คนมองหนัง

ไม่มี “อนาคต” ใน “Ten Years Thailand” ?

ไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้ในรอบปฐมทัศน์ประเทศไทย ณ โรงภาพยนตร์สกาล่า เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม แต่มีโอกาสไปนั่งดู “Ten Years Thailand” ที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติสิงคโปร์ เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา (วันเดียวกับที่หนังผ่านเซนเซอร์พอดี)

บันทึกชิ้นนี้เลยอาจจะไม่ได้กล่าวถึงงานฉายหนัง “Ten Years Thailand” ในฐานะกิจกรรมทางการเมือง ณ วันปลดล็อกการเมืองปลายปี 2561 ก่อนการเลือกตั้งต้นปี 2562 แต่คงพูดถึงมันในฐานะ “หนัง -การเมือง- ไทย” เรื่องหนึ่ง (แถมด้วยปฏิกิริยาบางอย่างจากคนดูต่างชาติ)

ขออนุญาตเขียนถึงหนังสั้นแต่ละตอน ก่อนจะสรุปภาพรวมของ “Ten Years Thailand” ทั้งเรื่องในหัวข้อสุดท้าย ดังนี้

“Sunset” โดย อาทิตย์ อัสสรัตน์

โครงเรื่องว่าด้วยความรักความสัมพันธ์ “ร่วมชนชั้น-ภูมิภาค” ระหว่าง “พลขับทหารเกณฑ์” ที่ติดสอยห้อยตามนายมาตรวจสอบ-เซนเซอร์ผลงานศิลปะ กับ “พนักงานทำความสะอาดสาว” ในแกลเลอรี่ นั้นนับว่าน่าสนใจ

อาทิตย์ถ่ายทอดเรื่องราวจากโครงสร้างที่แข็งแรงออกมาได้สนุก ขำขัน อุ่นๆ กรุ่นๆ กำลังดี

sunset

หนังไม่ได้แสดงเจตนาจะก้าวข้าม “ความขัดแย้งสองขั้ว” อย่างเด่นชัด ขณะเดียวกัน ก็มิได้จงใจจะรวบรวมพลังของคนเล็กคนน้อยเพื่อตอกกลับผู้มีอำนาจรัฐอย่างชัดเจน

อย่างไรก็ดี ผมออกจะรู้สึกแปลกประหลาดและอึดอัดนิดๆ กับท่าทีบางประการของหนัง ซึ่งพยายามจะอธิบาย “ความยากลำบากใจ” ในการปฏิบัติหน้าที่ของนายทหาร ไปพร้อมกับการขายความไร้สาระ ความกร่าง แบบไม่ได้เรื่องได้ราวของนายตำรวจ

(แต่ไม่แน่ใจว่านั่นคือประสบการณ์จริงที่เคยเกิดขึ้นกับศิลปินบางรายและแกลเลอรี่บางแห่งหรือเปล่า?)

“Catopia” โดย วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง

หนังพูดถึง “โลกประหลาด” ที่ถูกยึดครองโดย “มนุษย์แมว” ณ ที่นั้น ยังมี “มนุษย์จริงๆ” หลงเหลืออยู่ เขาหลบซ่อนแอบแฝงอัตลักษณ์ของตนเองอย่างแนบเนียนมาได้หลายปี ก่อนจะหลุดเผยมันออกมาระหว่างเข้าช่วยเหลือ “มนุษย์แมวเพศหญิง” ซึ่งกำลังโดนล่าแม่มดและรุมประชาทัณฑ์

โจทย์ด้านโปรดักชั่นที่วิศิษฏ์เลือกนั้นจัดว่า “ยาก” แต่เทคนิคพิเศษทางคอมพิวเตอร์ในการสร้างภาพ “มนุษย์หัวแมว” ก็ทำออกมาได้ดีไม่มีจุดติดขัด

ผมชอบภาวะ “ลักลั่นย้อนแย้ง” ในการดำรงอยู่อย่างแปลกแยกจากสังคมแมวของตัวละครนำ ที่หนังถ่ายทอดเอาไว้ กล่าวคือ ด้านหนึ่ง เหล่า “มนุษย์แมว” ก็ปฏิบัติหรือมองเห็นเขา ราวกับเขาเป็นพวกเดียวกับมัน แต่อีกด้าน ผู้ชมภาพยนตร์ก็จะตระหนักได้ว่าตัวละครรายนี้เป็น “มนุษย์ธรรมดา” มิใช่ “มนุษย์หัวแมว” (พูดอีกอย่าง วิศิษฏ์กำลังพยายามผลักให้คนดูเข้าไปตกที่นั่งเดียวกับตัวละครนำ)

นี่คือปริศนาว่าถึงที่สุดแล้ว ตัวละครนำของ “Catopia” ปลอมตัวอย่างไรจนหลุดรอดสายตา “มนุษย์แมว” มาได้เนิ่นนาน หรือในความเป็นจริง พวก “มนุษย์แมว” ก็แชร์โลกทัศน์แบบเดียวกับผู้ชมในโรงภาพยนตร์ (แง่นี้ คนดูอาจกลายเป็นหนึ่งใน “มนุษย์หัวแมว”) และทราบดีว่าเขาไม่ใช่พวกมัน เพียงแต่เสแสร้งกลบเกลื่อนความสงสัยเอาไว้

catopia

ถ้าหนังตอนของวิศิษฏ์จะมี “จุดอ่อน” อยู่บ้าง นั่นก็เห็นจะเป็นพล็อตเรื่องที่คาดเดาได้ไม่ยาก (คนดูสามารถล่วงรู้บทสรุปก่อนหน้าหนังจะเฉลย) เนื้อหาไม่สลับซับซ้อน ตามแนวทางการทำงานยุคหลังของผู้กำกับ ที่หันเหตนเองมาสู่การสร้างภาพยนตร์-เขียนนิยายในตระกูล “ไลท์โนเวล” เต็มตัว

ขึ้นอยู่กับว่าผู้ชมวงกว้างและแฟนๆ ของวิศิษฏ์ จะพอใจกับตัวตนแบบนี้หรือไม่ มากน้อยแค่ไหน?

เมื่อสิ่งที่ถูกบรรจุไว้ในหีบห่ออันฉูดฉาด น่าทึ่ง ตระการตา คือ เนื้อหาสาระที่กระชับ ชัดเจน ตรงไปตรงมา แต่อาจไม่ลุ่มลึก ถอนรากถอนโคนแบบสุดๆ

“Planetarium” โดย จุฬญาณนนท์ ศิริผล

นี่คือหนังตอนที่เตะตา, ต้องใจ และแปลกประหลาดสุดใน “Ten Years Thailand”

หนังเล่าเรื่องราวภายใน “สังคมค่ายลูกเสือ” ที่ผู้มีอำนาจ ซึ่งแลดูเป็นคุณป้าใจดีมีคุณธรรม พร้อมด้วยเหล่าลูกเสือวัยเยาว์ใส่แว่นมาดเนิร์ดจำนวนมาก พยายามเฝ้าสอดส่องและคอยจัดระเบียบพฤติกรรมของผู้คน

หากใครฝ่าฝืนกฎเกณฑ์ พวกเขาจะถูกจับกุมและโดนส่งตัวออกไปสู่จักรวาลอันไกลลิบลับ เพื่อเข้ารับการปลูกฝังความคิด จัดระเบียบร่างกาย ให้กลายเป็นประชากรลูกเสือคนใหม่ หรือ “เด็กดี” ภายใต้ระบอบอำนาจเดิม

planetorium

ก่อนหน้านี้ จุฬญาณนนท์เคยทดลองนำเสนอ/หยอกล้อจักรวาลทัศน์หรือแนวคิดเรื่องไตรภูมิแบบไทยๆ ด้วยรูปแบบที่อิงแอบหรือได้รับแรงบันดาลใจจากหนัง-นิยายวิทยาศาสตร์ตะวันตกมาแล้ว ในวิดีโออาร์ตบางชิ้นของเขา

ซึ่งบางครั้ง ผมก็รู้สึกว่าจุฬญาณนนท์เดินทาง “ไปไกลโพ้น” เกินควร แต่พอมาเล่นกระบวนท่าคล้ายๆ กันในโปรเจ็คท์ Ten Years งานของเขากลับออกมาเวิร์ก ชวนครุ่นคิด และมีอารมณ์ขันร้ายกาจกำลังดี

จุฬญาณนนท์อธิบายกับคนดูที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติสิงคโปร์ว่า “จักรวาล” ในหนังของเขา ไม่ใช่ “จักรวาลแบบวิทยาศาสตร์” เสียทีเดียว แต่มันมีความโน้มเอียงจะเป็น “จักรวาลวิทยาแบบพุทธ” มากกว่า

(เช่นเดียวกับ “พีระมิดนีออน” ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากงานวัดมากกว่าความเป็นวิทยาศาสตร์ใดๆ)

ในภาพกว้าง หนังสั้นตอนนี้จึงพูดถึงการปะทะ/หลอมรวมกันระหว่างจักรวาลวิทยาสองแบบ

อย่างไรก็ดี “Planetarium” ไม่ได้พาผู้ชมออกเดินทางไปสู่จักรวาลอันกว้างใหญ่เท่านั้น แต่หนังสั้นตอนนี้ยังย้ำเตือนว่า สุดท้ายแล้ว อำนาจที่เหมือนจะอยู่ห่างไกล สามารถคล้อยเคลื่อนเข้ามากดทับครอบคลุมร่างกายของเราอย่างแนบชิดและนุ่มนวลเพียงใด ผ่าน “วัตถุสิ่งของ” ตลอดจนพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์บางชนิด

“Song of the City” โดย อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล

นี่เป็นหนังเรียบง่าย ดูเพลินๆ และมีลักษณะผสมผสานระหว่างเรื่องแต่งกับสารคดีในสไตล์ “อภิชาติพงศ์”

ยิ่งกว่านั้น หนังสั้นตอนนี้ยังถ่ายทำในสวนสาธารณะกลางเมืองขอนแก่น จนคล้ายเป็นส่วนต่อขนาดย่อมๆ ของ “รักที่ขอนแก่น” หนังยาวเรื่องหลังสุดของผู้กำกับ

หนังถ่ายทอดบทสนทนาระหว่างตัวละครหลากกลุ่ม หลายภูมิหลัง ซึ่งต่างมีปัญหา มีสภาพชีวิต ณ ปัจจุบัน มีความทรงจำเกี่ยวกับอดีต ที่ผิดแผกกันไป

ชีวิตของพวกเขาเหล่านี้ดำเนินเคียงคู่ไปกับการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสวนสาธารณะ

ทว่าสิ่งที่ยังยืนหยัดตั้งตรงอยู่อย่างมั่นคง ประหนึ่งศูนย์กลางของจักรวาล ท่ามกลางสรรพชีวิตและสภาพแวดล้อมอันไหลเลื่อนเคลื่อนไหว ก็คือ อนุสาวรีย์และภาพประติมากรรมนูนต่ำเชิดชูเกียรติคุณของ “จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์” อดีตนายกรัฐมนตรี และชุดบทเพลงที่ขับกล่อมโสตประสาทของเรามาตลอดชั่วอายุขัย

อภิชาติพงศ์คล้ายกำลังนำเสนอภาพรวมของสังคมไทย (ในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต) ด้วยสถานการณ์ย่อยๆ ในพื้นที่เฉพาะเล็กๆ ซึ่งปรากฏผ่านหนังตอนนี้

song of the city

สารจากเจ้าของรางวัลปาล์มทองคำชาวไทยอาจมีความเฉพาะเจาะจงเกินไปในมุมมองของคนดูระดับสากล เช่น มีผู้ชมฝรั่งที่สิงคโปร์ตั้งคำถามขึ้นว่าอนุสาวรีย์ในหนังคืออนุสาวรีย์ของใคร? และเขามีบทบาทสำคัญอย่างไรต่อประเทศไทย?

กระทั่งผู้ชมคนไทยเอง ถ้าใครที่ไม่ทราบประวัติชีวิตและความสนใจส่วนบุคคลของอภิชาติพงศ์ ไม่คุ้นเคยกับประวัติศาสตร์การเมืองไทย และไม่รู้จักเมืองขอนแก่น

พวกเขาก็ย่อมงุนงงได้ง่ายๆ ว่าอนุสาวรีย์ในหนัง (ซึ่งไม่ได้มีคำอธิบายประกอบ –ทั้งที่เป็นตัวอักษรและเสียงพูด- อย่างชัดเจน) คือ ภาพแทนของใคร?

อย่างไรก็ตาม โดยส่วนตัว ผมชอบภาวะอีหลักอีเหลื่อระหว่างความสถาวรแน่นิ่งของอนุสาวรีย์แห่งบุคคลผู้เป็นต้นธารของผู้นำเผด็จการทหารแบบไทยๆ กับพลวัตความเปลี่ยนแปลงนานัปการที่หมุนวนอยู่รายรอบ ในวิถีชีวิตประจำวันของคนเล็กคนน้อย

ขณะเดียวกัน อภิชาติพงศ์ก็ยังหยอกล้อกับเรื่องยากๆ เช่น “เพลงชาติ” ได้อย่างมีอารมณ์ขันแพรวพราวเช่นเคย

ประเทศไทยที่ปราศจาก “อนาคต”

ten years thailand poster

คนที่ได้ดูหนังย่อมสังเกตเห็นว่า หนังสั้นทุกตอนใน “Ten Years Thailand” แทบมิได้มุ่งถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับ “อนาคต” ในแง่ของ “ความเปลี่ยนแปลงที่จะบังเกิดขึ้น ณ ภายภาคหน้า”

ตรงกันข้าม ผู้กำกับทั้งสี่รายคล้ายกำลังแสดงความห่วงใยถึงภาวะปัจจุบันของประเทศไทย (Thailand Now) หรือกระทั่งผลกระทบจากความขัดแย้งทางการเมืองตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งค่อยๆ กลายสภาพเป็นอาการป่วยไข้ยากเยียวยาของประเทศไทยในวันนี้มากกว่า

“เวลา” ใน “Ten Years Thailand” จึงไม่ได้เดินทางเป็นเส้นตรงไปสู่วิวัฒนาการหรือความเสื่อมทรุดแบบใดแบบหนึ่ง

ทว่า “เวลา” ในหนังนั้นเดินเป็นวงกลม ซึ่ง “อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต” ต่างวนเวียนกลืนกลายซ้อนทับกันไม่รู้จบ จนแทบจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

โดยสรุป “Ten Years Thailand” คือ หนังที่มีแนวโน้มจะคิดและพูดถึง “ปัจจุบัน” และ “อดีต” ของสังคมไทย ในฐานะอุปสรรค หลุมพราง และเงาทอดยาวที่ยากก้าวข้าม

ในแง่รูปแบบ ขณะที่อาทิตย์และอภิชาติพงศ์เลือกเล่าเรื่องราวด้วยลักษณะ “สมจริง” วิศิษฏ์และจุฬญาณนนท์กลับเลือกหนทางอันแตกต่าง ผ่านลักษณะ “เหนือจริง”

ในแง่เนื้อหา ขณะที่อาทิตย์และวิศิษฏ์เลือกกล่าวถึงชะตากรรมและสายสัมพันธ์ระหว่างคนตัวเล็กๆ ซึ่งคล้ายจะสังกัดอยู่ในฝักฝ่ายทางการเมืองอันตรงกันข้าม

จุฬญาณนนท์และอภิชาติพงศ์กลับอธิบายโลกภายใต้อิทธิพลแห่งจักรวาลทัศน์อันกว้างใหญ่ไพศาล ที่คอยกดทับความคิด-ชีวิต-ภาวะกลับไม่ได้ไปไม่ถึงของคนเล็กคนน้อยทั้งหลายเอาไว้

แน่นอนที่สุด “อนาคต” คือ ภาพที่แทบไม่ปรากฏในหนังเรื่องนี้ หนังไม่มีคำตอบชัดๆ ว่า เมืองไทยในอีกสิบปีข้างหน้าจะเป็นเช่นไร?

จนสามารถอนุมานได้ว่าในมุมมองของคนทำหนังทั้งสี่ราย “อนาคต” ของประเทศไทย ก็คงไม่ต่างอะไรจาก “ปัจจุบัน” ที่ดำรงอยู่ และ “อดีต” ที่ยังไม่ยอมผ่านพ้นไปไหน

Advertisements
คนมองหนัง

“20th Century Women” และ “Almost Famous”: ประสบการณ์การดูหนังที่คล้ายแต่ไม่เหมือนกัน

นี่ไม่ใช่บทวิจารณ์หรือวิเคราะห์หนัง แต่เป็นบันทึกว่าด้วยการมีประสบการณ์เชื่อมโยงกับหนังสองเรื่องของผู้ชมคนหนึ่งมากกว่า

คิดว่าหลายคนที่ได้ดู “20th Century Women” อาจนึกถึง “Almost Famous” อยู่บ้างตามสมควร

หลังออกจากโรงหนังเฮาส์เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมพยายามนึกว่าหนังสองเรื่องนี้มันเหมือนหรือต่างกันยังไงบ้าง?

ซึ่งไปๆ มาๆ ก็คิดไม่ออก เพราะผมลืมรายละเอียดต่างๆ ในหนัง Almost Famous ไปเยอะแล้ว

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่พอคิดออก กลับกลายเป็นประสบการณ์ของตนเองที่เชื่อมโยงกับหนังทั้งสองเรื่องมากกว่า

2000-poster-almost_famous-3

ผมดู Alomost Famous ตอนเรียนปี 1 ดังนั้น ถึงแม้ด้านหนึ่ง นี่จะเป็นหนังกึ่งอัตชีวประวัติ ซึ่งย้อนรำลึกอดีตถึงช่วงเปลี่ยนผ่านจากเด็กชายสู่วัยรุ่น/ผู้ใหญ่ ของตัวผู้กำกับ คือ “คาเมร่อน โครว์”

แต่อีกด้าน ผมกลับ “อิน” กับความใฝ่ฝันที่อยากจะเป็นนักวิจารณ์เพลง-อยากจะออกเดินทางผจญภัยติดตามวงดนตรีร็อกระดับซูเปอร์สตาร์ของเด็กหนุ่มตัวละครนำ

ไม่ใช่เพราะ ณ เวลานั้น ผมเคยผ่านประสบการณ์ทำนองดังกล่าวมาแล้ว แต่เป็นเพราะมันคือความใฝ่ฝันที่คนวัย 18-19 ในช่วงนั้นอย่างผม ก็ยังเดินทางไปไม่ถึงเช่นกัน

การรำลึกอดีตผ่านภาพยนตร์ของคาเมร่อน โครว์ จึงมีค่าเท่ากับการใฝ่ฝันถึงอนาคตของคนดูอย่างผม

centurywomenposter

ประสบการณ์ระหว่างดู 20th Century Women ของผมนั้นผิดแผกออกไปแน่ๆ

ส่วนหนึ่ง คงเป็นเพราะหนังทั้งสองเรื่องมีหลายองค์ประกอบแตกต่างกัน แต่อีกด้าน คนดูอย่างผมเองก็เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากมายเช่นกัน (แก่ขึ้น)

กระบวนการเติบโตเปลี่ยนผ่านเกิอบทั้งหมดของ “วิลเลี่ยม” คือ ช่วงเวลาที่ผมเคยผ่านมาแล้ว (แม้รายละเอียดต่างๆ/บุคคลรายล้อม/หนังสือวิชาการที่เปลี่ยนการมองโลกของเขากับผม อาจจะไม่เหมือนกันซะทีเดียว)

แต่ยังมีอีกหนึ่ง “ลูกเล่น” ที่ผมเห็นว่าน่าสนใจและแพรวพราวดีในหนังเรื่องนี้

แม้ผู้กำกับ “ไมค์ มิลล์ส” จะวางโจทย์การทำงานหลักไว้คล้ายๆ กับ Almost Famous นั่นคือการทำหนังกึ่งอัตชีวประวัติของตัวเอง โดยเลือกเล่าย้อนไปยังเหตุการณ์ช่วงเปลี่ยนผ่านจากการเป็นเด็กชายสู่วัยรุ่น

ทว่า อีกหนึ่งจุดเด่นที่มิลล์สสอดแทรกเข้ามาอย่างร้ายกาจก็คือ การกล่าวถึงเหตุการณ์ “อนาคต” (ในชีวิตของบรรดาตัวละครหลัก) ที่จะเกิดขึ้นหลังปี 1979 อันเป็นท้องเรื่องของภาพยนตร์ อย่างรางๆ และรวบรัด (ผ่านวอยซ์โอเวอร์และภาพนิ่งเป็นหลัก)

หรือเป็นการกล่าวถึง “อดีตอันใกล้” ที่ตัวมิลล์สเองเพิ่งผ่านพ้นเมื่อไม่นานมานี้ (ไม่ใช่ “อดีตระยะไกล” ในช่วงวัยรุ่น อันเป็นโฟกัสหลักของหนัง)

วิธีการเล่าเรื่องเช่นนี้ ทำให้คนดูต้องเผชิญหน้ากับ “อดีต” ที่ซับซ้อนขึ้น

“อดีต” ที่เราเผชิญไม่ได้มีเพียงความทรงจำอันเรืองรองในช่วงวันชื่นคืนสุข/ระยะเปลี่ยนผ่านสำคัญครั้งแรกของชีวิตตัวละคร

แต่เรายังต้องรับทราบถึง “อนาคต” ของ “อดีต” นั้น (หรืออีกนัยหนึ่ง คือ “อดีตที่เพิ่งเกิดขึ้น”) ซึ่งมีหลากรสชาติ ทั้งการสูญเสีย การหายสาบสูญ ภาวะคลี่คลายตัว และการถือกำเนิดของชีวิตใหม่ๆ

(น่าสนใจที่กระบวนท่าซึ่งพูดถึง “อดีต” อย่างยอกย้อนทำนองนี้ ก็ปรากฏในนิยาย “ร่างของปรารถนา” ผลงานเรื่องล่าสุดของ “อุทิศ เหมะมูล” ที่ผมกำลังอ่านอยู่พอดี)

ร่างของปรารถนา

เลยกลายเป็นว่าสุดท้ายแล้ว บางสถานการณ์ที่ตัวละครใน 20th Century Women ต้องพบเจอหลังปี 1979 จึงยังถือเป็น “สิ่งแปลกใหม่” ที่ประสบการณ์ชีวิตของผมไม่เคยพบพานอยู่ดี

หรืออาจกล่าวได้ว่า บางด้านของหนังได้ฉายให้เห็น “ภาพอนาคต” ที่ยังเดินทางมาไม่ถึงในประสบการณ์ชีวิตของผม

เท่ากับว่า Almost Famous นั้นเป็นหนังรำลึก “อดีต” ของตัวผู้กำกับ ที่ช่วยทำให้ผมขณะมีวัยยังไม่ถึง 20 อยากจะทดลองใฝ่ฝันถึง “อนาคต” ของตัวเอง

ซึ่งถ้ามาดูหนังเรื่องนี้อีกครั้ง ณ ปัจจุบัน ขณะมีอายุ 30 กลางๆ ประสบการณ์ของเด็กหนุ่มตัวละครเอกในหนังก็แทบจะกลายเป็น “อดีตโดยสิ้นเชิง” ที่ผมเคยผ่านพ้นมาหมดแล้ว

ขณะที่ 20th Century Women กลับเชิญชวนให้คนวัย 30 กว่าๆ อย่างผม ทั้งรำลึกถึง “อดีต” ขณะเป็นวัยรุ่น และตระหนักถึง “อนาคต” ของตนเอง-คนใกล้ตัว ที่ยังเดินทางมาไม่ถึง (ทว่า มิอาจหลีกเลี่ยงพ้น) ไปพร้อมๆ กัน

นี่คือสายสัมพันธ์ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลวัตระหว่างสื่อภาพยนตร์, เวลาอันแปรผัน และประสบการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ของผู้ชม