดีวีดี 9 และไม่มีซับไตเติ้ลภาษาอังกฤษ

ในดีวีดีมี ‪‎Special Features‬ มากมายดังนี้

1. Making of The Blue Hour อนธการ : บทสัมภาษณ์ ผกก. นักแสดง และทีมงานถึงแนวคิดในการสร้างภาพยนตร์

2. Deleted Scenes & Outtakes : ฉากที่ถูกตัดออกและเทคที่ไม่ได้เลือก

3. Q&A Session with Director and Actors : วิดีโอบันทึกการพูดคุยของผกก. และนักแสดงในการฉายรอบปฐมทัศน์

4. Original Soundtrack : ดนตรีประกอบภาพยนตร์ 12 เพลง พร้อมภาพ Photo Gallery

5. Director’s Commentary : ชมภาพยนตร์พร้อมเสียงบรรยายจากผกก. อนุชา บุญยวรรธนะ ซึ่งเล่าถึงแนวคิด การตีความ และเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยในการถ่ายทำฉากต่างๆ

วิธีซื้อดีวีดี‬ มี 2 แบบ

1. ซื้อได้ที่ร้าน ลิโด้ ดีวีดี ทุกสาขาเลย ร้านตั้งอยู่ที่ไหนบ้างดูได้ในเว็บไซต์ http://www.lidodvd.com

2. สั่งซื้อผ่านทางแฟนเพจ โดยมีขั้นตอนดังนี้

– DVD ราคาแผ่นละ 229 บาท รวมค่าจัดส่งทั่วประเทศ 50 บาท เป็น 279 บาท

– โอนเงิน 279 บาทมาที่ ชื่อบัญชี : วุฒิภัทร ณีสกุล ธนาคารกสิกรไทย 009-1-67616-8

-แจ้งการโอนโดยถ่ายรูปสลิปโอน‬ พร้อมฝาก ‪ชื่อ‬ ‪ที่อยู่‬ ‪เบอร์โทร‬ มาใน Inbox ของแฟนเพจ The Blue Hour – Onthakan (รบกวนส่งข้อมูลให้ครบถ้วนชัดเจน เพื่อการจัดส่งที่ถูกต้อง)

– หลังการจัดส่งสินค้า แอดมินจะแจ้งเลขพัสดุ (tracking number) ให้ผู้สั่งซื้อทราบ

จะมีการจัดส่ง DVD ในวันอังคารและวันศุกร์ของทุกสัปดาห์ โดยถ้าต้องการให้จัดส่งในวันอังคาร รบกวนโอนเงินและส่งข้อมูลมาก่อนวันจันทร์ บ่าย 3 โมง / ถ้าต้องการให้จัดส่งภายในวันศุกร์ รบกวนโอนเงินและส่งข้อมูลมาก่อนวันพฤหัส บ่าย 3 โมง