ข่าวบันเทิง

ยุคทองของ “หนังไทย” ถึงสิ้นยุคสมัย “มิตร-เพชรา” (คลิป)

ชวนชมคลิปเสวนา ยุคทองของ “หนังไทย” ถึงสิ้นยุคสมัย “มิตร-เพชรา” มีผู้ร่วมสนทนา ได้แก่ พุทธพงษ์ เจียมรัตตัญญู ผู้เชี่ยวชาญจากหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) และ วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง ผู้กำกับภาพยนตร์ ซึ่งจัดโดยนิตยสารศิลปวัฒนธรรม

เนื้อหาครอบคลุมประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทย ตั้งแต่ยุคแรกเริ่ม อันสลับซับซ้อน จนถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ต่อด้วยยุครุ่งเรืองหลังสงคราม กระทั่งถึงจุดสิ้นสุดลงของหนัง 16 มม. และอวสานคู่ขวัญ “มิตร-เพชรา” ภายหลัง “มิตร ชัยบัญชา” ถึงแก่กรรม

งานนี้มีเกร็ด ข้อมูล ความรู้ และฟุตเทจเก่าๆ ที่น่าสนใจมากมาย จากคุณพุทธพงษ์ครับ

Advertisements
ข่าวบันเทิง

ส่องอินสตาแกรม! เมื่อ “ทิลดา สวินตัน” ถ่ายรูปประกบคู่กับ “คนบันเทิงไทย”

“ทิลดา สวินตัน” นักแสดงดังระดับโลกเพิ่งจะเดินทางมาเมืองไทย

ด้านหนึ่ง เธอไปเยี่ยมชมการทำงานของหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ที่ศาลายา ผ่านคำเชิญชวนของ “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” ผู้กำกับเจ้าของรางวัลปาล์มทองคำ

ซึ่งในโครงการหนังยาวเรื่องใหม่ของอภิชาติพงศ์ คือ “Memoria” นั้น จะมีสวินตันร่วมเป็นนักแสดงนำด้วย

แต่อีกด้านหนึ่ง คงปฏิเสธไม่ได้ว่าสวินตันมีสถานะเป็น “เซเลบ” ด้วยเหตุนี้ เธอจึงไปปรากฏตัวในกิจกรรมของแบรนด์ “ชาแนล” ที่กรุงเทพมหานคร

ซึ่งในกิจกรรมหลังนี่เอง ที่เปิดโอกาสให้คนบันเทิงไทยจำนวนมากได้เข้าไปขอถ่ายรูปคู่กับนักแสดงดังชาวอังกฤษ

แม้แต่อภิชาติพงศ์เอง ก็มีรูปกับสวินตัน ระหว่างร่วมกิจกรรมของชาแนล

ทิลดา สวินตัน กับ อาภาศิริ นิติพน ดาราไทยที่มีบุคลิกรูปลักษณ์คล้ายคลึงเธอมากที่สุดคนหนึ่ง

สวินตัน กับ พาริส อินทรโกมาลย์สุต ผู้รับบท “ฉี” ใน “เลือดข้นคนจาง”

สวินตัน กับ ออกแบบ ชุติมณฑน์ จึงเจริญสุขยิ่ง

สวินตัน กับ แพต ชญานิษฐ์ ชาญสง่าเวช

สวินตัน กับ วิโอเลต วอเทียร์ และ มิว นิษฐา จิรยั่งยืน

สวินตัน กับ เก้า สุภัสสรา ธนชาต

สวินตัน กับ ลิเดีย ศรัณย์รัชต์ ดีน และแอริน ยุกตะทัต

สำหรับแฟนๆ ทิลดา สวินตัน ที่ไม่ได้เจอตัวจริงของเธอ สามารถรับชมผลงานการแสดงล่าสุดของสวินตันในภาพยนตร์เรื่อง “Suspiria” (กำกับภาพโดย สยมภู มุกดีพร้อม) ซึ่งเพิ่งจะเข้าฉายเชิงพาณิชย์ที่เมืองไทยเป็นสัปดาห์แรกพอดี

ภาพนำจาก 

หอภาพยนตร์ Thai Film Archive

https://www.instagram.com/rpasiri/

https://www.instagram.com/chayanitpat/

ข่าวบันเทิง

อภิชาติพงศ์รับรางวัล “ฟิแอฟ 2018” – รู้จักหนังสารคดีชีวิต “เจ้าดวงเดือน ณ เชียงใหม่”

อภิชาติพงศ์รับรางวัลจากสหพันธ์หอภาพยนตร์นานาชาติ

สหพันธ์หอภาพยนตร์นานาชาติ (ฟิแอฟ – FIAF) ประกาศมอบรางวัล “ฟิแอฟ อวอร์ด 2018” ให้แก่ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล โดยพิธีมอบรางวัลจะมีขึ้นในวันที่ 19 พฤศจิกายน ณ หอภาพยนตร์ ศาลายา

ก่อนหน้านี้ คนทำหนังที่ได้รับรางวัลดังกล่าวมีอาทิ มาร์ติน สกอร์เซซี, อิงมาร์ เบิร์กแมน, ไมค์ ลีห์, โหวเสี่ยวเซี่ยน, อานเญส วาร์ดา, ฌอง-ปิแอร์ และ ลุค ดาร์เดนน์ และ คริสโตเฟอร์ โนแลน

ฟิแอฟระบุว่าอภิชาติพงศ์มีส่วนสนับสนุนการปฏิบัติงานของหอภาพยนตร์ไทยมาอย่างยาวนาน หนึ่งในนั้น คือ การร่วมรณรงค์ให้หอภาพยนตร์แปรรูปเป็นองค์การมหาชนดังเช่นปัจจุบัน ขณะเดียวกัน เขายังสนับสนุนการทำงานอนุรักษ์และบูรณะภาพยนตร์ในหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

อภิชาติพงศ์ ทิลด้า หอภาพยนตร์
อภิชาติพงศ์พา “ทิลดา สวินตัน” ไปเยี่ยมชมหอภาพยนตร์ เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2561 (เครดิตภาพ หอภาพยนตร์ Thai Film Archive)

ครั้งหนึ่ง ผู้กำกับชาวไทยเคยอุปมาว่า “ภาพยนตร์มีความสำคัญในฐานะที่เป็นบทบันทึกทางวัฒนธรรมและเป็นส่วนหนึ่งในความทรงจำของมวลมนุษยชาติ”

อภิชาติพงศ์กล่าวถึงความสำคัญของรางวัลฟิแอฟ อวอร์ด เอาไว้ว่า

“ภาพยนตร์คือส่วนขยายของมนุษย์ ผมรู้สึกชื่นชมฟิแอฟเสมอมา ที่องค์กรแห่งนี้ได้อุทิศตนในการอนุรักษ์ส่วนเสี้ยวหนึ่งของจิตวิญญาณมนุษย์เอาไว้ ดังนั้น ผมจึงรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้

“ในอนาคต คนรุ่นใหม่จะผลิตภาพยนตร์ชนิดใหม่ที่แตกต่างจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ภาพยนตร์ของคนรุ่นเขา, ถ้ามันยังคงถูกเรียกว่าภาพยนตร์อยู่, จะเผยให้เห็นถึงวิธีคิด, ความรัก, ความหวาดกลัว หรือความเคลื่อนไหวธรรมดาสามัญอื่นๆ ของพวกเขา

“ขณะเดียวกัน คนรุ่นใหม่เหล่านั้นก็จะได้รับรู้ถึงความเคลื่อนไหวของคนรุ่นเรา ในลักษณะเดียวกับที่พวกเราเคยมีโอกาสรับชมกริยาอาการและรับฟังเสียงหัวเราะของบรรพชนรุ่นก่อน ขอขอบคุณการดำรงอยู่ของฟิแอฟ ผมรู้สึกมีความสุขที่ได้ร่วมโดยสารไปบนเรือแห่งภารกิจสำคัญดังกล่าว”

ด้านเฟรเดริก แมร์ ประธานฟิแอฟระบุว่า ในฐานะคนทำหนัง งานของอภิชาติพงศ์มีความข้องเกี่ยวอย่างลึกซึ้งกับประเด็นว่าด้วยอดีตและความสำคัญของความทรงจำมนุษย์ ขณะเดียวกัน เขาก็สามารถใช้สื่อภาพยนตร์นำเสนอผลงานอันมีเอกลักษณ์โดดเด่นและมีแบบฉบับเฉพาะในทางศิลปะของตนเอง

ทั้งนี้ ในงานมอบรางวัล วันจันทร์ที่ 19 พฤศจิกายน หอภาพยนตร์จะจัดฉายภาพยนตร์เรื่อง “รักที่ขอนแก่น” ของอภิชาติพงศ์

ผู้สนใจสามารถสำรองที่นั่งได้ที่ http://bit.ly/fiaf2018 โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย (แต่ที่นั่งมีจำนวนจำกัด)

ที่มาข้อมูล https://www.fiafnet.org/pages/News/2018-FIAF-Award.html

รู้จัก “เจ้านางจากดวงจันทร์” หนังสารคดีที่รับทุนสนับสนุนจากภูรินทร์ พิคเจอร์ส

กองทุนภูรินทร์ พิคเจอร์ส (Purin Pictures) ประกาศรายชื่อโปรเจ็กท์หนังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จำนวน 5 เรื่อง (หนังเล่าเรื่อง 3 เรื่อง และหนังสารคดี 2 เรื่อง) ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากการมอบทุนในรอบฤดูใบไม้ร่วงปี 2018

เจ้านางจากดวงจันทร์
ภาพจาก The Lost Princess

หนึ่งในภาพยนตร์สารคดีที่ได้รับทุนสนับสนุนด้านงานโพสต์โปรดักชั่นเป็นเงิน 5 หมื่นเหรียญสหรัฐ คือ โครงการที่มีชื่อว่า “The Lost Princess” (เจ้านางจากดวงจันทร์) โดย “กรภัทร ภวัครานนท์”

หนังสารคดีเรื่องนี้จะสำรวจชีวิตวัย 88 ปี ของ “เจ้าดวงเดือน ณ เชียงใหม่” หลานสาวของเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์สุดท้าย ขณะที่กรภัทร ผู้กำกับ มีศักดิ์เป็นหลานยายของเจ้าดวงเดือน และเธอเริ่มต้นโครงการนี้ตอนศึกษาระดับปริญญาโท ณ London Film School

เมื่อครั้งทำการระดมทุนผ่านเว็บไซต์ https://www.kickstarter.com ทางผู้สร้างได้บรรยายถึงเรื่องราวที่จะถูกบันทึก-ถ่ายทอดในภาพยนตร์เอาไว้ว่า

เจ้าดวงเดือน ณ เชียงใหม่ เกิดและเติบโตในคุ้มหลวงของเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 9 แห่งราชวงศ์ทิพย์จักร และองค์สุดท้ายแห่งนครเชียงใหม่

แม้ในวัย 88 ปี เจ้าดวงเดือน หรือ เจ้ายาย ยังคงเชื่อและปฏิบัติตัวในฐานะเจ้าหญิงตามภาระหน้าที่ของสายเลือดและการเลี้ยงดูที่ได้รับมา แต่ในวัยชราเจ้าดวงเดือนได้รับความเจ็บป่วยจากโรคอัลไซเมอร์ ทำให้เจ้าใช้ชีวิตอยู่กับความทรงจำในอดีต

เจ้าใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในบ้าน ถ้าไม่นับเวลาที่มีแขกมาเยี่ยมเยียนหรือการถูกเชิญไปเป็นประธานในงานพิธี เจ้าแทบจะไม่ได้ออกไปปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอก

เจ้าดวงเดือนผ่านอะไรมามากมาย ประสบการณ์และความเจ็บปวดสร้างเกราะให้เจ้ากลายเป็นผู้หญิงที่แข็งแกร่งจนไม่แสดงความอ่อนแอทางสีหน้าและอารมณ์ ความแกร่งนี้เปรียบเสมือนรูปปั้น รูปหล่อที่ไม่มีใครล่วงรู้ความรู้สึก แต่คนรอบตัวต่างเคารพบูชา

คนเราจะรักรูปปั้นได้อย่างไร? แล้วรูปปั้นที่ดูน่าเคารพเหล่านั้นจะสัมผัสความรักได้อย่างไร? สำหรับคนธรรมดาอย่างเราๆ ความรักที่มีต่อสายเลือดและราชวงศ์ที่แท้จริงแล้วคืออะไรกันแน่?

กรภัทรอธิบายว่าแรงบันดาลใจของภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้เกิดขึ้นจากเหตุการณ์การเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9

คนไทยหลายรายนิยามความรู้สึกนี้ว่า “ใจสลาย” ประชาชนจำนวนมากต่างพร้อมใจกันแต่งกายชุดดำเพื่อไว้อาลัย ต่างโศกเศร้าเสมือนการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักในครอบครัว สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าสถาบันกษัตริย์มีความสำคัญกับสังคมไทยมากเพียงใด

ด้วยเหตุนี้ เธอจึงอยากนำเสนอโครงสร้างสังคมไทยที่มีความผูกพันกับราชวงศ์ ผ่านชีวิตของ เจ้าดวงเดือน ณ เชียงใหม่ ผู้ใช้ชีวิตระหว่างสองสถานะ คือ เจ้าหญิงจากอาณาจักรที่ล่มสลาย และ สามัญชนธรรมดา

ก่อนหน้านี้ “เจ้านางจากดวงจันทร์” ได้รับทุนสนับสนุนโครงการหรือกิจกรรมด้านภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ประจำปี 2561 จากกระทรวงวัฒนธรรม เป็นจำนวนเงิน 3 แสนบาท

ที่มาข้อมูล https://www.screendaily.com/news/thailands-purin-pictures-announces-grant-recipients-for-autumn-2018/5134166.article

www.kickstarter.com/projects/thelostprincess2017/the-lost-princess

เพจเฟซบุ๊ก สำนักเลขานุการภาพยนตร์ และวีดิทัศน์แห่งชาติ

คนมองหนัง

บันทึกถึง “แผลเก่า” ของ “เชิด ทรงศรี” (ฉบับบูรณะใหม่)

หนึ่ง

นันทนา

สิ่งแรกเลยที่ตื่นตะลึง คือ ความงดงามของ “นันทนา เงากระจ่าง” จะนิยามว่านี่คือ “ความสวยแบบไทยๆ” ได้หรือเปล่า? ก็ไม่ค่อยแน่ใจ

แต่อย่างน้อย นี่เป็น “ความสวยงาม” ที่หาได้ยากมากใน “วัฒนธรรมภาพเคลื่อนไหว” นานาชนิดของสังคมไทยยุคปัจจุบัน ซึ่งคอนเซ็ปท์เรื่อง “ความสวย” ของสตรีได้เปลี่ยนแปลงไปหมดแล้ว

พอเห็นหน้าคุณนันทนา ก็นึกถึงประเด็นหนึ่งขึ้นมาได้ คือ ในวัยประมาณ 8-9 ขวบ ผมมีโอกาสไปวิ่งเล่นอยู่ใกล้ๆ กองถ่ายภาพยนตร์ “ทวิภพ” ของคุณเชิด และติดตากับรูปลักษณ์ที่สวยเด่นของ “จันทร์จิรา จูแจ้ง” นางเอกหนังเรื่องนั้นมากๆ

ดูเหมือนทั้งคุณนันทนาและคุณจันทร์จิราจะมีลักษณะ “คมขำ” คล้ายคลึงกันอยู่ไม่น้อย

%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%a2-1

ขณะเดียวกัน ถ้าให้เทียบกับ “นางเอกไทยร่วมสมัย” ระหว่างนั่งยลคุณนันทนาใน “แผลเก่า” (2520) ที่สกาล่า ผมจะคิดถึง “ประภามณฑล เอี่ยมจันทร์” นักแสดงนำจากหนังเรื่อง “โรงแรมต่างดาว” ของ “ปราบดา หยุ่น” และ “นคร-สวรรค์” ของ “พวงสร้อย อักษรสว่าง”

สอง

แผลเก่า 3

ผมชอบการตัดต่อหลายๆ จังหวะใน “แผลเก่า” ฉบับคุณเชิด

โดยเฉพาะพวกซีนที่ตัดสลับระหว่างเส้นเรื่องหลักกับการแสดงนาฏศิลป์แบบไทยๆ (รวมถึงการตัดสลับระหว่างการบรรเลงขลุ่ยไทยกับดนตรีฝรั่ง) ซึ่งมิได้เป็นแค่การเทียบเคียงหรือวางชน ทว่าเป็นการเปรียบเทียบ/ปรับประสานต่อรองระหว่างสองเหตุการณ์ต่างบริบทกัน อันจะนำไปสู่ความคืบหน้า/เปลี่ยนผันของสถานการณ์ในภาพรวม

เท่าที่มีความรู้แบบงูๆ ปลาๆ เราคงพอจะเรียกการตัดต่อหลายจังหวะใน “แผลเก่า” ฉบับนี้ ว่าเป็นการลำดับภาพแบบ Soviet montage ได้กระมัง?

สาม

แผลเก่า 4

วิธีการตัดต่อข้างต้นยังมีความสอดคล้องกับวิธีการนำเสนอ “เนื้อหาสาระสำคัญ” ใน “แผลเก่า 2520” อย่างน่าทึ่ง

ณ ช่วงต้นภาพยนตร์เรื่อง “แผลเก่า” ฉบับนี้ มีการขึ้นข้อความที่เน้นย้ำถึงบทบาทในการอนุรักษ์/สำแดง “ความเป็นไทย” ของตนเอง (ผมไม่เคยเห็นถ้อยแถลง/ปณิธานทำนองนี้แบบชัดๆ ใน “แผลเก่า” ฉบับอื่นๆ)

ขณะเดียวกัน น่าสนใจว่าช่วงเวลาการสร้างหนังเรื่องนี้ก็ใกล้เคียงมากๆ กับการก่อกำเนิดขึ้นของคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

ยิ่งกว่านั้น หนังยังได้รับโล่เกียรติยศภาพยนตร์ที่เชิดชูเอกลักษณ์ไทยยอดเยี่ยมจากรัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์

แต่ที่ตลกร้าย คือ ภายใต้ฉากหน้า “ความเป็นไทย” ที่หนังนำเสนออย่างหลงรักและจริงใจ (ผ่านนาฏศิลป์พื้นบ้าน รวมถึงบรรยากาศ/วิถีชีวิตแบบชนบท) นั้น กลับซ่อนเร้นไว้ซึ่ง “อัปลักษณะ” นานัปการของสังคมไทย

ตั้งแต่ความขัดแย้งระหว่างคนสองกลุ่มที่ไม่มีทางคืนดี/สมานฉันท์

การกดขี่ผู้หญิงในโลกของผู้ชาย (กระทั่ง “ขวัญ” เอง บุคคลคนเดียวที่เขารักก่อนตาย ก็คือ “พ่อ” ไม่ใช่ “เรียม” ที่ผันแปรน่าผิดหวัง)

การปะทะกันระหว่างยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง, ความผิดแผกแตกต่างระหว่างเมืองกับชนบท และความขัดแย้งทางชนชั้น

สังคมที่แก้ไขปัญหาต่างๆ ด้วยความรุนแรงตลอดทั้งเรื่อง (หลังดูหนังเสร็จ ผมเจอเพื่อนที่เป็นผู้กำกับภาพยนตร์สารคดีฝีมือเยี่ยม เขาตั้งข้อสังเกตว่า “ขวัญ” เป็นพระเอกที่ฆ่าคนตายเยอะมากๆ) และไม่เปิดโอกาสให้ตัวละครเอกได้ “ห่มผ้าเหลือง” หรือ “กลับตัวกลับใจ”

รวมถึง “เจ้าพ่อต้นไทร” ที่เป็นสักขีพยานความรัก ความหวัง ความผิดหวัง และโศกนาฏกรรม ทว่าเยียวยาหรือช่วยแก้ไขปัญหาใดๆ ไม่ได้เลย จนมีสถานะประหนึ่ง “สิ่งศักดิ์สิทธิ์ซึ่งไร้พลวัต”

คำถามต่อเนื่อง คือ ถ้าเช่นนั้น ความย้อนแย้ง/การปะทะกันระหว่างคำประกาศก่อนเริ่มเรื่อง กับเนื้อหาจริงๆ ใน “แผลเก่า” ฉบับคุณเชิด กำลังนำ/คลี่คลายไปสู่ผลลัพธ์อะไร?

ศิโรตม์ วิเคราะห์แผลเก่า

ผมค่อนข้างเห็นด้วยกับการตีความโดย “ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์” ซึ่งชี้ว่า “แผลเก่า 2520” นั้นอาจซ่อนนัยยะของการวิพากษ์ “ความรุนแรง” กรณี 6 ตุลาคม และประดิษฐกรรม “ความเป็นไทย” ยุคหลังจากนั้น

คลิกอ่าน

ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ : แผลเก่า, เชิด ทรงศรี และการวิพากษ์ความเป็นไทยหลัง 6 ตุลา

ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ : แผลเก่ากับความเป็นไทยแบบใหม่ หลังการฆ่าหมู่ 6 ตุลาฯ

สี่

ข้างหลังภาพ เชิด

อย่างไรก็ดี ผมไม่แน่ใจว่าเราจะสามารถจับคุณเชิดใส่ลงไปในบล็อกของอุดมการณ์ทางการเมืองแบบใดแบบหนึ่งได้อย่างตายตัว

ในบทความของคุณศิโรตม์ได้อ้างอิงคำสัมภาษณ์จากหนังสือ “12 ผู้กำกับหนังไทยร่วมสมัย” ซึ่งคุณเชิดเปิดใจว่าหนังที่แกอยากทำมากที่สุด คือ ภาพยนตร์ชีวประวัติ “จิตร ภูมิศักดิ์”

ผมจำได้ว่าเคยอ่านจากที่ไหนสักแห่ง ว่าคุณเชิดอยากทำหนังซึ่งดัดแปลงจากนิยายเรื่อง “ดิน น้ำ และดอกไม้” ของ “เสนีย์ เสาวพงศ์”

แน่นอน หลายคนทราบดีว่าคุณเชิดเคยทำหนัง “ข้างหลังภาพ” จากบทประพันธ์ของ “ศรีบูรพา”

แต่ก็มีข้อเท็จจริงที่มิอาจปฏิเสธอีกด้านว่าคุณเชิดเคยทำภาพยนตร์ “ทวิภพ” จากงานเขียนของ “ทมยันตี” รวมถึง “เรือนมยุรา” จากนิยายของ “แก้วเก้า/ว.วินิจฉัยกุล”

เชิด ทวิภพ เรือนมยุรา

ผมเชื่อว่าคุณเชิดนั้นตระหนักดีว่าตนเองต้องเผชิญหน้าอยู่กับทางแพร่งแห่งความขัดแย้งทางอุดมการณ์ในสังคมไทย ทว่าแก (และคนรุ่นแก) อาจมีวิธีการรับมือกับความขัดแย้งดังกล่าว อย่างแตกต่างไปจากบรรดาผู้มีความกระตือรือร้นทางการเมืองยุคปัจจุบัน

หมายเหตุ

“แผลเก่า” (2520) ฉบับบูรณะใหม่ จะเข้าฉายเชิงพาณิชย์ตั้งแต่วันที่ 18 ตุลาคมเป็นต้นไป ในโรงภาพยนตร์สองแห่ง คือ

วันที่ 18 -24 ตุลาคม รอบเวลา 12.00 น. ณ โรงภาพยนตร์สกาลา สามารถซื้อบัตรล่วงหน้าได้ที่จุดจำหน่ายบัตร

วันที่ 18-21 ตุลาคม รอบเวลา 19.00 น. ณ SF World Cinema เซ็นทรัลเวิลด์ สามารถซื้อบัตรล่วงหน้าได้ที่จุดจำหน่ายบัตรหรือ www.sfcinemacity.com

ข่าวบันเทิง

ไม่ควรพลาด! เทศกาลหนังสั้นครั้งที่ 22 ที่หอภาพยนตร์ ศาลายา

แวะเวียนมาบรรจบอีกคราวกับเทศกาลภาพยนตร์สั้น ครั้งที่ 22 ซึ่งครั้งนี้เป็นหนแรกสุด ที่งานทั้งหมดจะย้ายมาจัด ณ หอภาพยนตร์ ศาลายา ระหว่างวันที่ 8-16 กันยายน 2561

เทศกาลภาพยนตร์สั้นหนนี้ยังอัดแน่นไปด้วยโปรแกรมจัดฉายหนังสั้นทั้งของไทยและต่างประเทศจำนวนมากมายเช่นเคย ตามรายละเอียดดังต่อไปนี้

This slideshow requires JavaScript.

ขณะเดียวกัน ความแปลกใหม่ที่เพิ่มเติมเข้ามา ก็คือ งานเสวนาที่หลากหลาย ซึ่งมีเนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการโพสต์โปรดักชั่นในยุคดิจิทัล, การใช้โอเพ่นซอร์สซอฟแวร์ในการสร้างแพลตฟอร์มวิดีโอออนไลน์ของตนเอง ไปจนถึง กระบวนการพัฒนาโปรเจ็คท์ภาพยนตร์ขนาดยาว

นอกจากนั้น ในวันอังคารที่ 11 กันยายน ยังจะมี งานประชุมวิชาการด้านภาพยนตร์ศึกษา ครั้งที่ 8 เสริมเข้ามาอีกด้วย

ภาพยนตร์ศึกษา ครั้งที่ 8

ตรวจสอบรายละเอียดทั้งหมดเกี่ยวกับเทศกาล ที่นี่

ลงทะเบียนรับบัตรเข้าชมเทศกาลล่วงหน้า ที่นี่

ข่าวบันเทิง

“Bangkok Nites” หนังญี่ปุ่นน่าจับตา ฉายครั้งแรกในไทย 28 ม.ค.นี้

bkk-nite-3

“Bangkok Nites” หรือ “กลางคืนที่บางกอก” ภาพยนตร์ที่บอกเล่าเรื่องราวของหนุ่มชาวญี่ปุ่นที่มาพบรักกับหญิงสาวซึ่งทำงานอยู่บนถนนธนิยะ ย่านธุรกิจกลางคืนใจกลางกรุงเทพฯ ผลงานการร่วมกำกับของ คัตสึยะ โทมิตะ และ อภิชา ศรัณย์ชล กำลังจะได้ฉายในเมืองไทยเป็นครั้งแรก วันที่ 28 มกราคมนี้

Bangkok Nites ได้รับความสนใจจากเทศกาลภาพยนตร์หลายประเทศทั่วโลก และคว้ารางวัล First Prize of the Junior Jury ที่เทศกาลภาพยนตร์โลการ์โนปี 2016 รวมทั้งได้รับเลือกให้ติดอันดับ 1 ใน 10 ภาพยนตร์ญี่ปุ่นยอดเยี่ยมประจำปี 2017 โดยนิตยสาร Kinema Jumpo นิตยสารภาพยนตร์ที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น

e0b881e0b8a5e0b8b2e0b887e0b884e0b8b7e0b899e0b897e0b8b5e0b988e0b89ae0b8b2e0b887e0b881e0b8ade0b881-1

หนังบอกเล่าเรื่องของ “ลักษณ์” หญิงสาวซึ่งทำงานอยู่บนถนนธนิยะ ย่านธุรกิจกลางคืนใจกลางกรุงเทพฯ ถนนสายนี้คลาคล่ำไปด้วยชายหนุ่มชาวญี่ปุ่น ลักษณ์ถือเป็นดาวเด่นของย่าน ที่ปัจจุบันอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์ราคาแพงเพียงลำพังและยังส่งเงินไปเลี้ยงดูครอบครัวที่ภาคอีสานใกล้ชายแดนไทย-ลาว

วันหนึ่งลักษณ์ได้พบกับ “โอซาว่า” ชายหนุ่มซึ่งเธอเคยตกหลุมรักเมื่อห้าปีก่อน โอซาว่าเป็นอดีตนายทหารจากกองทัพญี่ปุ่น เขาใช้ชีวิตอย่างอัตคัดในห้องเช่าเล็ก ๆ กลางชุมชนแออัด เมื่อโอซาว่ามีเหตุต้องเดินทางไปลาว ลักษณ์จึงเดินทางไปด้วยและพาเขาไปพบครอบครัวและเพื่อนในวัยเด็กของเธอ

ช่วงเวลาสั้นๆ นี้ได้กระตุ้นให้ชายหนุ่มซึ่งอ่อนล้าจากชีวิตในกรุงเทพฯ เริ่มใฝ่ฝันหาความสงบสุขในหมู่บ้านชนบทเล็ก ๆ แต่แล้วเขาเองก็ได้ตระหนักว่าพื้นที่แห่งนี้ยังคงมีรอยแผลเป็นจากการล่าอาณานิคมในอดีตดำรงอยู่

คู่ขนานไปกับเรื่องราวชีวิตของชายญี่ปุ่นและหญิงสาวคนไทยข้างกาย จึงปรากฏตำนานเรื่องเล่าต่าง ๆ ว่าด้วย ผีจิตร ภูมิศักดิ์, พญานาค และซากประวัติศาสตร์สงครามลับในลาว (ก่อนหน้านี้ มีรายงานว่าผู้มารับบท “จิตร ภูมิศักดิ์” คือ สุรชัย จันทิมาธร หรือ หงา คาราวาน)

bkk nite 2

“กลางคืนที่บางกอก” จะฉายในเมืองไทยเป็นครั้งแรก วันอาทิตย์ที่ 28 มกราคมนี้ เวลา 15.00 น. ณ หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) โดยผู้กำกับจะมาสนทนากับคนดูหลังภาพยนตร์จบ

การฉายหนังเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรม “คาไลโดะ เอเชีย” (KALEIDO ASIA) งานฉายภาพยนตร์สุดพิเศษโดยนักจัดโปรแกรมภาพยนตร์แห่งอาเซียนและญี่ปุ่น ผู้สนใจสามารถอ่านรายละเอียดของหนังเรื่องอื่น ๆ ในโปรแกรม ได้ที่ https://www.facebook.com/events/166551397438264/?active_tab=about

ข่าวบันเทิง

ชมภาพยนตร์ “365 พระราชกรณียกิจในรัชกาลที่ 9” เผยแพร่โดยหอภาพยนตร์

มติชนออนไลน์รายงานว่า หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ได้รวบรวมภาพยนตร์พระราชกรณียกิจพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ 365 พระราชกรณียกิจในอดีต ระหว่างปี 2503-2523 โดยเปิดให้สื่อมวลชน สถานศึกษา หน่วยงานต่างๆ เข้าชมและดาวน์โหลด เพื่อนำไปเผยแพร่สู่สาธารณชนได้ที่ http://www.youtube.com/playlist?list=PLvc284hzb2J_0K2434Y7BA25k2L8E878P

ทั้งนี้ คลิปชุดดังกล่าวเผยแพร่ครั้งแรกในวาระที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ มีพระชนมพรรษาครบ ๘๕ พรรษา ซึ่งหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ได้จัดกิจกรรมพิเศษ “365 วันนี้ในอดีต พระราชกรณียกิจในรัชกาลที่ 9” ขึ้น เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติ และน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่มีต่อพสกนิกรชาวไทย

ที่มา เว็บไซต์มติชนออนไลน์

คนมองหนัง

“สันติ-วีณา” ภาพยนตร์เก่า พ.ศ.2497 หนังไทยเรื่องเดียวใน “เทศกาลคานส์ 2016”

(มติชนสุดสัปดาห์ 29 เมษายน-5 พฤษภาคม 2559)

“สันติ-วีณา” ผลงานการกำกับของ “ทวี ณ บางช้าง” หรือ “มารุต” อำนวยการสร้างโดย “รัตน์ เปสตันยี” เมื่อ พ.ศ.2497 เป็นหนึ่งในหนังเรื่องสำคัญของประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทย

ทั้งในสถานะภาพยนตร์ไทยขนาดยาวเรื่องแรกที่ได้รับรางวัลจากงานภาพยนตร์นานาชาติแห่งเอเชียอาคเนย์ ประเทศญี่ปุ่น เมื่อ พ.ศ.2497 ไปถึง 3 สาขา ได้แก่ ถ่ายภาพยอดเยี่ยม (รัตน์ เปสตันยี), กำกับศิลป์ยอดเยี่ยม (อุไร ศิริสมบัติ) และรางวัลพิเศษจากสมาคมผู้สร้างภาพยนตร์แห่งอเมริกา ในฐานะภาพยนตร์ที่แสดงออกถึงวัฒนธรรมของเอเชียได้เป็นอย่างดี

และในสถานะภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกที่ถ่ายทำด้วยฟิล์มสีขนาด 35 ม.ม.

แต่เรื่องราวภายหลังความสำเร็จหนนั้นกลับกลายเป็นปริศนาทางประวัติศาสตร์ เมื่อฟิล์มของภาพยนตร์เรื่อง “สันติ-วีณา” หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย คนไทยรุ่นหลัง (รวมถึงรุ่น 2500) จึงไม่เคยมีโอกาสได้ชมหนังเรื่องนี้

แม้จะมีข้อมูลว่าฟิล์มสำเนาของภาพยนตร์เรื่อง “สันติ-วีณา” ได้ถูกขายให้แก่สหภาพโซเวียตและสาธารณรัฐประชาชนจีน ทว่า ก็ยังไม่เคยมีใครพบเห็น (หรือพยายามสืบค้น) ฟิล์มเหล่านั้นเช่นเดียวกัน

กระทั่งใน พ.ศ.2555 “อลงกต ด้วงใหม่” นักวิจารณ์ภาพยนตร์เจ้าของนามปากกา “กัลปพฤกษ์” ขณะกำลังศึกษาระดับปริญญาเอกที่สหราชอาณาจักร ได้เดินทางไปใช้บริการห้องสมุดของสถาบันภาพยนตร์แห่งสหราชอาณาจักร (บีเอฟไอ)

ก่อนจะพบเรื่องราวอันน่าตื่นเต้นจากการสืบค้นข้อมูลว่า หนึ่งในภาพยนตร์ไทยที่ทางบีเอฟไอจัดเก็บไว้ มีรายชื่อของ “สันติ-วีณา” รวมอยู่ด้วย

อย่างไรก็ตาม ฐานข้อมูลระบุว่าบีเอฟไอได้จัดเก็บฟิล์มเสียงต้นฉบับ และฟิล์มภาพ “บางส่วน” ของหนังไทยเรื่องนี้เอาไว้เท่านั้น

อลงกตแจ้งข่าวดังกล่าวให้หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ของไทยได้รับทราบ ทางหอภาพยนตร์จึงทำการติดต่อภัณฑารักษ์ของบีเอฟไอ เพื่อสอบถามถึงเรื่องราวเกี่ยวกับฟิล์มภาพยนตร์ “สันติ-วีณา”

โดยสถาบันภาพยนตร์แห่งสหราชอาณาจักรตอบกลับมาว่า สิ่งที่บีเอฟไอจัดเก็บไว้ ก็คือ ฟิล์มต้นฉบับเสียงขนาด 35 ม.ม. จำนวน 15 ม้วน ตลอดจนเบื้องหลังและไตเติ้ลภาพยนตร์จำนวน 1 ม้วน ของหนังไทยเรื่องนี้

ทั้งนี้ บีเอฟไอได้รับฟิล์มเหล่านั้นมาจากแล็บแรงค์ฟิล์ม เมื่อ พ.ศ.2518 อย่างไรก็ดี ขณะนั้น (พ.ศ.2555) สถาบันภาพยนตร์แห่งสหราชอาณาจักร ยังไม่สามารถระบุชัดเจนได้ว่า ฟิล์มต้นฉบับภาพของ “สันติ-วีณา” นั้นอยู่ที่ใด?

ต่อมา ใน พ.ศ.2556 “สัณห์ชัย โชติรสเศรณี” รองผู้อำนวยการหอภาพยนตร์ ได้ติดต่อประสานงานกับหอภาพยนตร์แห่งชาติของรัสเซีย (Gosfilmofond) ก่อนจะได้รับคำตอบว่า มีฟิล์มสำเนาของภาพยนตร์เรื่อง “สันติ-วีณา” ถูกเก็บอยู่ที่ Gosfilmofond จริงๆ สอดคล้องกับข้อมูลเก่าที่ระบุว่าหนังเรื่องนี้เคยถูกขายให้สหภาพโซเวียต

ฟิล์มสำเนาฉบับที่ถูกเก็บรักษาไว้ในรัสเซีย อยู่ในสภาพที่สีบางสีขาดหาย มีรอยขีดข่วน แต่รูหนามเตยอยู่ในสภาพดี และฟิล์มหดประมาณ 0.4 เปอร์เซ็นต์

จึงยังสามารถนำฟิล์มสำเนาฉบับนี้มาเข้าเครื่องสแกนเพื่อทำการบูรณะได้

ปี 2557 “โดม สุขวงศ์” ผู้อำนวยการหอภาพยนตร์ และ “ชลิดา เอื้อบำรุงจิต” รองผู้อำนวยการหอภาพยนตร์ ได้รับอีเมล์จากเพื่อนนักวิชาการด้านภาพยนตร์ศึกษาชาวจีน แจ้งว่า ณ หอภาพยนตร์ของจีน ก็มีฟิล์มสำเนาของ “สันติ-วีณา” ถูกเก็บไว้อยู่อีกหนึ่งชุด

เมื่อเปรียบเทียบคุณสมบัติของฟิล์มสำเนาทั้งสองฉบับแล้ว ฉบับที่ถูกเก็บไว้ในรัสเซีย จะมีภาพออกโทนสีม่วงทั้งหมด แสดงให้เห็นว่าฟิล์มมีปัญหาเรื่องความเสื่อมของสี

ขณะที่ฉบับที่ถูกเก็บไว้ในจีน สีออกซีด มีรอยขีดข่วน แต่ที่สำคัญ คือ มีคำบรรยายภาษาจีนฝังอยู่ในเนื้อฟิล์ม ซึ่งเป็นอุปสรรคใหญ่ต่อการบูรณะ เพราะจะต้องมีการลบคำบรรยายออกจากภาพทีละเฟรม

หอภาพยนตร์จึงสรุป ณ เบื้องต้นว่า จะริเริ่มโครงการบูรณะภาพยนตร์เรื่อง “สันติ-วีณา” โดยใช้เสียงจากฟิล์มต้นฉบับที่อังกฤษ และใช้ภาพจากฟิล์มสำเนาที่รัสเซีย

อย่างไรก็ตาม ต่อมา ผู้เชี่ยวชาญด้านฟิล์มภาพยนตร์ชาวต่างประเทศ ซึ่งเป็นตัวแทนของหอภาพยนตร์ไทย ได้เดินทางเข้าไปตรวจสอบสภาพฟิล์มต้นฉบับของ “สันติ-วีณา” ที่สถาบันภาพยนตร์แห่งสหราชอาณาจักรอย่างละเอียด

ก่อนจะพบว่าความผิดพลาดในการสะกดชื่อหนังเป็นภาษาอังกฤษอย่างแตกต่างกันสองเวอร์ชั่น ได้ส่งผลให้ฟิล์มบางชุดตกสำรวจหล่นหายไปจากฐานข้อมูล

และเมื่อเข้าไปตรวจสอบที่คลังเก็บฟิล์มของสถาบันภาพยนตร์แห่งสหราชอาณาจักรโดยถี่ถ้วนแล้ว จึงพบว่ามี “ฟิล์มต้นฉบับภาพ” ของ “สันติ-วีณา” รวมทั้งหมด 15 ม้วน ความยาว 12,700 ฟุต ถูกจัดเก็บไว้เช่นกัน

สภาพของฟิล์มต้นฉบับภาพนั้น เริ่มมีเชื้อราขึ้นตามขอบฟิล์ม และบางส่วนก็ลามไปอยู่ถึงในภาพหรือถึงชั้นของฟิล์ม สีเริ่มซีดจาง อัตราการหดตัวของฟิล์มค่อนข้างต่ำ รูหนามเตยฉีกขาดเล็กน้อย ส่วนต่อฟิล์มมีการขาดจากกันบ้าง

ส่วนฟิล์มต้นฉบับเสียงยังอยู่ในสภาพดี ไม่มีความเสียหายทางเคมีใดๆ

ด้วยเหตุนี้ หอภาพยนตร์จึงตัดสินใจดำเนินการบูรณะหนังเรื่อง “สันติ-วีณา” โดยใช้ฟิล์มต้นฉบับภาพและเสียง ซึ่งถูกเก็บรักษาไว้ที่อังกฤษ เป็นฐานข้อมูลหลัก

และได้ติดต่อว่าจ้างบริษัท L”Immagine Ritrovata จากประเทศอิตาลี ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการบูรณะภาพยนตร์ด้วยระบบดิจิตอล ให้มาบูรณะ “สันติ-วีณา” เป็นไฟล์ดิจิตอล ความละเอียดระดับ 4k

ล่าสุด เมื่อวันที่ 20 เมษายน ทางเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศส ได้ประกาศข่าวดีว่า ภาพยนตร์เรื่อง “สันติ-วีณา” ฉบับบูรณะ จะได้รับเกียรติให้ฉายรอบปฐมทัศน์โลกที่เทศกาลในช่วงเดือนพฤษภาคมนี้

โดยหนังถูกจัดให้อยู่ในสาย “คานส์ คลาสสิคส์” ซึ่งจะคัดเลือกภาพยนตร์เก่าทรงคุณค่าจากทั่วทุกมุมโลก ที่ได้รับการบูรณะซ่อมแซมมาเป็นอย่างดีแล้ว ไปจัดฉาย

“สันติ-วีณา” จึงเป็นหนังไทยเพียงเรื่องเดียว ที่ถูกคัดเลือกเข้าฉายในโปรแกรมอย่างเป็นทางการของเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ประจำปีนี้

ย้อนกลับไปเมื่อ พ.ศ.2544 “ฟ้าทะลายโจร” ภาพยนตร์แนวย้อนยุคของ “วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง” ถือเป็นหนังไทยเรื่องแรกสุดที่ถูกคัดเลือกเข้าไปฉายในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์อย่างเป็นทางการ

วิศิษฏ์เปิดเผยโดยไม่ปิดบังว่า ผลงานของเขาได้รับแรงบันดาลใจมาจากหนังของ “รัตน์ เปสตันยี”

อีก 15 ปีต่อมา ภาพยนตร์ที่อำนวยการสร้างโดยรัตน์เมื่อ 62 ปีก่อน จึงมีโอกาสถูกนำไปจัดฉายในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติแห่งเดียวกัน

สำหรับผู้สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม โปรดอ่านบทความ “62 ปีที่หายไป สันติ-วีณา หนังไทยเรื่องแรกที่ได้รับรางวัลระดับนานาชาติ” โดย สัณห์ชัย โชติรสเศรณี ใน “จดหมายข่าวหอภาพยนตร์” ฉบับพฤษภาคม-มิถุนายน 2559 (ดาวน์โหลดได้ที่ http://www.fapot.org/files/images/news33_s.pdf)

ข่าวบันเทิง

“สันติ-วีณา” เป็นหนึ่งเดียวของไทยในเทศกาลคานส์ 2016 ถูกคัดเลือกเข้าฉายในสาย “คลาสสิคส์”

วันที่ 20 เมษายน เว็บไซต์เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ ได้ประกาศรายชื่อภาพยนตร์เก่าและหนังซึ่งบอกเล่าเรื่องราวของประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ ที่ถูกคัดเลือกเข้าฉายในสาย “คานส์ คลาสสิคส์” ของเทศกาลประจำปี 2016

น่ายินดีว่ามีหนังไทยหนึ่งเรื่องได้รับคัดเลือกเข้าไปฉายในสายดังกล่าวประจำปีนี้ นั่นคือ ภาพยนตร์เรื่อง “สันติ-วีณา” โดย ทวี ณ บางช้าง หรือ “มารุต”

แผ่นฟิล์มต้นฉบับของหนังที่สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2497 เรื่องนี้ ถูกดำเนินการบูรณะโดยหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน)

ก่อนหน้านี้ เป็นที่เข้าใจกันว่า ม้วนฟิล์มเนกาทีฟต้นฉบับของภาพยนตร์เรื่องนี้ได้สูญหายจากโลกไปแล้ว ต่อมา ในปี ค.ศ.2014 หรือ พ.ศ.2557 จึงได้มีการค้นพบฟิล์มต้นฉบับของหนังเรื่อง “สันติ-วีณา” ณ สถาบันภาพยนตร์แห่งสหราชอาณาจักร (บีเอฟไอ) รวมทั้งยังมีการค้นพบฟิล์มฉบับก็อปปี้ที่ถูกส่งไปฉายตามโรงภาพยนตร์ต่างประเทศ ณ หอภาพยนตร์แห่งประเทศจีน และ Gosfilmofond (ซีเนมาเธคของรัสเซีย)

จากนั้น ได้มีการนำฟิล์มต้นฉบับที่ถูกค้นพบ ณ บีเอฟไอ ไปบูรณะและสแกนเป็นไฟล์ดิจิตอล 4K ที่ L’Immagine Ritrovata Laboratory ประเทศอิตาลี

ก่อนจะถูกคัดเลือกเข้าฉายในสาย “คานส์ คลาสสิคส์ 2016”

ที่มาเนื้อหา http://www.festival-cannes.fr/en/article/62136.html

ที่มาภาพประกอบ http://saisampan.net/index.php?topic=55075.60

ข่าวบันเทิง

อย่าพลาดชมเทศกาลหนังสารคดีนานาชาติศาลายา 26 มี.ค.-3 เม.ย.นี้

ระหว่างวันที่ 26 มีนาคม – 3 เมษายนนี้ ขอเชิญชวนคนรักหนังทุกท่าน เข้าร่วมชมเทศกาลภาพยนตร์สารคดีนานาชาติศาลายา ครั้งที่ 6

ซึ่งงานจะมีขึ้นที่โรงภาพยนตร์ศรีศาลายา หอภาพยนตร์ พุทธมณฑลสาย 5 ในวันที่ 26-28 มีนาคม และที่ห้องออดิธอเรียม หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร สี่แยกปทุมวัน ในวันที่ 29 มีนาคม-3 เมษายน

โดยในเทศกาลครั้งนี้ จะประกอบไปด้วยโปรแกรมภาพยนตร์สารคดีอันหลากหลาย ได้แก่

Power of Asian Cinema

เป็นชุดสารคดีที่อำนวยการสร้างโดยสถานีโทรทัศน์ KBS สาขาใหญ่ปูซาน และเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน ภาพยนตร์ชุดนี้ประกอบด้วยหนังสารคดี 10 เรื่อง (แต่เนื่องจากปัญหาบางประการ ทำให้เทศกาลฉายได้แค่ 8 เรื่อง) โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อจะพัฒนาความเข้าใจในภาพยนตร์เอเชียพร้อมๆ กับการเติบโตและอนาคตที่สดใสของภาพยนตร์เอเชีย หนังแต่ละเรื่องจะครอบคลุมภาพยนตร์และประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ของแต่ละประเทศ ผู้กำกับแต่ละคนได้มองภาพอดีตและปัจจุบันของภาพยนตร์ในประเทศตัวเอง เพื่อให้ผู้ชมเข้าใจภาพยนตร์เอเชียอย่างลึกซึ้ง

Sense and Sensibility

โปรแกรมพิเศษที่จะพาไปชมเรื่องราวของผู้หญิง หรือ มุมมองของผู้สร้างหนังสารคดีผู้หญิง จากทั่วทุกมุมโลก

Discovery Program

อีกหนึ่งโปรแกรมพิเศษ ซึ่งจะนำเสนอตั้งแต่หนังสารคดีที่พูดถึงประเด็นเรื่องจริยธรรมและความยุติธรรมอย่างเข้มข้นจริงจัง ผ่านกรณีนาซี-สงครามเวียดนาม หนังเกี่ยวกับกลุ่มคนข้ามเพศและเพศวิถี หนังที่พูดถึงภาวะสงครามในอิรัก หนังที่กล่าวถึงบุคคลตกค้างจากยุคสงครามเย็น รวมถึงหนังที่สื่อสารประเด็นผู้อพยพ, พื้นที่ เรื่อยจนถึงชีวิตศิลปินร่วมสมัย

Competition Program

ภาพยนตร์สารคดี 8 เรื่องจากประเทศในกลุ่มอาเซียน ที่จะเปิดโลกทัศน์ของคนดูต่อภูมิภาคแห่งนี้ โดยหนังเหล่านี้ได้รับคัดเลือกให้เข้าประกวดชิงรางวัลภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยมของอาเซียนจากทางเทศกาลอีกด้วย

ผู้สนใจ สามารถคลิกเข้าชมรายละเอียดของเทศกาล เรื่องย่อของหนัง และตารางฉายภาพยนตร์ได้ที่ https://www.facebook.com/SalayaDoc

ภาพยนตร์ทุกเรื่อง ชมฟรี